๙๐

ฝ่ายโซจิ๋นกับเตียวหงีลากุยก๊กซินแสแยกกันไปบ้าน เตียวหงีพาภรรยาไปตั้งอยู่เมืองฌ้อ ตัวก็เข้าพึ่งอาศัยทำกินอยู่กับเสียงก๊ก โซจิ๋นนั้นเมื่อกลับมาถึงบ้านรู้ว่าบิดากับพี่ชายตาย ยังแต่มารดากับพี่สะใภ้น้องชายสองคน ผู้หนึ่งชื่อโซต่าย ผู้หนึ่งชื่อโซหลี

ฝ่ายโซจิ๋นครั้นมาอยู่เรือนได้ครึ่งเดือนจึงพูดกับมารดาว่า แผ่นดินทุกวันนี้ยังไม่ปกติ บรรดาเมืองใหญ่ใครกล้าแข็งก็ถือตัวตั้งเป็นก๊กขึ้น เราเที่ยวไปดูท่วงทีถ้าท่านผู้ใดรักใคร่นับถือจะปลูกเลี้ยงคนมีวิชาเห็นพอเป็นที่พึ่งได้เราก็จะเข้าทำราชการด้วยเมืองนั้น อันข้าวของมีอยู่ในเรือนจงขายเสียเถิด ข้าจะได้เอาเงินไปเป็นเสบียง พี่สะใภ้กับภรรยาจึงห้ามว่าจะไปเที่ยวทำไมให้ป่วยการ จะทำไร่ไถนาค้าขายหากินอยู่กับบ้านมิดีหรือ แต่โซต่าย โซหลีน้องชายนั้นว่าพี่ชำนิชำนาญข้างถ้อยคำแล้วจะต้องไปเมืองอื่นไยเล่า อันเมืองนี้บ้านเราก็อยู่ใกล้ ถ้าคิดอ่านไปเป็นขุนนางขึ้นในเมืองหลวงแล้ว จะได้เป็นที่พึ่งแก่วงศ์วานพวกพ้อง โซจิ๋นรับคำน้องชายแล้วไปเมืองตังจิว จึงเข้าไปประสมผูกพันกับขุนนางผู้หนึ่ง โซจิ๋นจึงว่ากล่าวอ้อนวอนให้ช่วยทูลเสนอพระเจ้าจิวอันอ๋องว่าโซจิ๋นมีวิชาสมัครจะเข้ามาทำราชการ พระเจ้าจิวอันอ๋องจึงให้พาโซจิ๋นเข้าไปเฝ้า แล้วตรัสถามว่าตัวมีความรู้สิ่งใดบ้าง โซจิ๋นจึงทูลว่าวิชาของข้าพเจ้าอย่างหนึ่ง ปลุกใจทแกล้วทหารให้เข้มแข็งองอาจในการสงคราม ถึงข้าศึกจะมามากกว่าสักสองเท่าก็ไม่กลัวเลย

พระเจ้าจิวอันอ๋องนํ้าพระทัยไม่ฝักใฝ่ข้างการสงคราม ครั้นโซจิ๋นทูลดังนั้นก็หายินดีไม่ แต่เห็นว่าเป็นการสำหรับแผ่นดินอยู่เสียมิได้ จึงตรัสสั่งเสียงก๊กว่าให้เอาโซจิ๋นไว้ด้วย แล้วพระเจ้าจิวอันอ๋องกลับเข้าไปที่ข้างใน พวกขุนนางจึงถามโซจิ๋นถึงชาติตระกูล โซจิ๋นก็บอกไปตามจริง ขุนนางทั้งปวงก็ประมาทว่าโซจิ๋นเป็นชาติชาวนาจะมีความรู้สักเพียงไร

ฝ่ายโซจิ๋นตั้งแต่วันออกจากเฝ้า ก็คอยฟังข่าวจะโปรดชุบเลี้ยงประการใด ยังไม่ได้ความเลยจนช้านานกว่าปี อันเงินทองที่มีมาจัดแจงซื้อจ่ายกินเสียสิ้น ครั้นเห็นจะไม่สมความคิดก็กลับไปบ้าน จึงเอาของเครื่องเรือนออกขายได้เงินร้อยตำลึงก็ซื้อม้าซื้อเกวียนจ้างชายลูกจ้างได้สองคนแล้วก็ไปเมืองจิ๋น จึงเข้าหาขุนนางให้ช่วยพาไปยังฮุยบุนอ๋อง ฮุยบุนอ๋องจึงปราศรัยโซจิ๋น ถามว่าอาจารย์อยู่เมืองโละเอี๋ยงทางมาเมืองจิ๋นเกือบพันลี้ อุตส่าห์เดินมาหาเราจะช่วยสั่งสอนสิ่งไรหรือ โซจิ๋นจึงว่าข้าพเจ้ารู้กิตติศัพท์ว่าท่านให้หาเจ้าเมืองใหญ่ทั้งหกเมือง เขายังขัดแข็งอยู่ ซึ่งท่านจะนิ่งเฉยเสียดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเขาจะไม่มา ฮุยบุนอ๋องจึงว่าอาจารย์ว่านั้นชอบ ข้าคิดอยู่ว่าจะยกไปตีทั้งหกเมืองแต่เห็นทหารของเราน้อยนักแล้วยังหาพรักพร้อมไม่ จะงดซ่องสุมรี้พลสักสองสามปี ถ้าเห็นเป็นท่วงทีจึงจะยกไปปราบเสียให้อ่อนน้อมจงได้ อันตัวเราทุกวันนี้เปรียบเหมือนหงส์ปีกหางยังไม่บริบูรณ์ จะบินขึ้นสูงกลัวจะเป็นอันตราย การที่คิดไว้นั้นเห็นจะไม่สำเร็จ

โซจิ๋นได้ฟังฮุยบุนอ๋องว่าดังนั้น ก็คำนับลาออกมาเช่าร้านเขาอาศัยอยู่ แล้วจึงแต่งข้อความแต่โบราณครั้งสำจิ๋นอ๋องแปลไทยว่าแผ่นดินกษัตริย์สามพระองค์ คือ พระเจ้าเทียนอ๋องซี พระเจ้าเต้อ๋องซี พระเจ้ายินอ๋องซี กับหัวเมืองเอกห้าหัวเมืองในแผ่นดินเลียดก๊กข้างต้น คือ เจ๋ฮวนก๋ง จิ้นบุนก๋ง จิ๋นมกก๋ง ฌ้อจองอ๋อง จิ้นเจาก๋ง คิดเป็นหนังสือหมื่นตัวเป็นใจความว่า ด้วยกษัตริย์สามพระองค์กับเจ้าเมืองใหญ่ห้าคน คิดอ่านทำนุบำรุงแผ่นดินและแผ่อาณาเขตกว้างขวาง เป็นเกียรติยศสืบๆ กันมา ครั้นรุ่งขึ้นจึงเอาหนังสือเข้าถวายฮุยบุนอ๋อง ฮุยบุนอ๋องรับเอาหนังสือมาดูแล้วหาชอบใจในเรื่องราวของโซจิ๋นไม่ก็ลุกกลับเข้าไปเสียที่ข้างใน โซจิ๋นก็เสียนํ้าใจกลับออกมาหากงซุนเซียนซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองจิ๋น หมายใจจะให้กงซุนเซียนช่วยทูลฮุยบุนอ๋องให้เห็นสติปัญญาของตัว

ฝ่ายกงซุนเซียนก็เป็นคนสันดานอิจฉา เห็นว่าโซจิ๋นมีสติปัญญามากกว่าตัวกลัวจะเกินหน้าก็แกล้งบิดพลิ้วเสีย หาทูลความดีให้กับโซจิ๋นไม่ แต่โซจิ๋นคอยท่าประมาณปีเศษ จนเงินทองซึ่งมีติดตัวมาก็ซื้อจ่ายกินจนสิ้น โซจิ๋นเห็นว่างุยบุนอ๋องหาชุบเลี้ยงตัวไม่แล้วก็ขายม้าขายเกวียนของตัวเสีย พอได้เงินมาเป็นเสบียงเดินทางโซจิ๋นก็กลับมาบ้านจึงเข้าไปหามารดา มารดาครั้นเห็นโซจิ๋นมามีร่างกายผิดรูปซูบผอมเหมือนคนโซจึงว่ากับโซจิ๋นว่าเพราะเอ็งไม่เชื่อมารดาจึงได้ยาก แล้วก็ด่าโซจิ๋นเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ โซจิ๋นครั้นเห็นมารดาโกรธก็คำนับลาไปเรือนภรรยา เห็นภรรยาทอผ้าอยู่จึงเดินเข้าไปหา ภรรยาโซจิ๋นเห็นผัวกลับมาก็รู้ว่าไม่สมความคิดแกล้งทำเฉยเสีย โซจิ๋นครั้นเห็นภรรยาเฉยอยู่ดังนั้นนึกละอายนักก็เดินไปหาพี่สะใภ้ คำนับแล้วจึงว่าข้าพเจ้าจะขออาหารกินสักมื้อหนึ่ง พี่สะใภ้ครั้นได้ฟังโซจิ๋นจึงคิดว่าโซจิ๋นนี้ไม่เชื่อคำมารดาจึงเป็นถึงเพียงนี้ แล้วแกล้งตอบว่า ฟืนเราไม่มีหุงข้าวให้ท่านกิน ทั้งข้าวสาลีก็ไม่มี โซจิ๋นได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่าพี่น้องเขาชวนกันโกรธ คิดเสียใจนักก็ร้องไห้แล้วเดินเข้าไปในห้องของตัวจึงปิดประตูเสีย แล้วนั่งลงคิดถึงคำอาจารย์กุยก๊กซินแสทำนายไว้ว่าจะได้ความลำบากเป็นอันมาก ครั้งนี้จำจะต้องพากเพียรดูตำราไทก๋งอิมฮูของอาจารย์ให้ไว้นั้นให้ชำนิชำนาญขึ้นใจจึงจะได้เป็นคู่มือทำราชการต่อไปในภายหน้า คิดแล้วจึงเปิดหีบหยิบเอาหนังสือออกอ่านทั้งกลางวันกลางคืนมิได้เห็นแก่หลับนอน แต่โซจิ๋นดูหนังสืออยู่นั่นประมาณปีเศษ อยู่มาวันหนึ่งโซจิ๋นหาวนอนเป็นกำลัง จึงเอาเข็มมาแทงเข้าที่แขนจนโลหิตไหล หวังจะให้หายหาวนอนก็พากเพียรดูตำราจนจำได้ขึ้นใจ เมื่อขณะโซจิ๋นยังไม่ได้ดูตำราไทก๋งอิมฮูนี้เหมือนอยู่ในที่มืด ครั้นได้ดูตำรานี้แล้วเหมือนออกมาที่สว่าง ดังว่าหัวเมืองทั้งปวงอยู่ในกำมือของตัว แล้วคิดว่าจำเราจะไปเที่ยวหาเจ้านายที่มีบุญและใจโอบอ้อมอารีเป็นที่พี่งไปภายหน้าได้ อันเมืองจิ๋นนั่นก็ไปแล้วหาสมความคิดไม่ ด้วยฮุยบุนอ๋องมิได้มีใจโอบอ้อมอารีหารู้จักคนดีและชั่วไม่ จำจะไปหาเตียวซกอ๋องซึ่งเป็นเจ้าเมืองเตียว ด้วยกงจูเซงผู้เป็นน้องเจ้าเมืองนั้นได้เป็นที่อ๋องเจียงกุ๋นขุนนางผู้ใหญ่รู้ว่าเรามีสติปัญญาอยู่ จำเราจะไปทำราชการอยู่ด้วยเตียวซกอ๋องจึงจะชอบ ครั้นจะไปบัดนี้เล่าก็ขัดด้วยทรัพย์ที่จะเป็นเสบียงไปกลางทาง จะปรึกษาภรรยาเล่าก็หาต้องการไม่ คิดดังนั้นจึงไปหาโซต๋ายโซหลีผู้น้องแล้วอ้อนวอนว่า เราจะยืมทองท่านสักสามสิบตำลึงพอได้เป็นเสบียงไปกลางทาง ถ้าเราไปได้สมคิดแล้วจึงจะใช้จ่าย

โซต๋ายโซหลีจึงว่าท่านไปถึงสองครั้งแล้วก็หาได้สมความคิดไม่ บัดนี้ท่านจะกลับไปอีกยังจะสมความคิดแล้วหรือ โซจิ๋นจึงตอบว่าแต่ก่อนเรายังมิได้ดูตำราของอาจารย์ บัดนี้ได้ดูตำราอาจารย์แล้ว ถ้าเรากลับไปครั้งนี้คงจะได้สมคิดเป็นมั่นคงท่านอย่าวิตกเลย โซต๋ายโซหลีก็หยิบเอาทองนั้นให้กับโซจิ๋นสามสิบตำลึง โซจิ๋นรับเอาทองแล้วก็ลาโซต๋ายโซหลีผู้น้อง กลับมาลามารดากับญาติพี่น้องทั้งปวงแล้วก็ไปเมืองเตียว ครั้นถึงเมืองเตียวก็ไปยังบ้านอ๋องเจียงกุ๋น จึงบอกกับนายประตูว่าเราชื่อโซจิ๋นจะเข้าไปคำนับนายท่าน นายประตูก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งกับอ๋องเจียงกุ๋น อ๋องเจียงกุ๋นได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าโซจิ๋นผู้นี้เป็นคนมีสติปัญญา ถ้าทำราชการอยู่ในเมืองเตียวเห็นเตียวอ๋องจะชุบเลี้ยงให้ดีกว่าเราเป็นมั่นคง คิดดังนั้นแล้วก็นิ่งเสียมิได้ว่าประการใด

ฝ่ายโซจิ๋นครั้นคอยๆ เห็นหายไปก็เสียใจจึงคิดว่าอ๋องเจียงกุ๋นเห็นจะไม่เอาธุระแล้วก็ออกจากเมืองเตียวไปเมืองเอี๋ยน จะเข้าไปหาเอี๋ยนบุนก๋ง พอพบคนสนิทของเอี๋ยนบุนก๋งเข้า โซจิ๋นจึงบอกว่าข้าพเจ้าจะสมัครเข้ามาทำราชการอยู่ด้วยเอี๋ยนบุนก๋ง คนสนิทจึงว่าท่านจะเข้าไปจงเอาเงินมาให้เราร้อยตำลึงจึงจะพาท่านเข้าไป โซจิ๋นจึงตอบว่าเราไม่มีเงินจะให้กับท่าน ต่อเราได้เป็นขุนนางเมื่อใดจึงจะทดแทนคุณท่าน คนสนิทได้ฟังดังนั้นหัวเราะแล้วจึงว่า กว่าเราจะคอยเอาเงินของท่านเห็นเราจะชราหาต้องการไม่ ว่าแล้วก็ไปจากที่นั่น โซจิ๋นก็จนใจอยู่ ครั้นเพลาเย็นลงก็มาเช่าเตี้ยมเข้าอยู่ริมหนทาง แต่โซจิ๋นพักอยู่นั้นประมาณปีเศษ มิได้ช่องโอกาสที่จะไปหาเจ้าเมืองได้จนหมดทองสามสิบตำลึง โซจิ๋นก็เข้าไปลาเจ้าของเตี้ยมว่า ทองที่ข้าพเจ้าได้มาก็หมดแล้วจะขอลาท่านไป เจ้าของเตี้ยมจึงว่าท่านจะไปเราจะให้เบี้ยอีแปะแก่ท่านสักร้อยหนึ่งพอไปกินกลางทาง โซจิ๋นก็คำนับรับอีแปะแล้วลาเจ้าของเตี้ยมเดินไป ขณะนั้นเป็นวันกำหนดเอี๋ยนบุนก๋งเคยออกไปเที่ยวตรวจดูบ้านเมือง มีทหารแห่หน้าแห่หลังมามาก โซจิ๋นเห็นเจ้าเมืองออกมาก็เข้าไปคำนับเอี๋ยนบุนก๋ง เอี๋ยนบุนก๋งจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใดมาแต่ไหน โซจิ๋นจึงบอกว่าข้าพเจ้าแซ่โซชื่อจิ๋นจะสมัครเข้ามาทำราชการอยู่ด้วย เอี๋ยนบุนก๋งครั้นรู้จักว่าโซจิ๋นก็มีความยินดีนัก จึงว่าข้าพเจ้าได้ยินลือชื่ออาจารย์มานานแล้วแต่ยังหารู้จักไม่ ได้มาพบท่านวันนี้เป็นบุญของเรานัก เชิญท่านไปทำราชการอยู่ด้วยข้าพเจ้าเถิด จะได้บำรุงราษฎรให้เป็นสุข ว่าแล้วก็พาโซจิ๋นกลับเข้าเมืองเชิญให้นั่งที่สมควรจึงว่าท่านมานี้ดีแล้ว จงช่วยสั่งสอนข้าพเจ้าด้วย โซจิ๋นจึงว่าทุกวันนี้ท่านก็พึ่งได้ครองสมบัติใหม่ๆ ยังหาได้ทำการรบพุ่งกับผู้ใดไม่ อนึ่งทหารในเมืองท่านก็มีแต่สี่สิบหมื่น เกวียนรบหกร้อยเล่ม ม้าหกพัน เขตแดนของท่านก็ยังน้อยกว่าหัวเมืองทั้งปวง เสบียงอาหารก็ยังไม่บริบูรณ์ อันท่านจะเฉยเสียฉะนี้ นานไปข้าพเจ้าเห็นว่าบ้านเมืองท่านจะหาความสุขมิได้ เอี๋ยนบุนก๋งจึงตอบว่า ข้าพเจ้าปัญญาน้อย ถ้าท่านแนะนำประการใดข้าพเจ้าจะประพฤติตามท่าน

โซจิ๋นจึงว่า อันเมืองท่านได้เป็นสุขอยู่ทั้งนี้ก็เพราะได้เมืองเตียวเป็นต้นทาง ศึกจึงไม่มีมาติดเมืองท่าน ซึ่งท่านเอาเมืองไปขึ้นกับเมืองจิ๋นนั้นป่วยการเสียเปล่าหาต้องการไม่ ชอบแต่ท่านไปทำไมตรีไว้กับเมืองเตียวจึงจะควร เอี๋ยนบุนก๋งจึงตอบว่าซึ่งท่านอาจารย์ว่านี้ชอบแล้ว ท่านเห็นอย่างไรข้าพเจ้าจะทำตามคำท่านทุกประการ โซจิ๋นจึงว่าถ้าท่านเป็นไมตรีกับเมืองเตียวแล้ว จึงค่อยคิดอ่านเกลี้ยกล่อมเมืองเจ๋หนึ่ง เมืองฌ้อหนึ่ง เมืองหันหนึ่ง เมืองงุยหนึ่ง มาเป็นไมตรีกับเราจะได้ทำการรบกับเมืองจิ๋นถนัดมือ เอี๋ยนบุนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วยแล้วตอบว่าซึ่งท่านว่าดังนี้ก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้าวิตกด้วยว่าหัวเมืองทั้งปวงจะมิพร้อมใจกันท่านจะคิดประการใด โซจิ๋นจึงว่าข้าพเจ้าก็มีสติปัญญาน้อย แต่ได้เข้ามาอยู่ด้วยท่านก็จะสนองคุณท่านกว่าจะสิ้นชีวิต จะรับอาสาไปเกลี้ยกล่อมหกหัวเมืองให้มาเป็นไมตรีกับท่านให้จงได้ ข้าพเจ้าจะลาท่านไปวันนี้ เอี๋ยนหุนก๋งมีความยินดีนัก จึงสั่งให้จัดแจงเสบียงอาหารทั้งเกวียนและม้าให้แก่โซจิ๋น โซจิ๋นก็คำนับลาเอี๋ยนบุนก๋งออกจากเมืองเอี๋ยนตรงไปเมืองเตียว

ขณะเมื่อโซจิ๋นไปตามทางเข้าในแดนเมืองเตียวนั้น ได้ยินกิตติศัพท์ว่าอ๋องเจียงกุ๋นตายดีใจนัก นึกว่าเรามาครั้งนี้ก็คงจะสมที่คิดไว้ โซจิ๋นจึงรีบเข้าไปในเมืองจนถึงประตูที่จวนเตียวซกอ๋องอยู่ ลงจากเกวียนแจ้งความกับนายประตูว่า เราชื่อโซจิ๋นอยู่เมืองเอี๋ยนจะขอเข้าคำนับนายท่าน นายประตูก็นำความเข้าไปแจ้งกับเตียวซกอ๋อง เตียวซกอ๋องก็ออกไปต้อนรับถึงนอกประตูแล้วพาโซจิ๋นเข้ามา เชิญให้นั่งที่สมควรจึงถามว่าอาจารย์มาแต่เมืองเอี๋ยนนั้นมีธุระประการใดหรือ โซจิ๋นจึงว่าข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์คนทั้งปวงเขาเลื่องลือว่าท่านมีน้ำใจโอบอ้อมอารีแก่อาณาประชาราษฎร์และคนมีสติปัญญา ข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์พากเพียรมาปรารถนาจะทำราชการอยู่ในท่าน อ๋องเจียงกุ๋นแกล้งบิดพลิ้วเสียมิได้พาเข้ามาหาท่าน ข้าพเจ้าจึงจำใจไปอยู่กับเอี๋ยนบุนก๋ง เอี๋ยนบุนก๋งก็มีใจกรุณาทำนุบำรุงให้เป็นสุข แต่ใจข้าพเจ้ายังหาลืมท่านไม่ ครั้นแจ้งข่าวว่าอ๋องเจียงกุ๋นตายแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้มาหาท่านจะปรึกษาด้วยการแผ่นดิน จะได้ทำนุบำรุงราษฎรให้เกียรติยศชื่อเสียงท่านจะได้ปรากฏสืบไปภายหน้า เพราะเห็นว่าเมืองท่านก็กว้างขวางโตใหญ่มีทหารสี่สิบหมื่น เกวียนรบพันเล่ม ม้าหมื่นตัว และเสบียงอาหารก็มั่งคั่งพอจะตั้งตัวได้ ทุกวันนี้เมืองจิ๋นเป็นเมืองใหญ่สารพัดจะบริบูรณ์ก็จริง แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าจะหาหยุดไม่ คงจะคิดหาช่องยกมาทำร้ายแก่เมืองท่านเป็นมั่นคง แต่ยังเกรงด้วยเมืองหันเมืองงุยสองเมืองนี้เป็นไมตรีอยู่จึงมิอาจมาย่ำยีเมืองท่าน ท่านจึงได้เป็นสุข ถ้าเจ้าเมืองจิ๋นคิดแยกเอาเมืองหันเมืองงุยไปขึ้น ก็จะมีภัยมาถึงเมืองท่านต่างๆ ประการหนึ่ง ถ้าท่านเชื่อข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าก็จะไปชวนเมืองเจ๋หนึ่ง เมืองฌ้อหนึ่ง เมืองเอี๋ยนหนึ่ง มาเป็นไมตรีกับท่านอีก ถ้าได้พร้อมมูลทั้งหกเมืองแล้วก็จะเป็นกำลังของท่านมากขึ้นประการหนึ่ง หรือท่านจะไม่พอใจเป็นใหญ่ข้าพเจ้าจะคิดให้อีกอย่างหนึ่ง ท่านจงไปอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นกับฮุยบุนอ๋องเจ้าเมืองจิ๋น จึงจะมีความสุขต่อไป

เตียวซกอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่าโซจิ๋นคิดจะให้เป็นประโยชน์แก่เรา จึงว่าซึ่งท่านว่าทั้งปวงนั้นเราก็เห็นชอบแล้ว แต่ข้อซึ่งว่าจะให้อ่อนน้อมแก่เมืองจิ๋นนั้นเราหาเห็นด้วยไม่ โซจิ๋นก็หัวเราะแล้วจึงว่าท่านนี้ข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่สิ้น และซึ่งจะตั้งตัวเป็นใหญ่นั้น ให้ท่านไปชักชวนทั้งห้าหัวเมืองมาประชุมพร้อมกันที่ตำบลเหงกุย กระทำสัจเป็นไมตรีต่อกัน ถ้าเมืองใดมีศึกให้มาช่วยกัน ข้าพเจ้าคิดดังนี้ก็ตามแบบของท่านแต่ก่อน ท่านจะเห็นชอบประการใด เตียวซกอ๋องได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงว่าข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็ยังเยาว์แก่ความหารู้ลึกซึ้งเหมือนท่านว่าไว้ ตั้งแต่ได้มาเป็นเจ้าเมืองก็ไม่มีผู้ใดจะช่วยแนะนำสั่งสอนเหมือนท่านนี้เลย ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก เตียวซกอ๋องจึงตั้งให้โซจิ๋นเป็นไจเสียง จึงให้เจ้าพนักงานจัดแจงที่บ้านเรือนและทองยี่สิบห้าชั่ง เกวียนร้อยเล่ม กำไลหยกร้อยคู่ แพรพันพับ และหญิงชายสำหรับจะใช้สอยเป็นอันมาก โซจิ๋นได้สิ่งของทั้งปวงมีความยินดีนัก แล้วคำนับลาออกมาที่อยู่ เพลาวันหนึ่งโซจิ๋นคิดถึงคุณเจ้าของเตี้ยมซึ่งอยู่เมืองเอี๋ยนได้ให้อีแปะร้อยหนึ่งนั้น โซจิ๋นจึงให้คนใช้เอาทองคำร้อยตำลึงไปให้แก่เจ้าของเตี้ยม ณ เมืองเอี๋ยน เจ้าของเตี้ยมก็มีความยินดีสรรเสริญโซจิ๋นต่างๆ

ฝ่ายโซจิ๋น ครั้นเวลารุ่งเช้าก็เข้าไปคำนับเตียวซกอ๋องยังที่ว่าราชการ เตียวซกอ๋องจึงปรึกษากับโซจิ๋นว่า การที่คิดไว้ว่าจะเกลี้ยกล่อมห้าหัวเมืองให้มาเข้าด้วยเรานั้น ท่านจะคิดประการใดก็เร่งคิดเถิด โซจิ๋นจึงตอบว่าท่านอย่าวิตกเลย ไว้เป็นพนักงานข้าพเจ้าจะคิดให้สำเร็จการของท่านจงได้ ขณะเมื่อปรึกษากันอยู่ พอคนใช้เอาเนื้อความเข้ามาบอกว่า บัดนี้มีผู้ถือหนังสือมาแต่เมืองงุยจะขอเข้ามาคำนับท่าน เตียวซกอ๋องจึงสั่งให้พาตัวผู้ถือหนังสือเข้ามา ผู้ถือหนังสือคำนับแล้วจึงส่งหนังสือให้แก่เตียวซกอ๋อง เตียวซกอ๋องรับเอาหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านดูเป็นใจความว่า งุยอ๋องมีหนังสือมาถึงเตียวซกอ๋องว่า บัดนี้เมืองจิ๋นให้กงซุนเอี๋ยนเป็นแม่ทัพยกมาตีเมืองเรา เราให้เลงเกียะเป็นแม่ทัพยกออกไปรบกับกงซุนเอี๋ยน กงซุนเอี๋ยนจับเลงเกียะได้ฆ่าทหารเลวเสียเป็นอันมาก เราเห็นจะต้านทานกงซุนเอี๋ยนมิได้ จึงยกตำบลฮอปักให้แก่เมืองจิ๋น กงซุนเอี๋ยนจึงเลิกกองทัพกลับไป แต่ได้ยินกิตติศัพท์ว่าจะยกมาตีเมืองเตียวด้วย ท่านจงตระเตรียมทหารไว้รักษาเมืองให้มั่นคงเถิด

เตียวซกอ๋องได้แจ้งในหนังสือดังนั้น จึงเล่าเนื้อความในหนังสือให้โซจิ๋นฟังแล้วว่าท่านจะคิดอ่านประการใด โซจิ๋นได้ฟังดังนั้นตกใจ จึงคิดว่าการที่เราจะไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงนั้นที่ไหนจะสำเร็จโดยง่าย ถ้าทัพเมืองจิ๋นจะยกมาตีเมืองเตียวด้วยแล้ว กลัวว่าเตียวซกอ๋องจะยกหัวเมืองให้แก่เมืองจิ๋นเหมือนกับเมืองงุย ถ้าเป็นดังนั้นแล้วการซึ่งคิดไว้ก็จะเสียไปสิ้น จำเราจะอยู่คิดการกำจัดทัพเมืองจิ๋นให้สงบก่อนจึงจะคิดการอื่นต่อไปได้ ครั้นจะขอตัวอยู่บัดนี้เล่าเตียวซกอ๋องก็จะติเตียนว่าดีแต่พูดจะเอาจริงเอาจังก็แกล้งบิดพลิ้ว จำเราจะอุบายพูดให้เตียวซกอ๋องห้ามเราไว้ จะได้คิดการให้สำเร็จเป็นลำดับกัน คิดดังนั้นแล้วโซจิ๋นแกล้งทำหัวเราะยกมือขึ้นคำนับแล้วว่า อันกงซุนเอี๋ยนแม่ทัพเมืองจิ๋นยกไปตีเมืองงุยกลับไปทหารก็ยังอิดโรยอยู่ เห็นจะต้องพักทหารให้มีกำลังก่อน ข้าพเจ้าเห็นยังจะช้า ถ้าทัพเมืองจิ๋นยกมา ข้าพเจ้าจะคิดกลอุบายให้แตกไปจงได้ เตียวซกอ๋องจึงว่า ถ้าดังนั้นท่านอย่าเพ่อไปจากเมืองเราเลย จงหยุดอยู่ท่าทัพเมืองจิ๋นก่อนเถิด

โซจิ๋นได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนักก็คำนับลาไปบ้าน เมื่อเดินไปตามทางก็ตรองหาอุบายซึ่งจะห้ามทัพเมืองจิ๋น ก็เห็นอุบายอันหนึ่ง ครั้นถึงบ้านจึงหาตัวปิดเสงคนสนิทเข้าไปในห้องแล้วจึงเล่าความว่า เดิมเมื่อเราอยู่กับอาจารย์นั้น มีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่งชื่อเตียวหงี บ้านอยู่ในแดนเมืองงุย ท่านจงทำเป็นพ่อค้าไปเที่ยวสืบเสาะดูให้ได้ตัวเตียวหงีมาพบเราจงได้ แล้วโซจิ๋นเอาทองให้ปิดเสงพันตำลึง จึงกระซิบบอกอุบายให้แก่ปิดเสง ปิดเสงก็คำนับลาโซจิ๋นออกมาจัดแจงสิ่งของบรรทุกเกวียนเสร็จแล้วก็รีบไปเมืองงุย

ฝ่ายเตียวหงีตั้งแต่ลากุยก๊กซินแสมาอยู่ด้วยภรรยาในแดนเมืองงุย ครั้นจะเข้าไปทำราชการด้วยอุยอ๋อง ก็ขัดสนด้วยเงินทองจะเป็นกำลังราชการนั้นหามีไม่ เมื่อครั้งทัพเมืองจิ๋นยกมาตีเมืองงุย เตียวหงีกลัวก็อพยพหนีไปเมืองฌ้อ จึงเข้าไปฝากตัวอาศัยอยู่ในบ้านเตียวเอี๋ยงซึ่งเป็นที่เสียงก๊กประมาณเดือนเศษ พอฌ้อซกอ๋องให้เตียวเอี๋ยงเป็นแม่ทัพไปตีหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่เมืองงุยได้เจ็ดหัวเมืองนั้น ฌ้อซกอ๋องจึงให้เจ้าพนักงานหยิบเอาศิลาหยกมาให้แก่เตียวเอี๋ยงเป็นบำเหน็จมือ แล้วฌ้อซกอ๋องจึงเล่าความเดิมเมื่อจะได้หยกให้ขุนนางฟังว่า ศิลาหยกนี้เดิมเปียนฮอเอามาให้ฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องจึงให้ช่างหยกมาดู ช่างจึงติว่ามิใช่หยกเป็นศิลาอ่อน ฌ้อเลงอ๋องโกรธเปียนฮอนักว่าล่อลวง สั่งให้ทหารเอาตัวไปตัดเท้าเสียข้างหนึ่ง เปียนฮอได้ความลำบากนักก็พาเอาหยกกลับไปบ้าน ครั้นฌ้อบูอ๋องได้เป็นเจ้าเมือง เปียนฮอไม่เข็ดด้วยอยากได้ความชอบ จึงเอาหยกอันนี้เข้าไปให้แก่ฌ้อบูอ๋อง ฌ้อบูอ๋องไม่เชื่อ จึงให้ตัดเท้าเปียนฮอเสียอีกข้างหนึ่ง อยู่มาจนฌ้อบุนอ๋องได้สมบัติแทนบิดา เปียนฮอจะเอาหยกเข้ามาให้อีกก็เดินมิได้ด้วยเท้าด้วน เปียนฮอร้องไห้ถึงสามวันสามคืนจนน้ำตาไหลเป็นโลหิต

ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งเดินมา เห็นเปียนฮอร้องไห้จึงถามว่าท่านร้องไห้ด้วยเหตุประการใด เปียนฮอจึงว่าเราร้องไห้นี้เพราะเหตุด้วยกตัญญูต่อฌ้อบุนอ๋อง เราจะเอาหยกเข้าไปให้ฌ้อบุนอ๋องมิได้จึงร้องไห้อยู่ดังนี้ ชายผู้นั้นหัวเราะแล้วจึงว่า ท่านนี้รักลาภและยศเป็นอันยิ่งนัก จนต้องตัดเท้าได้ความลำบากถึงเพียงนี้แล้วยังหาคิดถึงตัวไม่ ว่าแล้วก็เดินไป จนกิตติศัพท์เลื่องลือรู้ไปถึงฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องจึงให้ขุนนางมาเอาหยกที่เปียนฮอไป ฌ้อบุนอ๋องจึงให้ชำระขัดสีหยกเห็นมีสีบริสุทธิ์ จึงตั้งชื่อหยกนั้นว่าฮัวสิเบี้ยเพราะที่ได้หยกนั้นในแดนเมืองฌ้อ ตำบลเขาเกงซัว จึงให้ชื่อบ้านเปียนฮอเจ้าของหยกนั้นชื่อภอเง็กงำยังอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ แล้วฌ้อบุนอ๋องจึงตั้งเปียนฮอให้เป็นไตหู หยกนี้จึงได้ตกอยู่ในห้องพระคลังเมืองฌ้อประมาณสองร้อยปีมาแล้ว ฌ้อซกอ๋องจึงให้ศิลาหยกกับเตียวเอี๋ยงซีกหนึ่ง เตียวเอี๋ยงก็คำนับลากลับมาบ้าน

เตียวเอี๋ยงจะไปไหนก็เอาศิลาหยกติดตัวไปทุกครั้งมิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งเตียวเอี๋ยงไม่สบาย จึงชวนขุนนางที่ร่วมใจจะไปเที่ยวเล่น ก็เรียกบ่าวไพร่มาประมาณร้อยคน เตียวเอี๋ยงก็ขึ้นเกวียนเตียวหงีก็ตามไปด้วย ครั้นถึงที่ตำบลหนึ่งริมชายทะเลมีจอมเขาเป็นที่รโหฐาน เตียวเอี๋ยงก็พาเพื่อนขุนนางเที่ยวชมเขาและถํ้า พอเวลาบ่ายก็พากันขึ้นไปบนเหลาไตที่ไหล่เขา แล้วชวนกันเสพสุราเล่นสบาย ครั้นเสพสุราแล้วขุนนางผู้หนึ่งจึงว่ากับเตียวเอี๋ยงว่า ท่านได้ศิลาหยกเป็นของประหลาดมา ขอข้าพเจ้าชมเล่นเป็นขวัญตาสักหน่อย เตียวเอี๋ยงจึงเรียกคนสนิทให้เอาหีบศิลาหยกนั้นเข้ามาส่งให้ เตียวเอี๋ยงจึงไขกุญแจเปิดหีบหยิบเอาห่อศิลาหยกนั้นออกมาแก้ให้ขุนนางทั้งปวงดู หยกนั้นมีสีสว่างดังสีรุ้ง คนทั้งปวงที่ได้เห็นสีหยกนั้นก็ชวนกันสรรเสริญต่างๆ

ขณะนั้นทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาแล้วบอกว่า มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งผุดขึ้นมาในบึงริมเหลาไตอันนี้ สูงพ้นนํ้าสีตัวแดงดุจหนึ่งว่าทองคำ เตียวเอี๋ยงกับขุนนางก็ชวนกันลุกออกไปดู เห็นปลาใหญ่กับฝูงปลาทั้งปวงผุดอยู่ด้วยกันเป็นอันมาก ขณะนั้นหยกก็สูญหายไปในแผ่นดินไม่มีใครรู้ เตียวเอี๋ยงจึงว่า ถ้าปลาตัวนี้ผุดขึ้นเมื่อใดฝนห่าใหญ่ก็คงจะตก พอเตียวเอี๋ยงพูดไม่ทันจะขาดคำ ฝนก็ตกลงมา เตียวเอี๋ยงก็พาขุนนางทั้งปวงกับคนเหล่านั้นจะกลับมาบ้าน พอคนใช้มาบอกกับเตียวเอี๋ยงว่าหยกนั้นหายไป เตียวเอี๋ยงกับขุนนางเหล่านั้นก็ตกใจพากันเที่ยวค้นหาหยกก็ไม่พบต่างสงสัยเตียวหงีอยู่ แล้วก็ชวนกันกลับมาบ้าน เตียวเอี๋ยงจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เตียวหงีเป็นคนจนเห็นจะลักเอาหยกไป จึงใช้คนให้ไปเอาตัวเตียวหงีนั้นเข้ามา เตียวเอี๋ยงจึงถามเตียวหงีว่าตัวเอาหยกของเราไปหรือ เอามาให้เราเสียดีๆ เราหาเอาโทษกับตัวไม่ เตียวหงีมิได้เอาไปก็มิได้รับ เตียวเอี๋ยงโกรธให้ตีเตียวหงีร้อยที เตียวหงีก็ยืนคำอยู่ เตียวเอี๋ยงก็ยิ่งโกรธมากขึ้น สั่งให้ตีเตียวหงีอีกเป็นสาหัสจนเตียวหงีสลบนิ่งไป เตียวเอี๋ยงสำคัญว่าเตียวหงีตาย เตียวเอี๋ยงก็กลับเข้าไปในตึก บรรดาเพื่อนของเตียวหงีเห็นเตียวหงีเจ็บปวดเป็นสาหัสก็มีใจเวทนา จึงยกเอาเตียวหงีไปให้กับภรรยาเตียวหงี ณ บ้าน ภรรยาครั้นเห็นเพื่อนหามเตียวหงีมาวางไว้ตรงหน้าประตูดังนั้นก็ตกใจสำคัญว่าตาย ก็ร้องไห้รำพันว่าถ้าค้าขายกินตามลำพังไหนจะได้ยากแค้น นี่อยากจะประจบขุนนางจึงได้ความยากเวทนาเจ็บปวดถึงเพียงนี้

ขณะนั้นพอเตียวหงีได้สติฟื้นขึ้น ได้ยินเสียงภรรยาร้องไห้จึงถามว่า ลิ้นเรายังปกติอยู่หรือ ภรรยาเตียวหงีได้ฟังสามีพูดประหลาดดังนั้นก็หัวเราะ จึงว่าลิ้นของท่านอยู่ในปากดีอยู่ไยจึงถามดังนี้เล่า เตียวหงีได้ฟังจึงว่า ถ้าลิ้นยังปกติดีอยู่แล้วเจ้าอย่าวิตกเลยคงจะได้สมคิดเป็นมั่นคง ภรรยาได้ยินเตียวหงีว่าดังนั้นก็จัดแจงหายาทั้งปวงปฏิบัติรักษาเตียวหงีมาประมาณปีเศษ เตียวหงีก็คอยคลายหายขึ้นเป็นปกติดังเก่า เตียวหงีจึงว่ากับภรรยาว่าเราอยู่ที่นี่หามีความสุขไม่ เราชวนกันกลับไปเมืองงุยดังเก่าเถิด ว่าแล้วก็ชวนภรรยาอพยพกลับไปเมืองงุย ก็ทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนาได้ประมาณครึ่งปี

ฝ่ายปิดเสงซึ่งโซจิ๋นใช้มาเที่ยวหาเตียวหงี ณ เมืองงุยนั้น แต่สืบหาเตียวหงีมาช้านานยังมิได้พบ วันหนึ่งปิดเสงจัดแจงสินค้าบรรทุกเกวียนก็เที่ยวสืบเสาะหวังจะฟังข่าวเตียวหงี ฝ่ายเตียวหงีอยู่ในบ้านได้ยินกิตติศัพท์ว่าโซจิ๋นเป็นที่ไจเสียงอยู่เมืองเตียว คิดจะฟังดูให้แน่จึงเดินออกมาจากบ้าน พอพบพ่อค้าเกวียนเข้าจึงถามว่าท่านมาแต่ไหน ปิดเสงจึงบอกว่าข้าพเจ้ามาแต่เมืองเตียว ท่านจะต้องการสิ่งใดหรือ เตียวหงีจึงตอบว่าท่านมาแต่เมืองเตียวก็ดีแล้ว เราได้ยินข่าวว่าโซจิ๋นได้เป็นที่ไจเสียงอยู่เมืองเตียว ท่านยังแจ้งบ้างหรือไม่

ปิดเสงได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า ท่านชื่อไรไยจึงมาถามถึงโซจิ๋นจะประสงค์สิ่งใดหรือ เตียวหงีจึงบอกว่าเราแซ่เตียวชื่อหงี เมื่อเดิมได้เรียนหนังสืออาจารย์เดียวกันกับโซจิ๋น แล้วได้สาบานเป็นพี่น้องกันกับเรา ปิดเสงได้ฟังดังนั้นยินดีนัก ด้วยพบเตียวหงีเหมือนกับโซจิ๋นสั่งมา จึงตอบว่าท่านจะอยู่ไยในเมืองนี้ จงไปหาโซจิ๋นด้วยกันเถิด ล้อเกวียนของข้าพเจ้าก็มีอยู่พร้อมแล้วถ้าท่านไปคงได้ดีเป็นแท้ เตียวหงีดีใจนักจึงว่า ถ้าท่านจะอนุเคราะห์ข้าพเจ้าได้ดังนั้นแล้ว ท่านจงงดท่าอยู่นี่ก่อน แล้วเตียวหงีก็เดินเข้าไปในเรือนบอกภรรยาว่า บัดนี้โซจิ๋นพี่เราได้เป็นที่ไจเสียงอยู่เมืองเตียวเราจะลาเจ้าไป ถ้าได้สมคิดแล้วจึงจะให้มารับเจ้า ครั้นสั่งเสียกันเสร็จแล้วเตียวหงีก็เดินออกมาจากเรือนขึ้นเกวียนไปกับปิดเสง ครั้นถึงเมืองเตียวก็หยุดอยู่นอกเมือง ปิดเสงจึงว่ากับเตียวหงีว่า ท่านจงอยู่นี่ก่อน เราจะไปเยี่ยมภรรยาที่บ้าน เตียวหงีก็คอยอยู่จนเวลาคํ่าหาเห็นปิดเสงกลับมาไม่ จึงเข้าไปนอนอยู่ที่นั่นคืนหนึ่ง ครั้นเวลาเช้า เตียวหงีหาเห็นปิดเสงมาเหมือนดังสัญญาไม่ จึงคิดแต่ในใจว่าโซจิ๋นกับเราก็รู้จักกันอยู่ จำเราจะเข้าไปสืบดูในเมืองเตียวให้รู้ว่าโซจิ๋นอยู่แห่งใด แล้วก็เข้าไปในเมืองเตียวเที่ยวถามข่าวโซจิ๋นได้ความแล้วก็ไปบ้านโซจิ๋น จึงบอกกับนายประตูว่าเราชื่อเตียวหงีจะขอเข้าไปคำนับท่านไจเสียง นายประตูได้แจ้งดังนั้นก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่โซจิ๋น โซจิ๋นได้ฟังแล้วแกล้งทำนิ่งเสีย เตียวหงีแต่คอยนายประตูอยู่นั้นเป็นช้านาน ก็หาเห็นนายประตูกลับออกมาไม่ เวลาก็จวนคํ่าลงจึงไปอาศัยนอนอยู่ในโรงเตี้ยมนั้นคืนหนึ่ง ครั้นเวลาเช้าจึงขอยืมพู่กันนายโรงเตี้ยมมาเขียนหนังสือเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าชื่อเตียวหงี แต่มาคอยคำนับท่านอยู่คืนหนึ่งแล้วก็ยังหาได้คำนับท่านไม่ ถ้าท่านแจ้งหนังสือนี้แล้ว จงเห็นแก่ไมตรีของข้าพเจ้าที่ทำไว้แต่เดิมบ้าง แล้วก็เอาหนังสือไปส่งให้แก่นายประตูบ้านโซจิ๋น นายประตูก็รับหนังสือไปให้แก่โซจิ๋น

โซจิ๋นรับหนังสือมาแจ้งความแล้วจึงว่า ท่านจงไปบอกกับเตียวหงีเถิดว่า วันนี้เรายังมีธุระอยู่ยังหาเปล่าไม่ อีกห้าวันเป็นวันว่างราชการของเราจึงให้เตียวหงีเข้ามา นายประตูก็คำนับลามาบอกกับเตียวหงีตามคำโซจิ๋นสั่งทุกประการ เตียวหงีครั้นได้ฟังนายประตูก็กลับมายังโรงเตี้ยมเคยอาศัย ซื้อเชื่ออาหารเจ้าของเตี้ยมกินอยู่ที่นั่นหลายเวลา ครั้นครบห้าวันจึงไปบ้านโซจิ๋น นายประตูเห็นก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่โซจิ๋น โซจิ๋นจึงสั่งนายประตูว่า ถ้าเตียวหงีมีหนังสือมาจงรับเข้ามาให้เรา แม้นไม่มีหนังสือมาแล้วท่านจงทำเฉยเสีย นายประตูก็คำนับลามา เตียวหงีแต่คอยนายประตูอยู่เป็นช้านานหาเห็นออกมาไม่ก็เสียใจ จึงกลับมายังเตี้ยมที่ตัวเคยอาศัยนั้น แต่เตียวหงีเวียนไปเวียนมาที่บ้านโซจิ๋นเป็นหลายวัน ก็หามีใครจะเอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่โซจิ๋นไม่

เตียวหงีนึกน้อยใจว่าเราอุตส่าห์พากเพียรมาเป็นหลายครั้ง ก็หาสมความคิดไม่ จำเราจะกลับไปบ้าน คิดแล้วจึงไปหาเจ้าของเตี้ยมว่าข้าพเจ้าจะลาไปบ้าน เจ้าของเตี้ยมได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านได้มีหนังสือไปถึงโซจิ๋นแล้ว เดี๋ยวนี้ท่านว่าจะไปบ้านเสีย อยู่ภายหลังโซจิ๋นจะหาท่านไม่ได้ตัวความผิดจะมิอยู่กับเราหรือ ด้วยโซจิ๋นยังมิได้สั่งให้ท่านกลับไป ท่านจงงดอยู่ที่นี่ก่อนเถิด แม้นขัดสนเสบียงอาหารประการใด เราจะผ่อนปรนให้เป็นกำลังแก่ท่านไปได้ เตียวหงีได้ฟังเจ้าของเตี้ยมว่าดังนั้นยิ่งมีความวิตกนัก จึงถามเจ้าของเตี้ยมว่าท่านยังรู้แห่งบ้านปิดเสงหรือไม่ เจ้าของเตี้ยมจึงว่าเราไม่รู้แห่ง

เตียวหงีครั้นได้ฟังดังนั้นก็จนใจอยู่ ต้องจำใจอาศัยเจ้าของเตี้ยมอยู่ได้หลายวัน เวลากลางคืนวันหนึ่งเตียวหงีคิดแต่ในใจว่า เราจะนิ่งอยู่ฉะนี้ก็หาได้ไม่ จำเราจะมีหนังสือขึ้นไปลาโซจิ๋นจึงจะได้กลับไปบ้าน คิดแล้วเตียวหงีก็เขียนหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าเตียวหงีจะคำนับลาท่านกลับไปบ้าน พอเวลารุ่งเช้าเตียวหงีก็เอาหนังสือไปให้กับนายประตู นายประตูครั้นเห็นหนังสือดังนั้นก็รับเอาเข้าไปให้กับโซจิ๋น โซจิ๋นแจ้งความแล้วจึงสั่งนายประตูให้กลับไปบอกกับเตียวหงีว่ามาเวลาพรุ่งนี้เราว่างราชการอยู่แล้ว ให้เตียวหงีเข้ามาเถิด นายประตูคำนับลาออกมาบอกกับเตียวหงีตามคำโซจิ๋นทุกประการ

เตียวหงีแจ้งความดังนั้นก็กลับไป ครั้นถึงเตี้ยมจึงว่ากับเจ้าของเตี้ยมว่า เวลาพรุ่งนี้โซจิ๋นสั่งให้เราเข้าไปหา ครั้นแล้วจะเข้าไปหาโซจิ๋นก็ขัดสนด้วยเสื้อกางเกง จะเข้าไปอย่างนี้เล่า เรากับโซจิ๋นก็เป็นญาติกันอยู่กลัวโซจิ๋นจะอายกับข้าราชการทั้งปวง ท่านจงช่วยจัดแจงให้เราด้วย ถ้าเข้าไปสมคิดแล้วภายหลังเราจะทดแทนคุณท่าน เจ้าของเตี้ยมได้ฟังเตียวหงีว่าดังนั้นก็ยินดี จึงจัดแจงเสื้อและกางเกงให้กับเตียวหงี เตียวหงีได้เสื้อกางเกงแล้ว พอเวลารุ่งเช้าก็เข้าไปบ้านโซจิ๋นดังสัญญา

ฝ่ายโซจิ๋นครั้นรุ่งสว่างก็จัดแจงที่ปรึกษาขุนนางทั้งปวงกับทหารมาประจำอยู่ตามตำแหน่งเป็นอันมากหวังจะให้เตียวหงีเห็นสง่า เตียวหงีครั้นมาถึงบ้านโซจิ๋นจะเข้าไปคำนับโซจิ๋น นายประตูจึงห้ามไว้ว่าท่านไจเสียงยังว่าราชการอยู่จะเข้าไปมิได้ ท่านจงคอยอยู่นี่ก่อน เตียวหงีได้ฟังดังนั้นก็คอยอยู่ข้างนอก ฝ่ายโซจิ๋นก็แกล้งว่าราชการอื่นไปจนเวลากลางวัน จึงสั่งคนใช้ให้เรียกเตียวหงีเข้ามายังที่ว่าราชการ คนใช้ออกไปบอกเตียวหงี เตียวหงีแจ้งดังนั้นก็เข้าไปหาโซจิ๋น ครั้นเห็นโซจิ๋นเฉยอยู่มิได้ต้อนรับก็คิดเสียใจนัก จึงจำใจคำนับตามธรรมเนียม

โซจิ๋นครั้นเห็นเตียวหงีคำนับดังนั้น จึงพูดกับเตียวหงีพอเป็นทีว่า แต่ท่านจากเราไปครั้งเรียนหนังสืออยู่กับกุยก๊กซินแสท่านยังมีความสบายอยู่หรือ แล้วก็เลยว่าราชการอื่นต่อไป เตียวหงีครั้นเห็นดังนั้นก็นิ่งอยู่ พอคนใช้ยกโต๊ะเข้ามาให้โซจิ๋นกิน โซจิ๋นจึงว่ากับเตียวหงีว่าเราจะเลี้ยงดูขุนนาง ท่านเป็นแต่ไพร่จงถอยออกไปนั่งเสียข้างโน้นเถิด เรากินอาหารแล้วจึงมาสนทนากันใหม่

เตียวหงีได้ยินดังนั้นคิดแค้นใจนัก ก็เดินออกไปอยู่หลังทหารทั้งปวง โซจิ๋นจึงสั่งให้เลี้ยงดูขุนนางตามตำแหน่ง แล้วโซจิ๋นก็นั่งกินโต๊ะอยู่ จึงสั่งให้คนใช้เอาข้าวชามหนึ่งและกับข้าวสิ่งหนึ่งไปให้เตียวหงีกิน เตียวหงีเห็นดังนั้นมีความอัปยศแก่ขุนนางทั้งปวงเป็นอันมาก จึงคิดว่าครั้นจะกลับไปกินที่เตี้ยมเล่าก็ติดเงินเขาอยู่ ยังหามีอะไรจะใช้เขาไม่ จึงจำใจรับเอาข้าวมากินพอหายหิว โซจิ๋นเห็นกิริยาเตียวหงีดังนั้นก็รู้ว่าโกรธ ครั้นกินโต๊ะเสร็จแล้วจึงแกล้งเรียกเตียวหงีว่า เตียวหงีท่านจงเข้ามาให้ใกล้ เตียวหงีได้ยินดังนั้นก็เดินเข้าไป เห็นโซจิ๋นนั่งทำกิริยาขึงอยู่ดูหาเป็นคนกันเองไม่ ก็ยิ่งมีความแค้นเป็นกำลังจึงลำเลิกความเก่าของโซจิ๋นว่า ครั้งท่านยากจนไปเรียนหนังสืออยู่ครูเดียวกันท่านลืมเสียแล้วหรือ เราได้สาบานกันไว้เป็นพี่น้องกัน ว่าจะร่วมสุขร่วมทุกข์กัน บัดนี้ท่านได้เป็นไจเสียงขึ้น เห็นว่าเราขัดสนท่านจึงมิได้ต้อนรับให้เราได้ความอายแก่ขุนนางทั้งปวง โซจิ๋นตอบเตียวหงีว่า แต่ก่อนท่านก็มีสติปัญญา เราเห็นว่าท่านจะได้เป็นขุนนางก่อนเราทำไมจึงยังหาตั้งตัวไม่ได้ ครั้นเราจะพาเข้าไปทำราชการอยู่ในเมืองเล่า ท่านทำราชการไปได้ตลอดก็จะดีอยู่ ถ้าแม้นพลาดพลั้งลงเราเป็นผู้พาเข้าไปจะมิเสียไปหรือ

เตียวหงีได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่าซึ่งเรามาหาท่านทั้งนี้ใช่จะพึ่งสติปัญญาท่านให้ช่วยทำนุบำรุงนั้นหามิได้ ถ้าจะได้เป็นขุนนางนั้นก็เพราะสติปัญญาของเราดอก เราหาพึ่งบุญท่านไม่ โซจิ๋นจึงตอบว่าถ้าดังนั้นแล้วเหตุใดท่านจึงมาหาเรา นี่เสียแรงท่านได้มาถึงเราแล้วเราคิดถึงความหลังอยู่ ว่าแล้วโซจิ๋นสั่งคนใช้ให้หยิบเอาทองก้อนหนึ่งเป็นราคาสิบตำลึงเงินมาให้แก่เตียวหงี เตียวหงีเห็นดังนั้นก็โกรธ จึงหยิบเอาทองนั้นทิ้งลงต่อหน้าโซจิ๋นแล้วก็กลับไป โซจิ๋นก็มิได้ว่าประการใด

เตียวหงีครั้นมาถึงเตี้ยมเห็นเจ้าของเตี้ยมเอาที่นอนมาตากแดดอยู่ เตียวหงีจึงว่าท่านขนของเราออกมาทำไม เจ้าของเตี้ยมจึงว่า เรารู้ว่าท่านเข้าไปหาไจเสียงซึ่งเป็นพี่ของท่าน คิดว่าท่านจะได้ดี เราจึงจัดแจงไว้คอยจะให้ท่าน เตียวหงีได้ฟังดังนั้นถอนใจใหญ่ จึงถอดเสื้อกางเกงคืนให้เจ้าของเตี้ยม เจ้าของเตี้ยมเห็นดังนั้นก็รู้ว่ามิได้สมคิดจึงว่ากับเตียวหงีว่า พี่ท่านนั้นมิใช่ไจเสียงคนนี้ดอกกระมังจึงมิได้นับถือท่าน เตียวหงีได้ฟังดังนั้นจึงยึดมือเจ้าของเตี้ยมเข้าแล้วก็เล่าความหลังแต่ครั้งได้เล่าเรียนหนังสือด้วยกันมา จนเข้าไปหาไจเสียงมิได้ต้อนรับนั้นให้ฟังทุกประการ เจ้าของเตี้ยมจึงว่า ท่านนี้มิได้มีสติปัญญา โซจิ๋นให้ทองแก่ท่านราคาถึงสิบตำลึงเงินแล้วท่านหาเอาไม่ เงินค่าเช่าเตี้ยมและเงินค่ากินนั้นทำไมเราจะได้ของเราเล่า เตียวหงีจึงว่า เมื่อโซจิ๋นให้ทองแก่เรานั้นเราโกรธโซจิ๋นอยู่เราหาทันคิดไม่ ซึ่งเงินท่านเราติดนั้น ถ้าชีวิตเราไม่ตายเราจะให้ท่านจงได้ เมื่อขณะเตียวหงีพูดอยู่กับเจ้าของเตี้ยมนั้น พอปิดเสงเข้ามาคำนับเตียวหงี เตียวหงีก้มลงรับคำนับแล้วจึงจับข้อมือปิดเสงเดินเข้าไปในเตี้ยมให้นั่งลงที่หน้าโต๊ะ ปิดเสงจึงว่าซึ่งข้าพเจ้าพาท่านมาแล้วละเลยมิได้มาเยี่ยมเยือนท่านนั้นเป็นข้อผิดนัก ข้าพเจ้าขออภัยเถิด เดี๋ยวนี้ท่านไปหาไจเสียงโซจิ๋นซึ่งเป็นพี่ท่านแล้วหรือยัง

เตียวหงีได้ยินปิดเสงออกชื่อโซจิ๋นดังนั้น มีความแค้นโกรธเป็นกำลัง ตัวสั่นหน้าแดงดุจสีลิ้นจี่ ถลึงตากัดฟันนิ่งอยู่พูดหาออกไม่ ปิดเสงเห็นกิริยาเตียวหงีดังนั้นก็แจ้งว่าโกรธจึงถามว่า โซจิ๋นกระทำความแค้นแก่ท่านอย่างไรหรือจึงโกรธนัก เตียวหงีก็มิได้ตอบประการใด เจ้าของเตี้ยมแอบฟังอยู่นอกประตูได้ยินปิดเสงถามเตียวหงีดังนั้น เจ้าของเตี้ยมจึงเข้าไปเล่าความซึ่งโซจิ๋นกระทำแก่เตียวหงีให้ปิดเสงฟังทุกประการ แล้วจึงว่า บัดนี้เตียวหงีก็จะกลับไปบ้านเดิม แต่เงินค่าเช่าเตี้ยมกับเงินค่ากินนั้นก็ยังหามีจะใช้เราไม่ ทั้งเงินจะไปกินตามทางก็ไม่มี แล้วโซจิ๋นก็มิได้ชุบเลี้ยงเตียวหงีเหมือนหนึ่งฉันเพื่อนฝูงพี่น้องไม่ จะมิให้เตียวหงีโกรธอย่างไรเล่า ปิดเสงจึงว่าเราได้พาเตียวหงีมาถึงเมืองแล้วหมายว่าจะได้ดี บัดนี้ก็หาสมคิดไม่ เตียวหงีก็อดอยากได้ความลำบากนัก จำจะต้องสงเคราะห์พาไปส่งให้ถึงบ้านเดิม อันเงินที่ท่านติดค้างเตียวหงีอยู่นั้นเราจะใช้แทนให้ เตียวหงีได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับปิดเสงว่า บุญคุณของท่านอยู่กับข้าพเจ้าเป็นอันมาก แต่ซึ่งท่านจะพากลับไปเมืองงุยบ้านเดิมนั้น ข้าพเจ้ามีความอายยิ่งนัก หาอาจที่จะดูหน้าชาวเมืองได้ไม่ ถ้าท่านจะช่วยอนุกูลแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าจะไปอยู่เมืองจิ๋น ด้วยเมืองจิ๋นเป็นเมืองใหญ่มีทแกล้วทหารมากเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ อนึ่ง ฮุยบุนอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นก็อยากจะหาผู้มีสติปัญญา เดชะวาสนาของเราเผื่อจะไปตั้งตัวโดยสะดวก จะกลับมาแก้แค้นโซจิ๋นให้จงได้ ปิดเสงได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าเตียวหงีโกรธโซจิ๋นจึงว่าถ้าท่านจะไปเมืองจิ๋นแล้ว ก็ถูกกับปัญญาข้าพเจ้าคิดไว้แต่เดิม ครั้นข้าพเจ้าจะชวนท่านกลัวว่าจะไม่ยอม ครั้งนี้ท่านจะไปเมืองจิ๋นแล้ว ข้าพเจ้าจะตามไปปฏิบัติท่านด้วย

เตียวหงียินดีนัก จึงว่าท่านว่าทั้งนี้ขอบใจนัก ควรท่านกับข้าพเจ้าจะเป็นพี่น้องกันสืบไป ปิดเสงได้ฟังเตียวหงีว่าดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับ แล้วปิดเสงก็จัดแจงเงินใช้เจ้าของเตี้ยมเสร็จแล้ว ก็ชวนเตียวหงีขึ้นเกวียนออกจากเมืองเตียวไปทางทิศตะวันตกได้ประมาณหลายวัน ครั้นถึงเมืองจิ๋นก็พากันไปหาจออิวคนสนิทของฮุยบุนอ๋อง ปิดเสงพูดกับจออิวว่า ท่านช่วยคิดอ่านจัดแจงให้เตียวหงีเป็นขุนนางในเมืองจิ๋นได้แล้ว ข้าพเจ้าจะสนองคุณท่านตามสมควร จออิวได้ฟังก็ยินดีจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะรับเป็นธุระ ปิดเสงก็พาเตียวหงีออกมายับยั้งอยู่ภายนอก

ฝ่ายฮุยบุนอ๋องเจ้าเมืองจิ๋น ได้ทราบข่าวเล่าลือไปว่าโซจิ๋นเป็นคนมีสติปัญญา ไปอยู่เมืองเตียวได้เป็นที่ไจเสียง ทำนุบำรุงบ้านเมืองและราษฎรเป็นสุขขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงคิดว่าโซจิ๋นมาอยู่ด้วยเราแล้วเราหารู้จักคนดีและชั่วไม่ จึงมิได้ชุบเลี้ยงเขาให้ถึงขนาด คิดเสียดายโซจิ๋นนัก จึงปรึกษาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยว่าบัดนี้ที่ไจเสียงก็ยังว่างอยู่หามีผู้ใดว่าราชการไม่ เราอยากจะหาคนที่มีสติปัญญามาตั้งเป็นที่ไจเสียงท่านทั้งปวงจะเห็นผู้ใดบ้าง ขุนนางต่างคนก็นิ่งอยู่

ขณะนั้นจออิวจึงทูลว่า บัดนี้ผู้มีสติปัญญาชื่อเตียวหงีจะเข้ามาสามิภักดิ์ราชการอยู่ด้วยท่าน ฮุยบุนอ๋องได้ฟังนั้นก็ยินดี จึงให้จออิวไปพาตัวเตียวหงีเข้ามา จออิวก็ไปพาตัวเตียวหงีเข้ามาคำนับฮุยบุนอ๋อง ฮุยบุนอ๋องเห็นรูปร่างเตียวหงีสมเป็นผู้มีสติปัญญา จึงเชิญให้นั่งที่สมควรแล้วจึงถามว่า ท่านก็มีสติปัญญาเหตุใดจึงซ่อนตัวอยู่ไม่เข้ามาทำราชการให้มีชื่อเสียงไว้ในแผ่นดินเล่า เตียวหงีคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้านี้แต่ก่อนอยู่เมืองงุย ครั้นจะเข้าทำราชการกับงุยอ๋องก็คิดว่าเมืองงุยนี้เป็นเมืองเล็ก ทั้งทหารก็น้อยเห็นจะไม่มีความสุข จึงหาได้ทำราชการในงุยอ๋องไม่ ครั้นข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านมีนํ้าใจโอบอ้อมอารีกับอาณาประชาราษฎร์ ทั้งทแกล้วทหารก็มั่งคั่งและเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ข้าพเจ้าจึงมาจากเมืองงุย หวังจะมาทำราชการอยู่ในท่าน จะได้ช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เป็นสุขสืบไป

ฮุยบุนอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนัก จึงตั้งเตียวหงีให้เป็นขุนนางนอกทำเนียบ แล้วจึงจัดแจงที่ให้เตียวหงีอยู่ตามสมควร เตียวหงีครั้นได้เป็นขุนนางแล้วมีความยินดีนัก ก็คำนับลาฮุยบุนอ๋องออกมาหาปิดเสง ปิดเสงเห็นเตียวหงีกลับออกมาจึงว่า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านได้เป็นขุนนางขึ้นแล้ว อันเงินซึ่งบนเขานั้นข้าพเจ้าก็จัดแจงให้เสร็จแล้วข้าพเจ้าจะลาท่านกลับไปบ้าน เตียวหงีได้ฟังดังนั้นถอนใจใหญ่แล้วจึงว่า ท่านกับเราก็ได้เป็นเพื่อนรักชอบพอสนิทสนมกันมาแต่เดิม เปรียบประดุจพี่น้องร่วมท้องกัน แล้วก็ได้มีคุณแก่เราเป็นอันมาก บัดนี้ท่านจะกลับไปบ้าน เราหาได้ตามไปสนองคุณท่านไม่เราน้อยใจนัก ปิดเสงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะจึงว่า ท่านกับข้าพเจ้าจะได้รู้จักกันมาแต่เดิมนั้นหามิได้ ข้าพเจ้ารู้จักกับโซจิ๋นก่อน อนึ่งข้าพเจ้าก็มิได้มีคุณกับท่าน เตียวหงีได้ยินดังนั้นตกใจนัก จึงว่าท่านได้มีคุณกับข้าพเจ้ามาแต่หนหลังเป็นอันมาก ท่านลืมเสียแล้วหรือจึงกลับว่าดังนี้เล่า ปิดเสงจึงตอบว่า การที่ข้าพเจ้าทำดังนี้เป็นกลอุบายของโซจิ๋นคิดอ่าน จะให้เมืองเตียวกับเมืองจิ๋นเป็นไมตรีกัน จึงใช้ให้ข้าพเจ้าพาท่านมาจัดแจงให้ได้เป็นขุนนางในเมืองจิ๋น อันเงินทองที่ได้เป็นเสบียงมาแต่หลังนั้นก็เป็นของโซจิ๋นทั้งหมดมิใช่ของข้าพเจ้า เพราะเหตุดังนี้ข้าพเจ้าจึงว่ามิได้มีคุณกับท่าน

เตียวหงีได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่าอันสติปัญญาโซจิ๋นลึกซึ้งนักเราหารู้ถึงไม่ แล้วว่ากับปิดเสงว่า ท่านกลับไปบอกโซจิ๋นเถิดว่าเราคำนับขอบคุณเป็นอันมาก ตั้งแต่นี้ไปเมืองจิ๋นกับเมืองเตียวจะมิได้เป็นข้าศึกกันกว่าเราทั้งสองจะหาชีวิตไม่ ปิดเสงก็รับคำนับลามาขึ้นเกวียนกลับไปเมืองเตียวเข้าไปแจ้งความแต่ต้นจนเตียวหงีได้เป็นขุนนางให้โซจิ๋นได้ฟังทุกประการ

โซจิ๋นครั้นแจ้งดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงเข้าไปหาเตียวซกอ๋องคำนับแล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้าคิดกลอุบายให้เตียวหงีน้องข้าพเจ้าไปเป็นขุนนางอยู่ในเมืองจิ๋น ตั้งแต่นี้ไปเมืองจิ๋นกับเราจะมิได้ทำศึกกันต่อไป บัดนี้จะขอลาท่านไปเมืองหันเกลี้ยกล่อมซวนฮุยก๋งให้เป็นไมตรีกับท่านจงได้ เตียวซกอ๋องได้ฟังดังนั้นยินดีนักจึงว่าท่านจะไปก็ตามใจเถิด โซจิ๋นก็คำนับลาเตียวซกอ๋องไปที่อยู่จัดแจงเกวียนและเสบียงอาหารบ่าวไพร่พร้อมกันแล้วก็รีบไป ครั้นถึงเมืองหันจึงสั่งบ่าวไพร่ให้ไปอาศัย ณ เตี้ยม แล้วโซจิ๋นก็เข้าไปบอกคนรักษาประตูว่า เราชื่อโซจิ๋นจะขอเข้าไปคำนับซวนฮุยก๋ง นายประตูก็เอาความไปบอกซวนฮุยก๋ง ซวนฮุยก๋งรู้ดังนั้นจึงให้พาโซจิ๋นเข้ามาเชิญให้นั่งที่สมควรแล้วถามว่าท่านมาหาเรานี้มีกิจธุระสิ่งใดหรือ โซจิ๋นคำนับแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าสู้ลำบากกายมาหาท่านถึงนี่นั้นก็เพราะหวังจะเตือนสติท่าน ซวนฮุยก๋งจึงตอบว่าท่านจะว่ากล่าวทัดทานประการใด แม้นเห็นชอบแล้วเราก็จะประพฤติตามท่านมิได้ขัดขืน โซจิ๋นได้ฟังดังนั้นจึงว่าทุกวันนี้เมืองตังจิวซึ่งเป็นเมืองหลวงใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวงนั้นก็ร่วงโรยลงแล้ว หัวเมืองเอกโทย่อมอยากจะตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ บัดนี้เจ้าเมืองจิ๋นก็ยกย่องตัวขึ้นว่าเป็นใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง เที่ยวเบียดเบียนตีเขตแดนขึ้นของผู้อื่นไปขึ้นกับตัวเสียเป็นอันมาก ถึงตัวท่านก็เสียเมืองขึ้นแก่ฮุยบุนอ๋องหลายตำบล ครั้นข้าพเจ้ามาคิดตรึกตรองดูเล่า เห็นว่าเมืองท่านก็บริบูรณ์ด้วยทแกล้วทหาร อนึ่งก็มั่งคั่งไปด้วยเสบียงอาหารและไพร่ฟ้าข้าราชการทั้งปวงก็มีใจกตัญญูเป็นอันมาก เหตุใดจึงไม่คิดอ่านคืนเอาเมืองขึ้นมาให้ได้เล่า หรือท่านจะยอมให้เมืองจิ๋นเป็นใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง

ซวนฮุยก๋งจึงตอบว่า เราก็มีใจแค้นฮุยบุนอ๋องอยู่เหมือนกัน แต่ว่ามีข้อขัดขวางอยู่อย่างหนึ่งด้วยทแกล้วทหารที่เข้มแข็งเรามีอยู่น้อย ถึงว่าจะเต็มใจสู้รบก็หาเอาชัยชนะเจ้าเมืองจิ๋นได้ไม่ เพราะเหตุดังนี้เราจึงต้องนิ่งจนใจอยู่ โซจิ๋นได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าจะคิดให้อย่างหนึ่ง ให้ท่านไปทำไมตรีเสียกับเมืองเตียว เมืองงุย เมืองฌ้อ เมืองเจ๋ เมืองเอี๋ยน ถ้าแม้นห้าหัวเมืองประนีประนอมพร้อมใจกันกับท่านแล้วเจ้าเมืองจิ๋นที่ไหนจะอาจมายํ่ายีเราได้ อันการซึ่งจะทำไมตรีกันนั้น ข้าพเจ้าจะรับไปว่ากล่าวเอง ท่านอย่าปรารมภ์เลย ซวนฮุยก๋งก็เห็นชอบด้วย จึงว่าข้าพเจ้าทุกวันนี้เหมือนอยู่ในที่มืด และท่านมาช่วยว่ากล่าวสั่งสอนแนะนำอย่างนี้ เหมือนท่านจูงออกมาสู่ที่สว่างได้เห็นการงานทั้งปวงสิ้น ท่านจะว่ากล่าวประการใดข้าพเจ้าก็จะปฏิบัติตามท่าน แล้วจึงให้ทองแก่โซจิ๋นร้อยก้อนเป็นบำเหน็จปาก โซจิ๋นครั้นได้ทองร้อยก้อนมีความยินดีนัก ก็คำนับลาซวนฮุยก๋งจะไปเมืองงุยหมายจะเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองงุยให้มาเป็นกำลังเมืองเตียวด้วย คิดแล้วก็ไปยังเมืองงุย พองุยอ๋องออกว่าราชการอยู่ โซจิ๋นก็เข้าไปคำนับงุยอ๋อง งุยอ๋องรับคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วโซจิ๋นจึงว่ากล่าวตักเตือนสติงุยอ๋องต่างๆ เหมือนกันกับเมืองหัน เจ้าเมืองงุยได้ฟังดังนั้นมีความยินดีจึงว่ากับโซจิ๋นว่า ท่านว่ากล่าวชี้แจงแก่เราครั้งนี้ บุญคุณอยู่กับเราเป็นอันมาก เราจะกระทำตามถ้อยคำของท่าน จึงให้แพรแก่โซจิ๋นร้อยม้วน โซจิ๋นครั้นได้แพรแล้วก็คำนับลาไปเมืองเจ๋ ไปเมืองฌ้อ ไปเมืองเอี๋ยน จึงเข้าไปว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมตักเตือนเหมือนหนึ่งกับเมืองงุยเมืองหันทุกประการ เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองเอี๋ยน เห็นชอบด้วยก็เชื่ออยู่ในถ้อยคำของโซจิ๋น โซจิ๋นก็คำนับลาจะมาเมืองเตียว ครั้นมาถึงเมืองลกเอี๋ยงซึ่งเป็นเมืองใหญ่นั้น จิ๋วเหียนอ๋องเจ้าเมืองจิ๋วสั่งให้ผู้คนจัดแจงกวาดแผ้วหนทางซึ่งโซจิ๋นจะเดินไปนั้นให้ราบรื่น แต่บรรดาหัวเมืองที่ขึ้นกับเมืองลกเอี๋ยงนั้นรู้ก็จัดแจงสิ่งของมาคำนับโซจิ๋นสิ้นทุกหัวเมือง

ฝ่ายมารดาและญาติพี่น้องของโซจิ๋นรู้ว่าโซจิ๋นกลับมาถึงเมืองลกเอี๋ยง จะไปเมืองเตียวต้องเดินผ่านมาหน้าบ้านเราจึงชวนกันออกมาคอยอยู่ โซจิ๋นนั่งมาบนเกวียนเห็นพี่สะใภ้เข้าจึงถามว่า แต่ก่อนนั้นเราได้ความอดอยาก เราไปขออาหารท่านกินมื้อหนึ่งท่านก็พูดบิดพลิ้วเสียเหมือนมิใช่ญาติ ท่านหาให้อาหารเรากินไม่ และบัดนี้ท่านมาคำนับเราด้วยเหตุสิ่งใดเล่า พี่สะใภ้จึงตอบโซจิ๋นว่า เราเห็นท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็ต้องคำนับกลัวเกรงท่าน โซจิ๋นนึกในใจว่าธรรมเนียมคนทุกวันนี้มีเย็นและร้อน มีคนดีและคนชั่ว นับถือลาภและยศเป็นประธาน คนจึงได้นับถือ ครั้นหาลาภและยศไม่ก็ไม่มีใครจะนับหน้า คิดดังนั้นแล้วโซจิ๋นจึงสั่งคนใช้เอาเกวียนไปรับมารดาและญาติพี่น้องทั้งปวงไป ณ เมืองโฮหนำ จึงจัดแจงที่บ้านและเงินทองข้าวของภาชนะใช้สอยให้แก่มารดาและญาติพี่น้องทั้งปวงเป็นอันมาก ทุกวันนี้ราษฎรในเมืองโฮหนำไปขุดร่อนได้เงินและทองข้าวของเนืองๆ เพราะญาติโซจิ๋นฝังไว้

ฝ่ายโซต๋าย โซหลี เห็นโซจิ๋นพี่เป็นขุนนางมีเกียรติยศมากเพราะเรียนรู้ในตำราไทก๋งฮิมฮู ก็เอาตำราสองฉบับมาเล่าเรียนศึกษาปรารถนาจะให้ได้ดีเหมือนพี่ชาย ฝ่ายโซจิ๋นครั้นมาพักอยู่บ้านจัดแจงการสำเร็จแล้ว จึงเรียกคนใช้ขึ้นเกวียนไป ณ เมืองเตียว เข้าไปคำนับเตียวเสียงโห เตียวเสียงโหจึงตั้งโซจิ๋นให้เป็นบู๊อันก๋ง แล้วก็ใช้คนใช้ไปนัดเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองงุย เจ้าเมืองเอี๋ยน ทั้งห้าหัวเมืองให้ไปพร้อมกัน ณ ตำบลฮอนซุยเป็นทางร่วมต่อแดนทั้งหกเมือง แล้วโซจิ๋นกับเจ้าเมืองเตียวก็พาทหารออกไปจัดแจงปลูกตั๋วไว้สำหรับเจ้าเมืองที่ฮวนซุย

ขณะนั้นเอี๋ยนบุนก๋งมาถึงก่อน แล้วเจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองงุย เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฌ้อ มาถึงเป็นลำดับกันพร้อมที่ตำบลฮวนซุย โซจิ๋นจึงปรึกษากับไตหูทั้งหกหัวเมืองว่า ท่านทั้งปวงมาพร้อมกันทั้งนี้ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก ท่านทั้งปวงเห็นว่าหัวเมืองใดจะมีสติปัญญาเป็นที่พึ่งแก่คนจะได้ตั้งให้เป็นหัวเมืองเอก ไตหูทั้งหกจึงตอบว่า ถ้าจะว่าตามเดิมนั้น เมืองฌ้อ เมืองเจ๋ เป็นหัวเมืองใหญ่มาแต่ก่อนและเมืองเอี๋ยน เมืองหัน เมืองเตียว เมืองงุยนี้พึ่งตั้งตัวขึ้นใหม่ ครั้งนี้ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นว่าอย่าให้เป็นใหญ่เป็นน้อยแก่กันเลยเจ้าเมืองทั้งปวงจะเสียนํ้าใจ เราควรจะตั้งให้เป็นอ๋องเสมอกัน โซจิ๋นเห็นชอบด้วย การครั้งนั้นเจ้าเมืองเตียวเป็นต้นคิด จึงออกไปเชิญเจ้าเมืองทั้งห้าให้นั่งที่ตามสมควร แล้วโซจิ๋นก็ตรงเข้าไปนั่งท่ามกลางคำนับกับเจ้าเมืองทั้งหกแล้วว่า ท่านทั้งปวงเป็นหัวเมืองใหญ่อยู่ข้างฝ่ายตะวันออก ทั้งเกียรติยศสมบัติพัสถานก็มั่งคั่งสมบูรณ์ทั้งสิ้น อันเจ้าเมืองจิ๋นนั้นเดิมเจ้าเมืองก็เป็นแต่ตระกูลคนเลี้ยงม้า แต่หากได้เมืองหํ้าเอี๋ยงไว้เป็นกำลัง จึงจะคิดลงมาเบียดเบียนเราทั้งหกนี้ไปเป็นเมืองขึ้น ท่านทั้งปวงจะยอมไปเป็นบ่าวชาวเมืองจิ๋นแล้วหรือ เจ้าเมืองทั้งหกจึงตอบว่า ซึ่งจะยอมไปเป็นเมืองขึ้นกับเมืองจิ๋นนั้นหามิได้ การครั้งนี้สุดแต่ซินแสจะคิดอ่านอย่าให้อายแก่ชาวเมืองจิ๋นได้ ข้าพเจ้าทั้งปวงก็จะปฏิบัติตามท่านทั้งสิ้น

โซจิ๋นจึงว่า การทั้งนี้ข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่แต่ก่อนแล้วว่าท่านทั้งปวงจะประนีประนอมพร้อมใจกันสู้กับเมืองจิ๋น เพลาวันนี้เป็นวันดี ท่านทั้งปวงควรจะกระทำคำนับเทวดาสาบานร่วมสุขร่วมทุกข์กันสืบไป แล้วโซจิ๋นก็ยกเอาถาดสำหรับที่จะรองโลหิตเข้าไปคำนับส่งให้กับเจ้าเมืองทั้งหก เจ้าเมืองทั้งหกต่างคนก็แทงเอาโลหิตออกแล้วบวงสรวงแก่เทพยดาและปู่ย่าตายายของตนแล้วสาบานว่า ข้าพเจ้านี้ถ้ามิซื่อตรงต่อกันแต่เมืองใดเมืองหนึ่งก็ดี ให้ท่านทั้งปวงยกกองทัพไปลงโทษแก่ข้าพเจ้าผู้หาความสัจมิได้นี้เถิด โซจิ๋นจึงทำหนังสือทานบนให้เจ้าเมืองคนละฉบับ แล้วต่างคนต่างชวนกันเสพสุราเลี้ยงดูกัน

ขณะเมื่อเสพสุราอยู่นั้น เจ้าเมืองเตียวจึงว่าแก่โซจิ๋นว่า ครั้งนี้ท่านมีความชอบกับเราทั้งหกเมืองเป็นอันมาก ควรที่เราจะตั้งให้โซจิ๋นเป็นที่ลักก๊กเซียงเซียว แปลคำไทยว่าเป็นผู้สำเร็จราชการได้ถือดวงตราอาชญาสิทธิ์ทั้งหกหัวเมือง ครั้นกินโต๊ะแล้วเจ้าเมืองทั้งปวงจึงเอาทองมารางวัลให้โซจิ๋นเมืองละร้อยก้อน ม้าสิบคู่ สิริเข้ากันเป็นทองหกร้อยก้อน ม้าหกสิบคู่ โซจิ๋นก็ลุกขึ้นคำนับรับของรางวัลของเจ้าเมือง แล้วเจ้าเมืองทั้งห้าก็ลาเจ้าเมืองเตียวต่างคนต่างก็ลากลับไปเมือง แต่โซจิ๋นนั้นตามเตียวเสียงโหไปอยู่เมืองเตียว

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ