๑๐๐

ขณะนั้นเตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียวแจ้งว่าทหารเมืองจิ๋นมีใจกำเริบยกเข้าตีเมืองอีก ตกใจนัก กลัวทหารของตัวจะสู้ทัพเมืองจิ๋นไม่ได้ จึงให้ขุนนางผู้หนึ่งลอบไปเตือนทัพเมืองงุยให้ยกมาช่วยโดยเร็ว ขุนนางผู้นั้นก็คำนับลาพาทหารประมาณสิบสี่สิบห้าคนออกทางประตูหลังเมืองรีบลัดมา ครั้นถึงเมืองงุยก็เข้าไปหางุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุย แจ้งความตามเตียวเฮาเซงอ๋องสั่งมาทุกประการ งุยอันลี้อ๋องแจ้งดังนั้นจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า จะยกไปช่วยเมืองเตียวดีหรือไม่ไปดี ขุนนางลางคนก็ว่าขอท่านจงให้ยกไปช่วยเมืองเตียวด้วยเถิด อย่าให้สูญทางไมตรีเลย ลางคนก็ว่าแม้นท่านยกไปช่วยเมืองเตียว เจียวเสียงอ๋องก็คงจะโกรธท่าน ยกมาตีเมืองเราด้วยหาต้องการไม่ คำทั้งสองฝ่ายไม่ตกลงกัน

ขณะนั้นซินฮวนเอี๋ยนเป็นขุนนางนอกทำเนียบนั่งอยู่นั่นด้วย จึงคำนับงุยอันลี้อ๋องแล้วว่า ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าเจียวเสียงอ๋องยกมาตีเมืองเตียวครั้งนี้ก็เพราะอยากจะเป็นใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง ด้วยเดิมนั้นเจ๋มินอ๋องเจ้าเมืองเจ๋ เจียวเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นปรึกษากันว่าจะตั้งตัวขึ้นเป็นอ๋องเต้ทั้งสองคน เจ๋มินอ๋องจะเป็นใหญ่ข้างทิศตะวันออก เจียวเสียงอ๋องจะเป็นใหญ่ฝ่ายทิศตะวันตก ต่างคนก็ยินยอมกันแล้ว แต่ขัดอยู่ด้วยหัวเมืองทั้งปวงยังหาตกลงกันไม่ บัดนี้เจ๋มินอ๋องถึงแก่ความตายแล้วเมืองเจ๋ก็ร่วงโรยลง ยังแต่เจียวเสียงอ๋องเป็นเมืองใหญ่อยู่เมืองเดียว จึงมีใจกำเริบเที่ยวยํ่ายีหัวเมืองทั้งปวงดังนี้ ก็เพราะอยากจะตั้งตัวขึ้นเป็นฮ่องเต้ แม้นท่านชวนเจ้าเมืองเตียวให้ยอมยกเจียวเสียงอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว เจียวเสียงอ๋องก็จะเลิกทัพกลับไป ถึงเราจะต้องเป็นเมืองน้อยก็จะเป็นไรมี ไม่ป่วยการทหารและลงทุนเสบียง เจียวเสียงอ๋องเลิกทัพกลับไปโดยง่ายไม่ต้องสู้รบนั้น ก็เหมือนหนึ่งได้กำไรไว้เหมือนกัน เมืองงุยกับเมืองเตียวก็จะเป็นสุขสืบไป

งุยอันลี้อ๋องได้ฟังซินฮวนเอี๋ยนพูดดังนั้นก็เห็นชอบด้วยถูกเหมือนหนึ่งใจคิด จึงให้ซินฮวนเอี๋ยนไปกับขุนนางเมืองเตียว เอาความนี้แจ้งกับเตียวเฮาเซงอ๋อง ซินฮวนเอี๋ยนก็คำนับลาพาพวกของตัวกับขุนนางเมืองเตียวรีบมาทางหลังเมืองเตียว ครั้นถึงก็เข้าไปคำนับเตียวเฮาเซงอ๋อง ซินฮวนเอี๋ยนก็แจ้งความซึ่งจะยกเจียวเสียงอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้นให้ฟังทุกประการ เตียวเฮาเซงอ๋องแจ้งดังนั้นจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่าจะเห็นดีด้วยหรือไม่ บรรดาขุนนางก็เถียงแก่งแย่งกันยอมบ้างไม่ยอมบ้างยังไม่ตกลงกัน

ขณะนั้นเตียวสินซึ่งเป็นที่เพงง่วนกุนอยู่ในที่ปรึกษานั้นด้วย แต่มิรู้ที่จะว่าประการใด เตียวเฮาเซงอ๋องเห็นดังนั้นก็ยิ่งไม่มีความสบายจึงลุกเข้าไปเสียข้างใน ขุนนางต่างก็กลับไปบ้าน ซินฮวนเอี๋ยนก็ออกไปอาศัยอยู่กงก๊วน

ขณะนั้นมีชายผู้หนึ่งแซ่ฬ่อชื่อตงเหลียน บ้านเดิมอยู่เมืองเจ๋ เป็นคนมีสติปัญญาพูดจาเฉลียวฉลาดยิ่งนัก เมื่อยังน้อยอยู่นั้นทะเลาะกับเด็กเพื่อนกันก็ไม่แพ้กับผู้ใด ครั้นอายุฬ่อตงเหลียนได้สิบสองปีบิดามารดาก็ถึงแก่ความตาย ฬ่อตงเหลียนสิ้นห่วงก็เที่ยวไปทุกหัวเมือง พบชาวบ้านผู้หนึ่งชื่อซันป้าอายุแก่กว่าฬ่อตงเหลียน มีข้ออริกันขึ้นก็ทะเลาะกันสู้ฝีปากฬ่อตงเหลียนไม่ได้ ชาวบ้านทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ชมฬ่อตงเหลียนว่าเป็นคนมีสติปัญญาพูดจาว่องไวรวดเร็ว ดุจม้ามีฝีเท้าอันดีเดินทางวันละพันเส้น ซันป้าได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งท่านเปรียบดังนี้ยังหาถูกต้องไม่ เราจะว่าให้ท่านทั้งปวงฟัง อันฝีปากฬ่อตงเหลียนนี้พูดจารวดเร็วเหมือนกระต่ายและนกอันมีปีกบินไปได้ในอากาศนั่นแหละ จึงจะสมกับสำนวนฬ่อตงเหลียน ครั้นฬ่อตงเหลียนโตขึ้น ถ้าเห็นผู้ใดทะเลาะกันก็พูดจาห้ามปรามให้เป็นปกติดีกันได้ ราษฎรก็นับถือสรรเสริญต่างๆ

ฝ่ายฬ่อตงเหลียนมาอาศัยอยู่เมืองเตียว ครั้นรู้กิตติศัพท์ว่างุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุยใช้ให้คนมาชวนเตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียวให้ยอมยกเจียวเสียงอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้ดังนั้นก็โกรธ จึงไปหาเตียวสินยังบ้านคำนับแล้วจึงแกล้งถามว่า ข้าพเจ้าได้แจ้งว่าท่านปรึกษาจะยอมยกเจ้าเมืองจิ๋นขึ้นเป็นฮ่องเต้จริงหรือ เตียวสินแจ้งดังนั้นถอนใจใหญ่แล้วบอกว่า ตัวเราทุกวันนี้อุปมาเหมือนนกซึ่งถูกลูกเกาทัณฑ์ ปีกนั้นหักทั้งสองข้างหาบินไปได้ไม่ ยังจะอาจปรึกษาให้ตั้งเจ้าเมืองจิ๋นขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้หรือ อันความข้อนี้เจ้าเมืองงุยให้ซินฮวนเอี๋ยนมาว่า ฬ่อตงเหลียนจึงว่า เดี๋ยวนี้ซินฮวนเอี๋ยนอยู่ที่ไหน ท่านจงพาข้าพเจ้าไปให้พบปะสักหน่อยเถิด เตียวสินก็บอกว่าซินฮวนเอี๋ยนอยู่ที่กงก๊วน ท่านอย่าเพ่อไปก่อนเลย เราจะใช้คนไปเรียกมา เตียวสินจึงสั่งคนใช้ให้ไปเรียกซินฮวนเอี๋ยนมาว่าฬ่อตงเหลียนอยากจะพบปะ คนใช้ก็ลามาบอกซินฮวนเอี๋ยน ซินฮวนเอี๋ยนได้ยินออกชื่อฬ่อตงเหลียนก็รู้ว่าเป็นคนฝีปากดี ด้วยได้ยินเลื่องลือชื่อเสียงอยู่แต่ยังหารู้จักหน้าไม่ คิดเกรงฬ่อตงเหลียนจึงแกล้งบิดพลิ้วเสียมิได้ไป คนใช้ก็กลับมาบอกเตียวสิน

เตียวสินแจ้งดังนั้น จึงพาฬ่อตงเหลียนไปหาซินฮวนเอี๋ยนยังกงก๊วน ซินฮวนเอี๋ยนแจ้งว่าเตียวสินพาฬ่อตงเหลียนมาถึงกงก๊วนตกใจนัก ครั้นจะหลบเสียก็ไม่ได้ จึงแข็งใจออกไปรับเตียวสินกับฬ่อตงเหลียน ซินฮวนเอี๋ยนเห็นหน้าตาและรูปร่างฬ่อตงเหลียนงดงามนัก เปรียบประดุจดังเทพยดาสมเป็นคนมีสติปัญญาโดยแท้ จึงเชิญให้นั่งที่สมควร แล้วว่ากับฬ่อตงเหลียนว่า ข้าพเจ้าเห็นซินแสเป็นคนหากิจธุระสิ่งใดไม่ เหตุใดท่านจึงมาอยู่ในเมืองเตียวดังนี้เล่า เจียวเสียงอ๋องก็ยกทัพมาตีแดนเมืองเตียวติดพันกันอยู่ ท่านยังมีความสบายอยู่หรือ จึงมิได้ไปเสียเมืองอื่น ฬ่อตงเหลียนได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งเรามาอยู่ในเมืองเตียวนี้เพราะจะช่วยสงเคราะห์เตียวเฮาเซงอ๋องมิให้แพ้กับเจียวเสียงอ๋อง เรามาหาท่านบัดนี้หวังจะชวนท่านไปช่วยคิดอ่านสู้รบกำจัดเจียวเสียงอ๋องเสีย มิให้ตั้งตัวขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้

ซินฮวนเอี๋ยนจึงถามว่า ซึ่งช่วยสงเคราะห์เมืองเตียวนั้นซินแสจะคิดประการใด ฬ่อตงเหลียนจึงแกล้งบอกว่า เราจะคิดอ่านให้เมืองงุยกับเมืองเอี๋ยนมาช่วยเมืองเตียวด้วย อันเมืองฌ้อ เมืองเจ๋นั้น เราไปพูดเกลี้ยกล่อมแล้ว เขาก็ยอมจะยกทัพมาช่วยแล้ว ท่านเห็นว่าจะเอาชัยชนะเจียวเสียงอ๋องไม่ได้เจียวหรือ ซินฮวนเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นก็แจ้งว่าฬ่อตงเหลียนพูดล่อลวง ความนี้หาจริงไม่ ก็หัวเราะแล้วจึงตอบว่า ซินแสจะให้เมืองเอี๋ยน เมืองเจ๋ เมืองฌ้อ สามเมืองยกมาช่วยนั้น ข้าพเจ้ายังหาแจ้งไม่ แต่เมืองงุยข้าพเจ้าได้เป็นขุนนางอยู่นั้น อันจะช่วยและมิช่วยนั้นก็ย่อมจะรู้บ้าง ซินแสจะคิดอ่านอย่างไรจึงจะให้เมืองงุยมาช่วยเมืองเตียวได้ ข้าพเจ้าอยากจะใคร่แจ้ง ฬ่อตงเหลียนจึงตอบว่าอันอุบายของเราที่จะให้เมืองงุยมาช่วยเมืองเตียวนั้น ไม่ควรที่ท่านจะรู้ ท่านค่อยรู้ต่อภายหลังเถิด ซินฮวนเอี๋ยนได้ฟังดังนั้นมิรู้ที่จะตอบประการใดก็นิ่งอยู่ ฬ่อตงเหลียนจึงซ้ำว่า แม้นเจ้าเมืองจิ๋นได้เป็นฮ่องเต้ขึ้นแล้ว หัวเมืองทั้งปวงก็หามีความสบายไม่ ซินฮวนเอี๋ยนจึงถามว่า อันซินแสว่าเจ้าเมืองจิ๋นได้เป็นฮ่องเต้แล้วหัวเมืองทั้งปวงจะไม่มีความสุขนั้นด้วยประการใด

ฬ่อตงเหลียนจึงตอบว่า อันเจียวเสียงอ๋องนี้เป็นคนหาอยู่ในยุติธรรมไม่ ทั้งไม่รู้จักขนบธรรมเนียม แม้นจะทำสิ่งใดก็ทำแต่โดยใจของตัว เที่ยวข่มเหงหัวเมืองทั้งปวงให้ได้ความเดือดร้อนอยู่มิได้ขาด ฆ่าคนซึ่งไม่มีผิดเสียก็เป็นอันมาก เป็นแต่อย่างนี้ก็ร้ายอยู่แล้ว แม้นได้เป็นฮ่องเต้ขึ้นก็จะมิร้ายยิ่งขึ้นกว่านี้อีกหรือ อันเจียวเสียงอ๋องนี้แม้นจะเปรียบก็เหมือนหนึ่งเสือที่ร้าย ถ้าตั้งให้เป็นฮ่องเต้แล้วก็เหมือนหนึ่งเอาปีกไปใส่ให้เสือ เสือคงจะมีกำลังมากขึ้นก็จะเที่ยวบินกินคนเล่นตามสบาย ราษฎรทั้งปวงจะหามีความสุขไม่ ตัวเราคิดว่าไปตายเสียในทะเลก็ดีกว่า ไม่ยอมขึ้นกับเมืองจิ๋นเลย แต่งุยอันลี้อ๋องนี้คิดอย่างไรจึงอยากไปยอมอยู่ในบังคับเขา ท่านเห็นควรแล้วหรือจึงไม่ห้ามปราม

ซินฮวนเอี๋ยนจึงตอบว่า อันเมืองงุยและหัวเมืองทั้งปวงใช่ว่าจะอยากเป็นเมืองขึ้นกับเมืองจิ๋นนั้นหามิได้ แต่ทุกวันนี้เมืองจิ๋นเป็นเมืองใหญ่ เมืองงุยและเมืองทั้งปวงเป็นเมืองน้อย จึงต้องจำใจไปเป็นพวกพ้องกับเมืองจิ๋น ถ้าและเมืองใดเมืองหนึ่งมีสติปัญญาคิดสู้รบกับเมืองจิ๋นได้ งุยอันลี้อ๋องนายเราก็เต็มใจจะช่วยคิดอ่านกำจัดเจ้าเมืองจิ๋นด้วยอีก แต่เรามาคิดกลัวอยู่ว่าจะหามีผู้ใดสู้เมืองจิ๋นได้ไม่ ฬ่อตงเหลียนจึงว่างุยอันลี้อ๋องนายท่านทุกวันนี้อยากจะประจบประแจงเป็นบ่าวเจ้าเมืองจิ๋น แล้วเราจะไปว่ากับเจ้าเมืองจิ๋นให้ต้มงุยอันลี้อ๋องนายตัวเสียให้แหลกเหลวละลายไปเหมือนหนึ่งเต้าเจี้ยว

ซินฮวนเอี๋ยนได้ฟังฬ่อตงเหลียนพูดล่วงเกินถึงนายดังนั้น นึกโกรธในใจจึงว่า ท่านซิเป็นคนไม่ชอบพอกับเจ้าเมืองจิ๋น ท่านจะไปพูดยุยงให้ต้มงุยอันลี้อ๋องนายเรานั้น เขาจะเชื่อถือท่านหรือ ฬ่อตงเหลียนจึงว่า แต่ครั้งแผ่นดินห้องสินนั้น มีขุนนางอยู่สามคน คนหนึ่งชื่อจิวเหา คนหนึ่งชื่องัดเหา คนหนึ่งชื่อบุนอ๋อง ขุนนางผู้ใหญ่สามคนนี้อยู่ในพระเจ้าติวอ๋อง แต่จิวเหามีบุตรหญิงคนหนึ่งรูปงามจึงเอาไปถวายพระเจ้าติวอ๋องเป็นอัครมเหสี นางนั้นหายอมการประเวณีแก่พระเจ้าติวอ๋องไม่ พระเจ้าติวอ๋องทรงพระโกรธจึงสั่งให้เอานางไปฆ่าเสีย จิวเหาผู้บิดารู้ความจึงเข้าไปขอโทษนางไว้ พระเจ้าติวอ๋องกริ้วจึงสั่งให้เอาตัวจิวเหาไปฆ่าเสียด้วย งัดเหาแจ้งว่าพระเจ้าติวอ๋องสั่งให้ฆ่าจิวเหากับบุตรหญิงจิวเหาเสียจึงเข้าไปทูลขอโทษจิวเหาและบุตรหญิงจิวเหาไว้ พระเจ้าติวอ๋องซ้ำกริ้วจึงให้เอาตัวงัดเหาไปต้มเสีย แต่บุนอ๋องนั้นอยู่บ้านรู้ความว่าพระเจ้าติวอ๋องฆ่าขุนนางสองคนกับบุตรหญิงจิวเหาเสีย ก็ถอนใจใหญ่แล้วออกปากว่า ขุนนางสองคนกับบุตรหญิงจิวเหาโทษผิดแต่เพียงนี้ หาควรที่จะสั่งให้ฆ่าเสียไม่ มีผู้เอาความเข้าไปทูลแก่พระเจ้าติวอ๋อง พระเจ้าติวอ๋องทรงพระกริ้วจึงสั่งให้บูซูไปจับตัวบุนอ๋องมาขังไว้ในตึกชื่อกี๋วลี้ ขุนนางสามคนนี้มีสติปัญญาหาคิดแก้ตัวได้ไม่ อันเจ้าเมืองจิ๋นทุกวันนี้ก็เป็นคนทุจริตประพฤติผิดแต่การพาล ถ้างุยอันลี้อ๋องนายท่านและหัวเมืองทั้งปวงยกย่องให้เจ้าเมืองจิ๋นเป็นฮองเต้ขึ้นแล้ว เราเห็นจะทำการหยาบช้ากว่าพระเจ้าติวอ๋องอีก อนึ่งเจ้าเมืองจิ๋นเป็นฮองเต้แล้วงุยอ๋องนายท่านก็จะต้องเฝ้าแหนเหมือนข้ากับเจ้า เจ้าเมืองจิ๋นก็จะพาลเอาผิดต้มเสียเหมือนกับพระเจ้าติวอ๋องต้มงัดเหาก็ปานกัน ใครเลยจะขอโทษได้

ซินฮวนเอี๋ยนครั้นได้ฟังฬ่อตงเหลียนว่าดังนั้น นั่งตรึกตรองอยู่ยังหาทันตอบประการใดไม่ ฬ่อตงเหลียนจึงซ้ำว่า ถ้าไม่ฉะนั้นนานไปเมื่อหน้า เจ้าเมืองงุยและหัวเมืองทั้งปวงมีสติปัญญาและมีทหารมีฝีมือไว้ใช้สอยสำหรับบ้านเมืองก็ดี เจ้าเมืองจิ๋นก็จะเกลี้ยกล่อมเอาคนอื่นไปเปลี่ยนมาเป็นของตัวเสีย ประการหนึ่ง เจ้าเมืองจิ๋นประพฤติแต่ทางพาลหวานนอกขมใน ภายนอกนั้นทำเป็นโอบอ้อมอารีแก่คนทั้งปวง แต่ภายในใจนั้นเราเห็นว่าหาตรงต่อผู้ใดไม่ แม้นได้เป็นที่ฮ่องเต้ขึ้นแล้วก็จะจัดเอาหญิงคนใช้รูปงามว่าเป็นบุตรหญิงของตัวตบแต่งไปให้หัวเมืองทั้งปวงเป็นภรรยา เพราะปรารถนาจะรู้เหตุการณ์ซึ่งดีและร้ายของเจ้าเมืองทั้งปวง ถ้าเป็นดังนี้แล้วเจ้าเมืองงุยก็จะมีความสุขมาแต่ไหน แม้นงุยอันลี้อ๋องนายท่านไม่สบายแล้วตัวท่านก็จะหาความปกติไม่ แต่จะมีอาหารรับประทานให้เต็มท้องก็ทั้งยาก ซินฮวนเอี๋ยนได้ฟังฬ่อตงเหลียนดังนั้นจึงลุกขึ้นคำนับแล้วว่า ท่านนี้มีสติปัญญายิ่งนักควรที่จะเป็นซินแสสั่งสอนคนทั้งปวงได้ อันความที่จะยกย่องเจ้าเมืองจิ๋นขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้นข้าพเจ้าไม่อาจพูดต่อไปอีกแล้ว แล้วก็คำนับลากลับไปเมืองงุย

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋น เมื่อตั้งล้อมเมืองเตียวอยู่นั้นกิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองงุยให้ขุนนางไปปรึกษากับเจ้าเมืองเตียว ด้วยจะยกตัวขึ้นเป็นฮ่องเต้มีความยินดีนัก จึงสั่งให้เลิกล้อมเมืองเตียวเสียถอยออกมาตั้งอยู่ตำบลฮุยจุ้ย จึงแจ้งว่าการที่จะตั้งตัวขึ้นเป็นฮ่องเต้นั้นขุนนางในเมืองเตียวหายอมตกลงกันไม่ ถอนใจใหญ่แล้วคิดว่าในเมืองเตียวนี้เห็นจะมีคนดีมีสติปัญญาอยู่คงจะคิดต่อสู้ทำร้ายแก่เราจะวางใจมิได้ จึงสั่งอองงึดให้ตรวจตราทแกล้วทหารรักษาค่ายไว้ให้มั่นคง

ฝ่ายเพงง่วนกุนครั้นซินฮวนเอี๋ยนกลับไปเมืองงุยแล้ว จึงให้คนไปหาจิ้นพี้แม่ทัพเมืองงุยซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเอียบเอ๋ว่าให้เร่งยกทัพมาช่วยโดยเร็ว คนใช้ก็คำนับลาไปถึงตำบลเอียบเอ๋ จึงเอาความเข้าไปแจ้งกับจิ้นพี้ตามเพงง่วนกุนสั่งมา จิ้นพี้จึงว่าเมื่อแรกเจ้าเมืองงุยให้เรายกทัพมาช่วยเจ้าเมืองเตียวก็จริงอยู่ แต่บัดนี้ยังหาให้เรายกไปช่วยเมืองเตียวไม่ ให้เราตั้งทัพอยู่ตำบลเอียบเอ๋ แล้วงุยอันลี้อ๋องก็คืนเอาธงและตราอาชญาสิทธิ์สำหรับแม่ทัพไปเสียด้วย ซึ่งเพงง่วนกุนจะให้เรายกไปช่วยนั้น เรากลัวจะเหลือเกินนายเราไปความผิดก็จะมีแต่เรา เรายังหาไปได้ไม่ ท่านกลับไปบอกกับเพงง่วนกุนนายท่านเถิด คนใช้ก็ลากลับมาแจ้งแก่เพงง่วนกุนตามซึ่งจิ้นพี้ว่ามานั้นทุกประการ

เพงง่วนกุนได้ฟังคนใช้แจ้งดังนั้นตกใจนัก จึงทำหนังสือฉบับหนึ่งเข้าผนึกแล้วส่งให้คนใช้รีบไปให้สินเลงกุ๋น คนใช้ก็คำนับรับหนังสือแล้วก็ไปยังเมืองงุย ครั้นถึงเมืองงุยจึงไป ณ บ้านสินเลงกุ๋น เอาหนังสือคำนับส่งให้สินเลงกุ๋นแล้วแจ้งความว่า เพงง่วนกุนพี่เขยท่านให้ข้าพเจ้าเอาหนังสือมาให้แก่ท่าน สินเลงกุ๋นรับเอาหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่าน เนื้อความในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าเพงง่วนกุน ขอแจ้งความมายังท่านผู้สำเร็จราชการในเมืองงุย ทุกวันนี้ข้าพเจ้าหมายจะเอาท่านเป็นที่พึ่ง ด้วยแจ้งว่าท่านมีสติปัญญาและมีความกตัญญูต่อวงศ์ญาติผู้ใหญ่ทั้งปวงอยู่ บัดนี้ทัพเมืองจิ๋นยกมาล้อมเมืองเตียว ในเมืองเตียวเล่าก็หามีทแกล้วทหารที่มีฝีมือจะออกสู้รบทหารเมืองจิ๋นได้ไม่ อันเมืองเตียวครั้งนี้ยังแต่จะเสียแก่เมืองจิ๋นอยู่แล้ว พี่สาวท่านก็ร้องไห้ไม่ขาดวันด้วยทัพเมืองงุยจะมาช่วย ถ้าท่านไม่เมตตาแล้วก็เห็นว่าพี่สาวท่านและตัวข้าพเจ้าจะต้องไปเป็นข้าชาวเมืองจิ๋นเป็นมั่นคง ถึงท่านไม่กรุณาข้าพเจ้าก็จงช่วยอุปถัมภ์แต่พี่สาวของท่านเถิด สินเลงกุ๋นแจ้งในหนังสือดังนั้นมีความวิตกนัก จึงเข้าไปอ้อนวอนแก่งุยอันลี้อ๋องให้จิ้นพี้ยกทัพไปช่วยเมืองเตียว งุยอันลี้อ๋องจึงตอบว่าเดิมเราให้คนไปว่ากับเจ้าเมืองเตียวว่า จะให้ยกเจียวเสียงอ๋องขึ้นเป็นฮ่องเต้จะได้เป็นไมตรีกันต่อไป เจ้าเมืองเตียวก็หาเห็นด้วยเราไม่ ซึ่งจะให้เรายกไปช่วยนั้น เราจะสู้ทัพเจ้าเมืองจิ๋นได้หรือ

สินเลงกุ๋นได้ฟังงุยอันลี้อ๋องว่าดังนั้นยิ่งมีความวิตกมากขึ้นจึงออกมาปรึกษาขุนนางซึ่งเป็นพรรคพวกของตัว จึงจัดแจงให้คนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดเข้าไปพูดจาอ้อนวอนกับงุยอันลี้อ๋องต่างๆ งุยอันลี้อ๋องก็หายอมไม่ จึงกลับเอาความมาบอกกับสินเลงกุ๋นตามซึ่งงุยอันลี้อ๋องว่า สินเลงกุ๋นแจ้งดังนั้นถอนใจใหญ่แล้วจึงว่า ซึ่งเพงง่วนกุนมีหนังสือมาถึงเรานั้น เราหาลืมถ้อยคำของเขาไม่ ถึงจะได้ความยากแค้นเป็นประการใด ก็คงจะคิดจัดแจงแก้ไขไปช่วยเมืองเตียวไว้ให้จงได้ ครั้นพูดดังนั้นแล้วจึงจัดเกวียนสำหรับรบร้อยเล่มกับสมัครพรรคพวกของตัวพันคน พร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธเสร็จแล้ว ก็พาพวกพ้องออกจากเมืองงุยไปทางประตูอี๋มุย สินเลงกุ๋นยกมาทางนั้นปรารถนาจะมาคำนับลาเกาเซง เกาเซงคนนี้สินเลงกุ๋นนับถือว่ามีสติปัญญา ครั้นมาถึงบ้านเกาเซงจึงให้หยุดทัพอยู่ที่นั่น ตัวสินเลงกุ๋นจึงเข้าไปคำนับเกาเซง แล้วแจ้งความตามซึ่งจะไปช่วยเมืองเตียวนั้นให้เกาเซงฟังทุกประการ

เกาเซงจึ่งว่าตัวเราทุกวันนี้ก็ชราหาสติกำลังเหมือนแต่ก่อนไม่ ซึ่งจะไปช่วยท่านทำการศึกนั้นไม่ได้แล้ว ท่านอย่าน้อยใจเลย สินเลงกุ๋นได้ฟังเกาเซงว่าดังนั้นจึงคอยฟังเกาเซงจะให้สติปัญญาสั่งสอนประการใดบ้าง เกาเซงก็นิ่งเสีย สินเลงกุ๋นเห็นเกาเซงนิ่งอยู่หาพูดจาประการใดไม่ก็คิดเสียใจหาคำนับลาเกาเซงไม่ ลุกออกมาขึ้นเกวียนพาสมัครพรรคพวกของตัวรีบไป ครั้นล่วงทางมาได้สิบลี้เป็นทางร้อยยี่สิบเส้น จึงคิดว่าเรามาครั้งนี้ปรารถนาจะขอสติปัญญาเกาเซงช่วยสั่งสอนด้วยจะไปรบกับเมืองจิ๋นนี้คับขันอยู่ เกาเซงก็หาแนะนำประการใดไม่ ถ้าเราจะขืนไปก็เห็นจะเสียทีเป็นมั่นคง จำจะกลับไปขอสติปัญญาเกาเซงจึงจะชอบ ครั้นคิดดังนั้นแล้วจึงว่ากับพวกพ้องของตัวว่า ท่านจงคอยเราอยู่ที่นี่ก่อน ตัวเราจะกลับไปหาเกาเซงฟังดูอีกครั้งหนึ่ง พวกพ้องจึงว่าซึ่งท่านจะมานับถือเกาเซงซึ่งเป็นคนชราฟั่นเฟือนหลงใหลนั้นหาต้องการไม่ ท่านอย่าไปเลย

สินเลงกุ๋นหาฟังไม่ ก็รีบขับเกวียนมาบ้านเกาเซง เกาเซงเมื่อสินเลงกุ๋นไปนั้น ออกมายืนคอยอยู่ที่ประตูหน้า พอแลเห็นสินเลงกุ๋นขี่เกวียนกลับมาแต่ผู้เดียวดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่าแก่สินเลงกุ๋นว่า เราแจ้งอยู่ว่าท่านจะกลับมาหาเราอีก สินเลงกุ๋นจึงตอบว่า เหตุใดท่านจึงรู้ว่าข้าพเจ้าจะกลับมาหาท่านอีกเล่า เกาเซงจึงตอบว่าตัวท่านสินับถือรักใคร่เราเป็นอันมาก ซึ่งท่านมาหาเรานั้นปรารถนาจะให้เราสั่งสอนท่าน เรายังหาทันจะแนะนำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ ท่านก็ไปเสีย เราจึงคิดเห็นว่าท่านคงจะกลับมาหาเราอีก

สินเลงกุ๋นเห็นเกาเซงพูดจายิ้มแย้มทีจะเมตตาตัวอยู่ จึงลงจากเกวียนเข้าไปคำนับว่า เมื่อเดิมนั้นข้าพเจ้ามาคำนับท่าน หวังจะขอสติปัญญาท่านก็หาทันที่จะพูดไม่ ท่านอย่าได้ถือโทษข้าพเจ้าเลย จงช่วยแนะนำสติปัญญาให้ข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด เกาเซงจึงตอบว่า พวกพ้องท่านซึ่งมาด้วยกันนี้ แต่ท่านเลี้ยงดูมาก็กว่าสิบปีแล้ว เราพิเคราะห์ดูหน้าคนเหล่านี้ หาเห็นว่าผู้ใดมีสติปัญญาจะช่วยอุปถัมภ์ท่านได้ไม่ ซึ่งจะให้ท่านไปสู้รบกับทหารเมืองจิ๋นครั้งนี้ อุปมาเหมือนยื่นคอไปรับคมอาวุธข้าศึก ถ้ามิฉะนั้นเหมือนเอาเนื้อสุกรไปโยนเข้าในปากเสือ สินเลงกุ๋นจึงว่าจึงท่านติเตียนคนเหล่านั้นก็ถูกต้องชอบด้วยถ้อยคำของท่านแล้ว แต่ทว่าการจึงจะให้ไปรบกับเมืองจิ๋นครั้งนี้มิไปก็ต้องจำไป ด้วยเพงง่วนกุนคนนี้เปรียบเหมือนญาติอันสนิทก็ว่าได้ แล้วก็รักใคร่ไว้เนื้อเชื่อใจมีความกตัญญูต่อกัน ถึงข้าพเจ้าจะตายเสียก็ไม่ว่า ขอซินแสจงได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าช่วยชี้แจงให้มีชัยแก่ทัพเมืองจิ๋นครั้งนี้เถิด เกาเซงจึงว่าที่นี่หาควรจะพูดจากันไม่ เชิญท่านเข้าไปในตึกข้าพเจ้าเถิด

สินเลงกุ๋นจึงให้คนขับเกวียนนั่งอยู่ข้างนอก แล้วก็พากันเข้าไปนั่งในตึก เกาเซงจึงค่อยกระซิบถามสินเลงกุ๋นว่า นางยูกี๋ภรรยางุยอันลี้อ๋องเป็นที่รักใคร่วางใจอยู่หรือ สินเลงกุ๋นก็รับคำว่ารักใคร่เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจนั้นจริง เกาเซงจึงซ้ำถามว่า เมื่อเดิมนั้นมีผู้ร้ายมาลอบฆ่าบิดานางยูกี๋เสีย งุยอันลี้อ๋องให้จับตัวผู้ร้ายถึงสามปีก็หาได้ตัวผู้ร้ายไม่ ตัวท่านสืบได้ตัวผู้ร้ายให้ฆ่าเสีย ตัดเอาหัวมาให้นางยูกี๋ความข้อนี้จริงหรือ สินเลงกุ๋นก็รับว่าจริง เกาเซงจึงว่าถ้าจริงดังนั้นแล้วนางยูกี๋ก็จะนับถือคิดถึงคุณท่าน ท่านจะต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เห็นว่านางยูกี๋จะหาขัดท่านไม่ เราแจ้งว่าตราสำหรับแม่ทัพซึ่งคืนมาจากจิ้นพี้นั้น งุยอันลี้อ๋องเอาเก็บไว้ข้างที่นอน ถ้าท่านไปอ้อนวอนนางยูกี๋ให้แก้ไขเอาตรามาให้ท่านได้แล้ว จึงแอบสั่งงุยอันลี้อ๋องบอกกับจิ้นพี้ว่างุยอันลี้อ๋องให้ท่านเป็นแม่ทัพไปช่วยเมืองเตียว ถ้าท่านทำได้ดังนี้แล้วก็จะได้ทหารในกองทัพจิ้นพี้สมทบกับพวกพ้องของท่านมากขึ้นจึงจะชนะทัพเมืองจิ๋นได้

สินเลงกุ๋นได้ฟังเกาเซงชี้แจงดังนั้นมีความยินดีนัก จึงลุกขึ้นคุกเข่ากระทำคำนับเกาเซงแล้วว่า ซึ่งท่านสั่งสอนข้าพเจ้านั้นบุญคุณท่านหาที่สุดมิได้ อุปมาเหมือนข้าพเจ้าอยู่ในที่มืด ท่านจูงมือออกไปในที่สว่าง ครั้นว่าดังนั้นแล้วก็ลาเกาเซงมาขึ้นเกวียนกลับเข้าไปในเมืองงุย จึงไปหางันอึนขันทีเล่าความตามซึ่งเกาเซงคิดอ่านนั้นให้ฟังทุกประการ แล้วว่าท่านจงไปบอกนางยูกี๋ให้ช่วยธุระเราครั้งหนึ่งเถิด งันอึนขันทีก็คำนับลาเข้าไปแจ้งความแก่นางยูกี๋ตามคำซึ่งสินเลงกุ๋นสั่งมา

นางยูกี๋จึงว่าบุญคุณของสินเลงกุ๋นอยู่กับเรานั้นมากนัก ซึ่งจะต้องการอาชญาสิทธิ์นั้น อย่าให้สินเลงกุ๋นมิความวิตกเลย พอเวลาคํ่าลงนางยูกี๋ก็เข้าไปหางุยอันลี้อ๋อง พูดเล่นเจรจาตามประเพณีผัวเมียกัน แล้วนางยูกี๋สั่งให้หญิงคนใช้ไปยกโต๊ะเข้ามา นางยูกี๋จึงชวนให้งุยอันลี้อ๋องกินโต๊ะและเสพสุราด้วยกัน ครั้นงุยอันลี้อ๋องเมาสุราแล้ว นางยูกี๋ก็พยุงงุยอันลี้อ๋องเข้าไปให้นอนตามประเพณี ครั้นงุยอันลี้อ๋องหลับสนิทนางยูกี๋ก็ลักเอาตราสำหรับแม่ทัพมาส่งให้งันอึน งันอึนก็รับเอาตรารีบมาส่งให้สินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นได้ตรามีความยินดีนัก ก็มาขึ้นเกวียนรีบไปบ้านเกาเซงจึงแจ้งความกับเกาเซงทุกประการ

เกาเซงจึงว่าท่านได้ตรามานี้ก็ดีแล้ว แต่เห็นการจะหาสำเร็จไม่ ด้วยธรรมเนียมเจ้าเมืองจะสั่งงานการแก่คนข้างนอกและอยู่ไกลกันนั้นต้องมีรับสั่งไปจึงจะชอบ นี่ท่านไม่มีหนังสืองุยอันลี้อ๋องไปถึงจิ้นพี้ไม่ จิ้นพี้จะเชื่อท่านหรือ ถ้าจิ้นพี้กลับเข้าไปต่อว่างุยอันลี้อ๋องแล้วการของท่านก็จะเสียไป เรามีแยบคายอยู่อย่างหนึ่ง เราจะว่าให้ท่านฟัง เมื่อท่านจะไปพูดกับจิ้นพี้นั้น เราจะให้ทหารไปด้วยท่านคนหนึ่งชื่อจูไห จูไหคนนี้มีกำลังและฝีมือเป็นอันมาก ถ้าจิ้นพี้ไม่เชื่อถ้อยคำท่านแล้วจึงให้จูไหฆ่าจิ้นพี้เสียนั่นแหละการของท่านจึงจะสำเร็จ สินเลงกุ๋นได้ฟังเกาเซงจะให้ฆ่าจิ้นพี้เสียดังนั้นคิดสงสารจิ้นพี้ก็ร้องไห้ เกาเซงจึงว่าซึ่งท่านร้องไห้นี้ท่านกลัวจิ้นพี้หรือ

สินเลงกุ๋นจึงตอบว่า ซึ่งร้องไห้นี้จะได้กลัวจิ้นพี้นั้นหามิได้ เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าจิ้นพี้เป็นคนสูงอายุแล้วก็หามีผิดสิ่งใดไม่ ข้าพเจ้าจึงร้องไห้นั้นเพราะเหตุนี้ ครั้นพูดกันแล้วก็พากันไป ณ บ้านจูไห แจ้งความทั้งปวงซึ่งคิดกันนั้นให้จูไหฟังทุกประการ จูไหจึงว่าซึ่งท่านทั้งสองมีความเมตตาแก่ข้าพเจ้าผู้คนเข็ญใจตระกูลขายสุรานั้นบุญคุณหาที่สุดมิได้ การสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านเห็นว่าพอจะกระทำได้นั้น ข้าพเจ้าก็จะตั้งใจสนองคุณท่านทุกสิ่ง แต่ท่านเป็นคนมีชื่อเสียงสติปัญญามากจงตรึกตรองให้ตลอด ฉวยว่าเพลี่ยงพลํ้าลงประการใดสิจะพากันอายเขา เกาเซงจึงว่า การทั้งนี้เราตรึกตรองเห็นดีแล้ว ท่านอย่ามีความรังเกียจเลย แล้วหันหน้ามาพูดกับสินเลงกุ๋นว่า ตัวข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็ชราลง ถ้าหนุ่มแน่นมีกำลังวังชาเหมือนแต่ก่อนแล้วก็คงจะไปด้วยท่าน ช่วยคิดการสนองคุณท่านให้สำเร็จจงได้ นี่ข้าพเจ้าก็ชราสติปัญญาก็เคลิ้มเขลาจะขอเอาแต่ใจฝากไปเป็นเพื่อนท่าน ว่าแล้วก็ชักกระบี่ออกเชือดคอตายเสียต่อหน้าสินเลงกุ๋นและจูไห จูไหจะช่วยห้ามปรามก็หาทันไม่ มีความสงสารเกาเซงนัก จึงทำการฝังศพเกาเซงตามสมควร เสร็จแล้วสินเลงกุ๋นก็พาจูไหไปพาพวกพ้องซึ่งตั้งทัพคอยอยู่นั้น แล้วก็พากันยกไป ณ ค่ายจิ้นพี้ซึ่งตั้งอยู่ตำบลเอียบเอ๋

งุยอันลี้อ๋องเมาสุรานอนหลับอยู่ในห้อง ครั้นสว่างสร่างเมาตื่นขึ้นก็ยังไม่รู้ว่าตราหาย เพลาวันหนึ่งนึกได้ค้นหาก็มิได้เห็นจึงเรียกนางยูกี๋ภรรยาเข้ามาถามว่า ตราของเราหายไปเจ้าเห็นบ้างหรือไม่ นางยูกี๋จึงแกล้งว่าตราอยู่กับตัวท่าน ท่านจะวางลืมไว้แห่งใดข้าพเจ้าหาแจ้งไม่ งุยอันลี้อ๋องจึงตอบว่า เราวางไว้ริมตัวหลับไปเห็นจะเป็นอีพวกที่เราใช้อยู่เหล่านี้ลัก จึงสั่งไท้ก้ามงันอึนให้เอาบ่าวผู้หญิงทั้งปวงไปไล่เลียงถามให้ออกความว่าใครลักเอาไป งันอึนนึกหัวเราะด้วยรู้ว่านางยูกี๋ลักตราไปให้สินเลงกุ๋น จึงแสร้งคำนับพาหญิงคนใช้เหล่านั้นออกมาไล่เลียงถาม หวังมิให้งุยอันลี้อ๋องสงสัยแล้วกลับเข้าไปแจ้งความว่า ข้าพเจ้าซักไซ้หนักแล้วก็หาได้ความว่าผู้ใดลักเอาไปไม่ ครั้นจะเฆี่ยนตีข่มขี่เอาเล่าก็ยังไม่มีข้อพิรุธสิ่งใด

งุยอันลี้อ๋องได้ฟังดังนั้น จึงนิ่งนึกตรึกตรองอยู่เป็นครู่แล้วคิดได้ว่าเห็นจะเป็นสินเลงกุ๋นติดสอยให้ผู้ใดลักเอาตราของเราไป ด้วยสินเลงกุ๋นมาขอกองทัพไปช่วยเมืองเตียวเราหาให้ไม่ คงลักเอาตรานี้ไปอุบายบอกจิ้นพี้นายทหารใหญ่ ซึ่งอยู่เมืองเอียบเอ๋เป็นเมืองหน้าด่านนั้นว่าเราให้ทหารไปช่วยเมืองเตียวเป็นมั่นคง จึงใช้คนไปเรียกสินเลงกุ๋นก็หาพบตัวไม่ คนที่เฝ้าบ้านบอกว่าพาทหารไปช่วยเมืองเตียวได้สามวันแล้ว งุยอันลี้อ๋องโกรธนัก จึงใช้อวยเก๋งคุมทหารรีบไปยังเมืองเอียบเอ๋อันเป็นเมืองหน้าด่านทางที่จะไปเมืองงุย จับตัวสินเลงกุ๋นมาให้จงได้ อวยเก๋งก็คำนับรับคำแล้วพาทหารรีบตามไป

ฝ่ายเตียวเฮาเซงอ๋องคอยทัพเมืองงุยอยู่หลายวันแล้วก็หาเห็นยกมาไม่ พวกราษฎรในเมืองจึงปรึกษากันว่าจะสู้ทัพเมืองจิ๋นไม่ได้ ถ้าทหารเจียวเสียงอ๋องตีหักเข้ามาได้ก็จะฆ่าพวกเราเสีย จำเราจะเปิดประตูออกไปรับจึงจะพ้นอันตราย ปรึกษายังไม่ตกลงกัน กิตติศัพท์อันนี้รู้ไปถึงเตียวเฮาเซงอ๋อง เตียวเฮาเซงอ๋องตกใจนัก จึงใช้หลีตั๋งไปบอกเตียวสินซึ่งเป็นเพงง่วนกุนน้องตัวนั้น ว่าบัดนี้ราษฎรจะเปิดประตูรับทัพเมืองจิ๋น จงคิดอย่าให้ราษฎรเอาใจออกห่างได้ หลีตั๋งก็มาบอกความให้เตียวสินฟังทุกประการ เตียวสินวิตกนักนิ่งตรึกตรองอยู่ ครั้นคิดได้จึงให้คนไปเบิกเอาเงินทองมา แล้วพาหลีตั๋งไปเที่ยวแจกจ่ายให้ราษฎรและทหารทั้งปวง จึงว่าแม้นไม่พอเพียงที่จะเลี้ยงบุตรภรรยาแล้วจงบอกเรา เราจะให้อีก ทหารและราษฎรก็มีใจรักใคร่เตียวสินเป็นอันมาก จึงว่าเพลาคํ่าวันนี้ข้าพเจ้าทั้งปวงจะอาสาออกไปปล้นค่ายทหารเมืองจิ๋นให้แตกยับเยินจงได้ เตียวสินยินดีนักจึงว่ากับหลีตั๋งว่า ท่านจงเป็นแม่ทัพยกออกไปในกลางคืนวันนี้ หลีตั๋งก็รับคำ ครั้นคํ่าลงจึงจัดแจงทหารเข้าขบวนทัพ เปิดประตูลอบออกไปปล้นค่ายอองงึด อองงึดกับทหารทั้งปวงกำเริบใจว่าพวกเมืองเตียวกลัวฝีมือก็มิได้ระไวระวัง ครั้นหลีตั๋งกับทหารตีค่ายเข้ามาก็ตื่นตกใจ บ้างฉวยได้เสื้อและกางเกงของตัวมิได้คิดจะสู้รบวิ่งหนีกระจัดกระจายไป ที่ใจกล้าชาติเชื้อทหารก็ถืออาวุธเข้าสู้รบเป็นตะลุมบอน อองงึดตื่นขึ้นเห็นดังนั้นรีบแต่งตัวถืออาวุธสำหรับมือเร่งทหารให้รบต้านทานไว้เป็นสามารถ ครั้นเห็นทหารล้มตายไปประมาณพันเศษก็เสียใจ ทิ้งค่ายเสียยกทหารถอยออกมา พอเวลารุ่งเช้าพวกทหารหนีไปก็กลับมาเป็นอันมาก อองงึดจึงให้ตั้งค่ายลงใกล้เมืองประมาณห้าสิบเส้น

ฝ่ายหลีตั๋งครั้นมีชัยชนะทหารเมืองจิ๋นแล้ว ก็กลับเข้ามาแจ้งความเตียวสินทุกประการ เตียวสินยินดีนักจึงปูนบำเหน็จทหารที่อาสาออกไปพอสมควร หลีตั๋งก็ลากลับมาบ้านให้ยอกเสียดระบมไปทั้งตัว ด้วยเมื่อปล้นค่ายนั้นทหารอองงึดเอาลูกตุ้มและกระบองทุบเอาเป็นอันมาก ขณะเมื่อรบอยู่นั้นหารู้ว่าเจ็บไม่ ครั้นถอดเสื้อและเกราะออกเสียจึงรู้สึกว่าตัวป่วย ก็ให้สะท้านร้อนสะท้านหนาวเมื่อยมึนมืดหน้านอนอยู่ในห้องลุกขึ้นนั่งหาได้ไม่ คนพยาบาลก็ไปบอกเตียวสินตามหลีตั๋งป่วยทุกประการ เตียวสินจึงให้แพทย์ไปรักษาวางยาหลายขนานก็หาบรรเทาไม่ โรคนั้นกำเริบขึ้นก็ขาดใจตาย เตียวสินเสียดายนักจึงมาบอกเตียวเฮาเซงอ๋อง เตียวเฮาเซงอ๋องจึงให้เอาศพไปฝังตามอย่างขุนนางแต่ก่อน

ฝ่ายสินเลงกุ๋นพาทหารรีบมาถึงเมืองเอียบเอ๋ จึงเข้าไปหาจิ้นพี้แกล้งอุบายบอกว่า เตียวเฮาเซงอ๋องมีความกรุณาท่านว่ามาอยู่เมืองงุยหน้าด่านนี้ต้องออกตรวจตราดูแลฝึกปรือทหารเป็นกังวลนัก อนึ่งตัวท่านก็ชราลงทุกวัน ซึ่งจะว่าที่แม่ทัพบังคับทแกล้วทหารต่อไปนั้นเห็นจะลำบากกาย จึงให้ข้าพเจ้าเอาตรามาให้จิ้นพี้ดู จิ้นพี้รับมาดูก็รู้ว่าตราของเจ้าเมืองเตียว จึงคิดว่าตั้งแต่งุยอันลี้อ๋องตั้งให้เราเป็นที่งวนโซยก็มิได้เพลี่ยงพลํ้าเสียทีเลย เหตุใดจึงจะถอดเราเสีย อนึ่งถ้าจริงเหมือนสินเลงกุ๋นว่า ก็จะมีหนังสือมาถึงเราสักฉบับหนึ่ง นี่มีแต่ดวงตรามา เห็นผิดประหลาดนัก จึงแกล้งว่าทหารก็เจ็บป่วยล้มตายเสียบ้าง ยังเหลืออยู่สักเท่าใดก็ยังหารู้ไม่จะต้องทำบัญชีชื่อเสียงให้ท่านใหม่ เราขอผัดอีกสักสามสี่วันก่อน สินเลงกุ๋นจึงว่าเจ้าเมืองสั่งให้ยกไปช่วยเมืองเตียวซึ่งท่านผัดให้เนิ่นช้าไปดังนี้ การของงุยอันลี้อ๋องจะมิเสียไปหรือ

จิ้นพี้ได้ฟังดังนั้นจึงตอบตามจริงว่าเรายังนึกแคลงอยู่ ถ้าเจ้าเมืองใช้ท่านมาจริงก็คงจะมีหนังสือมาถึงเรา นี่ท่านจะเอาตรามาแต่ไหนเราก็หารู้ไม่ จะต้องมีหนังสือไปถึงงุยอันลี้อ๋องถามดูให้แน่นอน จูไหยืนอยู่ข้างสินเลงกุ๋นได้ฟังจิ้นพี้ว่าดังนั้น นึกโกรธตวาดเอาแล้วว่า เจ้าเมืองมอบตราอาชญาสิทธิ์มาแล้ว ยังจะขืนสืบสวนทวนไปถามให้ยืดยาวความอีกเล่า ตัวจะคิดกบฏชิงเอาสมบัติในเมืองงุยหรือจึงหาฟังคำเจ้าเมืองไม่ จิ้นพี้ได้ยินดังนั้นเหลียวหน้ามาดู จูไหก็เอาลูกตุ้มเหล็กหนักยี่สิบชั่งตีเอาจิ้นพี้สมองแตกขาดใจตาย สินเลงกุ๋นเห็นดังนั้นจึงหยิบตราชูขึ้นแล้วร้องประกาศกับทหารจิ้นพี้ว่า เจ้าเมืองให้ตราอาชญาสิทธิ์เรามาเป็นแม่ทัพยกไปช่วยเมืองเตียว จิ้นพี้ขัดขืนไม่ยอมทำตามคำเจ้าเมืองงุยจึงฆ่าเสีย ท่านทั้งปวงอย่าตกใจเลย จงรีบไปทำตามเจ้าเมืองสั่งด้วยกันเถิด ทหารจิ้นพี้ได้ฟังดังนั้นคิดว่างุยอันลี้อ๋องใช้มาจริงก็พากันมาเข้าด้วยสินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นก็จัดแจงจะยกไปเมืองเตียว

ขณะนั้นอวยเก๋งซึ่งเจ้าเมืองใช้มานั้น ครั้นถึงรู้ว่าสินเลงกุ๋นฆ่าจิ้นพี้เสียแล้วก็สะดุ้งตกใจ สินเลงกุ๋นเห็นอวยเก๋งก็รู้ว่าเจ้าเมืองใช้ให้มาจึงทำหน้าตึงเหมือนหนึ่งโกรธนิ่งขึงอยู่ อวยเก๋งจึงว่า บัดนี้สินเลงกุ๋นฆ่าจิ้นพี้เสียแล้ว ทหารสิบหมื่นก็เข้าด้วยสินเลงกุ๋น อันทหารที่มากับเราก็น้อยนัก ซึ่งจะคิดจับสินเลงกุ๋นไปให้เจ้าเมืองนั้น อุปมาเหมือนหนึ่งเนื้อเข้าสู้กับเสือหาต้องการไม่ จำจะกลับไปบอกงุยอันลี้อ๋องจึงจะชอบ สินเลงกุ๋นรู้ในนํ้าจิตอวยเก๋งจึงว่า ท่านได้มาแล้วอย่ากลับไปเลย จงพาทหารไปช่วยเมืองเตียวด้วยกันเถิด อวยเก๋งได้ฟังดังนั้น ครั้นจะแข็งขัดไม่รับคำก็เกรงกลัวสินเลงกุ๋นจะฆ่าเสีย จึงว่าข้าพเจ้าจะไปด้วยท่าน แล้วจึงลอบกระซิบสั่งคนสนิทให้กลับไปบอกงุยอันลี้อ๋อง คนสนิทก็รีบไปเมืองงุย สินเลงกุ๋นก็แบ่งทหารให้อยู่รักษาเมือง จัดเข้าขบวนทัพประมาณแปดหมื่น อวยเก๋งยกไปยังเมืองเตียว ครั้นมาใกล้แลเห็นค่ายอองงึดนายทัพเมืองจิ๋นตั้งอยู่จึงปรึกษาทหารทั้งปวงว่า จำเราจะเข้าตีเอาค่ายพวกเมืองจิ๋นอย่าให้ทันรู้ตัว ทหารก็พร้อมใจกันรีบเร่งเข้าตีกองทัพอองงึด อองงึดไม่ทันรู้ตัวก็ตกใจ ไล่ทหารเข้ารบเป็นตะลุมบอนมิได้เป็นขบวน ทัพก็แตกระส่ำระสายทหารก็ล้มตายเป็นอันมาก อองงึดก็พาทหารที่เหลืออยู่นั้นทิ้งค่ายเสีย หนีรีบไปหาเจียวเสียงอ๋องยังริมแม่น้ำหุนจุย สินเลงกุ๋นก็ยกทัพเข้าไปตั้งประชิดทัพแต้อันเผงทหารเมืองจิ๋นไว้ แต้อันเผงเห็นจะสู้สินเลงกุ๋นมิได้ ครั้นจะเลิกทัพไปก็ขัดขวางด้วยสินเลงกุ๋นยกมาตั้งปิดทางข้างหน้าไว้ จึงคิดว่าจำเราจะเข้าด้วยสินเลงกุ๋นจึงจะรอดจากความตาย คิดแล้วร้องประกาศกับทหารของตัวว่า พวกเราเห็นจะสู้ทัพเมืองงุยไม่ได้ จะต้องยอมเข้าด้วยสินเลงกุ๋น ทหารก็เห็นชอบด้วย แต้อันเผงก็พาทหารสองหมื่นมาเข้าด้วยสินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นยินดีนัก ถามถึงทัพเจ้าเมืองจิ๋นว่ายกทหารมามากน้อยเท่าใด แต้อันเผงก็บอกความจริงทุกประการ

ฝ่ายอองงึดครั้นหนีมาถึงค่ายเจ้าเมืองจิ๋น จึงเข้าไปแจ้งความกับเจียวเสียงอ๋องว่า ทัพเมืองงุยยกเป็นทัพโจรลอบมาตีค่ายข้าพเจ้าหาทันรู้ตัวไม่ จึงได้แตกหนีมาโทษถึงตายอยู่แล้ว แต่ข้าพเจ้าขอชีวิตไว้สักครั้งหนึ่งเถิด เจียวเสียงอ๋องโกรธนัก จึงด่าว่าอ้ายหาสติปัญญาไม่ ทำให้พลอยอายขายหน้าด้วย แต่ได้มีความชอบไว้บ้างจะยกโทษให้ครั้งหนึ่ง พอทหารเข้ามาบอกว่าบัดนี้แต้อันเผงกลับไปเข้าด้วยสินเลงกุ๋นเสีย แล้วเจียวเสียงอ๋องได้ฟังเสียใจนัก จึงคิดว่าทัพสามหัวเมืองยกมาช่วยเมืองเตียว เห็นเหลือกำลังทหารเราจำจะยกกลับไปเมืองเสียก่อน จึงจัดแจงทหารพร้อมแล้วก็เลิกทัพกลับไปเมืองจิ๋น อุยเอียดซึ่งเป็นที่ซุนซินกุ๋นขุนนางเมืองฌ้อกับขุนนางเมืองหัน ครั้นรู้ว่าทัพเมืองจิ๋นเลิกไปแล้วต่างคนก็ยกทหารกลับไป

ฝ่ายเตียวเฮาเซงอ๋องเจ้าเมืองเตียวครั้นแจ้งว่าสินเลงกุ๋นน้องภรรยาเตียวสินยกทัพมา ซ้ำตีทัพอองงึดแตกกระจัดกระจายไป เจ้าเมืองจิ๋นกลัวฝีมือเลิกราไปแล้วก็ยินดี แต่ซุนซินกุ๋นขุนนางเมืองฌ้อกับเมืองหันซึ่งยกมาช่วยนั้นก็พลอยยกกลับไปเสียด้วย ยังแต่สินเลงกุ๋น จึงจัดแจงกวาดแผ้วที่อยู่ปูลาดให้สะอาดสะอ้านงดงามดี แล้วให้แต่งโต๊ะไว้เป็นสองอย่าง ที่จะให้สินเลงกุ๋นนั้นล้วนของดีที่โอชารสอร่อยเป็นอันมาก แต่ที่เลี้ยงทหารนั้นประมาณลง ครั้นเสร็จชวนขุนนางทั้งปวงเปิดประตูเมืองออกไปหาสินเลงกุ๋นแล้วว่า ครั้งนี้แม้นไม่ได้ท่านยกมาช่วย เมืองเตียวก็จะเสียแก่ข้าศึก ข้าพเจ้าที่ไหนจะรอดตาย ท่านมีคุณไว้ครั้งนี้เป็นอันมาก ถึงจะตายไปก็ไม่ลืมคุณท่านเลย ข้าพเจ้าออกมาบัดนี้หวังจะเชิญท่านเข้าไปในเมือง สินเลงกุ๋นได้ฟังเตียวเฮาเซงอ๋องสรรเสริญคุณขึ้นดังนั้นยินดีเป็นกำลังนั่งยิ้มอิ่มใจอยู่ จูไหเห็นก็รู้ว่าสินเลงกุ๋นคิดกำเริบใจ จึงคิดเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบอกว่า คำโบราณท่านย่อมว่า ถ้าผู้ใดมีคุณก็ต้องสนองคุณเขา ถ้าท่านมีคุณกับเขา เขาก็คงคิดตอบแทนคุณท่านเหมือนกัน ซึ่งเรามีคุณไว้กับเตียวเฮาเซงอ๋อง เตียวเฮาเซงอ๋องก็คงคิดตอบแทนให้สมที่เรามีคุณไว้ ท่านอย่าคิดกำเริบใจนักเลย ข้าพเจ้าเห็นหาต้องการไม่ จะคิดแก้แต่เพียงที่งุยอันลี้อ๋องโกรธท่านให้หายเสียก่อนเถิด อันเตียวเฮาเซงอ๋องไหนๆ ก็คงจะสนองคุณท่านอยู่เอง ชอบแต่จะทำเฉยเสียจึงควร

สินเลงกุ๋นได้ฟังจูไหว่าถูกใจก็คิดอายได้สตินิ่งอยู่มิได้ตอบประการใด ต่อเตียวเฮาเซงอ๋องซ้ำเตือนอีก สินเลงกุ๋นก็จัดแจงกองทัพยกเข้าไปในเมือง เตียวเฮาเซงอ๋องก็พาสินเลงกุ๋นมาถึงที่อยู่ จึงเชิญให้ขึ้นทางประตูที่ทำไว้สำหรับเจ้าเมืองนั้น สินเลงกุ๋นคิดละอายอยู่หาขึ้นไปไม่ เลี้ยวมาขึ้นเสียทางประตูที่ขุนนางเคยเข้าออก เตียวเฮาเซงอ๋องก็ให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงทหารทั้งปวง แล้วเชิญสินเลงกุ๋นให้กินโต๊ะรินสุราส่งให้ จึงว่าครั้งนี้ท่านมีคุณไว้เป็นอันมากเหลือที่จะประมาณได้ สินเลงกุ๋นรับจอกสุรามาวางไว้แล้วแกล้งตอบว่า เจียวเสียงอ๋องยกกลับไปครั้งนี้ก็เพราะทัพเมืองฌ้อเมืองหันดอก อนึ่งข้าพเจ้าตีทัพอองงึดนั้นก็ได้โดยง่าย ไม่ลำบากเหน็ดเหนื่อยทแกล้วทหารนัก ท่านจะมายกเอาว่ามีคุณมากนั้นข้าพเจ้าเห็นหาถูกต้องไม่

เตียวเฮาเซงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็นิ่งตรึกตรองอยู่ ครั้นทหารสินเลงกุ๋นกินอิ่มแล้ว เตียวเฮาเซงอ๋องจึงเอาเงินทองมาปูนบำเหน็จให้พอสมควร แล้วสั่งขุนนางเจ้าพนักงานให้จัดที่กงก๊วนให้สินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นก็คำนับลาพาทหารมาที่อยู่ เตียวเฮาเซงอ๋องจึงปรึกษาเตียวสินว่า เราคิดไว้ว่าจะยกบ้านส่วยห้าตำบลให้กับสินเลงกุ๋น แต่เราเห็นน้อยนักหาสมควรกับที่เขามีคุณไว้ไม่ เราคิดอายอยู่จึงนิ่งเสีย ท่านจงเอาแผนที่นี้ไปให้แทนเราหน่อยเถิด เตียวสินก็คำนับรับแผนที่รีบมาหาสินเลงกุ๋นแล้วว่า เตียวเฮาเซงอ๋องพี่ข้าพเจ้าจะยกบ้านส่วยห้าตำบลซึ่งขึ้นกับเมืองเตียวให้ท่าน ครั้นจะออกปากให้ก็เกรงใจว่าที่นั้นน้อยนัก จึงให้ข้าพเจ้าเอาแผนที่มามอบให้ท่าน ขอท่านจงรับไว้อย่าให้สูญเสียไมตรีเลย

สินเลงกุ๋นได้ฟังดังนั้นก็แกล้งทำไม่รับแล้วว่าข้าพเจ้าหาต้องการไม่ เตียวสินก็อ้อนวอนต่างๆ สินเลงกุ๋นก็รับไว้ เตียวสินก็ลากลับไปบ้าน สินเลงกุนก็หาสบายไม่ ให้คิดกลัวเจ้าเมืองงุยนัก จึงเรียกอวยเก๋งเข้ามาแล้วว่า ท่านจงเอาตรากับทหารทั้งปวงของจิ้นพี้ไปคืนให้งุยอันลี้อ๋อง แล้วคิดอ่านขยับขยายพูดจาอย่าให้งุยอันลี้อ๋องโกรธเรามากได้ อวยเก๋งก็รับตรามาจัดแจงทหารพร้อมแล้วก็ยกทัพกลับไปเมืองงุย

สินเลงกุ๋นครั้นอวยเก๋งไปแล้วค่อยคลายวิตก เวลาวันหนึ่งเข้ามาหาเตียวเฮาเซงอ๋องยังที่ว่าราชการ เตียวเฮาเซงอ๋องก็พูดจาเอาใจต่างๆ แล้วคิดขึ้นได้ถึงฬ่อตงเหลียน จึงเรียกมาแล้วจัดแจงข้าวของทองเงินรางวัลให้ฬ่อตงเหลียน ฬ่อตงเหลียนก็ไม่เอา ว่าข้าพเจ้าหาอยากที่จะเป็นคนมั่งมีเงินทองไม่ อยากแต่จะเที่ยวเล่นตามลำพังของตัว เตียวสินกับสินเลงกุ๋นก็ช่วยอ้อนวอนว่ากล่าวจะให้อยู่ทำราชการ ฬ่อตงเหลียนก็หายอมไม่ แล้วก็ลากลับไปเสีย สินเลงกุ๋นครั้นเห็นฬ่อตงเหลียนไปแล้วก็คำนับลามาที่อยู่

ขณะนั้นในเมืองเตียวมีซินแสผู้เฒ่าอยู่สองคน ชื่อม่อก๋งคนหนึ่ง ชื่อซิก๋งคนหนึ่ง เป็นคนมีสติปัญญาพูดจาเฉลียวฉลาด รู้ประมาณการรอบคอบตื้นลึกและหนักเบาก็เข้าใจสิ้น แต่เตียวสินซึ่งเป็นที่เพงง่วนกุนสำเร็จราชการนั้นรักแต่คนที่มีกำลังฝีมือ หาชอบคนที่มีสติปัญญาไม่ ม่อก๋ง ซิก๋ง จึงไม่เข้าทำราชการ แต่ม่อก๋งนั้นอาศัยอยู่ในบ้านพวกนักเลงเล่นเบี้ย ซิก๋งอาศัยอยู่กับพวกเสพสุรา เวลาวันหนึ่งสินเลงกุ๋นคิดว่าเมื่อเราอยู่ในเมืองงุยนั้นได้ยินกิตติศัพท์ลือไปว่าคนมีสติปัญญาอยู่ในเมืองเตียวนี้สองคน แต่จะดีเหมือนข่าวเขาลือหรือไม่จริงก็ยังไม่แจ้ง จึงใช้จูไหให้สืบดู จูไหก็รีบมาเที่ยวถามพวกราษฎรว่า ม่อก๋ง ซิก๋งนั้นอยู่แห่งใด ราษฎรก็ชี้บ้านคนทั้งสองให้ จูไหก็เดินมาริมบ้านซักทราบความรู้ว่าม่อก๋ง ซิก๋ง เป็นคนมีสติปัญญาอยู่บ้านนี้จริงก็รีบมาบอกสินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นยินดีนัก ก็ขึ้นเกวียนพาจูไหมายังบ้านคนทั้งสอง ม่อก๋ง ซิก๋ง รู้ว่าสินเลงกุ๋นมาหาก็แกล้งหลบตัวเสียหาให้พบไม่ สินเลงกุ๋นก็กลับมาที่อยู่แล้วไปหาอีกเป็นหลายครั้งก็หาพบตัวไม่ เวลาวันหนึ่งสินเลงกุ๋นจึงแกล้งแปลงปลอมให้เหมือนชาวเมืองเตียวชวนจูไหเดินมายังบ้านม่อก๋ง ซิก๋ง

ขณะนั้นม่อก๋งมาเสพสุราพูดเล่นอยู่กับซิก๋ง พอสินเลงกุ๋นมาถึงก็ตรงเข้าไปในเรือน แลเห็นคนทั้งสองนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกันก็นึกคะเนว่าเห็นจะเป็นม่อก๋ง ซิก๋ง เป็นมั่นคง จึงถามว่าท่านทั้งสองนี้ชื่อไร ม่อก๋ง ซิก๋ง ได้ยินดังนั้นเงยหน้าขึ้นดูเห็นสินเลงกุ๋นจูไห คิดว่าคนนักเลงสุราจะมาซื้อเหล้ารับประทานก็มิได้สงสัย จึงบอกตามตรงว่าเราชื่อม่อก๋งกับซิก๋ง ท่านชื่อใดจึงหารู้จักเราไม่ สินเลงกุ๋นดีใจนักจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อกงจูบอกี๋ได้เป็นที่สินเลงกุ๋นอยู่เมืองงุย เขาเลื่องลือไปว่าท่านมีสติปัญญาจึงมาหาท่านก็ไม่ใคร่พบ วันนี้ปะท่านข้าพเจ้ายินดีนักจะสนทนาเล่นให้สบาย ม่อก๋งซิก๋งได้ฟังดังนั้นก็หันหน้ามาแลดูกันแล้วหัวเราะ คิดว่าเราแกล้งหลบเป็นหลายครั้ง สินเลงกุ๋นก็อุตส่าห์มาเนืองๆ วันนี้คิดอ่านแปลงตัวมาจนพบเราได้ เห็นจะรักเราทั้งสองเป็นอันมากจึงเพียรทำดังนี้ คิดแล้วจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามีสติปัญญาน้อยแต่เห็นท่านก็มีใจรักใคร่เป็นอันมาก ท่านขัดสนสงสัยสิ่งใดถ้ารู้แล้วก็จะบอกท่านตามจริง สินเลงกุ๋นยินดีนัก ก็ถามถึงเรื่องที่ลํ้าลึกแต่โบราณและข้อความต่างๆ ม่อก๋ง ซิก๋ง ก็บอกให้มิได้อำพรางไว้เลย สินเลงกุ๋นก็ชอบใจไปที่บ้านนั้นเนืองๆ มิได้ขาด

ขณะนั้นคนใช้เตียวสินมาบอกเตียวสินว่าข้าพเจ้าเห็นสินเลงกุ๋นน้องภรรยาท่านไปคบค้าชอบอัชฌาสัยกับพวกนักเลงสุราและพวกเล่นเบี้ยไปมาหากันมิได้ขาด เตียวสินได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปเล่าความให้ฮูหยินพี่สาวสินเลงกุ๋นฟังทุกประการแล้วว่า เดิมเราคิดว่าน้องท่านมีสติปัญญาและฝีมือมากกว่าพี่น้องทั้งปวง มิรู้มาเสพสุราเที่ยวเล่นเป็นคนหาดีไม่ นางฮูหยินก็คิดโกรธนักแต่ยังหารู้แน่ไม่ พอเวลาวันหนึ่งสินเลงกุ๋นมาหานางฮูหยิน นางฮูหยินจึงแจ้งความตามเตียวสินว่านั้นให้ฟังทุกประการ

สินเลงกุ๋นจึงตอบว่า อันเตียวสินนี้หารักคนที่มีสติปัญญาไม่ ชอบแต่ที่คนมีกำลังและฝีมือจึงไม่รู้จักคนดี ซึ่งข้าพเจ้าเข้าไปในบ้านพวกนักเลงเนืองๆ นั้น เมื่อข้าพเจ้าอยู่เมืองงุยได้ยินข่าวว่า ม่อก๋ง ซิก๋งเป็นคนมีปัญญาหลักแหลมอยู่ในเมืองเตียว แต่เตียวสินนั้นหารู้จักไม่ ข้าพเจ้าสืบเสาะรู้ว่าคนทั้งสองอาศัยอยู่ในบ้านพวกนักเลงจึงได้ไปหาพูดจาฝากตัวให้สั่งสอนเป็นสานุศิษย์ อันผู้เฒ่าทั้งสองนี้เป็นคนดีหาผู้เสมอมิได้ อันปัญญาอย่างข้าพเจ้านี้ถึงจะไปขอตามหลังคนทั้งสองเมื่อไปเที่ยวเดินเล่น ผู้เฒ่าทั้งสองก็หาอยากเอาไปด้วยไม่ เพราะปัญญานั้นดีกว่าเราเป็นอันมาก นางฮูหยินก็นิ่งอยู่ ครั้นสินเลงกุ๋นกลับไปแล้วจึงไปบอกเตียวสินตามคำสินเลงกุ๋นว่านั้นให้ฟังทุกประการ เตียวสินก็หัวเราะหาได้ตอบประการใดไม่ สินเลงกุ๋นมาถึงบ้านจึงคิดว่าเราจะอยู่ในเมืองเตียวนี้เห็นจะไม่สบายด้วยเตียวสินติเตียนว่าเราเป็นคนไม่ดี จะอยู่ไปทำไมเล่า ก็ชวนพวกพ้องจัดแจงสิ่งของลงบรรทุกเกวียนไว้หมายจะไปจากเมืองเตียว

ขณะนั้นเตียวสินรู้ว่าสินเลงกุ๋นจะไปเสียจากเมืองตกใจนัก จึงไปหาภรรยาบอกว่า ตั้งแต่น้องท่านมาอยู่ในเมืองนี้เราก็มิได้ทำให้เดือดเนื้อร้อนใจสิ่งใดเลย บัดนี้เหตุใดจึงจะไปเสียจากเมืองนี้เล่า นางฮูหยินจึงตอบว่า ท่านติเตียนน้องข้าพเจ้าว่าไปคบค้าด้วยคนพาล สินเลงกุ๋นน้อยใจว่าไม่จริงเหมือนคำท่านจึงจะไปเสียจากเมืองนี้ เพงง่วนกุนได้ฟังภรรยาว่าดังนั้นนึกอายใจนัก จึงคิดว่าคนสองคนอยู่ในเมืองเตียวเป็นคนมีสติปัญญาเป็นอันมาก สินเลงกุ๋นอยู่ถึงเมืองงุยยังรู้ว่า ม่อก๋ง ซิก๋ง เป็นคนดีอยู่ในเมืองเตียว ซึ่งตัวเรานี้จะเปรียบด้วยสินเลงกุ๋นนั้นยังไกลกันนัก เพงง่วนกุนคิดดังนั้นแล้วจึงไปหาสินเลงกุ๋นที่กงก๊วน เพงง่วนกุนคำนับแล้วจึงว่าข้าพเจ้าได้พูดผิดไปแล้ว ท่านอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย สินเลงกุ๋นได้ฟังเพงง่วนกุนมาลุกะโทษดังนั้นก็ยังหากลับไปเมืองงุยไม่ จึงอยู่ในเมืองเตียวไปตามเดิม

ขณะนั้นพวกพ้องของเพงง่วนกุนรู้ว่าสินเลงกุ๋นมีสติปัญญามากก็พากันมาอยู่กับสินเลงกุ๋นส่วนหนึ่ง อยู่กับเพงง่วนกุนส่วนหนึ่ง ฝ่ายคนทั้งปวงซึ่งมาแต่หัวเมืองอื่นๆ ที่จะมาอยู่ด้วยเพงง่วนกุนก็กลับพากันมาอยู่เสียกับสินเลงกุ๋น ไม่มีผู้ใดออกชื่อถามถึงเพงง่วนกุนเลย

ฝ่ายงุยอันลี้อ๋องเจ้าเมืองงุยนั้น ได้ข่าวอวยเก๋งใช้ให้คนมาแจ้งความว่าตราของท่านที่หายนั้น คือสินเลงกุ๋นลักเอาไปแล้วฆ่าจิ้นพี้เสียตั้งตัวขึ้นเป็นแม่ทัพแทน จึงยกไปช่วยเมืองเตียวแล้วกักขังข้าพเจ้าไว้ในกองทัพ ว่าต่อทำศึกเสร็จแล้วจึงจะปล่อยให้ข้าพเจ้ากลับมาเมืองงุย งุยอันลี้อ๋องได้แจ้งข่าวที่อวยเก๋งให้คนมาบอกดังนั้นก็โกรธ จึงใช้ทหารไปจับพวกพ้องของสินเลงกุ๋นที่ยังอยู่ในเมืองงุยหมายจะฆ่าเสียให้สิ้น

ขณะนั้นกิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงนางยูกี๋ภรรยางุยอันลี้อ๋อง นางยูกี๋ก็มาหางุยอันลี้อ๋องคำนับแล้วจึงแจ้งความว่าท่านอย่าเพิ่งโกรธพวกพ้องสินเลงกุ๋นเลย ซึ่งตราของท่านหายไปนั้นสินเลงกุ๋นจะได้ลักเอาไปนั้นหามิได้ ความผิดอยู่กับข้าพเจ้าเอง ด้วยข้าพเจ้าลักเอาไปให้สินเลงกุ๋น งุยอันลี้อ๋องได้ยินนางยูกี๋แจ้งความดังนั้นก็โกรธกระทืบเท้าแล้วตวาดว่า อ้อตราของเรานั้นท่านลักเอาไปหรือ นางยูกี๋จึงตอบว่าบิดาข้าพเจ้ามีคนไปกระทำร้ายฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสีย ท่านก็เป็นเจ้าเมืองงุยก็หาได้พิจารณาแก้แค้นคนที่ฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสียไม่ สินเลงกุ๋นมีคุณแก่ข้าพเจ้าไปแก้แค้นแทนบิดาได้ ข้าพเจ้าคิดว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะแทนคุณสินเลงกุ๋นได้ แต่ข้าพเจ้าตรึกตรองอยู่เป็นหลายวัน

อยู่มาวันหนึ่งนางฮูหยินภรรยาสินเลงกุ๋นเข้ามาอ้อนวอนข้าพเจ้าทั้งกลางวันกลางคืนว่าให้ช่วยว่ากล่าวกับท่านให้ท่านยกไปช่วยเมืองเตียว ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าการที่ท่านให้จิ้นพี้ไปช่วยนั้น จิ้นพี้ก็ทำบิดพลิ้วเสียหาเต็มใจไปช่วยเมืองเตียวไม่ ข้าพเจ้าจึงคิดว่าสินเลงกุ๋นมีคุณกับข้าพเจ้าอยู่ บัดนี้จิ้นพี้แม่ทัพก็เพิกเฉยเสีย ข้าพเจ้าจึงลักเอาตราของท่านไปให้สินเลงกุ๋น ปรารถนาว่าจะได้ใช้แรงแทนคุณสินเลงกุ๋น สินเลงกุ๋นจะได้ไปว่ากล่าวให้จิ้นพี้มีความกลัวเกรง จะได้คิดอ่านให้ทหารไปช่วยเมืองเตียวให้เต็มมือ มีความอุปมาเหมือนคนกำลังวิวาทกันทั้งสองฝ่าย แต่มีผู้หนึ่งจะออกไปช่วย คนผู้นั้นมีผมเผ้าอันรุงรังยังไม่ทันที่จะหวีจะสาง ครั้นจะกลับมาหวีผมเสียก่อนนั้นจะออกไปช่วยทันเขาหรือ ข้าพเจ้าเห็นดังนี้จึงได้ลักเอาตราของท่านไปให้สินเลงกุ๋น ปรารถนาว่าจะให้สินเลงกุ๋นไปช่วยเมืองเตียว ถ้าสินเลงกุ๋นทำศึกมีชัยชนะแล้วกลับมาเมืองงุย หัวเมืองทั้งปวงก็จะสรรเสริญน้องชายท่านว่ามีฝีมืออันเข้มแข็ง คงคิดกลัวเกรงหามีผู้ใดมาทำอันตรายกับเมืองงุยไม่ การที่ข้าพเจ้ากระทำดังนี้ถึงชีวิตจะตายไป ข้าพเจ้าก็หาอาลัยไม่เพราะได้แทนคุณสินเลงกุ๋นแล้ว ข้อซึ่งท่านจะจับคนที่เป็นพวกพ้องของสินเลงกุ๋นมาฆ่าเสียนั้น ข้าพเจ้าก็ยังหาเห็นด้วยไม่ ถ้าสินเลงกุ๋นไปทำศึกแพ้มาก็คงจะกลับมารับโทษตามอาชญาที่ท่านจะกระทำ ถ้าเขาไปทำสงครามชนะมาท่านจะคิดอ่านเป็นประการใด

งุยอันลี้อ๋องได้ฟังนางยูกี๋ว่าดังนั้นก็นิ่งตรึกตรองอยู่เป็นครู่ใหญ่ ครั้นความโกรธค่อยบรรเทาลงแล้วจึงถามนางยูกี๋ว่า เมื่อท่านลักเอาตราของเราได้แล้ว มีผู้ใดเอาไปส่งให้สินเลงกุ๋นเล่า นางยูกี๋จึงบอกว่าคนที่ข้าพเจ้าส่งตราให้นั้นชื่องันอึนอันเป็นพวกขันที งุยอันลี้อ่องได้ฟังดังนั้นแล้วจึงสั่งให้จออิวไปจับงันอึนมัดมา แล้วงุยอันลี้อ๋องจึงถามว่าเหตุใดเอ็งจึงบังอาจเอาตราของเราไปยื่นให้กับสินเลงกุ๋นเล่า งันอึนจึงตอบว่า ข้าพเจ้าหารู้ว่าสิ่งของอันใดไม่ที่เรียกว่าตรานั้นข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นเลย นางยูกี๋ได้ยินงันอึนพูดดังนั้นก็ชายตามาดูแล้วจึงว่า เมื่อเวลาวันก่อนนั้นเราใช้ให้เจ้าเอาหีบดอกไม้ไปส่งให้สินเลงกุ๋นนั่นแหละคือหีบตราละ งันอึนได้แจ้งดังนั้นก็เสียใจแกล้งทำร้องไห้แล้วจึงตอบว่า ด้วยท่านเป็นนายได้บังคับแล้วใครเลยจะขัดขวางได้ แต่เมื่อท่านใช้ข้าพเจ้าให้เอาไปนั้นท่านบอกว่าเป็นหีบดอกไม้ แล้วเห็นผ้าห่ออยู่เป็นหลายชั้น ข้าพเจ้ามิได้พิจารณาว่าเป็นสิ่งใดอยู่ในห่อนั่นไม่ ครั้นเวลานี้ความตายมาถึงตัวข้าพเจ้าจึงรู้ว่าหีบตรา แกล้งว่าดังนั้นแล้วก็เสียใจนัก นางยูกี๋เห็นงันอึนร้องไห้ นางยูกี๋ก็ร้องไห้บ้างแล้วจึงว่ากับงุยอันลี้อ๋องว่า โทษที่งันอึนผิดครั้งนี้ข้าพเจ้าจะรับแทน ท่านอย่าลงโทษผู้อื่นเลย

งุยอันลี้อ๋องได้ฟังดังนั้นก็สั่งให้เอานางยูกี๋ไปขังไว้ในตึกเย็น แล้วให้เอาตัวงันอึนไปไว้ ณ คุก ภายหลังงุยอันลี้อ๋องจึงใช้ให้ทหารไปฟังข่าวว่าสินเลงกุ๋นจะแพ้หรือชนะ พวกทหารคำนับแล้วก็ลาไปฟังราชการที่ค่ายสินเลงกุ๋นก็ยังหาได้ความไม่ ครั้นอยู่มาประมาณได้สองเดือนเศษ สินเลงกุ๋นจึงใช้อวยเก๋งให้คุมทหารกับตรากลับมาเมืองงุย อวยเก๋งมาถึงแล้วก็เอาตราเข้าไปคำนับส่งให้งุยอันลี้อ๋อง แล้วแจ้งความที่สินเลงกุ๋นไปทำศึกมีชัยชนะแล้วอยู่ที่เมืองเตียวหาอาจกลับมาเมืองงุยไม่ ให้ข้าพเจ้ามาอ้อนวอนขอโทษท่าน งุยอันลี้อ๋องได้ฟังยังนิ่งอยู่ แต่ขุนนางทั้งปวงสรรเสริญงุยอันลี้อ๋องว่าสินเลงกุ๋นไปทำศึกมีชัยชนะครั้งนี้เพราะบารมีของท่านปกแผ่ไป แล้วต่างคนก็คุกเข่าลงคำนับ ยอเกียรติยศงุยอันลี้อ๋องว่าเป็นพระเจ้าหมื่นปี

งุยอันลี้อ๋องได้ฟังขุนนางทั้งปวงยกย่องตัวดังนั้นมีความยินดีนักจึงสั่งจออิวให้ไปถอดนางยูกี๋กับงันอึนมา จออิวก็คำนับลาไปถอดคนทั้งสองแล้วนำตัวเข้ามาหางุยอันลี้อ๋อง งุยอันลี้อ๋องจึงว่าโทษของตัวซึ่งทำผิดไว้นั้นเรายกให้ครั้งหนึ่ง ทีหลังอย่าได้กระทำต่อไป นางยูกี๋คำนับแล้วจึงว่า เมืองจิ๋นยกทัพมาล้อมเมืองเตียวไว้ เมืองจิ๋นถอยล่าไปครั้งนี้ก็เพราะบารมีของท่าน ข้างเมืองเตียวเล่าก็รู้จักคุณท่านเป็นอันมาก การทั้งนี้ก็เพราะสินเลงกุ๋นมีสติปัญญายกไปช่วย ซึ่งท่านได้สินเลงกุ๋นไปช่วยไว้เปรียบเหมือนกำแพงเมือง สินเลงกุ๋นเป็นคนสัตย์ซื่อ ทั้งมีนํ้าใจโอบอ้อมอารี แม้อยู่บ้านใดตำบลใดก็ควรจะเป็นที่นับถือได้ บัดนี้สินเลงกุ๋นตกอยู่เมืองเตียวหากลับมาไม่นั่นเพราะกลัวความผิด ขอให้ไปรับเอาตัวมาชุบเลี้ยงไว้ให้ดูการงานต่างหูต่างตาท่านด้วยสินเลงกุ๋นเป็นน้องของท่าน เห็นว่าจะดีกว่าคนอื่น ซึ่งเป็นขุนนางต่างนอกนั้นอีก โบราณท่านย่อมว่าไว้ว่า สิบคนอื่นเกื้อไม่เท่าเนื้อของตัว ขอท่านจงตรึกตรองดูเถิด

งุยอันลี้อ๋องจึงว่า สินเลงกุ๋นทำความผิดอยู่เราไม่เอาโทษก็เป็นบุญตัวแล้ว อันคุณกับโทษนั้นลบล้างกัน จึงสั่งให้ยกโทษพวกพ้องสินเลงกุ๋นซึ่งจำไว้แต่ก่อนนั้น ปล่อยเสียให้ไปอยู่ที่บ้านส่วยตามเดิม แต่ตัวสินเลงกุ๋นนั้นงุยอันลี้อ๋องหาได้ไปรับมาในเมืองงุยไม่ ตั้งแต่นั้นมาเมืองงุยกับเมืองเตียวทั้งสองเมืองก็เป็นไมตรีกัน

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องยกทัพกลับมา ครั้นมาใกล้แดนเมืองจิ๋น ขณะนั้นไทจูอันก๊กกุ๋นจึงชวนบุตรคนหนึ่งชื่ออองซุนจูฌ้อออกมารับเจียวเสียงอ๋องเข้ามาในเมืองจิ๋น คำนับแล้วพอไทจูฮัวก๊กกุ๋นแจ้งความว่าลีปุดอุยเป็นคนมีสติปัญญาพาเอาอองซุนจูฌ้อมาจากเมืองเตียวได้ เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงตั้งให้ลีปุดอุยเป็นที่แคะเคง แล้วรางวัลบ้านส่วยให้พันหนึ่ง ลีปุดอุยมีความยินดีนักก็คำนับลากลับมาบ้าน เวลาวันหนึ่งเจียวเสียงอ๋องออกว่าราชการจึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า ซึ่งแต้อันเผงไปยอมตัวอยู่กับสินเลงกุ๋นนั้นถ้าจะปรับโทษตามกฎหมายในแผ่นดินสืบๆ กันมาแล้ว โทษแต้อันเผงนี้ถึงประหารชีวิตเสียทั้งตัวและครอบครัวทั้งบุตรภรรยาด้วยจึงจะชอบ แต่จะต้องยกโทษไว้ครั้งหนึ่งด้วยแต้อันเผงนี้ฮวมซุยเป็นผู้ชักนำมา ถ้าเราจะลงโทษพวกพ้องของแต้อันเผงแล้วก็ต้องลงโทษฮวมซุยด้วย

ฝ่ายฮวมซุยนั้น ครั้นมาถึงเมืองจิ๋นแล้วก็มาคิดว่าแต้อันเผงกระทำความผิดดังนี้เราเป็นคนชักพามา ความผิดก็คงถึงเราด้วย ฮวมซุยคิดดังนั้นแล้วก็มีความทุกข์ร้อนนัก จึงคิดตรึกตรองว่าซึ่งตัวเราจะมาอยู่กับบ้านเรือนดังนี้หาควรไม่ จำเราจะไปคอยฟังดูที่ว่าราชการ เจียวเสียงอ๋องจะเอาโทษทัณฑ์เป็นประการใดก็ตามเถิด ฮวมซุยคิดดังนั้นแล้วก็มานั่งคอยฟังอยู่ที่ว่าราชการหามีความสบายไม่ กิตติศัพท์ก็ทราบไปถึงเจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องก็หาตัวฮวมซุยเข้ามาแล้วจึงพูดเอาใจว่า ซึ่งแต้อันเผงมาอยู่แต่เดิมนั้นเราตั้งให้เป็นขุนนางเองดอก ท่านหาได้เกี่ยวข้องไม่ ท่านจงกลับไปอยู่บ้านเรือนตามเดิมเถิดอย่าทุกข์ร้อนเลย ฮวมซุยได้ยินเจียวเสียงอ๋องว่าดังนั้น คำนับแล้วก็กลับมาอยู่บ้านดังเก่า

ขณะนั้นพวกขุนนางในเมืองจิ๋นจึงมาปรึกษาว่า ถ้าปะเป็นคนอื่นทำความผิดเหมือนแต้อันเผงแล้ว เจียวเสียงอ๋องคงประหารชีวิตเสียทั้งบุตรภรรยาเป็นมั่นคง พวกขุนนางพูดกันครั้งนั้นเนื้อความก็แจ้งไปถึงเจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องจึงคิดว่าฮวมซุยได้ยินคำขุนนางพูดดังนี้ก็จะกลับเป็นทุกข์ไปดังเก่า เจียวเสียงอ๋องจึงมีคำประกาศสั่งว่า ตั้งแต่วันนี้ไปถ้าผู้ใดเอาชื่อแต้อันเผงมาพูดในเมืองจิ๋นแล้วเราจะประหารชีวิตเสีย ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครพูดถึงแต้อันเผงเลย

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องก็กลับทวีข้าวของทองเงินให้ฮวมซุยมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ฮวมซุยจึงคิดว่าตัวเรามีความผิดอยู่เป็นอันมาก เหตุไฉนเจียวเสียงอ๋องกลับให้ข้าวของทวีขึ้น จำเราจะคิดสนองคุณให้เจ้าเราได้เป็นใหญ่ขึ้นกว่าหัวเมืองทั้งปวงจึงจะชอบ ฮวมซุยคิดดังนั้นแล้วก็เข้าไปหาเจียวเสียงอ๋อง คำนับแล้วแจ้งความว่า ท่านจงยกทัพไปตีเมืองตังจิวเถิดจะได้เป็นฮ่องเต้ เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เราจะให้เตียถังเป็นแม่ทัพคุมทหารยกไปเมืองหันก่อน ด้วยเมืองหันนั้นเป็นเมืองตั้งอยู่จำเพาะตรงทางที่จะไปเมืองตังจิว เราตีเมืองหันให้แตกแล้วจะได้ยกไปตีเมืองตังจิวได้โดยง่าย ขณะนั้นเจียวเสียงอ๋องกับฮวมซุยปรึกษากันก็ยังหาตกลงไม่ ฮวมซุยก็คำนับลามาบ้าน เจียวเสียงอ๋องก็กลับเข้าไปยังที่ข้างใน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ