๖๙

ฝ่ายฌ้อเลงอ๋องตั้งแต่สร้างเก๋งสูงขึ้น ให้ไปหาหัวเมืองทั้งปวงก็หามีผู้ใดมาไม่ มาแต่ฬ่อเจาก๋งเมืองเดียว ฌ้อเลงอ๋องคิดโกรธหัวเมืองทั้งปวงอยู่ ครั้นรู้ว่าจิ้นเปงก๋งสร้างเก๋งสูงขึ้นบ้าง ให้หาหัวเมืองมาชมเก๋ง เจ้าเมืองโอยเจ้าเมืองเตงไปก็โกรธเจ้าเมืองทั้งสองนัก จึงคิดว่าเจ้าเมืองทั้งสองนี้กลัวจิ้นเปงก๋งมากกว่าเรา จึงให้หาหงอกือเข้ามาปรึกษาว่า บัดนี้ทแกล้วทหารเราก็มีเป็นอันมาก คิดจะไปตีเอาเมืองตังจิวตั้งตัวขึ้นเป็นเมืองหลวง หัวเมืองทั้งปวงจะได้อยู่ในอำนาจเราท่านจะเห็นประการใด

หงอกือจึงตอบว่า ซึ่งท่านโกรธหัวเมืองทั้งปวงว่าให้หาไม่มานั้นหาควรไม่ หัวเมืองทั้งปวงเห็นว่าท่านให้หามาชมเก๋งสูงเป็นการเล่นไม่ต้องด้วยอย่างธรรมเนียมจึงหามาไม่ ถ้าแม้นท่านให้หามาทำสัจสาบานก็คงจะมาพร้อมกัน อนึ่งท่านจะให้ไปตีเมืองตังจิวนั้น พระเจ้าจิวเกงอ๋องไม่มีความผิดสิ่งใด ชอบแต่ท่านจะไปกำจัดแต่ที่เจ้าเมืองไม่อยู่ในยุติธรรมจึงจะชอบ

ฌ้อเลงอ๋องจึงถามว่า เมืองใดจะมีความผิดเล่า หงอกือจึงว่าเมืองชัวฆ่าบิดาของตัวเสียช้านานมาถึงเก้าปีแล้ว ท่านก็หาไปปราบปรามให้ราบคาบไม่ ควรที่จะไปจับเจ้าเมืองชัวเสีย หัวเมืองทั้งปวงจะได้สรรเสริญท่าน แล้วที่เมืองชัวก็จะเป็นสิทธิ์ของเรา ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงว่าจะต้องฝึกปรือทแกล้วทหารให้ชำนิชำนาญเสียก่อนจึงจะยกไปปราบปรามหัวเมือง หงอกือได้ฟังดังนั้นก็คำนับลากลับมายังบ้าน

ฝ่ายตินอายก๋งเจ้าเมืองติน มีภรรยาหลวงคนหนึ่งชื่อนางเตงกีเกิดบุตรชายด้วยตินอายก๋งคนหนึ่งชื่อเอียมซือ ตินอายก๋งตั้งให้เป็นที่ซีจู แล้วมีภรรยารองอีกคนหนึ่ง มีบุตรชายชื่อกงจูหลิว ภรรยาที่สามก็เกิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อกงจูเซ่ง แต่ภรรยาที่สองซึ่งเป็นมารดากงจูหลิวนั้น ปฏิบัติรักใคร่ตินอายก๋ง ตินอายก๋งก็มีความกรุณาเป็นอันมาก ตินอายก๋งอยากจะใคร่ตั้งกงจูหลิวซึ่งเป็นบุตรภรรยาที่สองเป็นที่ซีจู แต่กีดด้วยเอียมซือบุตรภรรยาหลวงที่ตั้งให้เป็นซีจูเสียแล้ว จึงให้หาก๋งจูเจียวน้องชายซึ่งตั้งให้เป็นที่ซือทู้สำหรับสอนหนังสือกงจูหลิว กับก๋งจูก่อเข้ามาแจ้งความว่า ถ้าสืบไปภายหน้าท่านจงตั้งกงจูหลิวขึ้นเป็นที่ซีจูเถิด ขณะนั้นศักราชพระเจ้าจิวเกงอ๋องเสวยราชย์ในเมืองตังจิวได้สิบเอ็ดปี

พอตินอายก๋งป่วยลงหาได้ออกว่าราชการไม่นานแล้ว ก๋งจูเจียวกับก๋งจูก่อมาพร้อมกัน ณ ที่ว่าราชการ ก๋งจูเจียวจึงว่า เอียมซือซึ่งเป็นที่ซีจูมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อกงซุนเหงา กงซุนเหงาก็เติบโตแล้ว ถ้าแม้นเอียมซือได้เป็นเจ้าเมืองแล้วก็จะตั้งกงซุนเหงาให้เป็นที่ซีจูขึ้น ซึ่งตินอายก๋งสั่งเราไว้แต่ก่อนจะให้กงจูหลิวเป็นที่ซีจูนั้น จะมิผิดถ้อยคำไปหรือ บัดนี้ตินอายก๋งก็ป่วยหนักอยู่แล้ว อันราชการบ้านเมืองทุกวันก็สำเร็จอยู่ในเราสองคน เราคิดว่าจะทำเป็นแอบสั่งตินอายก๋งให้ฆ่าเอียมซือเสีย ตั้งกงจูหลิวขึ้นเป็นที่ซีจู ท่านจะเห็นประการใด ก๋งจูก่อจึงว่าซึ่งท่านคิดขึ้นก็ดีอยู่ แต่เราจะไปปรึกษาด้วยขงฮวนก่อนการจึงจะสำเร็จ ครั้นคิดกันแล้วก็พากันไป ณ บ้านขงฮวน ต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียม ขงฮวนก็เชิญให้นั่งที่สมควร

ก๋งจูเจียวจึงเอาความซึ่งคิดจะฆ่าเอียมซือนั้นเล่าให้ขงฮวนฟัง ขงฮวนจึงว่าซึ่งท่านคิดจะแอบสั่งตินอายก๋งนั้นไม่ได้ ด้วยเอียมซือเขาไปปฏิบัติตินอายก๋งอยู่วันละสามเพลา เหตุการณ์ในตินอายก๋งประการใดก็ย่อมแจ้งอยู่สิ้น เราคิดว่าถ้าจะซุ่มทหารไว้ที่ริมประตู ถ้าเอียมซือเข้าไปเยี่ยมบิดากลับออกมาเราจึงจับฆ่าเสียก็เห็นการจะสำเร็จโดยสะดวก ก๋งจูทั้งสองก็เห็นจริงด้วย แล้วต่างคนก็ลาไปบ้าน อยู่มาสองสามวันขงฮวนจึงให้คนใช้ไปสืบ ณ บ้านเอียมซือ แจ้งว่าเอียมซือเข้าไปปฏิบัติตินอายก๋งอยู่ จึงจัดแจงทหารถืออาวุธครบมือประมาณยี่สิบห้าสิบหกคนไปแอบอยู่ที่ประตูเมืองชั้นใน แล้วสั่งกำชับว่าถ้าเห็นเอียมซือออกมาจะไปบ้านก็ให้จับฆ่าเสีย

ฝ่ายเอียมซือ ครั้นเข้าไปปฏิบัติตินอายก๋งผู้บิดาเสร็จแล้ว พอเพลาคํ่าลงก็ให้คนถือโคมนำหน้าจะไปบ้าน ออกมาถึงประตู ทหารขงฮวนซึ่งซุ่มอยู่นั้นเห็นได้ทีก็ตรูกันออกมาดับโคมจับตัวเอียมซือฆ่าเสีย ในขณะนั้นราษฎรในเมืองตินก็เอิกเกริกวุ่นวายด้วยไม่รู้เหตุผลต้นปลายประการใด ก๋งจูเจียว ก๋งจูก่อ ทำเป็นตกใจแกล้งอุบายร้องว่าผู้ร้ายเข้าเมือง พวกเราช่วยกันจับโจรฆ่าเสียให้จงได้ ตินอายก๋งนอนป่วยอยู่ที่ข้างใน ได้ยินว่ามีผู้ลอบฆ่าเอียมซือซึ่งเป็นซีจูเสีย จึงคิดว่าเราป่วยอยู่แต่เพียงนี้ก็ยังมีผู้ใดยำเกรงไม่ ถ้าแม้นเรามีชีวิตอยู่ช้าวันไปก็จะเกิดอันตรายแก่คณาญาติทั้งปวงต่างๆ จะได้ความระกำใจขึ้นทุกวัน ไหนๆ ป่วยครั้งนี้ก็นานยากที่จะหาย ตายเสียดีกว่า คิดแล้วก็อุตส่าห์ดำรงกายขึ้น เอาผ้าผูกคอตายเสีย ขณะนั้นก๋งจูเจียว ก๋งจูก่อแจ้งว่าตินอายก๋งผูกคอตายแล้วก็ชวนกันเอาศพไปฝังเสียตามตำแหน่งเจ้าเมือง จึงยกกงจูหลิวบุตรตินอายก๋งซึ่งเกิดกับภรรยาที่สองให้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดา จึงให้เต๋งซือไตหูเอาความไปแจ้งแก้ฌ้อเลงอ๋องว่า ตินอายก๋งป่วยถึงแก่กรรม ข้าพเจ้าขุนนางทั้งปวงยกกงจูหลิวขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนบิดา เต๋งซือก็คำนับลาไป ณ เมืองฌ้อ จึงเข้าไปแจ้งความแก่ฌ้อเลงอ๋องตามซึ่งสั่งมาทุกประการ

ขณะนั้นหงอกือนั่งอยู่นั้นด้วย ครั้นได้ยินดังนั้นจึงคิดว่าในเมืองตินนั้น เอียมซือเป็นบุตรผู้ใหญ่ได้สำเร็จราชการ ทำไมจึงไม่ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเล่า กลับยกกงจูหลิวซึ่งเป็นบุตรผู้น้อยขึ้นแทนบิดานั้นผิดด้วยอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน เห็นว่าในเมืองตินจะเกิดวุ่นวายสักสิ่งหนึ่งเป็นมั่นคง หงอกือคิดแคลงอยู่ ขณะนั้นพอก๋งจูเซ่งบุตรที่สามตินอายก๋งพาเอากงซุนเหงาบุตรเอียมซือผู้ตายเข้าไปคุกเข่าคำนับฌ้อเลงอ๋องแล้วซบหน้าลงร้องไห้แจ้งความว่า ก๋งจูเจียว ก๋งจูก่อคบคิดกันฆ่าเอียมซือพี่ชายข้าพเจ้า บิดาข้าพเจ้าป่วยอยู่รู้ความผูกคอตายเสีย ก๋งจูเจียว ก๋งจูก่อยกกงจูหลิวขึ้นเป็นเจ้าเมือง ครั้นข้าพเจ้าจะขืนอยู่ในเมืองตินเล่า อันตรายก็จะมีมาถึงเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจึงหนีมาพึ่งบุญท่าน

ฌ้อเลงอ๋องแจ้งดังนั้นโกรธนัก จึงถามเต๋งซือว่า ตัวเอาความมาบอกแค่ตินอายก๋งป่วยตายเอง ความอันนี้จะมิเท็จต่อเราหรือ เต๋งซือก็นิ่งอยู่ด้วยเป็นความจริง หาตอบประการใดไม่ ฌ้อเลงอ๋องจึงว่าตัวเอาความมิจริงมากล่าวดังนี้ ตัวก็เป็นพวกขบถเหมือนกัน จึงสั่งบูซูให้เอาตัวเต๋งซือไปตัดศีรษะเสีย บูซูก็คุมเอาตัวไปฆ่าเสียตามสั่ง

หงอกือจึงว่า ซึ่งท่านให้ฆ่าเต๋งซือคนใช้ก๋งจูทั้งสองเสีย แม้นก๋งจูทั้งสองรู้ก็จะโกรธท่านเป็นเสี้ยนหนามขึ้น ขอท่านยกกองทัพไปแล้วเอากงจูเซ่งกงซุนเหงาไปด้วย ถ้าราษฎรชาวเมืองตินรู้ว่ากงซุนเหงาผู้ลูกของนายเก่ายกมาก็จะเข้าด้วย การที่จะตีเมืองตินนั้นก็เห็นจะได้โดยง่ายหาป่วยการทแกล้วทหารไม่ เราจึงไปตีเมืองชัวต่อไป อย่าให้ป่วยการเป็นสองครั้งเลย ฌ้อเลงอ๋องเห็นชอบด้วย ก็ให้จัดแจงทแกล้วทหารและเกวียนเสบียงพร้อมด้วยศัสตราวุธเสร็จแล้ว จึงเอากงจูเซ่งกงซุนเหงาไปในกองทัพด้วยแล้วยกไปตีเมืองติน

ฝ่ายกงจูหลิวเจ้าเมืองตินคนใหม่แจ้งกิตติศัพท์ว่าฌ้อเลงอ๋องฆ่าเต๋งซือเสีย แล้วยกกองทัพจะมาตีเมืองตินตกใจนัก จึงไปชวนก๋งจูเจียวจะหนีไปเมืองเตง ก๋งจูเจียวจึงว่าถ้ากองทัพฌ้อเลงอ๋องยกมาเราจะคิดอุบายให้ถอยทัพไปจงได้ กงจูหลิวไม่เห็นด้วยก็รีบหนีไปอาศัยอยู่เมืองเตง ฝ่ายฌ้อเลงอ๋องเดินทัพมาถึงเมืองติน จึงให้ตั้งค่ายประชิดเมืองตินไว้ ขณะนั้นอาณาประชาราษฎร์ชาวเมืองตินมีความโกรธก๋งจูเจียวก๋งจูก่อซึ่งฆ่าเอียมซือผู้หาความผิดมิได้นั้นเสีย ชาวเมืองมีความพยาบาทอยู่ ครั้นแจ้งว่ากงซุนเหงาซึ่งเป็นบุตรเอียมซือไปพากองทัพเมืองฌ้อมาก็มีความยินดีจะเข้าด้วย

ฝ่ายก๋งจูเจียวครั้นแจ้งว่ากองทัพฌ้อเลงอ๋องยกมาตั้งประชิดเมืองตินดังนั้น จึงให้คนไปหาตัวก๋งจูก่อมา ณ บ้านแล้วบอกว่า บัดนี้กองทัพฌ้อเลงอ๋องยกมาจะตีเมืองเรา เรามีความวิตกนักจึงให้ไปหาท่านมาหมายจะปรึกษาราชการด้วย ก๋งจูก่อจึงว่าไว้แต่ก่อน ว่าถ้ากองทัพฌ้อเลงอ๋องยกมาท่านจะคิดอุบายให้ถอยไปจงได้ เราจึงสิ้นวิตกนอนใจอยู่ ก๋งจูเจียวจึงตอบว่าเราก็คิดเห็นอุบายอยู่จริง แต่ขัดข้องด้วยของสิ่งหนึ่ง ถ้าท่านยอมให้แล้ว กองทัพฌ้อเลงอ๋องก็จะเลิกกลับไปเอง หาต้องป่วยการทแกล้วทหารไม่ ก๋งจูก่อจึงว่า ท่านคิดเห็นอุบายอย่างไรจงว่าออกมาให้เราฟังจะแจ้งเถิด ก๋งจูเจียวจึงว่า เราจะขอศีรษะท่านออกไปคำนับเป็นของกำนัลฌ้อเลงอ๋องแล้วก็จะเลิกทัพกลับไปดอก

ก๋งจูก่อได้ฟังดังนั้นตกใจนักจึงลุกขึ้นจะวิ่งหนี จออิวซึ่งยืนอยู่ข้างก๋งจูเจียวนั้นก็ช่วยกันจับก๋งจูก่อตัดศีรษะส่งให้ก๋งจูเจียว ก๋งจูเจียวก็หิ้วเอาศีรษะก๋งจูก่อออกไป ณ ค่ายฌ้อเลงอ๋อง คำนับแล้วแจ้งความว่า ซึ่งคิดการฆ่าเอียมซือแลตั้งกงจูหลิวเป็นเจ้าเมืองนั้น เพราะก๋งจูก่อเป็นต้นคิดบังคับการงานทั้งปวง อันตัวข้าพเจ้านี้เป็นแต่ผู้น้อยอยู่ในบังคับบัญชาก๋งจูก่อ ครั้นทราบว่าท่านผู้มีบุญญาธิการยิ่งกว่าหัวเมืองทั้งปวงยกกองทัพมา จึงตัดเอาศีรษะก๋งจูก่อออกมาลุกะโทษขอพึ่งบุญท่านต่อไป

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังก๋งจูเจียวสารภาพโทษและยกเกียรติยศยกย่องตัวดังนั้น ถูกใจมีความยินดีนักนิ่งยิ้มอยู่ ก๋งจูเจียวเห็นฌ้อเลงอ๋องหาความโกรธมิได้ก็มีความยินดี จึงคุกเข่าลงคำนับเดินยอบตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า เมื่อครั้งบิดาท่านก็ยกมาตีเมืองตินได้ก็เป็นเกียรติยศอยู่ครั้งหนึ่ง บัดนี้ท่านมาก็ได้เมืองตินโดยสะดวก กระบี่ก็มิได้ถอดออกมาจากฝัก เกาทัณฑ์ก็มิได้ขึ้นสาย เผอิญให้กงจูหลิวเจ้าเมืองหนีเอาตัวรอดทิ้งเมืองเสียก็เพราะบุญบารมีของท่านจึงเป็นดังนี้ ขอท่านจงจัดให้ผู้มีสติปัญญาอยู่รักษาเมืองติน เอาไว้เป็นอาณาเขตเมืองขึ้นของท่านสืบไปเถิด ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังจึงตอบว่า ซึ่งท่านคิดนี้ก็ต้องด้วยปัญญาของเราแล้ว ท่านจงกลับเข้าไปในเมืองจัดแจงให้เรียบร้อยราบคาบ เพลาพรุ่งนี้เราจึงจะยกทหารเข้าไปในเมือง ก๋งจูเจียวได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนักก็คำนับลาไป

ฝ่ายก๋งจูเซ่งซึ่งมาด้วยในกองทัพฌ้อเลงอ๋อง ครั้นเห็นฌ้อเลงอ๋องเชื่อถ้อยคำแล้วปล่อยก๋งจูเจียวไปเสียดังนั้น จึงเข้าไปคำนับร้องไห้แล้วแจ้งความว่า อันก๋งจูเจียวกับขงฮวนเป็นต้นคิดฆ่าเอียมซือพี่ชายข้าพเจ้าเสีย ซึ่งตัดเอาศีรษะก๋งจูก่อออกมาให้ท่านนั้นเป็นกลอุบายจะให้พ้นโทษของตัวดอก ถ้าแลท่านไม่ฆ่าก๋งจูเจียวกับขงฮวน แล้วอันเอียมซือผู้ตายนั้นเห็นจะหลับตาลงไม่ เพราะเหตุว่าท่านไม่กำจัดคนสองคนเสีย ฌ้อเลงอ๋องเห็นกงจูเซ่งเข้ามาร้องไห้แจ้งความดังนั้นคิดสงสารนักจึงตอบว่า ท่านอย่าวิตกเลย การซึ่งจะกำจัดคนขบถนั้นไว้ธุระเรา ต่อเข้าไปในเมืองจึงจะทำให้สำเร็จ

ฝ่ายก๋งจูเจียว ครั้นเพลารุ่งขึ้นก็จัดแจงที่ทางสำหรับเจ้าเมืองเสร็จแล้ว ก็ออกมารับฌ้อเลงอ๋องเข้าไปในเมืองติน ฌ้อเลงอ๋องก็ขึ้นนั่งบนที่ว่าราชการ ขุนนางชาวเมืองตินก็มาคำนับพร้อมกัน ฌ้อเลงอ๋องจึงให้หาตัวขงฮวนเข้ามา จึงมีกระทู้ถามว่า ตัวเป็นคนลงมือฆ่าเอียมซือผู้เป็นซีจูเสีย ครั้นเราจะไม่ฆ่าท่านเสียจะเป็นตัวอย่าง ขุนนางทั้งปวงก็จะหายำเกรงเราไม่ จึงสั่งบูซูให้เอาตัวขงฮวนไปตัดศีรษะเสีย แล้วให้เอาศีรษะขงฮวนกับศีรษะก๋งจูก่อไปเสียบไว้ที่ประตูเมือง ฌ้อเลงอ๋องจึงว่าแก่ก๋งจูเจียวว่า ตัวท่านได้เอาศีรษะก๋งจูก่อออกมาลุกะโทษนั้นความชอบของท่านก็มีอยู่ แต่คำโจทก์เขาฟ้องว่าท่านเป็นคนต้นคิด ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันให้ฆ่าท่านเสีย ครั้นจะยกโทษท่านเสียราษฎรชาวเมืองก็จะครหานินทาเราว่าเข้าด้วยคนผิด แต่ความชอบของท่านมีอยู่จะลดเสียกึ่งหนึ่ง ปรับแต่เพียงเนรเทศท่านไปให้อยู่เสียเมืองอวด ท่านอย่าเสียนํ้าใจเลยเราจะให้ขุนนางตามไปส่ง ก๋งจูเจียวก็คำนับลาออกมาบ้านจัดแจงครอบครัวกับสิ่งของสัมภาระทั้งปวงขึ้นบรรทุกเกวียน เสร็จแล้วก็รีบไปเมืองอวดกับขุนนางที่ฌ้อเลงอ๋องให้กำกับไปส่ง

กงจูเซ่งจึงพากงซุนเหงาผู้หลานเข้าไปคำนับฌ้อเลงอ๋อง ณ ที่ออกขุนนางว่าซึ่งท่านทำโทษแก่พวกขบถแก้แค้นแทนข้าพเจ้านั้นบุญคุณท่านหาที่สุดมิได้ ฌ้อเลงอ๋องจึงตอบว่าเราก็มีความกรุณาคิดจะให้ท่านเป็นเจ้าเมืองตินอยู่ แต่บ้านเมืองยังหาราบคาบไม่ ด้วยพวกก๋งจูเจียวก๋งจูก่อขงฮวนสามคนนี้ จะคิดพยาบาททำร้ายแก่ท่าน ท่านสองคนอาหลานจงไปอยู่เมืองฌ้อกับเราก่อนเถิด ก๋งจูเซ่งจึงว่า ทุกวันนี้ข้าพเจ้าก็กำพร้าหาบิดามารดามิได้ จะเอาท่านเป็นที่พึ่งไปกว่าจะหาชีวิตมิได้

ฌ้อเลงอ๋องครั้นปราบปรามเมืองตินราบคาบ มีใจกำเริบขึ้นจึงสั่งให้ไปรื้อหอไทเบี้ยวซึ่งไว้รูปเจ้าเมืองแต่ก่อนนั้นเสีย จึงให้ซวนฮองสุดอยู่รักษาเมืองติน ด้วยซวนฮองสุดมีความชอบ จับทหารเมืองเตงได้ครั้งก่อน ครั้นจัดแจงบ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็เลิกกองทัพพากงจูเซ่งกงซุนเหงากลับมาเมืองฌ้อ

ครั้นรุ่งขึ้นปีใหม่ ฌ้อเลงอ๋องออกมาที่ว่าราชการพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวง ฌ้อเลงอ๋องจึงปรึกษาว่าจะยกทัพไปตีเมืองชัว ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด หงอกือจึงว่าชัวเลงก๋งเจ้าเมืองชัวใหม่คนนี้หาดีไม่ ฆ่าบิดาของตัวเสียชิงเอาสมบัติ ซึ่งท่านจะยกทัพไปตีเมืองชัวนั้น ก็จะต้องสู้รบตายลงทั้งสองฝ่ายเปรียบเหมือนสาดนํ้ารดกันหาต้องการไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าให้ท่านไปเที่ยวเลียบเมืองตรวจดูด่านทางทั้งปวง แล้วไปตั้งค่ายอยู่ตำบลซินตี้ซึ่งเป็นที่พรมแดน จึงให้คนเอาเงินทองสิ่งของทั้งปวงเข้าไปให้ชัวเลงก๋งว่า ชัวเลงก๋งเป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ เงินทองซึ่งท่านให้ทั้งนี้ปรารถนาจะให้แจกทแกล้วทหารทั้งปวง ชัวเลงก๋งเป็นคนโลภเห็นแก่ลาภก็จะรับไว้ วางใจว่าท่านเป็นกันเอง จึงให้หาชัวเลงก๋งออกมา ณ ค่ายว่าท่านจะปรึกษาราชการด้วย เราจึงจับฆ่าเสียก็จะสำเร็จการของท่านโดยสะดวก

ฌ้อเลงอ๋องก็เห็นด้วย จึงให้ตรวจเตรียมทแกล้วทหารและเกวียนเสบียงเสร็จแล้วก็ยกไปตำบลซินตี้ จึงจัดแจงเงินทองสิ่งของทั้งปวงบรรทุกเกวียน ให้ขุนนางมีสติปัญญานำเข้าไปให้ชัวเลงก๋ง ครั้นถึงจึงคำนับแจงความว่า ฌ้อเลงอ๋องนายข้าพเจ้าให้เอาเงินทองสิ่งของทั้งนี้มาให้ท่านจะได้แจกจ่ายแก่ทหารทั้งปวง แล้วให้เชิญท่านออกไป ณ ค่ายจะปรึกษาราชการด้วย ชัวเลงก๋งได้สิ่งของเงินทองมีความยินดีนักหาทันตรึกตรองพิจารณาไม่ จึงสั่งให้จัดแจงเกวียนจะออกไปหาฌ้อเลงอ๋อง

ขณะนั้นกงซุนกุยเซงเป็นไตหู แจ้งว่าชัวเลงก๋งจะออกไปคำนับฌ้อเลงอ๋องตกใจนัก จึงรีบเข้าไปหาชัวเลงก๋งคำนับแล้วว่า อันฌ้อเลงอ๋องนี้เป็นคนทุจริตหาความสัจมิได้ ซึ่งเอาเงินทองทรัพย์สิ่งของมาให้ท่านทั้งนี้พิเคราะห์ดูหามีธุระสิ่งใดซึ่งจะควรให้กับท่านไม่ ซึ่งท่านจะออกไปคำนับครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะมีอันตรายแก่ท่านเป็นมั่นคงขอท่านจงดำริให้ดีก่อน

ชัวเลงก๋งจึงว่า เมืองเราก็เป็นเมืองเล็กทแกล้วทหารก็น้อย ครั้นเราจะไม่ออกไปคำนับเขาก็จะโกรธยกมาตีเมืองเรา เราจะสู้เขาได้หรือ อนึ่งฌ้อเลงอ๋องกับเราก็หามีอริกันไม่ ซึ่งจะคิดทำร้ายเรานั้นไม่เห็นด้วย กงซุนกุยเซงจึงว่า ซึ่งไม่เชื่อถ้อยคำข้าพเจ้าแล้วจะขืนออกไปคำนับฌ้อเลงอ๋องให้ได้ก็ตามเถิด แต่ท่านจงตั้งก๋งจูอิ๋วซึ่งเป็นบุตรท่านให้เป็นที่ซีจูเสียก่อนจึงออกไป ชัวเลงก๋งจึงคิดว่าครั้นจะขัดขืนไม่ทำตามก็เกรงใจกงซุนกุยเซงอยู่ด้วยเขาเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จึงตั้งก๋งจูอิ๋วขึ้นเป็นที่ซีจู จึงให้กงซุนกุยเซงอยู่เฝ้าเมืองรับผิดชอบสั่งสอนซีจูด้วย ครั้นสั่งเสร็จแล้วก็ออกมาขึ้นเกวียนชวนชัวเลียดกับคนใช้ประมาณร้อยเศษ รีบไป ณ ค่ายฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องครั้นแจ้งว่าชัวเลงก๋งออกมาหาจึงจัดแจงทหารซุ่มไว้แล้วสั่งว่า ถ้าชัวเลงก๋งเสพสุรากับเราเมาแล้วเราทิ้งจอกสุราลงเป็นสำคัญ จงตรูกันออกมาจับชัวเลงก๋งมัดเสีย ทหารทั้งปวงก็ไปซุ่มอยู่ตามสั่ง

ชัวเลงก๋งครั้นมาถึงค่ายฌ้อเลงอ๋อง จึงลงจากเกวียนพาคนสนิทเข้าไปหาฌ้อเลงอ๋อง ต่างคนต่างคำนับกันตามธรรมเนียม ฌ้อเลงอ๋องจึงกล่าวกับชัวเลงก๋งว่า เมื่อครั้งก่อนนั้นท่านกับเรามาพบกันที่ตำบลนี้เป็นแปดปีแล้ว เราดูรูปร่างท่านก็เปล่งปลั่งบริบูรณ์ขึ้นกว่าแต่ก่อนหาชราไม่ ท่านยังค่อยเป็นสุขอยู่หรือ หรือหาความสุขมิได้ประการใด ท่านจงบอกให้เราแจ้งด้วย ชัวเลงก๋งจึงตอบว่าตัวข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองเล็กน้อย ซึ่งได้ความสุขอยู่นี้ก็เพราะบุญบารมีของท่านซึ่งเป็นเจ้าเมืองใหญ่ มีอาณาเขตกว้างขวางปกแผ่มาจึงมีความสุขอยู่ฉะนี้ ฌ้อเลงอ๋องทำเป็นหัวเราะมีความยินดีนัก จึงสั่งให้ยกโต๊ะมาตั้งที่ข้างใน ปรารถนาจะมิให้ทหารชัวเลงก๋งตามเข้าไปได้ แล้วชวนเชิญชัวเลงก๋งเสพสุราร่วมโต๊ะเดียวกัน ชัวเลงก๋งขัดมิได้ก็เสพสุรากับฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องแสร้งให้คนใช้รินสุราให้ชัวเลงก๋งกินจนเมาตั้งตัวไม่ตรงจึงแกล้งทำให้จอกสุราตกลง ทหารซุ่มอยู่นั้นก็ตรูออกมาจับชัวเลงก๋งมัดไว้ ชัวเลงก๋งเมาสุราเต็มประดาหารู้สึกตัวไม่

ฌ้อเลงอ๋องจึงออกมาประกาศแก่ทหารซึ่งตามชัวเลงก๋งมานั้นว่า บัดนี้ชัวเลงก๋งนายพวกเจ้าทั้งปวงทำการทุจริตฆ่าบิดาของตัวเสียชิงเอาสมบัติ เราเห็นชัวเลงก๋งทำการหาดีไม่ เราให้จับตัวมัดเสียแล้ว ซึ่งพวกเจ้าทั้งปวงจะยอมทำราชการในเรา เราจะให้บำเหน็จรางวัล ถ้ามิยอมอยู่จะกลับไปบ้านเมืองก็ตามเถิด ทหารทั้งปวงได้ยินว่าเขาจับนายของตัวก็ตกใจนัก ครั้นจะยอมอยู่เป็นบ่าวฌ้อเลงอ๋องก็คิดถึงบุตรภรรยาที่อยู่ในเมืองชัวต่างคนก็นิ่งอยู่ ฌ้อเลงอ๋องเห็นทหารทั้งปวงนิ่งอยู่ดังนั้นสำคัญว่าพวกทหารเหล่านี้หาสมัครอยู่ในตัวไม่ มีความโกรธเป็นกำลัง จึงสั่งให้จับทหารทั้งปวงมัดเสีย ชัวเลงก๋งครั้นสร่างสุรารู้ว่าตัวต้องมัดดังนั้น จึงว่าแก๋ฌ้อเลงอ๋องว่า ตัวข้าพเจ้าผิดสิ่งใดหรือ ท่านจึงให้มัดข้าพเจ้าไว้ดังนี้

ฌ้อเลงอ๋องจึงตอบว่า ตัวทำการทุจริตฆ่าบิดาของตัวเสียเทพยดาจึงบันดาลดลใจเราให้จับตัวฆ่าเสียบ้าง ชัวเลงก๋งได้ฟังฌ้อเลงอ๋องว่าดังนั้นหาโต้ตอบประการใดไม่ ทอดใจใหญ่แล้วจึงคิดว่าเมื่อจะมานั้นกงซุนกุยเซงก็ได้ทัดทานเรา เราหาเชื่อฟังไม่จึงเป็นดังนี้ ฌ้อเลงอ๋องจึงสั่งทหารให้เอาตัวชัวเลงก๋งออกไป เอาศิลาทับจนขาดใจตาย แล้วให้เอาตัวทหารชัวเลงก๋งที่มัดไว้นั้นไปตัดศีรษะเสียเจ็ดสิบคน จึงให้ทำหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่าชัวเลงก๋งฆ่าบิดาชิงเอาสมบัติ เราจึงฆ่าชัวเลงก๋งเสีย ครั้นทำหนังสือแล้วให้คนเอาไปปิดไว้ที่ประตูเมืองชัว แล้วให้ก๋งจูคีจิดคุมทหารยกไปตีเมืองชัวด้วย

ฝ่ายซีจูอิ๋วบุตรชัวเลงก๋งซึ่งเฝ้าเมืองชัวอยู่นั้น แจ้งกิตติศัพท์ว่าฌ้อเลงอ๋องฆ่าบิดาเสียตกใจนัก พอมีผู้มาบอกว่ากองทัพเมืองฌ้อยกมาจะตีเอาเมืองชัวด้วย ซีจูอิ๋วจึงให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง ก๋งจูคีจิดยกทัพมาถึงเมืองชัวเห็นปิดประตูเมืองอยู่ แล้วมีทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นกวดขัน จึงให้ตั้งล้อมเมืองชัวไว้ ซีจูอิ๋วจึงให้หาขุนนางมาปรึกษาพร้อมกัน กงซุนกุยเซงจึงว่าแต่ก่อนนั้นสิบหัวเมืองมากระทำสัจกันแต่เมืองจิ้นเมืองฌ้อเป็นเมืองใหญ่สำหรับดูแลผิดชอบ บัดนี้เมืองฌ้อมาทำร้ายแก่เราละความสัจเสีย ขอท่านจงให้คนไป ณ เมืองจิ้นขอกองทัพมาช่วย เห็นว่าเมืองจิ้นจะเห็นแก่ไมตรีของท่านซึ่งมีมาแต่ก่อน คงจะยกทหารมาช่วยเราเป็นมั่นคง ซีจูอิ๋วก็เห็นด้วย

ขณะนั้น ชัวอิวบุตรชัวเลียดที่ตามชัวเลงก๋งออกไปตายกับพวกเจ็ดสิบคน ฌ้อเลงอ๋องให้ฆ่าเสียกับชัวเลงก๋งนั้น ชัวอิวมีความพยาบาทฌ้อเลงอ๋องอยู่ จึงขันรับอาสาว่า ข้าพเจ้าจะเล็ดลอดลอบเอาหนังสือของท่านไปให้เจ้าเมืองจิ้นให้จงได้ ซีจูอิ๋วก็ทำหนังสือเป็นทางไมตรีมาขอกองทัพฉบับหนึ่ง ส่งให้ชัวอิว ชัวอิวก็คำนับรับหนังสือออกมาที่เชิงกำแพง ขึ้นนั่งบนสาแหรกแล้วให้ทหารหย่อนตัวลงไปนอกกำแพงลอบไปในเพลากลางคืน ครั้นถึงเมืองจิ้นจึงเข้าไปคำนับแล้วร้องไห้แจ้งความแต่หลังให้ฟังทุกประการ แล้วก็ส่งหนังสือให้จิ้นเจาก๋ง จิ้นเจาก๋งรับหนังสือมาอ่านแจ้งความแล้วยังตรึกตรองอยู่ ซุนเหงาจึงว่าหัวเมืองทั้งปวงนับถือว่าเมืองเรากับเมืองฌ้อเป็นหัวเมืองใหญ่ ครั้นจะไม่ไปช่วยเมืองชัวครั้งนี้เล่า หัวเมืองทั้งปวงจะครหาติเตียนว่ากลัวฝีมือทหารเมืองฌ้อจะหานับถือต่อไปไม่

จิ้นเจาก๋งจึงตอบว่า ทหารในเมืองเราที่มีชื่อเสียงก็ตายเสียหมดแล้ว ถ้ายกไปจะสู้ทหารเมืองฌ้อได้หรือ ฮันคี้จึงว่าทหารในเมืองเราน้อยก็จริง ขอท่านจงมีหนังสือไปถึงหัวเมืองซึ่งเป็นไมตรีว่าเราให้ยกมาช่วยก็จะเป็นกำลังมากขึ้น เห็นจะสู้เมืองฌ้อได้ จิ้นเจาก๋งเห็นชอบด้วยจึงให้ฮันคี้เป็นคนจัดแจงไปหาหัวเมืองมาปรึกษากะเกณฑ์ทัพ ฮันคี้ก็คำนับลามาทำหนังสือม้าเร็วให้ใช้ไปแจ้งแก่หัวเมืองทั้งปวง คือ เมืองเจ๋หนึ่ง เมืองซองหนึ่ง เมืองฬ่อหนึ่ง เมืองโอยหนึ่ง เมืองเตงหนึ่ง เมืองโจ๋หนึ่ง ให้มาพร้อมกันที่ตำบลเขดไหล ตัวฮันคี้ก็ยกทหารออกไปอยู่ที่เขดไหล คนใช้ก็แยกกันเอาหนังสือไปแจ้งแก่หกหัวเมือง หกหัวเมืองครั้นแจ้งว่าจิ้นเจาก๋งเจ้าเมืองจิ้นให้หาไปพร้อมกันที่ตำบลเขดไหล จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่คุมทหารแทนตัวเจ้าเมืองยกมาที่ตำบลเขดไหลพร้อมกันทั้งหกเมือง ฮันคี้จึงให้เชิญเจ้าเมืองหกหัวเมืองเข้ามาที่ทำเนียบ ต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียม ฮันคี้จึงว่าบัดนี้ฌ้อเลงอ๋องหาอยู่ในความสัจสุจริตไม่ ยกทหารมากระทำยํ่ายีแก่เมืองชัว อันเมืองชัวเล่าก็ได้ทำไมตรีกันไว้กับหกหัวเมือง ควรที่หกหัวเมืองจะมีใจเจ็บแค้นแทนเจ้าเมืองชัวผู้หาความผิดมิได้ จึงจะชอบด้วยแบบโบราณ เจ้าเมืองจิ้นนายเราก็มีอำนาจเป็นอันมาก ถ้าแม้นจะยกไปปราบเมืองฌ้อก็จะแตกไปโดยง่าย แต่ทว่าจะให้หกหัวเมืองกับเมืองชัวเป็นมิตรสันถวะต่อไปภายหน้า จึงให้มาช่วยกันปราบปรามเมืองฌ้อผู้หาความสัจมิได้

ขุนนางหกหัวเมืองได้ยินว่าจะไปรบเมืองฌ้อดังนั้น ต่างคนสั่นหัวด้วยกลัวฝีมือทหารเมืองฌ้ออยู่ ฮันคี้จึงว่าซึ่งท่านทั้งปวงจะมาเข็ดขยาดย่อหย่อนฝีมือทหารเมืองฌ้ออยู่ดังนี้หาควรไม่ เราจะว่าให้ท่านฟัง อันฌ้อเลงอ๋องนั้นอุปมาเหมือนตัวไหม อันเมืองชัวและหกหัวเมืองนั้นอุปมาเหมือนใบหม่อน ถ้าและฌ้อเลงอ๋องตีเมืองชัวได้แล้ว ก็จะมีใจกำเริบตีล่วงเลยมากระทำยํ่ายีเอาหัวเมืองทั้งปวงด้วย ก็เหมือนกับตัวไหมกินใบหม่อนเหมือนกัน ท่านทั้งปวงก็จะหามีความสุขสบายไม่ แม้นเป็นเหตุไปภายหน้าเช่นว่านี้ จิ้นเจาก๋งนายเราก็จะนิ่งเฉยเสียบ้างเหมือนกัน

ขุนนางทั้งหกครั้นได้ฟังฮันคี้ว่าดังนั้น ต่างคนต่างแลดูตากันแล้วก็นิ่งเสีย แต่หั่วไหขุนนางเมืองซองนั้นยิ้มอยู่ ฮันคี้จึงว่ากับหั่วไหว่าเมื่อแรกหัวเมืองทั้งปวงจะทำสัจสาบานต่อกันนั้น เจ้าเมืองซองนายท่านเป็นต้นคิดให้เป็นไมตรีกัน เราท่านทั้งปวงจึงได้มีความสุขปกติมาจนคุ้มเท่าทุกวันนี้ เพราะเหตุด้วยหัวเมืองทั้งปวงมิได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน และฌ้อเลงอ๋องมาทำแก่เมืองชัวครั้งนี้ท่านทั้งปวงมานิ่งเพิกเฉยเสียหาเจ็บร้อนด้วยเมืองชัวไม่ ก็เหมือนหนึ่งทิ้งความสัจเสีย หั่วไหจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่านายข้าพเจ้าเป็นต้นคิดนั้นก็จริงอยู่ แต่เมืองข้าพเจ้าเป็นเมืองเล็กน้อย ทั้งผู้คนเสบียงอาหารก็เบาบาง ซึ่งจะยกไปกระทำแก่ฌ้อเลงอ๋องนั้นเปรียบเหมือนเอาไข่ไปกระทบเข้ากับศิลา ก็จะเป็นอันตรายไปเอง ข้าพเจ้าคิดว่าขอให้ทำหนังสือลงชื่อทั้งหกหัวเมืองฉบับหนึ่ง ไปถึงฌ้อเลงอ๋องให้เลิกทัพกลับไปเสียท่านเห็นประการใด

ฮันคี้ได้ฟังดังนั้นหาตอบประการใดไม่ จึงคิดว่าซึ่งการเรานึกไว้แต่ก่อนว่าจะให้หกหัวเมืองไปช่วยเมืองชัวก็หาสำเร็จยังคิดไม่ ครั้นดำริดังนั้นแล้วจึงว่ากับหั่วไหว่า ซึ่งท่านจะให้ทำหนังสือนั้นก็ควรอยู่ ฮันคี้จึงทำหนังสือฉบับหนึ่งเป็นของเจ้าเมืองจิ้นและเจ้าเมืองทั้งหกมาถึงฌ้อเลงอ๋องเป็นใจความว่า ฌ้อเลงอ๋องเห็นแก่ไมตรีมาแต่ก่อน จงเลิกทัพไปเสีย แล้วเข้าผนึกส่งให้ฮูหูซึ่งเป็นขุนนางรองฮันคี้ถือหนังสือไปให้ฌ้อเลงอ๋อง ฝ่ายชัวอิวซึ่งเป็นขุนนางเมืองชัวมาขอกองทัพเมืองจิ้นให้ไปช่วยเมืองชัวนั้น ครั้นไม่ได้กองทัพคิดเสียใจนักก็กลับไปเมืองชัว

ฝ่ายฮูหูครั้นมาถึงค่ายฌ้อเลงอ๋อง จึงเอาหนังสือคำนับส่งให้ฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องจึงเอาหนังสือมาดูสลักหลังแจ้งว่าเป็นของเจ้าเมืองจิ้นและเจ้าเมืองทั้งหก จึงฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความแล้วจึงคิดว่า อันเมืองชัวนี้อุปมาเหมือนอยู่ในกำมือเรา จะตีเมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น อนึ่งเราได้ลงทุนเสบียงอาหารและป่วยการล้อเกวียนผู้คนเป็นอันมาก เจ้าเมืองจิ้นและหัวเมืองทั้งหกเอาแต่กระดาษเท่ากระแบะมือกับหนังสือห้าหกบรรทัดมาให้เราจะให้เลิกทัพกลับไปดังนั้น ดูหมิ่นเราเหมือนเด็กอมมือ ครั้นคิดดังนั้นแล้ว จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า อันเมืองชัวนี้อยู่ในเขตแดนของเรา หาได้เกี่ยวข้องอยู่ในเมืองจิ้นและหัวเมืองทั้งหกไม่ ท่านจงกลับไปบอกแก่นายท่านเถิด ฮูหูก็พูดอ้อนวอนไปต่างๆ ฌ้อเลงอ๋องก็ลุกเดินเข้าไปเสียข้างใน ฮูหูก็กลับมาแจ้งแก่ฮันคีต่อหน้าขุนนางเมืองทั้งปวงตามซึ่งฌ้อเลงอ๋องว่าทุกประการ ฮันคี้และขุนนางทั้งปวงมีความน้อยใจฌ้อเลงอ๋องและมีความโกรธเป็นอันมาก ครั้นจะยกไปกระทำแก่ฌ้อเลงอ๋องเล่า ก็เกรงฝีมือทหารเมืองฌ้อ ต่างคนก็จนใจอยู่แล้วก็ยกกลับไปเมือง

ฝ่ายชัวอิวซึ่งไปขอกองทัพเมืองจิ้นไม่ได้ กลับมาถึงกลางทางพอพวกกองตระเวนก๋งจูคีจิดนายทหารเมืองฌ้อจับได้ จึงพาตัวชัวอิวเข้าไปให้ก๋งจูคีจิด ก๋งจูคีจิดถามได้ความว่าไปขอกองทัพจิ้นหาได้ไม่ ก๋งจูคีจิดจึงพูดเกลี้ยกล่อมชัวอิวให้อยู่ทำราชการด้วย ชัวอิวไม่ยอม ก๋งจูคีจิดจึงให้เอาตัวชัวอิวไปจำไว้ภายหลังค่าย แล้วคิดว่าซึ่งทัพเมืองจิ้นนั้นเห็นจะมาช่วยเมืองชัวไม่ได้เป็นแน่แล้ว จึงให้ทหารเร่งเข้าตีปีนปล้นเอาเมืองชัวทั้งกลางวันกลางคืน ทหารชาวเมืองชัวซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินก็เอาก้อนศิลาและคั่วกรวดทรายทิ้งเทลงมาเป็นสามารถ ทหารเมืองฌ้อจะหักเอายังหาได้ไม่

กุยเซงซึ่งสำเร็จราชการอยู่ในเมืองชัว จึงปรึกษากับซีจูอิ๋วซึ่งเป็นบุตรเจ้าเมืองที่ตายว่า อันเมืองเรานี้เห็นจะเสียกับเมืองฌ้อเป็นแท้แล้วด้วยหามีผู้ใดจะออกไปต่อสู้ทหารเมืองฌ้อไม่ อนึ่งเสบียงอาหารเล่าก็เบาบางไม่พอจะแจกจ่ายทแกล้วทหาร ข้าพเจ้าคิดว่าตัวข้าพเจ้าจะลาท่านออกไปหาฌ้อเลงอ๋องเมื่อแลฌ้อเลงอ๋องจะฆ่าข้าพเจ้าเสียก็ตามเถิดนึกว่าเอาชีวิตสนองคุณท่าน และแลกเอาชีวิตชาวเมืองไว้ ซีจูอิ๋วจึงตอบว่า ทุกวันนี้เราก็ได้พึ่งสติปัญญาท่าน ซึ่งท่านจะออกไปนั้น ฉวยว่าเป็นอันตรายลงก็เหมือนหนึ่งตัวเราตายและเสียเมืองชัวก็เหมือนกัน ท่านอย่าออกไปเลย กุยเซงจึงว่าท่านจะไม่ให้ข้าพเจ้าออกไปแล้วก็ตามเถิด แต่ขอให้เซียวเหงาบุตรข้าพเจ้าออกไปจึงจะสำเร็จการของท่าน ด้วยเซียวเหงามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและรู้ตื้นลึกหนักเบาในเมืองฌ้ออยู่ ซีจูอิ๋วก็ให้คนใช้ออกไปเรียกตัวเซียวเหงาเข้ามา ณ ที่ว่าราชการ คนใช้คำนับลาออกไปพาตัวเซียวเหงาเข้ามา ซีจูอิ๋วเห็นเซียวเหงามาจึงร้องไห้อ้อนวอนต่างๆ แล้วว่า ท่านจงออกไปพูดจาให้กองทัพเมืองฌ้อเลิกไปได้แล้ว เราจะสมนาคุณท่านให้ถึงขนาด

เซียวเหงาก็คำนับลาออกไป ณ กองทัพเมืองฌ้อ เข้าไปแจ้งแก่นายประตูว่า เรามาแต่เมืองชัว จะขอเข้าไปคำนับท่านแม่ทัพหน้า นายประตูก็ไปแจ้งความแก่ก๋งจูคีจิดตามซึ่งเซียวเหงาว่าทุกประการ ก๋งจูคีจิดก็ให้พาตัวเซียวเหงาเข้ามาจึงให้นั่งที่สมควร เซียวเหงาคำนับแล้วจึงว่าซึ่งท่านยกทัพใหญ่มาตีเมืองชัวครั้งนี้ เจ้าเมืองและทแกล้วทหารก็กลัวอำนาจบารมีท่านเห็นว่าจะสู้ท่านไม่ได้ เหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือท่านบีบเข้าก็คงจะตาย ถ้าแม้นคลายออกก็จะรอด แต่ข้าพเจ้าแจ้งอยู่เจ้าเมืองชัวคนก่อนนั้นกระทำการทุจริตท่านประหารชีวิตเสียก็ควรอยู่แล้ว แต่ลูกหลานว่านเครือนั้นหารู้เห็นด้วยไม่ ขอท่านจงงดโทษไว้ให้สืบแซ่ไปในเมืองชัวบ้างเถิด

ก๋งจูคีจิดจึงว่าซึ่งท่านว่านี้ก็ชอบอยู่ เราก็คิดอยู่ว่าจะให้สืบตระกูลกันต่อไป แต่ทว่าฌ้อเลงอ๋องผู้นายเราได้สั่งกำชับมาว่าให้ตีเมืองชัวจงได้ ครั้นเราจะไม่ทำตามนายสั่งก็ไม่ต้องด้วยธรรมเนียมความผิดก็จะมีแก่ตัวเรา เซียวเหงาจึงตอบว่า ถ้าท่านมีความเมตตาแก่แซ่ชัวแล้ว ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่งพอพ้นผิดจะว่าให้ท่านฟัง ท่านจงให้จออิวซึ่งป็นคนข้างเคียงของท่านออกไปเสียก่อน ก๋งจูคีจิดจึงว่าอันจออิวเป็นคนซื่อดอก ท่านอย่าคิดกริ่งเกรงเลย

เซียวเหงาจึงว่า ทุกวันนี้ฌ้อเลงอ๋องได้สมบัติในเมืองฌ้อ ก็ได้ด้วยการทุจริตฆ่าพี่ชายของตัวเสีย ครั้นได้สมบัติแล้วหามีใจโอบอ้อมไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินไม่ กระทำเบียดเบียนกดขี่กะเกณฑ์ให้ราษฎรมาทำเก๋งสูง การในเมืองก็ได้ความเดือดร้อน การนอกเมืองเล่าก็เที่ยวตีบ้านเล็กเมืองน้อยเป็นคนโลภเห็นแก่ลาภ ปีกลายนี้ตีเมืองติน ปีนี้ก็พูดจาหลอกลวงให้เจ้าเมืองชัวออกมาแล้วจับฆ่าเสีย มิหนำซ้ำใช้ให้ท่านมากระทำแก่เมืองชัวอีกเล่า จะเอาความชั่วมาใส่ตัวท่านให้คนทั้งปวงพลอยนินทาท่านด้วย ท่านก็เป็นคนมีสติปัญญาอาจรู้การผิดและชอบอยู่ อนึ่งเมื่อครั้งบิดาท่านทำการฝังตราครั้งนั้น ก็อธิษฐานว่าท่านจะมีวาสนายิ่งกว่าพี่น้องทั้งปวง ราษฎรชาวเมืองก็นับถือว่าท่านจะได้เป็นใหญ่ต่อไป ตั้งใจคอยพึ่งบุญท่าน เพราะเห็นว่าท่านเมตตาสัตว์โดยสุจริต อันฌ้อเลงอ๋องนั้นเป็นคนโกง อุปมาเหมือนเสี้ยนหนามยอกเสียดแทงอยู่ในฝ่าเท้าท่าน ตัวท่านอุปมาเหมือนเข็มจะไม่คิดอ่านบ่งเสียให้หายบาดเจ็บหรือ ถ้าท่านลงใจด้วยแล้วข้าพเจ้าจะชักชวนพวกพ้องของข้าพเจ้าเป็นทัพผีไปช่วยกองหนึ่ง

ก๋งจูคีจิดได้ฟังเซียวเหงาว่าดังนั้นเห็นดีด้วย แต่คิดเกรงว่าความอันนี้จะได้ไปถึงฌ้อเลงอ๋องเข้ากลัวผิดอยู่ จึงทำเป็นว่าตัวเอาความมโนสาเร่มาพูดให้พี่น้องเขาร้าวฉานกันนั้น โทษตัวผิดควรจะฆ่าเสีย ครั้นคิดมารื้อหนึ่งเล่าก็เสียดายคมอาวุธจะเปื้อนโลหิตเสียเปล่าหาต้องการไม่ แต่เราฝากศีรษะไว้กับคอของตัวเถิด ตัวจงรีบเข้าไปบอกซีจูอิ๋วผู้นายให้มัดตัวออกมาลุกะโทษเสียจึงจะรอดชีวิตสืบไป ว่าแล้วก็สั่งจออิวให้ผลักไล่ไสคอเซียวเหงาออกเสียนอกค่าย

เซียวเหงาครั้นจออิวขับไล่ดังนั้น ได้ความอัปยศและมีความน้อยใจเป็นอันมาก ครั้นจะโต้ตอบก๋งจูคีจิดต่อไปเล่า ก็เกรงก๋งจูคีจิดจะฆ่าเสียจึงกลับไปหาซีจูอิ๋ว เล่าความซึ่งก๋งจูคีจิดว่านั้นให้ซีจูอิ๋วฟังทุกประการ ซีจูอิ๋วได้ฟังดังนั้นนิ่งตรึกตรองอยู่เป็นครู่แล้วจึงว่ากับเซียวเหงาว่า บิดาเราก็ถึงแก่กรรมยังหาได้ทำการฝังศพไม่ ทั้งตัวเราเล่าก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าบ้านภารเมือง ราษฎรก็ยังไม่ปกติเรียบร้อย จึงคิดเห็นว่าจะสู้ฝีมือทหารฌ้อเลงอ๋องไม่ได้จึงให้ท่านออกไปพูดจาอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น เขาก็ไม่มีความเมตตาแก่เรา มิสู้ก็ต้องจำสู้ เดชะบุญของเรายังไม่ถึงอับจนก็จะมีกองทัพมาช่วย ครั้นพูดกันแล้วก็จัดแจงทหารเพิ่มเติมขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินและประตูไว้เป็นสามารถ ก๋งจูคีจิดก็ให้ทหารเข้ามาตีเมืองชัวอีกเป็นหลายครั้งก็หาได้ไม่ ด้วยทหารชาวเมืองรักษาหน้าที่เชิงเทินกวดขันอยู่ จึงให้ทหารล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน ก๋งจูคีจิดตั้งล้อมเมืองอยู่นั้นแต่เดือนสี่มาเดือนสิบเอ็ด

ขณะนั้นกงซุนกุยเซงบิดาเซียวเหงา ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการอยู่ในเมืองชัวนั้นป่วยลง ซีจูอิ๋วให้แพทย์ประกอบยากินเป็นหลายขนานโรคนั้นก็ไม่บรรเทา กงซุนกุยเซงก็ป่วยหนักลงจนลุกนั่งไม่ได้ กำลังราชการในเมืองชัวซึ่งจะรักษาหน้าที่เชิงเทินนั้นก็อ่อนน้อยถอยลงหาเข้มแข็งเหมือนแต่ก่อนไม่ ทั้งเสบียงอาหารในเมืองนั้นก็ไม่มีจะแจกจ่ายกัน ทแกล้วทหารแลราษฎรชาวเมืองได้ความอดอยากมาก ตายเสียกึ่งหนึ่ง คนที่รักษาหน้าที่เชิงเทินนั้นก็เบาบางน้อยตัวลง

ฝ่ายก๋งจูคีจิดตั้งแต่ให้ทหารเข้าหักเอาเมืองชัวหลายครั้งไม่ได้รำคาญใจอยู่ เพลาวันหนึ่งจึงพาคนสนิทออกเที่ยวเดินดู เห็นผู้คนบนเชิงเทินนั้นน้อยตัวลง จึงกลับมาค่ายสั่งให้ทหารตีเมืองพร้อมกันทั้งสี่ด้าน นายทัพนายกองและทหารทั้งปวงต่างก็เอาบันไดหกพาดกำแพง และเอาเชือกทิ้งคร่อมใบเสมาเหนี่ยวขึ้นไปบนกำแพงได้ไล่ฆ่าฟันพวกชาวเมือง พวกชาวเมืองซึ่งรักษาที่เชิงเทินอยู่นั้นหามีกำลังที่จะสู้รบไม่ ต่างคนก็ทิ้งหน้าที่เชิงเทินเสีย วิ่งหนีเอาตัวรอด ทหารเมืองฌ้อก็เปิดประตูทั้งสี่ด้านรับแม่ทัพนายกองเข้าไปได้พร้อมกัน ขณะนั้นมีทหารจับซีจูอิ๋วมัดมาให้ก๋งจูคีจิด ก๋งจูคีจิดจึงให้เอาซีจูอิ๋วกับชัวอิวซึ่งจับไว้ได้นั้นใส่เกวียนส่งไปให้ฌ้อเลงอ๋อง ณ ตำบลซินตี้ ก๋งจูคีจิดจึงประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่ามิให้ผู้ใดกระทำยํ่ายีแก่ราษฎรชาวเมือง แล้วก็สั่งให้ทำมาหากินตามภูมิลำเนาของตัวเหมือนแต่ก่อน

ขณะนั้นเซียวเหงารักษากงซุนกุยเซงซึ่งเป็นบิดาอยู่บ้าน ครั้นก๋งจูคีจิดเข้าเมืองได้แล้ว เซียวเหงาจึงมาหาก๋งจูคีจิด คำนับแล้วก็นิ่งอยู่ ก๋งจูคีจิดเห็นเซียวเหงามาคำนับ ครั้นจะจับตัวไปส่งฌ้อเลงอ๋องเล่าก็คิดเสียดายอยู่ด้วยเซียวเหงาเป็นคนเฉลียวฉลาดมีสติปัญญาควรที่จะชุบเลี้ยงไว้ทำราชการสืบต่อไป จึงหาเอาโทษเหมือนขุนนางเมืองชัวทั้งปวงไม่ เซียวเหงาครั้นเห็นก๋งจูคีจิดไม่พูดจาประการใดก็เข้าใจในทีแล้วก็คำนับลงมา ณ บ้าน ปฏิบัติรักษาบิดาอยู่ บิดาที่ป่วยนั้นก็ถึงแก่กรรม เซียวเหงาจึงทำการฝังศพไว้ตามธรรมเนียมเสร็จแล้วก็ไปทำราชการอยู่ด้วยก๋งจูคีจิด

ขณะเมื่อก๋งจูคีจิดตีเมืองชัวได้นั้น พระเจ้าจิวเกงอ๋องเสวยราชย์ในเมืองตังจิวได้สิบสี่ปี

ฝ่ายฌ้อเลงอ๋องตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลซินตี้ ขณะเมื่อใช้ให้ก๋งจูคีจิดไปตีเมืองชัวนั้น ฌ้อเลงอ๋องก็เลิกทัพกลับมาเมืองฌ้อ เพลาวันหนึ่งฌ้อเลงอ๋องเข้านอนฝันว่า เทพารักษ์ซึ่งสิงสถิตอยู่ ณ เขากิวกังซัวมาว่ากับฌ้อเลงอ๋องว่า ให้ฌ้อเลงอ๋องเอาธูปเทียนสิ่งของไปบวงสรวงสังเวยเทพารักษ์ เทพารักษ์จะให้เป็นเจ้าเมืองตังจิว ครั้นสิ้นฝันแล้วก็ตื่นขึ้นมีความยินดีนัก พอเพลาเช้าออกไป ณ ที่ว่าราชการจึงเล่าให้ขุนนางทั้งปวงฟังตามซึ่งฝันนั้นทุกประการ แล้วให้จัดแจงสิ่งของจะไปบวงสรวงเทพารักษ์ ครั้นจัดแจงเสร็จแล้วฌ้อเลงอ๋องก็พาขุนนางที่สนิทกับทหารไป ณ เขากิวกังซัว

ฝ่ายขุนนางซึ่งก๋งจูคีจิดใช้ให้คุมเกวียนคนโทษสองคนมาส่งฌ้อเลงอ๋องนั้น ครั้นมาถึงเขากิวกังซัวซึ่งอยู่กลางหนทางที่จะมานั้น แจ้งว่าฌ้อเลงอ๋องออกมาบวงสรวงเทพารักษ์อยู่ ณ เขากิวกังซัว จึงนำคนโทษสองคนเข้าไปคำนับแล้วแจ้งความซึ่งก๋งจูคีจิดตีเมืองชัวได้ให้ฟังทุกประการ ฌ้อเลงอ๋องจึงว่าบิดาซีจูอิ๋วซึ่งเป็นเจ้าเมืองชัวทำการทุจริตหาดีไม่ ฆ่าบิดาของตัวเสียชิงเอาสมบัติเราก็ฆ่าเสียแล้ว แต่จะฆ่าคนเดียวนั้นหาต้องอย่างธรรมเนียมไม่ จะต้องเอาโทษซีจูอิ๋วซึ่งเป็นบุตรนั้นด้วย จะได้เอาศพเซ่นเทพารักษ์ แต่ชัวอิวนั้นให้งดไว้ยังไม่ให้ฆ่า

ซินบูอู๊ซึ่งเป็นขุนนางในฌ้อเลงอ๋องจึงว่า ท่านทำอย่างนี้หาควรไม่ เมื่อครั้งก่อนนั้นซองเซียงก๋งเจ้าเอาศพมาเซ่นเทพารักษ์ เจ้าเมืองซึ่งเป็นมิตรไมตรีกับเจ้าเมืองซองนั้นรู้ไปก็ชวนกันติเตียนซองเซียงก๋งต่างๆ ก็หามาขึ้นเป็นพวกพ้องเหมือนอย่างแต่ก่อนไม่ ฌ้อเลงอ๋องก็ไม่ฟังจึงตอบว่า บิดาซีจูอิ๋วเป็นคนหารู้จักคุณบิดามารดาไม่ ควรจะประหารชีวิตเสีย และสั่งให้ทหารเอาตัวซีจูอิ๋วไปฆ่าเสีย เอาศพมาเซ่นเทพารักษ์ ซินบูอู๊เห็นฌ้อเลงอ๋องไม่เชื่อฟังดังนั้นก็ทอดใจใหญ่ แล้วจึงนึกว่าฌ้อเลงอ๋องทำดังนี้เห็นจะหามีวาสนายืนยาวไม่ ครั้นฌ้อเลงอ๋องทำการบวงสรวงเสร็จแล้วกลับมาเมืองฌ้อ จึงให้เอาตัวชัวอิวไปใส่คุกไว้

ฝ่ายซินบูอู๊ครั้นกลับมา ณ บ้าน มีความน้อยใจด้วยฌ้อเลงอ๋องหาเชื่อฟังไม่ จึงเข้าไปหาฌ้อเลงอ๋องคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าก็ชราแล้วจะขอลาท่านออกนอกราชการไปทำมาหากินเลี้ยงชีวิตใหม่ ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นซินบูอู๊ไม่สมัครอยู่ในราชการ ครั้นจะขัดขืนก็คิดว่าซินบูอู๊ได้มีความชอบไว้แต่ก่อนก็ยอมให้ไป ซินบูอู๊ก็คำนับลาไปตั้งทำมาหากินตามภูมิลำเนาอยู่ ณ บ้านเดิมของตน

ฝ่ายชัวอิวซึ่งต้องจำอยู่ ณ คุก คิดถึงซีจูอิ๋วซึ่งชุบเลี้ยงมาแต่ก่อนก็ร้องไห้รักถึงสามวันสามคืน ขณะเมื่อฌ้อเลงอ๋องให้เอาตัวชัวอิวไปจำไว้นั้น ให้คนใช้สืบข่าวอยู่เนืองๆ ว่าชัวอิวจะพูดจาว่ากล่าวประการใด ครั้นแจ้งว่าชัวอิวร้องไห้รักซีจูอิ๋วดังนั้น จึงคิดว่าชัวอิวคนนี้เป็นคนมีกตัญญูอยู่ต่อเจ้านาย ควรที่จะชุบเลี้ยงไว้ จึงให้คนไปถอดเอาชัวอิวมา แล้วพูดจาเกลี้ยกล่อมชัวอิวให้อยู่ทำราชการด้วย ชัวอิวมีความพยาบาทฌ้อเลงอ๋องอยู่ด้วยฌ้อเลงอ๋องฆ่าบิดาของตัวเสีย จึงคิดว่านานไปข้างหน้าจะแก้แค้นฌ้อเลงอ๋องให้จงได้ จึงยอมอยู่ทำราชการด้วยฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องจึงตั้งให้ชัวอิวเป็นขุนนางในทำเนียบ แล้วจัดที่บ้านเรือนให้อยู่ตามสมควร ชัวอิวก็คำนับลามาอยู่ ณ บ้าน เพลาวันหนึ่งชัวอิวไปหาฌ้อเลงอ๋อง ณ ที่ว่าราชการ คำนับแล้วจึงว่า ทุกวันนี้เมืองจิ้นกับเมืองฌ้อก็เป็นเมืองใหญ่ แต่เมืองจิ้นอยู่ใกล้เขตแดน หัวเมืองทั้งปวงจึงไปขึ้นกับเมืองจิ้นเป็นหลายเมือง บัดนี้ท่านก็ตีเมืองตินได้เมืองชัวได้เป็นเขตแดนของท่านกว้างขวางออกไป แต่เมืองตินเมืองชัวเป็นเมืองเก่า ป้อมกำแพงปรักหักพังหาบริบูรณ์ไม่ ขอท่านจงให้ไปซ่อมแซมเสียให้แน่นหนามั่นคง แล้วให้ขุนนางที่มีสติปัญญาไปเป็นเจ้าเมือง และตั้งฝึกหัดทแกล้วทหารให้ชำนิชำนาญในการกระบวนรบ จึงไปตีเอาเมืองหงอและเมืองอวด ถ้าได้แล้วก็จะเป็นอาณาเขตของท่านกว้างขวางออกไป หัวเมืองเล็กน้อยทั้งปวงก็จะกลัวอำนาจมาขอขึ้นกับท่าน ท่านก็จะได้เป็นใหญ่ขึ้นเสมอกับเมืองตังจิว

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังชัวอิวว่าต้องใจดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ซึ่งท่านว่านี้ถูกกับใจเราคิดไว้ ครั้นพูดกันแล้วฌ้อเลงอ๋องจึงได้ทำหนังสือสองฉบับใจความในหนังสือนั้นว่าให้ก๋งจูคีจิดเป็นเจ้าเมืองชัว ซวนฮองสุดเป็นเจ้าเมืองติน ให้จัดแจงกำแพงป้อมประตูและฝึกหัดทแกล้วทหารไว้สำหรับเมืองให้พรักพร้อม ถ้าฉุกมีราชการเมื่อใดก็ให้ได้เมื่อนั้น ครั้นทำหนังสือเสร็จแล้วเข้าผนึกให้คนถือไปเมืองตินเมืองชัวคนละฉบับ จึงให้ขุนนางสองนายคุมคนสองกองไปทำเมืองด้านทิศใต้เมืองฌ้อเมืองหนึ่ง ทิศเหนือเมืองฌ้อเมืองหนึ่ง ฌ้อเลงอ๋องครั้นจัดแจงบ้านเมืองเสร็จแล้วก็มีใจกำเริบขึ้นอยากจะเป็นที่ฮ่องเต้ จึงให้หาหมอเสี่ยงทายขุนนางฝ่ายข้างโหรมาแล้วว่า เราให้หาท่านมาบัดนี้ จะให้ดูชะตาราศีเราว่าเมื่อไรจะได้เป็นที่อ๋อง หมอเสี่ยงทายจึงว่า ท่านก็เป็นที่อ๋องอยู่แล้วจะให้ดูไปทำไมเล่า ฌ้อเลงอ๋องจึงว่า เราเป็นที่อ๋องก็จริงแต่ยังต้องไปขึ้นเมืองตังจิวอยู่ เราคิดว่าทุกวันนี้จะไม่ไปคำนับแก่ผู้ใดแล้ว จึงให้ท่านมาดูว่าจะถึงที่ฮ่องเต้หรือยัง หมอเสี่ยงทายขุนนางจึงว่าซึ่งท่านรู้ดีและชั่วนั้น จงไปเอาเต่าซึ่งรักษาไว้ในคลังสำหรับเป็นที่เสี่ยงทายแต่ครั้งปู่และบิดาท่านมา

ฌ้อเลงอ๋องจึงให้คนไปเอาเต่ามาจากคลังส่งให้ขุนนางเสี่ยงทาย ขุนนางเสี่ยงทายจึงให้ฌ้อเลงอ๋องอธิษฐานตัวเสร็จแล้วเอาอีแปะไว้ในตัวเต่าสามอันแล้วก็สั่นเสี่ยงทาย ดูตามสังเกตเหมือนแต่ก่อน ขณะเมื่อสั่นตัวเต่านั้นเทพยดาอาเพศเพราะฌ้อเลงอ๋องจะไม่ได้เป็นใหญ่ จึงยังเหตุให้เต่าแตกออกไปเป็นสองซีก ขุนนางเสี่ยงทายจึงว่าแก่ฌ้อเลงอ๋องว่า บัดนี้เต่าแตกเสียแล้ว ซึ่งจะดูให้รู้ดีและชั่วนั้นหาแน่ไม่ ฌ้อเลงอ๋องเห็นเต่าแตกดังนั้นเสียใจโกรธนัก จึงเอาเต่าที่แตกนั้นทิ้งเสียแล้วว่า ซึ่งเต่าแตกไปเสียนี้ เหมือนเทพยดาจะไม่ให้เป็นใหญ่แล้วก็ให้เราเกิดมาทำไมเล่า ฌ้อเลงอ๋องเป็นคนโทโสมาก ก็บ่นว่าพิไรไปโทษเอาเทพยดาต่างๆ

จออิวซึ่งเป็นคนข้างเคียงของฌ้อเลงอ๋อง เห็นฌ้อเลงอ๋องโกรธจึงว่าซึ่งท่านจะน้อยใจด้วยเต่าแตกนั้นควรหาไม่ การที่จะดีและชั่วนั้นก็เป็นเพราะนํ้าใจของท่าน ถ้าปฏิบัติดีก็จะได้ดีถ้าปฏิบัติชั่วก็จะได้ชั่ว ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังจออิวทักทายชี้แจงดังนั้นก็ค่อยบรรเทาความโกรธลง จึงให้เลิกการเสี่ยงทายลง ตั้งแต่นั้นมาหัวเมืองทั้งปวงซึ่งนานาประเทศเล็กน้อยก็มาขึ้นแก่เมืองฌ้อเป็นหลายเมือง เมืองฌ้อครั้งนั้นบริบูรณ์มีอำนาจขึ้นกว่าแต่ก่อน กิตติศัพท์อันนี้รู้ไปถึงเมืองเจ๋ เจ๋เก๋งก๋งอยากจะใคร่เป็นไมตรีกับเมืองฌ้อ จึงให้วันเอ๋งซึ่งเป็นเสียงก๊ก คุมบรรณาการขึ้นบรรทุกเกวียนเสร็จแล้วก็ไปเมืองฌ้อ

ขณะเมื่อวันเอ๋งไปนั้น กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงฌ้อเลงอ๋องว่า วันเอ๋งจะมาขอเป็นไมตรีด้วย ฌ้อเลงอ๋องจึงปรึกษาว่าวันเอ๋งเป็นเสียงก๊กเมืองเจ๋จะมาหาเรา เราได้ยินว่าหัวเมืองทั้งปวงนับถือสรรเสริญวันเอ๋งว่ามีสติปัญญา ช่างพูดยิ่งกว่าขุนนางทั้งปวง เราจะคิดอ่านประการใดจึงจะให้วันเอ๋งนับถือว่าในเมืองเรามีคนเจ้าสติปัญญาอยู่บ้าง

ขณะนั้นอวนคีเกียงซึ่งเป็นขุนนางจึงเข้าไปกระซิบบอกฌ้อเลงอ๋องว่า วันเอ๋งคนนี้เป็นคนตํ่าเตี้ย ข้าพเจ้าคิดว่าข้างทิศตะวันออก ทางซึ่งวันเอ๋งจะมานั้นให้ทะลุกำแพงเสียสักสามศอกกว้างศอกหนึ่งพอจุตัวสุนัขเดินได้ ถ้าวันเอ๋งมาถึงเข้าเราจึงปิดประตูใหญ่เสีย ให้วันเอ๋งเข้าทางช่องซึ่งเราทำไว้นั้น ถ้าวันเอ๋งเป็นคนปัญญาน้อยก็จะเข้าตามช่องซึ่งเราทำไว้ จึงพูดจาถากถางให้ได้ความอัปยศ ฌ้อเลงอ๋องเห็นชอบด้วย จึงให้ทำตามคำอวนคีเกียงว่าทุกประการ แล้วใช้ให้คนสนิทไปอยู่ที่ประตูใหญ่ข้างทิศตะวันออก คอยฟังว่าวันเอ๋งจะตอบประการใดบ้าง

ฝ่ายวันเอ๋งครั้นมาถึงประตูตะวันออก นายประตูก็ปิดประตูเสีย ขณะเมื่อวันเอ๋งมาจากเมืองเจ๋นั้นใส่เสื้อกางเกงก็เป็นของเก่า ม้าที่เทียมเกวียนก็เป็นม้าผอม หาอ้วนพีเหมือนม้าที่เทียมเกวียนขุนนางทั้งปวงไม่ ครั้นมาถึงจึงเรียกให้นายประตูเปิดรับ นายประตูจึงตอบว่าตัวท่านรูปพรรณสันฐานหาสูงใหญ่เทียมคนอื่นไม่ จงเข้าไปทางช่องโน้นเถิด อย่าให้เราต้องเปิดประตูใหญ่ป่วยการเลย วันเอ๋งจึงตอบว่าประเพณีคนในแผ่นดินจะทำบ้านเมืองเหย้าเรือนที่อยู่ของตัว ก็ต้องทำให้หมดจดงดงาม ประตูและหนทางซึ่งจะเข้าออกก็ให้เป็นสง่าแก่ผู้ไปมาหาสู่ ถ้าเป็นแขกต่างเมืองแล้วก็ยิ่งกวาดแผ้วตบแต่งให้สะอาดขึ้นกว่าเก่าจึงต้องด้วยอย่างธรรมเนียม นี่เราดูเมืองหาเหมือนเมืองทั้งปวงไม่ ประตูซึ่งจะรับแขกเมืองเป็นสง่ายังเหมือนช่องสุนัขมันเข้าออก ถ้าเดินเหินแต่ลำพังชาวเมืองนี้แล้วเห็นจะยิ่งกว่าประตูนี้อีก เราเป็นชาวเมืองเจ๋หาเคยพบเคยเห็นอย่างนี้ไม่ เราเคยเข้าออกแต่ทางประตูที่งดงามกว้างขวาง นายประตูได้ฟังก็นิ่งอยู่หารู้ที่จะตอบประการใดไม่ คนสนิทซึ่งฌ้อเลงอ๋องให้มาคอยฟังอยู่นั้นจึงเอาความไปแจ้งแก่ฌ้อเลงอ๋องตามวันเอ๋งโต้ตอบกับนายประตูทุกประการ

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงว่า เราคิดอุบายหมายจะเย้ยเยาะวันเอ๋งให้ได้ความอัปยศก็หาสมคิดไม่ วันเอ๋งกลับว่ากล่าวให้เราได้ความอายอีก ว่าดังนั้นแล้วจึงสั่งให้เปิดประตูรับวันเอ๋งเข้ามา วันเอ๋งครั้นเข้ามาในประตูเมืองชั้นนอกและดูทั้งสองข้างทาง แต่ล้วนตึกร้านราษฎรมีข้าวของวางขายหลายอย่างต่างๆ กัน แล้วแลไปข้างหน้าเห็นขุนนางสองคนขี่เกวียนมาคนละเล่ม รูปร่างโตใหญ่แต่งตัวโอ่โถง หน้านั้นเหมือนสีหยก มีมือถือทวนและเกาทัณฑ์ทหารตามมาเป็นอันมาก ครั้นเกวียนมาใกล้กับเกวียนวันเอ๋งเข้า วันเอ๋งจึงคิดว่าขุนนางสองคนนี้รูปร่างโตใหญ่ เห็นฌ้อเลงอ๋องจะให้ออกมาเย้ยเยาะเรา ว่าเราเป็นคนเล็กเตี้ยตํ่ากว่าขุนนางสองคนนี้ ครั้นคิดดังนั้นจึงว่ากับขุนนางทั้งสองคนว่า ซึ่งเรามาเมืองฌ้อนี้ ปรารถนาจะเป็นไมตรีกับนายท่าน มิได้เป็นข้าศึกมารบพุ่งกับชาวเมืองฌ้อดอก ซึ่งท่านถืออาวุธออกมานี้ เราเห็นหาควรไม่ ท่านหลีกเสียให้พ้นเถิด ขุนนางทั้งสองได้ฟังมิรู้ที่จะโต้ตอบประการใดก็หลีกออกไปเสีย วันเอ๋งก็รีบขับเกวียนไปถึงประตูเมืองชั้นใน เห็นขุนนางแต่งตัวสะสวยมายืนคอยรับเป็นแถวสองข้างประตูข้างละเก้าคนสิบคน จึงคิดว่าขุนนางเหล่านี้เห็นจะมีสติปัญญาพูดจาเฉลียวฉลาด วันเอ๋งจึงลงจากเกวียนกระทำคำนับขุนนางทั้งปวง ขุนนางทั้งปวงก็รับคำนับกันตามธรรมเนียม

ขุนนางผู้หนึ่งรุ่นหนุ่มชื่อโตเซียงเหยียน จึงถามวันเอ๋งว่า ท่านนี้อยู่บนบ้านชื่อตำบลอีมวยเขตแดนเมืองเจ๋ ตัวท่านชื่อวันเอ๋งหรือ วันเอ๋งจึงแลดูหน้าก็จำได้จึงถามว่า ตัวท่านชื่อโตเซียงเหยียนขุนนางที่เกียวอินเป็นบุตรโตอุย ซึ่งท่านมาถามเรานี้จะเตือนสติสั่งสอนประการใด โตเซียงเหยียนจึงว่าเราสงสัยความอยู่ข้อหนึ่ง จะถามท่าน ท่านอย่าน้อยใจเลย เราแจ้งว่าแต่ครั้งก่อนนั้นพระเจ้าจิวบู๊อ๋องครองเมืองตังจิวเป็นเมืองหลวง ตั้งให้เกียงไทก๋งไปครองเมืองเจ๋ เมืองเจ๋ก็เข้มแข็งกล้าหาญสู้กับเมืองจิ้น เมืองฌ้อ เมืองจิ้นเมืองฌ้อหาอาจมายํ่ายีแก่เมืองเจ๋ไม่ เมืองเจ๋ก็ตั้งเป็นเอกเทศอยู่ไม่ไปงอนง้อขอพึ่งบุญกับเมืองใด อนึ่งเสบียงอาหารข้าวของก็บริบูรณ์มั่งคั่ง ไปมาค้าขายถึงกันกับเมืองโอยและเมืองฬ่อ ครั้นอยู่มาเจ๋ฮวนก๋งได้เป็นเจ้าเมืองรักษาอาณาเขตเข้มแข็งบริบูรณ์ อยู่มาเจ๋เก๋งก๋งนายท่านได้เป็นเจ้าเมืองขึ้น จึงตั้งท่านผู้มีสติปัญญาเป็นที่เสียงก๊กสำเร็จราชการเมืองเจ๋ ควรที่รักษาอาณาเขตให้กว้างขวางบริบูรณ์ยิ่งขึ้นไปกว่าแต่ก่อนจึงจะชอบ นี่เราได้ยินกิตติศัพท์ว่าไปขอขึ้นกับเมืองจิ้น เดี๋ยวนี้มาเมืองฌ้อ ซึ่งทำราชการทั้งนี้เราคิดอายนักหาสมควรกับที่ท่านมีสติปัญญาช่วยทำนุบำรุงไม่

วันเอ๋งยิ้มแล้วจึงตอบว่า ท่านเป็นเด็กหนุ่มยังไม่เข้าใจ เราจะว่าให้ท่านฟัง คำโบราณท่านว่าไว้แต่ก่อนว่า ถ้าผู้ใดดีก็ให้ดีต่อถ้าผู้ใดคดก็ให้กระทำตอบแทนตามคด อันเมืองจิ้นนั้นเขาก็มิได้กระทำยํ่ายีกับเมืองเจ๋ เจ๋เก๋งก๋งนายเราเห็นว่าดีจึงเป็นไมตรีด้วย อันเมืองฌ้อก็ประพฤติแต่การสุจริต กิตติศัพท์เลื่องลือไปทุกหัวเมือง นายเราจึงให้มาพูดจาเป็นทางไมตรีไว้ ใช่จะเบียดเบียนทรัพย์สินสิ่งเงินทองนั้นหามิได้ ตัวท่านก็เป็นหลานจือบุนเป็นที่เลงอินขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองฌ้อมาแต่ก่อน คนทั้งปวงก็นับถือปู่ท่านว่ามีสติปัญญา ซึ่งท่านมาเจรจาดังนี้เหมือนคนพาล การหาสมที่เป็นลูกหลานว่านเครือคนดีไม่ โตเซียงเหยียนได้ฟังวันเอ๋งลำเลิกถึงปู่ดังนั้นก็โกรธนักจนหน้าแดง ครั้นจะโต้ตอบต่อไปเล่า ก็เห็นว่าจะสู้ฝีปากวันเอ๋งมิได้จึงถอยมายืนอยู่ที่เก่า ขุนนางคนหนึ่งชื่อยังหมังจึงว่ากับวันเอ๋งว่า ท่านก็เป็นคนมีสติปัญญา ซื่อตรงต่อเจ้านายของตัว เมื่อครั้งซุยทู้กับเคงหองฆ่าเจ๋จงก๋งนายเก่าของท่านเสีย เกียกือกับขุนนางมีชื่ออีกหลายคนเจ็บร้อนซื่อตรงต่อนาย ครั้นจะต่อสู้กับซุยทู้เคงหองก็มิได้ ด้วยเป็นคนวาสนาน้อยหามีทแกล้วทหารไม่จึงเชือดคอตายเสีย คนเหล่านี้ก็ได้ชื่อเสียงไว้ในแผ่นดินว่าเป็นคนสัตย์ซื่อ ตันบูอู๊ขุนนางเจ๋จงก๋งคนหนึ่งนั้นหนีเอาตัวรอดไปอยู่เสียเมืองอื่น คนอย่างนี้ก็ขึ้นชื่อว่าไม่มีกตัญญูต่อเจ้านายของตัว อันคนเหล่านี้เล่าก็หาควรที่จะยกขึ้นว่าไม่ ด้วยเป็นข้างนอกไม่มีเสียงปรากฏเหมือนตัวท่าน ครั้งนั้นท่านก็ได้ทำราชการรับเบี้ยหวัดหัวปีเงินเดือนอยู่ในเจ๋จงก๋ง ควรที่จะคิดตอบแทนแก้แค้นฆ่าซุยทู้เคงหองเสีย ถ้าท่านสู้มิได้ก็เอาชีวิตสนองคุณตายตามเจ้านายของตัวไปจึงชอบ อนึ่งโบราณว่าไว้ว่า เจ้านายได้ดีก็จะดีด้วย ถ้าเจ้านายได้ทุกข์ก็ให้ทุกข์ด้วยจึงจะชอบด้วยอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนนี้เป็นเช่นนั้น แต่ท่านกลับเอาตัวออกห่างเพิกเฉยเสียฉะนี้หาควรที่กับเขาเลื่องลือว่าซื่อตรงต่อเจ้านายและมีสติปัญญาเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่

วันเอ๋งจึงว่าเรารู้จักท่านอยู่ ท่านชื่อยังหมัง เป็นหลานฌ้อบกอ๋อง ท่านว่านี้ก็ชอบด้วยอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนอยู่ แต่รู้การหาตลอดไม่ เราจะว่าให้ฟัง ซึ่งเจ๋จงก๋งตายนั้นเพราะประพฤติการหาสุจริตไม่ ไปลอบทำชู้กับภรรยาซุยทู้บ่าวของตัวเขาจึงฆ่าเสีย อันเราจะตายด้วยนั้นก็ไม่ต้องด้วยอย่างธรรมเนียม ครั้นเราจะทำทดแทนแก้แค้นซุยทู้เล่า ตัวเราก็ยังเป็นคนวาสนาน้อย ทั้งทแกล้วทหารซึ่งจะร่วมคิดด้วยนั้นก็น้อยตัว เห็นว่าจะสู้ซุยทู้มิได้ การเป็นแต่เพียงนี้จะจัดว่าเป็นคนอกตัญญูก็มิได้ อนึ่งธรรมดาขุนนางฆ่าเจ้าเมืองอย่างนี้หาเป็นแต่เมืองเจ๋ไม่ ถึงเมืองฌ้อก็เหมือนกัน เราก็แจ้งว่าฌ้อเลงอ๋องฆ่าฌ้อคังอ๋องซึ่งเป็นนายเก่าของท่านเสีย ท่านก็ได้กินข้าวแดงแกงร้อนของฌ้อคังอ๋องอยู่ ทำไมท่านจึงมิคิดตอบแทนและตายตามฌ้อคังอ๋องไปเล่า ซึ่งท่านติเตียนเรานี้ก็ต้องด้วยคำโบราณว่าไว้แต่ก่อนว่าโทษผู้อื่นเท่าไข่เหาซิแลเห็น ฝ่ายโทษตัวผิดเท่าภูเขานั้นไม่ยกออกมาว่า ท่านเจรจาอย่างนี้หาควรไม่ อย่าได้พูดต่อไปอีกเลย ยังหมังได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าเราจะว่าวันเอ๋งให้ได้ความอาย วันเอ๋งกลับว่ากล่าวเราให้ได้ความอัปยศเสียอีก ครั้นจะเจรจาต่อไปก็เห็นจะสู้วันเอ๋งมิได้ก็นิ่งจนใจอยู่

ขณะนั้นแต้ตันซึ่งเป็นที่อองอินเห็นยังหมังสู้ถ้อยคำวันเอ๋งไม่ได้จึงซ้ำว่า เราก็รู้เงื่อนสายในเมืองเจ๋อยู่บ้าง เคงหองกับซุยทู้ขุนนางในเมืองเจ๋รบกันจนเคงหองฆ่าซุยทู้เสียทั้งบุตรภรรยาก็ฆ่าเสียด้วย ท่านก็ไม่ช่วยชำระว่ากล่าวกลับเข้าข้างคนผิด เห็นว่าผู้ใดชนะก็เข้าด้วยผู้นั้น ข้อหนึ่งขุนนางทั้งสี่ทะเลาะวิวาทจนถึงรบพุ่งกันขึ้นที่ ประตูเมืองชั้นใน ท่านก็นิ่งเพิกเฉยเสียหาช่วยพิพากษาตราสินให้เห็นว่าผู้ใดผิดและชอบไม่ คอยแต่ชนะไหนก็เล่นด้วย ซึ่งทำอย่างนี้หาควรที่เขาลือชื่อเสียงว่าเปรื่องปราชญ์ฉลาดเฉลียวและเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่

วันเอ๋งได้ฟังแต้ตันว่าดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงว่า ท่านรู้แต่การภายนอก หารู้ข้างภายในไม่ เราจะเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งเคงหองกับซุยทู้รบกันนั้น ครั้นเราจะห้ามปรามว่ากล่าวเล่า ซุยทู้เคงหองก็มีวาสนามากกว่าเรา เห็นจะหาเชื่อฟังเราไม่ ข้อซึ่งขุนนางทั้งสี่วิวาทรบพุ่งกันขึ้นที่ประตูเมืองนั้นเล่าเราหารู้ไม่ ด้วยครั้งนั้นเจ๋เก๋งก๋งได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ๆ เราไปดูแลปฏิบัติรักษานายเราอยู่ อันคนเหล่านี้เป็นแต่คนข้างนอกมิได้เป็นเจ้าขุนมูลนายเรา เราจึงหาได้เอาใจใส่ไม่ อันจะพิพากษาตราสินว่าผู้ใดผิดและชอบนั้นก็สุดแต่เจ้าบ้านภารเมืองจึงจะควร ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่รู้จักคติโบราณต่างๆ ซึ่งท่านว่าอย่างนี้เห็นชอบด้วยถ้อยคำของท่านว่าดีแล้วหรือ

แต้ตันได้ฟังวันเอ๋งว่าดังนั้นก็นิ่งอยู่หารู้ที่จะว่าประการใดไม่ จึงถอยกลับออกไปเสียที่เก่า มีขุนนางคนหนึ่งชื่อว่าอวนคีเกียงเป็นที่ไทไจ จึงว่ากับวันเอ๋งว่า อันประเพณีคนมีสติปัญญาเจ้านายชุบเลี้ยงโตใหญ่แล้วลักษณะหาเป็นอย่างนี้ไม่ วันเอ๋งได้ฟังดังนั้นก็เหลียวหน้าไปดูรู้จักว่าอวนคีเกียงเป็นที่ไทไจขุนนางผู้ใหญ่ วันเอ๋งจึงกล่าวคำว่าท่านเห็นข้าพเจ้าเป็นประการใดหรือจึงว่าดังนี้ อวนคีเกียงจึงตอบว่า อันธรรมดาคนดีเฉลียวฉลาดในศิลปศาสตร์ราชการ เจ้านายชุบเลี้ยงเป็นที่เสียงก๊กแล้วมีเกียรติยศมากนัก จะบริโภคนุ่งห่มก็ล้วนแต่ของดีๆ เกวียนสำหรับขี่ไปมาราชการนั้นก็งดงามจึงสมที่เจ้าบ้านภารเมืองทำนุบำรุง นี่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เราดูท่านใส่เสื้อและกางเกงก็เป็นของเก่า ม้าที่เทียมเกวียนเล่าก็เป็นม้าผอมโซเหมือนกับม้าหามีเจ้าของไม่ เราดูการไม่สมประกอบหาสมควรจะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ที่เจ้านายวางใจใช้สอยให้เป็นทูตมาเจรจาความเมืองไม่ อนึ่งเราได้ยินลูกค้าชาวเมืองเจ๋สรรเสริญท่านว่าท่านมีเสื้ออย่างดีตัวหนึ่ง อุตส่าห์สงวนใส่รักษาไว้ได้ถึงสามสิบปีมิได้เปลี่ยน กับถึงฤดูตรุษสารทจะเซ่นปู่ย่าตายาย ก็อุตส่าห์ทำแต่นิดแต่หน่อยจะมีของเช่นโล่จานก็ปิดกันจานมิดไม่ เราได้ยินได้ฟังดังนี้เป็นที่อดสูใจนัก

วันเอ๋งได้ฟังอวนคีเกียงว่าดังนั้นก็ตบมือหัวเราะแล้วว่า ท่านเป็นถึงที่ไตหูขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองฌ้อ เหตุไฉนหาตรองการให้ลึกซึ้งมาด่วนกล่าวคำดังนี้ สมควรกับผู้มีสติปัญญาแล้วหรือ ประเพณีขุนนางเมืองน้อยจะมาเมืองใหญ่ก็แต่งตัวพอสมควร แม้นอยู่เมืองของตัวแล้วก็ต้องแต่งตัวตามตำแหน่งเสียงก๊ก ถึงญาติพี่น้องของเรา เราก็ได้ทำนุบำรุงเลี้ยงดูให้บริบูรณ์ด้วยเงินทองข้าวของตามตระกูลของตัว อันข้อซึ่งท่านว่าถึงเพลาตรุษสารทมีของเซ่นไม่เต็มจานนั้น ความข้อนี้หาควรจะยกมากล่าวไม่ ด้วยประเพณีซึ่งมีของเซ่นปีศาจนั้น จะใส่มากและน้อยก็เป็นแต่ดูงาม แต่หาเป็นประโยชน์แก่ปีศาจที่จะกินมากและน้อยไม่ การอันนี้ก็สุดแต่ใจผู้ที่เซ่นว่ามีกตัญญูเป็นประมาณ อนึ่งมีคำคนพูดกันว่าเรามีเสื้อใส่หนาวตัวหนึ่งสงวนใส่ถึงสามสิบปีนั้น พิเคราะห์ดูก็ควรที่ท่านทั้งปวงจะจำไว้สั่งสอนลูกหลานเป็นตัวอย่างได้ ด้วยประเพณีผู้ซึ่งจะสั่งสอนลูกหลานนั้น ก็ย่อมสั่งสอนให้รักษาทรัพย์สมบัติของบิดามารดาไว้ให้ยืนยาว มิควรเสียอย่าให้เสีย มิควรสูญอย่าให้สูญดังนี้เป็นธรรมดา ถึงเสื้อขนที่เรารักษาไว้ได้สามสิบปีนั้นก็ยังเร็วนักหาสู้ประหลาดไม่ ใจของเราคิดจะรักษาไว้ให้จนสิ้นอายุ และสืบลูกหลานต่อไปได้ก็ยิ่งดีอีก อันคนซึ่งไม่รู้จักรักษาของนั้นถ้าจะว่าโดยประเพณีโลกแล้วหามีผู้ใดคบค้านับถือไม่ เขาเรียกว่าคนฉิบหาย อันตัวเราทุกวันนี้เป็นคนสุภาพ ถึงจะมีเครื่องนุ่งห่มบริโภคไม่สู้หมดจดงดงามก็ดีหาเป็นไรไม่ ขอแต่ให้ราษฎรเขาอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว เราก็มีความยินดียิ่งกว่าตัวได้ความสุขอีก ท่านทั้งปวงก็ล้วนมีสติปัญญา ข้าพเจ้าขอเสียเถิดอย่าได้เอาความดังนี้มาเจรจากับแขกเมืองสืบไปเลย

ขณะนั้นลงเหียขุนนางฝ่ายข้างทหาร ได้ฟังวันเอ๋งว่าดังนั้นเดินเข้ามาใกล้ หัวเราะพลางชี้มือแล้วว่ากับวันเอ๋งว่า เมื่อครั้งพระเจ้าเสียงทางพระองค์สูงถึงเก้าศอก ก็สมควรเป็นกษัตริย์อันประเสริฐ มีขุนนางสำเร็จราชการต่างพระเนตรพระกรรณคนหนึ่งชื่อจือซอง รูปร่างโตใหญ่โอ่โถงมีกำลังมาก แต่ผู้เดียวอาจสู้คนได้ถึงหมื่นหนึ่ง คนอย่างนี้จึงสมควรเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ฝ่ายข้างพลเรือนเล่าก็แต่ล้วนรูปกายสะอาดสูงระวาดระไว ถึงจะเข้าเฝ้าก็เจริญพระทัยพระมหากษัตริย์ คนอย่างนี้จึงจะว่าเป็นข้าราชการได้ นี่เราดูรูปพรรณสัณฐานท่านเล็กเตี้ยดังนี้จะดูข้างทหารก็ไม่เหมือน จะดูข้างพลเรือนก็หาสมไม่ กำลังจะมีแต่พอจับไก่ตัวหนึ่งก็ไม่อยู่ เราดูไม่สมประกอบทั้งสิ้น เอาแต่ลิ้นมาเจรจาให้คนหลงถือว่าดี พิเคราะห์ดูก็เป็นที่น่าหัวเราะนี่หรือว่าเป็นผู้สำเร็จราชการในเมืองเจ๋

วันเอ๋งได้ฟังแล้วเหลือบไปดูก็รู้จักว่าลงเหียเป็นขุนนางฝ่ายทหาร วันเอ๋งยิ้มแล้วจึงตอบว่า ท่านที่พูดเมื่อตะกี้จงเข้ามานี่เราจะว่าให้ฟัง อันประเพณีลูกตุ้มซึ่งสำเร็จชั่งของนั้น เล็กประมาณเท่าผลส้มก็จริง แต่อาจสามารถจะชั่งของอื่นได้น้ำหนักมากกว่าลูกตุ้มได้ร้อยเท่าพันเท่า อันธรรมดาโล้ซึ่งสำหรับโล้เรือนั้นเล่า ถ้าจะกำหนดโดยยาวประมาณถึงห้าวาหกวา แต่ใช้การลงในนํ้าได้เพียงวาเศษหาสมกับที่ยาวไม่ เปรียบเหมือนทหารสองคน คนหนึ่งชื่อเต๊กยาว รูปร่างใหญ่โตสูงถึงสามวาเศษ หามีชื่ออยู่นานเหมือนทหารทั้งปวงไม่ อันลำจงเตียบาลทหารเมืองซองเล่าก็มีกำลังมากหาผู้จะเสมอมิได้ คนทั้งสองนี้ก็ตายเพราะโง่ทั้งนั้น เต๊กยาวนี้ก็ตายในเมืองฬ่อ ลำจงเตียบาลนั้นเล่า เขาก็ฆ่าตายในเมืองซองเอง ถึงตัวท่านซึ่งถือว่าโตใหญ่มีกำลังมากก็ดี ถ้าขืนเจรจามักง่ายดังนี้ เราเห็นว่านานไปเบื้องหน้าจะซ้ำร้ายกว่าคนทั้งสองนั้นอีก อนึ่งทุกวันนี้เล่าเราก็หาสำคัญตัวว่าดีมีสติปัญญาและฝีปากดีไม่ดอก แต่มีผู้อื่นหาชวนพูดแล้วก็พอโต้ตอบไปได้มิให้ขายหน้าเจ้า

ขณะนั้นพอมีขุนนางผู้ใหญ่จะเข้าไปคำนับฌ้อเลงอ๋องสองคนชื่องวนพีคนหนึ่งเป็นที่เลงอิน ชื่อหงอกือคนหนึ่งเป็นจออิน เข้ามาถึงประตู ขุนนางทั้งปวงเห็นก็ชวนกันยืนขึ้นคำนับ งวนพีกับหงอกือจึงทำเป็นโกรธห้ามขุนนางเหล่านั้นว่า วันเอ๋งคนนี้เป็นถึงที่เสียงก๊กสำเร็จราชการเมืองเจ๋ อนึ่งก็เป็นแขกมาหาควรที่ท่านทั้งปวงจะพากันมาพูดจาถากถางไม่ แล้วก็เข้าจับข้อมือวันเอ๋งว่า ท่านจะมาเจรจากับขุนนางเหล่านี้ให้ป่วยการปากหาประโยชน์มิได้ จงมาไปคำนับฌ้อเลงอ๋องด้วยกันเถิด ว่าแล้วก็พากันเดินเข้าไป พอได้ยินเสียงกลองประโคมกำหนดฌ้อเลงอ๋องออกว่าราชการ เลงอินก็พาวันเอ๋งเข้าไปคุกเข่าลงคำนับฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องเหลือบมาเห็นวันเอ๋ง จึงทำเป็นพูดเปรียบว่าคนในเมืองเจ๋ไม่มีแล้วหรือ

วันเอ๋งได้ฟังฌ้อเลงอ๋องพูดแยบคายดังนั้น ก็เข้าใจว่าเยาะตัวจึงคำนับแล้วตอบว่า อันคนในเมืองเจ๋นั้นถ้าจะประมาณแล้วมากกว่าหัวเมืองทั้งปวง แต่ไอลมหายใจเข้าออกก็เป็นหมอกกลุ้มเมือง ตามถนนทางทุกตำบลก็เดินเบียดเสียดเยียดยัดกันไปจนเหงื่อไหลโทรมหน้า ต่างคนเอามือเช็ดเหงื่อสะบัดกระเด็นไป ประดุจละอองฝนบนอากาศ ถ้าจะกำหนดรอยเท้าก็ซ้อนซับเหลือจะนับจะประมาณ ทำไมท่านจึงว่าคนในเมืองเจ๋น้อย

ฌ้อเลงอ๋องตอบว่า ถ้าคนในเมืองเจ๋มีมากดังนั้นแล้วทำไมจึงใช้คนไม่เทียมคนมาหาเราเล่า วันเอ๋งจึงว่า ประเพณีเมืองเจ๋นั้น ถ้าจะใช้ขุนนางไปเป็นทูตต่างเมืองแล้ว ก็ต้องพิเคราะห์สันดานเจ้าเมืองนั้นๆ ว่าประกอบด้วยสติปัญญาและอยู่ในสัจธรรมหรือ หรือหามีสติปัญญาและหามีสัจธรรมไม่ รู้แล้วก็ต้องประกอบแต่งทูตไปให้สมกับสันดานเจ้าเมือง ถ้าเจ้าเมืองอยู่ในสัจธรรมก็แต่งให้คนสัจธรรมไป ถ้าเจ้าเมืองไม่อยู่ในสัจธรรมก็แต่งให้คนไม่เป็นสัจธรรมไป ถ้าเจ้าเมืองมีกตัญญูรู้จักคุณบิดามารดาญาติทั้งปวงก็แต่งให้คนมีกตัญญูไป ถ้าเจ้าเมืองเป็นคนอกตัญญูก็แต่งคนอกตัญญูไปเหมือนกับข้าพเจ้ามาเมืองฌ้อเดี๋ยวนี้

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังวันเอ๋งเจรจาโต้ตอบเหน็บแนมดังนั้นก็คิดขยาดวันเอ๋ง ยังหาทันจะตอบประการใดไม่ พอมีขุนนางหัวเมืองจิ้นเอาส้มแป้นเข้ามาคำนับฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องจึงหยิบเอาส้มแป้นให้วันเอ๋งผลหนึ่ง แล้วว่าท่านมาต่างเมืองจงกินเถิดเป็นของประหลาด วันเอ๋งก็รับเอาส้มมาแล้วหาปอกไม่ กินทั้งเปลือก ฌ้อเลงอ๋องเห็นดังนั้นก็ตบมือหัวเราะเยาะว่า คนชาวเมืองเจ๋เราเพิ่งเห็นวันนี้ หาเคยมีส้มกินไม่ดอกหรือจึงไม่ปอก กินทั้งเปลือกดังนั้น วันเอ๋งได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า อันอย่างธรรมเนียมกฎหมายในเมืองเจ๋นั้น ถ้าเจ้านายจะให้ผลไม้ของกินแก่ขุนนาง เปรียบเหมือนลูกโถลูกฟักลูกแฟง ถ้าไม่ได้สั่งให้ปอกก็ปอกไม่ได้ บัดนี้ข้าพเจ้าก็คิดว่าท่านก็เหมือนกับเจ๋เก๋งก๋งนายข้าพเจ้า เมื่อขณะให้ส้มนั้นก็มิได้สั่งให้ปอก ข้าพเจ้าจึงหาอาจปอกไม่ต้องรับประทานทั้งเปลือก เพราะกลัวจะผิดกฎหมายอย่างธรรมเนียมของตัวไป

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังวันเอ๋งพูดจาต้องอย่างธรรมเนียมดังนั้นก็มีความเกรงใจ จึงเชิญให้วันเอ๋งนั่งแล้วสั่งให้ยกโต๊ะออกมาเลี้ยงวันเอ๋งและขุนนางทั้งปวงพร้อมกัน ขณะเมื่อเสพสุราอยู่นั้นพอบูซูสี่คนจับผู้ร้ายคนหนึ่งมัดเดินมาตรงหน้าฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องจึงถามบูซูว่าคนที่ไหนโทษอันใด บูซูคำนับแล้วตอบว่า คนเมืองเจ๋เป็นโจร ความข้อนี้มิใช่จริงดอก ฌ้อเลงอ๋องแกล้งสั่งไว้หวังจะประจานวันเอ๋งให้ได้ความอาย ขณะเมื่อบูซูตอบดังนั้นฌ้อเลงอ๋องจึงหันมาถามวันเอ๋งว่า เราขออภัยท่านเถิด จะขอถามสักคำหนึ่ง ชาวเมืองเจ๋เป็นโจรผู้ร้ายชุกชุมนักหรือ วันเอ๋งได้ฟังก็แจ้งในที ฌ้อเลงอ๋องว่าแสร้งจะประจานตัวจึงตอบว่า ในแผ่นดินแว่นแคว้นกังหนำนั้น ถึงจะปลูกผลไม้ใดๆ แม้นออกผลก็รสชาติเนื้อหนังบริบูรณ์ ถ้าย้ายมาปลูกที่แผ่นดินกังปัก ถึงจะมีผลก็ไม่มีเนื้อแกนเป็นเม็ดไปทั้งนั้น เพราะพืชแผ่นดินไม่เหมือนกัน เปรียบเหมือนคนชาวเมืองเจ๋ ถ้าอยู่ในแว่นแคว้นของตัวแล้วก็เรียบร้อยราบคาบหาโหยกเหยกเป็นคนพาลไม่ ต่อเมื่อใดตกไปอยู่เมืองอื่นเปรียบเหมือนเมืองฌ้อนี้ จึงได้เป็นโจรผู้ร้ายเพราะพืชแผ่นดินและนํ้ารดไม่เหมือนกัน ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังวันเอ๋งดังนั้นมิรู้ที่จะโต้ตอบประการใด จึงคิดว่าเมื่อเดิมเรานึกจะพูดเยาะเย้ยให้วันเอ๋งกลับว่าให้เราได้ความอายอีก ครั้นคิดดังนั้นแล้วจึงว่ากับวันเอ๋งว่า ท่านมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดอาจสำเร็จราชการทั้งปวงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ จึงจัดสิ่งของให้แก่วันเอ๋งเป็นบำเหน็จปากตามสมควร

วันเอ๋งคำนับรับของแล้วจึงว่า เจ๋เก๋งก๋งนายข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าคุมของบรรณาการมาคำนับท่านจะขอเป็นไมตรีด้วย สืบต่อไปภายหน้าจะได้ร่วมสุขทุกข์กันต่อไป ฌ้อเลงอ๋องยังนิ่งตรึกตรองอยู่หาว่าประการใดไม่ วันเอ๋งเห็นฌ้อเลงอ๋องนิ่งอยู่ดังนั้นกลัวจะไม่สมคะเนที่นึกไว้การของเราจะมิเสียไปหรือ จึงซ้ำว่า ซึ่งท่านจะเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองเจ๋นั้นก็ควรอยู่ด้วยเป็นเมืองใหญ่ต่อเมืองใหญ่ด้วยกัน อนึ่งข้าพเจ้าได้ยินคำบุราณว่าไว้แต่ก่อนว่า เป็นบุตรเจ้าบ้านภารเมือง ก็ให้คบค้ากันตามตระกูลที่เป็นบุตรเจ้าบ้านภารเมือง ถ้าเป็นบุตรเศรษฐีคหบดี ก็ให้คบกันตามบุตรเศรษฐีคหบดีด้วยกัน ถ้าเป็นบุตรราษฎรชาวบ้าน ก็ให้คบกันตามตระกูลเสมอกันทั้งสองฝ่ายจึงจะยืดยาวมิได้ร้าวฉานแก่กัน ซึ่งข้าพเจ้าว่าทั้งนี้ขอท่านจงตรึกตรองดูแต่ควรเถิด ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นจริงด้วยก็รับเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองเจ๋

วันเอ๋งได้ฟังฌ้อเลงอ๋องรับไมตรีดังนั้นมีความยินดีนัก ก็คำนับลามาขึ้นเกวียนไป ณ เมืองเจ๋ พอเจ๋เก๋งก๋งออกว่าราชการอยู่ เห็นวันเอ๋งเข้ามาจึงลุกออกไปรับจับมือวันเอ๋งให้นั่งที่สมควร วันเอ๋งกระทำคำนับแล้วแจ้งความตามซึ่งได้โต้ตอบกับขุนนางและฌ้อเลงอ๋องให้เจ๋เก๋งก๋งฟังทุกประการ เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังมีความยินดียิ่งนัก จึงให้วันเอ๋งเลื่อนที่เป็นเสียงเขงให้เครื่องยศตามตำแหน่งผู้ใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่าเก่า แล้วเอาเสื้อขนอย่างดีมาตัวหนึ่งราคาพันตำลึงทองกับยกบ้านส่วยให้อีกเป็นหลายตำบล จึงสั่งเจ้าพนักงานไปทำตึกกว้านบ้านช่องให้วันเอ๋งอยู่กว้างขวางโตใหญ่งดงามกว่าบ้านเก่า วันเอ๋งได้ฟังดังนั้นก็ลุกขึ้นคำนับว่า ซึ่งท่านเมตตาโปรดปรานประทานสิ่งของทั้งปวงเหล่านี้ให้แก่ข้าพเจ้าพระเดชพระคุณหาที่สุดไม่ ซึ่งข้าพเจ้าทำราชการทุกวันนี้ ได้ปรารถนาลาภและยศนั้นหามิได้ อุตส่าห์ให้ท่านใช้สอยนั้นเพราะมีความกตัญญูรักใคร่ท่านดอก สิ่งของซึ่งท่านกรุณาให้ปันข้าพเจ้าทั้งนี้ ข้าพเจ้าขอคืนเข้าไว้ในคลังของท่านจะได้ปูนบำเหน็จทแกล้วทหารที่มีความชอบนั้นต่อไป อย่าได้วิตกถึงข้าพเจ้าเลย ซึ่งทรัพย์สมบัติที่ท่านให้ไว้แต่ก่อนนั้นพอเลี้ยงชีวิตได้อยู่แล้ว วันเอ๋งก็คำนับลาออกมา ณ บ้าน

เพลาวันหนึ่งเจ๋เก๋งก๋งคิดรำลึกถึงวันเอ๋ง จึงเรียกคนใช้ประมาณเก้าสิบคนแล้วขึ้นเกวียนไป ณ บ้านวันเอ๋ง วันเอ๋งแจ้งว่าเจ๋เก๋งก๋งจะมาหาก็แต่งตัวใส่เสื้ออย่างขุนนางออกมารับเจ๋เก๋งก๋งเข้าไปในตึกต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วเชิญให้เจ๋เก๋งก๋งนั่งตามสมควร ขณะเมื่อนั่งพูดกันอยู่นั้น เจ๋เก๋งก๋งแกล้งชายตาดูเหย้าเรือนเคหาและบุตรภรรยาเครื่องภาชนะใช้สอยทั้งปวง พอแลเห็นหญิงคนแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ข้างใน จึงถามวันเอ๋งว่าหญิงที่นั่งอยู่นั้นคือผู้ใด วันเอ๋งจึงบอกว่าภรรยาของข้าพเจ้า เจ๋เก๋งก๋งยิ้มแล้วจึงตอบว่า ทุกวันนี้ท่านก็ได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ เหย้าเรือนเคหาสมบัติพัสถานทั้งปวงไม่สมบริบูรณ์ก็ทำเนาเถิด แต่ที่กินที่นอนนั้นให้เป็นสุขแก่ใจบ้าง ที่เราดูภรรยาท่านนั้นแก่แล้ว มิหนำซ้ำรูปร่างหน้าตาก็ไม่หมดจดงดงามเป็นที่เจริญใจ ทุกวันนี้เรามีความรักใคร่ท่านมากหาความรังเกียจมิได้ เรามีบุตรหญิงอยู่คนหนึ่งจะยกให้เป็นภรรยาสำหรับปฏิบัติรักษาท่านพอมีความสุข วันเอ๋งจึงว่าซึ่งท่านเมตตาว่าดังนี้ก็บุญคุณหาที่สุดมิได้ อันประเพณีหญิงสาวซึ่งจะปฏิบัติสามีอันเป็นคนชรานั้นยากนัก ด้วยอัชฌาสัยต่างกันจะพูดจาสั่งกิจการงานทั้งปวงก็มักได้บ้างเสียบ้าง อันภรรยาของข้าพเจ้านี้ถึงรูปชั่วตัวดำแก่เฒ่าก็ดี ก็สมควรกับข้าพเจ้าเป็นคนสูงอายุด้วยกัน แม้จะมีธุระสุขทุกข์คิดอ่านประการใดๆ ก็ดี ก็ปรองดองหาเกี่ยงงอนกันมิได้ ถึงเป็นคนชราก็จริง อันจะหาหญิงอื่นเสมอนั้นยากนัก

เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังวันเอ๋งสรรเสริญภรรยาดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ จึงคิดในใจชมวันเอ๋งว่า มิเสียแรงเกิดมาเป็นชายมีใจซื่อตรงมั่นคงนัก แต่เราจะยกบุตรีให้เป็นภรรยาก็ยังหาทิ้งเมียเก่าไม่ นี่หรือเจ้านายจะไม่รัก ตั้งแต่นั้นเจ๋เก๋งก๋งก็ยิ่งมีใจรักใคร่วันเอ๋งเป็นที่วางใจมากกว่าแต่ก่อน พอพูดกันแล้วเจ๋เก๋งก๋งก็ลากลับมาที่อยู่ วันเอ๋งก็ตามไปส่งจนลับตัว

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ