๕๐

ฝ่ายฬ่ออีก๋งเจ้าเมืองฬ่อได้บุตรสาวเจียวก๋งเจ้าเมืองเจ๋เป็นภรรยาใหญ่คนหนึ่งซึ่งชื่อนางเกียงซี มีบุตรชายสองคน ชื่อก๋งจูออกคนหนึ่ง ก๋งจูซีคนหนึ่ง ฬ่ออีก๋งได้นางเกงเอ๋งบุตรเจ้าเมืองจิ้นคนหนึ่งเป็นภรรยาที่สอง มีบุตรด้วยเจ้าเมืองฬ่อสองคน ชื่อก๋งจูเจียบคนหนึ่ง ชื่อก๋งจูซกฟันคนหนึ่ง แต่ก๋งจูเจียบมีอายุแก่กว่าก๋งจูออก ครั้งนั้นฬ่ออีก๋งคิดว่าตัวเองก็แก่ลงแล้ว ยังหาได้ตั้งซีจูที่จะเป็นเจ้าเมืองแทนตัวไม่ จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่เข้ามาประชุมพร้อมกัน จึงว่าทุกวันนี้เราก็แก่แล้วคิดจะตั้งซีจูให้ทันตาเห็น นานไปพี่น้องจะไม่ได้วิวาทกัน จึงว่าก๋งจูเจียบแก่กว่าก๋งจูออกทั้งสติปัญญาก็มากแต่เป็นบุตรนางเกงเอ๋งภรรยาน้อย ครั้นจะตั้งก๋งจูเจียบขึ้นความครหานินทาก็จะบังเกิดได้ ก๋งจูออกนั้นเป็นบุตรนางเกียงซีควรเราจะตั้งก๋งจูออกเป็นที่ซีจูจึงจะชอบ

เปงซุนสีขุนนางจึงว่า ท่านจะตั้งก๋งจูออกเป็นที่ซีจูนั้นชอบแล้ว เจ้าเมืองฬ่อจึงตั้งก๋งจูออกขึ้นเป็นที่ซีจู และเมืองฬ่อครั้งนั้นตองซุนสี ซกซุนสี กีซุนสี เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ฝ่ายเปงซุนสี จึงแจ้งว่าก๋งซุนจีมีบุตรสามคนชื่อซกตองหนึ่ง แพเสงหนึ่ง ซกซุนเต๊กสินหนึ่ง แล้วว่ากีปูเลียดมีบุตรชื่อกีหังฮูคนหนึ่ง เจ้าเมืองฬ่อจึงเอาบุตรขุนนางซึ่งมีชื่อมาตั้งแต่งเป็นขุนนางทุกคน แต่แพเสงนั้นหนังสือดีให้เป็นอาจารย์สอนหนังสือก๋งจูออกด้วย ฝ่ายกงซุนเหงาเป็นพี่ชายตังสุยเป็นบุตรเจ้าเมืองฬ่อคนเก่า กงซุนเหงามีบุตรชายสองคน ชื่อก๋งซุนก๊กคนหนึ่ง ก๋งซุนหนันคนหนึ่ง ตัวกงซุนเหงานั้นได้หญิงชาวเมืองกีมาเป็นภรรยาสองคน หญิงนั้นเป็นพี่น้องกัน นางไตกีผู้พี่ให้เป็นมารดาเลี้ยงก๋งซุนก๊ก นางซีกีผู้น้องให้เป็นมารดาเลี้ยงก๋งซุนหนัน แต่นางไตกีนั้นป่วยตาย กงซุนเหงาเสียดายนัก จึงคิดว่าอิสตรีในเมืองกีชื่อนางกีซีคนหนึ่งรูปงามนัก เราจำจะคิดอุบายเอาชื่อตังสุยผู้น้องไปขอนางกีซีเห็นจะได้สมความคิดเรา จึงจัดแจงบ่าวไพร่สิ่งของแล้วขึ้นเกวียนไปเมืองกี จึงแต่งคนให้ไปว่ากล่าวขอนางกีซี

บิดามารดานางกีซีจึงว่า กงซุนเหงาได้หญิงชาวเมืองเราไปเป็นภรรยาถึงสองคนแล้ว กงซุนเหงาจึงให้บอกว่า จะขอให้ตังสุยผู้น้องดอกบิดามารดานางกีซีก็ยอมให้ จึงนัดว่าวันดีเมื่อใดจึงให้แต่งขันหมากมารับเถิด กงซุนเหงาก็ดีใจจึงจัดขันหมากให้เถ้าแก่ไปหมั้นไว้ กงซุนเหงาก็กลับมาเมืองฬ่อ บ่าวกงซุนเหงาก็มาบอกตังสุยว่า พี่ชายท่านไปขอนางกีซีจะให้เป็นภรรยาท่าน นางกีซีรูปงามนัก ตังสุยได้ฟังดังนั้นมีความยินดี ก็คอยอยู่ว่ากงซุนเหงาพี่ชายเราจะแต่งขันหมากไปรับนางกีซีเมื่อใด ฝ่ายกงซุนเหงาครั้นวันดีก็แต่งขันหมากไปรับนางกีซีมา ครั้นนางกีซีมาถึง กงซุนเหงาจึงคิดแต่ในใจว่าถ้านางกีซีงามเหมือนอย่างเขาเล่าลือจริงแล้ว เราจะเอาไว้เป็นภรรยาเรา ถ้าไม่สู้งามก็จะยกให้กับตังสุย คิดแล้วก็ไปคอยดูอยู่ริมทางเห็นนางกีซีรูปงามนักก็รับเอาไว้เป็นภรรยาเอง

ฝ่ายตังสุยแจ้งว่ากงซุนเหงาเอานางกีซีไว้เป็นภรรยาเองก็โกรธนัก จึงคิดว่ากงซุนเหงาวาจามิได้สุจริตทำให้เราได้ความเจ็บอายนัก จึงเข้าไปหาเจ้าเมืองฬ่อ แจ้งความให้เจ้าเมืองฬ่อฟังทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าจะขอทำศึกกับกงซุนเหงากว่าจะแพ้และชนะ แพเสงจึงว่าพี่น้องวิวาทกันเป็นแต่การอิสตรีเท่านี้ จะรบพุ่งกันให้ยากแก่ทแกล้วทหารหาต้องการไม่ กงซุนเหงาตังสุยก็เป็นเชื้อสายของท่านอยู่ ขอท่านได้หาตัวกงซุนเหงามาว่ากล่าวกันเสียให้เห็นผิดและชอบ

เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังแพเสงทัดทานดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงให้ทหารไปบอกกงซุนเหงา กงซุนเหงาขัดมิได้ก็มาคำนับเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อจึงว่าตัวท่านเป็นผู้ใหญ่ ได้เอาชื่อตังสุยไปอ้างว่าจะขอนางกีซีมาให้เป็นภรรยาตังสุย แล้วกลับเอานางกีซีไว้เป็นภรรยาของตัวดังนี้หาชอบไม่ จงส่งนางกีซีกลับคืนไปให้กับบิดามารดาเขาตามเดิมเถิด ตัวท่านจึงจะพ้นคนนินทา แล้วพี่น้องก็จะมิได้ขัดเคืองกันสืบไป กงซุนเหงาได้ฟังเจ้าเมืองฬ่อว่าดังนั้นคิดเสียดายนางกีซีนัก แต่เป็นความจนใจด้วยขัดเจ้าเมืองฬ่อมิได้ก็ส่งนางกีซีคืนไปเมืองกี แล้วเจ้าเมืองฬ่อก็ขอความเสียทั้งสองข้าง ให้ตังสุยกับกงซุนเหงาประนีประนอมกัน ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งสองก็หายขัดเคืองมิได้มีความพยาบาทกันสืบไป แต่กงซุนเหงานั้นมีความอาลัยถึงนางกีซีนัก ครั้งเมื่อพระเจ้าจิวเซียงอ๋องสวรรคต เจ้าเมืองฬ่อแต่งเครื่องบรรณาการให้กงซุนเหงาคุมไปช่วยทำการฝังศพ ครั้นกงซุนเหงากลับมาถึงแดนเมืองกี ก็แวะเข้าอยู่กับนางกีซีไม่ไปเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อแจ้งว่ากงซุนเหงาไปอยู่ด้วยนางกีซีนั้นอีก เห็นว่ากงซุนเหงาจะไม่กลับมา จึงตั้งก๋งซุนก๊กผู้บุตรกงซุนเหงาขึ้นเป็นเปงซุนก๊กแทนบิดา

ฝ่ายกงซุนเหงาไปอยู่เมืองก็นานแล้ว คิดจะใคร่กลับมาเมืองฬ่อก็เกรงเจ้าเมืองฬ่อนัก จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้ทหารเอาไปให้กับบุตรให้ช่วยอ้อนวอนให้ตังสุยช่วยว่ากล่าวกับเจ้าเมืองฬ่อว่าเราจะขอกลับมาอยู่เมืองฬ่อตามเดิม ทหารก็คำนับลามายังเมืองฬ่อ จึงเอาหนังสือส่งให้เปงซุนก๊ก เปงซุนก๊กแจ้งความในหนังสือนั้นแล้ว จึงไปคำนับตังสุยผู้เป็นอาบอกความว่าบิดาข้าพเจ้าจะขอกลับมาอยู่เมืองฬ่อตามเดิม แต่เกรงอากับเจ้าเมืองฬ่ออยู่จึงให้ข้าพเจ้ามาอ้อนวอนกับท่าน ให้ช่วยว่ากล่าวรับผิดชอบเจ้าเมืองฬ่อด้วย ขอท่านได้กรุณาข้าพเจ้าช่วยว่ากล่าวแก่ฬ่ออีก๋ง ให้งดโทษบิดาสักครั้งหนึ่ง แต่พอจะได้เห็นหน้ากันเมื่อเจ็บไข้

ตังสุยจึงตอบว่า บิดาท่านเป็นคนชั่วหาควรจะเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นขุนนางไม่ จงให้ไปบอกแก่บิดาท่านเถิด ถ้าจะกลับมาเมืองฬ่อให้ได้อย่าให้พานางกีซีมา ข้อหนึ่งอย่าให้เข้ามาในเมืองฬ่อ อยู่แต่ในบ้านของตัว ข้อหนึ่งให้ออกเสียจากขุนนาง ถ้ารับได้ดังนี้แล้ว เราจะว่ากล่าวฬ่ออีก๋งให้ เปงซุนก๊กก็คำนับลาตังสุยกลับมาบ้าน จึงแจ้งความกับคนถือหนังสือ ให้ไปบอกความกับบิดาตามคำตังสุยสั่งทุกประการ คนใช้ก็คำนับลาเอาเนื้อความไปแจ้งกับกงซุนเหงา กงซุนเหงาได้ฟังดังนั้นก็เสียนํ้าใจนัก แต่คิดถึงพี่น้องบุตรหลานทั้งปวงก็รับตามถ้อยคำตังสุยแล้วจัดแจงกลับมาถึงบ้าน ซ่อนหน้าอยู่แต่บนเรือนมิได้ไปมาหาผู้ใดถึงสามปี

วันหนึ่งกงซุนเหงาคิดถึงนางกีซีนัก จึงสั่งให้ขนข้าวของบรรทุกเกวียนเป็นหลายเล่ม ให้คนใช้ขับเกวียนเอาของมาเมืองกี ตัวกงซุนเหงาก็กลับมาอยู่กับนางกีซีอีก จนเกิดบุตรด้วยกันคนหนึ่ง ชื่อตังสุนเบียด ครั้นนานมานางกีซีเป็นโรคป่วยหนักลง แพทย์พยาบาลมิฟังก็ถึงแก่กรรม กงซุนเหงาก็คิดอาลัยถึงนางกีซีนัก จึงแต่งการฝังศพเสร็จแล้ว ก็ให้ตังสุนเบียดผู้บุตรไปอ้อนวอนเจ้าเมืองฬ่อและตังสุยผู้น้องว่าจะขอกลับมาเมืองฬ่อตามเดิม ฬ่ออีก๋งก็ยอมให้กลับมา บุตรนั้นก็คำนับลากลับมาแจ้งความกับบิดาทุกประการ กงซุนเหงาได้ฟังมีความยินดีนัก ก็พาตัวตังสุนเบียดผู้บุตรกลับมาอยู่เมืองฬ่อดังเก่า ขณะนั้นราชการในเมืองฬ่อก็สิทธิ์ขาดอยู่กับตังสุยและแพเสง ซึ่งเป็นอาจารย์สอนหนังสือก๋งจูออก ขุนนางทั้งสองนี้เป็นผู้สำเร็จราชการสิทธิ์ขาดหาผู้จะทัดทานมิได้

ฝ่ายนางเกงเอ๋งเป็นภรรยาที่สองเจ้าเมืองฬ่อ จึงคิดว่าก๋งจูเจียบผู้บุตรเรานี้ นานไปหาบุญบิดาไม่แล้ว เห็นจะไม่ได้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดา สมบัติในเมืองฬ่อนี้ก็คงจะได้แก่ก๋งจูออก ราชการบ้านเมืองทุกวันนี้ก็สิทธิ์ขาดอยู่กับตังสุย จำเราจะให้ก๋งจูเจียบบุตรเราไปฝากตัวให้สนิทชอบกันไว้กับตังสุย นานไปตังสุยจะได้ช่วยอุดหนุนก๋งจูเจียบให้ได้สมบัติในเมืองฬ่อ คิดแล้วนางเกงเอ๋งให้หาตัวตังสุยเข้ามาที่ประตูข้างหน้า จึงว่าแก่ตังสุยว่า ทุกวันนี้ราชการก็สิทธิ์ขาดอยู่กับท่าน เราจะขอฝากก๋งจูเจียบบุตรเรากับท่านด้วย ถ้าหาบุญบิดาไม่แล้ว ท่านได้เอ็นดูช่วยอุปถ้มภ์ ถ้าก๋งจูเจียบได้สมบัติแล้ว เราจะตั้งให้ท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการสิทธิ์ขาดอยู่กับท่านผู้เดียว

ตังสุยได้ฟังดังนั้นก็รับคำว่า ท่านอย่าวิตกเลยไว้เป็นธุระข้าพเจ้าจะคิดอ่านให้สำเร็จจงได้ ว่าแล้วคำนับลานางเกงเอ๋งกลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นมานางเกงเอ๋งก็ให้ก๋งจูเจียบไปมาหาสู่ฝากตัวตังสุย ถ้าได้ของประหลาดสิ่งใดมีราคาก็ให้เชิญคนใช้ไปให้กับตังสุยเนืองๆ ตังสุยดีใจรักใคร่ก๋งจูเจียบนัก จะใคร่ยกขึ้นเป็นเจ้าเมืองอยู่เป็นนิจ ฝ่ายนางเกงเอ๋งคิดจะใคร่ให้ขุนนางรักใคร่ก๋งจูเจียบให้มากไว้ จึงให้ก๋งจูเจียบไปฝากตัวซกซุนเต็กสินน้องชายแพเสงซึ่งเป็นขุนนางฝ่ายทหาร นางเกงเอ๋งจึงจัดแพรอย่างดีกับสิ่งของอื่นๆ เป็นอันมาก เอาไปให้คำนับซกซุนเต็กสินแล้ว ก็ให้ก๋งจูเจียบไปมาหาสู่ซกซุนเต็กสินเนืองๆ ครั้นนานมาเห็นซกซุนเต็กสินมีความรักใคร่ก๋งจูเจียบแล้ว นางเกงเอ๋งจึงให้หาซกซุนเต็กสินมาฝากก๋งจูเจียบเหมือนฝากกับตังสุย ซกซุนเต็กสินก็รับคำนางเกงเอ๋งว่า จะช่วยอุปถัมภ์ให้ได้เป็นเจ้าเมืองให้จงได้ ว่าแล้วก็คำนับลานางเกงเอ๋งกลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นมาซกซุนเต็กสินก็คิดปองจะใคร่ให้ก๋งจูเจียบได้เป็นเจ้าเมืองฬ่อ

ครั้นถึงเดือนสามใกล้ตรุษ เจ้าเมืองฬ่อเป็นโรคป่วย แพทย์ประกอบยารักษาโรคมิได้คลายหนักลงทุกเวลา เจ้าเมืองฬ่อเห็นว่าตัวจะไม่รอดแล้วจึงให้หาก๋งจูออกมามอบตราสำหรับที่เจ้าเมืองให้แล้ว จึงให้หาขุนนางทั้งปวงมาสั่งว่า เราป่วยครั้งนี้เห็นจะไม่รอด เมื่อบุญเราหาไม่แล้ว ท่านทั้งปวงจงตั้งก๋งจูออกบุตรเราให้เป็นเจ้าเมืองแทนตัวเราตามอย่างธรรมเนียมเถิด พอสิ้นคำสั่งโรคนั้นก็กำเริบหนักขึ้นเจ้าเมืองฬ่อก็ขาดใจตาย ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันตั้งก๋งจูออกขึ้นเป็นเจ้าเมืองฬ่อ

ขณะนั้นฮุยก๋งเจ้าเมืองเจ๋แจ้งว่า เจ้าเมืองฬ่อถึงแก่กรรมก็จัดสิ่งของไปช่วยฝังศพฬ่ออีก๋ง ครั้นเสร็จการศพแล้ว ตังสุยกับซกซุนเต็กสินจึงเข้าไปปรึกษาก๋งจูออกว่า ก๋งจูหงวนได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ให้มาช่วยการศพครั้งนี้ หวังจะสืบทางไมตรีกับท่าน ขอท่านจงจัดสิ่งของตอบแทนตามธรรมเนียม เมืองเจ๋กับเมืองเราจึงจะเป็นทางไมตรีกันสืบต่อไป ก๋งจูออกได้ฟังขุนนางทั้งสองว่าเห็นชอบด้วย จึงให้จัดสิ่งของเครื่องบรรณาการส่งให้กับตังสุย ซกซุนเต็กสินคุมไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋ตามธรรมเนียม ขุนนางทั้งสองครั้นมาถึงเมืองเจ๋ก็นำเครื่องบรรณาการเข้าไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋ แล้วแจ้งความว่า บัดนี้เจ้าเมืองฬ่อขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์ไปช่วยแต่งการศพเจ้าเมืองฬ่อผู้เป็นบิดานั้น จึงแต่งเครื่องบรรณาการให้ข้าพเจ้าคุมมาคำนับท่าน

เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังมีความยินดีนัก จึงถามขุนนางทั้งสองว่าเจ้าเมืองฬ่อนายท่านนั้น จะชื่ออย่างอื่นไม่ได้หรือ จึงชื่อว่าออกดังนี้เล่า อันชื่อออกแปลว่าร้ายนัก นายท่านนี้ร้ายกาจนักหรือ เจ้าเมืองฬ่อนายข้าพเจ้าชื่อว่าออกนั้น ใช่จะร้ายกาจเหมือนท่านว่านั้นหามิได้ ซึ่งชื่อว่าออกนั้นตามคำโหรทำนาย เมื่อแรกประสูติออกจากครรภ์มารดานั้น ฬ่ออีก๋งบิดาให้หาโหรมาทำนาย โหรจึงทำนายว่า นานไปทารกผู้นี้จะตายร้าย ตั้งแต่นั้นมาขุนนางทั้งปวงและราษฎรจึงเรียกว่าออกซี ครั้นนานมาก็คงชื่ออยู่แต่ออกคำเดียว โหรได้ทำนายไว้ดังนี้ อยู่มาถึงได้เป็นเจ้าเมืองเห็นจะไม่ยืดยาว อันก๋งจูเจียบผู้เป็นพี่นั้น เป็นบุตรนางเกงเอ๋งภรรยาที่สองฬ่ออีก๋ง ก๋งจูเจียบนั้นมีสติปัญญามาก แล้วก็โอบอ้อมอารีกับขุนนางและราษฎรทั้งปวงมีใจรักใคร่มาก บัดนี้บ้านเมืองก็ยังไม่ราบคาบ ด้วยขุนนางและราษฎรทั้งปวงหาลงใจด้วยก๋งจูออกไม่ หมายจะพึ่งบุญก๋งจูเจียบทุกตัวคน ถ้าท่านช่วยอุปถัมภ์ก๋งจูเจียบให้ได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว ราษฎรและบ้านเมืองก็จะราบคาบ เมื่อบ้านเมืองราบคาบเป็นปกติแล้ว เมืองฬ่อก็จะได้คุมเครื่องบรรณาการมาคำนับท่านทุกปีมิได้ขาดเลย

ฮุยก๋งได้ฟังมีความยินดีนักจึงตอบว่า ท่านทั้งสองเป็นขุนนางผู้ใหญ่เห็นพร้อมกันแล้ว เราก็จะช่วยทำนุบำรุงก๋งจูเจียบให้ได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นให้จงได้ ว่าแล้วก็สั่งให้แต่งโต๊ะสุราเลี้ยงดูขุนนางทั้งสอง เจ้าเมืองเจ๋ก็เสพสุราร่วมโต๊ะเดียวกันด้วย ขุนนางทั้งสองก็เสพสุราแต่น้อย ครั้นเห็นเจ้าเมืองเจ๋เมาสุราตึงตัวเข้าแล้ว จึงว่าแก่เจ้าเมืองเจ๋ว่า ราชการเมืองฬ่อนั้นข้าพเจ้าพอจะจัดแจงให้ราบคาบได้อยู่ แต่คิดเกรงท่านนักหารู้แห่งที่จะจัดแจงได้ไม่ บัดนี้ท่านลงใจด้วยแล้วข้าพเจ้าจะขอพึ่งบุญท่านสืบไป แต่ท่านได้กรุณาแทงเอาโลหิตใส่ลงในสุราถ้อยที่สาบานกัน ให้ข้าพเจ้าเห็นใจว่าท่านมีความกรุณาข้าพเจ้าโดยสุจริตเถิด เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังก็ทำตามถ้อยคำขุนนางทั้งสอง จึงแทงเอาโลหิตใส่ลงในจอกสุราแล้วสาบานว่า จะช่วยก๋งจูเจียบให้ได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นให้จงได้ ขุนนางทั้งสองได้ฟังมีความยินดีนัก ก็คำนับลาเจ้าเมืองเจ๋กลับมาเมืองฬ่อ

ตั้งแต่นั้นมาขุนนางทั้งสองก็มีใจกำเริบขึ้น หาช่องทางที่จะกำจัดก๋งจูออกเสีย จะตั้งก๋งจูเจียบขึ้นเป็นเจ้าเมือง และขณะเมื่อขุนนางทั้งสองกลับมาจากเมืองเจ๋ใหม่ๆ นั้น หังฮูเป็นขุนนางผู้ใหญ่ไปเยี่ยมตังสุย พอซกซุนเต๊กสินมาปรึกษาราชการอยู่ที่บ้านตังสุยนั้นด้วย ตังสุยกับซกซุนเต๊กสินจึงแจ้งความกับหังฮูว่า เราไปราชการเมืองเจ๋ครั้งนี้เจ้าเมืองเจ๋มีความยินดีนับถือนัก อันเมืองเจ๋นี้เป็นเมืองใหญ่กว่าเมืองเรา เราคิดว่าจะขอบุตรสาวเจ้าเมืองเจ๋มาให้เจ้าเมืองฬ่อให้นายเราเกี่ยวดองกันไว้กับเจ้าเมืองเจ๋ ท่านจะเห็นเป็นประการใด

หังฮูจึงว่าก๋งจูออกได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ ก็ยังหามีภรรยาหลวงไม่ ท่านจงขอบุตรเจ้าเมืองเจ๋มาให้เป็นภรรยาก๋งจูออกนายเราเถิด ตังสุยกับซกซุนเต๊กสินจึงตอบว่า ที่จะขอบุตรเจ้าเมืองเจ๋มาให้ก๋งจูออกนั้น เห็นเจ้าเมืองเจ๋จะไม่ยอมให้ ด้วยก๋งจูออกเป็นบุตรนางเกียงซีสืบแซ่นางบุนเตียงมีความพยาบาทกันมานาน ถึงสี่ชั่วอายุคนแล้ว ฮุยก๋งเจ้าเมืองเจ๋นั้นชมก๋งจูเจียบว่าเป็นคนมีสติปัญญา แล้วก็โอบอ้อมอารีแก่ขุนนางและประชาราษฎร์ทั้งปวง เจ้าเมืองเจ๋จะยกบุตรสาวให้แก่ก๋งจูเจียบ จึงให้เรามาแจ้งความให้ก๋งจูเจียบรู้ตัว

หังฮูได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่า ตังสุยจะเอาใจออกจากก๋งจูออกเป็นมั่นคงแล้ว หังฮูจึงเอาความมาแจ้งแก่แพเสงทุกประการ แพเสงจึงตอบว่าฬ่ออีก๋งได้มอบตราสำหรับเจ้าเมืองให้แก่ก๋งจูออก ก๋งจูออกก็ได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว ราชการบ้านเมืองก็ราบคาบสงบอยู่ ถึงมาตรว่าตังสุยกับซกซุนเต๊กสินจะคิดเอาใจออกห่างก็จะทำไมก๋งจูออก

ฝ่ายตังสุยจึงเอาความไปแจ้งแก่นางเกงเอ๋งว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเตรียมการพร้อมแล้ว ได้เอาทหารที่มีฝีมือไปซุ่มไว้ ณ โรงม้า ท่านจงให้ก๋งจูเจียบไปชวนก๋งจูออกว่า นางม้าคลอดลูกต้องลักษณะเป็นม้ามีตระกูล ให้เชิญก๋งจูออกเข้าไปใน โรงม้า ได้ท่วงทีก็จะให้ทหารเอากระบองตีก๋งจูออกเสียให้ตาย นางเกงเอ๋งก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งก๋งจูเจียบให้ไปชักชวนก๋งจูออกไปดูม้าในโรงตามคำตังสุย ก๋งจูเจียบจึงไปชวนก๋งจูออกพากันลงไปดูม้าที่ในโรง พวกทหารที่ซุ่มนั้นก็พากันกรูเข้ากลุ้มรุมเอากระบองตีก๋งจูออกตาย ตังสุยจึงเข้าไปแจ้งความกับนางเกงเอ๋งว่าการคิดไว้นั้นสำเร็จแล้ว ยังเป็นเสี้ยนหนามอยู่แต่แพเสงผู้เดียว ด้วยแพเสงเป็นอาจารย์ก๋งจูออก ขอท่านจงให้หาตัวแพเสงว่าก๋งจูออกให้เชิญท่านอาจารย์เข้าไปดูม้ารูปงามในโรงเป็นการเร็ว แพเสงไม่ทันรู้ตัวก็เข้าไปในโรงม้า ข้าพเจ้าจะได้ทำการเสียให้สำเร็จจะได้ไม่มีเสี้ยนหนามในภายหน้า นางเกงเอ๋งก็สั่งคนใช้ที่สนิทให้ไปหาตัวแพเสงตามอุบายตังสุยว่า แพเสงไม่ทันคิดสำคัญว่าจริงจะเข้าไปดูม้าในโรง

ฝ่ายก๋งเยียมมุยีมเป็นคนสนิทของแพเสง จึงห้ามแพเสงว่าข้าพเจ้าได้ยินว่า นางเกงเอ๋งคบคิดกับตังสุยจะทำร้ายตัวท่านกับก๋งจูออกอยู่เป็นนิจ ซึ่งว่าก๋งจูออกให้หาไปดูม้านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะหาจริงไม่ ท่านจงหยุดยั้งฟังดูให้แน่ก่อนอย่าเพิ่งเข้าไปเลย แพเสงจึงตอบว่า ความที่ท่านว่านั้นเราไม่เห็นด้วย ก๋งจูออกให้หาตัวเราเข้าไปดูม้า ครั้นจะมิเข้าไปดูมิบังควร ว่าแล้วก็เดินออกมาจากที่อยู่ ก๋งเยียมมุยีมเห็นแพเสงไม่ฟังก็วิ่งตามมาทัน แล้วจึงเข้ายึดเอาชายเสื้อไว้ว่าท่านจงฟังคำข้าพเจ้าก่อน ถ้าก๋งจูออกให้หาท่านจริงก็จะไม่เป็นอันตราย ถ้ามิใช่ก๋งจูออกให้หาแล้ว ไปครั้งนี้เห็นท่านจะหาได้กลับมาไม่ แพเสงก็มิฟังสลัดชายเสื้อเสียแล้วก็เดินออกมาจากบ้าน ก๋งเยียมมุยีมเห็นแพเสงไม่ฟังมีความสงสารนัก จึงร้องไห้รักแพเสง แพเสงก็เดินมากับคนทั้งปวง ครั้นใกล้จะถึงโรงม้าเห็นพวกตังสุยอื้ออึงอยู่จึงถามว่าก๋งจูออกอยู่ในโรงม้าหรืออยู่ที่ไหน พวกตังสุยก็ลวงว่าก๋งจูออกอยู่ในโรงม้า จึงพาแพเสงเข้าไปโรงม้า

พวกทหารที่คุมอยู่นั้นก็เข้ากลุ้มรุมกับจับแพเสงตีด้วยกระบองจนแพเสงขาดใจตาย แล้วก็หามเอาศพแพเสงไปวางไว้ริมโรงม้า เอาหญ้าเดนม้ากลบศพแพเสงไว้ นางเกงเอ๋งจึงให้คนใช้ไปแจ้งความแก่นางเกียงซีว่า ก๋งจูออกไปดูม้าคลอดลูกในโรงไม่ระวังตัว ม้ามันดีดตายเสีย แล้วนางเกียงซีได้ฟังดังนั้น ก็รีบลงมา ณ โรงม้าเห็นศพก๋งจูออกฟกเขียวที่คอแจ้งว่าเขาทุบตาย นางเกียงซีก็ร้องไห้สลบอยู่ในโรงม้า

ฝ่ายหังฮูครั้นแจ้งความดังนั้นก็รีบเข้าไป ณ โรงม้า จึงว่าแก่ตังสุยว่า น้ำใจท่านทำได้ไม่มีความกรุณาบ้างเลย ตังสุยจึงตอบว่าการทั้งนี้เราหาได้เห็นไม่ พี่น้องฆ่ากันดังนี้ ใช่จะมีแต่เมืองเรา ถึงเมืองเจ๋เมืองซองเราก็มิได้เห็นว่ากล่าวกันเป็นประการใด หังฮูได้ฟังก็ไม่โต้ตอบ เข้ากอดศพร้องไห้จนเสียงแห้ง ตังสุยจึงว่าแก่หังฮูว่าตัวท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่มาร้องไห้รักศพผีตายแล้วดังนี้ ผีจะกลับเป็นขึ้นมาหรือ ท่านทำเหมือนทารกมิได้รู้จักความ หังฮูได้ฟังมีความละอายนักก็กลั้นความโศกเศร้าเช็ดน้ำตาเสีย

ฝ่ายซกซุนเต๊กสินแจ้งความก็ตกใจ รีบเข้าไปในโรงม้าเข้าไปคำนับตังสุยแล้วจึงถามว่า แพเสงผู้พี่ข้าพเจ้าไปอยู่ไหน ตังสุยจึงตอบว่าเราหารู้ไม่ ซกซุนเต๊กสินก็เข้าใจว่า ตังสุยฆ่าแพเสงเสียแล้วไม่รู้จะทำประการใด ทำเป็นยิ้มแล้วจึงตอบว่า ถึงพี่เราตายก็ตายด้วยความสัตย์ซื่อ ท่านอย่าพักพรางเราเลย เรารู้อยู่แล้ว ตังสุยเห็นว่าจะปิดไม่มิดก็ทำเป็นกระซิบบอกความกับซกซุนเต๊กสินว่าศพแพเสงพี่ชายท่านนั้น พวกทหารมันเอาหญ้าเดนม้าปิดไว้ข้างโน้น ครั้นบอกศพแพเสงให้กับซกซุนเต๊กสินแล้ว ตังสุยทำเป็นปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่าก๋งจูออกก็ตายแล้ว เราเห็นว่าก๋งจูเจียบมีสติปัญญามากควรจะว่าราชการได้ จะยกขึ้นเป็นเจ้าเมือง ท่านทั้งปวงจะว่าประการใด

ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้น ต่างคนต่างแลดูตากัน แล้วจึงตอบว่าท่านว่านี้ชอบนัก ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นพร้อมกันแล้ว ตังสุยก็ตั้งก๋งจูเจียบขึ้นเป็นซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อสืบไป ขุนนางทั้งปวงก็คำนับซวนก๋งตามธรรมเนียมแล้ว ต่างคนต่างก็ไปซกซุนเต๊กสินก็แต่งการฝังศพแพเสงตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ นางเกียงซีก็แต่งการฝังศพก๋งจูออกตามตำแหน่งที่เจ้าเมืองเสร็จแล้วไม่มีความสบาย ตั้งแต่เศร้าโศกคิดถึงบุตรทั้งสองไม่เป็นอันกินอันนอนเลย

ตังสุยจึงเข้าไปคำนับซวนก๋งแล้วแจ้งความว่า บัดนี้ท่านก็ได้ครองสมบัติสำเร็จสมความคิดแล้ว จำจะให้ขุนนางและราษฎรทั้งปวงเข้ามาคำนับมารดาท่านให้เป็นเกียรติยศไว้ธรรมเนียม ซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อก็เห็นชอบด้วย จึงให้ขุนนางทั้งปวงเข้ามาคำนับนางเกงเอ๋งผู้เป็นมารดาตามคำตังสุยว่าทุกประการ นางเกียงซีเห็นดังนั้นก็ยิ่งแค้นเคืองนัก คิดจะกลับไปอยู่กับมารดา ณ เมืองเจ๋ จึงสั่งคนให้จัดแจงล้อเกวียนบรรทุกข้าวของเป็นอันมาก ฝ่ายตังสุยครั้นแจ้งความดังนั้นก็ทำเป็นคำนับนางเกียงซีแล้วจึงแจ้งความว่า บัดนี้ซวนก๋งให้ข้าพเจ้ามาห้ามปรามท่านไว้ให้อยู่ในเมืองนี้เถิด อย่าไปเมืองเจ๋เลย ซวนก๋งจะเลี้ยงท่านให้เหมือนมารดา

นางเกียงซีได้ฟังก็ยิ่งคิดแค้นตังสุยนัก จึงด่าว่าไอ้พวกขโมยเมือง มึงคบคิดกันฆ่าลูกกูเสียแล้ว ยังจะมาคิดโกหกห้ามกูไว้ฆ่าเสียอีกหรือ ว่าแล้วก็ออกจากประตูตึกมาขึ้นเกวียนให้คนรีบขับเกวียนไปตามถนนตลาด แล้วร้องประกาศว่า ลูกเราตายเพราะไอ้ตังสุยชิงเอาสมบัติในเมืองฬ่อ ท่านทั้งปวงค่อยอยู่จงดีเถิดเราจะลากลับไปเมืองเจ๋ แล้วตั้งแต่นี้ไปที่ไหนเราจะได้กลับมาอยู่เมืองฬ่อเหมือนแต่ก่อนเล่า ชาวตลาดทั้งปวงได้ฟังดังนั้น มีความอาลัยสงสารนางเกียงซีเสียงอื้ออึงไปทั้งตลาด แต่ชาวเมืองฬ่อเศร้าโศกด้วยนางเกียงซีไปจากเมืองถึงสามวัน เงียบเหงาไปทั้งเมือง จนหามีใครจะออกร้านตลาดขายของไม่ นางเกียงซีก็รีบเดินทางไปจนถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าไปคำนับนางฮูหยินผู้เป็นมารดา แล้วก็เล่าความให้มารดาฟังทุกประการ

นางฮูหยินได้ฟังดังนั้น ก็กอดคอนางเกียงซีร้องไห้รักกัน ฮุยก๋งเจ้าเมืองเจ๋ได้ยินมารดากับน้องสาวร้องไห้ดังนั้น รำคาญนักจะห้ามปรามมิได้ จึงสั่งให้ทำเก๋งใหญ่เป็นที่สบายให้ไกลออกไปแต่พอจะไม่ได้ยินเสียง แล้วจึงให้มารดาและนางเกียงซีผู้เป็นน้องสาวไปอยู่ ฝ่ายซกฟันผู้น้องซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อนั้นเป็นคนอารีพี่น้องนัก ครั้นแจ้งว่าซวนก๋งคบคิดกับตังสุยฆ่าก๋งจูออกเสียแล้วชิงเอาสมบัติดังนั้น ก็น้อยใจคิดแค้นซวนก๋งนัก ซกฟันก็มิได้ไปมาหาสู่ซวนก๋งเลย

ฝ่ายซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อ จะใคร่ชุบเลี้ยงซกฟันผู้น้องไว้ต่างตาต่างใจจึงให้ไปหาตัวซกฟัน ซกฟันจึงว่าท่านจงกลับไปบอกแก่พี่เราเถิดว่าเราจะไปดูหน้าพี่เรานั้นมิได้ ด้วยเราคิดถึงก๋งจูออก ไปเห็นหน้าพี่ก็จะระลึกถึงน้องกลั้นนํ้าตามิได้ ขณะนั้นเพื่อนฝูงซกฟันอยู่ที่นั่นหลายคนจึงว่าแก่ซกฟันว่า ซวนก๋งให้หาท่านไปบัดนี้จะตั้งแต่งท่านขึ้นให้เป็นใหญ่ เหตุใดจึงไม่เข้าไปเล่า ซกฟันจึงตอบว่า พี่เราเป็นคนใจร้ายเราไม่ไปหา เพื่อนฝูงจึงตอบว่าท่านคิดดังนั้นแล้วจงไปอยู่เสียเมืองอื่นเถิด ถ้าขืนอยู่ในเมืองนี้จะมีอันตรายแก่ท่านเป็นมั่นคง ซกฟันจึงตอบว่า พี่เรายังหาตัดรอนเราไม่ ถ้าเราไปเสียจากเมืองนี้ก็เห็นเป็นเราตัดรอนไปหาชอบไม่ คนไปหานั้นเห็นซกฟันไม่ไปแล้ว ก็คำนับลาซกฟันกลับมาแจ้งความแก่ซวนก๋งตามคำซกฟันว่าทุกประการ

ซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้น ก็เข้าใจว่าซกฟันแค้นเคืองมิดี เราจำจะเอาดีต่อซกฟันจึงจะชอบ คิดแล้วจึงสั่งคนสนิทให้ไปว่าซกฟันว่าน้องเราอย่าได้คิดน้อยใจเลย เราได้คิดผิดทำเกินไปเสียแล้ว ถ้าจะต้องการเสบียงอาหารและข้าวของทองเงินสิ่งใดๆ จงบอกให้เราแจ้ง จะได้จัดแจงส่งไปให้ตามมี คนสนิทก็คำนับลาซวนก๋งมาแจ้งความกับซกฟัน ซกฟันจึงตอบว่า เรายังหาขัดสนสิ่งใดไม่ ถ้าเราขัดสนสิ่งใดแล้วเราจึงจะบอกให้แจ้ง คนสนิทก็คำนับลาซกฟันกลับมาแจ้งความกับซวนก๋งทุกประการ

ซวนก๋งได้ฟังก็ถอนใจใหญ่แล้วจึงคิดว่า ซกฟันคนนี้มีมานะมากจะทำเหมือนเป๊กยีซกเจ๋ เมื่อครั้งแผ่นดินห้องสินถือทิฐิมานะจนตัวตาย จำเราจะให้สืบดูว่าซกฟันนั้นทำมาหากินอย่างไรจึงจะได้เลี้ยงชีวิต คิดแล้วก็สั่งให้คนไปสอดแนมดูได้ความซกฟันทอเสื่อขายทั้งกลางวันกลางคืน ซวนก๋งจึงคิดว่ามันจะถือมานะไปได้สักเพียงไหน คิดแล้วก็นิ่งเสียมิได้ว่ากล่าวประการใด ฝ่ายซกฟันมานะนัก ตั้งแต่ซวนก๋งได้เป็นเจ้าเมืองฬ่อ ซกฟันจะได้มาเอาข้าวของทองเงินและด้ายเส้นหนึ่งเข็มเล่มหนึ่งของซวนก๋งนั้นหามิได้ ชาวเมืองฬ่อก็สรรเสริญซกฟันว่าเป็นคนสัตย์ซื่อไม่เข้าด้วยคนผิด

ขณะนั้นเมื่อซวนก๋งได้สมบัติในเมืองฬ่อ พระเจ้าจิวคองอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวได้ห้าปี ฝ่ายขุนนางเจ้าเมืองฬ่อถึงเทศกาลตรุษก็พากันเข้ามาคำนับซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อตามธรรมเนียม ตังสุยจึงว่ากับเจ้าเมืองฬ่อว่า บัดนี้ท่านยังหามีภรรยาหลวงไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้ไปขอบุตรสาวเจ้าเมืองเจ๋มาเป็นที่ฮูหยิน เห็นเจ้าเมืองเจ๋จะมีความกรุณาท่านเป็นมั่นคง ซวนก๋งได้ฟังมีความยินดีนัก จึงสั่งให้จัดสิ่งของเป็นอันมากให้ตังสุยคุมไปเมืองเจ๋แจ้งความว่า เมื่อครั้งก่อนข้าพเจ้ามาคำนับท่านได้เอาเนื้อความก๋งจูออกเล่าให้ทราบ และก๋งจูเจียบเป็นคนมีสติปัญญามาก ขุนนางและราษฎรทั้งปวงรักใคร่ทุกตัวคน จะให้ท่านช่วยอุปถัมภ์ให้ได้เป็นเจ้าเมืองฬ่อนั้น บัดนี้ก็ได้สมความคิดแล้ว แต่ก๋งจูเจียบยังหามีภรรยาหลวงที่จะตั้งขึ้นเป็นฮูหยินหามิได้ ข้าพเจ้าคิดจะให้เมืองฬ่อกับเมืองเจ๋เป็นทองแผ่นเดียวกัน ได้สืบทางไมตรีไปภายหน้าจงมาก ข้าพเจ้าจะขอบุตรสาวท่านไปเป็นภรรยาก๋งจูเจียบ จะได้ตั้งขึ้นเป็นที่ฮูหยิน ให้เมืองฬ่อกับเมืองเจ๋เป็นทองแผ่นเดียวกันสืบไป ฮุยก๋งก็ยอมให้บุตรสาวแก่ก๋งจูเจียบ ครั้นถึงวันฤกษ์ดีก็จัดแจงแต่งการมงคลตามธรรมเนียมแล้ว ตังสุยก็คำนับลาเจ้าเมืองเจ๋รับบุตรสาวและนางเกียงซีมาส่งให้ซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อตั้งขึ้นเป็นที่ฮูหยินใหญ่กว่าภรรยาทั้งปวง

วันหนึ่งตังสุยจึงเข้าไปกระซิบบอกซวนก๋งว่า ทุกวันนี้เมืองเราเป็นเมืองน้อย ท่านได้บุตรสาวเจ้าเมืองเจ๋มาเป็นภรรยาหัวเมืองทั้งปวงยังหารู้ทั่วกันไม่ จงแต่งเครื่องบรรณาการไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋ให้ประชุมหัวเมืองทั้งปวงมาให้พร้อมแล้ว ท่านจงไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋ให้หัวเมืองทั้งปวงรู้ทั่วกันว่าท่านเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋แล้ว หัวเมืองทั้งปวงก็จะพลอยยำเกรงท่านเพราะบุญเจ้าเมืองเจ๋ บ้านเมืองเราก็จะหามีผู้ใดหมิ่นประมาทไม่

ซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งกับเครื่องบรรณาการเป็นอันมาก ส่งให้หังฮูไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋ หังฮูคำนับลาเจ้าเมืองฬ่อรีบไปเมืองเจ๋ ครั้นถึงจึงเอาเครื่องบรรณาการมาหาขุนนางเจ้าพนักงานให้พาเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋รับหนังสือมาอ่านใจความว่าข้าพเจ้าซวนก๋งคำนับมายังฮุยก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ด้วยเมืองข้าพเจ้าเป็นเมืองน้อยจะขอพึ่งบุญท่านผู้เป็นเมืองใหญ่ ด้วยข้าพเจ้าเป็นเจ้าเมืองขึ้นครั้งนี้ ก็เพราะบุญท่านช่วยอุดหนุนจึงได้เป็นเจ้าเมือง ข้าพเจ้าขอให้ท่านนัดหัวเมืองทั้งปวงไปพร้อมกันที่เพงจิวปลายแดนเมืองเจ๋ ณ วันเดือนเจ็ดข้างขึ้น ข้าพเจ้าจะไปคำนับท่าน ให้หัวเมืองทั้งปวงรู้ทั่วกันว่าเมืองฬ่อกับเมืองเจ๋ได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน สืบทางไมตรีสนิทเหมือนอย่างแต่ก่อนแล้ว

เจ้าเมืองเจ๋แจ้งในหนังสือมีความยินดี จึงมีหนังสือไปนัดหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเป็นพวกพ้องกัน ให้มาประชุมที่เพงจิวให้พร้อมแต่ ณ วันเดือนเจ็ดข้างขึ้น ครั้นถึง ณ วันเดือนเจ็ด ซวนก๋งเจ้าเมืองฬ่อจึงจัดแจงเครื่องบรรณาการไปที่เพงจิวคำนับเจ้าเมืองเจ๋ แล้วเจ้าเมืองเจ๋เห็นเจ้าเมืองฬ่ออ่อนน้อมโดยสุจริต ก็มีความรักใคร่ขึ้นเป็นอันมาก และเจ้าเมืองทั้งปวงอยู่ที่นั่นพร้อมกัน ก็ไต่ถามถึงทุกข์และสุขทั้งปวงแล้วเจ้าเมืองเจ๋ก็ให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงดูสู่กันกิน แล้วต่างคนต่างก็ลากลับไปเมือง

ฝ่ายฌ้อจองอ๋องได้เป็นเจ้าเมือง มิได้เอาใจใส่ในราชการประมาณถึงสามปี เวลาเช้าออกเที่ยวป่า เวลาคํ่าเข้ามาก็เล่นมโหรีขับร้องเป็นนิจ ฌ้อจองอ๋องมีภรรยาใหญ่สามคน ชื่อนางหวนกีหนึ่ง นางเตงกีหนึ่ง นางชัวกีหนึ่ง แต่นางหวนกีนั้นเห็นฌ้อจองอ๋องมิได้เอาใจใส่ราชการจึงเข้าไปว่า ท่านมิได้เอาใจใส่ในราชการบ้านเมือง มัวแต่เล่นอยู่ดังนี้ถึงสามปีแล้ว หัวเมืองทั้งปวงก็จะพากันไปขึ้นเสียกับเจ้าเมืองจิ้นเป็นอันมาก และบ้านเมืองจะเป็นอันตรายก็เพราะเหตุสี่ประการ ประการหนึ่งเจ้าเมืองหลงด้วยอิสตรีและการขับร้องทั้งปวง ประการหนึ่งเจ้าเมืองเป็นคนพาลมักเสพสุราแสวงหาแต่การชั่ว ประการหนึ่งมิได้รู้ว่าผู้มีสติปัญญาเอามาตั้งเป็นขุนนางเอาแต่คนพาลมาชุบเลี้ยง ประการหนึ่งมิได้ซ้อมหัดทแกล้วทหารให้ชำนาญในการเพลงอาวุธไว้ และเครื่องศัสตราวุธที่จะรักษาบ้านเมืองมิได้พร้อมสรรพ ก็เป็นเหตุที่จะให้หมิ่นประมาทแก่ข้าศึกทั้งปวง

ฌ้อจองอ๋องได้ยินมีความโกรธเป็นอันมาก นางเตงกี นางชัวกี อยู่นั่นด้วย ทำยกมือขึ้นปิดปากแล้วหัวเราะ ฌ้อจองอ๋องเห็นดังนั้นจึงถามว่าหัวเราะด้วยเหตุอันใด นางเตงกีจึงทูลว่าข้าพเจ้ากลั้นหัวเราะมิได้ ด้วยเห็นว่านางหวนกีมีสติปัญญามากดีกว่าผู้ชายเสียอีก ฌ้อจองอ๋องก็ยิ่งมีความโกรธนางหวนกีมากขึ้น จึงสั่งให้ขับนางหวนกีไปเสีย ห้ามมิให้เข้ามาให้เห็นหน้า แล้วฌ้อจองอ๋องให้เขียนหนังสือปิดประตูไว้ทุกแห่ง ห้ามมิให้ผู้ใดเอาความบ้านเมืองเข้ามาพูด ถ้าผู้ใดมิฟังจะเอาโทษถึงสิ้นชีวิต ตั้งแต่นั้นมาฌ้อจองอ๋องก็กำเริบมากขึ้นมิได้มีผู้ใดขัดขวาง

ฝ่ายสิวมาสินบูอุ๋ยจึงปรึกษากับฬ่อจงว่า ฌ้อจองอ๋องมัวแต่เล่นดังนี้ นานไปก็เห็นบ้านเมืองจะเป็นอันตราย ข้าพเจ้าจะเตือนสติดูสักครั้ง ฬ่อจงได้ฟังดังนั้นจึงสรรเสริญว่า มิเสียทีที่เป็นขุนนางกินเบี้ยหวัด ถ้าในเมืองฌ้อนี้มีขุนนางใจอย่างท่านหลายคนแล้ว บ้านเมืองก็คงจะไม่เป็นอันตราย ท่านจะเข้าไปทักถามก็ไปเถิด สินบูอุ๋ยก็เดินเข้าไปถึงประตูวัง นายประตูวังก็บอกให้ดูหนังสือที่ปิดไว้ สินบูอุ๋ยจึงตอบว่ากูไม่กลัวหนังสือดอก กูกลัวแต่บ้านเมืองจะฉิบหายอย่างเดียว สินบูอุ๋ยก็เดินตรงเข้าไปถึงฌ้อจองอ๋อง เห็นเจ้าเมืองฌ้อเมาสุรา มือขวากอดนางเตงกี มือซ้ายกอดนางชัวกี โต๊ะสุราตั้งอยู่หน้านั่งฟังเสียงขับร้อง

ฌ้อจองอ๋องและเห็นสินบูอุ๋ยเข้ามาจึงถามว่า ไตหูจะมาเสพสุราด้วยกันหรือ หรือจะมาฟังเสียงขับร้อง หรือจะมาว่าด้วยการสิ่งใด สินบูอุ๋ยจึงทูลว่าวิสัยคนมีสติปัญญาแล้ว ไม่สู้พอใจเสพสุราและฟังเสียงขับร้อง ข้าพเจ้าเกลียดชังนัก ฌ้อจองอ๋องจึงว่าไม่พอใจเสพสุราแล้วเข้ามาทำไมเล่า สินบูอุ๋ยจึงว่าข้าพเจ้าได้ยินว่าในเมืองฌ้อนี้มีนกตัวหนึ่งใหญ่ จับอยู่บนยอดเขาสูงนานถึงสามปีแล้วไม่เห็นร้องไม่เห็นบินเลย จะเป็นนกอันใดข้าพเจ้ามิได้ทราบ เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังก็เข้าใจในคำเปรียบเทียบ จึงตอบว่านกนั้นเรารู้จักแล้ว มิใช่นกในแผ่นดินเป็นนกในสวรรค์ ยังไม่ถึงคราวจะบินก็ยังไม่บิน ถ้าถึงคราวจะบินแล้วก็บินขึ้นไปจนเมืองสวรรค์ ถ้าได้ร้องขึ้นแล้วก็มีคนกลัวเกรง ท่านจงคอยดูไปเถิด ก็จะได้เห็นสักวันหนึ่งเป็นมั่นคง สินบูอุ๋ยได้ฟังดังนั้นก็คำนับลากลับมาบ้าน

ฌ้อจองอ๋องยังมิได้ละพยศ ให้เล่นกระจับปี่สีซอเสพสุราอยู่เนืองๆ แล้วก็มิได้ออกว่าราชการบ้านเมืองเหมือนอย่างแต่ก่อน ฝ่ายฬ่อจงเป็นขุนนางผู้ใหญ่มาแต่ฌ้อบกอ๋องแจ้งว่าฌ้อจองอ๋องมิได้เอาใจใส่ในกิจการบ้านเมือง และมัวเมาไปด้วยการเล่น แล้วให้เขียนหนังสือปิดไว้ที่ประตูห้ามมิให้ใครเอาเนื้อความเข้าไปว่ากล่าว ให้ผิดอย่างธรรมเนียมไปดังนั้น คิดจะเตือนสติเจ้าเมืองฌ้อ จึงเข้าไปเฝ้าในที่ข้างในแล้วทำเป็นร้องไห้ ฌ้อจองอ๋องจึงถามว่า ทำไมไตหูจึงเข้ามาร้องไห้ ใครทำให้ขัดเคืองสิ่งใดหรือ

ฬ่อจงจึงทูลว่า ข้าพเจ้าร้องไห้นั้นเพราะเห็นว่าตัวจะตายเสียแล้ว คิดวิตกถึงท่านอยู่ภายหลังจึงร้องไห้ ฌ้อจองอ๋องจึงซักถามว่า ท่านไม่ป่วยไข้เหตุใดจึงว่าจะตายเล่า ฬ่อจงจึงทูลว่า ซึ่งข้าพเจ้าว่าจะตายนั้นเพราะล่วงอาญาด้วยมีรับสั่งห้ามมิให้ผู้ใดว่ากล่าวทัดทานและข้าพเจ้ามิฟัง เข้ามาทูลทัดทานให้ขัดเคืองนั้นข้าพเจ้าก็จะตายด้วยอาญา ถ้าข้าพเจ้าหาชีวิตไม่แล้วเมืองฌ้อก็จะฉิบหายเสียเป็นมั่นคง เพราะไม่มีผู้ใดจะทูลห้ามปรามสืบไป

เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านจะห้ามปรามเรา เห็นเราทำความผิดประการใด ข้อหนึ่งว่าเมืองเราจะฉิบหายเสียนั้นด้วยเหตุสิ่งใด ฬ่อจงจึงทูลว่าซึ่งข้าพเจ้าจะทัดทานนั้น ด้วยเห็นว่าท่านไม่เอาใจใส่ราชการบ้านเมือง มัวเมาอยู่ด้วยการเล่นฉะนี้ไม่ต้องด้วยอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน และข้อซึ่งข้าพเจ้าว่าเมืองฌ้อจะฉิบหายเสียนั้น เพราะท่านกระทำความผิดแล้วให้ห้ามปรามผู้มีสติปัญญามิให้ว่ากล่าวทัดทาน เมื่อหาผู้จะทัดทานมิได้แล้ว หัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะทำกระด้างกระเดื่องมิได้ยำเกรง และจะทำการกำเริบต่างๆ บ้างก็จะเอาใจออกหาก เห็นจะเกิดจลาจลกันขึ้นเหมือนเมื่อครั้งแผ่นดินห้องสิน พระเจ้าติวอ๋องมิได้เชื่อฟังปีกันขุนนางผู้ใหญ่ห้ามปราม จนเมืองจิวโตฉิบหายเสียแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าไม่กลัวความตายมาทัดทานด้วยความจงรักภักดีโดยสุจริตฉะนี้ ถึงท่านจะลงโทษก็จะก้มหน้าตายไปแต่ผู้เดียว ขอแต่ชื่อเป็นความชอบปรากฏไว้ในแผ่นดินว่า เป็นคนสัตย์ซื่อสู้เสียชีวิตเพราะรักเจ้า อันเมืองฌ้อนี้เป็นเมืองใหญ่ บริบูรณ์ไปด้วยสมบัติพัสถาน ทั้งทแกล้วทหารก็พรักพร้อมมือ เมืองขึ้นมากกว่าสิบหัวเมือง ถ้าท่านมิฟังข้าพเจ้าห้าม จะละไว้ให้เกิดจลาจลขึ้นแล้ว ก็จะพาผู้อื่นพลอยตายเสียเป็นอันมาก ว่าแล้วคลานเข้าไปใกล้ทูลว่า ตัวข้าพเจ้าโทษถึงตาย จะขอกระบี่ของท่านเชือดคอตายเสียตามโทษของตัว

ฌ้อจองอ๋องจึงยึดข้อมือฬ่อจงไว้แล้วก็ห้ามว่า ท่านอย่าเพิ่งฆ่าตัวเสียเลย อยู่ช่วยกันว่าราชการบ้านเมืองก่อนเถิด ตั้งแต่นี้ไปเราจะทำตามถ้อยคำท่าน เราไม่ทำเหมือนอย่างแต่ก่อนสืบไปเลย ว่าแล้วก็สั่งให้ยกเครื่องกระจับปี่สีซอไปเสียให้พ้น ทั้งนางพนักงานขับรำทั้งปวงนั้นก็ให้เลิกออกไปเสียสิ้น นางเตงกีกับนางชัวกีนั้นก็ให้ไปเสียด้วย จึงตั้งนางหวนกีขึ้นเป็นที่ฮูหยิน ให้ว่ากล่าวการข้างในสิทธิ์ขาด ฬ่อจงเห็นว่าเจ้าเมืองฌ้อเชื่อฟังทำตามถ้อยคำมีความยินดีนักก็คำนับลากลับมาบ้าน ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าเจ้าเมืองฌ้อจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางปรึกษาราชการบ้านเมือง เห็นว่าเมืองซองนั้นเป็นเสี้ยนหนามอยู่กับเมืองฌ้อ จึงสั่งให้ก๋งจูกุยเสงเป็นแม่ทัพยกไปปราบปรามเมืองซอง ได้รบกับฮอหงวนทหารเมืองซองที่ตำบลไตฉุยปลายแดนเมืองซอง ก๋งจูกุยเสงมีชัยชนะยกกลับมาเมือง

ขณะนั้นเมืองเตงกับเมืองจิ้นทำศึกติดพันกันอยู่ ณ ตำบลปกหลิม เจ้าเมืองฌ้อแจ้งความแล้วจึงสั่งให้อุยแก่เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเมืองเตงก็มีชัยชนะชาวเมืองจิ้น ตั้งแต่นั้นมาฌ้อจองอ๋องก็มีใจกำเริบ คิดเอิบเอื้อมจะใคร่ได้เมืองหลวงให้เขตแดนกว้างออกไป ฝ่ายเตียวตุนเป็นผู้สำเร็จราชการอยู่ ณ เมืองจิ้นนั้นเป็นข้าศึกอยู่กับเมืองเตง ครั้นฌ้อจองอ๋องให้ทหารยกไปช่วยเมืองเตงมีชัยชนะยกกลับไปเมืองฌ้อ ก็ให้คิดแค้นฌ้อจองอ๋องนัก จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้ฌ้อจองอ๋องให้กองทัพยกมาช่วยเมืองเตง เราคิดแค้นชาวเมืองฌ้อไม่รู้หาย จะใคร่เกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองจิ๋นให้เป็นไมตรีกันเข้าไว้ จะได้ช่วยกำจัดเจ้าเมืองฌ้อให้หายแค้น ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด จึงจะเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองจิ๋นให้เป็นไมตรีกับเราได้

เตียวฉวนจึงตอบว่าต้องการอะไรเราจะไปเป็นไมตรีด้วยเมืองจิ๋น ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้เกณฑ์กองทัพยกไปตีเมืองจ๋ง อันเป็นเมืองขึ้นกับเมืองจิ๋น เห็นเจ้าเมืองจิ๋นจะมาอ่อนน้อมต่อเราด้วยกลัวจะเสียเมืองจ๋ง เราจึงค่อยเกลี้ยกล่อมให้เป็นไมตรีต่อภายหลัง ไม่พักไปงอนง้อเจ้าเมืองจิ๋นเลย เตียวตุนได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงเข้าไปแจ้งความแก่เลงก๋ง เลงก๋งก็ให้เกณฑ์กองทัพสามหมื่น เกวียนสามร้อยเล่มให้เตียวฉวนเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองจ๋ง ฝ่ายเจ้าเมืองจิ๋นแจ้งความดังนั้น ก็เกณฑ์กองทัพยกไปตีเมืองปาจิว เป็นหัวเมืองขึ้นแก่เมืองจิ้น เตียวฉวนรู้ก็ละเมืองจ๋งเสีย ยกมาช่วยเมืองปาจิว พวกทัพเมืองจิ๋นปะทะกันเข้ารบกันเพลาเดียวไม่แพ้ไม่ชนะกันต่างคนต่างยกกลับไปเมือง

ขณะนั้นเลงก๋งเจ้าเมืองจิ้นอายุได้สิบห้าปี จึงให้หาโต๊ะไงเกียขุนนางผู้ใหญ่เป็นคนสนิทเข้ามาสั่งว่า ท่านจงทำเหลาไต้แปลว่าปราสาทสามชั้นในสวนดอกไม้ ชื่อว่าโฉหิง โต๊ะไงเกียก็ลาออกมาจัดแจงการเหลาไต้ เกณฑ์คนให้ทำสำเร็จแล้วจึงเข้าไปแจ้งความแก่เลงก๋ง เลงก๋งก็ชวนโต๊ะไงเกียขึ้นไปเล่นบนเหลาไต้ จึงให้แต่งโต๊ะและสุราเลี้ยงดูกันแล้วให้เอากระสุนยิงนกเล่น เลงก๋งจึงว่ากับโต๊ะไงเกียว่า เรายิงนกหาสนุกไม่ เราจะให้ยิงคนที่พากันมาดูเหลาไต้และคนเดินมาตามทาง ถ้ายิงถูกตาแล้วเราจะให้รางวัล ถ้าใครยิงมิถูกเราจะปรับให้กินสุราจงมาก ว่าแล้วก็จับกระสุนขึ้นยิงคนละคัน เลงก๋งยิงถูกใบหูชายชาวเมืองคนหนึ่งขาดกระเด็นติดลูกกระสุนไป โต๊ะไงเกียยิงถูกสีข้างชายคนหนึ่ง แล้วก็ช่วยกันยิงซ้ำไปหลายทีถูกหน้าผาก บางคนก็ถูกฟันหักศีรษะแตก ชาวเมืองทั้งปวงต่างคนต่างก็หลบลูกกระสุนวิ่งปะทะกัน บ้างก็ร้องไห้เรียกหาบิดามารดาเสียงอื้ออึง เลงก๋งเห็นดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่าแก่โต๊ะไงเกียว่า แต่เราออกมาเล่นที่นี่หลายเพลา หาสนุกเหมือนวันนี้ไม่ ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งปวงก็คิดแค้นชิงชังเลงก๋ง

ขณะนั้นชาวเมืองตังจิวเอาสุนัขตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ชื่อเลงโงสูงสามศอกขนแดงมาให้เลงก๋ง เลงก๋งรักสุนัขตัวนั้นนัก จึงมอบให้เตียวหลอเลี้ยงไว้ ถ้าเลงก๋งโกรธใครแล้วก็ยุให้กัด สุนัขก็ไล่ขบกัดผู้นั้นตาย เลงก๋งจ่ายเงินให้เตียวหลอไปซื้อเนื้อแพะและเนื้อสุกรให้สุนัขสิ้นวันหนึ่งหนักสิบหกชั่ง แต่ก่อนนั้นขุนนางเคยเข้าไปคำนับเลงก๋ง ณ ที่ข้างหน้า ตั้งแต่เลงก๋งได้สุนัขมาเลี้ยงไว้ก็สั่งให้ขุนนางเข้าไปคำนับที่ข้างใน ถึงเพลาขุนนางจะเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ้น เห็นสุนัขอยู่ที่ข้างในต่างคนต่างเกรงสุนัขจะกัดมิใคร่จะเข้าไปได้

วันหนึ่งเตียวตุนกับซีหวยเห็นเจ้าเมืองจิ้นทำการกำเริบต่างๆ จึงพากันเข้าไปว่ากล่าวห้ามปรามเลงก๋ง เลงก๋งแกล้งเดินหนีไปเสียให้พ้น หาทำตามถ้อยคำเตียวตุนและซีหวยไม่ ขุนนางทั้งปวงน้อยใจนักก็พากันเดินจากที่ข้างใน พอเห็นชายสองคนหามเข่งใหญ่เดินออกมาเตียวตุนจึงถามว่าท่านทั้งสองหามสิ่งใดออกมา ชายทั้งสองจึงตอบว่า ความสิ่งนี้ข้าพเจ้าจะบอกแก่ท่านนั้นไม่ได้ เตียวตุนได้ฟังก็เดินเข้าไปดู เห็นมือคนตายยื่นออกมาข้างนอก จึงซักถามชายทั้งสองว่า เหตุใดจึงเอาคนตายออกมาแต่ที่ข้างในดังนี้ ชายทั้งสองเกรงเจ้าเมืองจิ้นนัก อิดเอื้อนอยู่หาบอกตามจริงไม่ เตียวตุนขัดใจชักกระบี่ออกจากฝักแล้วว่าแก่ชายทั้งสองว่า ถ้ามิบอกกูจะตัดศีรษะเสีย ชายทั้งสองได้ฟังดังนั้นกลัวเตียวตุนนักก็บอกตามจริง ว่าผู้ตายนี้เป็นคนครัวทำกับข้าวเข้าไปให้ไม่ทันอยาก เลงก๋งโกรธก็เอากระบี่ฟันถูกตัวขาดเป็นสองท่อน จึงสั่งให้ข้าพเจ้าทั้งสองเอาศพไปทิ้งเสีย

เตียวตุนแจ้งความดังนั้นก็ปล่อยชายทั้งสองให้ออกไป จึงปรึกษากับซีหวยว่า ทุกวันนี้เลงก๋งทำการกำเริบต่างๆ จะให้บ้านเมืองฉิบหายเสียจริงแล้ว ท่านจะคิดอ่านประการใด ซีหวยจึงตอบว่า เราจะเข้าไปว่ากล่าวทัดทานพร้อมกันทั้งสองคนนั้น ถ้าเลงก๋งฟังคำเราก็จะยังชั่ว ถ้ามิฟังก็จะเสียท่วงทีไป ข้าพเจ้าจะเข้าไปว่ากล่าวทัดทานดูก่อนถ้าเลงก๋งมิฟังข้าพเจ้าแล้ว ท่านจึงค่อยเข้าไปว่ากล่าวต่อภายหลังเถิด เตียวตุนได้ฟังก็เห็นชอบ จึงยอมให้ซีหวยไปว่าก่อน ซีหวยจึงเข้าไปคำนับเลงก๋ง หวังจะกล่าวเตือนสติให้รู้สึกตัว พอเลงก๋งเจ้าเมืองจิ้นเหลือบเห็นซีหวยเข้ามาก็เข้าใจว่าซีหวยจะเข้ามาว่าด้วยความที่เราฆ่าคนครัวนั้นเป็นมั่นคง คิดแล้วจึงว่ากับซีหวยว่า ท่านเข้ามานี้เราก็รู้แจ้งอยู่แล้ว การที่เราได้ทำผิดเกินไปนั้นตั้งแต่นี้เรามิได้ทำสืบไปเลย

ซีหวยได้ฟังมีความยินดีนักจึงคำนับว่า เกิดมาเป็นคนแล้วใครจะไม่รู้มีผิดและชอบ ถ้ากระทำความผิดแล้วรู้สึกตัวละความชั่วเสียมิได้กระทำสืบไป ก็นับว่าเป็นคนมีสติปัญญาได้อยู่ ว่าแล้วซีหวยก็คำนับลาออกมาแจ้งความแก่เตียวตุน เตียวตุนได้ฟังมีความยินดีนัก ขุนนางทั้งสองก็พากันกลับมาบ้าน วันหนึ่งเลงก๋งจะขึ้นไปเล่นบนเหลาไต้ ณ สวนโฉหิง จึงสั่งโต๊ะไงเกียให้จัดแจงล้อเกวียนพร้อมแล้วก็ขึ้นขี่เกวียนออกไป

ฝ่ายเตียวตุนครั้นแจ้งความดังนั้นก็รีบมาถึงสวน เข้ายืนขวางประตูแล้วจึงร้องว่าแก่เลงก๋งว่า ท่านได้ว่าไว้กับซีหวยว่าจะไม่ทำการหยาบช้าสืบไปแล้ว ทำไมจึงมาเล่นที่เหลาไต้อีกเล่า เลงก๋งได้ฟังดังนั้นก็โกรธเตียวตุนนัก จึงตอบว่าท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่เรามิได้ให้หาท่านเข้ามาที่นี่ และท่านเข้ามาในที่ห้ามปรามดังนี้หาเกรงใจไม่ เตียวตุนได้ฟังคุกเข่าลงคำนับแล้วจึงตอบว่า ซึ่งท่านมิได้ให้หาแล้วข้าพเจ้าล่วงเกินเข้ามาในที่ห้ามปรามนั้นโทษข้าพเจ้าผิดถึงตายอยู่แล้ว ขอท่านอย่าเพิ่งเอาโทษข้าพเจ้าก่อนเลย ข้าพเจ้าเข้ามาบัดนี้หวังจะมาเตือนสติท่าน ซึ่งท่านจะเห็นแก่การเล่นมิได้เอาใจใส่ในกิจการบ้านเมืองดังนี้ นานไปบ้านเมืองจะฉิบหายเสียเหมือนเมื่อครั้งแผ่นดินห้องสิน พระเจ้าจิวอ๋องมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ขุนนางและราษฎรทั้งปวงได้ความเดือดร้อนนัก บ้านเมืองจึงเป็นอันตราย ท่านจงกลับไปเสียเถิด อย่าขึ้นไปเล่นบนเหลาไต้เลย

เลงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงอ้อนวอนเตียวตุนเซียงก๊กจงได้เอ็นดูขอให้เราขึ้นไปเล่นบนเหลาไต้อีกเพลาหนึ่งเถิด ตั้งแต่นี้ไปเรามิได้มาเล่นสืบไปแล้ว เตียวตุนได้ฟังก็หลีกหนีทางให้ออกไปยืนเสียพ้นประตู โต๊ะไงเกียเห็นดังนั้นจึงว่าแก่เตียวตุนว่า ตัวท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่รู้ขนบธรรมเนียมทุกประการ จะว่ากล่าวห้ามปรามเลงก๋งนั้นชอบจะไปว่ากล่าวขณะที่ออกขุนนาง อันจะมากล่าวที่กลางทางดังนี้หาชอบไม่ เลงก๋งได้ฟังดังนั้นก็พลอยเห็นชอบด้วย จึงว่าแก่เตียวตุนว่าท่านจะว่ากล่าวสิ่งใดแก่เรานั้น เพลาพรุ่งนี้จงเข้าไปว่าที่เราออกขุนนางเถิด เตียวตุนได้ฟังคิดน้อยใจก็กลับมาบ้าน

ฝ่ายโต๊ะไงเกียครั้นเห็นเจ้าเมืองจิ้นเที่ยวชมนกชมไม้ที่ในสวนสำราญใจเพลิดเพลินอยู่แล้ว จึงเดินเข้าใกล้ทำเป็นถอนใจใหญ่ให้ได้ยิน เลงก๋งจึงเหลียวมาถามว่า เราเที่ยวเล่นในสวนสนุกสบายนัก ทำไมไตหูถึงถอนใจใหญ่เล่า โต๊ะไงเกียจึงตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าถอนใจใหญ่นั้นเพราะคิดว่าจะได้มาเล่นที่นี่แต่เพลาเดียว ด้วยท่านได้สัญญาไว้กับเตียวตุน ข้าพเจ้าคิดเสียดายที่จะมิได้มาเล่นอีก เลงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงปรึกษาโต๊ะไงเกียว่า เราจะคิดอ่านประการใดจึงจะจับเตียวตุนฆ่าเสียได้ ถ้าเตียวตุนยังมีชีวิตคงอยู่แล้วจะกล่าวให้เราได้ความอัปยศไปเนืองๆ โต๊ะไงเกียเห็นได้ทีจึงตอบว่า การที่จะฆ่าเตียวตุนนั้นก็ยากนัก ท่านจงสั่งเป็นคำขาดออกมาเถิด ข้าพเจ้าจะฆ่าเตียวตุนเสียให้จงได้ เมื่อเตียวตุนตายแล้ว ท่านกับข้าพเจ้าก็จะได้เที่ยวเล่นตามสบายหามีผู้จะทัดทานไม่ เลงก๋งจึงสั่งโต๊ะไงเกียว่า ท่านจงตรึกตรองอย่าให้แพร่งพรายไปจะเสียการ

โต๊ะไงเกียก็รับคำลากลับมาบ้านจึงให้ไปหาโซแง๋เข้ามา แล้วให้แต่งโต๊ะและสุราเลี้ยงดูโซแง๋ เห็นว่าโซแง๋เมาสุราแล้วจึงว่าเลงก๋งโกรธเตียวตุนนัก สั่งให้ฆ่าเตียวตุนเสีย ท่านจงรับอาสาลอบฆ่าเตียวตุนให้จงได้ ถ้าสำเร็จราชการแล้วเราจะช่วยเสนอความชอบให้เลงก๋งปูนบำเหน็จรางวัลแก่ท่าน แล้วจะให้ตั้งแต่งให้เป็นขุนนางในทำเนียบ โซแง๋ก็รับคำโต๊ะไงเกียว่า การที่จะฆ่าเตียวตุนนั้นข้าพเจ้าจะรับทำเอง ท่านอย่าวิตกเลย ว่าแล้วก็นั่งเสพสุราอยู่จนเพลาเย็นจึงคำนับลาโต๊ะไงเกียกลับมาบ้าน ครั้นเพลาสามยามเศษ โซแง๋ถือกระบี่รีบไปแอบอยู่ที่ประตูบ้านเตียวตุน จะคอยทำร้ายเมื่อเพลาเตียวตุนเข้าไปคำนับเลงก๋ง ครั้นเพลาเช้ามืด คนใช้เตียวตุนก็เปิดประตูออกมาเตรียมเกวียน เตียวตุนก็แต่งตัวตามสมควรด้วยยศศักดิ์ตำแหน่งที่ขุนนางผู้ใหญ่ได้เพลาแล้วก็เดินออกมาจากตึกจะขึ้นเกวียน

ขณะนั้นโซแง๋แอบอยู่ริมประตูบ้าน เหลือบเห็นเตียวตุนแต่งตัวโอ่โถง เป็นสง่างามสมเป็นขุนนางผู้สำเร็จราชการ โซแง๋จึงคิดว่า เตียวตุนเห็นเจ้าเมืองจิ้นกระทำความผิด จึงว่ากล่าวทัดทานจะมิให้ทำต่อไป หาควรที่เจ้าเมืองจะให้ประหารชีวิตเสียไม่ และเราจะมาทำร้ายเตียวตุนผู้หาความผิดมิได้นั้นใครจะสรรเสริญ จะมีก็แต่คนนินทาชั่วฟ้าและดินไม่ต้องการ จำจะคิดผิดทำความดีไว้ดีกว่า คิดแล้วโซแง๋ก็ถอยออกมาให้พ้นที่ แล้วจึงร้องประกาศแก่คนทั้งปวงว่าตัวเราชื่อโซแง๋ เลงก๋งใช้มาให้ฆ่าเตียวตุนซึ่งเป็นเซียงก๊กผู้หาความผิดมิได้ เราไม่ทำร้ายจะยอมตายแทนท่านผู้สำเร็จราชการ ท่านทั้งปวงจงช่วยบอกแก่เซียงก๊กด้วยเถิด ว่าแล้วก็เอาศีรษะโดนต้นไม้จนสมองแตกตาย พอเตียวตุนขับเกวียนมาถึง เห็นศพโซแง๋ก็คิดสงสารโซแง๋ว่าเป็นคนสัตย์ซื่อสูญเสียชีวิตแทนตัวเรา จึงสั่งให้เอาศพโซแง๋ไปฝังเสียในที่อันควรแล้วให้ขับเกวียนจะเข้าไปคำนับเลงก๋ง

ฝ่ายทีนีเปงทหารคนสนิทเตียวตุน มีกำลังมากแบกของได้หนักพันชั่ง จึงห้ามเตียวตุนว่าเลงก๋งคิดร้ายอยู่ดังนี้ ท่านงดอยู่ก่อนอย่าเพ่อเข้าไปคำนับเลงก๋งเลย ถ้าจะขืนเข้าไปแล้ว ข้าพเจ้าเห็นจะมีอันตรายเป็นมั่นคง เตียวตุนจึงตอบว่า เราได้สัญญาไว้กับเลงก๋งจะเข้าไปวันนี้ อันจะไม่เข้าไปตามสัญญานั้นหาชอบไม่ ถึงจะมีอันตรายเป็นประการใดก็ตามเถิด ว่าแล้วก็ขับเกวียนเข้าไปจนถึงที่ออกขุนนางข้างหน้า จึงลงจากเกวียนจะเข้าไปคำนับ เลงก๋งเหลือบเห็นเตียวตุนเดินเข้ามาแต่ไกล จึงกระซิบพูดกับโต๊ะไงเกียว่าโซแง๋ไปทำการเห็นจะไม่ตลอดแล้ว เตียวตุนจึงเข้ามาได้ โต๊ะไงเกียจึงตอบว่า ข้าพเจ้าใช้ให้โซแง๋ไปตั้งแต่เพลากลางคืน ยังหาเห็นกลับมาไม่ เมื่อเพลาเช้าวันนี้ได้ยินเขาลือว่า โซแง๋เอาศีรษะโดนต้นไม้หน้าผากแตกตาย ข้าพเจ้ายังหาแจ้งว่าโซแง๋ตายด้วยเหตุอันใดไม่

เลงก๋งจึงตอบว่า การที่เราคิดนั้นเห็นจะไม่สำเร็จเป็นมั่นคง จะคิดอ่านประการใดจึงจะฆ่าเตียวตุนเสียได้ โต๊ะไงเกียจึงตอบว่าอุบายอันหนึ่งดีนัก ถ้าท่านทำตามคำข้าพเจ้าแล้วเห็นการสำเร็จโดยง่าย เลงก๋งจึงถามว่าอุบายของท่านนั้นเป็นประการใด โต๊ะไงเกียจึงบอกความลับให้แก่เลงก๋งทุกประการแล้วว่า อุบายของข้าพเจ้าคิดนี้เห็นจะฆ่าเตียวตุนได้โดยง่าย แล้วก็กันความนินทาท่านได้ด้วย เลงก๋งแจ้งในความลับก็ชอบจึงชมว่า อุบายท่านนี้ดีนักเห็นการจะสำเร็จ เลงก๋งกระซิบพูดกับโต๊ะไงเกียสิ้นคำลง พอเตียวตุนเข้ามาคำนับเลงก๋งก็ทำปราศรัยกับเตียวตุนโดยกิจการบ้านเมือง จนสิ้นเวลาก็กลับเข้าไปข้างใน เตียวตุนและขุนนางทั้งปวงต่างคนต่างกลับไปบ้าน

ครั้นเพลารุ่งเช้า เลงก๋งจัดทหารที่มีฝีมือเข้าไปซุ่มไว้ ณ ที่ข้างในแล้วสั่งทหารไว้ตามคำโต๊ะไงเกียทุกประการ จึงให้ไปหาเตียวตุนเข้ามาที่ออกขุนนางข้างหน้า ขณะเมื่อเตียวตุนจะเข้ามานั้นทีนีเปงก็ตามเข้ามาด้วย เลงก๋งเห็นเตียวตุนมาก็ออกไปรับ เชิญเตียวตุนเข้าไปกินโต๊ะข้างใน เตียวตุนมิได้สงสัยก็ตามเลงก๋งเข้าไป ทีนีเปงก็ตามเข้าไปด้วย โต๊ะไงเกียเห็นกิริยาทีนีเปงองอาจ จะกีดขวางทำการไม่ใคร่สะดวก จึงห้ามว่าเก๋งอันนี้เป็นที่สำหรับเจ้าเมืองและขุนนางผู้ใหญ่จะนั่งกินโต๊ะเสพสุราด้วยกัน หาควรที่ผู้อื่นจะขึ้นไปไม่ ท่านจงนั่งอยู่แต่เพียงอัฒจันทร์ชั้นล่างเถิด ทีนีเปงก็จนใจมิรู้ที่จะตามขึ้นไปได้ไม่ ก็นั่งอยู่แต่ชั้นล่าง เลงก๋งก็ให้เตียวตุนนั่งข้างซ้าย โต๊ะไงเกียนั่งข้างขวา เสพสุราได้สามพักถึงกำหนดแล้ว เลงก๋งจึงว่าแก่เตียวตุนว่า ขุนนางทั้งปวงสรรเสริญว่ากระบี่ท่านคมนัก เราจะขอชมดูให้เห็นแก่ตา ท่านจงหยิบกระบี่มาให้แก่เรา เตียวตุนกำลังเมาสุราก็แก้กระบี่ออกจะส่งให้เลงก๋ง

ฝ่ายทีนีเปงเขม้นดูเตียวตุนอยู่ เห็นดังนั้นจึงร้องห้ามขึ้นไปว่า กฎหมายมีไว้ว่าขุนนางผู้ใหญ่กับเจ้าเมืองเสพสุราด้วยกันได้สามพักแล้วให้ลุกจากกัน ท่านมิได้ลุกออกจากกันแล้วส่งกระบี่ให้แก่ท่านเจ้าเมืองนั้น หาต้องด้วยกฎหมายสำหรับแผ่นดินไม่ เตียวตุนได้ฟังก็ตกใจมิได้ส่งกระบี่ให้แก่เลงก๋ง ทีนีเปงคิดเกรงว่าเลงก๋งจะทำร้ายเตียวตุนก็วิ่งขึ้นไปอุ้มเตียวตุนลงมาโดยเร็ว เลงก๋งกับโต๊ะไงเกียก็วิตกตะลึงอยู่ การที่คิดไว้หาทันที่จะทำได้ไม่

โต๊ะไงเกียก็ให้เตียวหลอยุสุนัขไล่กัดเตียวตุน มาทันเข้าก็ร้องห้ามปรามให้หยุดก่อน แล้วเตียวหลอก็ยุสุนัขให้กระโดดเข้ากัดถูกชายเสื้อเตียวตุน ทีนีเปงก็โดดเข้าคั้นต้นคอสุนัขจนขาดใจตาย เลงก๋งเห็นสุนัขตายก็โกรธ จึงสั่งทหารที่ซุ่มไว้ให้ไล่จับทีนีเปงกับเตียวตุนฆ่าเสียให้จงได้ พวกทหารก็กรูกันไล่จับทีนีเปงกับเตียวตุน ทีนีเปงก็รับรองป้องกันเตียวตุนให้ออกจากประตูได้แล้ว ก็รอรบด้วยมือเปล่ามิได้คิดแก่ชีวิต หวังจะให้เตียวตุนหนีไปให้พัน พวกทหารเลงก๋งก็เข้ากลุ้มรุมกันฟันแทงทีนีเปงล้มลงขาดใจตาย เตียวตุนหนีออกจากประตูได้คิดอาลัยถึงทีนีเปงนัก ก็ร้องไห้พลางวิ่งหนีพลางออกนอกเมืองได้เข้าป่า พวกทหารก็ไล่ตามเตียวตุนไป

ขณะนั้นชายหนึ่งมีกำลังมาก เห็นพวกทหารไล่เตียวตุนก็วิ่งตามเตียวตุนไปหวังจะช่วยป้องกันให้พ้นภัย เตียวตุนมิได้รู้จักเห็นชายผู้นั้นวิ่งมาจวนทัน สำคัญว่าเป็นพวกทหารเลงก๋งก็ตกใจนัก ชายนั้นจึงร้องห้ามว่า ท่านอย่ากลัวข้าพเจ้าเลย ข้าพเจ้าจะมาช่วยให้พ้นภัยดอก ว่าแล้วก็พากันรีบหนีพวกทหารไปโดยเร็ว เตียวตุนจึงถามว่าท่านชื่อไรมาช่วยเรา ชายผู้นั้นจึงบอกว่าท่านลืมข้าพเจ้าเสียแล้วหรือ ตัวข้าพเจ้าชื่อเลงฉูเที่ยวไปริมเมืองโอย ข้าพเจ้าทำราชการหามีผู้ใดจะช่วยอุปถัมภ์ไม่ แต่ข้าพเจ้าไปอยู่เมืองโอยถึงสามปี จนสิ้นเงินที่จะซื้อเสบียงอาหารแล้วจึงกลับมาแต่เมืองโอย ถึงตำบลมีดสิ่งก็พอสิ้นกำลัง ข้าพเจ้านอนอดอาหารหิวแทบตาย ขณะนั้นท่านไปไล่เนื้อที่เขากิววันซัว กลับมาเห็นข้าพเจ้านอนอดอาหารอยู่จึงให้อาหารแก่ข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นพวกทหารไล่ท่านมา คิดจะสนองคุณท่านจึงมาช่วย ท่านจงระลึกดูเถิด

เตียวตุนได้ฟังก็คิดขึ้นได้จึงตอบว่า เราระลึกได้แล้ว ครั้งเมื่อเราไปเที่ยวเล่นที่เขากิววันซัว ประมาณได้หกปีเข้าปีนี้แล้ว เรามาตำบลนี้เห็นท่านนอนอยู่ สำคัญว่าเป็นพวกโจรจึงสั่งทหารจะให้ไปจับท่าน ครั้นรู้ว่าท่านมิใช่โจรก็มีความกรุณานัก จึงให้เสบียงอาหารแก่ท่านเป็นอันมาก แล้วเราจึงให้ตั้งโรงทานไว้ที่ตำบลนี้ หวังจะให้ทานแก่คนจนที่ตำบลมีดสิ่ง บัดนี้ท่านอยู่ที่ไหนจึงได้มาช่วยเรา เลงฉูจึงตอบว่า ข้าพเจ้าก็อาศัยโรงทานของท่านเลี้ยงชีวิตอยู่ ณ ตำบลมีดสิ่งนี้ ว่าแล้วเลงฉูก็พาเตียวตุนหนีไปทางข้างทิศตะวันตก

ฝ่ายเตียวซกบุตรเตียวตุนแจ้งความว่าเลงก๋งให้จับบิดา บิดาหนีเข้าป่าไปได้ ก็เรียกบ่าวไพร่และทหารเป็นอันมากให้เทียมเกวียนรีบตามเตียวตุนไปทัน จึงร้องเชิญเตียวตุนให้ขึ้นขี่เกวียน เตียวตุนเห็นบุตรตามมาก็มีความยินดีนัก ก็ลงจากบ่าเลงฉูขึ้นเกวียน แล้วก็เรียกเลงฉูจะให้ขึ้นเกวียนด้วย เลงฉูเห็นว่าเตียวตุนพ้นภัยแล้วก็หนีเข้าไปในป่า เตียวตุนจึงปรึกษากับเตียวซกผู้บุตรว่า เลงก๋งคบคิดกับโต๊ะไงเกียจะทำร้ายครั้งนี้ เราจะกลับเข้าไปอยู่เมืองจิ้นเห็นจะหาพ้นภัยเลงก๋งไม่ จำจะไปอาศัยอยู่เมืองอื่นจึงจะรอดชีวิต จะไปเมืองเต๊กหรือจะไปเมืองจิ๋นดี ปรึกษากันพลางก็รีบหนีไปตามทางทิศตะวันตก

ฝ่ายเลงก๋งตั้งแต่เตียวตุนหนีไปจากเมืองก็มีความยินดีนัก หามีผู้ใดจะว่ากล่าวทัดทานไม่ ก็พาหญิงรูปงามขึ้นไปเล่นกระจับปี่สีซอบนเหลาไต้ ณ สวนโฉหิงทั้งกลางวันกลางคืน ขณะนั้นเตียวฉวนออกไปเที่ยวป่าล่าเนื้อเล่นค้างแรมป่าอยู่หลายวัน ครั้นกลับมาตามทางข้างทิศตะวันตก พบเตียวตุนเตียวซกสองคน ขี่เกวียนพวกทหารแวดล้อมมาเป็นอันมากประหลาดใจนัก จึงเข้าไปคำนับเตียวตุนแล้วจึงถามว่าเหตุประการใดจึงพาเตียวซกผู้บุตรและบ่าวไพร่มาดังนี้ มีความประการใดหรือ เตียวตุนก็เล่าความหลังให้เตียวฉวนฟังทุกประการ เตียวฉวนได้ฟังดังนั้นคิดน้อยใจเจ้าเมืองจิ้นนักจึงห้ามเตียวตุนว่า ท่านอย่าเพิ่งไปเมืองจิ๋นเลย จงยับยั้งอยู่ที่เขากิววันซัวนี้ก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะเข้าไปฟังดูเหตุการณ์ให้รู้ก่อน ถ้าได้ความเป็นประการใดแล้ว จึงจะให้คนเอาเนื้อความมาแจ้งแก่ท่าน

เตียวตุนก็รับคำเตียวฉวนแล้วจึงกำชับว่า ท่านจะกลับเข้าไปบัดนี้ระวังตัวให้จงดีอย่าให้มีอันตราย ถ้าได้ความประการใดแล้วจงให้คนเอาเนื้อความมาแจ้งแก่เราเป็นการเร็ว เตียวฉวนก็คำนับลารีบเข้าไปถึงเมืองจิ้น แจ้งความว่าเลงก๋งพาผู้หญิงขึ้นไปเล่นกระจับปี่สีซออยู่บนเหลาไต้ จึงเข้าไปคำนับเลงก๋งแล้วจึงขอโทษตัวว่า ข้าพเจ้าพวกเตียวตุนคนโทษผู้กระทำผิดมิได้นับถือท่านและมิได้มาระวังราชการนั้นโทษข้าพเจ้าผิดนัก ขอท่านได้กรุณาอดโทษข้าพเจ้าครั้งหนึ่งเถิด

เลงก๋งก็พาซื่อสำคัญว่าจริง จึงตอบว่าเตียวตุนพี่ชายท่านนั้นหยาบช้าต่อเรามาหลายครั้งแล้ว เหลือที่เราจะอดกลั้นได้จึงวุ่นวายกันขึ้น ตัวท่านนั้นเป็นคนหาได้รู้เห็นด้วยไม่ เราจะเลี้ยงท่านให้เป็นขุนนางตามตำแหน่งเดิม ท่านอย่าวิตกเลย เตียวฉวนได้ฟังมีความยินดีนักจึงทำเป็นสรรเสริญเจ้าเมืองจิ้นว่า ท่านให้ทำเหลาไต้ไว้ดังนี้สนุกสนานนัก สมด้วยผู้มีบุญเหมือนเมื่อครั้งเจ๋ฮวนก๋งได้สมบัติในเมืองเจ๋แล้วก็ให้ทำเหลาไต้ จึงให้จัดสรรอิสตรีรูปงามมาฝึกสอนให้ชำนาญในการขับร้องและเพลงกระจับปี่สีซอรำฟ้อน แล้วให้เล่นกระจับปี่สีซอขับกล่อมบำรุงบำเรออยู่บนเหลาไต้ทั้งกลางวันกลางคืนเป็นที่สนุกสบายนัก บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเหลาไต้ของท่านก็เป็นที่สนุกสนานอยู่แล้วแต่ยังหามีอิสตรีรูปงามเสียงเพราะมาขับกล่อมบำรุงบำเรอเหมือนเมื่อครั้งเจ๋ฮวนก๋งไม่ ขอท่านจงให้ทำตามอย่างเจ๋ฮวนก๋งเถิดจึงจะสมกับผู้มีบุญ เลงก๋งได้ฟังเตียวฉวนก็ยินดี จึงตอบว่าเราก็คิดจะหาอิสตรีรูปงามมาฝึกสอนให้ชำนาญในการขับร้องรำฟ้อนเล่นบนเหลาไต้ แต่ยังหามีผู้ใดจะช่วยเอาธุระไม่

เตียวฉวนจึงตอบว่า การสิ่งนี้จะไว้ใจใครได้ ข้าพเจ้าเห็นแต่โต๊ะไงเกียผู้เดียวจะช่วยให้สำเร็จ เลงก๋งจึงสั่งโต๊ะไงเกียให้เที่ยวหาบุตรสาวขุนนางที่รูปงามอายุตั้งแต่ยี่สิบปีลงมา จะฝึกสอนให้ชำนาญในการขับร้องและเพลงกระจับปี่สีซอ แล้วจะให้ขึ้นไปเล่นบนเหลาไต้ โต๊ะไงเกียก็รับคำนับลาไปเที่ยวจัดหาหญิงรูปงามตามคำเลงก๋งสั่ง เตียวฉวนเห็นได้ท่วงทีจึงว่าแก่เจ้าเมืองจิ้นว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าสวนโฉหิงนี้เปลี่ยวนัก ท่านขึ้นมาค้างอยู่บนเหลาไต้ทั้งกลางวันกลางคืน เกลือกจะมีอันตรายเหตุการณ์ประการใดขึ้น ข้าพเจ้าจะขอจัดทหารให้นอนกองอยู่ที่นี่ ถ้าเหตุการณ์สิ่งใดเกิดขึ้นจะได้ช่วยกันเป็นการเร็ว เจ้าเมืองจิ้นก็เห็นชอบด้วย จึงตอบว่าท่านว่านี้ชอบนัก จงจัดทหารให้มานอนกองตามใจของท่านเถิด

เตียวฉวนก็คำนับลาออกมาจัดทหารที่มีฝีมือ ประมาณสองร้อยเศษให้พร้อมไว้ พวกทหารจึงถามเตียวฉวนว่า ท่านจัดแจงข้าพเจ้าไว้บัดนี้จะใช้ให้ไปทำราชการสิ่งใด เตียวฉวนคิดจะให้พวกทหารเจ็บแค้นเอาใจออกจากเจ้าเมืองจิ้น จึงทำเป็นทอดถอนใจใหญ่แล้วว่า เจ้าเมืองจิ้นมิได้เอาใจใส่ราชการบ้านเมือง เอาแต่เล่นไปถ่ายเดียว มิได้ปรานีขุนนางและราษฎรทั้งปวง บัดนี้จะขึ้นไปเล่นสนุกนี้บนเหลาไต้ทั้งกลางวันกลางคืน จะให้ท่านทั้งปวงไปนอนกองอยู่ที่สวน เราเห็นว่าการเล่นบนเหลาไต้นั้นหามีที่สุดไม่ ท่านทั้งปวงจะพลอยได้ความยากเสียเพราะเลงก๋งแล้ว พวกทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็คิดแค้นเลงก๋งนัก ต่างคนต่างว่าเจ้าเมืองไม่ตั้งอยู่ในสัจธรรมเอาแต่เล่นมิได้เอาใจใส่ในราชการแผ่นดิน ให้พวกเราได้ความลำบากด้วย ถ้าเป็นการทัพศึกจะใช้สอยเราทั้งกลางวันกลางคืน เราก็มิได้มีความน้อยใจเลย

เตียวฉวนได้ฟังดังนั้น เห็นว่าพวกทหารทั้งปวงมีใจเจ็บแค้นเลงก๋งอยู่แล้ว จึงกระซิบว่าแก่ทหารทั้งปวงว่า เราจะปรึกษาความข้อหนึ่งแก่ท่านทั้งปวง ท่านทำตามความคิดเราแล้วเห็นจะหามีความลำบากไม่ ทหารทั้งปวงจึงตอบว่า ท่านมีความกรุณาเห็นทุกข์ข้าพเจ้าแล้วจะช่วยคิดให้พ้นจากทุกข์นั้น คุณท่านหาที่สุดมิได้ การที่ท่านจะคิดให้ข้าพเจ้าทำนั้นถึงจะได้ความลำบากประการใด ข้าพเจ้าก็มิได้คิดเลยคงจะทำตามถ้อยคำท่านทุกประการ

เตียวฉวนจึงตอบว่า เลงก๋งมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรมแล้วหาควรที่เราจะละไว้ไม่ จำจะคิดกำจัดเลงก๋งเสีย บัดนี้เลงก๋งก็อยู่บนเหลาไต้กับพวกผู้หญิง ขุนนางและราษฎรผู้ใดมิได้อยู่ด้วย เวลาคํ่าวันนี้เลงก๋งจะให้เลี้ยงโต๊ะและสุราบนเหลาไต้ เราจะขึ้นไปบนนั้นด้วย ท่านทั้งปวงได้ตั้งกองอยู่ที่นั่น จงคอยอยู่จนเวลาสองยาม ถ้าเห็นเลี้ยงโต๊ะบนเหลาได้แล้ว จงพากันขึ้นไปขอสุรากิน เราเห็นได้ท่วงทีก็จะสลัดมือเสื้อให้เป็นสำคัญ ท่านทั้งปวงจงพร้อมกันจับเลงก๋งฆ่าเสีย จะได้ออกไปรับเสียงก๊กกลับเข้ามาเมืองจัดแจงตั้งเจ้าเมืองใหม่ การที่เราคิดนี้ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ทหารทั้งปวงจึงตอบว่า การที่ท่านคิดนั้นชอบนัก ข้าพเจ้าจะทำตามถ้อยคำท่านทุกประการ เตียวฉวนก็พาพวกทหารมาถึงสวนจึงขึ้นไปบนเหลาไต้เข้าไปคำนับเลงก๋งแล้วแจ้งความว่าข้าพเจ้าจัดทหารที่มีฝีมือมานอนกองได้พร้อมอยู่แล้ว

เลงก๋งได้ฟังก็แลลงมาดู เห็นพวกทหารแต่ล้วนสูงใหญ่สมเป็นทหารมีฝีมือก็มีความยินดีนัก จึงให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงเตียวฉวน เลงก๋งก็เสพสุราอยู่กับเตียวฉวน ให้นางพนักงานดีดกระจับปี่สีซอฟังพลางเสพสุราพลางเป็นที่สบาย ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเศษก็ได้ยินเสียงอื้ออึงขึ้นข้างล่าง จึงถามเตียวฉวนว่าเสียงอันใดอื้ออึง เตียวฉวนจึงแกล้งตอบว่าเห็นจะมีคนแปลกปลอมเข้ามา เหล่าพวกทหารจับกุมได้จึงอื้ออึงกันขึ้น ข้าพเจ้าจะลงไปดูให้แน่ก่อน ว่าแล้วเตียวฉวนก็คำนับลาเลงก๋งให้ส่องโคมลงมาดูข้างล่าง เห็นเหล่าทหารเข้ามาพร้อมกันอยู่ที่เชิงบันไดเหลาไต้ จึงกระซิบสั่งนายทหารว่าถ้าได้ยินเสียงเราร้องห้ามลงมาแล้ว จงพากันขึ้นไปบนเหลาไต้เถิด ว่าแล้วเตียวฉวนก็กลับขึ้นไปแจ้งความแก่เลงก๋งว่า เหล่าพวกทหารที่มานอนกองอยู่นั้นรู้ว่าท่านให้เลี้ยงโต๊ะ ต่างคนต่างดีใจจึงพากันเข้ามาจะขอสุรากินบ้าง เลงก๋งก็พาซื่อสำคัญว่าจริง จึงสั่งเตียวฉวนว่าท่านจงแต่งโต๊ะและสุราเลี้ยงดูพวกทหารให้อิ่มเถิด เตียวฉวนเห็นได้ทีก็ทำเป็นร้องห้ามเหล่าทหารว่า อย่าอื้ออึงไปนักเลย ท่านจะให้เลี้ยงดูอยู่แล้ว เหล่าพวกทหารรู้อัธยาศัยเตียวฉวนก็กรูกันขึ้นไปบนเหลาไต้

ขณะนั้นเลงก๋งนั่งเอามือพาดลูกกรงเฉลียงเหลาไต้อยู่ เห็นพวกทหารพากันกรูขึ้นมา จึงถามเตียวฉวนว่า ทำไมพวกทหารจึงพากันขึ้นมาบนนี้ ท่านจงขับลงไปเลี้ยงดูกันข้างล่างเถิด เตียวฉวนจึงแกล้งตอบว่าเหล่าพวกทหารนั้นคิดถึงเสียงก๊กนัก ว่าจะอ้อนวอนท่านให้ไปรับเสียงก๊กกลับเข้ามา ว่าแล้วก็แลดูพวกทหาร เห็นใกล้เข้ามาแล้วก็สะบัดมือเสื้อให้เป็นสำคัญ พวกทหารเห็นสำคัญดังนั้นก็เข้ากลุ้มรุมกันฟันแทงเลงก๋งตาย ขุนนางและราษฎรทั้งปวงรู้ความดังนั้นต่างคนก็ดีใจ หามีผู้ใดที่จะเจ็บแค้นด้วยเลงก๋งไม่ เตียวฉวนก็พาทหารทั้งปวงออกไปรับเตียวตุน ณ เขากิววันซัว

ฝ่ายโต๊ะไงเกียไปเที่ยวหาอิสตรีรูปงาม พอมีผู้เอาเนื้อความไปบอกว่าเตียวฉวนให้ฆ่าเลงก๋งเสียแล้ว โต๊ะไงเกียตกใจนักรีบกลับมาบ้าน ฝ่ายสุโหยกับขุนนางทั้งปวงแจ้งความก็พากันรีบมาถึงสวนเห็นเงียบสงัดอยู่ รู้ว่าเตียวฉวนออกไปรับเสียงก๊ก จึงสั่งให้ปิดประตูสวนใส่กุญแจไว้ แล้วก็ชวนกันคอยเตียวตุนอยู่ ฝ่ายเตียวฉวนคุมทหารออกไปถึงเขากิววันซัว จึงเข้าไปคำนับเตียวตุนแจ้งความให้ฟังทุกประการ เตียวตุนได้ฟังมีความยินดีนัก ก็ชวนเตียวฉวนขึ้นขี่เกวียน เหล่าพวกทหารก็ตามเตียวตุนกลับเข้ามาถึงเมืองจนทางประตูห้องเสีย ตรงเข้าไปที่สวนโฉหิง ขุนนางและราษฎรทั้งปวงก็ชวนกันเข้าไปคำนับเตียวตุน เตียวตุนจึงพาขุนนางทั้งปวงขึ้นไปบนเหลาไต้เห็นศพเลงก๋ง เตียวตุนก็คิดสงสารร้องไห้รักเลงก๋ง ขุนนางทั้งปวงก็สรรเสริญเตียวตุนว่าเป็นคนสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน หาความพยาบาทมิได้ ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว เตียวตุนจึงให้แต่งการฝังศพเลงก๋ง ณ ตำบลซกอักตามตำแหน่งที่เจ้าเมือง แล้วปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เลงก๋งผู้ตายยังมิได้มีบุตรที่จะสืบวงศ์ต่อไป เราจะได้ใครมาเป็นเจ้าเมืองจึงจะสมควร

สุโหยจึงตอบว่า บิดาเลงก๋งนั้นมีน้องชายต่างมารดากันอีกคนหนึ่งชื่อว่า เฮกเตียน เมื่อแรกมารดาจะมีครรภ์นั้น ฝันว่ามีชายคนหนึ่งมือดำเข้าลูบที่นอน ครั้นบุตรคลอดออกมา บิดาจึงใช้ชื่อว่าเฮกเตียน ครั้นเติบโตขึ้นแล้วจิ้นบุนก๋งจึงถวายเฮกเตียนให้ขึ้นไปทำราชการอยู่ ณ เมืองตังจิว พระเจ้าจิวคองอ๋องตั้งเฮกเตียนขึ้นเป็นขุนนางอยู่ ณ เมืองหลวง ถ้าให้ไปเชิญเฮกเตียนมาเป็นเจ้าเมืองได้แล้ว ข้าพเจ้าเห็นสมควรนัก เตียวตุนก็เห็นชอบด้วย จึงว่าเตียวฉวนฆ่าเลงก๋งเสียนั้นโทษผิดนัก เราจะปรับให้เตียวฉวนไปเชิญเฮกเตียนมาเป็นเจ้าเมืองจึงจะชอบ ว่าแล้วก็แต่งเครื่องบรรณาการส่งให้เตียวฉวนคุมไปถวายพระเจ้าจิวคองอ๋อง กราบทูลขอเฮกเตียนมาเป็นเจ้าเมือง เตียวฉวนก็คำนับลาเตียวตุนคุมเครื่องบรรณาการขึ้นไปถึงเมืองหลวง เตียวฉวนจึงเข้าไปคำนับเฮกเตียนแจ้งความว่า ข้าพเจ้ากับเตียวตุนเห็นเลงก๋งเจ้าเมืองจิ้นทำการหยาบช้าต่างๆ ข้าพเจ้าคิดกับเตียวตุนเห็นว่าท่านมีสติปัญญามาก คิดจะเชิญตัวท่านไปเป็นเจ้าเมืองจิ้นอยู่ จึงเอาความที่เลงก๋งทำหยาบช้าต่างๆ นั้นชี้แจงกับขุนนางทั้งปวง ให้ขุนนางเห็นความผิดเลงก๋งแล้วจึงพร้อมใจกันกำจัดเลงก๋งเสีย เตียวตุนกับขุนนางจึงให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปครองเมืองจิ้น

ฝ่ายเฮกเตียนได้ยินเตียวฉวนแจ้งความก็คิดสงสัยอยู่ จึงถามว่าเตียวตุนกับขุนนางได้มีหนังสือมากราบทูลพระเจ้าเมืองหลวงหรือเปล่า เตียวฉวนจึงเอาหนังสือให้เฮกเตียนดู เฮกเตียนก็สิ้นความสงสัยจึงพาเตียวฉวนไปเฝ้าพระเจ้าจิวคองอ๋องกราบทูลว่า เตียวตุนกับขุนนางเมืองมีหนังสือมากราบทูลขอข้าพเจ้าไปรับราชการอยู่ ณ เมืองจิ้น แล้วเฮกเตียนก็ให้ขุนนางเจ้าพนักงานถวายหนังสือ ใจความในหนังสือว่า ข้าพระพุทธเจ้าเตียวตุนผู้เป็นที่เสียงก๊กกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยในเมืองจิ้น คำนับมายังท่านเสนาบดี ณ เมืองตังจิว ขอได้นำหนังสือข้าพเจ้าขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าจิวคองอ๋องให้ทรงทราบ ด้วยเลงก๋งเจ้าเมืองจิ้นนั้นหยาบช้า ทำการกำเริบข่มเหงอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนต่างๆ ราษฎรมากล่าวร้องฟ้องกับขุนนาง ขุนนางได้ทัดทานห้ามปรามเลงก๋งหลายครั้ง เลงก๋งมิฟังกลับพาลเอาผิดขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเป็นหลายคน ขุนนางทั้งปวงจึงปรึกษากันกำจัดเลงก๋งเสีย ซึ่งล่วงเกินพระราชอาญาที่ฆ่าเลงก๋งเสียนั้นโทษข้าพเจ้าผิดเป็นอันมาก และเฮกเตียนบุตรจิ้นบุนก๋งมารับราชการอยู่ในเมืองหลวงนั้น มีสติปัญญาและนํ้าใจก็โอบอ้อมอารีแก่ขุนนางและอาณาประชาราษฎรเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจะขอรับพระราชทานเฮกเตียนไปเป็นเจ้าเมืองจิ้น

พระเจ้าจิวคองอ๋องทรงทราบหนังสือแล้วตรัสว่า ขุนนางเมืองจิ้นฆ่าเลงก๋งเสียโทษก็ผิดอยู่ แต่ราษฎรได้ความสุขขึ้นคุณและโทษก็พอลบล้างกัน จึงโปรดให้เฮกเตียนไปเป็นเจ้าเมืองจิ้น เฮกเตียนก็กราบถวายบังคมลามาถึงเมืองจิ้น ขุนนางก็ยกเฮกเตียนขึ้นเป็นเสงก๋งเจ้าเมืองจิ้น เสงก๋งก็ให้เตียวตุนเป็นที่เสียงก๊ก ว่ากล่าวราชการสิทธิ์ขาดเหมือนแต่ก่อน แล้วเสงก๋งก็ตั้งเตียวเซกบุตรเตียวตุนขึ้นเป็นที่ซื้อม้าขุนนางฝ่ายทหาร แล้วเตียวตุนแจ้งความกับเสงก๋งเจ้าเมืองจิ้นว่า มารดาเลี้ยงข้าพเจ้าอยู่เมืองเต๊กคนหนึ่งชื่อนางกีสี นางกีสีมีบุตรด้วยบิดาข้าพเจ้าสามคน ชื่อเตียวกองคนหนึ่ง เตียวออกคนหนึ่ง เตียวเองคนหนึ่ง ข้าพเจ้าเห็นพอสมควรรับราชการอยู่แล้ว นางกีสีก็เป็นคนกตัญญูซื่อสัตย์อยู่ ขอให้ท่านรับนางกีสีและบุตรสามคนมาชุบเลี้ยงจะได้ทำราชการสนองคุณท่านต่อไป

เสงก๋งได้ฟังก็มีความยินดี จึงว่าน้องท่านก็เหมือนน้องของเราเหมือนกัน จึงให้คนใช้ไปรับนางกีสีกับบุตรทั้งสามคนมาตั้งให้เป็นขุนนางฝ่ายพลเรือน ฝ่ายเตียวฉวนจึงกระซิบบอกเตียวตุนว่า โต๊ะไงเกียเห็นจะมีความพยาบาทเราอยู่ด้วยโต๊ะไงเกียเป็นพวกเลงก๋ง ถ้าพาลเอาผิดฆ่าโต๊ะไงเกียเสียแล้ว เห็นว่าแซ่เตียวจะไม่มีเสี้ยนหนามต่อไป เตียวตุนได้ฟังจึงว่าจะฆ่าโต๊ะไงเกียเสียนั้น ความครหานินทาก็จะมีไปภายหน้าว่าเรามีใจพยาบาทหาเป็นสัจธรรมไม่ ถึงโต๊ะไงเกียจะคิดร้ายเราก็ยากอยู่ ด้วยแซ่เตียวพวกพ้องของเราเป็นขุนนางอยู่ทั้งฝ่ายทหารพลเรือนเป็นอันมาก เตียวฉวนมิได้ตอบประการใด

ฝ่ายโต๊ะไงเกียกลัวเตียวตุนจะพยาบาทก็เข้าไปคำนับรับผิดกับเตียวตุน เตียวตุนจึงว่าข้อที่ท่านคิดร้ายเรา เราก็มิได้โกรธและพยาบาทท่าน ซึ่งท่านยุให้เจ้าเมืองทำผิดต่างๆ จนราษฎรได้ความเดือดร้อนนั้น เห็นราษฎรและขุนนางยังมีใจพยาบาทท่านอยู่ ถ้าท่านจะทำราชการต่อไปก็ให้กลับใจเสียใหม่ จงตั้งใจทำการโดยสัตย์สุจริตแล้วชื่อเสียงก็จะปรากฏไปชั่วฟ้าและดิน โต๊ะไงเกียมีความยินดีคำนับลามา ณ บ้าน

ฝ่ายเตียวฉวนจึงรำพึงคิดแต่ในใจว่า เราได้มีคุณกับเตียวตุนอยู่เป็นอันมาก แล้วก็ไปรับเฮกเตียนมาเป็นเจ้าเมือง ความชอบเราครั้งนี้ก็มีอยู่เป็นอันมาก เตียวตุนก็หาเสนอความชอบให้เลื่อนที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ไม่ คิดแล้วก็ไปคำนับเตียวตุนที่บ้านว่า ข้าพเจ้าครั้งนี้ได้ทำคุณไว้กับท่านแลเสงก๋งมากอยู่ ทำไมท่านจึงไม่เสนอความชอบให้ข้าพเจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่บ้าง เตียวตุนจึงว่า ตัวฆ่าเจ้าเมืองเสียความผิดก็มีอยู่ หากว่าเจ้าเมืองเป็นคนพาลหยาบช้า ราษฎรและขุนนางมีใจเจ็บแค้นอยู่ตัวจึงมิได้เป็นอันตราย เราเห็นตัวทำความผิดจึงคิดให้ไปรับเฮกเตียนมาเป็นเจ้าเมืองคุณกับโทษก็ลบล้างกัน ครั้นเราจะเสนอความชอบให้เล่า เราก็จะพลอยเป็นคนขบถด้วย ถ้าจะอยากเป็นขุนนางจึงค่อยหาความชอบไปภายหน้า เราจึงจะเสนอความชอบให้ เตียวฉวนก็มิได้ตอบประการใด

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ