๑๖

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อแตกทัพเสียทีหนีทหารเมืองเจ๋มาถึงเมืองฬ่อ ให้ตรวจทหารที่เหลือตายได้ประมาณห้าร้อย แต่ตายเสียในที่รบถึงสองพันห้าร้อย เจ้าเมืองฬ่อเกรงทัพเมืองเจ๋จะยกมาล้อมเมืองคิดวิตกนัก พอผู้รักษาประตูเข้ามาบอกว่าทัพเมืองเจ๋ยกเข้ามาตั้งอยู่ในด้านชานเมือง ให้ทหารถือหนังสือบอกเข้ามา เจ้าเมืองฬ่อจะใคร่รู้ความในหนังสือบอกจึงให้พาตัวผู้ถือหนังสือเข้าในเมือง กองซุนสิบผองก็ไปคำนับส่งหนังสือให้เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อรับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความแล้วจึงปรึกษาซีเป๊กว่า ก๋งจูกิวกับกวนต๋งเตียวหุดมาอาศัยอยู่เมืองเรา เราพาก๋งจูกิวไปจะให้ครองเมืองเจ๋ก็ไม่สมความคิด จนได้รบพุ่งกันกับก๋งจูเสียวแปะ เราเสียทีพาทหารไปล้มตายเป็นอันมาก ก๋งจูเสียวแปะยกทัพล่วงแดนเข้ามาถึงชานเมืองเรา บัดนี้ได้มีหนังสือมาถึงเราให้ส่งศีรษะก๋งจูกิวกวนต๋งเตียวหุดออกไป เราจะคิดอ่านทำประการใด

ซีเป๊กจึงว่า กองทัพเมืองเจ๋ก็ยกมาใกล้เมืองเราแล้ว ทหารเราก็เบาบางเห็นจะสู้ทัพเมืองเจ๋มิได้ ท่านจะอาลัยก๋งจูกิวกับกวนต๋งเตียวหุดอยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าอันตรายจะถึงท่าน ขอจงฆ่าก๋งจูกิวกวนต๋งเตียวหุดตัดเอาศีรษะส่งไป เหมือนแลกเมืองเราไว้ให้เป็นสุขจึงจะชอบ เจ้าเมืองฬ่อก็เห็นด้วยจึงให้ก๋งจูเอียนไปจับก๋งจูกิวกวนต๋งเตียวหุดเข้ามามัดไว้กับหลักที่ฆ่าคน แล้วสั่งทหารว่าเร่งตัดเอาศีรษะก๋งจูกิวกวนต๋งเตียวหุดส่งให้แก่ผู้ถือหนังสือ ทหารจะลงดาบ ก๋งจูกิวกวนต๋งเตียวหุดเห็นดังนั้นก็แหงนหน้าขึ้นดูฟ้าร้องว่า เป็นบุตรก็ซื่อตรงต่อบิดามารดา เป็นข้าควรจะซื่อตรงต่อเจ้า บัดนี้เจ้าเราสิ้นบุญแล้ว เราก็จะตายตามไปด้วย เตียวหุดว่าแล้วเอาศีรษะโดนเสาศีรษะแตกตาย กวนต๋งเห็นดังนั้นก็มิได้ย่อท้อ หน้าชื่นเป็นปกติอยู่ ซีเป๊กเห็นหน้าชื่นรื่นเริงอยู่ดังนั้นจึงบอกเจ้าเมืองฬ่อว่า กวนต๋งนี้มีสติปัญญามาก จะฆ่าเสียบัดนี้ข้าพเจ้าเสียดายกวนต๋งนัก ขอท่านจงมีหนังสือไปถึงเมืองเจ๋ขอโทษกวนต๋งไว้ เดชะบุญกวนต๋งยังไม่ถึงที่ตาย ได้รอดชีวิตอยู่เห็นจะคิดถึงเรา เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า กวนต๋งกับเจ้าเมืองเจ๋เป็นที่ขัดเคืองกันอยู่ จำจะฆ่ากวนต๋งเสียด้วยตัดเอาศีรษะส่งไปให้เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋จึงจะหายความแค้นมิได้กระทำแก่เมืองเราสืบไป

กองซุนสิบผองได้ยินเจ้าเมืองฬ่อว่าจะฆ่ากวนต๋งเสียจึงว่า กวนต๋งยิงเกาทัณฑ์ถูกเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ขัดเคืองจะใคร่ได้ตัวกวนต๋งไปเชือดเนื้อเถือทำให้หายแค้น ขอให้ส่งกวนต๋งออกไปทั้งเป็นเถิด อย่าเพิ่งฆ่าเสียเลย เจ้าเมืองฬ่อก็ให้ทำกรงใส่กวนต๋ง แล้วมอบศีรษะก๋งจูกิวเตียวหุดให้แก่กองซุนสิบผอง กองซุนสิบผองลาเจ้าเมืองฬ่อไปค่ายเจ๋ฮวนก๋ง ขณะเมื่อเดินทางมานั้น กวนต๋งก็คิดคาดการณ์เห็นว่าครั้งนี้ชีวิตเราจะรอดจากความตายก็เพราะเปาซกแหย ด้วยได้เห็นสติปัญญาเรามาแต่ก่อน เห็นจะช่วยทำนุบำรุงเราเอาชีวิตไว้ให้พ้นอาญาเจ๋ฮวนก๋งเป็นมั่นคง ครั้นทหารหามมาถึงตำบลทังหู พอเปาซกแหยมาคอยอยู่ กองซุนสิบผองก็นำเอาศีรษะก๋งจูกิวเตียวหุดกับตัวกวนต๋งเข้าไปคำนับแจ้งความแก่เปาซกแหย เปาซกแหยเห็นกวนต๋งนั่งอยู่ในกรงคิดสงสารด้วยเป็นเพื่อนรักกันมาแต่ก่อน จึงไปเปิดกรงจูงมือกวนต๋งออกมานั่งที่เสมอกัน

กวนต๋งถ่อมตัวลดลงมานั่งชั้นต่ำแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นคนโทษถึงตาย ด้วยความผิดข้าพเจ้าทำไว้แก่ท่านและเจ๋ฮวนก๋งเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจะขอยอมตายตามโทษ ซึ่งท่านนับว่าเป็นเพื่อนเล่นเห็นกันมาแต่ก่อนไม่พยาบาทนั้นขอบคุณแล้ว ท่านจะจำเริญยศศักดิ์ยิ่งขึ้นไป เปาซกแหยจึงว่าท่านอย่าทุกข์เลย เราจะช่วยว่ากล่าวขอโทษมิให้เจ๋ฮวนก๋งทำร้ายท่าน ท่านจงอยู่นอกค่ายก่อนเถิด เปาซกแหยก็พากองซุนสิบผอง กับทั้งศีรษะก๋งจูกิวเตียวหุดเข้าไปแจ้งความแก่เจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งจึงถามกองซุนสิบผองว่า ได้ศีรษะกวนต๋งมาด้วยหรือไม่

เปาซกแหยจึงทำร้องไห้แล้วหัวเราะโดยอุบาย เจ๋ฮวนก๋งเห็นดังนั้นก็สงสัย จึงถามเปาซกแหยว่า ท่านร้องไห้แล้วหัวเราะด้วยเหตุสิ่งใด เปาซกแหยจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นศีรษะก๋งจูกิวคิดสงสารจึงร้องไห้ ซึ่งข้าพเจ้าหัวเราะด้วยกองซุนสิบผองได้ตัวกวนต๋งมาสมคิด อันกวนต๋งคนนี้รู้การจัดแจงบ้านเมืองรอบคอบหาผู้เสมอมิได้ เมืองใดได้ตัวกวนต๋งไว้เป็นที่ปรึกษาเมืองนั้นจะสมบูรณ์

เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า กวนต๋งเอาเกาทัณฑ์ยิงเรา เราแค้นกวนต๋งยังไม่หาย ให้มีหนังสือเข้าไปถึงเมืองฬ่อให้ส่งตัวกวนต๋งมาก็สมความคิดแล้ว เราจะเชือดเนื้อเถือทีละน้อยจนกว่าจะเหลือแต่กระดูก ทำให้สาหัสจึงจะสมความแค้น เปาซกแหยจึงว่า กวนต๋งไปเป็นครูสอนหนังสือก๋งจูกิว ก็หมายจะยุดหน่วงก๋งจูกิวเป็นที่พึ่ง ซึ่งกวนต๋งทำการอาสาลูกเจ้าครั้งนี้ก็หมายจะให้เจ้าของตัวได้สมบัติในเมืองเจ๋ ก๋งจูกิวบุญน้อยจึงทำการไม่ตลอด กวนต๋งก็รับผิดจะยอมตาย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ากวนต๋งนํ้าใจซื่อตรงต่อเจ้า ถ้าท่านงดโทษไว้ไม่ทำอันตรายกวนต๋งแล้ว กวนต๋งก็คิดถึงคุณท่านจะตั้งใจทำการอาสาท่านโดยสุจริต ประการหนึ่ง ท่านจะตั้งตัวเป็นใหญ่บำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไปภายหน้า จะคุมแค้นฆ่ากวนต๋งผู้มีสติปัญญาเสีย ก็จะมีผู้นินทาว่า ท่านพยาบาทไม่โอบอ้อม ข้าพเจ้าว่าทั้งนี้ขอท่านจงตรึกตรองก่อน

เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า กวนต๋งเป็นเพื่อนรักกับเปาซกแหย เราได้เป็นเจ้าเมืองก็เพราะความคิดเปาซกแหย เปาซกแหยมีคุณแก่เรายิ่งนัก ครั้นจะให้ฆ่ากวนต๋งเสีย เปาซกแหยก็จะเสียใจ เจ๋ฮวนก๋งคิดแล้วจึงว่า ท่านว่ากวนต๋งมีสติปัญญารู้การบ้านการเมือง จะขอชีวิตกวนต๋งไว้ เราเห็นแก่ท่านจะงดโทษให้ เจ๋ฮวนก๋งก็ให้กวนต๋งพ้นโทษแล้วเลิกทัพกลับมาถึงเมืองเจ๋ เปาซกแหยก็พากวนต๋งไปบ้าน

อยู่มาวันหนึ่งเจ๋ฮวนก๋งออกว่าราชการ ปูนบำเหน็จขุนนางนายทหารซึ่งทำการสงครามชนะศึกเมืองฬ่อ แล้วยกความชอบเปาซกแหยจะให้เป็นที่เสียงเขงผู้สำเร็จราชการทั้งทหารพลเรือน แล้วจัดแจงการบ้านเมืองและส่วยสาอากรทั้งปวง เปาซกแหยคิดจะใคร่ให้เจ๋ฮวนก๋งตั้งกวนต๋งเป็นที่เสียงเขง จึงคำนับแล้วว่า ท่านจะให้ข้าพเจ้าเป็นที่เสียงเขงนั้นเป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่ สติปัญญาข้าพเจ้าน้อยนักจะจัดแจงการทั้งปวงไม่ทั่วถึง ขอให้จัดผู้มีสติปัญญามากเป็นที่เสียงเขงจะได้จัดแจงราชการบ้านเมืองถูกต้องตามขนบธรรมเนียม ให้อาณาประชาราษฎร์และเมืองขึ้นน้อยใหญ่อยู่เย็นเป็นสุขปกติราบคาบ แล้วท่านก็จะมีเกียรติยศปรากฏไปทั่วทุกทิศ เป็นที่ยำเกรงแก่หัวเมืองทั้งปวง ข้าพเจ้าขอแต่ความสุขพึ่งท่านจนกว่าจะตาย

เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า ทุกวันนี้ผู้มีสติปัญญาเป็นอย่างยิ่งดีกว่าท่านนั้นเราหาเห็นผู้ใดไม่ เปาซกแหยจึงว่า ท่านไม่หาก็ไม่ได้ ถ้าท่านจะหาข้าพเจ้าก็เห็นแต่กวนต๋งผู้เดียวมีสติปัญญาดีกว่าข้าพเจ้าสักสิบส่วน กวนต๋งมีอัธยาศัยดีมากพูดจาก็อ่อนหวาน กับประการหนึ่งรู้จักการจัดแจงบ้านเมืองไม่เสียสง่า ประการหนึ่งซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินและรู้การฤกษ์กฎซึ่งควรจะเป็นแม่ทัพ รู้ในการกลศึกกล้าหาญไม่ย่อท้อ ควรแล้วที่จะให้เป็นเสียงเขง

เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า ท่านไปหาตัวมาจะได้ซักไล่เลียงดูก่อน เปาซกแหยจึงว่า ที่จะให้กวนต๋งมาหานั้นเห็นไม่ควร กวนต๋งจะน้อยใจว่าไม่นับถือ ขอให้โหรหาฤกษ์วันดีแล้วจึงไปเชิญกวนต๋งเข้ามา หัวเมืองทั้งปวงจึงสรรเสริญว่าท่านไม่มีพยาบาท ทั้งกวนต๋งก็จะจงรักภักดีต่อท่านโดยสุจริต เจ๋ฮวนก๋งให้โหรกำหนดวันที่จะไปรับกวนต๋ง เปาซกแหยจึงให้กวนต๋งไปอยู่ที่ดงดอนนอกเมือง ครั้นถึงวันฤกษ์ดีเจ๋ฮวนก๋งก็จัดแจงทหารตั้งเป็นกระบวนแห่ออกไปรับกวนต๋งเข้ามาถึงเมือง

กวนต๋งก็เข้ามาคำนับเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งรับคำนับแล้วจูงมือให้ลุกขึ้นไปนั่งที่สมควร กวนต๋งจึงว่า ข้าพเจ้าเป็นคนโทษถึงตาย ท่านไว้ชีวิตไม่ฆ่าเสียนั้น พระคุณหาที่สุดมิได้ จะขอนั่งแต่ที่ตํ่าพอสมควร เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า เราจะถามท่านด้วยการบ้านเมือง จะให้นั่งที่เสมอเราท่านจงนั่งเถิด กวนต๋งคำนับแล้วนั่งที่เสมอเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งจึงถามว่าเมืองเจ๋นี้ครั้งเจ๋อุดก๋งปู่เราได้เป็นเจ้าเมือง มีเครื่องสำหรับการสงครามถึงพันหนึ่ง หัวเมืองทั้งปวงนับถือว่าเป็นเมืองเอก ก๋งจูหยีบิดาเราจัดแจงบ้านเมืองและบำรุงอาณาประชาราษฎร์ไม่ดีจึงเสียเมือง เราได้เป็นเจ้าเมืองเจ๋ทุกวันนี้อาณาประชาราษฎร์ยังระส่ำระสายอยู่ เราจะจัดแจงบ้านเมืองอย่างไรราษฎรจึงจะอยู่เป็นสุข

กวนต๋งจึงตอบว่า ผู้จะตั้งตัวเป็นใหญ่ครองเมือง เป็นที่พึ่งแก่ราษฎรนั้น ให้รู้จักที่ตํ่าที่สูงคือคนดีและคนชั่ว ประการหนึ่งให้มีเมตตาแก่อาณาประชาราษฎร์โดยยุติธรรม ประการหนึ่งอย่าโลภหลงเห็นแก่ทรัพย์ของท่านผู้อื่น ประการหนึ่งให้มีความอายจงมาก บ้านเมืองก็จะมีความสุข ซึ่งท่านว่าชาวเมืองเจ๋ยังไม่ปกติแต่ก่อนนั้น ขอท่านจงแต่งคนไปเกลี้ยกล่อมบรรดาญาติพี่น้องของท่านซึ่งไปอยู่หัวเมืองอื่นๆ ให้กลับคืนมา แล้วทำนุบำรุงให้เป็นสุข ประการหนึ่งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยที่มีใจกตัญญู บรรดาที่ตายแล้วยังแต่บุตรและหลานพากันกระจัดพลัดพรากไปอาศัยอยู่หัวเมืองอื่นๆ ท่านจงให้ไปรับกลับมาตั้งแต่งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยตามสมควร ข้อหนึ่งบรรดาผู้ที่ต้องโทษจำจองอยู่แต่ก่อนนั้น บัดนี้สมบัติเป็นของท่านแล้ว ขอท่านจงปล่อยไปให้พ้นจากจำจอง ประการหนึ่งราษฎรซึ่งขัดสนข้นแค้น เป็นคนอนาถาหาที่พึ่งมิได้ ท่านจงให้ข้าวปลาอาหารและทรัพย์ข้าวของเงินทองและผ้านุ่งผ้าห่มพอสมควร ราษฎรทั้งปวงจะมีนํ้าใจจงรักภักดีต่อท่าน ข้อหนึ่งกฎหมายทำไว้แต่ครั้งบิดาท่านให้ทำโทษผู้ผิดนั้น ข้าพเจ้าเห็นเกินขนาดนัก ขอท่านจงตั้งกฎหมายใหม่ให้ลดหย่อนลง ถ้าโทษหนักให้เป็นเบา โทษเบาพึงภาคทัณฑ์ไว้แต่ครั้งหนึ่งสองครั้ง ราษฎรจะยินดีสรรเสริญท่าน ข้อหนึ่งแต่บรรดาส่วยอากรทั้งปวงที่ราษฎรและหัวเมืองขึ้นจะเรียกแก่ราษฎรเอามาส่ง ท่านจงตั้งพิกัดลดลงตามสมควร ผู้ซึ่งทำมาค้าขายจึงจะไม่ท้อใจ และชักชวนกันมาทำไร่นาเรือกสวนชุกชุม ก็จะทำให้ส่วยสาอากรมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ข้อหนึ่ง ท่านจงจัดคนดีมีสติปัญญาให้ไปเที่ยวสั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง อย่าให้เจรจาโกหกฉกลักเอาของเงินทองแก่กัน และให้กตัญญูต่อบิดามารดาครูอาจารย์ของตัวตามประเพณี ราษฎรในเมืองท่านก็จะราบคาบอยู่เย็นเป็นสุขหาโจรผู้ร้ายมิได้

เจ๋ฮวนก๋งจึงถามต่อไปว่า เมืองเราทุกวันนี้ ขุนนางและราษฎรปะปนกันอยู่หาเป็นหมู่เป็นเหล่ากันไม่ เราจะใคร่ให้เป็นพวกเป็นหมู่กันท่านจะคิดจัดแจงประการใด กวนต๋งจึงตอบว่า ขอท่านจงจัดแจงกันออกเป็นสี่พวก คือขุนนางพวกหนึ่ง ช่างพวกหนึ่ง คนค้าขายพวกหนึ่ง ชาวนาพวกหนึ่ง ให้อยู่ตามพวกตามเหล่า ตระกูลอันใดก็ให้ทำการฝึกสอนวิชานั้นให้ชำนาญ สั่งสอนลูกหลานให้ทำการต่อไปตามวิชาของบิดาซึ่งได้ทำมาแต่ก่อน ถ้าท่านทำตามข้าพเจ้าว่าดังนี้อาณาประชาราษฎร์ก็จะอยู่เป็นเหล่ากัน และวิชาสิ่งที่ทำก็จะไม่เสื่อมสูญ เจ๋ฮวนก๋งเห็นด้วยจึงถามว่า เครื่องสาตราวุธสำหรับเมืองก็ยังน้อยนัก เราจะคิดประการใดจึงจะได้เครื่องสาตราวุธไว้ใช้จงมาก

กวนต๋งตอบว่า ถ้าท่านจะต้องการอาวุธไว้ใช้สำหรับทหารให้มากนั้น จะให้คนโทษทั้งปวงที่ต้องขังอยู่นั้น เอาเงินมาไถ่โทษตัวตามโทษหนักและเบา และท่านจงเอาเงินที่คนโทษไถ่ตัวนั้นมาจัดแจงเป็นค่าจ้างทำอาวุธไว้สำหรับเมือง เจ๋ฮวนก๋งก็เห็นด้วยจึงถามกวนต๋งไปว่า บัดนี้เรายังขัดสนเงินทองใช้สอยไม่พอจับจ่ายจะทำประการใด

กวนต๋งจึงตอบว่า ถ้าดังนั้นท่านจงให้คนไปเที่ยวป่าวร้องอาณาประชาราษฎร์ ให้พากันไปเที่ยวตัดไม้ฟันฟืนบนภูเขาและป่าให้ชวนกันขนมาขายในบ้านเมืองจงมาก จะได้เกิดเป็นภาษีของท่านขึ้น ประการหนึ่งที่แผ่นดินว่างเปล่าอยู่ ท่านจงให้คนไปป่าวร้องราษฎรให้ชวนกันไปฟื้นที่ปลูกผักและทำไร่ และให้เอาระหัดวิดนํ้าในทะเลขึ้นขังไว้ให้เป็นเกลือซื้อขายแก่กันจะได้เรียกเอาภาษีมาแจกจ่ายรายวันแก่ทหาร ประการหนึ่งท่านจงจัดแจงแต่งนางเท้งไว้สักสามร้อยคนสำหรับลูกค้ามาขายเมืองอื่นจะได้อาศัย ก็จะบังเกิดภาษีเป็นอันมาก บ้านเมืองท่านก็จะบริบูรณ์ด้วยทรัพย์เงินทองเพิ่มขึ้นทุกปี เจ๋ฮวนก๋งก็เห็นชอบด้วยจึงถามต่อไปว่า ทแกล้วทหารของเราทั้งฝีมือก็ไม่กล้าแข็งเราจะคิดหัดปรือประการใดดี

กวนต๋งจึงตอบว่า ทแกล้วทหารจะดีก็เพราะฝึกปรือเพลงอาวุธว่องไวชำนาญในการศึก ทหารกล้าแข็งก็เพราะปัญญาความคิด หากล้าแข็งด้วยกำลังเรี่ยวแรงไม่ แม้นท่านจะยกทัพไปทำสงครามแก่ข้าศึกบ้านไหนเมืองไหน และจะจัดทหารให้ถืออาวุธต่างๆ ฝ่ายพวกข้าศึกก็ถืออาวุธออกมารบเหมือนกัน ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเอาชัยชนะแก่ข้าศึกมิใคร่จะได้ ถ้าท่านจะใคร่ให้ทแกล้วทหารเข้มแข็งนั้น จงซ้อมหัดทหารให้ชำนาญในทีหนีทีไล่ให้พรั่งพร้อมเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน จึงจะยกไปทำศึกเมืองใดก็จะได้ชัยชนะ อนึ่งให้ตั้งเป็นกฎหมายอย่างธรรมเนียมไว้แก่ราษฎรทั้งปวงที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในแดนของท่าน ระยะบ้านห่างกันบ้านละสี่ร้อยยี่สิบเส้นให้มีตระกูลทั้งสามคือช่างไม้ คือช่างปั้น คือช่างเขียนหนึ่ง คนค้าขายหนึ่ง ชาวนาหนึ่ง มีทุกบ้าน จึงจะให้บังเกิดส่วยสาอากรเป็นประโยชน์แก่ท่าน แล้วจึงตั้งตัวเราคนหนึ่ง กอฮีต๋งคนหนึ่ง ให้คุมทหารคนละพัน จัดทหารคนสนิทที่ว่องไวได้สำหรับท่านพันหนึ่ง ทุกคํ่าคืนมีเหตุการณ์สิ่งใดเรียกหาให้ได้ทันที ประการหนึ่งในฤดูทั้งสี่นั้น ถ้าฤดูร้อนหน้าเกี่ยวข้าวท่านอย่าใช้ทหาร ถ้าฤดูฝนท่านอย่ายกไปเที่ยวป่า อย่าให้ทหารฆ่าสัตว์อันมีครรภ์ แม้นฤดูลมเป็นเทศกาลที่จะยกทัพไปรบกับข้าศึก ถ้าฤดูแล้งเป็นเทศกาลที่ตั้งสนามใหญ่ หัดพวกทแกล้วทหารให้ชำนาญในการขี่ม้าและเพลงอาวุธต่างๆ แล้วท่านจงสั่งสอนขุนนางและนายทหารให้รักใคร่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จะไปทำสงครามกับหัวเมืองใดๆ คงจะมีชัยชนะ

เจ๋ฮวนก๋งก็ยินดีจึงถามต่อไปว่า ถ้าเราฝึกสอนทแกล้วทหารได้ชัดเจนแล้ว จะยกทัพไปปราบหัวเมืองทั้งปวงให้อยู่ในอำนาจเราจะได้หรือมิได้ กวนต๋งก็บอกว่า ซึ่งท่านจะยกทัพไปปราบปรามบรรดาหัวเมืองทั้งปวงนั้น ข้าพเจ้าเห็นไม่สะดวกด้วยหัวเมืองทั้งปวงก็ยังหามีข้อแค้นคิดประทุษร้ายแก่เราไม่ ถ้าท่านจะคิดปราบปรามหัวเมืองทั้งปวง จงตั้งใจกตัญญูต่อพระเจ้าเมืองหลวงให้ทรงพระเมตตา แล้วจึงค่อยเกลี้ยกล่อมเพื่อนหัวเมืองให้เป็นไมตรีสนิทกันก่อน แม้นมีของประหลาดสิ่งใดให้จัดส่งไปถึงหัวเมืองทั้งปวง หัวเมืองทั้งปวงก็จะยินดี คงจะส่งเครื่องบรรณาการตอบแทนมาให้ท่าน ท่านจงจัดหาคนดีมีสติปัญญาพูดจาเฉลียวฉลาดสักคนหนึ่ง แล้วแต่งเกวียนและผ้าผ่อนเงินทองเสบียงอาหารให้พร้อมทุกสิ่ง จึงให้คนนั้นพากันแยกย้ายไปเที่ยวพูดสรรเสริญเกียรติยศของท่าน ให้ปรากฏกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยและราษฎรซึ่งอยู่ ณ แดนหัวเมืองทั้งปวงว่า ท่านตั้งอยู่ในสัตย์ในธรรมโอบอ้อมอารีแก่อาณาประชาราษฎร์ รู้จัดการที่บำรุงไพร่บ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข บรรดาคนทั้งปวงที่อยู่หัวเมืองอื่นๆ ได้ฟังคำสรรเสริญคุณท่านดังนั้นแล้ว ต่างคนก็จะมาสวามิภักดิ์พึ่งท่าน ท่านจะได้ใช้คนมากขึ้น ถ้าท่านจะไปในทิศทั้งสี่ให้รู้จักที่ตํ่าและสูง ดีและชั่วนั้น แม้นเจ้าเมืองใดไม่ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม ทำให้ราษฎรได้ความเดือดร้อน จงยกทัพไปปราบหัวเมืองนั้นให้ราบคาบ ก็จะได้แผ่นดินและบ้านเมืองเป็นของท่าน

ประการหนึ่งหัวเมืองใดเจ้าบ้านภารเมืองตั้งอยู่ในยุติธรรมเลี้ยงขุนนางผู้ใหญ่น้อยโดยสุจริต ขุนนางผู้นั้นมิได้กตัญญูและคิดกบฏประทุษร้ายฆ่าเจ้านายเสียตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า ท่านจงยกทัพไปจับเอาตัวผู้ซึ่งฆ่าเจ้านายของตัวเสียนั้นมาประหารชีวิตเสีย ท่านจึงจะมีชื่อเสียงเกียรติยศ บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวงจะชวนกันมาคำนับยำเกรงท่านเป็นอันมาก แล้วท่านจงชักชวนหัวเมืองทั้งปวงซึ่งมาสวามิภักดิ์ขึ้นกับเมืองเรานี้ ให้เอาเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าเมืองหลวงทุกปี พระเจ้าเมืองหลวงก็จะโปรดปราน เมืองเจ๋ก็คงจะได้เป็นเมืองเอกใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง

เจ๋ฮวนก๋งก็ไต่ถามกวนต๋งด้วยสิ่งจะเลี้ยงอาณาประชาราษฎร์ และการที่จะบำรุงบ้านเมืองฝึกสอนทแกล้วทหาร และสารพัดการทั้งปวง กวนต๋งก็แก้ไขชี้แจงให้ฟังทุกประการ เห็นว่ากวนต๋งเป็นผู้มีสติปัญญาหาผู้ใดเสมอมิได้ จึงว่าแก่กวนต๋งว่า แต่ก่อนเรามีความพยาบาทด้วยท่านยิงเกาทัณฑ์ถูกเราคิดจะฆ่าท่านเสีย เปาซกแหยสรรเสริญว่าท่านเป็นคนดีมีสัตย์กตัญญูต่อเจ้าและรู้การลึกซึ้ง ก็สมสิ้นเหมือนถ้อยคำเปาซกแหย โทษที่ท่านทำแก่เรา เราก็ยกเสียแล้ว ท่านจงเป็นเสียงเขงขุนนางผู้ใหญ่เถิด จะได้ช่วยจัดแจงบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป กวนต๋งก็บิดพลิ้วอยู่ยังหารับที่เสียงเขงไม่ เจ๋ฮวนก๋งว่าเรามุ่งหมายจะตั้งท่านให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่โดยสุจริต เหตุใดท่านจึงบิดเบือนไปเล่า

กวนต๋งจึงตอบว่า ผู้จะเป็นนายช่างปราสาทมีไม้แต่ต้นเดียวจะทำเครื่องปราสาทนั้น ถึงมาตรว่าจะมีปัญญาก็หาสร้างปราสาทขึ้นได้ไม่ เหมือนตัวข้าพเจ้าซึ่งท่านจะให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่คนเดียว แล้วจะช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองท่านนั้นเห็นเหลือสติปัญญานัก ข้อหนึ่งพระมหาสมุทรอันใหญ่ไม่มีแม่น้ำน้อยเป็นบริวาร คนทั้งหลายอาบกินก็แห้งไป ตัวข้าพเจ้าอุปมาเหมือนแม่นํ้าอันเดียวที่จะช่วยอุปถัมภ์บำรุงบ้านเมืองของท่านนั้นเหลือสติปัญญา ถ้าท่านจะให้ข้าพเจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่แล้วท่านจงจัดหาเง้าเกียดไว้ เจ๋ฮวนก๋งจึงว่าเง้าเกียดนั้นคือสิ่งใด

กวนต๋งจึงตอบว่า เง้าเกียดนั้นคือคนมีสติปัญญาวิชาต่างกันทั้งห้าคน กองซุนสิบผองคนหนึ่ง มีสติปัญญารู้จักจัดแจงการไร่นาเรือกสวนขอให้ตั้งเป็นที่ไต้สือเหง สำหรับให้ว่ากล่าวสั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ให้ทำไร่ไถนาและปลูกข้าวสาลี จะได้เรียกเอาค่านาขึ้นยุ้งฉางไว้เป็นเสบียงสำหรับทัพศึก เลงอวดฉิมมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดในการสงคราม ขอให้ตั้งเป็นไต้สือฉัน จะได้ฝึกสอนทแกล้วทหารให้รู้การศึก อันเจ๋เสียงหูเป็นคนมีกตัญญูซื่อตรงต่อเจ้านาย แล้วรู้กฎหมายการบ้านเมืองเป็นอันมาก มิได้เห็นแก่สินจ้างผู้ใด ขอให้เป็นไต้สือสำหรับว่ากล่าวถ้อยความการบ้านเมือง แล้วท่านจงให้ปินสูปูเป็นไต้สือลีที่ขุนนางผู้ดูผิดและชอบ จะได้ช่วยทัดทานเตือนสติท่าน จงให้ตังกวยแหยเป็นที่ไต้กันจีกัวขุนนางผู้ใหญ่ ให้ตรวจตราผู้ผิดและชอบ ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยแม้นทำผิดก็ว่ากล่าวตามผิดไม่คิดแก่หน้ากัน ใครทำความชอบก็เสนอความชอบมิให้เสียน้ำใจ คนรู้คุณวิชาทั้งห้าประการนี้ชื่อว่าขุนนางเง้าเกียด สำหรับช่วยทำนุบำรุงบ้านเมืองของท่านให้ท่านมีเกียรติยศ

เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงตั้งกวนต๋งให้เป็นที่เสียงเขงตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ แล้วให้ส่วยสาอากรทั้งปวงแต่บรรดาขึ้นแก่เมืองเจ๋ยกให้กวนต๋งปีหนึ่ง แล้วเจ๋ฮวนก๋งก็ให้กองซุนสิบผอง เลงอวดฉิม เจ๋เสียงหู ปินสูปู ตังกวยแหยเลื่อนที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ รับราชการตามกวนต๋งจัดแจง แล้วให้เครื่องยศสำหรับขุนนางผู้ใหญ่ทั้งห้าคน

อยู่มาวันหนึ่งเจ๋ฮวนก๋งออกว่าราชการ กวนต๋งกับขุนนางทั้งปวงนั่งตามตำแหน่ง เจ๋ฮวนก๋งจึงแกล้งถามกวนต๋งว่า เราจะใคร่ไปเที่ยวเล่นป่าและจะให้จัดหาสตรีที่รูปงามมาชมเล่นพอสบายท่านจะเห็นประการใด กวนต๋งจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะเที่ยวเล่นป่าและหาสตรีรูปงาม การสองสิ่งนี้ถัาไม่หลงลืมสติแล้วก็จะไม่มีความนินทา เจ๋ฮวนก๋งจึงถามว่า เป็นที่คนครหานินทาแต่หลงอยู่ด้วยสตรีและเที่ยวเล่นป่าสองประการเท่านี้และหรือ หรือว่าสิ่งใดบ้าง กวนต๋งจึงว่า นอกกว่าสองประการนี้ ยังมีอีกสี่ประการ คือผู้เป็นเจ้าบ้านภารเมืองไม่รู้จักคนมีสติปัญญา มิได้เอาใจ ใช้กรากกรำที่ไม่ควรจะใช้ก็เป็นที่นินทาประการหนึ่ง รู้ว่าผู้มีสติปัญญาไม่รู้จักใช้ให้ชอบด้วยคนมีวิชาก็เป็นที่นินทาประการหนึ่ง รู้ว่าเป็นคนดีมีสติปัญญาไม่ชุบเลี้ยงให้สมควรก็เป็นที่ติเตียนประการหนึ่ง ตั้งแต่งผู้มีสติปัญญาให้ยศศักดิ์สมควรแล้ว กลับเชื่อฟังคนสอพลอยุยง ถอดคนมีสติปัญญาเสียจากที่ขุนนางก็เป็นที่ติเตียนประการหนึ่ง เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังกวนต๋งว่าดังนั้นสรรเสริญว่าท่านว่ากล่าวนี้ดีนัก ควรที่เราจะทำตาม เจ๋ฮวนก๋งก็ปรึกษาราชการบ้านเมืองต่อไป จนสิ้นเวลากลับคืนเข้าไปข้างใน กวนต๋งกับขุนนางทั้งปวงก็ไปบ้าน

ฝ่ายเขงหูเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นทัพเจ้าเมืองเจ๋เลิกไปแล้วมีความพยาบาทเจ้าเมืองเจ๋อยู่ จึงปรนปรือซ้อมทหารประมาณปีเศษแล้ว สั่งซีเป๊กให้เกณฑ์ทหารเข้ากระบวนทัพยกไปตีเมืองเจ๋ ขณะเมื่อเขงหูให้จัดกองทัพนั้นกิตติศัพท์ลือไปถึงเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋จึงปรึกษากวนต๋งว่า บัดนี้เขงหูเจ้าเมืองฬ่อจะยกทัพมาตีเมืองเรา เราคิดจะชิงยกไปทำแก่เมืองฬ่อก่อน ท่านจะเห็นประการใด กวนต๋งจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะยกไปตีเมืองฬ่อ ข้าพเจ้าเห็นจะเสียทีแก่ข้าศึก ด้วยทหารในเมืองเรานี้ยังหาชำนาญในการกระบวนรบไม่ ขอท่านจงหัดปรือทหารทั้งปวงให้ชำนาญการรบก่อนแล้วจึงค่อยยกไปทำแก่เมืองฬ่อ

เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า เมืองฬ่อเคยขยาดฝีมือทหารเราอยู่ ซึ่งจะให้เจ้าเมืองฬ่อยกเหยียบแดนเข้ามานั้นเราไม่เห็นด้วย เจ๋ฮวนก๋งจึงให้เปาซกแหยเป็นแม่ทัพคุมทหารสามพันยกไปตีเมืองฬ่อ เปาซกแหยก็คำนับลายกทัพไปถึงตำบลเฉียงกาวแดนเมืองฬ่อแล้วให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายเขงหูเจ้าเมืองฬ่อ แจ้งความว่าทัพเมืองเจ๋ยกมาจึงปรึกษาซีเป๊กว่า ท่านเห็นผู้ใดที่จะเป็นแม่ทัพยกไปรบกับทหารเมืองเจ๋ได้ ซีเป๊กจึงบอกว่าเพื่อนสนิทข้าพเจ้าคนหนึ่งชื่อจออวยอยู่บ้านตังเผง และจออวยมีสติปัญญาหลักแหลมในการศึกลึกซึ้ง เห็นจะเป็นแม่ทัพไปรบกับทหารเมืองเจ๋ได้ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นจึงให้ซีเป๊กออกไปเชิญจออวย ซีเป๊กก็คำนับลาออกไปบ้านตังเผง

จออวยเห็นก็ออกมาเชิญซีเป๊ก ต่างคนคำนับกันแล้ว ซีเป๊กจึงบอกจออวยว่า บัดนี้เจ้าเมืองฬ่อใช้ให้เรามาเชิญท่านเข้าไปจะปรึกษาด้วยการศึก จออวยได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า เจ้าเมืองฬ่อนั้นหารู้จักเราไม่ เหตุไฉนจึงใช้ท่านมาเชิญเล่า ซีเป๊กจึงตอบว่า เราคิดถึงท่านผู้เพื่อนรักกันมาแต่ก่อน จะให้ฬ่อจงก๋งตั้งท่านเป็นขุนนางมียศศักดิ์ เราจึงบอกเจ้าเมืองฬ่อว่าท่านเป็นคนดีมีสติปัญญา ฬ่อจงก๋งจึงให้เราออกมาเชิญท่านเข้าไปเป็นแม่ทัพยกไปรบกับเมืองเจ๋ อันวิชากระบวนศึกนั้นท่านรู้ลึกซึ้ง ควรที่จะทำให้เห็นสติปัญญาและฝีมือให้ปรากฏชื่อเสียงจึงจะสมควร จออวยก็ยินดีมากับซีเป๊ก พอเจ้าเมืองออกขุนนางซีเป๊กก็พาจออวยเข้าไปคำนับฬ่อจงก๋ง ฬ่อจงก๋งจึงปราศรัยกับจออวยว่า แต่ก่อนเราไม่รู้จักว่าท่านมีสติปัญญา ต่อซีเป๊กบอกเราจึงใช้ให้ไปเชิญมา จะตั้งท่านเป็นแม่ทัพออกไปทำการศึกกับชาวเมืองเจ๋ซึ่งยกมาเหยียบแดนเมืองเราครั้งนี้ ท่านจะคิดอุบายประการใดจึงจะเอาชัยชนะได้

จออวยจึงว่า อันการสงครามต่อสู้ประจัญกัน อุปมาเหมือนสาดนํ้ารดกัน กลการศึกนั้นมีหลายอย่างหลายกระบวนนัก ยังไม่ได้ท่าว่าจะแพ้และชนะก่อนยังหาได้ไม่ แม้ข้าพเจ้าได้ไปทำการศึกด้วยท่านครั้งนี้ ถึงมาตรว่าข้าศึกจะมีฝีมือเข้มแข็งทำกลอุบายประการใด ข้าพเจ้าคงจะคิดผันแปรแก้ไขให้มีชัยชนะให้จงได้ ฬ่อจงก๋งได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนัก จึงสั่งให้ซีเป๊กจัดแจงทหารเกวียนทหารม้าสามพันเศษพร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธ ตั้งจออวยเป็นแม่ทัพ เจ้าเมืองฬ่อเป็นทัพหนุนยกออกมาจากเมืองฬ่อมาถึงที่ตำบลเฉียงกาวจึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้

ฝ่ายเปาซกแหยแจ้งความว่าเจ้าเมืองฬ่อยกทัพมาถึงก็มีใจประมาทดูหมิ่นเจ้าเมืองฬ่อ เพราะได้เคยมีชัยชนะเมืองฬ่อ ณ ตำบลเมียนสือครั้งหนึ่ง ก็สั่งนายทหารให้ตีกลองสัญญาโบกธงอาญาสิทธิ์กับทหารออกจากค่ายจะเข้าตีค่ายเมืองฬ่อ

ฝ่ายฬ่อจงก๋งเจ้าเมืองได้ยินเสียงม้าล่อและกองทัพเมืองเจ๋อื้ออึงมา จึงปรึกษาจออวยว่าจะออกรบ จออวยจึงห้ามว่าทัพเมืองเจ๋ยกมาวันนี้กำลังศึกกล้าแข็งนักอย่าเพิ่งยกไปก่อน ให้รักษาค่ายไว้จงสามารถ ข้าพเจ้าจะดูท่วงทีทหารเมืองเจ๋จะคิดทำกลศึกประการใดบ้าง ฬ่อจงก๋งก็สั่งกำชับทหารทั้งปวงตรวจตรารักษาค่ายมั่นคงไว้มิให้ออกรบ

ฝ่ายเปาซกแหยมาถึงหน้าค่ายเมืองฬ่อ มิได้เห็นเจ้าเมืองฬ่อออกมารบ สำคัญว่าเจ้าเมืองฬ่อเข็ดขยาด ก็สั่งให้ทหารเข้าโจมตีค่าย ทหารเมืองฬ่อก็รักษาค่ายไว้เป็นสามารถ เปาซกแหยให้ทหารเข้าตีค่ายเจ้าเมืองฬ่อเหมือนตีกำแพงเหล็กจะทำลายเข้าไปมิได้ ก็ถอยทัพออกมาหยุดอยู่ในค่ายพักทหารประมาณครู่หนึ่ง เปาซกแหยจึงตีกลองสัญญาขับทหารออกตีค่ายเมืองฬ่ออีกครั้งหนึ่ง นายทหารเมืองฬ่อต่างคนต่างรักษาหน้าที่ของตัวไว้มิให้ทหารเมืองเจ๋เข้าตีได้ เปาซกแหยแต่ขับทหารเข้าหักค่ายเมืองฬ่อถึงสองครั้งหักเอามิได้ เห็นทหารอิดโรยลงจึงล่าทัพกลับมาหยุดอยู่ ให้ทหารไปร้องด่าอยู่เนืองๆ ทหารเมืองฬ่อก็ไม่ออกมารบ เปาซกแหยขับทหารยกเข้าตีค่ายเมืองฬ่ออีกเป็นสามครั้ง

ฝ่ายจออวยอยู่บนหอรบแลเห็นทัพเมืองเจ๋ยกเข้ามาอีก จึงบอกกับฬ่อจงก๋งว่า ทหารเมืองเจ๋จะแพ้แก่ทหารเมืองเราคราวนี้แล้ว ฬ่อจงก๋งได้ฟังดังนั้นแล้วก็ยินดี จึงพาจออวยขึ้นขี่เกวียนคนละเล่ม ขับทหารเปิดประตูค่ายออกไล่แทงฟันทหารเมืองเจ๋เป็นอลหม่าน ทหารเมืองเจ๋อิดโรยกำลังต้านทานมิได้ก็แตกหนี ฬ่อจงก๋งก็ขับทหารทั้งปวงไล่ติดตามทหารเมืองเจ๋ไปถึงทางที่ช่องแคบ จออวยเกรงเปาซกแหยจะซุ่มทัพเป็นกลศึก จึงตีม้าล่อห้ามทัพเมืองฬ่อก็หยุดอยู่ จออวยเห็นไม่มีทัพซุ่มก็ตีกลองรบขึ้น ฬ่อจงก๋งก็ขับทหารไล่ติดตามฆ่าฟันทหารเมืองเจ๋ล้มตายเป็นอันมาก แล้วให้เก็บเครึ่องสาตราวุธและเสบียงทหารได้เป็นอันมาก ยกทัพกลับเข้าเมืองแล้วจึงถามจออวยว่า ขณะเมื่อทัพเมืองเจ๋เข้าตีค่ายเรา ท่านห้ามมิให้ออกรบถึงสามครั้งนั้นด้วยเหตุประการใด จออวยจึงตอบว่า ซึ่งยังมิให้ออกรบข้าศึกนั้นเพราะจะรักษากำลังทแกล้วทหารไว้มิให้อิดโรย ทหารเมืองเจ๋ยกเข้ามาตีค่ายเราถึงสองครั้งกำลังจึงอิดโรยไป และทหารเมืองเรายังมีกำลังมากอยู่จึงมีชัยชนะทหารเมืองเจ๋โดยง่าย

ฬ่อจงก๋งเห็นด้วยจึงถามจออวยว่า เมื่อเราออกตีทัพเมืองเจ๋แตกได้ที เราจะตามจับตัวแม่ทัพ ท่านตีม้าล่อมิให้ตามแล้วตีกลองรบให้ตามไปเล่านั้นท่านเห็นเหตุประการใด จออวยจึงตอบว่า เปาซกแหยแม่ทัพเมืองเจ๋นั้นเป็นคนมีความคิด ทหารเราตีแตกไปโดยง่ายนั้นข้าพเจ้าเกรงเกลือกจะซุ่มทัพไว้ เกรงท่านจะไล่ถลำเข้าไปข้าพเจ้าจึงตีม้าล่อห้ามท่านมิให้ไล่ ครั้นถึงที่ช่องแคบไม่มีทัพซุ่มแล้วข้าพเจ้าจึงตีกลองให้ไล่ไปจนสิ้นแดน ฬ่อจงก๋งได้ฟังดังนั้นก็สรรเสริญจออวยว่า มิเสียแรงท่านมีสติปัญญารู้การในกลศึกลึกซึ้งควรที่จะเป็นแม่ทัพใหญ่ได้ ฬ่อจงก๋งจึงตั้งจออวยเป็นที่ไตหูขุนนาง ให้เครื่องยศตามตำแหน่งแล้วยกความชอบซีเป๊กว่าได้แนะนำชักชวนจออวยเข้ามาทำราชการ เจ้าเมืองฬ่อจึงให้เงินทองเสื้อผ้าซีเป๊กเป็นอันมาก เมื่อเจ้าเมืองฬ่อมีชัยชนะศึกเจ้าเมืองเจ๋นั้น ศักราชพระเจ้าจองอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองหลวงได้สิบสามปี

ฝ่ายเปาซกแหยแตกทัพเมืองฬ่อกลับมาเมืองเจ๋ พอเทศกาลฤดูฝนจึงเข้าไปคำนับแจ้งความแก่เจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็นึกเสียใจแล้วว่า เราให้ท่านยกทัพไปทำศึกครั้งนี้หวังจะได้ชัยชนะแก่เมืองฬ่อกลับได้ความอายมาเราจะคิดประการใด เปาซกแหยจึงว่า ทแกล้วทหารเมืองเรากับทหารเมืองฬ่อนั้นมีฝีมือก็เข้มแข็งทัดเทียมกันอยู่ ครั้งเมืองฬ่อยกมารบกับเรา ณ ตำบลเมียสีนั้นเราได้ชัยชนะ ครั้นเรายกไปรบกับเมืองฬ่อเล่าเราเสียทีทหารเมืองฬ่อก็พอลบล้างกัน ซึ่งท่านจะตีเอาเมืองฬ่อให้ได้นั้น ขอให้มีหนังสือขึ้นไปถึงเจ้าเมืองซองให้ยกทัพมาช่วยกันคิดอ่านเอาเมืองฬ่อเห็นจะได้โดยสะดวก เจ๋ฮวนก๋งเห็นชอบด้วยจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเข้าผนึกส่งให้คนเร็วม้าใช้ไปเมืองซอง คนเร็วม้าใช้คำนับลาเจ๋ฮวนก๋งแล้วออกจากเมืองเจ๋รีบไปถึงเมืองซองจึงเข้าไปแจ้งความแก่ขุนนางผู้ใหญ่ ขุนนางผู้ใหญ่ก็พาผู้ถือหนังสือเข้าไปคำนับ ส่งให้แก่เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองรับหนังสือแล้วฉีกผนึกออกอ่านเป็นใจความว่า เจ้าเมืองเจ๋ขออวยพรมาถึงเจ้าเมืองซอง ด้วยสองเจ้าเมืองเคยเป็นมิตรไมตรีกันมาแต่ก่อน ครั้งนี้เมืองฬ่อเป็นเสี้ยนศึกกับเมืองเรา เราจะเชิญท่านให้ยกทัพไปช่วยกันตีเมืองฬ่อเห็นจะได้ชัยชนะ

ซองเสียงก๋งแจ้งในหนังสือนั้นแล้วจึงว่า เมื่อครั้งเจ๋เสียงก๋งยังอยู่นั้น เมืองเรากับเมืองเจ๋ก็รักใคร่กันโดยสุจริต ถ้ามีการศึกก็บอกมาถึงกันเคยยกไปช่วยกันทุกครั้ง บัดนี้ก๋งจูเสียวแปะได้กินเมืองเจ๋เราจะคิดหาสิ่งของไปสืบทางไมตรีอีก พอเจ้าเมืองเจ๋ให้มาขอกองทัพก็คงจะยกไปช่วย เจ้าเมืองซองก็มีหนังสือตอบกำหนดกองทัพไปถึงเจ้าเมืองเจ๋ว่า เดือนแปดข้างขึ้นจะยกทัพไปตั้งคอยทัพเมืองเจ๋อยู่ตำบลลำเสียหน้าเมืองฬ่อ ให้ทัพเมืองเจ๋ยกมาเป็นสองทัพจะยกเข้าตีเมืองฬ่อ ซองเสียงก๋งเขียนหนังสือแล้วส่งให้ผู้ถือหนังสือกลับไปเมืองเจ๋

ครั้นถึงเดือนแปด ซองเสียงก๋งก็ตระเตรียมทหารเกวียนทหารม้าพร้อม ให้ลำจงเตียบาลเป็นแม่ทัพ เปงอวดเป็นทัพหน้ายกไปถึงตำบลลำเสีย ให้ทหารไปสืบกองทัพเมืองเจ๋ แจ้งว่าทัพเมืองเจ๋ตั้งอยู่หน้าเมืองฬ่อทิศตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว เจ้าเมืองซองให้ตั้งค่ายหน้าเมืองทิศตะวันออกเฉียงใต้

ฝ่ายฬ่อจงก๋งเจ้าเมืองฬ่อแจ้งความว่าทัพเมืองเจ๋และทัพเมืองซองยกมา จึงปรึกษาขุนนางนายทหารทั้งปวงว่า ทัพเมืองเจ๋ยกมาครั้งนี้เพราะพยาบาทโกรธแค้นเราครั้งก่อน เราเห็นว่าเจ้าเมืองเจ๋จะไปชักชวนเจ้าเมืองซองให้ยกทัพมาช่วย เจ้าเมืองซองมีทหารคนหนึ่ง ชื่อลำจงเตียบาล ลำจงเตียบาลนั้นเราได้ยินเล่าลือมาว่ามีกำลังมากเหมือนจะผลักภูเขาล้ม กองทัพทั้งสองเมืองตั้งค่ายกระหนาบเมืองเราไว้ครั้งนี้เห็นจะหนักแน่นนัก ท่านทั้งสองจะคิดอ่านผ่อนปรนประการใดจึงจะสู้รบกับทหารทั้งสองเมืองได้

ขณะนั้นก๋งจูจิวกิวจึงว่า ซึ่งทัพทั้งสองหัวเมืองยกมาครั้งนี้ก็เข้มแข็งกวดขันอยู่ ข้าพเจ้าจะรับอาสาออกไปสอดแนมดูท่วงท่าข้าศึกก่อน เขาจะเข้าตีเมืองด้วยกลอุบายประการใด เราจะได้คิดอ่านสู้รบ ฬ่อจงก๋งเห็นชอบด้วย ก๋งจูจิวกิวจึงคำนับลาออกไปเที่ยวซับทราบสอดแนมดูกองทัพทั้งสองเมืองแล้ว ก็กลับเข้ามาแจ้งความกับฬ่อจงก๋งว่า ทัพเมืองเจ๋ยกมาครั้งนี้ ข้าพเจ้าดูกิริยาหาประมาทเหมือนแต่ก่อนไม่ เห็นตรวจตรารักษาค่ายไว้มั่นคงนัก ฝ่ายทัพเมืองซองนั้นข้าพเจ้าเห็นประมาทอยู่ ด้วยลำจงเตียบาลผู้แม่ทัพถือว่าตัวดีมีกำลังมาก ไม่พิทักษ์รักษาค่ายให้มั่นคง ข้าพเจ้าจะรับอาสาปลอมออกไปตีค่ายเมืองซองในเวลาคํ่าวันนี้ให้แตกไปจงได้ ถ้าทัพเมืองซองแตกหนีไปแล้วทัพเมืองเจ๋จะตั้งอยู่ที่ไหนได้ก็จะยกหนีไปเป็นมั่นคง

ฬ่อจงก๋งจึงว่า ลำจงเตียบาลมีกำลังมากนั้น ท่านจะสู้รบประการใดจึงจะชนะ ก๋งจูจิวกิวก็บอกอาการจะตีค่ายลำจงเตียบาลให้ฬ่อจงก๋งฟัง ฬ่อจงก๋งก็เห็นด้วยจึงว่า ท่านออกไปทำการให้สำเร็จความคิด เราจะเป็นทัพหนุน ข้าศึกเสียทีเราจะได้ช่วยซ้ำเติม ก๋งจูจิวกิวจึงให้ทหารที่มีกำลังและฝีมือกล้าแข็งเอาหนังเสือคลุมม้าผูกรัดกับตัวม้าให้เหมือนรูปเสือไว้เสร็จ ทหารถือทวนและง้าวเตรียมไว้สำหรับมือพร้อม ครั้นเวลาสองยามเศษเดือนหงายรุบรู่ ก๋งจูจิวกิวสั่งให้ทหารขึ้นขี่ม้าพร้อมกันเปิดประตูยกทัพออกจากเมืองกับทหารมิให้ตีม้าล่อและกลองศึก ยกเป็นทัพโจรไปปล้นค่ายเมือง ฬ่อจงก๋งก็ยกหนุนตามกันออกมา ก๋งจูจิวกิวเห็นค่ายเมืองเงียบเสียงคนอยู่ก็ดีใจ จึงขับทหารม้าที่หุ้มหนังเสือให้ปล้นค่ายเมืองซอง

ฝ่ายทหารเมืองซองตกใจตื่นขึ้นเห็นเสือวิ่งสับสนเข้ามาเป็นอันมาก ต่างคนกลัวตัวสั่นวิ่งหนีเป็นอลหม่าน ฝ่ายเจ้าเมืองซองกับลำจงเตียบาลเห็นคนขี่เสือเข้ามาไล่ฟันแทงทหารทั้งปวงแตกกระจัดพลัดพรายไปหมดก็ตกใจ ขึ้นขับเกวียนหนีออกประตูหลังค่าย ฬ่อจงก๋งก็ยกทัพตามก๋งจูจิวกิวออกมา ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองซองไปจนถึงตำบลเขงคิว ลำจงเตียบาลกับเบ้งเหกขับเกวียนหนีมาเหลียวหลังไปดู เห็นทหารเมืองฬ่อไล่กระชั้นเข้ามา ลำจงเตียบาลก็โดดลงมาจากเกวียนไล่แทงทหารเมืองฬ่อเข้าไปถึงหน้าเกวียนเจ้าเมืองฬ่อ

จวนสุนเสงเห็นดังนั้นก็รำง้าวออกรบลำจงเตียบาล ฬ่อจงก๋งเห็นกำลังลำจงเตียบาลมากนักเกรงจวนสุนเสงจะเสียที จึงน้าวเกาทัณฑ์ยิงไปถูกไหล่ขวาลำจงเตียบาลถึงกระดูก ลำจงเตียบาลเอามือคว้าไปจะถอนลูกเกาทัณฑ์ จวนสุนเสงได้ทีเอาทวนแทงถูกต้นขาลำจงเตียบาลล้มลง แล้วขยับตัวจะลุกขึ้น จวนสุนเสงก็ลงจากเกวียนกอดตัวลำจงเตียบาลไว้ ทหารเมืองฬ่อก็กรูกันเข้าช่วยจวนสุนเสงกลุ้มรุมจับเอาตัวลำจงเตียบาลได้ เบ้งเหกเห็นทหารเมืองฬ่อจับลำจงเตียบาลมัดไว้ได้ตกใจนักโดดลงจากเกวียนหนีไป เจ้าเมืองฬ่อมีชัยชนะทหารเมืองซองแล้ว พอเวลาใกล้รุ่งจึงตีม้าล่อสัญญาณให้ทหารทั้งปวงพร้อมกันก็ยกทัพกลับเข้าเมือง

จวนสุนเสงจึงเอาตัวลำจงเตียบาลเข้ามาให้ฬ่อจงก๋งแล้วบอกฬ่อจงก๋งว่า ลำจงเตียบาลคนนี้ ขณะเมื่อถูกลูกเกาทัณฑ์และทวนล้มลงทหารเมืองฬ่อจับได้มัดมือคุมตัวให้เดินมา ดูหน้าไม่สลดเหมือนหามีความเจ็บปวดไม่ ทำท่วงทีเดินเหินห้าวหาญนัก ฬ่อจงก๋งเห็นรูปร่างลำจงเตียบาลสมเป็นทหารเอกไม่ย่อท้อต่อความตายคิดจะใคร่ได้ไว้เป็นทหาร จึงสั่งจวนสุนเสงให้เอาตัวลำจงเตียบาลไปจำไว้ ณ คุกแล้วปูนบำเหน็จรางวัลแก่ก๋งจูจิวกิวและจวนสุนเสงและนายทหารทั้งปวง

ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋แจ้งความว่าทัพเมืองฬ่อยกไปตีทัพเมืองซองแตกหนีไปแล้ว เจ๋ฮวนก๋งนึกเสียใจนักก็ล่าทัพกลับไปเมือง เจ๋ฮวนก๋งจึงคิดว่าเมืองฬ่อมีทแกล้วทหารล้วนมีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็งที่หักเอามิได้ จำจะให้ผู้ถือหนังสือขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าเมืองหลวงจะให้มีรับสั่งขอลูกสาวเจ้าเมืองฬ่อ ได้ตามสมความคิดแล้ว เมืองฬ่อกับเราก็จะไม่เป็นเสี้ยนหนามกันสืบไป คิดแล้วแต่งเป็นเรื่องราวกราบทูลฉบับหนึ่งกับสิ่งของเครื่องบรรณาการเป็นอันมาก ให้กองซุนสิบผองซึ่งเป็นไต้สือเหง ขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นเฝ้าพระเจ้าเมืองหลวง ไต้สือเหงถือหนังสือและเครื่องบรรณาการมาถึงเมืองหลวง จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่ทูลถวายเครื่องบรรณาการและเรื่องราวเจ๋ฮวนก๋ง

พระเจ้าเมืองหลวงแจ้งในเรื่องราวแล้วจึงตรัสว่า ก๋งจูเสียวแปะบุตรก๋งจูหยี บัดนี้ได้เป็นเจ้าเมืองเจ๋แทนบิดา ยังหาภรรยามิได้ให้เราขอลูกสาวเจ้าเมืองฬ่อเป็นภรรยา เราก็จะรับขอให้ จะได้ใช้สอยเจ้าเมืองเจ๋ไปภายหน้า พระเจ้าเมืองหลวงจึงสั่งขุนนางให้ถือหนังสือบอกไปถึงเมืองฬ่อ ให้เจ้าเมืองฬ่อยกบุตรีให้เป็นฮูหยินเจ้าเมืองเจ๋ ให้เจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองชัว เจ้าเมืองโอย ทั้งสามเมืองตกแต่งลูกสาวไปเป็นเพื่อนสาวให้สมตระกูลเจ้าเมือง ขุนนางผู้ใหญ่ก็แต่งหนังสือตามรับสั่งให้ขุนนางเจ้าพนักงานถือไป ไต้สือเหงก็บังคมลาพระเจ้าเมืองหลวงกลับมาเมืองเจ๋

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อแจ้งรับสั่งดังนั้น ขัดรับสั่งพระเจ้าเมืองหลวงมิได้ก็ให้คนไปบอกความกับเจ้าเมืองทั้งสามตามรับสั่ง เจ้าเมืองทั้งสามก็แต่งลูกสาวมาเป็นเพื่อนลูกสาวเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อจึงแต่งลูกของตัวตามบรรดาศักดิ์ แล้วส่งให้เจ้าเมืองเจ๋ตามกระแสรับสั่ง แต่นั้นมาเมืองฬ่อกับเมืองเจ๋ก็สิ้นความพยาบาท ทั้งสองเมืองก็เป็นไมตรีต่อกันมา ครั้นอยู่มาเทศกาลฤดูลม เมืองซองเกิดนํ้าไหลขึ้นไปท่วมข้าวปลาอาหารเสียสิ้น ราษฎรชาวเมืองซองก็อดอยากอาหารล้มตายเป็นอันมาก

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อแจ้งความว่าเมืองซองเกิดวิบัติดังนั้นก็คิดปรานีเจ้าเมืองซองนัก ฬ่อจงก๋งจึงให้บรรทุกข้าวปลาอาหารและสิ่งของทั้งปวงไปให้เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองจึงสรรเสริญว่าเจ้าเมืองฬ่อแต่ก่อนนั้นเป็นข้าศึกกับเรา บัดนี้กับมีคุณกับเราเอาสิ่งของข้าวปลาอาหารมาให้เราเมื่อคราวขัดสนก็ขอบใจนัก เจ้าเมืองซองจึงให้คนใช้คุมสิ่งของไปคำนับตอบแทนเจ้าเมืองฬ่อ แล้วสั่งให้ขอตัวลำจงเตียบาลกลับคืนมาเมือง

ฝ่ายคนใช้ก็คำนับลาออกจากเมืองซอง คุมสั่งของไปคำนับให้ฬ่อจงก๋งแล้วแจ้งความว่า บัดนี้เจ้าเมืองซองให้ข้าพเจ้ามาขอตัวลำจงเตียบาลกลับไป ฬ่อจงก๋งก็สั่งให้คนไปถอดลำจงเตียบาลมาจากคุก แล้วมอบตัวให้แก่คนใช้ คนใช้ก็คำนับลาพาลำจงเตียบาลกลับมาเมืองซอง ตั้งแต่นั้นมาเมืองซองกับเมืองฬ่อเมืองเจ๋ ทั้งสามเมืองก็เป็นมิตรไมตรีกัน ราษฎรไปมาค้าขายถึงกัน

เมื่อลำจงเตียบาลกลับมาเมืองซองได้แล้ว ก็เข้าไปคำนับซองเสียงก๋ง ซองเสียงก๋งจึงว่า เดิมท่านมาเป็นทหารเอกอยู่ในเมืองเรา เราคิดยำเกรงท่านนัก แต่เพียงท่านติดคุกอยู่เมืองฬ่อเราให้คนไปขอกลับคืนมาได้เราคลายยำเกรงลง ลำจงเตียบาลได้ฟังซองเสียงก๋งว่ากล่าวต่อหน้าขุนนางดังนั้นมีความละอายนักก็ลุกออกมา

ขณะนั้นซือมกไตหูขุนนางเข้าไปกระซิบซองเสียงก๋งว่า ประเวณีข้ากับเจ้านั้น กตัญญูต่อเจ้าอยู่แล้ว และเจ้าจะว่ากล่าวเป็นคำหยาบช้าหาควรไม่ แม้นจะว่ากล่าวสิ่งใดก็ให้ยุติธรรม จะได้เป็นที่สั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงสืบไป ข้อหนึ่งผู้เป็นเจ้านายพูดจาไม่มีสัตย์สุจริตแล้วข้าราชการทั้งปวงก็จะดูหมิ่นไม่ยำเกรง คนผู้มีกตัญญูก็จะคิดประทุษร้ายต่างๆ ซองเสียงก๋งจึงตอบว่า เรากับลำจงเตียบาลเคยว่ากล่าวเยาะเย้ยหยอกกันเล่นอยู่ไม่ถือกัน

ฝ่ายพระเจ้าจิวจองอ๋องเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองตังจิวได้สิบห้าปี ประชวรลง หมอประกอบโอสถให้เสวย อาการโรคนั้นมิบรรเทา ประชวรหนักลง พระเจ้าจิวจองอ๋องก็สวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงจึงแต่งการซึ่งจะฝังพระศพพระเจ้าจิวจองอ๋องแล้วก็เชิญพระศพแห่ออกไปฝังไว้ตามอย่างกษัตริย์ แล้วตั้งจูหูเจ๋พระราชบุตร ให้เสวยราชสมบัติแทนพระราชบิดาทรงพระนามชื่อว่า พระเจ้าจิวลิวอ๋อง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ