๗๗

ฝ่ายซินเปาสูซึ่งอยู่ในเมืองฌ้อ ครั้นเมืองฌ้อเสียกับทัพเมืองหงอก็หนีไปอาศัยอยู่ที่เขาเจียวบีสันนอกเมือง เดิมซินเปาสูคนนี้เป็นมิตรสหายกับหงอจูสู่ซึ่งเป็นแม่ทัพแต่ลอบรักใคร่กันมิให้ผู้ใดรู้ พอได้ข่าวว่าหงอจูสู่ได้ขุดศพฌ้อเพงอ๋องซึ่งเป็นบิดาฌ้อเจียวอ๋องขึ้นแล้วเอาตะบองเหล็กตีซากศพสามร้อยที จนอิฐแตกกระจัดกระจาย จึงคิดเขียนหนังสือให้ไปถึงหงอจูสู่เป็นใจความว่า แต่ก่อนตัวท่านและบิดาก็ได้เป็นข้าฌ้อเพงอ๋องอยู่ และบัดนี้ท่านมาทำศพฌ้อเพงอ๋องด้วยความโกรธนั้นเราก็เห็นเกินขนาดอยู่แล้ว ซึ่งท่านตีเมืองฌ้อได้ครั้งนี้ก็เป็นเกียรติยศเลื่องลือไป ดุจดังพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญอันบริบูรณ์ด้วยรัศมี อันท่านจะคิดการตั้งอยู่สืบเสาะเอาตัวฌ้อเจียวอ๋องและจะล้างผลาญแผ่นดินเมืองฌ้อให้ยับเยินเสียในครั้งนี้นั้น อุปมาเหมือนพระจันทร์เมื่อวันแรม จะมีแต่แหว่งวิ่นเสียรัศมีไปทุกวัน ท่านจงเร่งคิดอ่านกับเจ้าเมืองหงอยกกองทัพกลับไปบ้านเมืองเสียเถิด ถ้ามิฟังเราจะขืนอยู่ทำอันตรายกับเจ้าเมืองฌ้อต่อไป เราก็คงจะคิดอ่านกู้เมืองฌ้อให้คืนเป็นปกติเหมือนแต่ก่อน

หงอจูสู่ครั้นแจ้งในหนังสือดังนั้น จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า เราจะตอบหนังสือไปนั้นยังหาสบายใจไม่ เราไม่ตอบแล้ว เราจะอาศัยปากท่านไปบอกกับซินเปาสูว่า อันจะให้เรารู้คุณบิดามารดาและคุณเจ้าแผ่นดินให้พร้อมดังว่านั้น เราหาปฏิบัติพร้อมได้ทุกสิ่งไม่ กับที่จะให้เราเลิกกองทัพไปเมืองโดยเร็วนั้นยังไม่ได้ ด้วยเป็นระยะทางไกลกันดาร เมื่อท่านมิคิดถึงทางไมตรีเราแล้ว จะเห็นแก่เจ้าเมืองฌ้อช่วยทำนุบำรุงประการใดก็ตามแต่ปัญญาความคิดท่านเถิด ผู้ถือหนังสือได้ยินหงอจูสู่ว่าดังนั้นก็กลับไป ครั้นถึงซินเปาสูก็บอกความทุกประการ ซินเปาสูแจ้งความแล้วจึงคิดว่า อันนางฮูหยินซึ่งเป็นมารดาเจ้าเมืองฌ้อนี้ก็เป็นบุตรเจ้าเมืองจิ๋นเจียวก๋งขอกองทัพมาช่วยเจ้าเมืองฌ้อเถิด คิดแล้วก็ชวนสมัครพรรคพวกได้ห้าคนรีบเชิญไป เมืองจิ๋นทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นถึงเมืองจิ๋นจึงเข้าไปหาขุนนางให้พาข้าพเจ้าไปแจ้งความกับเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นแจ้งความแล้วก็นิ่งเฉยอยู่มิได้ว่าประการใด ซินเปาสูเห็นเจ้าเมืองจิ๋นมิได้เอาธุระก็รบเร้าเตือนไปเป็นหลายครั้ง เจ้าเมืองจิ๋นนิ่งอยู่มิได้ตอบว่า ซึ่งท่านจะให้เรายกกองทัพไปช่วยเมืองฌ้อนั้น ด้วยทหารเราทุกวันนี้ก็น้อยจะรู้แห่งที่จะทำประการใด ซินเปาสูจึงว่า ซึ่งท่านจะไม่เอาธุระเมืองฌ้อก็เป็นขอบขันของท่าน ถ้าท่านจะให้เมืองฌ้อสูญเสียแล้วนานไปข้าศึกก็จะกำเริบล่วงลามมาถึงเมืองท่านเป็นมั่นคง เจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านจงออกไปอยู่ที่กงก๊วนให้สบายก่อนเถิด เราจะปรึกษากันก่อน ซินเปาสูจึงตอบว่า เมื่อเจ้านายข้าพเจ้าไม่มีความสุขจะให้ข้าพเจ้าไปอยู่เป็นสุขกระไรได้ แล้วซินเปาสูก็ยืนร้องไห้ครํ่าครวญอยู่ที่นั้นมิได้ไปจากที่

จิ๋นเจียวก๋งเห็นดังนั้นก็มีความสงสาร จึงคิดว่าขุนนางเมืองฌ้อนี้ซื่อตรงรักนายโดยสุจริต อันขุนนางในเมืองเราจะหาที่สัตย์ซื่ออย่างนี้ยากนัก แม้นเราจะละเสียบัดนี้นานไปทัพเมืองหงอก็จะมีใจกำเริบรุกรานมาทำกับเมืองเรา จึงสั่งให้จูปกเป็นแม่ทัพ ให้จูเฮาเป็นปลัดทัพ แล้วเกณฑ์เกวียนให้ห้าร้อยเล่มๆ หนึ่งมีทหารกำกับยี่สิบห้าคนคิดเป็นคนหมื่นสองพันห้าร้อย ครั้นจัดแจงเสร็จแล้วก็ให้ซินเปาสูนำกองทัพรีบยกไป ซินเปาสูนำกองทัพมาได้ห้าวันถึงตำบลโอยเอียนใกล้แดนเมืองฌ้อ ซินเปาสูจึงบอกกับจูปกแม่ทัพว่า ท่านจงพักทหารอยู่ที่นี่ก่อน ข้าพเจ้าจะลาท่านไปบอกเจ้าเมืองฌ้อซึ่งไปอาศัยอยู่ ณ เมืองสุยให้คิดอ่านขอกองทัพเจ้าเมืองสุยมาบรรจบทัพท่าน ด้วยเจ้าเมืองฌ้อนายข้าพเจ้ามีความวิตกถึงบ้านดุจดังต้นไม้เมื่อฤดูแล้งรอท่าฝน ถ้ารู้ว่าท่านยกทัพมาช่วยก็จะดีใจจะเร่งรีบมาโดยเร็ว

จูปกได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ท่านจงเร่งไปเถิดเราจะคอยท่านอยู่ แล้วก็ให้ทหารตั้งทัพพักอยู่ที่นั่น ซินเปาสูก็คำนับลาจูปกแล้วรีบไปถึงเมืองสุยจึงบอกความทั้งปวงให้ฌ้อเจียวอ๋องฟัง ฌ้อเจียวอ๋องแจ้งความแล้วก็ดีใจ จึงพาตัวซินเปาสูเข้าไปหาเจ้าเมืองสุยแล้วเล่าความให้ฟังทุกประการ จึงว่าอันตัวเราอาศัยอยู่ในที่นี่ก่อน จะแต่งให้จือกีจือชายคุมทหารเมืองฌ้อซึ่งติดตามเรามา กับจะขอทหารของท่านเพิ่มเติมเข้าบ้างรีบไปบรรจบกับทัพเมืองจิ๋น ไปต่อสู้ดูกำลังทหารเมืองหงอสักครั้งหนึ่งก่อน ท่านจะเห็นประการใด เจ้าเมืองสุยจึงตอบว่า ซึ่งจิ๋นเจียวก๋งให้กองทัพมาช่วยท่านนั้นก็เห็นได้ท่วงทีอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะให้ทหารของข้าพเจ้าเพิ่มเติมไปด้วยเอาชัยชนะให้จงได้อย่าวิตกเลย แล้วสั่งให้ขุนนางจัดทหารให้จือกีจือชายตามคำฌ้อเจียวอ๋อง ฌ้อเจียวอ๋องครั้นได้ทหารเจ้าเมืองสุยกับทหารของตัวพอสมควรแล้วก็ออกจัดแจงกันแต่งล้อเกวียนและเครื่องศัสตราวุธพร้อมแล้ว จึงให้ซินเปาสูกับจือกีจือชายรีบยกไปถึงตำบลโอยเอียนที่ทัพเมืองจิ๋นตั้งอยู่ ซินเปาสูจึงพาจือกีจือชายเข้าไปหาจูปกจูเฮาแจ้งความว่า เจ้าเมืองฌ้อแต่งให้จือกีจือชายคุมทหารมาบรรจบทัพท่าน จูปกจูเฮาแจ้งความแล้วจึงว่า ท่านทั้งสามรู้แห่งท่าทางเมืองฌ้อจงเร่งพากันยกเป็นกองหน้าไป กองทัพเราก็จะหนุนไปเป็นทัพหลัง ซินเปาสูได้ฟังจูปกสั่งดังนั้นก็รับคำจึงพาจือกีจือชายออกมายกกองทัพไปเมืองฌ้อ

ฝ่ายฮูแฉซึ่งเป็นทหารเอกเจ้าเมืองหงอ ให้คุมทหารเที่ยวลาดตระเวนแลเห็นซินเปาสูคุมทหารมา จึงคิดว่าพวกทหารเมืองฌ้อแพ้ฝีมือเราไปแล้ว บัดนี้ยังพากันกลับมาจะต่อสู้กับเราอีก ที่ไหนจะทานฝีมือเราได้ แล้วก็ขับทหารเข้าไล่รุกรบโดยกำลังองอาจ ซินเปาสูกับจือกีจือชายก็ต่อสู้ได้สิบเพลงแล้วทำถอยหนีรอรบมาจนถึงกองทัพเมืองจิ๋น จูปกจูเฮาเห็นฮูแฉไล่ติดตามซินเปาสูมาก็ให้ยกธงใหญ่ขึ้นและตีกลองสัญญาให้ทหารออกช่วยรบเป็นสามารถ ฮูแฉต่อสู้กับทหารพลางแลไปเห็นธงก็รู้ว่าทัพเมืองจิ๋นเป็นทัพใหญ่มาช่วย จะอยู่ต่อสู้สืบไปเห็นเหลือกำลังนักกลัวจะเสียท่วงทีก็พาทหารหนีกลับมาเมืองฌ้อ แจ้งความกับหงออ๋องว่า มีกองทัพเมืองจิ๋นยกมาเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเข้ารบปะทะลองกำลังเห็นเหลือที่จะต่อสู้ ขอท่านจงเร่งคิดผ่อนปรนให้พ้นภัยเถิด

เจ้าเมืองหงอแจ้งความดังนั้นก็ตกใจ ให้หาขุนนางพร้อมแล้วปรึกษาว่า บัดนี้กองทัพเมืองจิ๋นยกมาเห็นจะเป็นศึกใหญ่ ท่านทั้งหลายจะคิดอ่านประการใด ซุ่นบู๊จู๋จึงว่า ข้าพเจ้าได้ว่ากล่าวกับท่านไว้แต่ก่อนว่า ทหารเราเมื่อแรกยกมาก็ยังมีกำลังรื่นเริงอยู่ ถ้าจะนิ่งอยู่นานไปต่างคนก็จะอิดโรยลงทุกวัน ยากจะช่วยกันคิดถึงบ้านเมือง ข้าพเจ้าได้ขอให้ท่านตั้งก๋งจูเซ่งซึ่งเป็นหลานฌ้อเจียวอ๋องขึ้นเป็นเจ้าเมืองไว้ พอให้ชาวฌ้อรู้เห็น ก็จะได้มีใจยินดีมาเข้าเป็นพวกท่าน ท่านก็ไม่ฟัง จนซินเปาสูไปขอกองทัพเมืองจิ๋นมาทำการถึงเพียงนี้ เป๊กพีได้ยินซุ่นบู๊จู๋ว่าดังนั้นลุกขึ้นคำนับหงออ๋องแล้วจึงว่า เมื่อแรกเรายกมารบกับทหารเมืองฌ้อก็ยังตีเอาเมืองฌ้อได้ แต่กองทัพเมืองจิ๋นมาเมืองเดียวเท่านี้ท่านจะคิดวิตกอะไร ข้าพเจ้าจะขอทหารหมื่นหนึ่ง อาสาท่านออกไปต่อสู้ด้วยกองทัพเมืองจิ๋นเอาชัยชนะจงได้ ถ้าข้าพเจ้าไปทำการครั้งนี้เสียท่วงทีประการใด ขอท่านจงประหารชีวิตข้าพเจ้าเสียเถิด

ซุ่นบู๊จู๋กับหงอจูสู่ได้ยินเป๊กพีอาสาจะออกรบ จึงว่ากับหงออ๋องว่า ซึ่งเป๊กพีจะอาสาท่านออกสู้กับกองทัพเมืองจิ๋นนั้น ข้าพเจ้าทั้งสองเห็นหาเอาชัยได้ไม่ หงออ๋องจึงตอบว่า ซึ่งท่านทั้งสองเป็นผู้ใหญ่ทัดทานนั้นก็ควรอยู่ แต่เป๊กพีก็เป็นทหารมีฝีมือ ได้อาสาเราจนสู้เสียชีวิตจะมิเห็นการกระไรหรือ จำจะให้ออกไปลองกำลังข้าศึกดูครั้งหนึ่ง ถ้าเห็นประการใดเราจึงค่อยคิดถ่ายเทต่อภายหลัง แล้วก็สั่งขุนนางฝ่ายทหารให้เร่งจัดทหารให้เป๊กพีหมื่นหนึ่ง ขุนนางฝ่ายทหารคำนับแล้วก็ออกมาจัดแจงกันตามหงออ๋องสั่ง เป๊กพีครั้นได้ทหารแล้วก็คำนับลาหงออ๋องออกมาตรวจเตรียมทหารตั้งเป็นกองกระบวนหน้าหลัง เสร็จแล้วก็ยกกองทัพออกจากเมืองฌ้อไปตามระยะทาง

ฝ่ายจูปกจูเฮาครั้นเห็นกองทัพยกมาจากเมืองฌ้อแต่ไกล จึงคิดกันแต่งซิมจูเหลียงกับหนาเอี๋ยนให้คุมทหารออกไปเป็นกองซุ่มอยู่ข้างทางเป็นสองกอง แล้วให้จือกีจือชายกับทหารเลวออกไปล่ออยู่ข้างหน้า เป๊กพีครั้นแลเห็นจือกีจือชายจึงร้องด่าว่าอ้ายคนเดนดาบเหลือตายยังจองหองมาสู้กับกูอีกหรือ จือกีจึงร้องตอบว่าตัวท่านเป็นคนกบฏต่อฌ้อเพงอ๋องหนีไปอาศัยเจ้าเมืองหงอพอรอดชีวิต ยังจะองอาจมาว่ากล่าวหยาบช้ากับเราอีกเล่า เราหาเกรงกลัวฝีมือท่านไม่ แม้นจะใคร่รบลองฝีมือกันเล่นก็ให้เร่งเข้ามาเถิดก็จะได้เห็นฝีมือกัน เป๊กพีได้ฟังก็โกรธนักจึงเร่งทหารเข้ารุกไล่จือกีจือชาย จือกีจือชายก็ทำถอยหนี เป๊กพีเห็นได้ท่วงทีก็ไล่บุกบั่นไปประมาณทางยี่สิบห้าเส้น

ฝ่ายซิมจูเหลียงกับนายเกวียน ซึ่งเป็นกองซุ่มเห็นเป๊กพีตีถลำเข้ามาได้ท่วงทีแล้วก็พาทหารออกก้าวสกัดตีทั้งทัพหน้าทัพหลัง กองทัพเป๊กพีแตกกระจายขาดกันออกไปเป็นสามพวก จูปกจูเฮาเห็นดังนั้นก็เร่งทหารตีปะทะหน้าไว้แล้วแยกโอบไปทั้งสองข้างทาง เป๊กพีเสียท่วงทีจะหนีออกด้านไหนก็ไม่ได้ วิ่งวนเวียนอยู่ในกลางทหาร ฝ่ายหงอจูสู่แม่ทัพ ครั้นเป๊กพีอาสาคุมทหารไปแล้วหงอจูสู่อยู่ภายในจึงเข้าไปว่ากับหงออ๋องว่า ซึ่งเป๊กพียกทัพไปต่อสู้กับทหารเมืองจิ๋นนั้น ข้าพเจ้าไม่ไว้ใจจะขอยกทัพติดตามไปเกลือกเป๊กพีไปจะทำให้เสียท่วงทีจะได้ช่วยแก้ไข หงออ๋องได้ฟังก็เห็นด้วยจึงให้หงอจูสู่เร่งไป หงอจูสู่ก็รับคำมาจัดแจงทหารรีบติดตามไปโดยเร็ว พอแลเห็นเป๊กพีอยู่ในวงล้อม ทหารเมืองจิ๋นจวนจะจับตัวได้ จึงขับทหารฝ่าฟันเข้าไปช่วยชิงเอาเป๊กพีกับทหารออกมาได้ เป๊กพีครั้นออกมาพ้นที่ล้อมแล้วตรวจดูทหารหายไปถึงเจ็ดพันเหลือติดมาแต่สามพัน สองนายจึงปรึกษากันว่า ศึกครั้งนี้เห็นเหลือกำลังจำจะถอยหนีหาที่มั่น แล้วสองนายก็ให้ทหารรอรบมาจนเข้าถึงเมืองได้ เป๊กพีจึงว่ากับหงอจูสู่ว่า ครั้งนี้ข้าพเจ้าอาสาหงออ๋องเสียทัพมาโทษก็ผิดเป็นอันมาก ครั้นจะเข้าไปหาหงออ๋องโดยปกติก็ไม่ควร ข้าพเจ้าเป็นคนผิดจะต้องเอาโซ่ตรวนจำตัวเข้าไปตามแต่ท่านจะโปรด แล้วเป๊กพีให้เอาโซ่ตรวนจำตัวเข้าเดินตามหงอจูสู่เข้าไปกราบคำนับหงออ๋อง หงออ๋องเห็นเป๊กพีนำตัวเข้ามาดังนั้นก็ตกใจจึงถามว่าเหตุประการใด หงอจูสู่คำนับแล้วก็แจ้งความให้เจ้าเมืองหงอฟังตามเรื่องที่ได้รบสู้กัน หงออ๋องก็นิ่งคิดตรองการอยู่ ซุ่นบู๊จู๋แม่ทัพผู้ใหญ่นั่งอยู่ที่นั่นได้ยินว่าเป๊กพีไปทำศึกเสียมาครั้งนี้ ควรเราจะว่ากล่าวให้หงออ๋องฆ่าเป๊กพีเสียตามสัญญาอย่าให้ทหารทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างกันจึงชอบ แล้วเป๊กพีคนนี้เป็นคนไม่สัตย์ซื่อ ถ้าละไว้ก็จะกำเริบคิดคดต่างๆ

หงอจูสู่จึงตอบว่า ซึ่งท่านจะให้ว่ากล่าวให้หงออ๋องฆ่าเป๊กพีทำความผิดแต่ครั้งเดียวเท่านี้ อันความชอบของเป๊กพีได้กระทำไว้แต่ก่อนเป็นอันมาก แล้วหงอจูสู่ก็คำนับหงออ๋องว่า เป๊กพีอาสาท่านยกทัพไปรบแพ้ทหารเมืองจิ๋นมาครั้งนี้ โทษเป๊กพีก็ผิดเป็นข้อใหญ่อยู่ แต่เป๊กพีเป็นคนมีความชอบไว้แต่หลัง เห็นว่าคุณนั้นมากกว่าโทษ ข้าพเจ้าจะขอโทษเป๊กพีไว้ใช้ราชการแก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง หงออ๋องได้ฟังดังนั้นคิดขึ้นได้ จึงยกโทษเป๊กพีไว้ แล้วให้หงอจูสู่กับเป๊กพีคุมทหารไปตั้งอยู่แบะเสียนอกเมืองฌ้อ ให้ฮูไคผู้หลานกับก๋งจูสันตั้งค่ายอยู่ในเมืองฌ้อ แต่ตัวหงออ๋องนั้นยกทัพออกจากเมืองฌ้อไปตั้งอยู่เมืองกีลำเสีย

ฝ่ายจูปกจูเฮาครั้นเห็นทหารเมืองหงอถอยหนีไปได้ท่วงที ก็เร่งให้ทหารเข้าเมืองฌ้อ ครั้นรู้ว่าหงออ๋องไปตั้งอยู่เมืองกีลำเสีย ให้แต่หลานและขุนนางตั้งค่ายอยู่ในเมือง จูปกจูเฮาจึงให้ทหารตั้งค่ายประชิดไว้ ฝ่ายจือชายจึงว่ากับจูปกว่า จะนิ่งอยู่ดังนี้เห็นไม่ชอบ แม้นหลายเวลาไปเกลือกหงออ๋องจะมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองชัวเจ้าเมืองถังขอทหารมา ถ้าทหารทั้งสองเมืองมาช่วยทันการศึกเราเห็นจะยืดยาวไป ท่านจงแต่งทหารไปตีเมืองถังเมืองเดียว ได้แล้วเมืองชัวก็จะย่อท้ออยู่หามาช่วยหงออ๋องไม่ จูปกจูเฮาก็เห็นชอบจึงให้ทหารยกทัพรีบไปโจมตีเอาเมืองถังได้จับเจ้าเมืองฆ่าเสีย และขุนนางในเมืองถังนั้นยอมเข้าด้วยเป็นเมืองขึ้น

ฝ่ายเจ้าเมืองชัวรู้ว่าทัพเมืองจิ๋นตีเมืองถังได้ก็ตกใจกลัวฝีมือทหารเมืองจิ๋นนัก ก็มิได้ให้กองทัพมาช่วยหงออ๋อง ฝ่ายฮูไคซึ่งตั้งอยู่ในค่ายประชิดในเมืองฌ้อจึงคิดว่า บัดนี้กองทัพเมืองจิ๋นกับหงออ๋องก็เห็นจะได้ทำศึกกันยืดยาวอยู่ อันเราจะนิ่งอยู่ฉะนี้ก็พลอยเป็นอันตรายด้วย หงออ๋องเล่าเขาก็ตั้งบุตรเขาเป็นไทจูแล้ว ถึงหาบุญหงออ๋องไม่บุตรเขาก็จะได้เป็นเจ้าเมือง ไหนเราจะได้เป็นใหญ่เล่า บัดนี้หงออ๋องก็พาทหารมาอยู่ที่นี่สิ้น ให้แต่ไทจูอยู่รักษาเมือง เราจะรีบไปตีเอาเมืองหงอเถิดเห็นจะได้โดยง่าย คิดดังนั้นแล้วจึงสั่งให้ทหารจัดแจงศัสตราวุธและเสบียงพร้อม ครั้นเพลาพลบคํ่าฮูไคก็พาทหารลอบหนีออกจากเมืองฌ้อ รีบไปทั้งกลางวันกลางคืนถึงแดนเมืองหงอก็ให้ทหารตีด่านน้อยใหญ่ได้เป็นหลายตำบลจนถึงเชิงกำแพงเมืองหงอ

ฝ่ายก๋งจูผู้อยู่รักษาเมืองหงอ ครั้นรู้ว่าฮูไคคิดกบฏตีด่านเข้ามาถึงกำแพง จึงจัดแจงทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินแล้วให้ปิดประตูเมืองไว้มั่นคง จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งให้ม้าใช้รีบไปบอกหงออ๋องเป็นใจความว่า บัดนี้ฮูไคคุมทหารมาตีเมือง ข้าพเจ้าได้จัดทหารรบต้านทานไว้ ขอให้บิดาท่านเร่งกองทัพมาโดยเร็ว ขุนนางม้าใช้ได้หนังสือแล้วก็รีบไป ฮูไคก็ให้ทหารล้อมเมืองหงอไว้หลายวันยังหาได้เมืองหงอไม่ พวกทหารในเมืองกลับเอาเกาทัณฑ์ยิงพวกทหารฮูไคตายลงเป็นอันมาก ฮูไคก็ขัดใจจึงมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองอวดว่าท่านจงเห็นแก่ไมตรีเรา เร่งยกทหารมาช่วยเราตีเอาเมืองหงอให้ได้ ถ้าเราได้เมืองหงอแล้วจะแบ่งเขตแดนเมืองหงอให้ท่านห้าหัวเมือง ครั้นเขียนหนังสือแล้วปิดตราเข้าผนึกให้ขุนนางที่มีสติปัญญาไปให้เจ้าเมืองอวด เจ้าเมืองอวดครั้นรู้ในหนังสือแล้วเห็นแต่จะได้เขตแดนเมืองหงอก็มีความยินดี จึงจัดกองทัพให้รีบมาช่วยฮูไครบก็ไม่ได้เมืองหงอ

หงออ๋องครั้นแจ้งในหนังสือก๋งจูผู้บุตรให้มาว่าฮูไคเป็นกบฏจึงให้หาหงอจูสู่ หงอจูสู่แจ้งความดังนั้นจึงว่า ซึ่งฮูไคไม่ตรงต่อท่านลอบไปตีเมืองเรานั้นจะกลัวเกรงอะไร ด้วยฮูไคนี้เป็นคนหามีสติปัญญาไม่ ข้าพเจ้าคิดวิตกอยู่อย่างหนึ่ง กลัวว่าเจ้าเมืองอวดมาช่วยก็จะมีกำลังหนักขึ้น อันจะนอนใจอยู่ช้ามิได้ หงออ๋องจึงตอบว่า ท่านว่านี้จริงจำเราจะยกไป ท่านทั้งสองจงรั้งรออยู่พลางเราจะไปก่อน หงอจูสู่ซุ่นบู๊จู๋ก็รับคำว่าท่านอย่าวิตกเลย หงออ๋องก็จัดทัพให้เป๊กพีคุมทหารเป็นกองหน้าพร้อมแล้ว หงออ๋องก็ยกทัพออกจากเมืองกีลำเสียรีบไปทั้งกลางวันกลางคืน เป๊กพีแม่ทัพกองหน้าครั้นมาถึงเมืองหงอพบฮูไคล้อมเมืองอยู่จึงขับทหารเข้ารบกับฮูไคเพลงหนึ่ง ฮูไคสู้ฝีมือเป๊กพีไม่ได้ จึงเรียกฮูต๋องผู้บุตรเข้ามาช่วยรบก็ทานกำลังเป๊กพีไม่ได้ก็ชวนกันหนีไปเมืองซอง ฝ่ายทหารเมืองอวดครั้นรู้ว่าหงออ๋องมาถึงและฮูไคหนีไปก็คิดกลัวหงออ๋องนักก็พากันยกทัพกลับไปเมือง ฝ่ายก๋งจูผู้ครั้นรู้ว่าหงออ๋องมาถึงก็ดีใจ จึงให้เปิดประตูเมืองออกมาต้อนรับบิดาเข้าเมือง หงออ๋องรู้ว่ากองทัพเมืองอวดมาช่วยฮูไคก็ชมสติปัญญาหงอจูสู่ว่าหมายการแม่นยำนัก แล้วเขียนหนังสือให้ม้าใช้ไปบอกหงอจูสู่ซุ่นบู๊จู๋ว่าฮูไคกับกองทัพเมืองอวดหนีไปแล้ว อย่าให้หงอจูสู่กับซุ่นบู๊จู๋รบสู้อยู่กับทหารเมืองจิ๋นเลย ให้เลิกทัพกลับมาเมืองเถิด

ฝ่ายหงอจูสู่ครั้นแจ้งในหนังสือซึ่งหงออ๋องให้มาจึงปรึกษากับซุ่นบู๊จู๋ว่า หงออ๋องมีหนังสือให้เราเลิกทัพไปเมือง ครั้นเราจะไปตามหนังสือโดยด่วนก็เป็นที่อัปยศแก่ทหารเมืองจิ๋นและชาวเมืองฌ้อหาชอบกลไม่ เราจำจะรั้งรออยู่ให้ได้การสักสิ่งหนึ่งก่อนพอแก้ความอาย ซุ่นบู๊จู๋ได้ฟังหงอจูสู่ว่าก็เห็นชอบ จึงยั้งหยุดอยู่ด้วยกัน พอมีหนังสือซินเปาสูมาฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ครั้งนี้หงอจูสู่สหายท่านพาหงออ๋องและขุนนางทั้งปวงยกกองทัพมาทำศึกกับเมืองฌ้อก็ช้านานแล้วหมายจะให้แผ่นดินเมืองฌ้อสาบสูญ เดชะบุญของเมืองฌ้อเผอิญให้เทพยดาช่วยชักนำกองทัพเมืองจิ๋นมาอุปถัมภ์ทันที ก็เห็นว่าเมืองฌ้อจะหาเป็นอันตรายไม่ อันตัวของท่านได้เป็นแม่ทัพชนะครั้งนี้ก็ได้ความชอบ ฝ่ายเราคิดอ่านได้กองทัพเมืองจิ๋นมาช่วยเมืองฌ้อได้ก็เป็นความชอบเหมือนถัน ท่านกับเราจะได้เป็นที่อริวิวาทสิ่งใดกันหามิได้ ท่านอย่าเอาสง่าเมืองหงอข่มขี่เมืองฌ้อนักเลย เราก็มิได้เอาสง่าเมืองจิ๋นข่มเมืองหงอหนักดอก

หงอจูสู่แจ้งความในหนังสือแล้ว จึงคิดแต่งหนังสือตอบซินเปาสูไปว่า เหตุผลทั้งนี้ด้วยฌ้อเพงอ๋องไม่อยู่ในสัจธรรม ขับก๋งจูเกี๋ยนผู้บุตรอันหาความผิดมิได้ จนไปเที่ยวอาศัยอยู่เมืองผู้อื่นได้ความเวทนาจวนจะสิ้นชิวิต แล้วพาลพาโลฆ่าบิดาเรากับพี่เราซึ่งกระทำความชอบเสียด้วย จึงมีกองทัพมาตีเมืองฌ้อ เมื่อครั้งเมืองโอยเสียแก่ข้าศึกนั้นเล่า ก็ให้เจ๋ฮวนก๋งช่วยทำนุบำรุงเมืองโอยขึ้นได้จนเป็นสุขมาคุ้มเท่าทุกวันนี้ ฝ่ายก๋งจูบุนเล่า ก็ได้ทำนุบำรุงเมืองจิ้นถึงสามครั้ง ใช่ว่าก๋งจูบุนจะเห็นแก่สมบัติและแผ่นดินเมืองจิ้นก็หาไม่ อันตัวเรานี้อุปมาเหมือนต้นไม้เป็นที่อาศัยแก่ฝูงนกอันบินมาแต่ประเทศต่างๆ ทั้งตัวก๋งจูเซ่งอันเป็นหลานฌ้อเพงอ๋อง ก็หาได้อาศัยพึ่งแผ่นดินเมืองฌ้อไม่ เราผู้อื่นต้องอุปถัมภ์อยู่เป็นนิจ ด้วยมีความเมตตาว่าเป็นกำพร้าปราศจากที่พึ่งและญาติทั้งปวง ถ้าท่านมีกตัญญูต่อเจ้านายของท่านจริง จงคิดอ่านมารับเอาก๋งจูเซ่งซึ่งเป็นหลานเจ้าเมืองฌ้อไปทำนุบำรุงให้เป็นสุขสืบสายตระกูลวงศ์ได้เมื่อใด เราก็จะสิ้นธุระเลิกกองทัพไปจากเมืองฌ้อ ซินเปาสูครั้นได้หนังสือหงอจูสู่ตอบมาพิเคราะห์ดูแจ้งความแล้วจึงว่ากับจือชายว่า ซึ่งหงอจูสู่มีหนังสือมาว่าจะ ให้ไปรับก๋งจูเซ่งมานั้นก็ต้องนํ้าใจเรานัก เราจำจะจัดแจงให้ไปรับมา แต่จะแต่งหนังสือไปว่าฌ้อเจียวอ๋องซึ่งเป็นเจ้าเมืองใหม่สั่งให้มารับท่านจะเห็นประการใด จือชายได้ฟังซินเปาสูว่าดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งท่านคิดการนี้ข้าพเจ้าเห็นควรอยู่แล้ว ขณะนั้นซิมจูเหลียงได้ยินซินเปาสูปรึกษาดังนั้น จึงว่าซึ่งท่านทั้งสองคิดจะไปรับก๋งจูเซ่งมานั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ด้วยก๋งจูเซ่งคนนี้เป็นบุตรไทจูเกี๋ยน ฌ้อเพงอ๋องเห็นว่าไทจูเกี๋ยนเป็นคนชั่วไม่ควรจะเลี้ยงได้จึงขับเสียจากบ้านเมือง บัดนี้ท่านทั้งสองจะให้ไปรับบุตรไทจูเกี๋ยนมาไว้ในเมืองเราอีกเล่า ก็เหมือนหนึ่งจะเอาเสี้ยนศัตรูมาไว้ในแผ่นดินเราหาควรไม่ จือชายจึงตอบว่า ซึ่งท่านห้ามปรามนี้ก็ควรอยู่แล้ว แต่เราคิดเห็นว่าก๋งจูเซ่งนี้เป็นเชื้อสายฌ้อเพงอ๋องจึงให้ไปรับมาไว้ ถึงมาตรแม้นก๋งจูเซ่งจะเป็นคนชั่วเหมือนท่านว่า จะคิดทำร้ายประการใดก็ดีเมื่อเป็นกำพร้าตัวคนเดียว อยู่ในเงื้อมมือเราจะคิดกลัวเกรงอะไร ท่านอย่าวิตกเลยเราจะให้ไปรับมาให้จงได้ แล้วก็แต่งหนังสือตามคิดกันให้ทหารคุมเกวียนไปรับก๋งจูเซ่งมา ครั้นทหารมาถึงตำบลแบะเสีย จึงเอาหนังสือเข้าไปส่งให้หงอจูสู่ หงอจูสู่แจ้งในหนังสือแล้วก็มีความยินดีจึงส่งตัวก๋งจูเซ่งให้ ผู้ถือหนังสือได้ตัวก๋งจูเซ่งแล้วก็พาออกมาขึ้นเกวียนกลับไป หงอจูสู่ครั้นส่งตัวก๋งจูเซ่งไปแล้วภายหลังจึงให้ซุ่นบู๊จู๋คุมทหารไปกวาดเอาครอบครัวเมืองฌ้อที่ได้ไว้หมื่นหนึ่งนั้นลงเรือมาเพิ่มไว้ในแดนเมืองหงอ หงอจูสู่นั้นยกทัพมาทางบกด้วย หมายว่าจะได้ทดแทนคุณชาวบ้านรายทางซึ่งได้ทำคุณไว้แต่ก่อน

ครั้นหงอจูสู่ยกทัพมาจากเมืองแบะเสียถึงตำบลบ้านเอียงสันที่ตงโกก๋งผู้เป็นคนมีคุณอยู่ จึงให้ไปเที่ยวสืบเสาะหาตัวเป็นหลายเพลาก็ไม่พบ แล้วยกมาถึงตำบลลองตองสัน ก็ให้ไปหาฮองฮูลับอีกแห่งหนึ่งก็ไม่พบ คิดถึงคุณฮองฮูลับนักจึงคุกเข่าลงกราบคำนับที่แผ่นดินแล้วถอนใจใหญ่ว่า อันตงโกก๋งฮองฮูลับท่านทั้งสองมีคุณได้ส่งข้าพเจ้าเมื่อครั้งหนีด่านมาจากเมืองฌ้อ จนทหารชาวด่านจับตัวท่านไปขู่เข็ญได้ความเดือดร้อนก็เพราะท่านเมตตาข้าพเจ้าจะให้พ้นภัย ใช่เห็นกับทรัพย์สินจ้างสิ่งใดหามิได้ แล้วก็ได้อุปถัมภ์เลี้ยงดูเป็นสุขจึงรอดชีวิตเพราะท่าน ข้าพเจ้ามิได้ลืมคุณท่านเลย แล้วก็คำนับลามาถึงตำบลด่านเจียวก๊วน ไม่เห็นทหารอยู่รักษาเหมือนแต่ก่อนเห็นแต่หญิงชายชาวบ้าน จึงให้หาเรือมาข้ามส่งทหารข้ามฟากไปสิ้นทั้งกองทัพ ครั้นพาทหารเดินไปหน่อยหนึ่ง พบบ้านก็หยุดอยู่แล้วบอกขุนนางทั้งปวงว่า เมื่อครั้งเราหนีมาจากเมืองฌ้อ พบหญิงผู้หนึ่งเอาข้าวสุกมาเหยียบด้ายอยู่ที่นี่ เราเห็นเข้าบังเกิดความอยากเป็นกำลังสิ้นความอาย จึงขอข้าวหญิงนั้นหญิงนั้นก็ให้ด้วยปรานี ครั้นจะกินมากไปให้อิ่มก็เกรงใจว่าข้าวจะหมดไม่พอเหยียบด้าย เราจึงกินแต่หน่อยหนึ่งพอเป็นกำลังแล้วหยุดอยู่ หญิงนั้นจึงว่ายังไม่อิ่มจะกินอีกให้หมดก็กินเถิด ครั้นเราได้ยินมีความยินดีก็กินข้าวจนอิ่ม เห็นหญิงนั้นทำหน้าไม่สบายหน่อยหนึ่ง หญิงนั้นก็วิ่งไปโดดน้ำตายที่ท่านี้ เราก็ตัดนิ้วมือเอาโลหิตจารึกศิลาเป็นสำคัญแล้วเอาดินกลบไว้ จึงให้ทหารไปคุ้ยดินดูก็เห็นที่จารึก คิดจะแทนคุณอย่างไรก็ไม่ได้ด้วยไม่รู้จักชื่อและบ้านถิ่น จึงเอาเงินพันตำลึงห่มผ้าขาววางลงไว้ในนํ้าตรงหญิงตายนั้นหวังจะทำแทนคุณผู้ตาย แล้วมาทางประมาณสิบห้าเส้นพบหญิงแก่นั่งร้องไห้อยู่ที่เรือนริมทาง จึงให้ทหารเข้าไปถามหญิงแก่ว่าเป็นอะไรจึงร้องไห้ หญิงแก่จึงบอกว่า เดิมเรามีบุตรหญิงคนหนึ่งยังหาสามีมิได้ บุตรเราเอาข้าวสุกลงไปเหยียบด้ายอยู่ตีนท่า หงอจูสู่หนีมาแต่เมืองฌ้ออดอาหารเห็นข้าวที่บุตรเราเหยียบด้ายก็แวะมาขอกิน บุตรเราให้ข้าวหงอจูสู่กินแล้วบุตรเรามีความละอายว่าหงอจูสู่เป็นชายมาพูดด้วย บุตรเราก็โจนนํ้าตายเสีย เราคิดถึงบุตรเราว่าเสียแรงรักษาตัวมาถึงสามสิบปีแล้วมิได้พูดจากับชายผู้ใด เหตุเพราะหงอจูสู่มาขอข้าวพูดกับบุตรเรา บุตรเราจึงโจนนํ้าตาย บัดนี้หงอจูสู่ไปเป็นแม่ทัพทำศึกมีชัยชนะยกทัพกลับมาดังนี้ หงอจูสู่มิได้แทนคุณบุตรเรา เราคิดน้อยใจจึงร้องไห้ ทหารจึงบอกว่าหงอจูสู่เอาเงินพันตำลึงห่อผ้าทิ้งแทนคุณบุตรท่านไว้ที่ท่าเอาด้ายลงไปเหยียบนั้น ท่านจงไปงมเอาเถิดอย่านั่งร้องไห้อยู่เลย หญิงแก่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจไปงมเอาเงินที่ตีนท่า ได้เงินพันตำลึงแล้วก็กลับมาเรือน ฝ่ายหงอจูสู่นั้นก็พาทหารรีบไปเมืองหงอ

ฝ่ายเจ้าเมืองอวดครั้นมาถึงเมืองก็มีความวิตกคิดว่าเราคบกับฮูไคไปตีเมืองหงอมิได้สมความคิด บัดนี้เจ้าเมืองหงอกับขุนนางทั้งปวงก็มาถึงเมืองหงอแล้ว เห็นจะมีความพยาบาทยกมาทำกับเมืองเราเป็นมั่นคง ก็จัดแจงทแกล้วทหารให้รักษาด่านทางทุกตำบล ขณะนั้นหงอจูสู่ก็มาถึงเมืองหงอพร้อมกันกับซุ่นบู๊จู๋ทัพเรือ จึงพากันเข้าไปคำนับเจ้าเมืองหงอ เจ้าเมืองหงอจึงว่าครั้งนี้ซุ่นบู๊จู๋มีความชอบเป็นอันมากเราจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ซุ่นบู๊จู๋นั้นพิเคราะห์เห็นว่าชะตาเมืองหงอนี้หายั่งยืนไม่ ถึงจะเป็นขุนนางก็ไม่ยืดยาวจึงแกล้งพูดบิดพลิ้วว่า ข้าพเจ้าเป็นชาวบ้านนอก จะทำราชการเป็นขุนนางนั้นเหลือสติปัญญา ข้าพเจ้าจะขอลาท่านไปทำมาหากินตามสบาย เจ้าเมืองหงอก็ซ้ำว่ากล่าวเป็นหลายครั้ง ซุ่นบู๊จู๋ก็มิได้รับ เจ้าเมืองหงอจึงจัดแจงเงินทองเสื้อผ้าบรรทุกเกวียนสองเล่มให้แก่ซุ่นบู๊จู๋เป็นรางวัล ซุ่นบู๊จู๋ก็รับของสองเล่มเกวียน แล้วก็ลาเจ้าเมืองหงอออกจากเมือง จึงเอาของในเกวียนนั้นแจกแก่คนยากคนจนไปตามทางจนสิ้นของ แล้วซุ่นบู๊จู๋ก็เที่ยวหลบหลีกไปอยู่ในป่าตามสบายมิให้ผู้ใดพบ เจ้าเมืองหงอจึงตั้งหงอจูสู่เป็นที่เสียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ให้เครื่องยศตามบรรดาศักดิ์ เจ้าเมืองหงอจึงว่า เรายกทัพไปครั้งนี้ออกประตูทิศใต้ จึงได้ชัยชนะแก่เมืองฌ้อโดยง่าย เราเห็นว่าประตูนี้มีคุณแก่เรานัก จึงให้ขุนนางทั้งปวงก่อประตูทิศใต้สูงขึ้นกว่าเก่า แล้วก็ตกแต่งให้งดงามขึ้นกว่าแต่ก่อน ให้จารึกชื่อประตูพอฌ้อหมุย แปลว่าประตูชนะเมืองฌ้อ อยู่มาวันหนึ่งเจ้าเมืองหงอวิตกว่าครั้งก่อนเจ้าเมืองอวดกับฮูไคก็มาทำร้ายเมืองเรา ครั้งนี้เราจะคิดป้องกันรักษาเขตแดนเราไว้ให้มั่นคง คิดแล้วจึงสั่งให้ขุนนางไปทำป้อมด่านไว้ต่อแดนเมืองอวดให้ชื่อว่าเจียวหมุยก๊วนแล้วจัดทหารที่มีฝีมืออยู่รักษาเป็นอันมาก ฝ่ายเจ้าเมืองอวดรู้ว่าเจ้าเมืองหงอให้มาตั้งป้อมรักษาเขตแดนทางบกดังนั้น ก็วิตกว่าเห็นเจ้าเมืองหงอจะยกทัพมาทางทะเล จึงสั่งให้ไตหูอวดเล้ไปก่อกำแพงตั้งเมืองที่ตำบลปากนํ้าเซกกั๋งให้ชื่อว่าเกาเหลงเป็นเมืองที่มั่น

ครั้งนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติได้สิบห้าปี ฝ่ายจือชายจือกีอยู่ ณ เมืองฌ้อ ครั้นกองทัพเมืองหงอกลับไปแล้วก็กะเกณฑ์กันให้ซ่อมแปลงค่ายคูประตูหอรบที่ปรักหักพังนั้นเสร็จแล้ว จึงให้ซินเปาสูคุมไพร่ลงสำเภาไปรับเจ้าเมืองฌ้อซึ่งไปอาศัยอยู่เมืองสุย ซินเปาสูมาถึงเมืองสุยจึงขึ้นไปแจ้งความแก่ฌ้อเจียวอ๋องว่า จือชายจือกีให้ข้าพเจ้ามารับท่าน ฌ้อเจียวอ๋องมีความยินดีนัก คิดถึงคุณเจ้าเมืองสุยว่าได้มาอาศัยอยู่จึงได้รอดชีวิต จึงให้เชิญเจ้าเมืองสุยมาบอกว่า บัดนี้เราจะลาท่านไปเมืองแล้ว ท่านจงค่อยอยู่จงดีเถิด ครั้งนี้ท่านมีคุณแก่เรา เรากับท่านก็จะรักกันไปจนสิ้นชีวิต ถึงเราจะอยู่เมืองเป็นสุขขึ้นสักเท่าไร ก็มิได้คิดทำร้ายเมืองสุยเลยเป็นอันขาด ถ้าและเราคิดมาทำร้ายแก่เมืองท่านก็ให้เราตายด้วยคมอาวุธต่างๆ เถิด

เจ้าเมืองสุยได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนัก จึงลุกขึ้นคำนับฌ้อเจียวอ๋องแล้วก็ไปจัดสิ่งของเสบียงอาหารลงไปส่งจนถึงท่า ฌ้อเจียวอ๋องก็ลาเจ้าเมืองสุยให้ถอยสำเภาออกจากท่า มาทางทะเลแลเห็นของสิ่งหนึ่งลอยอยู่ในนํ้าสีแดงกลมใหญ่เท่าถัง ไม่รู้จักว่าเป็นอะไร จึงให้คนสำปั้นถอยออกไปยกขึ้นมาบนสำเภา แล้วเรียกคนทั้งปวงมาดูถามว่าผู้ใดรู้จักของสิ่งนี้ชื่อไร บรรดาคนทั้งนั้นต่างคนต่างว่า แต่ข้าพเจ้าเกิดมาของอย่างนี้ยังไม่เคยเห็น ไม่รู้จักว่าชื่อไร ฌ้อเจียวอ๋องพินิจดูอยู่ช้านานก็ไม่เห็นเหตุประการใด จึงเอากระบี่ผ่าของนั้นออกมาเป็นสองซีกเห็นเนื้อในแดงดังผลแตงโมจึงเชือดออกชิมดูมีรสหวานหาที่สุดไม่ แล้วตัดออกแจกขุนนางกินคนละหน่วย แล้วก็แล่นมาสักครู่หนึ่งถึงตำบลอุนต๋อง จึงให้ทอดสมอหยุดอยู่แล้วบอกกับโตสินว่าที่ตำบลนี้เมื่อเราหนีมาพบโจรจะฆ่าเราเสียแล้วเอาทรัพย์สิ่งของเราสิ้น ที่นี่เป็นตำแหน่งโจรเคยสำนักทำร้ายคนไปมา ท่านจงพากันขึ้นไปบนบกก่อเป็นป้อมไว้สำหรับคนเดินทางไปมาจะได้อาศัย โตสินคำนับแล้วก็พากันไปทำตามฌ้อเจียวอ๋องสั่ง ครั้นทำแล้วให้จารึกไว้ว่าป้อมฌ้อเจียวอ๋องสร้าง

ฝ่ายจือชายจือกีรู้ว่าเจ้าเมืองฌ้อมาหยุดทำป้อมอยู่ ก็ชวนขุนนางทั้งปวงออกไปรับเป็นทางหกสิบเส้นเศษ พบเจ้าเมืองฌ้อเข้าก็ยินดีคำนับเล่าความให้ฟังทุกประการ แล้วเชิญฌ้อเจียวอ๋องขึ้นรถแห่เดินมาเมือง เจ้าเมืองฌ้อแลดูบ้านเมืองก็ปรักหักพังเห็นแต่กองกระดูกคนตายเกลื่อนกลาดไปทุกแห่ง ยิ่งคิดสงสารถึงญาติและขุนนางนักก็ร้องไห้ ครั้นรู้ว่ามารดายังรอดอยู่ในวังก็ตรงไปหา พบมารดาแล้วก็กราบคำนับต่างคนก็กอดกันเข้าร้องไห้จึงว่า เมืองเราไม่ควรจะเป็นถึงเพียงนี้เลย เพราะเป็นกรรมเผอิญให้บิดาเลี้ยงคนไม่สัตย์ซื่อจึงเกิดการศึกจนพากันล้มตาย แต่เอาศพที่ฝังอยู่ก็พลอยยับเยินเป็นที่อัปยศยิ่งนัก เมื่อไรเราจะคิดการแก้แค้นข้าศึกได้ นางเม่งหยงผู้มารดาฟังบุตรว่าดังนั้นจึงห้ามว่า เจ้าอย่าโศกเศร้าเสียใจเลย จงอุตส่าห์ทำนุบำรุงเลี้ยงทหารเราที่เหลืออยู่ให้ดีเถิด บ้านเมืองก็จะจำเริญเหมือนแต่ก่อน

ฌ้อเจียวอ๋องคำนับรับคำมารดาแล้วก็ลามาที่อยู่ รุ่งขึ้นจึงสั่งเจ้าพนักงานให้จัดสิ่งของเครื่องเซ่นเสร็จแล้ว ก็พาขุนนางทั้งปวงไปเซ่นศพบิดากับญาติและขุนนาง แล้วก็กลับมา ณ ที่ว่าราชการ จึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า บิดาเราได้ชุบเลี้ยงขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุขทั้งแผ่นดินมาช้านาน หงอจูสู่เป็นคนอกตัญญูมิได้รู้จักคุณ คิดทรยศจึงจลาจลแทบบ้านเมืองจะสูญ หากได้ท่านทั้งปวงมีใจสัตย์ซื่อช่วยคิดอ่านเอาเมืองไว้เราจึงได้กลับคืนมา ท่านมีคุณกับเราเป็นอันมาก แล้วก็ให้สิ่งของต่างๆ แก่นายทัพนายกองเมืองจิ๋นตามสมควร นายทัพนายกองเมืองจิ๋นก็ลาเลิกทัพไปเมือง

ฌ้อเจียวอ๋องจึงปรึกษาขุนนางตั้งผู้มีความชอบ ให้จือชายเป็นเลงอินขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน ตั้งจือกีเป็นโจอินปลัดพลเรือนฝ่ายขวา ให้ซินเปาสูเป็นอี้อินปลัดซ้ายพลเรือน ซินเปาสูจึงคิดว่าเราเป็นเพื่อนสนิทกับหงอจูสู่ หงอจูสู่ก็ได้บอกว่าจะทำร้ายเมืองฌ้อ เราก็มิได้ไปบอกความผู้ใดจนเมืองฌ้อเสีย แล้วเราก็ได้ไปเอากองทัพเมืองจิ๋นมาช่วยจึงได้เมืองฌ้อคืน บัดนี้จะมานิ่งรับเอาที่ขุนนางดังนี้ก็ไม่ควร จึงตอบเจ้าเมืองฌ้อว่า ซึ่งข้าพเจ้าคิดการได้กองทัพเมืองจิ๋นมาช่วยนั้นใช่จะเห็นแก่ยศฐาบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางหามิได้ ข้าพเจ้าทำดังนี้เพราะรักท่าน จะขอเป็นแต่ไพร่ทำกินอยู่ตามสบาย ฌ้อเจียวอ๋องก็ไม่ฟังว่ากล่าวอ้อนวอนเป็นหลายหน เห็นว่าซินเปาสูไม่ยอม จึงตั้งอ๋องซุนอิวเป็นแทน แต่ซิมจูเหลียง จงเกี้ยน ทรงมก โตสิน โตเฉา หนาเอี๋ยน หกคนซึ่งเป็นขุนนางเก่านั้น ให้เพิ่มเบี้ยหวัดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงให้หาโตหอยมาจะให้เบี้ยหวัด

จือชายจึงว่า เมื่อท่านหนีข้าศึกไปนั้น โตหอยคิดจะฆ่าท่าน เหตุใดท่านจะให้เบี้ยหวัดโตหอยเล่า ฌ้อเจียวอ๋องจึงว่า บิดาเราฆ่าบิดาโตหอยเสีย โตหอยฆ่าบิดาเรามิได้จึงจะฆ่าเราแทน เพราะเขามีกตัญญูต่อบิดาเขา โตหอยก็ทำร้ายเรามิได้โทษอะไรจะมีเล่า โตหอยเป็นคนกตัญญูต่อบิดา ท่านอย่าทัดทานเลย แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็ให้รางวัลโตหอยตั้งโตหอยเป็นที่ไตหู ขณะนั้นขุนนางฌ้อเจียวอ๋องว่า เพลานี้กำอินบี๋จะขอเข้ามาคำนับท่าน ฌ้อเจียวอ๋องจึงให้หากำอินบี๋เข้ามาแล้วว่า เมื่อครั้งเราหนีข้าศึกเดินไปพบท่านขี่เกวียน เราขอขึ้นเกวียนด้วยท่านไม่มีความเมตตา ขับเกวียนหนีเรา เรายังคิดแค้นจะฆ่าท่านเสียอีก บัดนี้ท่านจะมาหาเราต้องการอะไรเล่า

กำอินบี๋ได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ขณะเมื่อหนีข้าศึกนั้นท่านเรียกข้าพเจ้ามิได้มารับนั้น เพราะต่างคนต่างจะเอาตัวรอด ถึงกระนั้นท่านไปแห่งใดข้าพเจ้าก็ไปอยู่ด้วย ครั้นกลับมาเมืองข้าพเจ้าก็ตามมา แต่ลงเหียซึ่งท่านเลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ให้ถืออาชญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพ ทำการศึกเสียทหารเป็นอันมาก หนีท่านไปอยู่เมืองเตงแล้วฆ่าขุนนางซึ่งมีความชอบเสียเป็นหลายนาย ท่านก็ไม่มีความพยาบาทยังชุบเลี้ยงลูกหลานลงเหียให้เป็นขุนนางอยู่ในเมืองฌ้อเป็นหลายคน อันโทษข้าพเจ้าผิดแต่เท่านี้ ท่านคุมแค้นจะฆ่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มิเสียดายชีวิต ข้าพเจ้ากลัวแต่ชาวเมืองจะติเตียนว่าท่านถือความพยาบาท คนทั้งปวงก็จะเอาใจออกห่างไปเข้าด้วยข้าศึก ข้าพเจ้าคิดเสียดายเมืองฌ้อมากกว่าชีวิตข้าพเจ้าอีก เจ้าเมืองฌ้อคิดดูก็เห็นจริง แล้วถ้อยคำกำอินบี๋พูดจาหลักแหลมสัตย์ซื่อ จึงตั้งกำอินบี๋ให้เป็นไตหู ขุนนางแต่บรรดาอยู่ที่นั่นก็สรรเสริญฌ้อเจียวอ๋องว่าหามีความพยาบาทไม่

ฝ่ายซินเปาสูครั้นมาบ้านจึงคิดว่าเราก็ไม่รับเป็นที่ขุนนางแล้ว จะอยู่ที่นี่ต้องการอะไร ไปเที่ยวอยู่ป่าเถิด จึงบอกภรรยาว่าจะไปป่า ภรรยาจึงถามว่าท่านจะไปป่าต้องการอะไร ซินเปาสูบอกว่าวันนี้ฌ้อเจียวอ๋องจะตั้งเราเป็นไตหู เราคิดว่าตัวเรากับหงอจูสู่เป็นมิตรกันได้พูดความลับไว้แล้ว เรากลับคิดเอากองทัพเมืองจิ๋นมาช่วยเมืองฌ้อเล่า จะอยู่เป็นขุนนางนานไปเกลือกผู้ใดรู้ขึ้นก็จะได้ความผิดเป็นที่อับอาย แล้วหงอจูสู่รู้ก็จะขัดเคืองหาต้องการไม่ เราจึงไม่รับที่ขุนนาง เมื่อไม่เป็นขุนนางแล้วจะอยู่ที่นี่จะประโยชน์อะไร จำจะไปเที่ยวทำมาหากินในป่าตามสบายดีกว่า เจ้าจงจัดแจงเสบียงอาหารข้าวของให้พร้อมเถิด เราจะไปในวันนี้แล้ว ภรรยาได้ยินดังนั้นก็จนใจจะทัดทานด้วยเกรงผัว จึงจัดข้าวของกับบุตรไว้พร้อม เพลาคํ่าซินเปาสูก็พาภรรยากับบุตรลอบหนีจากบ้าน ไปเที่ยวทำมาหากินอยู่ตามชอกห้วยธารเขา มิให้ใครเห็นใครพบ

ฝ่ายนางฮูหยินซึ่งเป็นภรรยาใหญ่ฌ้อเจียวอ๋อง ครั้นรู้ว่าผัวมาเมืองแล้ว จะมาหาก็คิดละอายใจด้วยตัวทำผิด เมื่อเจ้าเมืองหงอมาตีเมืองฌ้อได้อยู่ภายหลังเจ้าเมืองหงอเอาเป็นเมีย จึงคิดว่าถ้าเราจะไปหาฌ้อเจียวอ๋องบัดนี้ เกลือกมีผู้ว่ากล่าวที่เราทำชั่วไว้ ฌ้อเจียวอ๋องรู้ก็จะทำโทษให้ได้ความอัปยศหาต้องการไม่ จะอยู่ไปไยให้คนเห็นหน้า จำเราจะฆ่าตัวตายเสียดีกว่าอย่าให้ต้องลำบากกาย คิดดังนั้นแล้วจึงปีนขึ้นขื่อตึก เอาแพรผูกขื่อเข้าให้มั่นแล้วผูกคอโดดลงมาตาย คนทั้งปวงก็รู้พูดกันอื้ออึงจนฌ้อเจียวอ๋องทราบก็มิได้ว่าประการใด นานมากิตติศัพท์นั้นก็เลื่องลือทุกหัวเมือง

ฝ่ายเกาเจียนครั้นหยุนเสียวผู้บิดาตายแล้วก็ได้เป็นเจ้าเมืองอวดแทนบิดา แจ้งว่าฮูหยินภรรยาใหญ่ฌ้อเจียวอ๋องตาย เกาเจียนคิดจะใคร่เอาฌ้อเจียวอ๋องเป็นที่พึ่ง จึงจัดแจงเครื่องบรรณาการตามสมควร สั่งให้ขุนนางผู้หนึ่งซึ่งมีอัชฌาสัยไปด้วย แล้วให้นางอวดกี๋บุตรีสาวแต่งตัวขึ้นเกวียนกับหญิงคนใช้มาด้วย ขุนนางนั้นก็ลาเจ้าเมืองอวดคุมเครื่องบรรณาการกับนางนั้นไป ครั้นถึงเมืองฌ้อจึงแจ้งความขุนนางซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน ขุนนางเมืองฌ้อรู้ความแล้วจึงให้หญิงเถ้าแก่นำเข้าไปแจ้งความข้างใน แล้วพาขุนนางเมืองอวดกับเครื่องบรรณาการเข้าไปคำนับฌ้อเจียวอ๋อง แจ้งความให้ทราบทุกประการ ฌ้อเจียวอ๋องได้แจ้งดังนั้นก็ยินดี จึงปราศรัยขุนนางเมืองอวดว่า เจ้าเมืองอวดมีน้ำใจรักเรา ให้บุตรกับเครื่องบรรณาการมานั้นเราขอบใจเจ้าเมืองอวดนัก จึงให้ขุนนางนำขุนนางเมืองอวดไปเลี้ยงโต๊ะตามธรรมเนียม แล้วก็ให้จัดแจงการอันเป็นมงคลพร้อมแล้ว ได้ฤกษ์ดีก็ตั้งนางอวดกี๋ขึ้นเป็นที่ภรรยาใหญ่สำหรับว่าการสิทธิ์ขาดข้างฝ่ายใน

วันหนึ่งฌ้อเจียวอ๋องปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า จะให้นางกุยกันมีเหย้าเรือน แต่ยังหาเจาะจงว่าจะให้เป็นภรรยาผู้ใดไม่ ฝ่ายนางกุยกันครั้นรู้ความว่าฌ้อเจียวอ๋องจะให้มีผัว ก็คิดวิตกว่าเมื่อเราหนีข้าศึกไปนั้น จงเกี๋ยนไปด้วยได้อุ้มเราครั้งหนึ่งได้ถูกต้องตัวเรา บัดนี้ฌ้อเจียวอ๋องจะให้เราไปเป็นเมียชายอื่นนั้นไม่สมควร เสียแรงเรารักษาตัวมาแต่น้อยจนใหญ่ จะต้องการอะไรให้ชายต้องตัวถึงสองคนเป็นที่อัปยศแก่หญิงทั้งปวง จำเราจะไปบอกฌ้อเจียวอ๋องให้รู้ คิดดังนั้นแล้วจึงไปคำนับฌ้อเจียวอ๋อง แล้วแจ้งความแต่ต้นให้ฟังทุกประการ ฌ้อเจียวอ๋องแจ้งความแล้วก็เห็นชอบ จึงสรรเสริญว่าเจ้าคิดนี้ควรแล้ว ก็ให้หาจงเกี๋ยนเข้าไปที่ข้างในว่า ท่านได้มีคุณกับน้องเราเมื่อหนีข้าศึก เราขอบใจท่านนัก ไม่มีอันใดจะแทนคุณให้สมควร เราจะยกนางกุยกันน้องเราให้เป็นภรรยาท่าน แล้วก็เรียกนางกุยกันมามอบให้ จึงตั้งจงเกี๋ยนให้เป็นที่สูเล็กไตหู จงเกี๋ยนมีความยินดีก็รับฌ้อเจียวอ๋องโดยคำนับ อยู่วันหนึ่งฌ้อเจียวอ๋องคิดถึงซุยซกโงผู้ตายได้มีคุณแล้วก็เป็นคนสัตย์ซื่อ ครั้งนี้ควรที่เราจะทำการแทนคุณซุยซกโง จึงสั่งให้ขุนนางไปก่อกุฏีสวมศพไว้ ณ ตำบลฮุนต๋งให้แต่งข้าวของไปเซ่นทุกเพลา

ฝ่ายจือชายซึ่งเป็นที่เลงอิน มาเที่ยวตรวจดูเห็นบ้านเมืองประตูหอรบและตำหนักน้อยใหญ่ ทั้งที่ข้างหน้าข้างในปรักหักพังเป็นหลายแห่ง จึงเข้ามาแจ้งความแก่ฌ้อเจียวอ๋องว่า ซึ่งท่านจะอยู่ในเมืองฌ้อนี้เห็นไม่สมควร ด้วยกองทัพเมืองหงอยกมาอยู่ทำให้ที่ยับเยินไปทุกแห่ง กับอันหนึ่งเมืองฌ้อนี้ทหารเมืองหงอก็รู้ท่าทางที่เข้าออกทุกตำบล เกลือกจะมีกองทัพลอบจู่มามิทันรู้ตัวก็จะเสียที ข้าพเจ้าจะหาที่ชัยภูมิสร้างใหม่ให้ท่านไปอยู่เป็นสุขจะได้สืบแซ่ตระกูลท่านต่อไป ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงตอบว่าซึ่งท่านคิดนั้นดีจงเร่งจัดแจงทำเถิด จือชายคำนับแล้วก็ออกมาเกณฑ์ขุนนางและไพร่ได้พร้อมแล้วก็พากันไป เห็นตำบลที่แห่งหนึ่งเป็นที่ชัยภูมิชอบกล ไกลกับเมืองฌ้อทางวันหนึ่ง จึงให้ไพร่แผ้วถางแล้วขุดคูก่อกำแพง ทำหอรบ และตำหนักน้อยใหญ่ที่ทั้งปวงเสร็จแล้ว จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงพร้อมกัน ให้ชื่อเมืองว่าเมืองสินแทง แล้วจือชายก็กลับมาบอกฌ้อเจียวอ๋อง ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงให้โหรหาฤกษ์ ได้ฤกษ์ดีแล้วก็พามารดาและญาติวงศ์ภรรยากับพรรคพวกทั้งปวงไปอยู่เมืองสินแทง จึงสั่งให้เจ้าพนักงานแต่งโต๊ะเป็นอันมาก ให้หาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมาเลี้ยงโต๊ะ ฌ้อเจียวอ๋องก็กินด้วย แล้วก็เล่นกระจับปี่สีซอเป็นการสมโภชให้สบายในเพลานั้น

ฝ่ายอิดจูเห็นฌ้อเจียวอ๋องกินโต๊ะและเสพสุรากับขุนนางแต่เช้าจนเย็นยังไม่เลิก คิดกลัวว่าฌ้อเจียวอ๋องจะเพลิดเพลินเล่นสนุกไปไม่ว่าราชการเหมือนฌ้อเพงอ๋องผู้บิดา ครั้นจะห้ามก็กลัว คิดอุบายทำเป็นถือขิมเข้าไปให้แล้วว่า ท่านจะฟังเพลงขิมหรือข้าพเจ้าจะดีดให้ฟัง ฌ้อเจียวอ๋องจึงว่าเราจะฟังท่านจงดีดเถิด อิดจูรับคำแล้วก็ดีดขิมเป็นหลายเพลง แล้วอิดจูก็ร้องขับตามเสียงขิมเป็นเรื่องราวตั้งแต่ฌ้อเพงอ๋องทำประการใดมาแต่หลังๆ จนหงอจูสู่เป๊กพีหนีไปพากองทัพเมืองหงอมาตีเมืองฌ้อ ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังขับเป็นเรื่องราวมาดังนั้นก็คิดสลดใจกลั้นนํ้าตามิได้ ฌ้อเจียวอ๋องก็ร้องไห้และสั่งให้เลิกเสียงและการเล่นทั้งปวงเสีย อิดจูเห็นดังนั้นก็ยินดีจึงคำนับลาฌ้อเจียวอ๋องถือขิมกลับไปบ้าน ตั้งแต่นั้นฌ้อเจียวอ๋องก็มิได้กำเริบในการเล่น ออกว่าราชการบ้านเมืองทุกวัน แล้วให้หัดปรือทแกล้วทหารให้ชำนาญในการอาวุธต่างๆ ที่ด่านใดตำบลใดผู้คนน้อยก็จัดแจงทหารไปอยู่รักษาให้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน กับส่วยสาอากรที่เคยเรียกอยู่นั้นก็ให้ลดเสียเอาแต่กึ่งหนึ่ง ด้วยฌ้อเจียวอ๋องมีความกรุณาแก่ราษฎรทั้งปวง แต่ฌ้อเจียวอ๋องทำการดังนี้มา ขุนนางและราษฎรชาวบ้านชาวเมืองทุกตำบลได้ความสุขสืบมา วันหนึ่งฌ้อเจียวอ๋องรู้ว่าซินเปาสูเอาก๋งจูเซ่งผู้เป็นหลานมาเลี้ยงไว้จึงให้หาก๋งจูเซ่งเข้ามาแล้วตั้งชื่อว่าแปะกงเสีย ให้เครื่องยศตามตำแหน่ง

ฝ่ายฮูไคผู้เป็นหลานเจ้าเมืองหงอนั้นหนีมาเมืองเตง ครั้นอยู่ไม่เป็นสุขก็กลับไปอาลัยเมืองซอง ครั้นรู้ว่าฌ้อเจียวอ๋องกลับมาเป็นเจ้าเมืองฌ้อแล้วเมืองฌ้อก็เป็นสุขกว่าแต่ก่อน จึงออกจากเมืองซองมาเมืองฌ้อ รู้ว่าฌ้อเจียวอ๋องละความพยาบาทไม่ทำร้ายแก่ผู้ใดก็ยินดีนัก พอฌ้อเจียวอ๋องออกว่าราชการได้ทีแล้วก็เข้าไปคำนับแจ้งความว่า ข้าพเจ้าชื่อฮูไคเป็นหลานเจ้าเมืองหงอ ไม่สมัครอยู่ด้วยเจ้าเมืองหงอ ไปอยู่ด้วยเมืองเตงเมืองซอง ครั้นรู้ว่าท่านเป็นสัจเป็นธรรมเลี้ยงขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ได้ความสุขดีนักข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์มา ด้วยหมายว่าจะทำราชการอยู่ด้วยกว่าจะสิ้นชีวิต

ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังแลดูหน้าก็จำได้ จึงว่าซึ่งท่านไม่อยู่ด้วยหงออ๋องจะสมัครมาอยู่กับเรานั้นก็ขอบใจแล้ว เราจะเลี้ยงท่านให้เป็นสุขอย่าวิตกเลย จึงตั้งฮูไคเป็นขุนนางชื่อตึงแข แล้วสั่งให้ขุนนางจัดแจงที่บ้านให้อยู่ตามสมควร วันหนึ่งฮูไคจึงว่ากับฌ้อเจียวอ๋องว่า เมื่อเจ้าเมืองหงอยกทัพมานั้น เจ้าเมืองถังเจ้าเมืองชัวเข้าด้วยเจ้าเมืองหงอมาทำร้ายแก่เมืองท่าน เมื่อกองทัพเมืองจิ๋นมาช่วยเมืองท่านนั้นกองทัพเมืองจิ๋นก็ได้ดีเมืองถังแล้ว แต่เมืองชัวนั้นยังหาได้ตีไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าจะขอคุมทหารอาสาท่านไปตีเมืองชัวไว้เป็นบำเหน็จมือและความชอบข้าพเจ้า ทั้งจะได้แก้แค้นที่ไปเข้าด้วยข้าศึก ฌ้อเจียวอ๋องจึงตอบว่า เมืองเราเสียแก่ข้าศึกพึ่งทำนุบำรุงกันขึ้นได้เพียงนี้ ยังหาควรที่จะแต่งกองทัพไปตีบ้านใดเมืองใดให้ยากแก่ทแกล้วทหารไม่ เราจะงดอยู่อีกสักสี่ปีห้าปีก่อนจึงจะคิดการศึก ฮูไคได้ยินฌ้อเจียวอ๋องว่าดังนั้นก็มิได้ตอบประการใด ตั้งแต่ฌ้อเจียวอ๋องได้เป็นเจ้าเมืองสิบปีก็เสียเมืองฌ้อแล้วกลับมาเป็นเจ้าเมืองฌ้อไปอีกได้สิบเอ็ดปี จึงสั่งให้ฮูไคจัดทหารยกไปตีเมืองตุนปลายแดนเมืองฌ้อ ซึ่งเป็นขบถไปเข้ากับเมืองจิ๋น ฮูไครับคำฌ้อเจียวอ๋องแล้วก็ลามาจัดทหารและเกวียนทั้งทัพหน้าทัพหลังเสร็จแล้วก็ยกไป ครั้นถึงเมืองตุนก็สั่งให้ทหารเข้าตีระดมยิงเกาทัณฑ์เป็นสามารถ

ฝ่ายจูจองเจ้าเมืองตุนเห็นกองทัพยกมาเป็นอันมากเหลือกำลังที่จะสู้รบ จึงให้ขุนนางคุมของเป็นเครื่องบรรณาการออกไปคำนับยอมเข้าด้วย ขุนนางคุมของมาถึงค่าย จึงให้นายประตูพาเข้าไปคำนับฮูไคแล้วแจ้งความตามเจ้าเมืองสั่ง ฮูไคแม่ทัพรู้ดังนั้นจึงให้ห้ามทหารมิให้ทหารทำร้าย ให้แต่ขุนนางนายทหารซึ่งมีฝีมือกำกับอยู่ ยกทัพไปตีเมืองหงออันอยู่ใกล้กันได้อีกเมืองหนึ่ง แล้วให้ขุนนางอยู่ทั้งสองเมือง ครั้นได้ชัยชนะเมืองทั้งสองแล้วก็กลับมาเมืองฌ้อ จึงเข้าไปบอกฌ้อเจียวอ๋องว่าข้าพเจ้ายกไปตีเมืองตุนเมืองหงอได้แล้ว ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังก็ยินดี จึงว่าท่านอุตส่าห์ไปตีเมืองทั้งสองอันคิดมิชอบได้ก็ขอบใจแล้ว ครั้นรุ่งขึ้นเป็นปีใหม่ฌ้อเจียวอ๋องออกว่าราชการ คิดถึงเมืองชัวซึ่งไปเข้ากับเมืองหงออันเป็นข้าศึก ครั้นจะนิ่งไว้ก็จะกำเริบ พาบ้านเมืองอื่นๆ กระทำการหยาบคายต่อไป จำจะให้กองทัพยกไปตีเสียให้ราบคาบ คิดดังนั้นแล้วจึงให้หาฮูไคเข้ามาแล้วสั่งว่า ท่านจงจัดแจงทหารยกไปตีเมืองชัวเสียให้ได้ครั้งนี้ ฮูไครับคำฌ้อเจียวอ๋องแล้วลามาจัดทหารม้าและเกวียนพร้อมทั้งทัพหน้าทัพหลังเสร็จแล้ว ครั้นได้ฤกษ์ดีให้ตีกลองใหญ่จุดประทัดเป็นสำคัญ ยกทัพออกจากเมืองฌ้อไป ครั้นถึงแดนเมืองชัวก็ตีด่านบุกรุกเข้าไปจนถึงเมือง ให้ทหารตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ แล้วให้ทหารร้องประกาศบอกเจ้าเมืองให้เร่งแต่งทหารออกมารบ

ฝ่ายเจียวเหงาเจ้าเมืองชัวเห็นกองทัพเมืองฌ้อยกมาเป็นอันมากล้อมเมืองไว้แล้วร้องว่ามาดังนั้น จึงคิดว่าถ้าเราจะออกต่อสู้ก็เห็นไม่ได้ชัยชนะจะพากันตายเสียเปล่า จึงให้ขุนนางคุมสิ่งของเป็นเครื่องคำนับออกไปพูดจายอมเข้าด้วย ขุนนางที่คุมของออกมานั้นจึงไปที่ค่ายแม่ทัพ ให้ทหารนายประตูค่ายเข้าไปแจ้งความกับแม่ทัพ ฮูไคครั้นรู้ดังนั้นก็ให้หาขุนนางนั้นเข้ามา ขุนนางเมืองชัวครั้นเข้าไปถึงฮูไคแล้วคุกเข่ากราบคำนับแจ้งความว่า บัดนี้เจียวเหงาเจ้าเมืองชัวให้ข้าพเจ้าคุมเครื่องบรรณาการมาคำนับท่าน จะขอยอมเป็นเมืองขึ้นเข้าด้วยท่าน ท่านจงได้กรุณาอย่าให้ทหารเข้าตีบ้านเมืองและราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนเลย ฮูไคได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงตอบว่า ซึ่งเจ้าเมืองชัวไม่สู้รบเรายอมเข้าด้วยก็ดีแล้ว ท่านจงกลับไปบอกเจียวเหงาว่าถ้าเกรงกลัวเราจริงแล้วก็ให้เร่งทิ้งเมืองเสียไปอยู่ที่อื่น เราจะตั้งเจ้าเมืองใหม่ แม้นเจ้าเมืองชัวทำได้ดังนี้ เราจึงจะเชื่อฟังมิให้ทหารบุกรุกเข้าตีเอาเมือง แม้นดื้อดึงอยู่เราก็จะให้จับตัวเจ้าเมืองชัวฆ่าเสียให้จงได้

ขุนนางเมืองชัวได้ฟังฮูไคสั่งดังนั้น ก็คำนับลามาถึงเมืองแล้วจึงแจ้งแก่เจ้าเมืองทุกประการ เจียวเหงารู้ดังนั้นไม่รู้ที่จะทำประการใดจะนิ่งอยู่ก็กลัวตาย จึงสั่งสมัครพรรคพวกของตัวให้จัดเกวียนขนของบรรทุกเสร็จแล้วก็พาบุตรภรรยาออกจากเมืองชัวไปอยู่ตำบลบ้านกังลี ฮูไครู้ว่าเจ้าเมืองชัวทิ้งเมืองเสียแล้ว จึงตั้งขุนนางเมืองฌ้อที่มีฝีมือกล้าแข็งคุมทหารอยู่เป็นเจ้าเมือง แล้วก็ให้เลิกกองทัพกลับมาเมืองฌ้อ จึงเข้าไปคำนับฌ้อเจียวอ๋องแจ้งความให้ทราบทุกประการ

ฌ้อเจียวอ๋องรู้ว่าตีเมืองชัวได้ก็ยินดีจึงว่า อันขุนนางในเมืองเราทุกวันนี้ ที่จะหาผู้ใดเสมอปัญญาและฝีมือท่านนั้นยากนัก แต่นี้ไปบ้านเมืองเราก็จะอยู่เย็นเป็นสุข หัวเมืองทั้งปวงจะหาดูหมิ่นมากระทำยํ่ายีเหมือนแต่ก่อนไม่ แล้วฌ้อเจียวอ๋องจึงคิดขึ้นถึงเมื่อแล่นสำเภามากลางทะเลพบของประหลาดที่ลอยนํ้าอยู่มิได้รู้จักชื่อกินโอชารส จะใคร่รู้ว่าของนั้นชื่อไร จึงให้ขุนนางที่มีสติปัญญาไปหาของจูซึ่งเป็นอาจารย์อยู่ในเมืองฬ่อให้ถามว่าเราแล่นสำเภามาพบของสิ่งหนึ่งลอยอยู่ในนํ้า มีสัณฐานกลมสีแดง ผ่าออกเนื้อในดังผลแตงโม กินมีรสหามีที่จะอุปมาไม่ ของจูยังได้รู้เห็นว่าของสิ่งนั้นชื่อใด เป็นไฉนจึ่งลอยอยู่กลางทะเล

ขุนนางรับคำแล้วก็ลาไปถึงที่ของจูอยู่ จึงเข้าไปคำนับของจูแล้วแจ้งความตามคำฌ้อเจียวอ๋อง ของจูรู้ว่าฌ้อเจียวอ๋องให้มาถามดังนั้นจึงบอกว่า อันของซึ่งฌ้อเจียวอ๋องได้พบที่กลางทะเลนั้น ในตำราเรียกว่าผลภูสิทธิ์ เกิดขึ้นในนํ้า ไม่มีรากเหมือนไม้ทั้งปวง ถึงกำหนดพันปีจึงจะโตขึ้นเท่าถังนํ้า ต่อผู้ใดมีบุญจึงได้พบได้กินของอย่างนี้ ซึ่งฌ้อเจียวอ๋องได้ของวิเศษและได้กินนั้น ก็เป็นการมงคลหาผู้ใดจะเสมอไม่ ขุนนางได้ฟังของจูบอกความดังนั้นก็คำนับลากลับมาเมืองฌ้อ จึงเข้าไปแจ้งความฌ้อเจียวอ๋องให้ทราบทุกประการ ฌ้อเจียวอ๋องแจ้งเหตุดังนั้นก็มีความชื่นบานนัก จึงให้หาช่างเขียนมาสั่งให้ไปเขียนรูปภูสิทธิ์ไว้ที่หน้าลำสำเภาที่ขี่มา บรรดานายสำเภาทั้งปวงรู้ว่าฌ้อเจียวอ๋องได้ของวิเศษให้เขียนไว้ ต่างคนก็เขียนรูปของวิเศษนั้นไว้ที่หน้าลำสำเภาสืบๆ กันมา

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ