๒๐

ฝ่ายก๋งจูเก๋งตงซึ่งเป็นบุตรภรรยาน้อยกองซุนคุดผู้ตายนั้น ครั้นก๋งจูเจียบได้สมบัติแล้วก็หาอยู่เมืองเตงไม่ หนีไปอยู่กับเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋จึงตั้งก๋งจูเก๋งตงเป็นกังเจีย ขุนนางตำแหน่งทหาร ฝ่ายนางบุนเกียงมารดาเขงหูป่วย เจ้าเมืองฬ่อให้หมอประกอบยาให้กินหลายขนานโรคนั้นก็ไม่บรรเทากลับทรุดหนักลง นางบุนเกียงจึงเรียกเขงหูเข้าไปสั่งว่า ถ้ามารดาตายแล้วเจ้าอย่าเพิ่งทำการฝังศพมารดาเลย จงไปขอนางเกียงสีผู้บุตรเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋มาตั้งเป็นฮูหยินภรรยาใหญ่ไว้ก่อน จึงค่อยแต่งการฝังศพมารดาต่อทีหลัง พอนางสั่งสิ้นคำก็ขาดใจตาย เขงหูก็ร้องไห้รักมารดา จึงเอาศพใส่หีบไว้ในที่อันสมควรแล้วปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เราจะใช้ผู้ใดไปขอนางเกียงสีบุตรเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ไตหูจออวยจึงห้ามว่า ท่านยังหาได้ทำการฝังศพมารดาไม่ จึงจะให้ไปขอลูกสาวเจ้าเมืองเจ๋นั้นผิดธรรมเนียมแต่ก่อน

เขงหูจึงว่า เมื่อมารดาเราจะตายสั่งไว้ให้ไปขอนางเกียงสีบุตรเจ้าเมืองเจ๋มาเป็นฮูหยินก่อนจึงให้ฝังศพต่อทีหลัง จออวยได้ฟังก็ไม่ตอบ เขงหูจึงให้ไตหูโกฮีเอาสิ่งของไปขอนางเกียงสีบุตรเจ้าเมืองเจ๋ ไตหูโกฮีไปถึงเมืองเจ๋จึงเอาของเข้าไปคำนับเจ๋ฮวนก๋ง แล้วแจ้งความตามซึ่งเขงหูเจ้าเมืองฬ่อสั่งให้เจ๋ฮวนก๋งฟังทุกประการ เจ๋ฮวนก๋งก็ยอมยกให้ ไตหูโกฮีจึงคำนับลากลับมาถึงเมืองฬ่อแล้ว เข้าไปแจ้งความแก่เขงหู เขงหูแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี ครั้นถึงวันฤกษ์ดีจึงให้แต่งเกวียนไปรับนางเกียงสีมาตั้งเป็นที่ฮูหยินภรรยาใหญ่ แล้วก็จัดแจงการฝังศพนางบุนเกียงผู้มารดาตามธรรมเนียม ครั้งนั้นพระเจ้าจิวอุยอ๋องเสวยราชสมบัติได้เจ็ดปี

อยู่มาวันหนึ่งเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋คิดจะไปปราบปรามก๋งจูเจียบเจ้าเมืองเตงให้อยู่ในอำนาจ จึงตระเตรียมทหารยกออกจากเมืองเดินทัพไปถึงชานเมืองเตง ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน ฝ่ายก๋งจูเจียบเจ้าเมืองเตงแจ้งเหตุดังนั้นก็ตกใจกลัว จึงจัดสิ่งของและเครื่องบรรณาการให้คนใช้เอาออกไปอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นเจ๋ฮวนก๋ง คนใช้คำนับลาคุมสิ่งของออกไปถึงค่ายจึงเข้าหาขุนนางผู้ใหญ่ ขุนนางผู้ใหญ่ก็พาคนใช้เอาเครื่องบรรณาการเข้าไปคำนับขอโทษยอมเป็นเมืองขึ้นกับเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็ยกโทษให้แล้วก็เลิกทัพกลับไปเมือง ตั้งแต่นั้นมาเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋นั้นก็มีเกียรติยศและสง่าปรากฏไปทั้งสี่ทิศ หัวเมืองทั้งปวงก็คำนับยำเกรงขึ้นกับเมืองเจ๋เป็นอันมาก

ฝ่ายพระเจ้าจิวอุยอ๋องเสวยราชย์อยู่ในเมืองตังจิวได้สิบปี วันหนึ่งเสด็จออกขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเฝ้าพร้อมตามตำแหน่ง มีผู้เข้าไปกราบทูลว่าฮุยก๋งเจ้าเมืองโอยนั้นตายแล้ว บัดนี้ก๋งจูเฉียผู้บุตรครองเมืองแทนชื่ออีก๋ง อีก๋งนั้นแข็งเมืองอยู่หาไปขึ้นกับเมืองเจ๋ไม่ พระเจ้าจิวอุยอ๋องได้ทรงฟังดังนั้นก็เคืองพระทัย จึงตรัสใช้เตียนเป๊กเลียวให้ถือหนังสือรับสั่งไปบอกเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ให้ยกทัพไปปราบก๋งจูเฉียเจ้าเมืองโอย เจ๋ฮวนก๋งครั้นแจ้งรับสั่งก็เกณฑ์กองทัพยกออกไปตามระยะทางไปถึงชานเมืองโอย ก็รับสั่งทหารให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ให้มั่นคง

ก๋งจูเฉียเจ้าเมืองรู้ว่าข้าศึกมาล้อมเมืองไว้ ก็จัดทหารยกออกไปถึงหน้าค่าย เจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งเห็นก๋งจูเฉียออกมาก็ขับทหารทั้งปวงให้เข้าโจมตีทัพก๋งจูเฉียเป็นสามารถ ก๋งจูเฉียกับทหารต้านทานฝีมือข้าศึกมิได้ก็แตกทัพกระจัดกระจายไป ทหารเมืองเจ๋ได้ทีก็ตามตีชํ้าเติมทหารเมืองโอยไปถึงประตูเมือง เจ๋ฮวนก๋งจึงสั่งทหารให้ร้องประกาศเข้าไปในเมืองว่า ถ้าก๋งจูเฉียรักตัวกลัวตายจงเอาเครื่องบรรณาการออกมายอมเป็นเมืองขึ้นกับเรา แม้นไม่ออกมาคำนับขอโทษเรา เราจะทำลายกำแพงเมืองเข้าไปจับเอาตัวกับบุตรภรรยามาประหารชีวิตเสียให้สิ้น ทหารทั้งปวงก็ร้องประกาศเข้าไปตามคำสั่ง ก๋งจูเฉียได้ฟังก็ยิ่งสะดุ้งตกใจนัก จึงจัดสิ่งของทองเงินบรรทุกเต็มเกวียนห้าเล่ม แล้วให้ก๋งจูไคหองบุตรผู้ใหญ่คุมเกวียนซึ่งบรรทุกสิ่งของห้าเล่มออกไปขอโทษตัวยอมเป็นเมืองขึ้น เจ๋ฮวนก๋งก็ยกโทษให้แล้วเลิกทัพกลับไปเมือง

ก๋งจูไคหองเห็นเจ๋ฮวนก๋งมีสติปัญญา ทั้งนํ้าใจก็กว้างขวางโอบอ้อมแก่หัวเมืองทั้งปวงโดยแท้ พอจะเป็นที่พึ่งของตัวได้ ก็หนีบิดาตามไปอยู่ด้วยเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋จึงถามก๋งจูไคหองว่า เจ้าสิเป็นบุตรผู้ใหญ่ของก๋งจูเฉียเจ้าเมืองโอย เหตุไฉนไม่อยู่ครอบครองสมบัติของบิดาเล่า ก๋งจูไคหองคำนับแล้วตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นท่านมีสติปัญญากตัญญูต่อแผ่นดินโดยสุจริต จึงอุตส่าห์สวามิภักดิ์มาพึ่งบารมีอยู่ด้วย หวังจะได้รู้ขนบราชการและอย่างธรรมเนียมสืบไป ข้าพเจ้าจึงไม่อาลัยถึงสมบัติบ้านเมืองของบิดา เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็ยินดีจึงตั้งก๋งจูไคหองเป็นไตหูตำแหน่งขุนนาง ให้เครื่องยศพร้อมทุกสิ่ง ก๋งจูไคหองก็ดีใจจึงแจ้งความแก่เจ๋ฮวนก๋งว่า บิดาข้าพเจ้ามีบุตรหญิงคนหนึ่งชื่อนางอวยกี นายอวยกีนั้นประกอบด้วยจริตกิริยา รูปทรงก็งามนัก แม้นท่านได้นางอวยกีมาไว้ในเมืองนี้เห็นจะมีสง่าราศีเป็นอันมาก

เจ๋ฮวนก๋งแจ้งดังนั้นจึงให้คนใช้เอาเครื่องบรรณาการไปขอนางอวยกีบุตรก๋งจูเฉียเจ้าเมืองโอย คนใช้ก็คำนับลาไปถึงเมืองโอยจึงเอาเครื่องบรรณาการให้ก๋งจูเฉียแล้วบอกว่า บัดนี้เจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋สมัครเป็นมิตรกับท่าน จึงให้ข้าพเจ้ามาคำนับว่ากล่าวขอนางอวยกี หัวเมืองทั้งสองจะได้เป็นทางไมตรีต่อไป ก๋งจูเฉียก็มิได้ขัดขวาง จึงจัดแจงแต่งตัวนางอวยกีตามยศอย่างบุตรเจ้าเมือง แล้วให้ขุนนางผู้ใหญ่กำกับนางอวยกีไปส่ง ณ เมืองเจ๋ คนใช้เจ้าเมืองเจ๋กับขุนนางทั้งสี่ก็คำนับลาพานางอวยกีไปให้เจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋มีความยินดีนัก ขุนนางทั้งสี่ก็ลากลับไป ครั้นเจ๋ฮวนก๋งได้นางอวยกีมาไว้เป็นภรรยาก็มีความกรุณารักใคร่เป็นอันมาก

ฝ่ายก๋งจูเซงซึ่งเป็นจิ้นบูก๋งเจ้าเมืองจิ้นนั้น มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อก๋งจูงุยจู ก๋งจูงุยจูคนนี้เป็นที่รักของจิ้นบูก๋งผู้บิดา อยู่มาวันหนึ่งก๋งจูเซงไปขอนางฮูกีบุตรเจ้าเมืองไตหยง กับลูกสาวเจ้าเมืองเสียหยงมาให้เป็นภรรยา ก๋งจูงุยจูอยู่กับนางทั้งสองมีบุตรชายคนละคน บุตรนางฮูกีนั้นชื่อก๋งจูต๋งนี บุตรนางที่เป็นลูกสาวเจ้าเมืองเสียหยงชื่อก๋งจูอีฮู ครั้นอยู่มาก๋งจูเซงได้นางเจ๋เกียงหลานสาวเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋เป็นภรรยา และนางเจ๋เกียงนั้นอายุได้สิบหกปีมีจริตกิริยารูปทรงนั้นงามนัก ก๋งจูงุยจูเห็นนางเจ๋เกียงเมียบิดารูปร่างดีก็พอใจ จึงลอบรักใคร่กับนางเจ๋เกียงจนนางมีครรภ์ขึ้นมา ขณะเมื่อก๋งจูงุยจูกับนางเจ๋เกียงเป็นชู้กันนั้น ก๋งจูเซงผู้บิดาครองสมบัติได้สามสิบเก้าปี ป่วยเป็นโรคชราอยู่ประมาณครึ่งเดือน ก๋งจูเซงก็ถึงแก่กรรม ก๋งจูงุยจูจึงแต่งการฝังศพก๋งจูเซงตามตำแหน่งเจ้าเมืองแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็ยกก๋งจูงุยจูขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน ชื่อจิ้นเฮียนก๋ง จิ้นเฮียนก๋งมีขุนนางผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษาและราชการทั้งปวงสิทธิ์ขาดอยู่สองคน ชื่อเลียงฮูคนหนึ่ง ตังกวยอูคนหนึ่ง จิ้นเฮียนก๋งจึงตั้งนางเจ๋เกียงภรรยาของบิดาเป็นฮูหยิน นางเจ๋เกียงเป็นฮูหยินอยู่ได้สองเดือน นางเจ๋เกียงก็คลอดบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อก๋งจูซีนเซง ก๋งจูซีนเซงนั้นเป็นที่รักใคร่ของจิ้นเฮียนก๋ง จิ้นเฮียนก๋งจึงตั้งก๋งจูซีนเซงเป็นที่ซีจูสำหรับจะได้ครองสมบัติสืบแซ่แทนตัวต่อไป แล้วให้ไตหูงวนกวนไต้หลีซกขุนนางสองคนเป็นพี่เลี้ยงดูและว่ากล่าวข้อผิดและชอบ

ครั้นอยู่มานางเจ๋เกียงมารดาก๋งจูซีนเซงมีบุตรหญิงอีกคนหนึ่ง นางก็ป่วยเป็นโรคปัจจุบันตาย จิ้นเฮียนก๋งจึงทำการฝังศพนางเจ๋เกียงเสร็จแล้ว ตั้งนางแกกุ๋นบุตรเจ้าเมืองเกียเป็นฮูหยินภรรยาใหญ่ อยู่ด้วยกันมาช้านานไม่มีลูก จิ้นเฮียนก๋งจึงมอบนางเป๊กกีลูกนางเจ๋เกียงผู้ตายให้นางแกกุ๋นเลี้ยงไว้เป็นบุตร จิ้นเฮียนก๋งนั้นได้ครองเมืองมาสิบห้าปี ก็คิดจะไปตีเมืองกีหยงให้อยู่ในอำนาจ จึงจัดแจงทแกล้วทหารยกออกมาจากเมืองเดินทัพไปถึงชานเมืองกีหยงแล้วสั่งให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน

เจ้าเมืองกีหยงรู้เหตุดังนั้นก็ตกใจกลัว จึงแต่งลูกสาวสองคนผู้พี่ชื่อนางเลกีน้องชื่อเสียวกี แล้วก็พาออกไปถึงค่ายจิ้นเฮียนก๋ง จิ้นเฮียนก๋งเห็นรูปร่างนางทั้งคู่เสงี่ยมงามน่ารัก ก็ยินดียกโทษให้เจ้าเมืองกีหยง แล้วพานางเลกี นางเสียวกีขึ้นขี่เกวียน เลิกทัพกลับไปเมืองจิ้น จึงเลี้ยงนางเลกี นางเสียวกีพี่น้องเป็นภรรยา และนางเลกีนั้นรูปงามเหมือนนางอุยสีเมียเซ็กเฮาเจ้าเมืองเซ็ก มีมารยามากเหมือนขันกีผู้เป็นมเหสีพระเจ้าติวอ๋อง จิ้นเฮียนก๋งก็มีความกรุณานัก นางเลกีมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อก๋งจูฮีเจ๋ อยู่มานางเสียวกีน้องสาวมีบุตรชายคนหนึ่งชื่อก๋งจูโต๊ะจู ตั้งแต่นั้นจิ้นเฮียนก๋งก็หลงรักนางเลกีกับนางเสียวก็เป็นอันมาก จึงทำให้ชิงชังนางแกกุ๋นผู้เป็นฮูหยินคิดจะถอดเสียจากที่จะตั้งนางเลกีเป็นฮูหยินภรรยาใหญ่ จึงให้หากวยกี๋ผู้เป็นโหรเข้ามาดูดวงชะตานางเลกีจะสมเป็นที่ฮูหยินหรือหาไม่ กวยกี๋ก็พิเคราะห์ดูดวงชะตาและราศีตามตำรับที่ได้เล่าเรียนไว้ ครั้นแจ้งแล้วจึงคำนับบอกว่า วาสนานางเลกีนี้ไม่ควรจะเป็นฮูหยิน แม้นท่านยกนางเลกีขึ้นเป็นฮูหยินภรรยาใหญ่แล้ว บ้านเมืองท่านจะเกิดอันตรายเป็นมั่นคง

จิ้นเฮียนก๋งได้ฟังดังนั้นก็ไม่เชื่อฟังคำกวยกี๋ว่า จึงให้ซือเซาโหรพิเคราะห์ดูชะตานางเลกีใหม่ ซือเซาก็พิจารณาคูณหารดูลักษณะนางเลกีตามตำราโหรแล้วจึงทายเหมือนคำกวยกี๋ว่าทุกประการ จิ้นเฮียนก๋งก็หาเชื่อคำโหรทั้งสองไม่ เพราะหลงรักนางเลกีเป็นกำลังจึงกลับเข้าไปในที่ข้างใน ถอดนางแกกุ๋นเสียจากที่ฮูหยิน ตั้งนางเลกีเป็นฮูหยินภรรยาใหญ่ สารพัดการข้างในก็มีสิทธิ์ขาดอยู่กับนางเลกีผู้เดียว อยู่มาวันหนึ่งจิ้นเฮียนก๋งจึงปรึกษานางเลกีว่า เราคิดจะถอดก๋งจูซีนเซงเสียจากที่ซีจู จะตั้งก๋งจูฮีเจ๋บุตรเจ้าเป็นที่ซีจูแทน เจ้าจะเห็นประการใด

นางเลกีนั้นคิดจะใคร่ให้ก๋งจูฮีเจ๋บุตรของตัวเป็นซีจูอยู่มิได้เว้นวัน แต่แกล้งทำกลมารยาหมายจะให้จิ้นเฮียนก๋งเห็นว่าซื่อสัตย์จริง จึงคำนับตอบว่า ซึ่งท่านกรุณาจะตั้งบุตรข้าพเจ้าเป็นที่ซีจูครั้งนี้บุญคุณนั้นหาที่สุดมิได้ แต่ก๋งจูซีนเซงเป็นที่ซีจูนี้ก็ไม่มีข้อผิดสิ่งใด ท่านจะถอดก๋งจูซีนเซงเสียจากที่แล้ว จะตั้งบุตรข้าพเจ้าเป็นที่ซีจูนั้นไม่ควร ข้อหนึ่งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงจะติเตียนนินทาว่าท่านไม่ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม ถ้าจะขืนยกบุตรข้าพเจ้าขึ้นเป็นซีจูให้จงได้ ท่านจงประหารชีวิตข้าพเจ้าเสียก่อนจึงตั้งก๋งจูฮีเจ๋เป็นที่ซีจูเถิด จิ้นเฮียนก๋งครั้นได้ฟังสำคัญว่านางเลกีพูดจาโดยสุจริตก็ยิ่งมีความรักหนักขึ้นกว่าเก่า

จิ้นเฮียนก๋งมีคนสนิทคนหนึ่งชื่ออีวสี รูปร่างก็งามทั้งสติปัญญาแยบคายมาก เป็นที่วางใจจิ้นเฮียนก๋ง จิ้นเฮียนก๋งโปรดให้อภัยแก่อีวสี อีวสีเข้าวังออกวังผิดเวลาได้ไม่มีใครห้าม วันหนึ่งอีวสีเข้าไปในวัง นางเลกีเห็นก็คิดรัก จึงทำชายตาให้สบตาอีวสีแล้ว แกล้งกล่าวเลียบเคียงเป็นคำนัยต่างๆ อีวสีรู้มารยาก็ลอบรักใคร่ไปมาหากันมิให้จิ้นเฮียนก๋งรู้ ครั้นอยู่มานางเลกีคิดจะเอาสิ่งของเงินทองไปให้สินบนเลียงฮูกับตังกวยอู จะให้ขุนนางสองคนช่วยว่ากล่าวจิ้นเฮียนก๋งให้ใช้ก๋งจูซีนเซงไปเสียจากเมือง จะได้คิดอ่านแก้ไขให้ก๋งจูฮีเจ๋บุตรของตัวเป็นที่ซีจู

ขณะเมื่อนางเลกีตรึกตรองนั้น พออีวสีเข้าไปหานางเลกี นางเลกีจึงกระซิบสั่งเป็นความลับ แล้วก็เอาเงินทองของคำนับให้อีวสี อีวสีก็คุมสิ่งของทั้งปวงไปแบ่งให้เลียงฮู แล้วแจ้งความซึ่งฮูหยินเลกีสั่งมาให้ฟังทุกประการ เลียงฮูรับธุระแล้วว่า การอย่างนี้เราจำจะให้ตังกวยอูรู้ด้วยจะได้ช่วยกันคัดง้างตามสติปัญญา อีวสีจึงบอกว่า นางเลกีก็สั่งให้ข้าพเจ้าเอาสิ่งของไปหาตังกวยอูด้วย เลียงฮูครั้นได้ฟังจึงพาอีวสีไปถึงบ้านตังกวยอู อีวสีเอาเงินทองของกำนัลให้ตังกวยอูแล้วบอกความซึ่งนางเลกีสั่งให้ฟังทุกสิ่ง ตังกวยอูก็รับว่าอย่าวิตกเลย อีวสีจึงลากลับไป

เลียงฮูกับตังกวยอูก็ปรึกษากัน ซึ่งจะว่ากล่าวจิ้นเฮียนก๋งให้ใช้ก๋งจูซีนเซงผู้เป็นซีจูให้ไปเสียจากเมือง ทั้งสองเห็นอุบายประการหนึ่งจึงพากันเข้าไปแจ้งความแก่จิ้นเฮียนก๋งว่า เมืองซกอัก ที่ตำบลภู ตำบลคุดนั้นเป็นด่านศึกสำคัญอยู่ บัดนี้ไม่มีตัวนายไปตั้งรักษาไว้ ถ้าข้าศึกยกมาจะเข้าถึงชานเมืองเราได้โดยง่าย ขอให้ก๋งจูซีนเซงกับก๋งจูต๋งนี ก๋งจูอีฮู ซึ่งเป็นบุตรท่านไปตั้งรักษาเมืองหน้าด่านทั้งสามตำบลไว้เมืองเราจึงจะเป็นสุขสบาย จิ้นเฮียนก๋งก็เห็นด้วย จึงให้ก๋งจูซีนเซงกับไทฮู ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงยกไปตั้งอยู่ ณ เมืองซกอัก ให้ก๋งจูต๋งนีกับเฮามัวไปอยู่รักษาที่ตำบลภู ให้ก๋งจูอีฮูกับลีอีเซงอยู่ตำบลคุด ก๋งจูซีนเซงกับไทฮู ก๋งจูต๋งนีกับเฮามัว ก๋งจูอีฮูกับลีอีเซงขุนนางต่างคำนับลายกทหารแยกทางกันไปตั้งรักษาเมืองด่านทั้งสามตำบลตามคำสั่ง เลียงฮูกับตังกวยอูจึงให้คนใช้ไปบอกความกับนางเลกี นางเลกีแจ้งดังนั้นก็ยินดี

อยู่วันหนึ่ง นางเลกีคิดจะให้ก๋งจูซีนเซงแยกไปทำศึกหัวเมืองจะคอยจับผิด จึงแสร้งทำอุบายว่ากับจิ้นเฮียนก๋งว่า ครั้งนี้เมืองเราก็มีความผาสุกเป็นปกติ แต่เมืองเต๊กเมืองอุยนั้น ไม่เอาเครื่องบรรณาการมาขึ้นกับท่าน แม้นนานไปมื้อหน้าเห็นจะคิดมาทำการศึกแก่เมืองเราเป็นมั่นคง ขอท่านจงมีหนังสือไปถึงก๋งจูซีนเซงให้ยกไปปราบปรามหัวเมืองทั้งสองเสีย จิ้นเฮียนก๋งก็เห็นจริงด้วย จึงให้ม้าเร็วถือหนังสือไปให้ก๋งจูซีนเซง ณ เมืองซกอัก ม้าเร็วก็คำนับลารีบถือหนังสือไปให้ก๋งจูซีนเซง ก๋งจูซีนเซงแจ้งในหนังสือแล้ว จึงให้ไตหูเตียวซกกับปิดบวนขุนนางนายทหารทั้งสองเกณฑ์กองทัพยกไปตีเมืองเต๊ก เจ้าเมืองเต๊กกับทหารทั้งปวงสู้รบมิได้ตีแตกหนีไป ก๋งจูซีนเซงจึงขับทหารเข้าในเมืองเต๊กให้ไตหูเตียวซกอยู่รักษาเมืองเต๊ก แล้วยกทัพไปตีเมืองอุย เจ้าเมืองอุยจึงยกทหารออกรบกับก๋งจูซีนเซงเป็นสามารถ ทหารก๋งจูซีนเซงฆ่าฟันทหารเมืองอุยเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก เจ้าเมืองอุยต้านทานฝีมือมิได้ก็แตกทัพหนีไป ก๋งจูซีนเซงจึงยกเข้าในเมืองอุย มอบเมืองอุยให้ปิดบวนนายทหารตั้งอยู่รักษา แล้วเลิกทัพกลับไปเมืองซกอักจึงแต่งหนังสือบอกไปถึงจิ้นเฮียนก๋งผู้บิดา จิ้นเฮียนก๋งแจ้งในหนังสือดังนั้นก็มีความยินดีจึงเข้าไปบอกแก่นางเลกี นางเลกีก็แกล้งทำเป็นยินดี แต่ใจนั้นโกรธแค้นคิดพยาบาทก๋งจูซีนเซงมากขึ้นกว่าเก่า ครั้งนั้นพระเจ้าจิวอิวอ๋องเสวยราชสมบัติได้สิบสองปี

ฝ่ายฮีมฮีบุตรฌ้อบุนอ๋อง ตั้งแต่ครองสมบัติอยู่ในเมืองฌ้อคิดระแวงฮีมฮุนน้องชายว่ามีสติปัญญาเกรงจะชิงเอาสมบัติก็คอยหาผิดฮีมฮุนอยู่มิได้ขาด ฮีมฮุนรู้ว่าฮีมฮีพี่ชายหมายจะฆ่าก็ระมัดตัวมิได้กระทำความผิดสิ่งใด และบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยในเมืองฌ้อนั้นสมัครจะให้ฮีมฮุนเป็นเจ้าเมืองทุกตัวคน ฮีมฮีก็คอยจับข้อผิดฮีมฮุนหาได้ไม่ แล้วคิดเห็นอุบายซึ่งจะฆ่าฮีมฮุนอย่างหนึ่ง จึงให้หาตัวฮีมฮุนเข้ามาชวนว่าพรุ่งนี้พี่จะพาเจ้าไปเที่ยวป่าล่าเนื้อเล่นให้สบาย ฮีมฮุนได้ฟังก็เข้าใจว่าฮีมฮีล่อลวงจะพาตัวออกไปฆ่า จึงแกล้งทำเป็นยินดีแล้วลาออกไปบอกความแก่ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงแจ้งดังนั้นก็เป็นใจพร้อมด้วยฮีมฮุน ฮีมฮุนจึงสั่งความลับกับขุนนางนายทหารทั้งปวงไว้ ครั้นเวลารุ่งเช้าฮีมฮีก็ชวนฮีมฮุนขึ้นเกวียนคนละเล่ม ยกทหารออกจากเมืองไปถึงกลางป่าแห่งหนึ่งเป็นที่เปลี่ยวฝูงเนื้ออยู่ชุกชุม จึงให้หยุดประทับหมายจะทำร้ายแก่ฮีมฮุน ฮีมฮีถือกระบี่ลงจากเกวียน แล้วสั่งทหารทั้งปวงให้ไปเที่ยวยิงเนื้อ นายทหารซึ่งฮีมฮุนสั่งความลับไว้ก็ยืนอยู่ข้างหลังฮีมฮีครั้นเห็นได้ทีจึงเอาทวนแทงฮีมฮีล้มลงขาดใจตาย ฮีมฮุนก็สั่งทหารให้เอาศพฮีมฮีขึ้นใส่ในเกวียน แล้วยกกลับมาถึงเมืองจึงแสร้งทำร้องไห้เข้าไปคำนับบอกนางอุยสีผู้มารดาว่า ฮีมฮีพี่ชายข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคปัจจุบันตายเสียในป่าแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าเอาศพฮีมฮีใส่เกวียนเข้าไว้ ณ ที่ข้างหน้านี้

นางอุยสีได้ฟังดังนั้นกลั้นนํ้าตามิได้ ก็ร้องไห้รักฮีมฮีต่างๆ จึงให้ขุนนางทั้งปวงจัดการฝังศพฮีมฮีตามธรรมเนียมแล้ว ก็ยกฮีมฮุนขึ้นป็นเจ้าเมือง ชื่อฌ้อเซียงอ๋อง ฌ้อเซียงอ๋องจึงตั้งก๋งจูหงวนผู้อาเป็นที่เลงอีนขุนนางผู้สำเร็จราชการทั้งปวง และก๋งจูหงวนนั้นพอใจนางอุยสีพี่สะใภ้มาแต่แรก ฌ้อบุนอ๋องตายหมายจะพูดจาเกี้ยวนางอุยสีให้ยินยอมเป็นภรรยาแล้วจึงจะชิงเอาสมบัติในเมืองฌ้อเป็นของตัว ก็หาได้ช่องที่จะพูดจากับนางอุยสีไม่ ครั้นอยู่มานางอุยสีป่วยปวดศีรษะ ก๋งจูหงวนรู้ข่าวก็ดีใจจึงแต่งตัวไปเยี่ยมนางอุยสี ณ ตึกข้างในแล้วพูดจาเกี้ยวนางอุยสีแต่เช้าจนเย็น นางอุยสีก็ไม่ยินยอมว่ากล่าวหยาบช้าขับไล่ ก๋งจูหงวนก็ออกมา นางอุยสีมีความแค้นเคืองเป็นกำลัง จึงให้หญิงคนใช้ไปบอกแก้ฌ้อเซียงอ๋อง ฌ้อเซียงอ๋องแจ้งดังนั้นก็โกรธ จึงให้หาตัวเตาก๊กบุตรเตาเป๊กปีผู้ตายกับขุนนางทั้งปวงเข้ามา สั่งให้ไปล้อมตึกฮูหยินอุยสีจับก๋งจูหงวนซึ่งทำหยาบช้าฆ่าเสียจงได้ เตาก๊กกับขุนนางนายทหารทั้งปวงต่างคนคำนับรับคำแล้วพากันไปล้อมตึกนางอุยสี

ก๋งจูหงวนได้ยินเสียงทหารมาล้อมรอบตึกก็ตกใจ จึงฉวยง้าววิ่งออกมาที่ประตูตึก พบเตาก๊กกับเตาปันถือกระบี่วิ่งเข้าไป ก๋งจูหงวนก็เอาง้าวฟันเตาก๊ก เตาก๊กก็รับด้วยกระบี่ ถ้อยทีรบกันเป็นหลายเพลง เตาปันจึงรำกระบี่เข้าช่วยเตาก๊ก ก๋งจูหงวนก็ถอยหนีลงจากตึก เตาก๊กจึงเอากระบี่ฟันก๋งจูหงวนคอขาดตาย เตาก๊กกับขุนนางทั้งปวงก็พากันเข้าไปคำนับเยี่ยมนางอุยสีแล้ว เอาศีรษะก๋งจูหงวนมาให้ฌ้อเซียงอ๋องเป็นบำเหน็จฝีมือ ฌ้อเซียงอ๋องยังไม่หายแค้น จึงให้เตาก๊กไปจับตัวบุตรภรรยาญาติพี่น้องของก๋งจูหงวนฆ่าเสียให้สิ้น เตาก๊กก็ไปตามสั่ง ครั้นรุ่งขึ้นเช้าฌ้อเซียงอ๋องออกว่าราชการ จึงตั้งเตาก๊กเป็นที่เลงอีนขุนนางผู้ใหญ่ เตาก๊กจึงจัดแจงการทำนุบำรุงเมืองฌ้อให้มั่นคงกว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน ราษฎรทั้งปวงก็อยู่เย็นเป็นสุข แล้วเตาก๊กชักชวนผู้มีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็งมาทำนุบำรุงขึ้นเป็นที่ขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนเป็นอันมาก เตาก๊กให้ตั้งสนามใหญ่ไว้สำหรับหัดทแกล้วทหารทั้งปวงให้ชำนาญในเพลงอาวุธรู้กระบวนรบครบสิ่ง เมืองฌ้อก็มีสง่าปรากฏไปทั่วทั้งสี่ทิศ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ