๙๖

ฝ่ายเอี๋ยนฮุยอ๋องเจ้าเมืองเอี๋ยน แจ้งความว่างักเงต้องถอนหนีออกจากกองทัพไปอาศัยอยู่เมืองเตียว กีเกียบเสียทัพแก่ชาวเมืองลีจิ๋ว กีเกียบตายในที่รบดังนั้นเสียนํ้าใจนัก จึงให้หาขุนนางมาไต่ถามถึงงักเงว่า งักเงทำราชการมาแต่ครั้งบิดาเรายังมีชีวิตอยู่นั้นก็สัตย์ซื่อมิได้เอาใจออกห่าง มาครั้งนี้เหตุใดกีเกียบจึงบอกว่าคิดการกำเริบจะยกมาตีเมืองเราจนให้ไปถอดเสียจากที่ บัดนี้ได้ยินว่าหนีไปอาศัย ณ เมืองเตียว กีเกียบก็เสียทัพแก่ชาวเมืองลีจิ๋ว ท่านทั้งปวงจะคิดประการใดสืบไป ขุนนางทั้งปวงจึงทูลว่า อันงักเงนั้นเป็นคนมีสติปัญญามาก ทั้งฝีมือก็เข้มแข็งแล้วสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินนัก ที่จะคิดประทุษร้ายยกมาตีเมืองเราเหมือนกีเกียบว่านั้นมิได้ ซึ่งกีเกียบทูลยุยงให้ถอดงักเงเสียนั้น ด้วยเป็นคนหาสติปัญญาไม่ แล้วเป็นคนโลภมักเห็นแก่สินบนมิได้ตั้งอยู่ในสัจธรรม อันงักเงนั้นสัตย์ซื่อนักควรที่จะให้รับมาช่วยราชการในเมืองเรา ขุนนางและราษฎรทั้งปวงก็จะอยู่เย็นเป็นสุข

เอี๋ยนฮุยอ๋องได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงให้จัดสิ่งของเงินทองเป็นอันมาก ให้ขุนนางคุมไปเชิญงักเง ณ เมืองเตียว งักเงคิดน้อยใจเอี๋ยนฮุยอ๋องนัก จึงว่าแก่ผู้ถือหนังสือว่า ท่านจงกลับไปทูลแก่เอี๋ยนฮุยอ๋องเถิด ที่เราจะกลับไปดูหน้าชาวเมืองเอี๋ยนอีกนั้นเราไปมิได้ ด้วยตัวเราเป็นคนทรยศไม่ตรงต่อเจ้า ท่านถอดออกเสียจากที่หนีมาอาศัยท่านอยู่ในเมืองนี้ก็พอได้เลี้ยงชีวิตเป็นสุขอยู่แล้ว ผู้ถือหนังสือก็กลับมาแจ้งความแก่เจ้าเมืองเอี๋ยนตามคำงักเงสั่งทุกประการ เจ้าเมืองเอี๋ยนได้ฟังเสียนํ้าใจนัก คิดเกรงว่างักเงจะมีความพยาบาทจะยุยงเจ้าเมืองเตียวให้ยกมาทำร้ายแก่เมืองเอี๋ยน จึงเอาตัวงักกั๋นผู้บุตรงักเงมาตั้งขึ้นเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการฝ่ายพลเรือน เอางักเสงผู้น้องงักเงมาตั้งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร แล้วให้งักกั๋นงักเสงมีหนังสือไปแจ้งข้อราชการแก่งักเง แล้วให้เชิญงักเงกลับมาเมืองเอี๋ยน งักเงก็ตอบหนังสือมาถึงงักเสงงักกั๋นใจความว่า เอี๋ยนฮุยอ๋องชุบเลี้ยงก็ดีแล้ว จงอุตส่าห์ทำราชการให้ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน อย่าให้เป็นคนทรยศ อันตัวเรานี้จะเอาซากผีไว้ในเมืองเตียวมิได้กลับไปเมืองเอี๋ยนแล้ว งักกั๋นก็เอาหนังสือเข้าไปถวาย เอี๋ยนฮุยอ๋องอ่านดูได้ความดังนั้นเสียนํ้าใจนักมิรู้ที่จะคิดประการใด

ฝ่ายเจ๋เซียงอ๋องเจ้าเมืองเจ๋ วันหนึ่งออกขุนนางข้างหน้าปรึกษาราชการบ้านเมือง จึงถามเตียนตั๋นว่า เมื่อครั้งบิดาเราได้เป็นเจ้าเมืองนั้น ได้ยินว่าเบ๋งเสียงกุ๋นมีสติปัญญามาก เป็นที่เสียงก๊กสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินนัก บัดนี้เบ๋งเสียงกุ๋นไปไหนตายเสียแล้วหรือยัง เตียนตั๋นจึงทูลว่า เบ๋งเสียงกุ๋นนั้นเป็นคนมีสติปัญญามากซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนัก บิดาท่านเชื่อฟังคนสอพลอแกล้งยุยงว่าเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นขบถ จึงถอดเสียจากที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการ บัดนี้ได้ยินว่าอาศัยอยู่ ณ เมืองงุย ควรที่จะให้ไปเชิญเบ๋งเสียงกุ๋นมาช่วยราชการเมืองเรา จึงจะเป็นที่ยำเกรงแก่หัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวง

เจ๋เซียงอ๋องได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงให้จัดสิ่งของเงินทองเป็นอันมากกับหนังสือฉบับหนึ่ง ให้ขุนนางคุมไปเชิญเบ๋งเสียงกุ๋น ณ เมืองงุย ครั้นผู้ถือหนังสือไปถึงเมืองงุย ยังมิทันที่จะเอาสิ่งของเข้าไปคำนับเบ๋งเสียงกุ๋นไม่ งุยอายอ๋องเจ้าเมืองงุยแจ้งว่าชาวเมืองเจ๋จะมารับเบ๋งเสียงกุ๋นก็คิดเสียดายนัก เอาตราสำหรับที่เสียงก๊กมอบให้เบ๋งเสียงกุ๋นตั้งเป็นที่เสียงก๊ก ผู้สำเร็จราชการอยู่เมืองงุย หวังจะมิให้เบ๋งเสียงกุ๋นไปกับชาวเมืองเจ๋ ครั้นผู้ถือหนังสือเข้ามาเชิญเบ๋งเสียงกุ๋น เบ๋งเสียงกุ๋นก็จนใจจึงมอบเครื่องบรรณาการกับหนังสือฉบับหนึ่งไปถึงเจ๋เซียงอ๋องเจ้าเมืองเจ๋ใจความว่า เรามาอาศัยอยู่เมืองงุย ท่านก็ชุบเลี้ยงเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการเหมือนกับอยู่เมืองเจ๋ เราไม่กลับไปเมืองเจ๋แล้ว แต่เราจะห้ามปรามให้เมืองงุยกับเมืองเจ๋เป็นไมตรีกัน อย่าให้เป็นข้าศึกกันเหมือนแต่ก่อน ท่านจงกลับไปแจ้งความแก่เจ๋เซียงอ๋องอย่าให้วิตกถึงเราเลย ผู้ถือหนังสือก็คำนับลาเบ๋งเสียงกุ๋นกลับมาแจ้งความแก่เจ๋เซียงอ๋องเจ้าเมืองเจ๋ทุกประการ เจ้าเมืองเจ๋แจ้งความดังนั้นเสียนํ้าใจนักมิรู้ที่จะคิดประการใด

ขณะนั้นงักเงได้เป็นที่เขกเขงอยู่เมืองเตียวได้เจ็ดปีแล้ว เตียวฮุยอ๋องเจ้าเมืองเตียวมิได้ชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ขึ้นไปอีก งักเงคิดน้อยใจเจ้าเมืองเตียว จะปรึกษาด้วยการทัพการศึก งักเงก็แกล้งว่าเชือนแชไปเสียเหมือนหนึ่งคนหาสติปัญญามิได้ เจ้าเมืองเตียวก็มิได้นับถืองักเง เข้าใจว่าเป็นแต่คนซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน สติปัญญาและฝีมือคลายนัก เจ้าเมืองเตียวนับถือเลียมโพนายทหารเอกว่ามีสติปัญญามากฝีมือก็เข้มแข็งหาผู้เสมอมิได้ ด้วยกองทัพเมืองจิ๋นยกมาตีปลายแดนเมืองเตียวอยู่เนืองๆ ให้เลียมโพยกไปคราวใดก็ป้องกันหัวเมืองปลายแดนไว้ได้ทุกครั้ง แต่ยีเขงเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการนั้น นับถืองักเงว่าเป็นคนมีสติปัญญามากฝีมือก็เข้มแข็งหาผู้เสมอมิได้ คิดจะมอบตราสำหรับที่เสียงก๊กให้แก่งักเง จึงไปทูลแก่เตียวฮุยอ๋องว่า ตัวข้าพเจ้าชราแล้วสติปัญญาก็เคลิ้มเขลา จะว่าที่เสียงก๊กสืบไปมิได้ ข้าพเจ้าจะขอออกนอกราชการไปทำมาหากินเลี้ยงชีวิตอยู่บ้านเมืองเดิม ขอท่านจงเอาตราสำหรับที่ข้าพเจ้ามอบให้งักเงว่าที่เสียงก๊กเถิด เห็นว่าราษฎรและขุนนางชาวเมืองเราจะอยู่เย็นเป็นสุข ด้วยงักเงเป็นคนมีสติปัญญามาก ทั้งฝีมือก็เข้มแข็งหาผู้จะต่อสู้มิได้ เจ้าเมืองเตียวประมาทงักเงอยู่ด้วยยังมิได้เห็นฝีมือและสติปัญญาก็นิ่งเสียมิได้ว่ากล่าวประการใด ยีเขงเสียงก๊กนั้นคิดเกรงว่างักเงจะไปอยู่เมืองอื่นเสียดายนัก คิดจะผูกพันงักเงไว้มิให้ไปเมืองอื่นได้ จึงให้ไปสู่ขอนางบุนสินน้องสาวเลียมโพมาให้เป็นภรรยางักเง แล้วก็อุปถัมภ์งักเงด้วยสิ่งของเงินทองเป็นอันมาก

ขณะนั้นชายชาวนาคนหนึ่งเป็นเพื่อนฝูงกับเบียวเหียนขุนนางในเมืองเตียว ได้หยกอันหนึ่งเป็นของวิเศษ กว้างคืบหนึ่งหนาหกนิ้วยาวศอกหนึ่ง หยกนั้นสีต่างๆ เวลาเช้าไปจนเที่ยงสีขาว ตั้งแต่เวลาบ่ายไปจนถึงคํ่าสีนั้นแดง แต่คํ่าไปจนเที่ยงคืนสีเขียว แต่เที่ยงคืนไปจนรุ่งสีเหลือง เห็นประหลาดจึงเอาผ้าพันให้มิด รีบเข้าไปหาเบียวเหียนแล้วบอกขายหยกนั้น เบียวเหียนเห็นเป็นหยกอย่างดีเปลี่ยนสีประหลาดก็นับเงินให้ห้าร้อยตำลึงซื้อเอาไว้ จึงให้ไปหาอาหุนช่างหยกมาจ้างให้ชำระให้บริสุทธิ์ แล้วจึงถามว่าหยกเช่นนี้จะมีคุณประการใดบ้าง อาหุนจึงบอกว่าหยกเปลี่ยนสีเช่นนี้มีคุณวิเศษ ผู้ใดได้ไว้กับเรือนจะมีความจำเริญ ริ้นยุงและเลือดไรแมลงวันแต่บรรดาเป็นสัตว์ที่จะเบียดเบียนนั้นไม่มี เพลิงก็มิได้ไหม้เรือน แล้วก็กันปีศาจและความไข้ต่างๆ ถ้าหน้าหนาวหยกนั้นอุ่นเหมือนหนึ่งถ่านเพลิง หน้าร้อนหยกนั้นเย็นดังนํ้า ตั้งไว้ใกล้ตัวผู้ใดก็ให้ความสุขแก่ผู้นั้น หยกอันนี้เดิมเป็นของโฮเสียงซึ่งถวายแก่เจ้าเมืองจิ๋น นานมาตกไปอยู่แก่เจ้าเมืองฌ้อ ครั้งเมื่อเตียวเอียงเสียงก๊กไปตีเมืองอวดชนะศึกกลับมา เจ้าเมืองฌ้อให้หยกอันนี้แก่เตียวเอียงเสียงก๊ก เตียวเอียงเสียงก๊กพาขุนนางออกไปเที่ยวป่าเอาหยกนั้นไปด้วย

ขณะนั้นขุนนางทั้งปวงว่ากับเตียวเอียงว่าอยากจะดูหยก เตียวเอียงก็หยิบเอามาให้ดู พอทหารคนหนึ่งมาบอกว่ามีปลาผลุดขึ้นในหนองริมเขา แต่ไม่รู้ว่าปลาจำพวกใด เตียวเอียงกับขุนนางก็เดินไปดูปลา ลืมหยกนั้นเสีย พอบังเกิดฝนตกลงมาเป็นอันมาก ครั้นฝนนั้นหายแล้ว เตียวเอียงกลับมาหาหยกก็ไม่เห็น สำคัญว่าเตียวหงีลักเอาไปจึงทำโทษเตียวหงีแทบตาย หยกอันนี้แทรกแผ่นดินอยู่แต่ครั้งนั้นมา บัดนี้ท่านได้หยกของวิเศษมาไว้ก็เป็นบุญของท่านจะมีความจำเริญไป เบียวเหียนได้ฟังช่างหยกสรรเสริญคุณหยกดังนั้นมีความยินดีนัก กลัวผู้อื่นจะเห็นหยกเข้า เนื้อความจะรู้ถึงเจ้าเมือง เบียวเหียนจึงเอาหยกใส่ลงในหีบฝังไว้ตรงใต้ที่นอนมิให้ผู้ใดรู้เห็น

ฝ่ายนางกุยหัวภรรยาเบียวเหียนเห็นดังนั้น จึงเอาเนื้อความไปเล่าแก่ไตหูลันเซียงหยีผู้เป็นบิดา ลันเซียงหยีได้ฟังก็ไปหาเบียวเหียน ณ บ้าน จึงว่ากับเบียวเหียนว่า หยกอันนี้เป็นของวิเศษสำหรับผู้มีบุญ ซึ่งท่านจะเอาไว้เป็นของตัวนั้นไม่ควร จงเอาไปถวายแก่เตียวฮุยอ๋องเจ้านายของเราเถิด ท่านจะได้ความชอบเลื่อนที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่ เบียวเหียนไม่ยอม ลันเซียงหยีก็ขัดใจกลับไปบ้าน เบียวเหียนโกรธนางกุยหัวว่าเอาเนื้อความไปบอกแก่บิดาก็ด่าว่านางกุยหัวเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ นางกุยหัวโกรธนักก็ทุ่มเถียงวิวาทกันอื้ออึงขึ้น เพื่อนบ้านทั้งปวงรู้ความก็พูดจากันต่อๆ ไป อันเนื้อความทราบถึงเตียวฮุยอ๋องเจ้าเมืองเตียว เตียวฮุยอ๋องเจ้าเมืองเตียวจึงให้หาตัวเบียวเหียนเข้ามาถามว่า ท่านได้หยกอย่างดีเป็นของวิเศษไว้จริงหรือ เบียวเหียนก็ไม่รับ เจ้าเมืองเตียวจึงสั่งทหารให้ไปค้นเรือนเอาหยกนั้นให้จงได้

ขณะเมื่อเจ้าเมืองเตียวให้หานั้น เบียวเหียนรู้ความว่าเจ้าเมืองเตียวหาตัวเข้าไปบัดนี้ จะว่าด้วยเนื้อความหยกเป็นแน่ จึงลอบไปขุดหยกนั้นขึ้นส่งให้แก่เซียงหยินคนสนิทให้เอาไปซ่อนเสียในที่อื่น พวกทหารไปค้นเรือนจึงมิได้พบหยกก็เอาเนื้อความเข้าไปทูลแก่เตียวฮุยอ๋อง ฮุยอ๋องจึงว่าแก่เบียวเหียนว่า เขาบอกแก่เราว่าท่านได้หยกไว้เป็นมั่นคง ซึ่งท่านจะเบียดบังหยกไว้มิให้แก่เรานั้น ยังเห็นว่าเนื้อความจะมิดอยู่หรือ จงตรึกตรองดูให้เห็นควรก่อน เบียวเหียนได้ฟังตกใจนักก็คำนับลาเจ้าเมืองเตียวกลับมาบ้าน เวลาคํ่าก็ปรึกษากับเซียงหยินจะพากันหนีไปเมืองเอี๋ยน ไตหูลันเซียงหยีผู้เป็นบิดาภรรยาเบียวเหียนแจ้งความดังนั้นก็รีบมาบ้านเบียวเหียน เบียวเหียนพาเซียงหยินหนีออกจากบ้าน พอไตหูลันเซียงหยีมาทันเข้าที่ประตูก็ยุดชายเสื้อเบียวเหียนไว้แล้วถามว่า เวลาเที่ยงคืนปานนี้ท่านจะพากันไปข้างไหน เบียวเหียนจนใจก็บอกตามจริงว่าข้าพเจ้าอยู่ในเมืองนี้เห็นจะไม่พ้นผิด จึงจะหนีไปอยู่เมืองเอี๋ยนพอพ้นโทษแล้วจะเอาหยกไปถวายเจ้าเมืองเอี๋ยน เห็นเจ้าเมืองเอี๋ยนจะชุบเลี้ยงข้าพเจ้าเป็นมั่นคง ไตหูลันเซียงหยีจึงตอบว่าท่านได้หยกอย่างดีในเมืองเราทำไมจึงจะเอาไปให้แก่เจ้าเมืองเอี๋ยนเล่า จงเอาเข้าไปถวายแก่เตียวฮุยอ๋องเจ้านายของเราเถิด ท่านก็จะชุบเลี้ยงขึ้นเป็นขุนนาง ซึ่งโทษที่อำพรางไว้นั้นเราจะทูลขอโทษเสียจงได้ ท่านอย่าวิตกเลย เบียวเหียนได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงให้ลันเซียงหยีพาเข้าไปเฝ้าเตียวฮุยอ๋อง เอาหยกเข้าไปถวายแล้วลันเซียงหยีก็ช่วยทูลเบี่ยงบ่ายขอโทษ เตียวฮุยอ๋องรับเอาหยกไว้แล้วก็ให้ทองพันตำลึงแก่เบียวเหียน ตั้งให้เป็นที่ไตหูขุนนางผู้ใหญ่เสมอกับลันเซียงหยีผู้เป็นบิดาภรรยา แล้วก็ให้ที่นาแก่เบียวเหียนสามร้อยเส้น

ขณะนั้นอาหุนช่างหยก ไปเที่ยวจ้างเขาทำหยก ณ เมืองจิ๋น ขุนนางผู้ใหญ่จ้างให้ชำระหยก อาหุนก็สรรเสริญคุณหยกของเจ้าเมืองเตียวให้ไตหูผู้นั้นฟังทุกประการ ไตหูก็นำความไปทูลแก่เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นแจ้งความดังนั้นคิดจะใคร่ได้หยกมาไว้สำหรับเมือง จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เจ้าเมืองเตียวมีหยกดวงหนึ่งวิเศษนัก จะคิดอ่านประการใดดีจึงจะเอาหยกมาไว้สำหรับเมืองเราได้

ขณะนั้นงุ่ยเยี้ยมลุงเจ้าเมืองจิ๋น เป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการจึงทูลว่า ถ้าจะต้องประสงค์หยกของเจ้าเมืองเตียวแล้ว ขอให้เอาที่เซเอี๋ยงทั้งสิบห้าหัวเมืองไปแลกเปลี่ยนเอาก็เห็นจะได้ เจ้าเมืองจิ๋นจึงตอบว่า ซึ่งจะเอาที่เซเอี๋ยงทั้งสิบห้าหัวเมืองไปแลกเอาหยกดวงเดียวมานั้น ถึงจะได้ก็เห็นหาสมควรกันไม่ งุ่ยเยี้ยมจึงตอบว่า เราจะเอาสิบห้าหัวเมืองไปแลกลวงแต่พอได้หยกมาแล้วเราไม่ให้สิบห้าหัวเมืองนั้นเจ้าเมืองเตียวจะทำอะไรกับเรา เจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้โฮเสียงขุนนางถือไปถึงเจ้าเมืองเตียว ครั้นโฮเสียงไปถึงเมืองเตียวแล้วจึงเข้าหาขุนนางผู้ใหญ่ให้นำเข้าไปคำนับเจ้าเมืองเตียว แล้วจึงเอาหนังสือเข้าไปส่งให้ เจ้าเมืองเตียวรับเอาหนังสือมาอ่านดูได้ความว่า เขาเล่าลือกันว่าเจ้าเมืองเตียวได้หยกดวงหนึ่งเป็นของวิเศษไว้ เราจะขอชมดูให้เห็นแก่ตา ถ้าชอบใจแล้วเราจะเอาที่เซเอี๋ยงทั้งสิบห้าหัวเมืองแลกเปลี่ยนเอาไว้ ถ้าไม่ชอบใจก็จะส่งคืนไปให้แก่ท่าน ให้เจ้าเมืองเตียวเห็นแก่ไมตรีจงส่งหยกมาให้แก่เรา เจ้าเมืองเตียวแจ้งความดังนั้นจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เราได้หยกไว้สำหรับเมืองยังไม่ทันจะถึงปี บัดนี้ความรู้ไปถึงเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นให้ผู้ถือหนังสือมาว่าจะเอาสิบห้าหัวเมืองแลกเปลี่ยนเอาหยกไปนั้น ท่านทั้งปวงจะคิดเห็นประการใด

เมื่อเจ้าเมืองเตียวปรึกษานั้น ขุนนางทั้งปวงเห็นต่างกันไป ลางคนก็ทูลจะให้ส่งหยกไปให้เจ้าเมืองจิ๋น ลางคนก็ทูลห้ามมิให้ส่งไป หลีก๊กขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลว่า ซึ่งไม่ส่งหยกไปให้เจ้าเมืองจิ๋นนั้นหาชอบไม่ ด้วยเมืองจิ๋นทุกวันนี้ใหญ่กว่าเมืองเรา ถ้าไม่ได้หยกก็ขัดเคืองเห็นจะยกทัพมาตีเมืองเรา จำจะแต่งคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดคุมเอาหยกส่งให้เจ้าเมืองจิ๋น แต่ว่าให้เอาหยกไว้แต่นอกเมือง เข้าไปพูดจาฟังคารมเจ้าเมืองจิ๋นก่อน ถ้าเห็นว่าจะเอาสิบห้าหัวเมืองแลกเปลี่ยนจริงแล้วจึงกลับออกมาเอาหยกเข้าไปให้เจ้าเมืองจิ๋น ถ้าเห็นว่าพูดจะเป็นทีจะไม่ให้สิบห้าหัวเมืองแก่เรา ก็ให้ทุเลากลับมาว่าจะเอาหยกไปให้ เราจะได้คิดอ่านเตรียมทหารและเครื่องศัสตราวุธให้พร้อมไว้ ถึงเจ้าเมืองจิ๋นขัดใจจะยกมาตีเมืองเราก็จะได้สู้รบกันทันท่วงที เจ้าเมืองเตียวได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงให้ลันเซียงหยีกับเต๊กเค็กคุมเอาหยกไปกับทหารห้าร้อย เสี้ยมสอนไปให้ทำตามอุบายหลีก๊กทุกประการ

ครั้นลันเซียงหยีกับเต๊กเค็กไปถึงเมืองจิ๋น จึงเข้าไปหางุ่ยเยี้ยมขุนนางผู้ใหญ่ให้เอาเนื้อความเข้าไปทูลแก่เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นแจ้งความดังนั้นจึงสั่งงุ่ยเยี้ยมให้จัดแจงเลี้ยงดูลันเซียงหยีกับเต๊กเค็กและทหารห้าร้อยแต่บรรดาที่ตามมาด้วย แล้วให้เข้าอาศัยอยู่ ณ กงก๊วนสำหรับแขกเมือง เวลาเช้าลันเซียงหยีก็มอบหยกไว้ให้เต๊กเค็ก เข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นจึงถามลันเซียงหยีว่าท่านเอาหยกมาด้วยหรือไม่ ลันเซียงหยีจึงทูลว่า เตียวฮุยอ๋องนายข้าพเจ้าแจ้งความว่าท่านต้องประสงค์หยกเป็นของวิเศษสำหรับเมืองเตียว จึงใช้ให้ข้าพเจ้ากับเต๊กเค็กคุมเอาหยกมาถวาย เจ้าเมืองจิ๋นจึงตอบว่าท่านเอาหยกมาให้แก่เราแล้วเหตุใดจึงไม่เอามาด้วยเล่า ลันเซียงหยีจึงทูลว่า อันหยกดวงนี้เป็นของวิเศษสำหรับเมืองเตียว เหมือนกระทะทองเก้าใบเป็นของสำหรับเมืองตังจิว ถ้าใครจะดูแลจับต้องแล้วก็ต้องถือศีลนุ่งขาว มิได้กินเนื้อสัตว์สดคาว กินแต่ถั่วงาสาคูถึงเจ็ดวันจึงจะดูแลจับต้องได้ เมื่อข้าพเจ้าจะเชิญหยกมาครั้งนี้ก็ต้องถือศีลเจ็ดวันก่อนจึงเชิญมาได้ ถ้าต้องประสงค์จะชมหยกให้ได้แล้ว ท่านจงถือศีลเจ็ดวันก่อน ลันเซียงหยีแกล้งหน่วงให้เนิ่นไว้หวังจะดูท่วงทีกิริยาเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังสำคัญว่าจริง ก็ถือศีลนุ่งขาวห่มขาวมิได้กินเนื้อสัตว์สดคาว กินแต่ถั่วงาสาคูถึงเจ็ดวัน

เพลาเช้าออกขุนนางลันเซียงหยีเข้าเฝ้าอยู่ทุกวัน มิได้ยินเจ้าเมืองจิ๋นว่าจะเอาสิบห้าหัวเมืองแลกเปลี่ยนหยกดวงนั้นก็เข้าใจว่าเจ้าเมืองจิ๋นล่อลวง เห็นจะหาเอาสิบห้าหัวเมืองมาแลกเปลี่ยนตามสัญญาไม่ ครั้นเจ้าเมืองจิ๋นถือศีลครบเจ็ดวันแล้ว จึงสั่งเจ้าพนักงานให้เอารถและเครื่องสูงออกไปรับหยกและตัวลันเซียงหยีเป็นทูตเข้ามา ลันเซียงหยีก็เข้ามาแต่ตัวมิได้เอาหยกเข้ามาด้วย แต่เมื่อเข้ามานั้นพยักหน้าให้เต๊กเค็กคุมเอาหยกกลับไปเสียเมืองเตียว ครั้นเข้าไปถึงที่เฝ้าเจ้าเมืองจิ๋นจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงไม่เอาหยกเข้ามาเล่า ลันเซียงหยีจึงทูลว่า ซึ่งข้าพเจ้ามิได้เอาหยกเข้ามานั้นด้วยท่านยังมิได้เอาสิบห้าหัวเมืองมาแลกเปลี่ยนเหมือนคำเดิม ถ้ามิได้สิบห้าหัวเมืองแล้วที่ไหนข้าพเจ้าจะกลับไปได้

เจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังก็นิ่งอยู่เป็นครู่ แล้วจึงให้เอากระดาษมาเขียนแผนที่สิบห้าหัวเมืองและกำหนดกว้างยาวทุกๆ เมืองส่งให้แก่ลันเซียงหยีว่า ท่านอย่าคิดรังเกียจเลย จงเอาหยกมาให้แก่เราเถิด เราก็จะให้สิบห้าหัวเมืองตามสัญญา ลันเซียงหยีจึงทูลว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าจำจะเอาแผนที่สิบห้าหัวเมืองไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเตียวก่อน จะว่ากล่าวประการใดข้าพเจ้าจึงจะกลับมา ถ้าจะเอาสิบห้าหัวเมืองแลกหยกจริงแล้ว จงให้หาเจ้าเมืองทั้งสิบห้าคนมามอบให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะได้จัดแจงให้สิบห้าหัวเมืองไปขึ้นแก่เมืองเตียว แล้วข้าพเจ้าจะให้หยกไว้แก่ท่าน เมื่อลันเซียงหยีว่าขึ้นดังนั้น แต่บรรดาขุนนางทั้งปวงพร้อมกันอยู่ที่เฝ้าโกรธนัก จึงว่าแก่ลันเซียงหยีว่า ท่านตกมาอยู่ในเงื้อมมือเราจะจับฆ่าเสียก็จะได้ เหตุใดจึงพูดจาหยาบช้าดังนี้ ลันเซียงหยีแจ้งในทีว่าขุนนางทั้งปวงโกรธจึงตอบว่า เมืองเตียวเป็นเมืองน้อยที่จะมาล่อลวงเมืองจิ๋นอันเป็นเมืองใหญ่นั้นไม่ชอบ ถึงมาตรว่าท่านจะให้จับข้าพเจ้าประหารชีวิตเสียชิงเอาหยกไว้ ตัวข้าพเจ้าเป็นแต่ขุนนางเจ้าใช้มาด้วยความเมือง ถึงจะตายอยู่ในเมืองนี้ก็มิได้เสียดายชีวิต แต่ว่ากิตติศัพท์รู้ไปถึงหัวเมืองทั้งปวงก็จะติเตียนท่านได้ว่าเมืองใหญ่ข่มเหงเมืองน้อย กำลังโลภจะใคร่ได้หยกของเขาไว้จนทูตมาเจรจาความเมืองก็ประหารชีวิตเสีย

เจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ท่านอย่าเพ่อดูหมิ่นชาวเมืองเตียว เขาได้คนมีสติปัญญาและฝีมือไว้ถึงสี่คน ยีเขงคนหนึ่ง เลียมโพคนหนึ่ง งักเงคนหนึ่ง ไตหูลันเซียงหยีคนหนึ่ง คนสี่คนนี้มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็ง เปรียบเหมือนเสื้อสี่ตัวอยู่รักษาเมืองเตียว ถึงเมืองเรามีเขตแดนกว้างขวางก็จริงอยู่ แต่จะหาคนมีสติปัญญามากเหมือนเขามิได้ ถึงมาตรว่าจะฆ่าไตหูลันเซียงหยีเสียบัดนี้ก็เห็นหาได้หยกของเขาไว้ไม่ ปล่อยให้เขากลับไปเมืองเถิด เบื้องหน้าจึงค่อยคิดการสืบไป ว่าแล้วก็สั่งไตหูลันเซียงหยีให้กลับไปเมืองเตียว ไตหูลันเซียงหยีก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองเตียว แจ้งความที่ได้พูดจากับเจ้าเมืองจิ๋นให้เจ้าเมืองเตียวฟังทุกประการ เจ้าเมืองเตียวได้ฟังยินดีนัก สรรเสริญสติปัญญาไตหูลันเซียงหยี แล้วก็ให้สิ่งของเงินทองเป็นรางวัลแก่ไตหูลันเซียงหยีเป็นอันมาก

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ๋นนั้นไม่ได้หยกสมความคิดก็เสียนํ้าใจนัก จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้ทูตถือไปนัดเจ้าเมืองเตียวให้มาพบพูดจากันที่ปลายแดนเมืองจิ๋นกับเมืองเตียวต่อกัน ทูตก็คำนับลาเจ้าเมืองจิ๋นรีบไปถึงเมืองเตียว จึงเข้าหาขุนนางผู้ใหญ่ให้นำเข้าไปคำนับเจ้าเมืองเตียว แล้วส่งหนังสือให้เจ้าเมืองเตียว เจ้าเมืองเตียวรับเอาหนังสือมาอ่านดูได้ความว่า เจ้าเมืองจิ๋นขออวยพรมาถึงเตียวฮุยอ๋องเจ้าเมืองเตียว ด้วยเราได้ยินเขาเล่าลือสรรเสริญท่านว่าเป็นคนมีสติปัญญามากแล้วก็สัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน เราจะใคร่พบท่านได้เสพสุราด้วยกันให้สบายสักครั้งหนึ่ง เชิญท่านออกมาที่ปลายแดนเมืองจิ๋น เราจะไปคอยอยู่ให้พบท่านที่นั่นด้วย

เจ้าเมืองเตียวแจ้งความดังนั้น จึงให้หาขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า เจ้าเมืองจิ๋นให้หนังสือมาเชิญให้ไปสนทนากันเป็นทางไมตรีครั้งนี้ ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขณะนั้นพอเตียวสินน้องเจ้าเมืองเตียวซึ่งไปกินเมืองเลียงเข้ามาคำนับอยู่ในที่นั้นด้วยได้ยินคำปรึกษาจึงตอบว่า ซึ่งเจ้าเมืองจิ๋นให้มาเชิญท่านออกไปสนทนากันเป็นทางไมตรีนั้นข้าพเจ้าเห็นหาสุจริตไม่ เหมือนเมื่อครั้งเจ้าเมืองเจ๋ให้เชิญเจ้าเมืองฬ่อไปสนทนาเป็นทางไมตรีที่ตำบลเกียบก๊ก ได้ท่วงทีก็ทำร้ายเจ้าเมืองฬ่อจนถึงสิ้นชีวิต

ครั้งเจ้าเมืองซองให้ไปนัดเจ้าเมืองฌ้อมา พูดว่าจะเป็นไมตรีกันที่ตำบลแม่นํ้าฮองจุ๊ย เจ้าเมืองฌ้อได้ทีก็จับเจ้าเมืองซองได้ ซึ่งท่านจะไปเห็นจะต้องกลอุบายเจียวเสียงอ๋อง อันท่านจะไปแต่กับไตหูลันเซียงหยีข้าพเจ้าหาไว้ใจไม่ ขอให้หลีมกไปด้วยเถิด ข้าพเจ้าจึงจะคุมทหารห้าพันไปตั้งค่ายอยู่ให้ห่างเมืองจิ๋นตี๋ประมาณสามสิบลี้จะได้คอยระวังท่าน เจ้าเมืองเตียวจึงถามว่า แล้วจะให้ใครเป็นแม่ทัพคุมทหารเหล่านี้ไป เตียวสินจึงตอบว่าหลีมกคนนี้เป็นคนกล้าหาญนักหากลัวความตายไม่ ครั้งก่อนไปรังวัดนาทวงค่ารังวัดไม่ได้ เจ้าของนาหน่วงไว้ไม่ให้หลีมกถึงสองปี หลีมกก็เอาชาวนามาฆ่าเสีย ข้าพเจ้าจึงหาตัวมาชำระจะเอาโทษ หลีมกก็เถียงถูกต้องว่า ถ้ามิทำดังนั้นคนทั้งปวงจะเอาเยี่ยงอย่างกัน เงินหลวงจะมิขาดไปหรือ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าหลีมกมีสติปัญญาและสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน

เตียวฮุยอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงเรียกหลีมกเข้ามาตั้งให้เป็นตงกุ๋นไตหู แล้วเตียวฮุยอ๋องมาขึ้นเกวียน จึงชวนลันเซียงหยีหนึ่ง หลีมกหนึ่งกับทหารสามพันเศษยกไป ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันไปส่งถึงประตูเมือง เลียมโพซึ่งเป็นที่ไจเสียงจึงว่ากับเตียวฮุยอ๋องว่า ท่านไปครั้งนี้เหมือนหนึ่งเข้าไปในถํ้าที่มีเสืออันร้ายก็เหมือนกัน ท่านจะได้มาหรือมิได้มาก็มิได้รู้ แม้นเจ้าเมืองจิ๋นจะเป็นไมตรีกันจริงแล้ว ท่านจงเร่งกลับมาเมืองให้ทันแต่ในเดือนหนึ่ง ถ้าถึงกำหนดท่านไม่มาข้าพเจ้าจะตั้งบุตรท่านขึ้นไว้แทนก่อน ถึงท่านจะเสียทีเจ้าเมืองจิ๋นจับไปไว้ได้ รู้ว่าเมืองเรามีเจ้าใหม่แล้ว เจียวเสียงอ๋องก็จะปล่อยท่านมาด้วยเมืองหาเป็นของท่านไม่ เตียวฮุยอ๋องเห็นชอบด้วยจึงรับคำเลียมโพแล้วก็ไป ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันกลับเข้าเมือง เตียวสินก็คุมทหารห้าพันยกตามไป

ฝ่ายเตียวฮุยอ๋องครั้นมาถึงเมืองจิ๋นตี๋ พอเจ้าเมืองจิ๋นก็ยกออกมาถึงพร้อมกัน เป็นเวลาเย็นต่างคนต่างก็ตั้งค่ายห่างกันประมาณห้าเส้น ครั้นรุ่งเช้าเจ้าเมืองจิ๋นจึงสั่งขุนนางให้ไปเชิญตัวเตียวฮุยอ๋อง แล้วเจียวเสียงอ๋องก็ชวนขุนนางกับทหารออกไปคอยอยู่ที่กงก๊วน เตียวฮุยอ๋องแจ้งดังนั้นมิไว้ใจเจียวเสียงอ๋องก็พาลันเซียงหยีและหลีมกกับทหารออกจากค่ายไปที่กงก๊วน เจียวเซียงอ๋องเห็นเตียวฮุยอ๋องมาก็ออกไปต้อนรับจับมือกันเข้า ต่างคนต่างทำเป็นใจดีและหัวเราะ เจียวเสียงอ๋องก็เชิญให้นั่งที่เสมอเคียงกัน จึงชวนเตียวฮุยอ๋องเสพสุรา คนใช้ก็มาคอยรินสุราให้

ขณะเมืองเจียวเสียงอ๋องกับเตียวฮุยอ๋องนั่งเสพสุราอยู่นั้น เจียวเสียงอ๋องจึงว่ากับเตียวฮุยอ๋องว่า เราได้ยินเขาว่าท่านดีดขิมฝีมือดี ขิมเรามีอยู่อันหนึ่ง ท่านจงดีดให้ฟังสักหน่อยก็เป็นไร แล้วสั่งคนใช้ให้ยกขิมมาวางไว้ตรงหน้า เตียวฮุยอ๋องได้ยินเจียวเสียงอ๋องใช้ให้ดีดขิมก็นึกโกรธอยู่ แต่ต้องจำใจดีด เตียวฮุยอ๋องก็ดีดเป็นเพลงเสี้ยงเหลงจนตลอดเพลง ครั้นเจียวเสียงอ๋องได้ฟังเพลงขิมก็ชมเตียวฮุยอ๋องว่าท่านดีดขิมดีนักหามีผู้เสมอไม่ จึงสั่งให้อาลักษณ์มาจดหมายไว้ว่า ครั้งนี้เราได้ฟังเตียวฮุยอ๋องมาดีดขิมที่แดนเมืองจิ๋นตี๋ ลันเซียงหยีจึงแกล้งว่ากับเจ้าเมืองจิ๋นว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาว่าเสียงท่านเพราะนัก ท่านจงเคาะถ้วยแล้วร้องเพลงให้นายเราฟังสักหน่อยก็เป็นไร

เจียวเสียงอ๋องได้ฟังลันเซียงหยีแกล้งว่าจะให้ร้องเพลงเคาะถ้วยก็ขัดใจโกรธจนหน้าแดงแล้วนิ่งเสียมิได้ตอบประการใด ลันเซียงหยีเห็นเจียวเสียงอ๋องโกรธจึงเรียกเอาถ้วยที่คนใช้กับตะเกียบข้างหนึ่งถือเข้าไปวางไว้ที่ตรงหน้าเจียวเสียงอ๋องแล้วทำเป็นคำนับ จึงว่าแก่เจียวเสียงอ๋องว่า ท่านถือว่าเมืองจิ๋นเป็นเมืองใหญ่หรือจึงไม่ร้องเพลงและเคาะถ้วย เรามิได้เกรงดอก แม้นท่านมิร้องเพลงเคาะถ้วย ท่านกับเราก็จะได้เห็นกัน พวกจออิวเห็นลันเซียงหยีเหลือเกินเจ้านายของตัวก็กรูกันเข้าไปจะจับลันเซียงหยี ลันเซียงหยีก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง

พวกจออิวตกใจก็นิ่งอยู่เพราะเจ้าเมืองจิ๋นไม่ได้สั่ง ลันเซียงหยีจึงตอบว่าใครจะทำไมเราก็มาทำ เจียวเสียงอ๋องเห็นลันเซียงหยีพูดจาแข็งแรงก็กลัวจะแตกกันเสีย จึงเคาะถ้วยเข้าทีหนึ่งยังหาทันร้องเพลงไม่ ลันเซียงหยีก็เรียกอาลักษณ์มาจดหมายไว้ว่า ครั้งนี้เจียวเสียงอ๋องทำเพลงถ้วยให้เตียวฮุยอ๋องฟังที่เมืองจิ๋นดีนัก

ฝ่ายขุนนางเมืองจิ๋นจึงชวนกันเข้าไปว่ากับลันเซียงหยีว่า ประเพณีมาแต่ก่อนนั้น ถ้าเมืองใดไปเสพสุราด้วยกันแล้วก็ย่อมมีของกำนัลไปให้ อันนายท่านมาเสพสุรากับนายเราครั้งนี้ ก็ควรจะยกหัวเมืองซึ่งใกล้แดนเมืองจิ๋นให้นายเราห้าตำบลจึงจะชอบ ลันเซียงหยีก็ตอบว่า ซึ่งท่านทั้งปวงว่าเป็นธรรมเนียมตอบแทนกันนั้นชอบแล้ว แต่นายเราได้มาถึงที่นี่ก็ต้องยกเมืองหำเอี๋ยงให้นายเราบ้างจึงจะควร เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงห้ามเสียทั้งสองข้างว่า ท่านทั้งปวงอย่าพูดมากไปเลย เรากับเตียวอ๋องเป็นพี่น้องกันจะเสพสุราให้สบาย ว่าแล้วก็เรียกคนใช้ให้รินสุรา เจียวเสียงอ๋องกับเตียวฮุยอ๋องก็เสพสุราพอสมควร เจียวเสียงอ๋องก็เชิญให้เตียวฮุยอ๋องไปกินนํ้าชาเสียข้างหนึ่ง ฮูเซียงเป็นที่แคะเคงจึงเข้าไปกระซิบเตือนว่าอย่าให้ปล่อยเตียวฮุยอ๋องเสีย

เจียวเสียงอ๋องจึงตอบว่าไม่ได้ เตียวฮุยอ๋องรู้ตัวแล้วแม้นไม่สมคะเนก็จะอายแก่หัวเมืองทั้งปวง จำจะให้อองซุนอิหยินหลานเราไปอยู่ด้วยจะได้เป็นไมตรีกันสนิทจึงจะชอบ ฮูเซียงกับกุนซินจึงว่า ซึ่งท่านจะทำไมตรีกับเขา ก็เหตุใดจึงจะมาให้หลานไปอยู่ด้วยเล่า เจียวเสียงอ๋องก็บอกว่า เมืองเตียวเดี๋ยวนี้เป็นเมืองแข็ง ถึงเราจะไปตีเอาก็ยังหาได้ไม่ เราจึงให้หลานไปครั้งนี้ก็หวังจะให้เตียวฮุยอ๋องสิ้นสงสัย ภายหลังเราจึงจะทำสนิทเห็นไม่รู้ตัวเป็นแท้ประการหนึ่ง เราไปตีเมืองหันเห็นเตียวฮุยอ๋องก็จะไม่ช่วยเมืองหันด้วยเป็นไมตรีกันกับเรา ฮูเซียงกับกุนซินก็เห็นชอบด้วย

เจียวเสียงอ๋องจึงเดินไปกินน้ำชาร่วมกับเตียวฮุยอ๋อง แล้วว่ากับเตียวฮุยอ๋องว่า เราเป็นไมตรีกันแล้วอย่าได้รังเกียจกันเลย เราจะให้อองซุนอิหยินผู้หลานเข้ามาคำนับเตียวฮุยอ๋อง เตียวฮุยอ๋องก็ลาเจียวเสียงอ๋องพาอองซุนอิหยินกับทหารทั้งปวงรีบกลับไปเมืองเตียว

ขณะเตียวฮุยอ๋องมาถึงเมืองเตียวก็พอครบเดือนหนึ่ง ขุนนางทั้งปวงจึงออกมารับอยู่นอกเมือง เตียวฮุยอ๋องก็พาขุนนางเข้าไปในเมืองแล้วก็หยุดนั่งที่ว่าราชการ จึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่า เราไปครั้งนี้ได้สู้ปากพวกเมืองจิ๋นก็เหมือนไปสู้พายุใหญ่ก็เหมือนกัน ซึ่งลันเซียงหยีไปด้วยนั้นก็เหมือนเรานั่งอยู่บนภูเขา ชาวเมืองจิ๋นจะว่าประการใดลันเซียงหยีก็มิได้เพลี้ยงพลํ้าเปรียบประหนึ่งเขาถูกพายุไม่ไหวติง ครั้งนี้ลันเซียงหยีมีความชอบเป็นอันมากจะหาผู้เสมอมิได้ จึงตั้งลันเซียงหยีให้เป็นที่ไจเสียง ให้เลียมโพเป็นอิวเสียง เลียมโพได้ยินดังนั้นมีความน้อยใจนักแต่หาว่าประการใดไม่ ขุนนางทั้งปวงก็คำนับลาไปที่อยู่

ฝ่ายเลียมโพครั้นมาถึงบ้าน จึงพูดกับพวกแคะเคงซึ่งเป็นขุนนางนอกทำเนียบว่า ตัวเราก็ได้ทำราชการมานานแล้ว ถ้ามีศึกมาทีไรเราก็ได้สู้รบทุกครั้ง ทั้งตีหัวเมืองก็ได้เป็นอันมากหาได้เป็นที่ไจเสียงไม่ ลันเซียงหยีเป็นแต่คนกล้าฝีปาก ทำความชอบแต่ครั้งเดียวก็ได้เป็นที่ไจเสียงดีกว่าเราเสียอีก ใช่ว่าลันเซียงหยีนั้นเป็นเชื้อขุนนางก็ตามเถิด นี่เป็นแต่ลูกชาวบ้าน ซึ่งเตียวฮุยอ๋องให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่นั้นเราไม่เห็นด้วย จำจะคิดฆ่าลันเซียงหยีเสียจึงจะชอบ

ขณะเมื่อเลียมโพพูดอยู่นั้น มีผู้เอาความไปบอกลันเซียงหยี แต่นั้นมาลันเซียงหยีรู้ว่าเลียมโพจะเข้าไปหาเตียวฮุยอ๋องทีไรแล้ว ลันเซียงหยีก็หาไปไม่ ลางทีเลียมโพกับลันเซียงหยีไปเที่ยวเล่นพบกันเข้า ลันเซียงหยีก็ให้ขับเกวียนเข้าแอบเสียมิให้เลียมโพเห็นหน้า เลียมโพไปแล้วตัวจึงไปบ้าง คนซึ่งตามเห็นลันเซียงหยีทำดังนั้นก็โกรธ จึงว่ากับลันเซียงหยีว่า ท่านเป็นถึงที่ไจเสียงหาควรที่จะกลัวเลียมโพไม่ เหตุใดท่านจะไปหาเตียวฮุยอ๋องก็กลัวเขาจะพบ ครั้นเที่ยวเล่นปะเลียมโพมาก็หลบเสีย เขาคิดทำร้ายท่าน ท่านก็ไม่โกรธ พวกข้าพเจ้าเห็นท่านเป็นไจเสียงนี้ที่ก็แข็งแรงแล้ว เหตุใดท่านจึงทำเหมือนใจผู้หญิงเล่า ข้าพเจ้าทั้งปวงสู้ละบิดามารดามาพึ่งท่านหมายจะได้มีชื่อและหน้าก็จะป่วยการเสียเปล่า ซึ่งท่านมาหลบเขาดังนี้ คนทั้งปวงเขาจะมิเห็นว่าท่านกลัวเลียมโพหรือ ข้าพเจ้าทั้งปวงมีความอายเป็นอันมาก

ลันเซียงหยีจึงตอบว่า ท่านทั้งปวงยังไม่รู้ เราจะเปรียบความให้ฟัง จึงว่า อันเลียมโพนั้นเหมือนเจ้าเมืองจิ๋นหรือ คนทั้งปวงก็ว่าเจ้าเมืองจิ๋นดีกว่า ลันเซียงหยีจึงว่า ครั้งเราไปพูดกับเจ้าเมืองจิ๋นที่เมืองจิ๋นตี๋นั้น เราก็หากลัวเจียวเสียงอ๋องไม่ อันเลียมโพนี้เป็นแต่ผู้น้อยเหตุใดเราจึงจะกลัว ซึ่งเราทำทั้งนี้ก็เพราะรักเตียวฮุยอ๋องคนเดียวดอก ถ้าเราโกรธตอบเลียมโพแล้ว ก็เหมือนเสือต่อเสือเข้าสู้กัน แม้นข้างไหนเสียทีก็คงตายเป็นอันแน่ อันเลียมโพนี้เป็นคนมีฝีมือ ตัวเราก็มีแต่สติปัญญา อุปมาเหมือนปีกสองข้างของเตียวฮุยอ๋องก็เหมือนกัน แม้นปีกนั้นหักเสียข้างหนึ่งก็จะพาเตียวฮุยอ๋องไม่มีความสบาย ซึ่งเราทำทั้งนี้ด้วยหมายว่าจะดีกับเลียมโพเสียจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงเตียวฮุยอ๋องกับราษฎรให้เป็นสุขจึงจะชอบ คนทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับแล้วสรรเสริญลันเซียงหยีต่างๆ

อยู่มาวันหนึ่ง พวกของลันเซียงหยีกับพวกของเลียมโพไปซื้อสุรากินโรงเดียวกัน พวกลันเซียงหยีนั้นถือตัวว่าเป็นบ่าวไจเสียงก็ชิงที่พวกเลียมโพนั่ง พวกเลียมโพจึงว่า แต่นายท่านยังกลัวนายเรา แม้นพบทีไรก็หลบเสียทุกครั้งหารอหน้าไม่ ท่านนี้ถือตัวอย่างไรจึงจะมาข่มเหงเรา พวกลันเซียงหยีก็ตอบว่า นายเราทำทั้งนี้ก็เพราะรักเตียวฮุยอ๋องดอก อันนายเรามีสติปัญญา นายท่านมีแต่ฝีมือ ท่านทั้งสองคนนี้ถ้าขาดแต่คนหนึ่งแล้วบ้านเมืองก็หาความสุขมิได้ นายเราคิดดังนั้นจึงหลบเสียเพราะจะให้มีความสุข ซึ่งจะกลัวนายท่านนั้นหาไม่

ขณะนั้นพอหงอเคงเดินมาได้ยินเข้า จึงเอาความไปบอกเตียวฮุยอ๋องทุกประการ เตียวฮุยอ๋องรู้ดังนั้นจึงให้หาตัวเลียมโพเข้ามาก็เล่าความซึ่งหงอเคงได้ยินนั้นให้ฟังทุกประการ แล้วว่าท่านทำดังนี้หาควรไม่ เลียมโพได้ยินดังนั้นตกใจรู้สึกตัวจึงบอกเตียวฮุยอ๋องว่า ข้าพเจ้าผิดเองจะต้องไปสมาลันเซียงหยีจึงจะชอบ ว่าแล้วก็คำนับลาเตียวฮุยอ๋องกลับไปบ้าน ส่วนหงอเคงเห็นดังนั้นก็รีบเอาเนื้อความไปบอกกับลันเซียงหยีทุกประการ

ฝ่ายเลียมโพเมื่อจะไปสมาลันเซียงหยีนั้น แต่งตัวเหมือนคนโทษเอาไม้ผูกหลังอันหนึ่งแล้วก็ไป ครั้นมาถึงเห็นลันเซียงหยีออกมาคอยอยู่นอกบ้านก็ตรงเข้าไปคำนับแล้วว่าข้าพเจ้าผิดเอง ซึ่งท่านไม่ถือโกรธนั้นคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าว่าเกินเลยไว้แต่หลังจงขออภัยเสียเถิด ลันเซียงหยีจึงว่าเราก็เป็นขุนนางด้วยกัน เมื่อท่านรู้สึกตัวว่าผิดแล้วก็แล้วไปเราไม่ถือโทษ เหตุไรท่านจึงทำแก่ตัวมาถึงเพียงนี้หาควรไม่ แต่นี้ไปท่านกับเราจงนึกว่าร่วมแซ่กันเถิด เลียมโพได้ยินลันเซียงหยีว่าก็คำนับแล้วรับคำว่า เราทั้งสองคงจะรักกันไปกว่าจะสิ้นชีวิต ว่าแล้วต่างคนก็ต่างชวนกันกินโต๊ะพอสมควร เลียมโพก็คำนับลากลับไปบ้าน เตียวฮุยอ๋องครั้นรู้ว่าเลียมโพกับลันเซียงหยีชอบกันก็ดีใจ จึงให้รางวัลแก่หงอเคงแล้วเลื่อนที่ขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องตั้งแต่ส่งเจ้าเมืองเตียวไปแล้ว จึงจัดทัพให้แปะคี้เป็นแม่ทัพ งุ่ยเยี้ยมเป็นทัพหน้า ยกไปตีเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อสู้มิได้ ก็อพยพหนีไปอาศัยอยู่เมืองตีน จึงคิดว่าจะตีเอาเมืองคืนก็เห็นจะไม่ได้ จึงสั่งให้อึงเทียดพาฮิมอวนซึ่งเป็นไทจูให้ไปอยู่กับเจ้าเมืองจิ๋น แล้วก็ยกที่เมืองเทงโตหนึ่ง เมืองงิมต๋งหนึ่ง ซึ่งทหารเมืองจิ๋นตีได้นั้นให้เจียวเสียงอ๋องเสียขอเป็นไมตรีต่อไป เจียวเสียงอ๋องแจ้งดังนั้นก็ยอม จึงเปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่ เมืองเทงโตตั้งชื่อนํ่ากุน เมืองงิมต๋งตั้งชื่องิมต๋งกุน แล้วก็สั่งให้อึงเทียดกลับไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อแจ้งแล้วก็หากลับไปเมืองไม่ ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ในเมืองตีนนั้นเอง

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องครั้นอึงเทียดไปแล้ว ก็ให้ทหารไปบอกแปะคี้กับงุ่ยเยี้ยมให้ไปตีเมืองงุย แปะคี้งุ่ยเยี้ยมแจ้งดังนั้นก็ยกไปตีเมืองงุย ครั้นมาถึงตำบลไตเหลียง ชาวเมืองงุยก็ให้ม้าใช้เอาความไปแจ้งแก่งุยอายอ๋อง งุยอายอ๋องรู้ดังนั้นจึงสั่งให้เปาเอี๋ยนเป็นแม่ทัพคุมทหารสี่หมื่นยกไปรบแปะคี้ สู้แปะคี้ไม่ได้ แปะคี้ก็ฆ่าเปาเอี๋ยนตาย ทหารเปาเอี๋ยนก็แตกหนีกลับไปเมืองงุย

ฝ่ายเจ้าเมืองงุยแจ้งดังนั้นเห็นจะสู้มิได้ก็ยกหัวเมืองขึ้นให้สามตำบล แปะคี้กับงุ่ยเยี้ยมได้หัวเมืองสามตำบลก็ยกกลับไป ครั้นมาถึงเมืองจิ๋นก็เอาความเข้าไปบอกแก่เจียวเสียงอ๋องทุกประการ เจียวเสียงอ๋องครั้นแจ้งก็ดีใจ จึงตั้งให้แปะคี้เป็นบู๊อันกุ๋นใหญ่กว่าที่ไจเสียง แล้วจึงปูนบำเหน็จทหารทั้งปวงตามสมควร เจียวเสียงอ๋องอยากจะได้เมืองขึ้นอีกจึงให้ฮูเซียงเป็นแม่ทัพ งุ่ยเยี้ยมเป็นทัพหน้ายกไปตีเมืองงุยอีก ฮูเซียงกับงุ่ยเยี้ยมก็คำนับลามาจัดทหารพร้อมแล้วก็รีบยกไปมืองุย ครั้นมาถึงเมืองนํ่าเอี๋ยงก็หยุดทัพตั้งค่ายอยู่ที่นั้น

ฝ่ายมั่งเป่าซึ่งรักษาเมืองนํ่าเอี๋ยงแจ้งดังนั้น จึงจัดทหารพร้อมแล้วก็ยกออกมารบกับงุ่ยเยี้ยม ทานกำลังงุ่ยเยี้ยมมิได้ มั่งเป่าก็พาทหารหนีไปเมืองงุย เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่งุยอายอ๋องทุกประการ

ฝ่ายฮูเซียงกับงุ่ยเยี้ยมก็ยกเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองนํ่าเอี๋ยงแล้ว จำจะต้องไปบอกเจียวเสียงอ๋องให้แจ้งก่อน ท่านจงรักษาเมืองอยู่แต่ผู้เดียว เราจะกลับไปเมืองจิ๋น ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้วฮูเซียงก็รีบกลับไปเมืองจิ๋น เข้าไปคำนับเจียวเสียงอ๋องแล้วแจ้งความให้ฟังทุกประการ เจียวเสียงอ๋องรู้ดังนั้นจึงมีหนังสือให้ไปตั้งงุ่ยเยี้ยมเป็นเจ้าเมืองน่ำเอี๋ยงชื่อเซียงโห เมืองนํ่าเอี๋ยงก็เปลี่ยนชื่อใหม่ ชื่อเมืองนํ่าเอี๋ยงกุ๋น ส่งให้คนใช้ถือไปให้งุ่ยเยี้ยมแล้วเจียวเสียงอ๋องก็สั่งให้ฮูเซียงคุมทหารยี่สิบหมื่นไปตีเมืองหัน ฮูเซียงก็คำนับลามาจัดทหารพร้อมแล้วก็ยกไปเมืองหัน ครั้นมาถึงเมืองฮูอือก็ให้หยุดทหารตั้งค่ายมั่นอยู่

ฝ่ายผู้รักษาเมืองแจ้งดังนั้นก็ให้ม้าใช้ถือหนังสือแจ้งข้อราชการเข้าไปยังเมืองหัน หันลีอ๋องรู้ดังนั้นจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งให้ไปขอกองทัพเมืองเตียวมาช่วย ขุนนางก็ถือไปให้เตียวฮุยอ๋อง เตียวฮุยอ๋องเจ้าเมืองเตียวแจ้งในหนังสือแล้ว ให้หาขุนนางเข้ามายังที่ว่าราชการพร้อมกันจึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้เจ้าเมืองจิ๋นให้ทหารมาตีเมืองหัน เจ้าเมืองหันให้มาขอกองทัพไปช่วยท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ลันเซียงหยีหนึ่ง เลียมโพหนึ่ง เง่าเซงหนึ่ง สามคนจึงว่าทางที่จะไปเมืองหันนั้น ข้าพเจ้าเห็นแคบลำบากนัก ท่านหาควรที่จะไปไม่ เตียวสินจึงว่าอันเมืองหันกับเมืองงุยนี้ก็เป็นไมตรีกันกับเรา ซึ่งท่านจะนิ่งเสียให้เมืองหันแตกนั้น เมืองเราก็จะพลอยมีอันตรายเป็นมั่นคง เตียวเฉียนิ่งฟังอยู่ที่นั่นแต่มิได้ว่าประการใด

เตียวฮุยอ๋องเห็นเตียวเฉียไม่พูด จึงถามเตียวเฉียว่าท่านคิดเป็นประการใดจึงนิ่งเสีย เตียวเฉียจึงตอบว่า ท่านจะไปช่วยเมืองหันรบกับทหารเมืองจิ๋นนั้นก็เปรียบเหมือนหนูต่อหนูเข้าสู้กันในรูก็เหมือนกัน ถ้าตัวไหนมีกำลังตัวนั้นก็จะชนะหาพอเป็นไรไม่ข้าพเจ้าจึงนิ่งอยู่ เตียวฮุยอ๋องได้ฟังเตียวเฉียเปรียบก็ชอบใจ จึงสั่งให้เตียวเฉียเป็นแม่ทัพ คุมทหารห้าหมื่นยกไปช่วยเมืองหัน เตียวเฉียก็คำนับลาออกมาจัดทัพเป็นขบวนศึกเสร็จแล้วก็ยกไป เดินทางได้ประมาณสามสิบลี้ เตียวเฉียสั่งทหารให้หยุดทัพตั้งค่ายมั่นลงไว้ จึงประกาศทหารมิให้พูดว่าจะยกไปไหน ถ้าใครเอาการทัพมาพูดก็จะตัดศีรษะเสีย ทหารทั้งปวงแจ้งความแล้วก็ชวนกันหากินอยู่ตามสบาย เวลาวันหนึ่งทหารในค่ายเตียวเฉียไปเที่ยวเล่นเห็นชายชาวบ้านสองคนเดินพูดกันว่า ทหารเมืองจิ๋นยกเข้าตีเมืองฮูอือจวนจะได้อยู่แล้ว ทหารเตียวเฉียได้ยินดังนั้นก็เอาเนื้อความกลับเข้ามาแจ้งแก่เตียวเฉีย เตียวเฉียได้ฟังก็โกรธ จึงว่าเราได้ประกาศไว้ เหตุใดตัวจึงเอาการทัพมาพูด โทษตัวผิดอยู่ ก็สั่งทหารให้เอาตัวไปฆ่าเสีย แต่นั้นมาทหารทั้งปวงก็กลัวเตียวเฉียขึ้นเป็นอันมาก เตียวเฉียก็ให้ทหารขุดคูรอบค่ายจะได้ใช้นํ้า จึงเอาดินมาทิ้งขึ้นให้สูงรอบค่ายทำเป็นกำแพง แล้วเตียวเฉียก็สั่งทหารมิให้เที่ยวไปนอกค่าย แต่ตั้งอยู่ที่นั่นได้ยี่สิบแปดวัน กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงฮูเซียงว่าเมืองเตียวยกกองทัพมาช่วยเมืองหันแต่ยังหาแน่ไม่ จึงใช้ทหารไปสืบดูได้ความแล้วก็กลับมาบอกว่า เมืองเตียวให้เตียวเฉียเป็นแม่ทัพ ยกมาตั้งค่ายถมดินทำกำแพงอยู่ห่างเมืองประมาณสามสิบลี้ ตั้งหากินเป็นปกติอยู่ ฮูเซียงก็หาเชื่อไม่ ด้วยคิดว่าถ้าเมืองเตียวยกมาช่วยจริงแล้วจะมาตั้งมั่นอยู่ทำไม จึงให้คนสนิทปลอมเป็นชาวบ้านเข้าไปบอกเตียวเฉียว่า เมืองฮูอือจวนจะเสียอยู่แล้วให้รีบยกมาช่วยโดยเร็ว คนสนิทก็คำนับลาไปยังค่ายเตียวเฉีย เข้าไปคำนับเตียวเฉียแล้วเล่าความตามฮูเซียงสอนทุกประการ

เตียวเฉียได้ฟังดังนั้นก็พิศดูหน้ารู้ว่าเป็นชาวเมืองจิ๋นจึงแกล้งว่า เมืองหันเป็นเมืองใกล้กับเมืองเตียว เจ้าเมืองหันให้มาขอกองทัพนายเรา เราขัดไม่ได้จึงให้ยกมา เรารู้ดังนั้นจึงมาตั้งอยู่ที่นี่พอเป็นที เราหายกไปช่วยให้ป่วยการไม่ ทั้งเจ้าเมืองจิ๋นก็เป็นไมตรีกับนายเรา ท่านอย่าเอาความของเขามาพูดต่อไปอีกเลย จงอยู่กินโต๊ะเล่นด้วยกันเถิด เตียวเฉียก็สั่งให้คนใช้ยกโต๊ะมาเลี้ยงคนที่มาแล้วจึงพาไปเที่ยวดูตามค่ายของตัวทุกแห่ง คนที่มาเห็นดังนั้นแล้วก็คำนับลาเตียวเฉีย เอาเนื้อความไปแจ้งแก่ฮูเซียงทุกประการ แล้วจึงว่าข้าพเจ้าเห็นเตียวเฉียมิได้คิดประการใด ทั้งทหารก็ปลูกกระท่อมหากินอยู่เป็นปกติ ฮูเซียงได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงว่าเตียวเฉียเห็นจะไม่ยกมาช่วยแล้ว เราคงจะได้เมืองฮูอือเป็นมั่นคง แต่นั้นมาฮูเซียงก็หาระวังเตียวเฉียไม่

ฝ่ายเตียวเฉียตั้งแต่คนที่มาไปแล้วสามวันจึงจัดทัพ เอาแต่ทหารที่มีกำลังเคยขี่ม้าชำนาญเกาทัณฑ์หมื่นหนึ่งเป็นทัพหน้า เตียวเฉียเป็นทัพหลวง รีบยกไปทั้งกลางวันกลางคืนมิได้หยุด เดินทัพได้สองวันกับคืนหนึ่งก็ถึงแดนเมืองหัน เตียวเฉียจึงสั่งให้ทหารตั้งค่ายในกลางคืน ขนาบหลังทหารเมืองจิ๋นไว้ ไกลเมืองฮูอือประมาณสิบห้าลี้ ครั้นรุ่งเช้าฮูเซียงรู้ว่าเตียวเฉียยกมาก็โกรธนัก แล้วให้แยกทหารออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้ซือหลีคุมทหารล้อมเมืองฮูอือไว้ ส่วนหนึ่งฮูเซียงก็รีบยกจะไปรบกับเตียวเฉีย

ขณะเมื่อเตียวเฉียตั้งทัพอยู่นั้น มีทหารเลวคนหนึ่งชื่อเขาเละเขียนหนังสือสองตัวใส่กระดาษเอาเข้าไปส่งให้เตียวเฉีย เตียวเฉียรับเอามาดูได้ใจความว่า ข้าพเจ้าจะขอพูดให้ฟังบ้าง เตียวเฉียจึงถามเขาเละว่าตัวจะว่ากระไรก็ว่าไปเถิด เขาเละจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นทหารของท่านมาถึงใหม่ ยังมิทันเห็นฝีมือข้าศึกก็มีใจประมาทระส่ำระสายอยู่หาเป็นขบวนศึกไม่ ขอท่านจงจัดแจงเสียใหม่จึงจะชอบ แม้นนิ่งไว้ฉะนี้ ถ้าทหารเมืองจิ๋นยกมารบก็จะเสียทีเป็นมั่นคง เตียวเฉียก็เห็นด้วย จึงจัดแจงทหารเสียใหม่ ให้รักษาค่ายระวังตัวจงทุกคน เขาเละก็มาบอกเตียวเฉียอีกว่าท่านตั้งค่ายอยู่ที่นี่หาชอบกลไม่ ข้าพเจ้าเห็นเขาแห่งหนึ่งอยู่ข้างทิศใต้ใกล้เมืองฮูอือนั้นเป็นที่ชัยภูมิดี แม้นท่านให้ทหารไปตั้งอยู่ที่เขานั้นอีกแห่งหนึ่งจึงจะมีชัยแก่ข้าศึกเป็นมั่นคง เตียวเฉียก็เห็นด้วย จึงให้เขาเละคุมทหารหมื่นหนึ่งไปตั้งค่ายอยู่บนเขาสูงมองไปเห็นในค่ายฮูเซียง

ขณะนั้นฮูเซียงยกทัพมาเห็นค่ายตั้งอยู่บนเขาสำคัญว่าค่ายเตียวเฉีย กำลังโกรธหาทันพิจารณาไม่ก็เร่งทหารให้ขึ้นไปบนเขา ทหารทั้งปวงจะขึ้นไปก็มิถนัดด้วยลูกหินเป็นเหลี่ยมงอกเกะกะเหยียบพลาดก็เจ็บป่วยอยู่เป็นอันมาก เขาเละเห็นดังนั้นก็สั่งทหารให้เอาหินกลิ้งลงมาถูกทหารฮูเซียงตายเป็นหลายคน ฮูเซียงเห็นดังนั้นโกรธนักชักกระบี่ออกไล่ทหารให้ขึ้นไปรบหักเอาให้ได้

ฝ่ายเตียวเฉียได้ยินทหารอื้ออึงอยู่ข้างทิศตะวันตกก็รู้แน่ว่ากองทัพมาตีค่าย เขาเละจึงยกทหารออกตีกระหนาบหลังเข้าไป ฮูเซียงเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึงแบ่งทหารออกเป็นสองกอง กองหนึ่งรบกับทัพเตียวเฉีย กองหนึ่งคอยระวังทหารที่บนเขา เตียวเฉียเห็นฮูเซียงรบเป็นสองกังวลอยู่ จึงให้ทหารเกาทัณฑ์หมื่นหนึ่งนั้นแยกเป็นปีกการะดมยิงทหารฮูเซียงล้มตายเป็นอันมาก เขาเละเห็นได้ทีจึงไล่ทหารลงจากเขารบขนาบเข้ามา ทหารเมืองจิ๋นสู้มิได้ก็แตกกระจัดพลัดพรายกัน ทหารเมืองเตียวสองทัพก็ระดมกันฆ่าฟันทหารฮูเซียงล้มตายวิ่งหนีเข้าป่า ฮูเซียงเห็นดังนั้นก็ตกใจชักม้าหนี เขาเละกับทหารก็ติดตามไป พอม้าฮูเซียงพลาดคุกเข่าลงฮูเซียงก็ตกจากม้า ทหารเขาเละก็กรูกันเข้าไปจับตัว

ขณะนั้นพอซือหลีซึ่งคุมทหารล้อมเมืองฮูอืออยู่นั้นยกมาทันก็เข้ารบต้านทานทหารเมืองเตียวไว้ ฮูเซียงก็หนีไปได้ พอเตียวเฉียยกหนุนมา ซือหลีก็ถอยหนีไปทางประมาณห้าสิบลี้ ก็กลับเข้าสู้กับทหารเมืองเตียวอีก เตียวเฉียก็คุมทหารตามมาช่วยเขาเละ แน่นหนุนเนื่องกันขึ้นมา ซือหลีก็ล่าทัพรีบหนีไป เตียวเฉียเห็นจะไล่มิทัน ทั้งทหารก็หย่อนกำลังลง จึงตีม้าล่อเลิกทัพกลับเข้าค่าย เจ้าเมืองหันแจ้งว่าทหารเมืองจิ๋นแตกหนีไป ก็สั่งให้จัดแจงโต๊ะกับสิ่งของซึ่งจะไปปูนบำเหน็จทหารเมืองเตียวพร้อมเสร็จแล้ว ก็พาขุนนางออกไปถึงค่ายเตียวเฉีย ให้ยกโต๊ะเข้าไปเลี้ยงเตียวเฉียกับทหารทั้งปวงแล้วก็ปูนบำเหน็จให้ตามสมควร หันลีอ๋องจึงเขียนหนังสือให้เตียวเฉียฉบับหนึ่งอวยพรไปถึงเตียวฮุยอ๋อง แล้วยกบุญคุณเป็นอันมาก ครั้นเสร็จแล้วก็พาขุนนางกลับเข้าเมือง

ฝ่ายเตียวเฉียก็ยกทัพกลับไป ครั้นถึงเมืองเตียวก็เข้าไปคำนับเตียวฮุยอ๋อง ส่งหนังสือให้แล้วแจ้งความทุกประการ เตียวฮุยอ๋องยินดีนักจึงตั้งเตียวเฉียให้เป็นแบ๋หกกุ๋น ให้ช่วยลันเซียงหยีเลียมโพว่าราชการในเมืองเตียว เตียวเฉียก็ทูลความให้เขาเละ เตียวฮุยอ๋องก็ตั้งเขาเละให้เป็นเคาะอวย ขุนนางทั้งปวงก็คำนับลาไปบ้าน เวลาวันหนึ่งเตียวเฉียนั่งอยู่ด้วยภรรยาหามีราชการไม่ จึงเรียกเตียวกวดผู้บุตรเข้ามาแล้วถามว่า เราให้เอ็งเล่าเรียนหนังสือซึ่งจะทำศึกเป็นกลอุบาย ยังจำได้ขึ้นใจแล้วหรือ เตียวกวดจึงว่าข้าพเจ้าจำได้แล้ว เตียวเฉียก็ให้ว่าให้ฟัง เตียวกวดก็ว่าปากเปล่ามิได้พลั้งผิด แล้วเตียวเฉียจึงถามว่าถ้าการทัพมีมาเอ็งจะทำเป็นประการใด

เตียวกวดจึงตอบว่า ถ้าข้าพเจ้าได้เป็นแม่ทัพแล้ว จะจัดทัพให้เดินเป็นขบวนศึกจึงจะมีสง่า แม้นจะตั้งค่ายก็จะหาที่ชัยภูมิมิให้ขัดสนด้วยนํ้าและผลไม้ต่างๆ ถ้าข้าศึกจะคิดเป็นกลอุบายประการใด ข้าพเจ้าก็จะคิดแก้ตามตำรามิให้เพลี่ยงพลํ้าเสียทีได้ เตียวเฉียจะถามสิ่งใดก็แก้ไขถูกต้องขนบธรรมเนียมแม่ทัพไม่ขัดสน เตียวเฉียก็นึกแต่ในใจว่า ลูกคนนี้ฉลาดนัก แต่มิได้ว่าประการใด เตียวกวดก็คำนับลาบิดาเข้าไปในเรือน ภรรยาเตียวเฉียจึงพูดกับเตียวเฉียว่า ลูกเราคนนี้นานไปจะได้เป็นขุนนางเหมือนท่าน เตียวเฉียได้ยินภรรยาชมบุตรก็ถอนใจใหญ่จึงบอกว่า ถ้าเตียวฮุยอ๋องให้บุตรเราเป็นขุนนางบ้านเมืองก็จะหาสบายไม่ แม้นเตียวฮุยอ๋องไม่เลี้ยงไว้ก็จะเป็นบุญของเตียวฮุยอ๋อง ภรรยาจึงถามว่าเหตุใดท่านจึงว่าดังนี้เล่า เตียวเฉียจึงตอบว่า อันเราว่าดังนี้ก็เพราะเห็นว่าบุตรเราจะคิดเกินไป ด้วยถือตัวว่ารู้มาก แม้นทำราชการก็เห็นจะไม่ปรึกษาผู้น้อยและผู้ใหญ่ การของเตียวฮุยอ๋องก็จะเสียไป คนทั้งปวงก็จะพลอยยับด้วย ถึงจะไปทำศึกก็หาชนะไม่ เราจึงว่าดังนี้ ภรรยาเตียวเฉียได้ยินดังนั้นก็นิ่งไป อยู่มาวันหนึ่งภรรยาเตียวเฉียจึงเอาเนื้อความซึ่งเตียวเฉียว่านั้นบอกแก่เตียวกวดผู้บุตรทุกประการ เตียวกวดจึงว่า บิดาข้าพเจ้าชราแล้วก็ย่อมมีอัชฌาสัยอยู่เองจึงว่าดังนี้ ถึงจะว่าอย่างไรก็ตามเถิดข้าพเจ้าหาถือไม่

อยู่มาประมาณสองปีเตียวเฉียก็ป่วยลง หาแพทย์มารักษาก็ไม่หายโรคนั้นยิ่งมากขึ้น จึงเรียกบุตรเข้ามาแล้วสอนว่า ซึ่งผู้ใดจะเป็นแม่ทัพไปรบกับข้าศึกนั้นยากนัก เอ็งอย่าได้ประมาท แม้นทัพต่อทัพตั้งประชิดกันเข้าแล้ว ถ้าคิดชนะแต่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ พึงคิดแพ้เสียก่อน จงตรึกตรองอย่าดูหมิ่น แต่เราทำศึกมาหลายปีแล้วก็มิได้เสียทีแก่ข้าศึก ถึงจะตายก็มีความสบายเปรียบเหมือนผลไม้สุกก็หล่นไปเองหามีใครทำอันตรายไม่ ตัวเอ็งนี้หาสติปัญญาไม่ อย่าไปรับเป็นแม่ทัพเลยเป็นอันขาด แม้นขืนไปเป็นแม่ทัพแล้วก็จะพลอยให้ชื่อและแซ่ของเราเสียไป แล้วจึงเรียกภรรยาเข้ามาสั่งว่าเราหาบุญไม่แล้ว ถึงเตียวฮุยอ๋องจะมาเอาเตียวกวดไปตั้งแทนที่เรา เจ้าจงบอกว่าเราสั่งไว้ ถ้าแม้นเตียวกวดไปเป็นแม่ทัพ บ้านเมืองก็จะมีอันตราย พูดยังมิทันขาดคำโรคนั้นกำเริบหนักขึ้น เตียวเฉียก็ขาดใจตาย ภรรยากับบุตรก็ร้องไห้รักเตียวเฉียเป็นอันมาก แล้วให้คนเข้าไปแจ้งแก่เตียวฮุยอ๋อง เตียวฮุยอ๋องรู้ก็มีความเสียดายนัก จึงสั่งให้เอาศพไปฝังตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ