๓๗

อยู่มาวันหนึ่ง เทาสูเห็นจิ้นบุนก๋งนั่งเยี่ยมหน้าต่างตึกอยู่ผู้เดียวชอบกล จึงเข้าไปคำนับบอกว่า นางฮูกิดซึ่งเป็นภรรยาของท่านกับก๋งจูหงวนบุตรชายนางเป๊กกี บุตรหญิงทั้งสามคนนั้น เมื่อท่านหนีไปจากเมืองข้าพเจ้าได้พาไปฝากไว้กับซุยซีที่เมืองเป๊ก และได้เอาข้าวของและเงินทองไปส่งให้มิได้ขาด จิ้นบุนก๋งได้ฟังดังนั้นมีความยินดีจึงว่า เมื่อแรกท่านมาหาเราเหตุใดท่านไม่บอกเล่า เทาสูจึงว่า เมื่อแรกข้าพเจ้ามาหาท่านยังมีความกลัวท่านนัก ไม่รู้ว่านํ้าใจท่านจะคิดประการใดจึงมิได้บอก บัดนี้เห็นว่าท่านรักใคร่คนเก่าอยู่ ข้าพเจ้าจึงบอกความทั้งนี้

จิ้นบุนก๋งจึงให้เทาสูเอาเงินทองและแพรไปให้แก่ผู้ที่รับฝากถึงใจแล้วให้เทาสูรับนางฮูกิดกับบุตรทั้งสองมา เทาสูรับคำจิ้นบุนก๋งแล้วก็ไปรับบุตรภรรยาจิ้นบุนก๋งกลับมาส่งจิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งครั้นได้นางฮูกิดกับบุตรมาถึงก็มีความยินดีนัก จึงตั้งก๋งจูหงวนเป็นที่ซีจู แล้วให้หาเตียวสวยเข้ามาว่า ท่านเป็นทหารได้ติดตามเราทำการมีความชอบจนได้บ้านเมืองคืนสำเร็จ ความชอบของท่านมากนัก นางป๊กกีซึ่งเป็นบุตรเราก็เป็นที่รักหาอุปมาไม่ เรายกให้แก่ท่าน จงพาไปเลี้ยงเป็นภรรยาเถิด

เตียวสวยมีความยินดีนักคุกเข่าลงคำนับ แล้วก็รับนางป๊กกีไปเป็นภรรยา จึงแปลงแซ่เดิมเสีย เอาแซ่ของตัวแทรกเข้า ให้ชื่อว่านางเตียวกี ครั้นนางเตียวกีอยู่ด้วยเตียวสวยสองสามวัน จึงว่ากับเตียวสวยให้เตียวฉุยไปรับภรรยาเก่ากับบุตรมาไว้ด้วยกันเถิด เตียวสวยก็นิ่งเสียมิได้ไปรับตามคำนางเตียวกี นางเตียวกีจึงคิดว่า เราได้ว่ากล่าวเตียวสวยให้ไปรับภรรยาและบุตรมาก็ไม่ไป เหมือนเตียวสวยจะแกล้งให้คนทั้งปวงนินทาเราว่าเป็นบุตรเจ้าเมืองมาชิงเอาสามีท่านให้เด็ดขาด คิดแล้วจึงไปบอกความกับบิดาตามคำที่คิดไว้นั้น จิ้นบุนก๋งแจ้งความก็เห็นชอบ จึงให้ไปรับนางซกกุ๋ยกับเตียวต้นผู้บุตรมาส่งให้เตียวสวย เตียวสวยก็รับไว้ แต่ไม่เลี้ยงเป็นภรรยาด้วยเกรงจิ้นบุนก๋งอยู่ นางเตียวกีจึงว่ากับเตียวสวยว่า ถ้าท่านมิเลี้ยงนางซกกุ๋ยแล้ว เราก็ไม่ยอมอยู่เป็นภรรยาท่าน จะลาไปอยู่ด้วยบิดาเรา

เตียวสวยได้ฟังดังนั้นมิรู้ว่าจะคิดอ่านประการใดดี จึงเอาความไปแจ้งแก่จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งจึงว่า ถ้อยคำเตียวกีว่านั้นชอบต้องด้วยอย่างธรรมเนียม ท่านจงตั้งนางซกกุ๋ยเป็นภรรยาใหญ่ ให้เตียวกีเป็นภรรยาที่สอง เตียวสวยครั้นได้ฟังดังนั้น จะขัดขวางก็กลัวจิ้นบุนก๋งจึงทำตามถ้อยคำ วันหนึ่งจิ้นบุนก๋งจึงให้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยฝ่ายทหารพลเรือนมาพร้อม จึงจัดทหารที่มีความชอบเป็นสามอย่าง ที่พวกติดตามไปเป็นคนแต่ครั้งหนีไปจากเมืองจิ้นนั้น ตั้งเตียวสวยเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร เฮาเอียนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน เฮามัว คิวกุย งุยฉิว ฮูเฉียโก เตียวเกียว เป็นปลัดเตียวสวยกับเฮาเอียนพวกหนึ่ง ที่ได้มีหนังสือลับไป ลอนกี๋ ซับจิ๋น ซือโฮย จิวจี๋ เกียดสี เป๊กกี่มัว หกคนที่ได้ออกไปรับเพียงนอกเมือง คับโปเฮียง ฮันกัน กันเลียงกี๋ บีเก๋เหยียบเต๋ เสนสิวห้าคน บรรดาคนที่มีความชอบทั้งสามพวก นั้นก็ปูนบำเหน็จให้เงินทองตามความชอบมากและน้อยเป็นลำดับกัน ที่เป็นขุนนางอยู่แต่ก่อนได้กินบ้านส่วยพอสมควรอยู่แล้วก็ได้คงอยู่ตามเดิม ที่เป็นขุนนางขึ้นใหม่ก็จัดแจงบ้านส่วยให้พอสมยศศักดิ์ทุกตำแหน่ง

แต่เฮาเอียนนั้นจิ้นบุนก๋งว่า เราได้เอาหยกของท่านทิ้งลงในน้ำวันให้สัตย์สาบานกัน เราจะใช้ให้ท่านใหม่ จึงเอาหยกให้เฮาเอียนอีกห้าคู่ แล้วว่า ถึงเฮาตุกซึ่งเป็นบิดาเฮาเอียนที่จิ้นฮุยก๋งฆ่าเสียนั้น ความชอบของเฮาตุกมีมากนัก จึงสั่งให้ก่อกุฏิสวมที่ฝังศพเฮาตุกไว้ที่ตำบลจึนเอี๋ยง บนเขาแปะฮัวสัน ให้จารึกชื่อเฮาตุกไว้ที่นั้น ให้มีเครื่องบูชาเซ่นไหว้เป็นนิจ ครั้นนานมาคนทั้งปวงจึงเรียกว่าเขาเฮาตุกสัน จิ้นบุนก๋งให้เขียนหนังสือไปปิดไว้ทุกประตูเมืองว่า ถ้าผู้ใดได้ทำความชอบไว้กับเราประการใด เราหลงลืมไปมิได้ปูนบำเหน็จให้ผู้นั้นจงเร่งเข้ามาว่ากล่าวเราจะได้ให้บำเหน็จรางวัล

ฝ่ายเฮาซกซึ่งเป็นคนสำหรับขับเกวียนและทำครัวมาแต่ก่อน แจ้งดังนั้นจึงเข้ามาคำนับจิ้นบุนก๋งแล้วว่า ข้าพเจ้าได้ทำครัวให้ท่านกินทุกเพลา เมื่อท่านขึ้นขี่เกวียน ข้าพเจ้าเป็นคนขับเกวียนท่านมิได้ขาดจนมาถึงสิบเก้าปีแล้ว บัดนี้ท่านปูนบำเหน็จขุนนางทั้งปวงซึ่งได้ติดตามท่านไปด้วยกัน เหตุใดจึงมิได้ให้ของเหมือนกันเล่า ส่วนตัวข้าพเจ้าได้บำเหน็จน้อยไม่เท่ากับท่านทั้งปวงนั้นโทษข้าพเจ้าผิดประการใดหรือ จิ้นบุนก๋งได้ยินดังนั้นจึงกวักมือร้องเรียกเฮาซกเข้ามาใกล้แล้วว่า ซึ่งเราให้บำเหน็จรางวัลคนทั้งปวงมากกว่าท่านนั้น ด้วยเขามีความชอบได้ให้สติตักเตือนเราให้ทำการที่ดีมิให้อับอาย แล้วเขาก็เป็นทหารได้รบพุ่งสู้เสียชีวิตและคิดอ่านได้การต่างๆ เราจึงให้บำเหน็จเขามากตามความชอบ ตัวท่านเป็นแต่คนสำหรับใช้ทำครัวมิได้เป็นคู่คิดกัน เราจึงให้ท่านตามสมควรแต่เพียงนี้ก่อนอย่าน้อยใจเลย เฮาซกได้ฟังดังนั้นก็อายใจ มิได้ตอบประการใดคำนับแล้วก็ลาออกมา

ฝ่ายงุยฉิวเตียวเกียด ครั้นเห็นจิ้นบุนก๋งให้บำเหน็จรางวัลเตียวสวย เฮาเอียนมากมีความน้อยใจ จึงพูดกันขึ้นให้จิ้นบุนก๋งได้ยินว่า เราทั้งสองได้เป็นกองหน้า มีความชอบอยู่เป็นอันมาก เหตุใดจิ้นบุนก๋งจึงให้ข้าวของเตียวสวย เฮาเอียนมากกว่าเราหาควรไม่ จิ้นบุนก๋งได้ยินทั้งสองว่าดังนั้น จึงคิดว่าคนทั้งสองว่ากล่าวทั้งนี้ด้วยความโลภ คิดจะเอาโทษก็เอ็นดูด้วยได้เป็นเพื่อนยากจึงอดออมไว้มิได้ว่าประการใด

ฝ่ายไกจือฉุยตั้งแต่หนีต๋งนีมาเมื่อวันนั้น ครั้นถึงบ้านมารดาก็ช่วยมารดาทอเสื่อขายอยู่เป็นนิจ พอไกเตียวซึ่งเป็นเพื่อนบ้านบอกความว่า บัดนี้ต๋งนีซึ่งเป็นเจ้านายของท่านให้บำเหน็จรางวัลขุนนางที่มีความชอบเป็นอันมาก เหตุใดท่านจึงไม่เข้าไปหาต๋งนีรับบำเหน็จรางวัลด้วยเขาเล่า ไกจือฉุยได้ฟังไกเตียวบอกความดังนั้น มิได้ตอบประการใดหัวเราะแล้วก็นิ่งอยู่ ฝ่ายมารดานั่งอยู่ที่นั้นได้ยินจึงว่ากับไกจือฉุยว่า เจ้าก็ได้เป็นเพื่อนทุกข์ยากกับต๋งนีถึงสิบเก้าปี เมื่อต๋งนีอดอยากเจ้าก็ได้เชือดเนื้อต้มแกงให้ต๋งนีกิน ความชอบของเจ้าก็มีอยู่เหตุใดเจ้าจึงนิ่งอยู่ จงเร่งไปรับบำเหน็จรางวัลของท่านมาเลี้ยงกันจะมิดีกว่าที่ทอเสื่อขายอยู่อีกหรือ

ไกจือฉุยได้ฟังมารดาว่าดังนั้นจึงตอบว่า จิ้นเฮียนก๋งมีบุตรห้าคน แต่ต๋งนีบุตรที่สามเป็นคนมีบุญทั้งปัญญาอีกมาก หากเทวดาช่วยจึงได้สมบัติเป็นเจ้าเมืองจิ้น และทหารทั้งปวงถือตัวว่าทำความชอบจึงได้บ้านเมืองให้เจ้านาย ชวนกันรับเอาบำเหน็จรางวัลเปล่าๆ ที่บุญของต๋งนีไว้นั้นหามีใครเห็นไม่ ซึ่งมารดาจะให้ข้าพเจ้าไปรับบำเหน็จรางวัลมาเลี้ยงชีวิตนั้น ข้าพเจ้ามีความอดสูใจนัก จะสู้อยู่ทอเสื่อขายกินดีกว่า มารดาจึงตอบว่า ซึ่งเจ้าไม่ไปรับบำเหน็จรางวัลก็ตามเถิด แต่ว่าต๋งนีเป็นนายเก่าเป็นเจ้าเมืองขึ้นแล้ว เจ้าจงไปคำนับท่านเสียสักครั้งหนึ่งจึงจะควร ไกจือฉุยจึงตอบว่า บัดนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ได้เป็นขุนนางได้เบี้ยหวัดผ้าปีของท่าน จะเข้าไปหาท่านต้องการอะไร มารดาจึงตอบว่า ซึ่งเจ้าจะไม่เข้าไปฝากตัวแก่ท่านผู้เป็นเจ้าบ้านการเมืองนั้นก็เห็นผิดอย่างธรรมเนียมอยู่ ถ้าเจ้าจะทำดื้อดึงอยู่ดังนั้น ก็เห็นจะหาได้อยู่ใกล้บ้านเมืองท่านได้ไม่ เราจะพากันไปอยู่กลางป่ากลางดงเถิดจึงจะชอบ ไกจือฉุยจึงว่ามารดาว่ากล่าวนี้ก็ดีแล้ว จึงอุ้มมารดาขึ้นหลังพาไปอยู่กลางป่ากินแต่ลูกหมากรากไม้เป็นอาหาร ฝ่ายไกเตียวเห็นไกจือฉุยทิ้งบ้านเมืองเสีย พามารดาไปอยู่ในป่า ก็คิดวิตกว่า ความชอบของไกจือฉุยที่ทำไว้กับจิ้นบุนก๋งแต่ก่อนจะลับไป จึงคิดเขียนหนังสือสรรเสริญความชอบไกจือฉุยลอบไปปิดไว้ที่ประตูจิ้นบุนก๋งออกว่าราชการ

ฝ่ายจิ้นบุนก๋งครั้นรุ่งเช้าออกว่าราชการ เห็นหนังสือปิดไว้ที่ประตู อ่านดูแจ้งความแล้วก็คิดขึ้นได้ถึงไกจือฉุย เมื่อไปถึงเมืองโอยสิ้นเสบียงอาหาร ไกจือฉุยเชือดแขนแกงให้กิน ความชอบไกจือฉุยมีคุณกับเรายิ่งนัก คิดแล้วจึงถามขุนนางทั้งปวงว่า ใครรู้ว่าไกจือฉุยไปอยู่แห่งใดบ้างจงเร่งหาตัวมาให้เราโดยเร็ว ขุนนางซึ่งรู้แห่งบ้านไกจือฉุยนั้นก็คำนับจิ้นบุนก๋งไป ครั้นถึงตำบลเกาเหลียมที่บ้านไกจือฉุยไม่พบตัวไกจือฉุย จึงถามชาวบ้านว่า ผู้ใดรู้เห็นไกจือฉุยไปอยู่แห่งใดตำบลใด หญิงชายชาวบ้านทั้งปวงจึงบอกความว่าไกจือฉุยอยู่ที่นี่ บัดนี้หายไปทั้งมารดาได้สองสามวันแล้ว ไม่รู้ว่าจะไปแห่งใด ขุนนางแจ้งความดังนั้นก็กลับมาแจ้งความแก่จิ้นบุนก๋งว่า ข้าพเจ้าไปหาไกจือฉุยไม่พบ ไกจือฉุยทิ้งบ้านเรือนพามารดาไปไม่รู้ว่าไปตำบลใด ก็มีความวิตกคิดถึงไกจือฉุยนัก

ฝ่ายไกเตียวซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับไกจือฉุย รู้ว่าเจ้าเมืองจิ้นจะเอาตัวไกจือฉุย จึงเข้าไปแจ้งความแก่จิ้นบุนก๋งว่า ซึ่งหนังสือที่ปิดไว้ที่ประตูนั้น ใช่ไกจือฉุยจะเขียนไว้หามิได้ ข้าพเจ้ารู้ว่าไกจือฉุยมีความชอบไว้เป็นอันมาก ท่านลืมแล้วหาได้บำเหน็จรางวัลไม่ ข้าพเจ้าคิดรักท่านกลัวทหารของท่านซึ่งจะทำราชการไปภายหน้าจะเสียใจ ข้าพเจ้าจึงเขียนหนังสือสรรเสริญความชอบไกจือฉุยมาปิดไว้หวังจะเตือนสติท่านให้ระลึกได้ จิ้นบุนก๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงยกความชอบไกเตียวตั้งให้เป็นแฮไตหู แปลว่าเป็นขุนนางที่ตรีแล้วถามไกเตียวว่า ท่านรู้เห็นไกจือฉุยพามารดาไปอยู่ในแห่งใด ไกเตียวจึงบอกว่าข้าพเจ้ารู้ว่าไกจือฉุยพามารดาไปอยู่ป่าหว่างเขากิมสัน

จิ้นบุนก๋งจึงว่า ท่านจงนำเราไปที่เขากิมสันเถิด เราจะค้นเอาตัวไกจือฉุยให้ได้ แล้วจิ้นบุนก๋งก็ขึ้นเกวียนพร้อมทั้งทหารแห่ให้ไกเตียวเดินหน้านำทางไป ครั้นมาถึงเขากิมสันไกเตียวจึงบอกจิ้นบุนก๋งว่าไกจือฉุยอยู่ในหว่างเขากิมสันนี้ จิ้นบุนก๋งก็หยุดเกวียนอยู่แล้วสั่งขุนนางให้สืบเสาะดู ขุนนางทั้งปวงรับคำแล้วต่างคนก็แยกย้ายกันไปเที่ยวหาไกจือฉุย ขุนนางนายหนึ่งมาพบชาวนาเก็บฟืนอยู่ที่นั้น จึงถามว่าท่านเห็นไกจือฉุยกับมารดาอยู่ป่านี้บ้างหรือ ชาวนาจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่รู้จักไกจือฉุย แต่เพลาวานนี้มีชาวนาคนหนึ่งพาหญิงแก่มากินนํ้าที่ห้วยนี้ แล้วก็พากันเข้าไปในป่า จะเป็นไกจือฉุยหรือผู้ใดก็ไม่รู้ ขุนนางแจ้งความดังนั้นจึงกลับมาบอกจิ้นบุนก๋งตามถ้อยคำชาวนาว่า จิ้นบุนก๋งจึงว่า เราเห็นไกจือฉุยจักอยู่ในป่านี้เป็นมั่นคงแล้ว ขุนนางทั้งปวงจงเข้าไปค้นป่าหาไกจือฉุยเถิด ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างคนต่างเที่ยวตามซอกห้วยธารเขาและป่าไม้ทั่วทุกตำบลก็ไม่พบ จึงมาบอกจิ้นบุนก๋งว่าข้าพเจ้าค้นหาไกจือฉุยทั่วทุกแห่งแล้วมิได้พบ

จิ้นบุนก๋งจึงว่า ป่ามีอยู่นิดหนึ่งเท่านี้ เหตุใดจึงหาตัวไกจือฉุยไม่ได้ หรือว่าไกจือฉุยรู้ว่าเรามาติดตามหา ไกจือฉุยโกรธแกล้งหนีเสียจะให้คนทั้งปวงติเตียนเรา จำจะหาตัวให้พบจงได้ จึงสั่งขุนนางทั้งปวงว่า ท่านจงเอาไฟเผาป่าเข้า ไกจือฉุยกลัวไฟจะไหม้ ก็จะพามารดาหนีไฟออกมา งุยฉิวได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งท่านคิดอ่านนี้ชอบแล้วด้วยไกจือฉุยเป็นคนใจน้อยถือโกรธท่าน ด้วยเอาตัวหนีหาทันเสร็จการไม่ และข้าพเจ้าทั้งปวงก็เป็นข้าท่านเหมือนไกจือฉุยได้ติดตามท่านจนเสร็จราชการ มิได้หลบหลีกแต่สักครั้งหนึ่ง และไกจือฉุยคิดอ่านหนีท่านให้ต้องติดตามเหนื่อยยากดังนี้ ถ้าพบตัวไกจือฉุย ข้าพเจ้าจะชวนกันเยาะเย้ยให้ได้อาย แล้วงุยฉิวก็ชวนขุนนางทั้งปวงเอาไฟจุดป่า ไฟนั้นก็ไหม้ลุกลามไป

ฝ่ายไกจือฉุยครั้นเห็นไฟไหม้ใกล้ตัวเข้ามาจึงคิดว่า เราจะหนีออกไปก็หาต้องการไม่ ด้วยออกปากไว้ว่าจะตายในป่านี้ ถึงจะตายก็ตามเถิดจะให้ปรากฏชื่อไว้ จึงให้มารดาเข้าไปอยู่ในโพรงไม้ แต่ตัวนั้นนั่งบังอยู่ข้างนอก จนไฟไหม้หนักเข้ามาถึงที่อยู่ไหม้ไกจือฉุยกับมารดาตายในกลางไฟ ขุนนางทั้งปวงครั้นไฟไหม้ป่าดับสิ้นแล้ว จึงพากันไปเที่ยวดูเห็นแต่ร่างกระดูกคนกองอยู่เป็นสองแห่ง ก็เข้าใจว่ากระดูกไกจือฉุยกับมารดาตายอยู่ที่นี่เป็นมั่นคง จึงเก็บกระดูกมาให้จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งเห็นกระดูกแจ้งว่าไกจือฉุยตายจึงว่า เสียแรงไปเป็นเพื่อนทุกข์ยากด้วยกันมา จนอดอยากก็ได้เชือดเนื้อให้เรากินมีคุณอยู่แก่เรามากนักยังมิได้ชุบเลี้ยงทดแทนคุณเลยมาด่วนตายเสียดังนี้เล่า จิ้นบุนก๋งก็ร้องไห้รักไกจือฉุย แล้วจึงให้ขุนนางก่อกุฏิบนเนินเขากิมสันเอากระดูกไกจือฉุยใส่ไว้แล้วเกณฑ์ให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงนั้นพิทักษ์รักษาเซ่นไหว้เป็นนิจ ครั้นจัดแจงการเสร็จแล้ว จิ้นบุนก๋งก็กลับเข้าเมือง

ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋รู้ว่าต๋งนีได้เป็นเจ้าเมืองจิ้นเป็นสุขสบายแล้ว จึงคิดว่านางเจ๋เกียงเป็นภรรยาต๋งนีนั้น ครั้นจะนิ่งไว้ก็มิบังควร จำจะจัดแจงส่งไปให้ผัวเขาเถิด จึงสั่งให้จัดเกวียนที่สำหรับผู้หญิงขี่ไปทางไกลนั้นกับหญิงคนใช้ และสิ่งของให้ไปตามสมควร เสร็จแล้วให้นางเจ๋เกียงขึ้นเกวียนจัดทหารกำกับไปส่งให้ต๋งนี ณ เมืองจิ้น ต๋งนีครั้นเห็นนางเจ๋เกียงซึ่งเป็นภรรยามาถึงก็มีความยินดี จึงจัดแจงตึกให้นางเจ๋เกียงอยู่ตามสมควร แล้วปราศรัยไต่ถามว่าเจ้าเมืองเจ๋และญาติของเจ้ายังเป็นสุขพร้อมมูลกันอยู่หรือ

นางเจ๋เกียงเข้าไปคำนับแล้วตอบว่า ซึ่งเจ้าเมืองเจ๋และญาติของข้าพเจ้าก็ค่อยเป็นสุขอยู่ ครั้นบอกความดังนั้นแล้วแลดูจิ้นบุนก๋งคิดถึงความหลังกลั้นน้ำตามิได้จึงว่า เมื่อวันท่านจากข้าพเจ้าไปเป็นเพลากลางคืนไม่รู้เหตุผลว่าร้ายดีประการใด ข้าพเจ้าตั้งแต่ทุกข์ร้อนถึงท่าน ไม่เป็นอันกินอันนอนเลย ครั้นแจ้งความว่าท่านได้เป็นเจ้าเมืองข้าพเจ้าก็ยินดี เจ้าเมืองเจ๋กลัวท่านจะน้อยใจว่ายึดข้าพเจ้าไว้จึงส่งข้าพเจ้ามา

จิ้นบุนก๋งได้ฟังภรรยาว่าดังนั้นก็คิดสงสารจึงว่า ข้าจะแกล้งทิ้งเจ้าหนีไปเที่ยวหาความสุขก็หาไม่ ทหารผู้ใหญ่เขาคิดกันพาข้าหนีไป ครั้นรู้สึกขึ้นจะกลับมาคนทั้งปวงเขาไม่มา จะมาแต่ผู้เดียวก็ไกลจึงจำใจไป เดชะบุญเทพยดาช่วยจึงได้เมืองจิ้น ก็คิดว่าจะจัดแจงบ้านเมืองให้ราบคาบเป็นสุขแล้วจะไปรับ พอเจ้ามาถึงก็เป็นบุญของเราแล้วอย่าน้อยใจเลย นางเจ๋เกียงได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด ครั้นอยู่นานมาจิ้นบุนก๋งจึงรำพึงคิดว่า นางเจ๋เกียงนี้เป็นแซ่เดียวกันกับเจ้าเมืองเจ๋ซึ่งเป็นเมืองเอก แล้วมีสติปัญญารู้การงานรอบคอบชอบอัธยาศัย จิ้นบุนก๋งจึงตั้งนางเจ๋เกียงขึ้นเป็นที่ฮูหยิน ฝ่ายนางเตียวกีมาอยู่เป็นภรรยาเตียวสวยเกิดบุตรสามคนชื่อถองคนหนึ่ง ชื่อคอดคนหนึ่ง ชื่อเอ๋งคนหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่งจิ้นบุนก๋งให้หาขุนนางทั้งปวงเข้ามาพร้อมจึงว่า เราจะจัดแจงการบ้านเมืองเสียใหม่ ส่วยอากรขนอนตลาดและทางเข้ามาบรรดาซึ่งเก็บขึ้นคลังนั้น ให้ผ่อนลดลงเสียกึ่งหนึ่ง ให้เอาแต่กึ่งหนึ่ง อนึ่งผู้กระทำความผิดจะต้องปรับเป็นสินไหมพินัย และโทษอาญาหนักเบาประการใดก็ดี ก็ให้ลดลงกึ่งหนึ่งเหมือนกันทุกสิ่ง ถ้าขุนนางทั้งปวงเห็นผู้ใดมีสติปัญญาและฝีมือ ควรจะตั้งเป็นขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนได้ ก็ให้นำมาแจ้งแก่เรา เราจะได้ชุบเลี้ยงตั้งแต่งตามสติปัญญาและฝีมือไว้ช่วยกันรักษาบ้านเมืองสืบไป ตั้งแต่นั้นมาขุนนางและราษฎรทั้งปวงในเมืองจิ้นอยู่เย็นเป็นสุขกว่าแต่ก่อน กิตติศัพท์ก็เลื่องลือไปถึงเมืองตังจิวซึ่งเป็นเมืองหลวง

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงทราบความ จึงให้จิวกองฆองกับไลซูซกหินขุนนางทั้งสองนาย ถือหนังสือและตราตั้งไป ณ เมืองจิ้นว่า จิ้นบุนก๋งมีความชอบทำนุบำรุงบ้านเมืองเป็นสุขดีกว่าหัวเมืองทั้งปวง รับสั่งให้เลื่อนที่ขึ้นเป็นเฮาเป๊ก แปลว่าเป็นที่หัวเมืองใหญ่ ขุนนางทั้งสองนายรับสั่งพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง ได้หนังสือและตราตั้งแล้วก็พากันรีบไป ครั้นถึงเมืองจิ้นจึงให้ขุนนางไปบอกจิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งแจ้งความแล้วออกมารับขุนนางทั้งสองเข้าไป เชิญให้นั่งที่สมควรแล้วรับตรามาวางบนโต๊ะ จุดธูปเทียนบูชาโดยคำนับพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง และจัดแจงสิ่งของให้แก่ข้าหลวงตามธรรมเนียม

ขุนนางทั้งสองมอบตราให้จิ้นบุนก๋งแล้วก็พากันกลับไป ทูลแจ้งความแก่พระเจ้าจิวเซียงอ๋อง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็มีพระทัยยินดี ตั้งแต่วันนั้นมาก็ทรงพระเมตตาจิ้นบุนก๋งสนิทกว่าเมืองเจ๋และหัวเมืองทั้งปวง

ฝ่ายเจ้าเมืองเตงไปทำไมตรีฝากตัวกับฮีมฮุนเจ้าเมืองฌ้อ ซึ่งตั้งตัวเป็นฌ้อเซียงอ๋อง หามาขึ้นแก่เมืองหลวงตามธรรมเนียมไม่ ครั้นอยู่มารู้ว่าเจ้าเมืองกุดไปขึ้นแก่เมืองโอยก็ขัดใจ จึงจัดแจงทหารกองหน้าหลังพร้อมแล้วก็ยกทัพไป ฝ่ายเจ้าเมืองกุดครั้นรู้ข่าวว่าเจ้าเมืองเตงยกกองทัพมาถึงแดนจะออกต่อสู้ก็เห็นฝีมือทแกล้วทหารอ่อนนัก จะไม่เอาชัยชนะได้ จึงจัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการรีบไปถึงกองทัพเจ้าเมืองเตงแล้วจึงเอาเครื่องบรรณาการเข้าไปคำนับ ถือนํ้าให้ความสัตย์ยอมเป็นเมืองขึ้น เจ้าเมืองเตงเห็นเจ้าเมืองกุดเอาสิ่งของออกมาคำนับก็ยินดีให้รับของไว้ แล้วก็ยกกองทัพกลับไปเมือง เจ้าเมืองกุดครั้นเจ้าเมืองเตงยกกองทัพไปแล้ว ก็กลับมาขึ้นกับเมืองโอยเหมือนแต่ก่อน เจ้าเมืองเตงครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองกุดเสียสัตย์ ทำกลับกลอกไปดังนั้นโกรธนักจึงคิดว่าเราจะยกไปครั้งนี้ จะตีเมืองกุดให้ยับ จับเจ้าเมืองฆ่าเสียให้จงได้ แล้วสั่งยีมิกคุมทหารเป็นทัพหน้า ให้ซูเซียดเป็นยกกระบัตรทัพ ครั้นจัดแจงทหารพร้อมแล้วรุ่งขึ้นเป็นวันฤกษ์ดี เจ้าเมืองเตงก็ยกทัพรีบไป

ฝ่ายก๋งจือฮุยเจ้าเมืองโอยรู้ข่าวว่าเจ้าเมืองเตงยกทัพมาจะตีเมืองกุด ก็วิตกถึงเจ้าเมืองกุด ด้วยเป็นที่ชอบใจกันแล้วก็เป็นเมืองน้อยกำลังก็น้อย ครั้นเราจะไปช่วยรบก็เห็นไม่ชนะฝีมือทหารเมืองเตง ครั้นจะห้ามปรามโดยดีเล่า ที่ไหนเจ้าเมืองเตงจะฟังถ้อยคำ จำจะบอกหนังสือขึ้นไปเมืองหลวงให้พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงทราบ จะได้ว่ากล่าวห้ามปรามจึงจะได้ คิดแล้วจึงเขียนหนังสือบอกแจ้งความซึ่งเจ้าเมืองเตงยกทัพมาจะตีเมืองกุด แล้วให้ขุนนางถือรีบไป ครั้นขุนนางถือหนังสือมาถึงเมืองตังจิว จึงเอาหนังสือเข้าไปส่งให้ขุนนางผู้ใหญ่ ขุนนางผู้ใหญ่รู้เรื่องความแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง ทูลถวายหนังสือแจ้งความซึ่งเจ้าเมืองโอยบอกมาทุกประการ

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องแจ้งความแล้วขัดเคืองว่าเจ้าเมืองเตงทำการเหลือเกินอยู่ จึงสั่งให้สินเป๊กรีบไปห้ามปราม สั่งสอนก๋งจูเจียบอย่าให้ทำดังนี้ไม่ชอบ แม้นมิฟังจะเอาโทษ สินเป๊กรับคำแล้วออกมาจัดแจงบ่าวไพร่รีบไป ฝ่ายเจ้าเมืองเตงครั้นยกมาใกล้เมืองกุด พอมีผู้มาบอกว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องขัดเคือง ให้สินเป๊กมาห้ามมิให้ไปตีเมืองกุด ก็คิดขัดใจพระเจ้าจิวเซียงอ๋องว่ารักข้าไม่เสมอกัน รักแต่เจ้าเมืองโอย เมืองกุดมากกว่าเรา จึงสั่งให้ทหารไปจับสินเป๊กคุมไว้อย่าให้ทันเข้ามาถึงเรา ต่อเราตีเมืองกุดได้แล้วจึงจะปล่อยสินเป๊กข้าหลวงกลับไปเมืองตังจิว ทหารรับคำแล้วก็รีบมาจับสินเป๊กคุมไว้ บรรดาบ่าวไพร่สินเป๊กซึ่งมาด้วยครั้นเห็นเขาจับนายดังนั้นก็ตกใจ ชวนกันหนีกลับไปแจ้งราชการขุนนางซึ่งอยู่ ณ เมืองตังจิว แจ้งความแล้วจึงเข้าไปทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ทราบความดังนั้นก็ทรงพระโกรธ จึงให้ประชุมขุนนางผู้ใหญ่น้อยพร้อมแล้วตรัสว่า ก๋งจูเจียบทำการดูหมิ่นจับสินเป๊กขุนนางผู้ใหญ่ของเราไว้ครั้งนี้โทษผิดนัก ผู้ใดจะอาสาเราไปตีเอาเมืองเตงจับก๋งจูเจียบมาได้

ลุยซกจึงทูลว่า ครั้งพระเจ้าฮวนอ๋อง กองทัพหลวงได้ยกไปตีเมืองเตงครั้งนั้น จนพระเจ้าฮวนอ๋องถูกเกาฑัณฑ์ ถอยทัพกลับมาก็เป็นที่อัปยศ แต่นั้นมาเจ้าเมืองเตงจึงมีใจกำเริบ บัดนี้ก็ไปขึ้นกับเมืองฌ้อนับถือเมืองฌ้อว่าเป็นเมืองหลวง จึงไม่ยำเกรงพระองค์ ซึ่งจะให้ยกไปทำแก่เมืองครั้งนี้อีก ถ้าเสียทีแก่เมืองเตงก็จะเสียพระเกียรติยศต่อไปอีก ขอให้มีหนังสือไปถึงเมืองเต๊กซึ่งอยู่ใกล้กันไปตีเมืองเตง ก๋งจูเจียบก็จะยกทัพกลับไป

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็เห็นชอบด้วย จึงให้แต่งหนังสือให้ขุนนางรีบไปบอกความแก่เจ้าเมืองเต๊ก เจ้าเมืองเต๊กรู้หนังสือรับสั่งมาดังนั้น จึงจัดทหารม้าลำลองห้าร้อยให้ว่าจะไปเที่ยวไล่เนื้อ อย่าให้รู้ว่าเราเป็นกองทัพให้เล็ดลอดรายกันไป พวกละร้อยหนึ่งบ้าง ห้าสิบบ้าง แต่กำหนดให้ถึงเมืองเตงให้พร้อมกัน แยกทางกันรีบไป ครั้นทหารม้ามาถึงเมืองเหลียงซึ่งเป็นหัวเมืองเมืองเตง รู้ว่าเจ้าเมืองเตงยังหากลับมาเมืองไม่ ชาวเมืองทั้งปวงก็ไม่รู้ว่าเป็นกองทัพจะมาตีเมือง เข้าใจว่าพวกพากันมาเที่ยวไล่เนื้อเล่น มิได้จัดแจงระวังระไวบ้านเมือง ทหารเมืองเต๊กเห็นได้ทีก็พากันตรงเข้าเมืองเตงจับขุนนางซึ่งเป็นผู้ใหญ่อยู่เฝ้าเมืองฆ่าเสีย ที่ผู้ใดต่อสู้ก็ฆ่าเสียเป็นอันมาก แล้วก็ริบเอาสิ่งของทองเงินได้แล้วก็พากันกลับ ฝ่ายเจ้าเมืองเตงครั้นรู้ข่าวว่าทหารเมืองเต๊กมาตีเมืองของตัวได้ก็ตกใจ จึงสั่งให้ปล่อยสินเป๊กเสียแล้วก็ยกทัพกลับเมือง

ฝ่ายเจ้าเมืองเต๊ก ครั้นให้ไปตีเมืองเตงได้สมความคิดก็แต่งหนังสือให้ทราบรีบไปเมืองตังจิว ครั้นทหารมาถึงก็นำเอาหนังสือไปให้ขุนนางผู้ใหญ่ ลุยซกแจ้งความก็เอาหนังสือเข้าไปทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงทราบแล้วก็ดีพระทัยจึงตรัสว่า เจ้าเมืองเต๊กตีเมืองเตงให้เราได้เป็นความชอบยิ่งนัก อันนางจงหยงซึ่งเป็นมเหสีของเราก็ตายแล้ว เราคิดว่าจะขอลูกสาวเจ้าเมืองเต๊กผู้กระทำความชอบมาเป็นฮองเฮาท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

ลุยซกกับโทจูจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินชาวเมืองเต๊กสรรเสริญรูปทรงนางซกงุยซึ่งเป็นบุตรีเจ้าเมืองเต๊กว่างามดังดวงแก้วอันมีรัศมี นางฮูกิดผู้พี่ก็ได้เป็นเมียเฮาเป๊กต๋งนี แต่ซกงุยผู้น้องนั้นยังหามีสามีไม่ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัยนัก จึงสั่งขุนนางทั้งสองว่า ท่านจงเร่งไปขอบุตรีเจ้าเมืองเต๊กมาให้เราจงได้ ลุยซกกับโทจูรับสั่งแล้วก็รีบไป ครั้นถึงเมืองเต๊กจึงเข้าไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองเต๊กตามข้อรับสั่ง เจ้าเมืองเต๊กได้แจ้งความก็ยินดี จึงตกแต่งนางซกงุยผู้เป็นบุตรีกับเครื่องบรรณาการส่งมาถวาย ครั้นพระเจ้าจิวเซียงอ๋องทราบว่านางซกงุยมาถึง จึงสั่งขุนนางทั้งปวงให้จัดแจงการสมโภชทั้งข้างหน้าข้างในให้พร้อม เราจะตั้งนางซกงุยเป็นมเหสีตามอย่างธรรมเนียมสืบไป

ฮูสินซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่จึงทูลขัดขึ้นว่า ซึ่งพระองค์จะยกนางซกงุยบุตรีเสามัวเจ้าเมืองเต๊ก อันเป็นเมืองขึ้นและมีตระกูลอันตํ่าเป็นที่พระมเหสีนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่านานไปบ้านเมืองจะเป็นอันตราย พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็มิได้ตรัสตอบประการใด ครั้นถึงวันฤกษ์ดีจึงตั้งนางซกงุยขึ้นเป็นที่มเหสี ให้ว่าราชการสิทธิ์ขาดข้างฝ่ายใน นางซกงุยเมื่ออยู่เมืองเต๊กนั้นเจ้าเมืองเต๊กผู้บิดาเคยพาไปเที่ยวป่าไล่เนื้อเล่นตามสบาย ครั้นได้เข้ามาอยู่ในวังไม่มีที่เที่ยวเล่น อุปมาเหมือนนกเข้าอยู่ในกรงขังหาความสุขมิได้ อยู่มาสองสามวันจึงทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋องว่าข้าพเจ้าจะขอถวายบังคมลาไปเที่ยวป่าไล่เนื้อเล่นให้สบายสักเวลาหนึ่ง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องจึงตรัสว่าเจ้าจะไปเที่ยวป่า ข้าจะพาไปชมป่าล่าเนื้อให้สบาย แล้วเสด็จออกมาสั่งขุนนางให้จัดแจงรถและม้า ทั้งทหารเกาทัณฑ์เตรียมไว้พร้อม ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็พานางซกงุยกับนางข้างในทั้งปวงออกมา เสด็จขึ้นทรงรถกับพระมเหสี นางข้างในทั้งปวงก็ขึ้นเกวียนประเทียบ

ฝ่ายพระญาติวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ขึ้นขี่ม้าถือเกาทัณฑ์นำเสด็จแห่ไปเป็นอันมาก ครั้นมาถึงเขาปักป๋งสันเสด็จเข้าประทับอยู่ ณ พระตำหนัก จึงสั่งให้ยิงเนื้อและนก ถ้าผู้ใดยิงเนื้อและนกมาได้ถึงสามสิบตัวจะให้เกวียนสามเล่ม ถ้ายิงได้ยี่สิบตัวจะให้เกวียนสองเล่ม ถ้ายิงได้สิบตัวจะให้เกวียนหนึ่งเล่ม ให้ได้เนื้อและนกมาพร้อมกันในเวลาตะวันเที่ยง เชื้อพระวงศ์และขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างคนก็ขับม้าแยกย้ายกันไป เที่ยวไล่นกและเนื้อตามหว่างเขาและเนินป่าทุกตำบล พอเวลาเที่ยงได้เนื้อและนกมาถวายพร้อมกัน แต่ไทซกตั้วซึ่งเป็นน้องพระเจ้าจิวเซียงอ๋องนั้นได้เนื้อและนกมาถวายสามสิบตัวมากกว่าทหารทั้งปวง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็พระราชทานเกวียนให้สามเล่มตามสัญญา

ฝ่ายนางซกงุยซึ่งเป็นพระมเหสี นั่งอยู่ในมู่ลี่ริมพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง เห็นไทซกตั้วได้เนื้อและนกมาถวาย และดูรูปทรงก็งามต้องใจนักจึงทูลว่า ไทซกตั้วฝีมือเกาทัณฑ์แม่นดีกว่าทหารทั้งปวง บัดนี้ก็ยังวันอยู่ข้าพเจ้าขอถวายบังคมลาไปไล่เนื้อสักพักหนึ่ง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็มิได้ขัดจึงเรียกรถให้เลื่อนเข้ามารับ นางซกงุยจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเมื่ออยู่บ้านเมืองเคยขี่ม้าไล่เนื้อกับบิดา ข้าพเจ้าจะขอม้า พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็ให้จัดม้าที่มีฝีเท้ามาให้ แล้วตรัสถามว่า ผู้ใดจะไปกับนางได้ ไทซกตั้วได้ฟังรับสั่งดังนั้น คำนับแล้วทูลว่า ข้าพเจ้าจะรับไปด้วยพระมเหสีมิให้มีเหตุการณ์ นางซกงุยได้ยินไทซกตั้วทูลก็สมดังใจนึก แล้วถวายบังคมลามาขึ้นม้า นางพระสนมทั้งปวงก็ขึ้นไปขี่ม้าตามมาเป็นลำดับกัน ไทซกตั้วก็ชักม้าอ้อมวงป้องกันไป พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทอดพระเนตรดูพระมเหสีขับม้าไป ท่วงทีแข็งแรงชำนิชำนาญก็ชอบพระทัยยิ้มอยู่ นางซกงุยครั้นมาลับพระเนตรพระเจ้าจิวเซียงอ๋องแล้วจึงแกล้งขับม้าควบไป ฝีเท้าม้านางรวดเร็วนัก ม้าพระสนมทั้งปวงก็ติดตามไปไม่ทัน แต่ม้าไทซกตั้วนั้นควบตามไปด้วยได้เป็นสองม้าเคียงกันมาในที่เปลี่ยว ต่างคนต่างแลดูกัน นางซกงุยจึงทำกิริยายิ้มพรายโดยมารยาหญิงแล้วว่า ข้าได้ยินเขาสรรเสริญท่านว่าฝีมือแม่นในเกาทัณฑ์หาผู้ใดจะเสมอมิได้ ก็พึ่งได้เห็นประจักษ์ในวันนี้

ไทซกตั้วจึงตอบว่า อันการเกาทัณฑ์นี้ข้าพเจ้าพึ่งหัดใหม่หาเหมือนคำฮองเฮาว่าไม่ อันความรู้ของข้าพเจ้านี้สักนิดหนึ่งจะเปรียบกับปลายก้อยก็ไม่ได้ นางซกงุยได้ฟังดังนั้นทำกิริยาในทีแล้วว่า เวลาพรุ่งนี้ถ้าท่านเข้าไปเยี่ยมไข้มารดาท่านแล้วจงแวะไปหาข้าด้วย จะมีธุระพูดด้วยสักหน่อยหนึ่ง ไทซกตั้วก็ยินดีพยักหน้ารับคำ พอแลไปเห็นพวกม้าสนมทั้งปวงตามมาทัน ต่างคนต่างก็ขับม้าห่างกันออกไป พอเห็นฝูงเนื้อก็รอม้าไว้ ไทซกตั้วจึงยิงเกาทัณฑ์ไปซ้ายทีหนึ่งขวาทีหนึ่ง ถูกกวางกับสมันล้มลง นางซกงุยเห็นดังนั้นก็ยิงบ้าง ถูกกวางตัวหนึ่ง ฝ่ายฝูงนางกำนัลไปทันเห็นกวางกับสมันถูกเกาทัณฑ์ล้มลงอยู่ทั้งสามตัวก็ชวนกันตบมือดีใจสรรเสริญว่าฮองเฮายิงเกาทัณฑ์แม่น ชวนกันเอาเนื้อขึ้นบรรทุกหลังม้า นางซกงุยก็พาฝูงนางสนมทั้งปวงกลับมาพลับพลาที่ประทับ ให้ยกเนื้อเข้าไปถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องเห็นก็ดีพระทัย จึงสั่งให้เจ้าพนักงานเอาไปต้มแกงแล้วให้ยกโต๊ะมาตั้งหน้าพระที่นั่ง แล้วรับสั่งให้หาเชื้อพระวงศ์และขุนนางมาพร้อมแล้วพระราชทานโต๊ะและสุรา พระเจ้าจิวเซียงอ๋องและพระมเหสีเสวยอยู่ชั้นบน ครั้นเลี้ยงดูกันเสร็จแล้ว เวลาเย็นก็เสด็จกลับเข้าเมือง ครั้นรุ่งเช้าไทซกตั้วกับขุนนางทั้งปวงก็เข้าไปเฝ้าทำเสียลู้แปลว่าคำนับพระคุณที่พระราชทานโต๊ะ แล้วไทซกตั้วก็กราบทูลขอเข้าไปเยี่ยมมารดาซึ่งป่วยอยู่ในพระราชวัง

ฝ่ายนางซกงุยตั้งแต่นัดกับไทซกตั้วแล้ว ก็ให้คิดวิตกถึงไทซกตั้วอยู่ จนรุ่งขึ้นก็ดีใจว่าจะได้เห็นหน้าไทซกตั้ว จำจะเอาทรัพย์ออกแจกจ่ายให้คุ้มภัยเถิด จึงเรียกหญิงคนใช้บรรดาอยู่ที่ในนั้นเข้ามาเอาสิ่งของแจกให้แล้วว่า วันนี้ท่านทั้งปวงจงได้เอ็นดูข้า ถ้าเห็นไทซกตั้วมาจงพากันหลบหลีกเสียให้พ้น จะสนทนากับไทซกตั้วเป็นความลับสักหน่อยหนึ่ง แล้วอย่าเอาความไปบอกเล่าผู้ใดเป็นอันขาดทีเดียว นานไปเราจะให้ถึงใจท่านอีกเป็นอันมาก นางทั้งปวงครั้นได้สิ่งของแล้วก็ยินดี ต่างคนก็คำนับลาออกมา ปรึกษากันว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องบัดนี้ก็ทรงพระชราลงแล้ว นานไปสมบัติก็คงจะได้กับไทซกตั้ว ซึ่งนางซกงุยจะลอบรักใคร่กับไทซกตั้วนั้น ก็ต้องการอะไรที่เราจะเอาความลับของนางไปว่ากล่าวต่อไปหาเป็นประโยชน์ไม่ ปรึกษากันแล้วต่างคนต่างก็ไปเสียจากที่นั้น นางซกงุยครั้นเห็นนางทั้งปวงไปแล้วจึงเปิดหน้าต่างตึกตั้งตาคอยไทซกตั้วอยู่

ฝ่ายไทซกตั้วครั้นเยี่ยมมารดาแล้ว ก็ลงจากตึกเดินมาพอเหลือบไปปะหน้านางซกงุย นางซกงุยก็พยักหน้า ไทซกตั้วก็ขึ้นมาหานางซกงุยในห้องรักใคร่พูดจากันแต่สองต่อสอง ครั้นไทซกตั้วจะมา นางซกงุยจึงสั่งว่าทีนี้เชิญท่านมาเนืองๆ ไทซกตั้วจึงตอบว่า ซึ่งถ้อยคำที่ว่านั้นก็ชอบใจแล้ว แต่จะให้เข้ามานั้นคิดเกรงเกลือกความจะไม่มิด ความผิดจะถึงเราทั้งสอง ข้าเกรงอาญาอยู่ นางซกงุยจึงว่าอย่าเกรงเลย ข้าพเจ้าคิดอ่านปิดงำความดีมิให้ภัยมีมาถึงท่าน ไทซกตั้วก็รับคำ ตั้งแต่วันนั้นไทซกตั้วก็ลอบไปมาหลับนอนด้วยนางซกงุยเนืองๆ อยู่มาวันหนึ่งเวลาคํ่า ไทซกตั้วลักลอบเข้าไปหานางซกงุย ไทซกตั้วนั่งเสพสุราอยู่ในวังกับนางซกงุยกินสุราเมาจะใคร่ฟังเพลงขลุ่ย จึงเรียกนางเสียวตังเข้ามาแล้วว่า เจ้าจงเป่าขลุ่ยให้เป็นเพลงเราจะร้องรับ นางเสียวตังขัดมิได้ก็เข้าไปเป่าขลุ่ย

ไทซกตั้วกำลังเมาก็ร้องเพลงรับเสียงขลุ่ย แล้วหยอกนางเสียวตัง นางเสียวตังไม่ลงใจด้วย คิดเกรงนางซกงุยก็ลุกขึ้นวิ่งหนี ไทซกตั้วกำลังเมาสุราถอดกระบี่ไล่ นางซกงุยก็หยุดมือห้ามไว้ นางเสียวตังกลัวความตายก็วิ่งตรงไปถึงประตูพระตำหนักที่บรรทมพระเจ้าจิวเซียงอ๋องในกลางคืน จึงทูลว่าพระมเหสีเป็นชู้กับไทซกตั้ว บัดนี้มานอนอยู่ด้วยกัน

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ทรงพระโกรธ ฉวยพระแสงกระบี่ข้างที่ เสด็จโดยด่วนจะไปฆ่าไทซกตั้วเสีย ครั้นเดินมาได้สองสามก้าวก็ได้สติขึ้น ทรงพระดำริว่าตัวเราก็ชราทั้งกำลังก็น้อยแล้ว ไทซกตั้วก็มีฝีมือ ถ้าจวนตัวจะต่อสู้เห็นเราจะทานกำลังไทซกตั้วมิได้ ก็จะเสียทีหาต้องการไม่ แล้วจะฆ่าคนเวลากลางคืน คนทั้งปวงไม่รู้เหตุผลก็จะนินทาได้ ต่อเวลาพรุ่งนี้จึงจะให้จับไทซกตั้วฆ่าเสีย ครั้นคิดดังนั้นก็เสด็จกลับเข้าที่ พอเวลาเช้าไทซกตั้วสร่างเมา จึงคิดว่าเห็นจะเกิดความใหญ่เป็นมั่นคง เราอยู่ที่นี้ช้าไม่ได้จะมีผู้มาจับเอาตัวไปไม่ทันจะแก้ไข จะคิดอ่านหนีเอาตัวรอด แล้วก็รีบออกจากพระราชวัง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ