๓๕

ฝ่ายโจ๋จงก๋งได้เป็นเจ้าเมืองโจ๋ ก็มิได้เอาใจใส่ในราชการบ้านเมือง ตั้งใจเสพสุราและหลงด้วยอิสตรี มิได้เชื่อถือผู้มีสติปัญญาเชื่อฟังแต่คนไม่สัตย์ซื่อ เอามาทำนุบำรุงไว้เป็นคนสนิทสามร้อยเศษ กลางวันกลางคืนขึ้นขี่เกวียนพากันไปเที่ยวตามถนนและตรอกบ้านทุกตำบล มิได้รักษาเกียรติยศ พอเห็นต๋งนีมาถึง โจ๋จงก๋งจึงคิดว่า ต๋งนีนี้ครั้นจะชักชวนไว้ก็เหมือนหนึ่งเอาเสือมาไว้กลางฝูงเนื้อ นานไปเห็นจะได้ความเดือดร้อน โจ๋จงก๋งคิดแล้วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น อีฮูป๋าขุนนางผู้ใหญ่เห็นมิชอบ จึงเข้าไปว่าแก่โจ๋จงก๋งว่า ต๋งนีก็เป็นแซ่เดียวกับท่าน และเที่ยวอยู่มิได้มีที่อาศัย บัดนี้มาถึงเมืองแล้วควรท่านจะไปต้อนรับมาไว้ด้วยจึงจะชอบ

ฝ่ายโจ๋จงก๋งจึงว่า เมืองเราก็เป็นหัวเมืองน้อย เป็นต้นทางรวมอยู่หว่างเมืองใหญ่ทั้งปวง ผู้คนไปมาหยุดยั้งมิได้ขาด ถ้าจะทำใจอารีคอยรับแขกอยู่ฉะนี้ เมืองเราจะมิยากจนเสียหรือ อีฮูป๋าจึงว่า ต๋งนีเป็นลูกเจ้าเมืองขึ้นแล้วก็มีสติปัญญา ลักษณะประหลาด จักขุมีเงาคนเป็นคู่ทั้งสองข้าง สีข้างนั้นเป็นกระดูกแผ่นเดียว ไม่เป็นซีกซี่โครงดังคนทั้งปวง เป็นคนมีบุญ ซึ่งท่านจะทำเหมือนคนผู้อื่นที่เคยไปมานั้นไม่ได้ โจ๋จงก๋งได้ฟังดังนั้นก็ไม่ชอบใจจึงว่า เขาจะมีบุญมีปัญญาอย่างไรก็ทำเนา แต่จักขุทั้งสองประหลาดนั้นเรารู้อยู่แล้ว อันกระดูกสีข้างเป็นแผ่นเดียวนั้นเรายังไม่เห็นจริงท่านจงจัดแจงให้ไปอยู่ที่กงก๊วน เมื่อเวลาต๋งนีจะอาบนํ้าเราจึงจะลอบไปดู

ฝ่ายต๋งนีครั้นเข้ามาถึงเมืองโจ๋ก็พาพรรคพวกเข้าสำนักอยู่กงก๊วน เจ้าพนักงานทั้งปวงก็จัดแจงเสบียงอาหารของกินมาให้แต่ตามธรรมเนียมหาทำให้สมเกียรติยศไม่ ต๋งนีเห็นดังนั้นก็โกรธ จึงว่ากับเจ้าพนักงานว่า ข้าวของทั้งปวงซึ่งท่านจัดมาให้เรานั้น เราไม่ต้องการจงเอาคืนไปเสีย เรามาแต่ทางไกล จะขอแต่นํ้าอาบพอชำระเหงื่อไคลให้สบายเถิด ต๋งนีก็ถอดเสื้อออกเดินไปอาบนํ้า

โจ๋จงก๋งก็ชวนคนสนิทแต่งตัวให้เหมือนชาวเมืองปลอมไปที่กงก๊วนดูต๋งนีอาบนํ้า จึงเห็นที่สีข้างเป็นแผ่นเดียวเหมือนคำอีฮูป๋าแล้วก็พากันกลับไป เฮาเอียนแลทหารทั้งปวงเห็นคนประหลาดเข้ามาก็ตามเข้ามาดู ได้ยินคนหัวเราะแล้วออกไปจึงถามนายประตูว่าผู้ใดเข้ามาในกงก๊วน นายประตูจึงว่าเจ้าเมืองโจ๋เข้ามา เฮาเอียนแจ้งความแล้วจึงบอกต๋งนี ต๋งนีรู้ดังนั้นมิได้ว่าประการใด

ฝ่ายอีฮูป๋า ครั้นโจ๋จงก๋งไม่จัดแจงรับต๋งนีให้สมควร ก็เสียใจกลับบ้านนั่งทอดใจใหญ่อยู่ นางลือฮูหยินผู้เป็นภรรยาเห็นผัวไม่สบายก็เข้าไปถามว่า ท่านมีธุระราชการสิ่งใดหรือ ดูกิริยาไม่สบายผิดกว่าแต่ก่อน อีฮูป๋าจึงบอกความว่า บัดนี้เจ้าเมืองจิ้นมาถึงเมืองเรา เราจะว่ากล่าวให้โจ๋จงก๋งไปรับก็หาทำตามคำไม่ เราจึงคิดน้อยใจ นางลือฮูหยินจึงว่า เมื่อข้าพเจ้าออกไปเก็บใบหม่อนนอกเมืองเห็นพวกต๋งนีมา แต่ต๋งนีอยู่ในเกวียนไม่เห็นตัว ข้าพเจ้าได้ดูกิริยาทหารต๋งนีแต่ละคนล้วนเข้มแข็งห้าวหาญนัก เห็นว่าต๋งนีจะเป็นคนมีบุญจึงได้คนดีไว้เป็นอันมาก นานไปเห็นจะคืนเอาเมืองจิ้นได้ ท่านจงไปทำไมตรีไว้ข้างหน้าจะได้พึ่งเขา ข้าพเจ้าจัดของกินไว้โต๊ะหนึ่ง กับศิลาหยกขาวอันหนึ่งนั้นก็ซ่อนไว้ในใต้ของด้วย ท่านจงเอาของกินที่ข้าพเจ้าจัดไว้ไปคำนับต๋งนีเถิด

อีฮูป๋าก็เห็นชอบด้วย ครั้นเวลาคํ่าอีฮูป๋าไปแอบอยู่ที่นอกกงก๊วนจึงใช้ให้คนเข้าไปบอกต๋งนี ต๋งนีเวลานั้นยังหาได้กินอาหารไม่ พอทหารบอกว่าอีฮูป๋าจะมาหาท่านจึงสั่งให้เชิญเข้ามา อีฮูป๋าก็คุกเข่าลงคำนับต๋งนีแล้วว่า ซึ่งข้าพเจ้ามิได้นับถือท่านนั้นก็ผิดอยู่ท่านอย่าถือโทษเลย บัดนี้ข้าพเจ้ามีนํ้าใจภักดีจัดแจงสิ่งของมาคำนับท่าน แล้วก็ให้ยกโต๊ะเข้าไปให้ต๋งนี ต๋งนีก็มีความยินดี จึงกินของที่อีฮูป๋าเอามาให้จนอิ่มและเห็นหยกวางที่ใต้ของก็หัวเราะแล้วว่า เมืองโจ๋นี้มีคนฉลาดคนเดียวแต่ท่าน นานไปเราได้บ้านเมืองสมความคิดแล้วจะแทนคุณท่านให้ถึงขนาด จึงหยิบเอาหยกส่งคืนให้ว่า ท่านมีนํ้าใจเอาของมาให้กินเมื่อยามอดนี้ก็ขอบคุณนักอยู่แล้ว แต่หยกนี้ท่านจงเอาไปเสียเถิด อีฮูป๋าก็ไม่รับว่าข้าพเจ้าจงใจเอามาให้ท่าน ต๋งนีก็ไม่ฟังขืนส่งให้ แต่อีฮูป๋าว่ากล่าวเป็นหลายครั้ง เห็นต๋งนีไม่เอาจริงแล้วก็รับเอาหยกนั้น คำนับลาไปถึงบ้านบอกแก่ภรรยาว่า ต๋งนีสมควรเป็นคนมีบุญ ถึงตกยากก็ไม่เห็นแก่ลาภนํ้าใจแน่นอนดีนัก

ฝ่ายต๋งนีอาศัยอยู่ ณ กงก๊วน พอรุ่งเช้าก็พาทหารทั้งปวงยกไปจากเมืองโจ๋ อีฮูป๋าก็ลอบตามไปส่ง เป็นทางสองร้อยห้าสิบเส้นแล้วอีฮูป๋าก็คำนับลากลับมาถึงเมือง ต๋งนีก็ไปทางเมืองซอง ครั้นมาจวนจะถึงเมืองซอง จึงให้เฮาเอียนรีบเข้าไปหาก๋งซุนกู๋ซึ่งอยู่ในเมืองซอง เฮาเอียนครั้นเข้าไปพบก๋งซุนกู๋ ก๋งซุนกู๋เห็นมีความยินดี ชวนให้นั่งแล้วบอกว่า นายเราไปรบเสียทีเจ้าเมืองฌ้อกลับมาป่วยแขนอยู่ บัดนี้ได้ข่าวว่าท่านมาก็จัดแจงที่ทางไว้รับท่านตามสมควร พูดกันแล้วก๋งซุนกู๋ก็เข้าไปแจ้งความแก่ซองเซียงก๋ง ซองเซียงก๋งจึงว่า เราจะใคร่ได้คนดีไปรบแก้แค้นเมืองฌ้อ บัดนี้ต๋งนีบุตรเจ้าเมืองจิ้นผู้ตายนั้นพาทหารมาถึงเมืองควรเราจะเชื้อเชิญไว้ แต่จนใจด้วยป่วยอยู่ จะออกไปหาให้พบก็มิได้ จำจะให้รับเข้ามาก่อน เกลือกเดชะบุญโรคค่อยคลายก็จะได้คิดการต่อไป จึงส่งก๋งซุนกู๋ให้ไปแต่งที่ซือก๊วนซึ่งเป็นที่อยู่ แล้วให้แต่งโต๊ะอย่างเอก มีเนื้อสัตว์เจ็ดสิ่ง ทำเป็นของดีต่างๆ ไว้ให้พร้อมแล้วท่านจงเอาอาการที่เราป่วยนี้แจ้งให้ต๋งนีรู้ด้วย ก๋งซุนกู๋ก็คำนับลาออกมาส่งเจ้าพนักงานให้แต่งที่และโต๊ะไว้ให้พร้อมทุกสิ่งแล้วก็ออกไปยังที่ต๋งนีอยู่ คุกเข่าลงคำนับแล้วแจ้งความว่า เจ้าเมืองซองแต่งที่ไว้เสร็จแล้ว ขอเชิญท่านเข้าไปอยู่ในเมืองให้เป็นสุขเถิด

ต๋งนีแจ้งความก็ดีใจพาทหารทั้งปวงเข้าไปอยู่ที่สมควร เจ้าพนักงานทั้งปวงก็ยกโต๊ะและสิ่งของต่างๆ เข้ามาเลี้ยงดูทหารทั้งปวงให้กินอิ่มหนำพร้อมกันแล้ว ครั้นรุ่งเช้าต๋งนีจึงบอกกับก๋งซุนกู๋วาเราจะลาไปแล้ว ก๋งซุนกู๋จงบอกว่า ซองเซียงก๋งตั้งใจจะใคร่เห็นหน้าท่าน และท่านมาอยู่แต่วันเดียวแล้วจะไปเสียก็เหมือนหาเอ็นดูไม่ ขอท่านจงงดอยู่พอให้นายข้าพเจ้าคลายป่วยขึ้นได้พบท่านหน่อยหนึ่งก่อนเถิด ต๋งนีก็ว่ามีธุระอยู่เราจะด่วนไป แต่ก๋งซุนกู๋ได้ว่ากล่าวอ้อนวอนถึงสามครั้งต๋งนีจึงงดอยู่

ก๋งซุนกู๋จึงไปหาเฮาเอียนแล้วถามว่า เมื่อต๋งนีไปเมืองเจ๋นั้นเจ้าเมืองเจ๋ได้ให้สิ่งของอะไรบ้าง เฮาเอียนจึงบอกว่า เมื่อต๋งนีไปอยู่ที่เมืองเจ๋นั้น เจ้าเมืองเจ๋มีความรักใคร่ยกลูกสาวให้คนหนึ่งกับม้าแปดสิบ ก๋งซุนกู๋แจ้งความก็รีบเข้าไปบอกแก่เจ้าเมืองซองตามคำเฮาเอียนว่า เจ้าเมืองซองจึงว่า แต่ก่อนต๋งนีก็เคยเป็นเขยเราครั้งหนึ่ง บัดนี้เราจะยกลูกสาวให้เหมือนเมืองเจ๋ ลูกสาวเราก็ไม่มี แต่ม้านั้นท่านจงไปจัดแจงให้แปดสิบตัว ก๋งซุนกู๋ออกมาจัดม้าให้ต๋งนีแล้วบอกว่า ท่านเจ้าเมืองให้ข้าพเจ้าคุมม้าแปดสิบตัวมาให้คำนับท่าน ต๋งนีก็ยินดีสั่งให้ทหารรับม้าไว้แล้วว่าแก่ก๋งซุนกู๋ว่า ท่านจงไปบอกเจ้าเมืองซองมีนํ้าใจรักเราให้เอาม้ามาให้นั้นเราขอบใจ แล้วต๋งนีก็หยุดอยู่ที่นั้นสิบห้าวัน

เฮาเอียนรู้ว่าเจ้าเมืองซองป่วยแขน โรคนั้นกำเริบหนักขึ้นทุกวันเห็นจะไม่หาย จึงไปหาก๋งซุนกู๋แล้วว่า มีธุระจะมาปรึกษาท่าน ด้วยเราคิดอ่านจะไปตีเมืองจิ้น จะทำประการใดดี ก๋งซุนกู๋จึงตอบว่า ซึ่งท่านนับถือเราอุตส่าห์มาหาขอบใจแล้ว แต่ตัวเรานี้เป็นคนเสียใจด้วยแพ้ฝีมือเมืองฌ้อมา ซึ่งจะให้ช่วยคิดตีบ้านเมืองเป็นการใหญ่นั้นเห็นไม่ได้ อย่าน้อยใจเลย ตัวเราเป็นแต่หัวเมืองน้อย อันจะคิดการศึกไปตีเมืองจิ้นนั้นชอบแต่ไปคิดกับท่านผู้มีสติปัญญาอยู่เมืองใหญ่อันมีทหารมากจึงควร อันเรานี้ท่านจะต้องการสิ่งใดพอมีควรแก่วาสนาก็จะจัดแจงให้ตามกำลัง

เฮาเอียนจึงตอบว่า ท่านเป็นคนสัตย์ซื่อบอกความโดยจริงไม่มีมารยาล่อลวง แล้วก็ลามาแจ้งความแก่ต๋งนีว่า เราจะมาช้าอยู่ที่เมืองซองนี้หาต้องการไม่ เจ้าเมืองก็ป่วยหนักเห็นจะไม่รอด จะอาศัยสติปัญญาช่วยทำศึกก็เห็นจะไม่ได้ ขอท่านจงเร่งไปอาศัยเมืองอื่นเถิด ต๋งนีก็เห็นชอบด้วย จึงให้เฮาเอียนกลับไปบอกก๋งซุนกู๋ว่า เวลาพรุ่งนี้เราจะลาไปแล้ว ก๋งซุนกู๋แจ้งดังนั้นก็เข้าไปบอกซองเซียงก๋ง ซองเซียงก๋งรู้ว่าต๋งนีจะไป จึงสั่งก๋งซุนกู๋ให้จัดเสบียงและของกินกลางทาง กับเสื้อผ้าไปให้ต๋งนีและทหารทั้งปวงทั่วทุกคน ต๋งนีครั้นได้เสบียงอาหารพร้อมแล้วก็ออกจากเมืองซองจะไปเมืองเตง

ฝ่ายซองเซียงก๋งเจ้าเมืองซอง ตั้งแต่ไปรบศึกเมืองฌ้อถูกลูกเกาทัณฑ์ป่วยแขนมาหลายวัน ซินแสได้พยาบาลให้กินยาเป็นหลายขนาน โรคนั้นก็ไม่คลายป่วยหนักลงทุกวัน จึงให้หาอ๋องสินผู้เป็นบุตรเข้ามาสั่งว่า บิดาป่วยครั้งนี้เห็นจะไม่รอดชีวิตแล้ว เจ้าจงอยู่ทำนุบำรุงบ้านเมืองและอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุขเหมือนแต่ก่อน อนึ่งต๋งนีนั้นเป็นคนมีบุญ นานไปข้างหน้าเห็นจะได้เป็นใหญ่ในเมืองจิ้น เจ้าจงผูกรักทำไมตรีไว้ ครั้นสั่งสิ้นคำแล้วซองเซียงก๋งเจ้าเมืองซองก็ตาย อ๋องสินจึงจัดแจงการศพบิดาฝังไว้ในที่อันควร

ฝ่ายก๋งจูเจียบซึ่งเป็นเตงบุนก๋งเจ้าเมืองเตง ครั้นรู้ข่าวว่าต๋งนีมาจวนจะถึงเมืองแล้ว จึงให้ขุนนางมาพร้อมปรึกษาว่า ต๋งนีบุตรเจ้าเมืองจิ้นเป็นคนไม่ฟังคำบิดาสั่งสอน จะอาศัยเมืองไหนเขาก็ไม่ชอบ ไม่ควรจะคบค้าสมาคมให้เข้ามาในเมือง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ซกเหลียมจึงว่า ต๋งนีคนนี้ข้าพเจ้าแจ้งอยู่แต่ก่อนว่าเป็นแซ่กีเชื้อพระวงศ์พระเจ้าบู๊อ๋องสืบมา ถ้าจะมีทุกข์ร้อนสิ่งใดเทพยดาทั้งปวงย่อมมาช่วยแล้วคนทั้งปวงก็มีความรักใคร่ ประการหนึ่งต๋งนีก็ได้เตียวสวยกับเฮาเอียนซึ่งเป็นคนมีสติปัญญาและฝีมือไว้ใช้เป็นทหารเอก ซึ่งท่านว่าต๋งนีเป็นคนชั่วจะตัดความไมตรีเสียนั้นข้าพเจ้าเห็นหาควรไม่

เจ้าเมืองเตงจึงว่า ถ้าต๋งนีเป็นคนดีจริงแล้ว จะมิได้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดาหรือ ซกเหลียมจึงตอบว่า ถ้าท่านไม่นับถือต๋งนีแล้วก็ให้คิดฆ่าต๋งนีเสีย ถ้าละไว้นานไป เห็นต๋งนีจะผูกใจแค้นคิดทำร้ายท่านเป็นมั่นคง เจ้าเมืองเตงหัวเราะแล้วว่า จะคิดฆ่าต๋งนีเสียนั้น ต๋งนีก็หาได้ทำความผิดแก่เราไม่ คนทั้งปวงก็จะครหานินทาได้ พอมีผู้มาบอกว่าต๋งนีมาใกล้จะถึงเมืองแล้ว ก๋งจูเจียบก็สั่งให้ทหารทั้งปวงปิดประตูเมืองเสีย

ฝ่ายต๋งนีครั้นพาทหารมาถึงเมืองเตง แลเห็นประตูเมืองปิดอยู่ก็เข้าใจว่าเจ้าเมืองเตงแกล้งไม่ให้เข้าเมือง มีความน้อยใจเร่งให้ทหารรีบเดินเลยไปถึงเมืองฌ้อ ก็หยุดอยู่นอกเมือง จึงให้เฮาเอียนเข้าไปแจ้งแก่ขุนนาง ขุนนางก็สั่งให้จัดแจงที่รับตามสมควร แล้วให้ออกไปรับต๋งนีเข้ามาในที่สมควร เจ้าเมืองฌ้อจึงว่า ท่านมานี้เป็นทางกันดาร ขัดสนสิ่งใดจงบอกเรามาให้แจ้ง จะได้ช่วยทำนุบำรุงท่านตามสติกำลัง ต๋งนีจึงว่า ซึ่งท่านว่ากล่าวทั้งนี้ขอบใจแล้ว ข้าพเจ้ามาเป็นทางไกล เสบียงอาหารที่จะเลี้ยงทแกล้วทหารนั้นก็เบาบาง จึงตั้งใจตรงมาว่าจะพึ่งท่าน เจ้าเมืองฌ้อจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะต้องการข้าวปลาอาหารนั้น ไว้ธุระเราจะช่วยทำนุบำรุง แล้วสั่งเจ้าพนักงานยกโต๊ะมาให้ต๋งนีกินแล้วเลี้ยงทหารผู้ใหญ่ผู้น้อยบรรดามาด้วยให้กินพร้อมกัน ต๋งนีพิเคราะห์ดูโต๊ะและของที่ยกมาตั้งให้นั้นล้วนแต่ของอย่างดีจึงรั้งรออยู่ยังไม่กิน

เตียวสวยนั่งอยู่ใกล้ เห็นต๋งนีทำกิริยาเกรงขามอยู่ไม่กินโต๊ะจึงกระซิบว่า เมื่อไปถึงเมืองน้อยเขาต้อนรับไม่สมควร ท่านก็โกรธว่าดูหมิ่น แต่เราพากันเที่ยวมาถึงสิบปี บัดนี้เทพยดาช่วยนำมาถึงเมืองใหญ่ เจ้าเมืองฌ้อแต่งของเลี้ยงสมควรแล้ว ท่านอย่ารังเกียจเลย ต๋งนีได้ฟังดังนั้นยิ้มแล้วก็กินโต๊ะ เจ้าเมืองฌ้อก็เข้ากินโต๊ะด้วย ต่างคนต่างรินสุราส่งให้กันตามลำดับ ถ้อยทีมีนํ้าใจรักใคร่กัน

ครั้นเลี้ยงดูเสร็จแล้ว เจ้าเมืองฌ้อจึงให้ขุนนางเชิญต๋งนีไปอยู่ที่เก๋งใหญ่อันเป็นที่สบาย แล้วให้เจ้าพนักงานเอาเสบียงอาหาร และสิ่งของทั้งปวงไปเลี้ยงทหารต๋งนีมิได้ขัดสน

อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าเมืองฌ้อจึงเชิญต๋งนีว่าจะไปเที่ยวป่า ต๋งนีก็ว่าจะไปด้วย เจ้าเมืองฌ้อก็จัดแจงทหารม้าเป็นอันมากพาต๋งนีไปในป่าตำบลแห่งหนึ่ง จึงให้ทหารรายออกล้อมป่ากั้นฝูงสัตว์ทั้งปวงมาแล้ว เจ้าเมืองฌ้อเอาเกาทัณฑ์ยิงเนื้อถูกล้มลงเป็นหลายตัว พอหมีตัวหนึ่งเดินออกมา เจ้าเมืองฌ้อจึงบอกให้ต๋งนียิง ต๋งนีจึงคิดว่า วันนี้เราจะอวดฝีมือให้เจ้าเมืองฌ้อดู แล้วขึ้นเกาทัณฑ์เอาลูกพาดสายจึงนึกเสี่ยงทายแต่ในใจว่าเดชะบุญเราจะได้เป็นใหญ่ในเมืองจิ้น ขอให้ลูกเกาทัณฑ์นี้ไปถูกเท้าหน้าหมีข้างขวาล้มลงอยู่ให้เห็นประจักษ์เถิด แล้วก็ลั่นเกาทัณฑ์ไปถูกหมีล้มลงเหมือนใจต๋งนีนึก เจ้าเมืองฌ้อเห็นดังนั้นก็ชมว่าต๋งนียิงเกาทัณฑ์แม่นยำ ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันสรรเสริญ สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงทหารซึ่งไปไล่เนื้อข้างทิศตะวันตกอื้ออึง เจ้าเมืองฌ้อจึงถามว่า ทหารทั้งปวงพบสัตว์ร้ายอะไรหรือจึงชวนกันอื้ออึง ทหารม้าใช้จึงบอกว่า ทหารทั้งปวงซึ่งไปไล่ด้นป่า พบสัตว์ตัวหนึ่งรูปประหลาดผิดกว่าสัตว์ทั้งปวง เจ้าเมืองฌ้อจึงชวนต๋งนีขับม้าพาทหารไปดูไม่รู้จักชื่อจึงถามต๋งนีว่า สัตว์รูปร่างอย่างนี้ท่านรู้จักบ้างหรือไม่ ต๋งนีก็ว่าไม่รู้จัก

ขณะนั้นเตียวสวยซึ่งเป็นทหารต๋งนีจึงว่า สัตว์นี้ข้าพเจ้ารู้จักอยู่เขาเรียกว่าเป๋า ตัวโตเท่าม้า หน้าเหมือนสิงห์ ศีรษะเล็ก จมูกเหมือนช้าง เท้าเหมือนเท้าเสือ หางเหมือนหางโค ตัวลายเป็นตัวดำสีขาว มีกำลังแข็งแรงร้ายกาจนัก ถึงจะฟันแทงด้วยอาวุธก็ไม่เข้า ต่อเอาไฟเผาจึงจะตาย สัตว์นี้เกิดขึ้นด้วยไอดินและไอฟ้า พอใจกินเหล็กและทองเหลือง ครั้นกินเข้าไปถึงท้องแล้ว เหล็กและทองเหลืองก็ละลายเป็นนํ้า หนังเป๋านั้นถ้าเอามาปูนั่งกันห่าและปีศาจได้ แล้วก็ไม่เป็นหืดเป็นฝี ถึงจะปูลงที่นํ้าๆ ก็ไม่เปียก กระดูกก็ตัน ทำกระบองถือออกศึกมีสง่า เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังดังนั้นก็มีความสงสัย จึงว่าผู้ใดจะจับเป๋าให้เราดูได้

งุยฉิวซึ่งเป็นทหารต๋งนีจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอรับอาสาจับเป๋ามาให้ท่าน งุยฉิวคุกเข่าลงคำนับแล้ววางอาวุธเสีย เดินตรงเข้าไปใกล้ เป๋านั้นก็ทะยานเข้ากัดเอาเสื้อเกราะงุยฉิว งุยฉิวเอามือผลักเป๋าเซไปได้ทีก็โผนขึ้นขี่หลัง สองมือโอบรัดคอไว้มั่นคง เป๋าหายใจไม่ออกสิ้นกำลังร้องเป็นเสียงโค งุยฉิวก็โดดลงจากหลัง เอานิ้วมือร้อยจมูกจูงมาให้เจ้าเมืองฌ้อและต๋งนีดูเล่นแล้วจึงให้เอาไฟมาเผาเป๋าขาดใจตาย จึงเอากระบี่ฟันเป็นหลายหนก็ไม่เข้า แล้วก็สุมด้วยไฟมาช้านาน จนเนื้อยุ่ยสุกจึงผ่าอก ถลกเอาหนังและกระดูกไว้ เจ้าเมืองฌ้อจึงสรรเสริญต๋งนีว่า ท่านได้ทหารไว้แต่ล้วนมีปัญญาและฝีมือหาผู้ใดจะเสมอไม่

เซงติดฉินซึ่งเป็นขุนนางนายทหารเจ้าเมืองฌ้อได้ยินดังนั้นก็มีความน้อยใจ จึงว่ากับเจ้าเมืองฌ้อว่า ซึ่งท่านสรรเสริญทหารต๋งนีว่าดีนั้น ข้าพเจ้าจะขอลองฝีมือและวิชากับงุยฉิวให้ท่านดูเล่นสักหน่อยหนึ่ง เจ้าเมืองฌ้อหัวเราะแล้วจึงว่า ซึ่งท่านมีฝีมือนั้นเราก็รู้แล้ว แต่ต๋งนีเป็นแขกมา เราเป็นเจ้าบ้านจะมาขันสู้กันกับเราก็เหมือนไม่คำนับหาควรไม่ ฌ้อเซียงอ๋องเจ้าเมืองฌ้อก็ชวนต๋งนีและทหารทั้งปวงกลับมา ครั้นถึงเมืองแล้วจึงสั่งเจ้าพนักงานให้เอาเนื้อสัตว์ซึ่งได้มาแต่ป่าต้มแกงแต่งโต๊ะมาสู่กันกินกับต๋งนี

ขณะเมื่อกินโต๊ะอยู่ด้วยกันนั้น เจ้าเมืองฌ้อจึงว่า บัดนี้ท่านมาหยุดพักอยู่ที่เมืองเรา เราก็มีใจรักใคร่ท่าน ครั้งนี้ถ้าเราจะช่วยคิดให้ท่านได้เมืองจิ้น ท่านจะเอาสิ่งไรแทนคุณเรา ต๋งนีจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะช่วยคิดอ่านให้ได้บ้านเมืองของข้าพเจ้านั้น บุญคุณก็หาที่สุดไม่ ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าหาสิ่งใดแทนคุณนั้นเห็นเหลือสติปัญญา ด้วยเมืองฌ้อเป็นเมืองใหญ่ แก้วแหวนเงินทองสิ่งของทั้งปวงก็บริบูรณ์ทุกประการ เห็นจะหาสิ่งใดที่ดีกว่าของท่านมาแทนคุณนั้นก็หาเห็นสิ่งใดไม่ ข้าพเจ้าจะเอาแต่นํ้าใจที่จงรักแทนคุณท่าน ถ้านานไปข้างหน้าถึงท่านจะโกรธทำร้ายแก่ข้าพเจ้าประการใดโดยสาหัส แต่ครั้งหนึ่งสองครั้งจนสามครั้ง ข้าพเจ้าก็จะอดออมไม่โกรธตอบ ต่อเหลือเกินนักถึงสี่ครั้งสุดที่จะอดกลั้นเห็นทางไม่เมตตาจริงแล้ว จึงต้องตอบแทนบ้าง เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังดังนั้นก็มิได้ว่าประการใด ต๋งนีก็คำนับลาเจ้าเมืองฌ้อไปที่อยู่

เซงติดฉินได้ยินต๋งนีว่ากับฌ้อเซียงอ๋องก็คิดขัดใจอยู่ จึงเข้ามาคำนับแล้วว่า ซึ่งต๋งนีกล่าวกับท่านว่าไม่มีสิ่งใดจะแทนคุณมีนํ้าใจอดแต่ความโกรธแต่สามครั้ง ถึงสี่ครั้งแล้วก็จะทำร้ายบ้าง ข้าพเจ้าได้เห็นว่าต๋งนีคนนี้เป็นคนองอาจ แต่ต่อหน้ายังกล้าพูดจาถึงเพียงนี้ ถ้านานไปได้บ้านเมืองเป็นใหญ่ขึ้น ข้าพเจ้าเห็นจะลืมคุณท่านเป็นมั่นคง ขอให้จับต๋งนีกับพรรคพวกทั้งปวงฆ่าเสีย ถ้าไม่ฆ่าก็ให้เลือกเอาทหารที่มีฝีมือนั้นไว้ใช้สักสามสี่คน เจ้าเมืองฌ้อจึงตอบว่า ซึ่งจะให้เอาทหารต๋งนีไว้ ที่ไหนเขาจะให้ทหารเขาจะยอมอยู่ให้เราใช้ ประการหนึ่งต๋งนีก็จะมีความน้อยใจ เสียแรงเราได้ทำไมตรีไว้ต่อเขาแล้วจะมาคิดทำดังนั้นเห็นไม่สมควร เซงติดฉินก็มิได้ว่ากล่าวต่อไป ขณะนั้นพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวได้สิบห้าปี

ฝ่ายอีฮูซึ่งเป็นฮุยก๋ง ครองเมืองจิ้นได้สิบสี่ปี เกิดโรคป่วยลงออกว่าราชการบ้านเมืองมิได้ คิดถึงก๋งจูหึงผู้บุตรจะให้ว่าราชการแทนตัวต่อไป ก๋งจูหึงก็ไปเป็นจำนำอยู่เมืองจิ๋น อยู่วันหนึ่งมีผู้มาบอกว่าเจ้าเมืองเหลียงผู้เป็นบิดาภรรยานั้นทำการไม่สุจริต อาณาประชาราษฎร์หนีไปเข้าด้วยเมืองจิ๋นเป็นอันมากก็มีความวิตกหนัก โรคนั้นก็บังเกิดขึ้นทุกวัน

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ๋นรู้ว่าเจ้าเมืองเหลียงทำการมิชอบ ไพร่บ้านพลเมืองหนีมาเข้าด้วย จึงให้เป๊กลีเหเป็นแม่ทัพยกไปเมืองเหลียง เจ้าเมืองเหลียงรู้ว่าเป๊กลีเหยกมา ก็จัดแจงทหารออกรบต้านต่อฝีมือทหารเมืองจิ๋นมิได้ก็แตกหนีเข้าเมือง ชาวเมืองเหลียงที่มีความชิงชังอยู่นั้นก็ชวนกันถือเครื่องสาตราวุธ ออกไล่ล้อมจับตัวเจ้าเมืองเหลียงฆ่าเสีย แล้วเปิดประตูเมืองรับเป๊กลีเห เป๊กลีเหยกเข้าเมือง เกลี้ยกล่อมขุนนางชาวเมืองราบคาบแล้วให้นายทหารอยู่รักษาเมืองเหลียง แล้วเป๊กลีเหก็กลับมาแจ้งราชการแก่เจ้าเมืองจิ๋น

ฝ่ายก๋งจูหึงผู้บุตรอีฮูมาเป็นจำนำอยู่เมืองจิ๋นได้บุตรีเจ้าเมืองจิ๋นเป็นภรรยาอยู่กินด้วยกัน ครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองจิ๋นซึ่งเป็นบิดาภรรยาให้ทหารไปตีเมืองเหลียง ฆ่าตาของตัวตายก็มีความน้อยใจ อยู่มาวันหนึ่งมีผู้มาแต่เมืองจิ้นแจ้งความว่า บิดาซึ่งเป็นเจ้าเมืองจิ้นนั้นป่วยหนักก็คิดวิตกว่าเรามาอยู่ที่นี่แต่ผู้เดียวหามีผู้ใดจะเอ็นดูกรุณาไม่ ขุนนางในเมืองจิ๋นผู้ใดจะเป็นที่สนิทแต่สักคนหนึ่งก็ไม่มี ครั้นจะนิ่งอยู่จนหาบุญบิดาไม่ ขุนนางในเมืองจิ้นก็จะจัดเอาผู้อื่นขึ้นเป็นเจ้าเมือง ตัวเราตกอยู่ในเมืองจิ๋นสำหรับก็แต่จะตายถมแผ่นดิน เหมือนหนึ่งกอหญ้าและต้นไม้ หาเป็นประโยชน์สิ่งใดไม่ จำเราจะคิดหนีไปหาบิดาเราแต่ยังไม่ตาย จะได้คิดอ่านเอาบ้านเมืองจึงจะชอบ ครั้นคํ่าเข้าในที่นอนจึงบอกนางป๋วยเอ๋งผู้เป็นภรรยาว่าบิดาข้าได้ข่าวว่าป่วยหนัก ครั้นจะนิ่งอยู่ดังนี้เล่าหาบุญบิดาไม่ บ้านเมืองก็จะเป็นของผู้อื่น ข้าคิดว่าจะหนีบิดาเจ้าไปแต่ตัวผู้เดียวก็สงสารด้วยเจ้าผู้เป็นภรรยา ให้ห่วงหน้าห่วงหลังมิรู้ที่จะทำประการใดเลย

นางป๋วยเอ๋งได้ฟังดังนั้นก็ซบหน้าลงร้องไห้แล้วจึงว่า ซึ่งท่านมาอยู่กับข้าพเจ้าก็ช้านานแล้ว ยังมิได้ทำการสิ่งใดให้ขัดเคืองแต่สักสิ่งหนึ่งเลย ข้าพเจ้าก็ตั้งใจปฏิบัติโดยสุจริต อนึ่งบิดามารดานั้นก็มีคุณหาที่จะอุปมามิได้ บัดนี้ท่านทั้งสองก็ชราแล้ว ซึ่งข้าจะละบิดามารดาไว้หนีไปกับท่านนั้นเห็นโทษจะมีเป็นอันมาก ท่านจงได้เอ็นดูไปก่อนเถิด และความซึ่งท่านจะหนีไปนั้นข้าก็มิบอกให้ใครรู้ท่านอย่าวิตกเลย ก๋งจูหึงได้ฟังภรรยาว่าก็ทอดใจใหญ่อยู่มิได้ตอบประการใด ครั้นเห็นผู้คนเงียบสงัดแล้ว ได้กระบี่ถือเป็นอาวุธแต่ผู้เดียวลอบหนีออกจากเมืองจิ๋นรีบไป

ครั้นรุ่งขึ้นเจ้าเมืองจิ๋นรู้ว่าบุตรเขยหนีไปก็โกรธ ครั้นขุนนางเข้ามาพร้อมจึงเล่าความให้ฟังว่า อีฮูซึ่งเป็นเจ้าเมืองจิ้นนั้นพูดจากับเราไม่มีความสัตย์ ทั้งก๋งจูหึงผู้บุตรก็หนีเราไปหาคิดถึงคุณเราที่ได้ทำนุบำรุงไม่ อันคนทั้งสองนี้ถึงเทวดาก็ไม่เข้าด้วย ท่านทั้งปวงยังรู้ข่าวว่าต๋งนีพี่ชายอีฮูนั้นไปอยู่เมืองไหนผู้ใดรู้บ้าง ขุนนางคนหนึ่งคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าต๋งนีไปอาศัยอยู่ด้วยเจ้าเมืองฌ้อหลายเดือนแล้ว

ก๋งจูบุนแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้จัดแจงสิ่งของตามสมควรแล้วให้กงซุนกีขุนนางฝ่ายทหารคุมไปให้เจ้าเมืองฌ้อเป็นทางไมตรีตามเคยไปมาหากันแต่ก่อน แล้วสั่งเป็นความลับไปว่า ถ้าพบต๋งนีจึงบอกว่า อีฮูป่วยหนักอยู่แล้ว ถ้าต๋งนีจะใคร่ได้สมบัติในเมืองจิ้นเราจะช่วยทำนุบำรุงให้ได้สมคิด ให้เชิญมาเมืองเราโดยเร็ว กงซุนกีก็คำนับลาเจ้าเมืองจิ๋นคุมทหารทั้งปวงรีบไป ครั้นถึงเมืองฌ้อจึงให้ขุนนางเจ้าพนักงานพาเข้าคำนับฌ้อเซียงอ๋องแล้วจึงว่า เจ้าเมืองจิ๋นมีนํ้าใจคิดถึงท่าน ให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของทั้งนี้มาโดยทางไมตรี

เจ้าเมืองฌ้อแจ้งดังนั้นมีความยินดี สั่งให้ขุนนางรับของไว้แล้ว กงซุนกีก็คำนับลาเจ้าเมืองฌ้อออกมา ครั้นสืบรู้ว่าต๋งนีอาศัยอยู่ที่กงก๊วนในเมืองฌ้อ ก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับบอกว่า เจ้าเมืองจิ๋นใช้ให้ข้าพเจ้ามาแจ้งความแก่ท่านด้วยบัดนี้ อีฮูป่วยหนักเห็นชีวิตจะไม่รอดให้เชิญท่านเร่งไปหานายข้าพเจ้า นายข้าพเจ้าจะช่วยคิดอ่านเอาเมืองจิ้นให้แก่ท่านจงได้ ต๋งนีแจ้งความแล้วก็รู้ว่าการทั้งนี้เห็นจะสำเร็จเป็นมั่นคงจึงบอกทหารทั้งปวง ทหารทั้งปวงต่างคนก็ดีใจนัก ต๋งนีก็เข้าไปคำนับฌ้อเซียงอ๋องแล้วว่า ข้าพเจ้ามาอยู่ด้วยกับท่านก็หลายวันหลายเดือนแล้ว ท่านมีคุณแก่ข้าพเจ้าหาที่สุดมิได้ บัดนี้ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าอีฮูป่วยหนักเห็นได้ท่วงทีข้าพเจ้าขอลาท่านไปคิดการตีเอาเมืองจิ้นให้จงได้ ฌ้อเซียงอ๋องได้ฟังจึงว่า ซึ่งท่านจะไปคิดการเอาเมืองจิ้นนั้น เราก็มีความยินดีด้วยท่านจงเร่งรีบไปเถิด เจ้าเมืองฌ้อก็จัดทองคำและแพรสีต่างๆ กับเกวียนและม้ามาให้ต๋งนี ต๋งนีก็รับเอาสิ่งของที่เจ้าเมืองฌ้อให้นั้นออกมาที่อยู่ จึงให้จัดทหารและเครื่องสาตราอาวุธเสร็จแล้ว ก็ให้ขนเสบียงอาหารบรรทุกเกวียน ครั้นรุ่งเช้าได้ฤกษ์ดีก็ยกทัพออกจากเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อก็ตามออกมาส่งจนนอกเมือง ต๋งนีก็เร่งรีบพาทหารเดินตามระยะทางไปเมืองจิ๋น

ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋น ครั้นรู้ข่าวว่าต๋งนีมาก็ออกไปต้อนรับถึงนอกเมือง แล้วเชิญให้ต๋งนีเข้าไปฟักอยู่ที่กงก๊วนในเมือง จึงให้ยกโต๊ะมาตั้งรินสุราออกชวนให้ต๋งนีกินพลางปราศรัยถึงทุกข์ร้อนซึ่งจากบ้านเมืองไปช้านาน ต๋งนีได้ฟังดังนั้นก็ตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าจากบ้านเมืองไปก็มีแต่ความทุกข์ร้อนกันดารทุกสิ่ง แต่หากเทวดาช่วยทำนุบำรุงจึงหาอันตรายมิได้ บัดนี้ข้าพเจ้าก็ตั้งใจมาหวังจะขอบุญและปัญญาท่านเป็นที่พึ่งสืบไป เจ้าเมืองจิ๋นก็รับคำว่าธุระของท่านเราจะช่วยให้สำเร็จ

ครั้นเลี้ยงดูเสร็จแล้วเจ้าเมืองจิ๋นก็ลาต๋งนีกลับไปที่อยู่จึงบอกนางเป๊กกีผู้ภรรยาว่า ข้าออกไปรับต๋งนีดูกิริยาอาการพูดจาหลักแหลม ทั้งทแกล้วทหารก็ล้วนดีควรที่จะเป็นใหญ่ได้ ข้าคิดว่าจะยกนางป๋วยเอ๋งเมียก๋งจูหึงที่หนีไปนั้นให้เป็นเมียต๋งนีเจ้าจะเห็นประการใด

นางเป๊กกีได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งเห็นว่าต๋งนีเป็นคนดีพอจะพึ่งได้ ข้าพเจ้าเป็นหญิงก็อาศัยสติปัญญาท่านตามแต่จะจัดแจงให้สมควร ก๋งจูบุนได้ฟังภรรยาว่าก็มีความยินดี จึงหากงซุนกีเข้ามาสั่งว่า ท่านจงไปบอกต๋งนีว่า เราได้เห็นหน้าต๋งนีมีนํ้าใจรักใคร่นัก หมายจะได้ไว้เป็นตาเป็นใจสืบไป อันนางป๋วยเอ๋งผู้บุตรของเรา ก็เป็นที่รักยิ่งนักเราจะยกให้ต๋งนีเลี้ยงเป็นภรรยา อย่าให้ต๋งนีคิดรังเกียจสงสัยสิ่งใดเลย กงซุนกีก็คำนับไปยังที่อยู่ต๋งนี แล้วแจ้งความตามคำเจ้าเมืองจิ๋นว่ามาให้ต๋งนีฟังทุกประการ

ต๋งนีได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนักจึงว่า ซึ่งเจ้าเมืองจิ๋นมีความกรุณาเราเมื่อยามยากครั้งนี้พระคุณหาที่สุดไม่ วันนี้ก็เป็นวันฤกษ์ดีแล้ว จึงจะจัดแจงให้เข้าไปรับนางป๋วยเอ๋งมาให้ทันฤกษ์ ท่านจงไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋นช่วยว่ากล่าวทำนุบำรุงเราให้สมความคิดด้วย จะรู้คุณท่านกว่าจะตาย กงซุนกีก็คำนับลาไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นรู้ความแล้วก็สั่งนางเป๊กกีให้จัดแจงแต่งนางป๋วยเอ๋งผู้บุตรกับหยกเงินทองและเครื่องใช้ให้มาเป็นอันมาก แล้วให้หญิงสาวใช้ซึ่งรู้อัชฌาสัยนั้นไปด้วยนางป๋วยเอ๋งสี่คน พอพวกต๋งนีเอาเกวียนมารับก็ให้นางป๋วยเอ๋งเข้านั่งในเกวียนแห่แหนมาส่ง ณ ที่อยู่ต๋งนี ตั้งแต่นางป๋วยเอ๋งเป็นภรรยาแล้ว ซีจูเอ๋งเป็นน้องนางป๋วยเอ๋งก็ไปมาเยี่ยมเยียน รักใคร่ต๋งนีพี่เขยนัก ต๋งนีก็อ่อนน้อมฝากตัวเจ้าเมืองจิ๋นโดยสุจริต เจ้าเมืองจิ๋นก็มีความกรุณายิ่งกว่าแต่ก่อน บรรดาขุนนางในเมืองจิ๋นกับทหารต๋งนีต่างคนก็ผูกไมตรีชอบพอกัน

ฝ่ายก๋งจูหึงหนีก๋งจูบุนมาถึงเมืองจิ้น ก็ไปคำนับจิ้นฮุยก๋งผู้บิดา จิ้นฮุยก๋งเห็นบุตรมาก็ดีใจจึงว่า แต่บิดาป่วยมาก็นานแล้ว คิดจะใคร่เห็นหน้าเจ้าก็จนใจอยู่ จะให้ผู้ใดไปบอกก็หามีผู้ใดอาจไปได้ไม่ ก็หมายว่าครั้งนี้จะตายไม่ได้เห็นหน้าลูก บัดนี้เจ้ามาได้ ถึงบิดาจะตายก็สิ้นความวิตกแล้ว สมบัติในเมืองจิ้นนี้บิดายกให้แก่เจ้า เจ้ายังเยาว์แก่ความคิดอยู่จงปรึกษาลี้อีเสงกับคับโยยขุนนางผู้ใหญ่ ว่าราชการแทนบิดาสืบไปเถิด อันวงศ์วานของเรานี้ใครจะคิดร้ายต่อเรานั้นหามีไม่ แต่ต๋งนีนั้นเจ้าอย่าไว้ใจเลยเป็นอันขาด

ก๋งจูหึงได้ฟังบิดาสั่งดังนั้นคิดเสียใจ ซบหน้าลงแล้วก็ร้องไห้ ครั้นเวลาดึกโรคกำเริบขึ้นมาจิ้นฮุยก๋งก็ขาดใจตาย ก๋งจูหึงร้องไห้รักบิดา ครั้นวายโศกแล้วก็จัดแจงการฝังศพจิ้นฮุยก๋งเสร็จแล้ว ขุนนางทั้งปวงยกก๋งจูหึงขึ้นเป็นที่ฮวยก๋งเจ้าเมืองจิ้นว่าราชการต่อไปตามประเพณีแต่ก่อน ก๋งจูหึงครั้นได้เป็นเจ้าเมืองแล้วจึงประกาศสั่งขุนนางทั้งปวงเป็นกฎหมายว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขุนนางและลูกหลานขุนนางบรรดาที่ไปด้วยต๋งนีนั้น ให้บิดามารดาและพี่น้องเร่งมีหนังสือส่งไปถึงกัน ให้กลับมาเมืองเราในสามเดือน เราจึงจะเลี้ยงเป็นขุนนางต่อไป ถ้าผู้ใดไม่มาทันกำหนด จะเอาโทษถึงตายทั้งบิดามารดาด้วย

คับโยยได้ฟังจิ้นฮวยก๋งสั่งดังนั้น จึงบอกความแก่เฮาตุกว่า เฮามัวเฮาเอียน บุตรของท่านที่ไปด้วยต๋งนีนั้น บัดนี้มาอยู่เมืองจิ๋นท่านจงเร่งมีหนังสือไปหาตัวมาให้ทันกำหนด ถ้าช้าไปท่านจะพลอยเป็นโทษด้วย เฮาตุกได้ฟังดังนั้นจึงว่า บุตรเราทั้งสองนี้ใช่จะพึ่งไปก็หาไม่ ได้ติดตามต๋งนีไปถึงสิบเก้าปีแล้ว ถึงเรามีหนังสือไปก็เห็นจะไม่มา คับโยยได้ฟังเฮาตุกว่าดึงดันนั้น จึงหยิบเอากระดาษกับพู่กันส่งให้ แล้วจับเอามือเฮาตุกมาให้เขียนหนังสือให้จึงว่า ที่บุตรท่านจะไม่มานั้นเป็นธุระ เราจะคิดอ่านให้ท่านอย่าวิตกเลย เฮาตุกจึงว่าท่านอย่าหยิบมือเราเลยเราจะเขียนให้ แล้วเฮาตุกจึงเขียนลงเป็นอักษรแปดอักษรว่า จูบูญี สินบูญีกุน แปลว่าบุตรไม่มีบิดาเป็นสอง ข้าราชการไม่มีเจ้าเป็นสองคน ครั้นเขียนแล้วเอาหนังสือส่งให้คับโยย คับโยยเห็นหนังสือว่ากล่าวดังนั้นก็คิดขัดใจ จึงเอาหนังสือที่เฮาตุกเขียนนั้นเข้าไปคำนับส่งให้แก่จิ้นฮวยก๋ง แล้วแจ้งความตามถ้อยคำเฮาตุกว่ากล่าวทุกประการ จิ้นฮวยก๋งรับหนังสือมาดูแจ้งความแล้วก็โกรธ จึงให้หาตัวเฮาตุกเข้ามาถามว่า เหตุใดตัวจึงไม่ฟังถ้อยคำคับโยยแล้วเขียนหนังสือให้มาดังนี้ ตัวไม่กลัวความตายหรือประการใด

เฮาตุกจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามีความกลัวอยู่แต่เหตุสองประการ เป็นบุตรไม่กตัญญูต่อบิดามารดาประการหนึ่ง เป็นข้าราชการไม่ตรงต่อเจ้าประการหนึ่ง แต่ซึ่งท่านถามข้าพเจ้าว่าไม่กลัวตายหรือนั้น เป็นความสัตย์ความจริงข้าพเจ้าไม่กลัวความตายเลย ด้วยเป็นประเวณีเกิดมาแล้วก็มีแต่ความตายเหมือนกันทุกคน จิ้นฮวยก๋งได้ฟังเฮาตุกว่าดื้อดึงอยู่ดังนั้นขัดใจนัก จึงสั่งให้ทหารเอาเฮาตุกไปฆ่าเสีย เฮาตุกก็มานะมิได้ขอโทษ ทหารก็คุมเอาตัวไปตัดศีรษะเสีย ขณะเมื่อจิ้นฮวยก๋งให้เอาตัวเฮาตุกไปฆ่าเสียนั้น กวยกิวซึ่งเป็นโหรเดินมาเห็นศพเฮาตุกจึงว่า ก๋งจูหึงได้เป็นที่เจ้าเมืองขึ้นใหม่ๆ มาฆ่าเฮาตุกซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่อันหาความผิดมิได้เสียดังนี้ เห็นบ้านเมืองจะหายืดยาวไม่แล้ว ตั้งแต่วันนั้นมากวยกิวก็บอกป่วยมิได้เข้าไปรับราชการ

ฝ่ายคนต้นเรือนเฮาตุก ครั้นรู้ว่าจิ้นฮวยก๋งฆ่านายเสียแล้วก็ลอบหนีไปเมืองจิ๋น เข้าไปคำนับบอกความแก่เฮามัวเฮาเอียนว่าจิ้นฮุยก๋งตายแล้ว บัดนี้ก๋งจูหึงหนีเจ้าเมืองจิ๋นไปได้สมบัติ ก๋งจูหึงโกรธบิดาท่านว่าไม่มีหนังสือให้ท่านทั้งสองไปเมืองจิ้น จึงฆ่าบิดาท่านเสีย เฮามัวเฮาเอียนแจ้งว่าบิดาตาย แค้นใจเอามือตีอกเข้าแล้วก็ร้องไห้รักบิดา เตียวสวยกับขุนนางทั้งปวงเห็นเฮามัวเฮาเอียนร้องไห้จึงว่า บิดาท่านตายแล้วท่านจะมาร้องไห้รักอยู่ดังนี้ ใช้ว่าบิดาท่านจะคืนมาก็หาไม่ เชิญท่านเข้าไปบอกความต๋งนีให้รู้เสียก่อน จะได้ช่วยคิดการแก้แค้นก๋งจูหึงดีกว่า เฮามัวเฮาเอียนเห็นด้วยจึงเข้าไปคำนับต๋งนีแล้วแจ้งความตามคำผู้มาบอกทุกประการ แล้วเฮามัว เฮาเอียนก็ซบหน้าลงร้องไห้

ต๋งนีแจ้งว่าก๋งจูหึงฆ่าเฮาตุกเสียแล้วก็คิดสงสารเฮามัวเฮาเอียน จึงว่าซึ่งก๋งจูหึงทำแค้นฆ่าบิดาท่านเสียนั้น ก็เหมือนก๋งจูหึงทำแก่เรา ครั้งนี้เราจะคิดอ่านเอาเมืองจิ้นให้ได้ ถ้าได้เมืองจิ้นแล้วจะได้ดูหน้าก๋งจูหึงที่ฆ่าบิดาท่าน ท่านก็จะได้ทดแทนให้สาสมที่ความแค้นบ้าง ต๋งนีก็ชวนเฮามัวเฮาเอียนเข้าไปคำนับเล่าความให้ก๋งจูบุนฟังทุกประการ

เจ้าเมืองจิ๋นแจ้งความดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งก๋งจูหึงได้เป็นเจ้าเมืองทำการหยาบช้า ฆ่าเฮาตุกขุนนางผู้ใหญ่นั้น เหมือนหนึ่งเทพยดาจะช่วยยกเมืองจิ้นให้แก่ท่าน และการซึ่งจะเอาเมืองจิ้นนั้นไว้ธุระจะช่วยให้สำเร็จท่านอย่าวิตกเลย เตียวสวยได้ฟังเจ้าเมืองจิ๋นก็ดีใจ คุกเข่าลงคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าได้ข่าวว่าก๋งจูหึงพึ่งเป็นเจ้าเมือง ได้แต่ลีอี้เสงกับคับโยยเป็นขุนนางที่ปรึกษา บรรดาขุนนางเก่าๆ ทั้งปวงหาเข้าด้วยไม่ ต่างคนต่างเอาใจออกหาก ขอท่านจงช่วยคิดอ่านเร่งยกไปตีเอาเมืองจิ้น ในวันหนึ่งสองวันเห็นจะได้โดยง่าย ถ้าละไว้นานไปก๋งจูหึงมีความคิดแก่กล้าจะเกลี้ยกล่อมขุนนางทั้งปวงเลี้ยงขึ้นพร้อมมูลกันเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันแล้ว ถึงจะยกไปตีก็จะได้โดยยาก เจ้าเมืองจิ๋นจึงตอบว่า ท่านว่ากล่าวนี้ก็ชอบอยู่ ต๋งนีพูดจากับเจ้าเมืองจิ๋นแล้วก็ลากลับมาที่กงก๊วน พอนายประตูมาแจ้งความว่าบัดนี้มีผู้หนึ่งว่าเป็นชาวเมืองจิ้นจะขอเข้ามาหาบอกความลับกับท่าน ต๋งนีจึงสั่งให้หาตัวเข้ามาแล้วถามว่าท่านชื่อใดเป็นพวกพ้องของผู้ใด

ผู้นั้นคำนับแล้วจึงแจ้งความว่า ข้าพเจ้าชื่อลอนตุนเป็นบุตรไตหูลอนกี๋ อยู่เมืองจิ้นตั้งใจมาหาท่าน ด้วยเมืองจิ้นทุกวันนี้ก๋งจูหึงมีแต่ลีอี้เสงกับคับโยยเป็นเพื่อนคิด ขุนนางทั้งปวงหาเข้าด้วยไม่ บัดนี้ไตหูลอนกี๋ซึ่งเป็นบิดาข้าพเจ้าคิดอ่านกับขุนนางทั้งปวงพร้อมแล้ว จัดแจงเครื่องสาตราวุธไว้คอยท่า ท่านจะยกทัพไปถึงเมืองจิ้นวันใด บิดาข้าพเจ้ากับขุนนางทั้งปวงจะรับทำการในเมือง ถ้าท่านจะยกกองทัพไปวันใดเป็นแน่ ขอท่านจงกำหนดวันคืนให้แก่ข้าพเจ้าทราบจะได้กลับไปแจ้งแก่บิดาให้รู้ ต๋งนีได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงตอบว่า ซึ่งบิดาท่านและขุนนางทั้งปวงมีน้ำใจรักเราจะช่วยทำการนั้นก็ขอบใจแล้ว แต่ซึ่งจะให้กำหนดที่จะยกทัพวันใดนั้นยังไม่กำหนดได้ ด้วยกองทัพเรายังไม่ได้จัดแจงพร้อมมูล ท่านจงงดท่าสักหน่อยหนึ่งก่อน ครั้นรุ่งเช้าต๋งนีก็พาลอนตุนเข้าไปหาเจ้าเมืองจิ๋น แล้วแจ้งความตามถ้อยคำลอนตุนว่าทุกประการ

ก๋งจูบุนได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งขุนนางเมืองจิ้นเป็นใจด้วยก็ดีแล้ว เราจะเร่งจัดแจงทแกล้วทหารให้ท่านยกไป แต่ในเดือนสิบสองขึ้นสามคํ่าเป็นวันฤกษ์ดี ท่านจงบอกกำหนดให้ลอนตุนรีบไปบอกขุนนางทั้งปวงให้จัดแจงไว้ให้พร้อมเถิด ต๋งนีได้ฟังก็ดีใจ สั่งให้ลอนตุนรีบไปบอกกำหนดวันคืนกับขุนนางเมืองจิ้น ลอนตุนคำนับลารีบกลับไปแจ้งกับบิดาตามคำต๋งนีทุกประการ

ฝ่ายก๋งจูบุนครั้นลอนตุนไปแล้ว จึงจัดของเครื่องใช้ให้ต๋งนีเป็นอันมาก กับศิลาหยกสิบแท่งม้าสี่ร้อยตัว เกวียนบรรทุกสิ่งของและเสบียงสี่ร้อยเล่ม ทหารสำหรับรักษาเกวียนเล่มละยี่สิบห้าคน เป็นทหารหมื่นหนึ่ง แล้วให้ของแก่ทหารต๋งนีเก้าคนเสมอกัน ให้ศิลาหยกอีกคนละคู่กับให้ม้านายละสี่ม้า แล้วให้เป๊กลีหูกับอิวอีเป็นแม่ทัพ ให้กงซุนกี ก๋งจูจี อีฮูป๋า สามนายเป็นแม่ทัพหน้า จัดแจงทหารครบเป็นกระบวนพร้อมแล้ว เพลารุ่งเช้าฤกษ์ดี ก๋งจูบุนก็พาต๋งนีขึ้นขี่เกวียนคนละเล่มยกทัพออกจากเมืองจิ๋น ซีจูเอ๋งผู้เป็นน้องนางป๋วยเอ๋งนั้นก็ตามมาส่งต๋งนีผู้พี่เขย ถึงที่จับลีเตงนอกเมือง แล้วกลับมาอยู่รักษาเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นยกกองทัพไปส่งต๋งนีถึงฝั่งแม่นํ้าใหญ่ปลายแดนเมืองจิ๋น ก็จัดแจงเรือจะให้ต๋งนีข้ามทัพแล้วสั่งต๋งนีว่า ท่านได้เมืองจิ้นแล้วอย่าลืมเราเสีย ต๋งนีก็คำนับรับคำแล้วก็พาทหารลงเรือข้ามนํ้าไป ก๋งจูบุนก็ยกกลับมาเมืองจิ๋น

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสวยราชสมบัติได้สิบหกปี ฝ่ายก๋งจูหึงได้เป็นเจ้าเมืองจิ้นสองเดือนเศษ แจ้งว่าต๋งนีกับทหารเมืองจิ๋นเข้ากันยกทัพมา จึงจัดทหารเป็นสองกองให้ลีอี้เสงคับโยยคุมทหารกองหนึ่งไปตั้งสกัดอยู่ ณ ตำบลลูลิว แต่ตัวก๋งจูหึงนั้นคุมทหารกองหนึ่งออกไปตั้งค่ายคอยฟังข่าวอยู่นอกเมือง ฝ่ายต๋งนีครั้นข้ามมาเข้าแดนเมืองจิ้นเห็นอาซกจูซึ่งเป็นพนักงานคุมของทำกิริยาวุ่นวาย เก็บของเก่าใหม่เล็กน้อยบรรทุกเกวียนมิให้ตกหล่นได้ ต๋งนีดูแล้วหัวเราะจึงว่า วันหนึ่งสองวันเราก็จะได้เมืองจิ้น ท่านจะมาเป็นธุระอะไรกับของเก่าไม่ต้องการ จงทิ้งเสียให้สิ้นเถิด เราจะรีบไปโดยเร็ว ทหารทั้งปวงได้ยินต๋งนีว่าให้อาซกจูทิ้งของเก่าเสีย ต่างคนก็มีความน้อยใจพูดกันว่าใจต๋งนีนี้ได้ของใหม่แล้วท่านมักลืมของเก่า ก็เหมือนเราทั้งปวงซึ่งเป็นข้าเก่ามา ถ้านานไปท่านได้ข้าใหม่แล้วก็จะลืมเราคนเก่าเสียเหมือนกับสิ่งของที่ให้ทิ้งเสียนั้น

เฮาเอียนจึงเอาศิลาหยกของตัวเข้าไปคำนับส่งให้ต๋งนีแล้วว่า ข้าพเจ้าอุตส่าห์ติดตามท่านมาถึงสิบเก้าปี เหมือนของเก่าของท่าน บัดนี้ท่านก็จวนจะเป็นเจ้าเมือง ได้ข้าใหม่บริบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าจะขอลาท่านกลับไปอยู่ด้วยเจ้าเมืองจิ๋น เหมือนท่านโปรดปล่อยข้าพเจ้าไปเป็นข้าอยู่ภายนอกเถิด ต๋งนีได้ฟังเฮาเอียนว่าดังนั้นก็สะดุ้งใจ จึงว่าเราเป็นเพื่อนยากมาด้วยกันช้านาน เราได้ว่าไว้แต่เดิมว่า ถ้าได้ดีก็จะให้ได้ดีด้วยกัน เหตุใดท่านจึงมาว่าดังนี้เล่า เฮาเอียนจึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้ามีความผิดถึงสามประการ ประการหนึ่งข้าพเจ้าเป็นข้ามิได้ยกย่องตั้งท่านให้ได้เป็นใหญ่ ประการหนึ่งข้าพเจ้าพาท่านเที่ยวไปได้ความทุกข์จนอดอยาก ประการหนึ่งเมื่อท่านอยู่กับภรรยาท่านที่เมืองเจ๋ ท่านเสพสุราเมาสิ้นสมประดี ได้อุ้มท่านขึ้นเกวียนพาหนีภรรยามา โทษข้าพเจ้าผิดดังนี้ท่านจะมีความอาลัยเลี้ยงข้าพเจ้าต้องการอะไร ถ้าท่านยังจะได้ความยากอยู่เหมือนแต่ก่อน ข้าพเจ้าก็ไม่จากท่านได้ บัดนี้ท่านก็จะได้เป็นเจ้าเมืองจิ้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงจะลาท่านไป

ต๋งนีได้ฟังเฮาเอียนว่าดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ คิดว่าเฮาเอียนได้ยินเราสั่งอาซกจูให้ทิ้งของเก่าเสีย จึงผูกใจเจ็บมาว่ากล่าวดังนี้ ต๋งนีจึงตอบคำเฮาเอียนว่า ซึ่งเราสั่งอาซกจูเมื่อกี้นั้นหาทันคิดว่าท่านจะโกรธไม่ เราพูดผิดแล้วขอโทษเสียเถิด ว่าแล้วจึงเอาศิลาหยกทิ้งลงในนํ้าแล้วสาบานว่า ถ้าภายหน้าไปเราได้บ้านเมืองลืมคุณท่านเสียก็อย่าให้เทพยดาช่วยทำนุบำรุงเราเลย

ไกจือฉุยได้ยินต๋งนีสาบานให้เฮาเอียนดังนั้นก็เสียนํ้าใจจึงคิดว่า ครั้งนี้เฮาเอียนจะได้ดีด้วยต๋งนีให้สัญญาไว้ อันเฮาเอียนนี้เป็นคนโลภนานไปก็จะเอาความชอบแต่ผู้เดียว ซึ่งเราจะอยู่ทำราชการไปด้วยต๋งนีก็จะต้องเป็นลูกมือเฮาเอียนได้ความอัปยศหาต้องการไม่ เราจะหนีไปอยู่บ้านนอก ทำเลี้ยงมารดาเห็นจะดีกว่า ไกจือฉุยก็ลอบหนีไปแต่พลบคํ่า ต๋งนีครั้นทหารทั้งปวงข้ามมาถึงพร้อมแล้ว ก็ยกกองทัพออกไปทางตะวันออก ถึงตำบลเหลงหองเป็นเมืองด่าน จึงให้ทหารเข้าล้อมเมือง อีฮูป๋าซึ่งเป็นนายกองทัพหน้าจึงพาทหารปีนกำแพงเข้าไปไล่ฟันชาวเมืองแตกหนีจับตงหุนนายด่านได้ฆ่าเสีย

ฝ่ายชาวเมืองด่านทั้งปวงรู้ว่าต๋งนียกทัพมาก็ไม่ต่อสู้พากันเข้ามาถึงเมืองซกอัก ก็ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ไกลค่ายลีอี้เสงคับโยยทางประมาณสองร้อยเส้น ก๋งจูจีจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งไปเกลี้ยกล่อมลีอี้เสงคับโยยว่า แต่ก่อนเจ้าเมืองจิ๋นได้ทำคุณไว้แก่จิ้นฮุยก๋งผู้ตายก็หารู้จักคุณไม่ กลับชิงชังเหมือนหนึ่งเป็นข้าศึก เจ้าเมืองจิ๋นก็อดกลั้น มิได้คิดทำร้ายก๋งจูหึงผู้เป็นบุตรนั้นเลี้ยงไว้โดยสุจริต แล้วทรยศหนีมาครั้งนี้เจ้าเมืองจิ๋นจึงให้เราพาต๋งนียกทัพมาหวังจะให้เป็นเจ้าเมืองจิ้นทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป ถ้าท่านทั้งสองรู้หนังสือนี้แล้วจงเร่งมาสวามิภักดิ์ต๋งนีโดยเร็วจึงจะพ้นผิด ถ้าแข็งขัดอยู่จะพลาดผิดด้วยก๋งจูหึงหาต้องการไม่ ครั้นเขียนแล้วจึงเอาหนังสือส่งให้ทหารเอาไปให้ลีอี้เสงคับโยย

ลีอี้เสงคับโยยครั้นรู้หนังสือแล้วจึงปรึกษากันว่า ซึ่งกองทัพยกมาครั้งนี้ก็เห็นหนักแน่น ครั้นเราจะไปต่อสู้ก็ไม่ชนะ จะยอมเข้าด้วยก็เกรงต๋งนีจะผูกพยาบาทเราซึ่งทำความผิดไว้แต่หลัง จึงคิดกันเขียนหนังสือตอบไปว่า ข้าพเจ้าลีอี้เสง คับโยย ขอคำนับมาถึงก๋งจูจี ด้วยท่านมีหนังสือมาถึงข้าพเจ้านั้น ก็เห็นว่าท่านกรุณาแก่ข้าพเจ้าคุณหาที่สุดไม่ แต่ข้าพเจ้าทุกวันนี้มีความวิตก ด้วยต๋งนีกับเจ้าเมืองจิ๋นยกทัพมา ครั้นจะไม่ไปก็กลัว ทุกวันนี้โดยแต่จะนอนต้องใส่เกราะอยู่ไม่ขาด การครั้งนี้ถ้าก๋งจูจีกรุณาจะรับธุระมิให้เป็นอันตรายได้ ข้าพเจ้าก็จะทำตามถ้อยคำท่าน ครั้นเขียนแล้วก็ส่งหนังสือให้ทหารกลับไป ทหารได้หนังสือแล้วก็มาถึงก๋งจูจี จึงเอาหนังสือส่งให้ก๋งจูจี ก๋งจูจีแจ้งในหนังสือนั้นจึงคิดว่า คนทั้งสองมีความวิตกไม่ไว้ใจจึงว่ากล่าวมาทั้งนี้ จำจะไปหาพูดจาให้สิ้นสงสัยจึงจะควร คิดแล้วก๋งจูจีก็ขึ้นเกวียนกับบ่าวสองคนไปหาลีอี้เสงคับโยย ณ ค่าย

ลีอี้เสงคับโยยครั้นเห็นก๋งจูจีมาก็ยินดีออกไปรับเชิญเข้าในค่าย คำนับกันแล้วจึงว่า ข้าพเจ้ามีความกลัวทหารต๋งนีนัก ถ้าต๋งนีจะเลี้ยงข้าพเจ้าจริง ต๋งนีให้ความสัตย์กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็มิได้แข็งขัดจะยอมเข้าด้วย ก๋งจูจีจึงตอบว่า ซึ่งท่านมีความสงสัยดังนั้นอย่าวิตกเป็นธุระเราจะคิดมิให้ท่านเป็นอันตราย แต่ให้ท่านถอยทัพไปอยู่ที่เมืองสุนเสียก่อนเถิด ลีอี้เสงคับโยยก็รับคำก๋งจูจี ก๋งจูจีก็ลาลีอี้เสงคับโยยกลับมา ลีอี้เสงคับโยยก็ถอยทัพไปตามคำก๋งจูจี ก๋งจูจีมาถึงค่ายเข้าไปคำนับต๋งนี แล้วเล่าความให้ต๋งนีฟังทุกประการ ต๋งนีแจ้งแล้วก็ยินดี จึงสั่งให้เฮาเอียนไปหาลีอี้เสงคับโยย ว่ากล่าวแทนตัวเราสุดแต่ให้คนทั้งสองสิ้นความสงสัยจงได้

เฮาเอียนก็คำนับพาก๋งจูจีไปถึงเมืองสุนเสีย ก็เข้าไปหาลีอี้เสงคับโยย ลีอี้เสงคับโยยครั้นเห็นเฮาเอียน ก๋งจูจีก็ดีใจ ออกไปคำนับเชิญเข้ามานั่งที่สมควรต่างคำนับกัน เฮาเอียนจึงว่า ซึ่งท่านมีความสงสัยไม่ไว้ใจต๋งนีนั้นบัดนี้ต๋งนีให้เรามาแทนตัว ท่านอย่าคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ทหารทั้งสี่นายต่างก็เอาเลือดใส่ลงในถ้วยสุรา ต่างคนต่างกินเข้าไปแล้วให้สัตย์สาบานกันทั้งสองฝ่ายว่า เราทั้งสี่นี้มิได้คิดทำอันตรายแก่กัน จะตั้งใจทำนุบำรุงต๋งนีขึ้นให้เป็นเจ้า ถ้าเรามิตรงต่อกันประการใดก็ดี ขออย่าให้แคล้วคมอาวุธเลย ครั้นสี่นายให้สัตย์สาบานแล้วก็พากันมาถึงกลางทาง พบแปะสวยออกมาจากเมืองจิ้นว่าจะไปรับต๋งนีก็พากันมา

ก๋งจูหึงเจ้าเมืองจิ้นคอยฟังข่าวลีอี้เสงคับโยย ซึ่งออกไปตั้งรบข้าศึกก็ไม่รู้ว่าร้ายดีประการใด จึงให้บุดถีไปเร่งให้ลีอี้เสงคับโยยออกรบ ครั้นบุดถีถึงกลางทาง รู้ข่าวว่าลีอี้เสงคับโยยไปเข้าด้วยต๋งนีแล้วจะยกต๋งนีให้เป็นเจ้าเมืองจิ้น ก็รีบกลับมาแจ้งความแก่ก๋งจูหึง ก๋งจูหึงรู้ความดังนั้นก็ตกใจยกกลับเข้าเมือง จึงให้หาคับโปยเอี่ยง ฮันกัน ลอนกี๋ ซือโฮยซึ่งเป็นขุนนางเก่าทั้งสี่นายเข้ามาแล้วปรึกษาว่า บัดนี้ต๋งนีพากองทัพเมืองจิ๋นยกมาเราจะคิดประการใดจึงจะเอาชัยชนะได้ ขุนนางทั้งสี่นายได้ฟังดังนั้นต่างคนต่างคิดเอาใจออกห่าง จึงว่ากล่าวบิดพลิ้วว่า ข้าพเจ้าป่วยอยู่ บ้างว่าเป็นคนชราทั้งตาก็มืดหูก็หนัก สติปัญญาก็หลงลืม แล้วการศึกครั้งนี้ก็มาประชิดถึงชานเมือง ขุนนางที่ปรึกษาท่านทั้งสองก็ยกไปต่อสู้แล้ว ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ช่วยคิดอ่านเอาชัยข้าศึกประการใดนั้นเห็นเหลือสติปัญญานัก

ก๋งจูหึงได้ฟังขุนนางทั้งสี่ว่าดังนั้นก็เสียใจแล้วคิดว่า แต่ก่อนเราไปอยู่เมืองจิ๋นเจ้าเมืองจิ๋นก็มีความรักใคร่ได้เป็นที่สำนักสนิทแล้ว เป็นกรรมเผอิญให้คิดผิดทิ้งภรรยาเสียหนีมา เจ้าเมืองจิ๋นโกรธ การทั้งปวงจึงเป็นได้ถึงเพียงนี้ คิดแค้นใจเองแล้วก็ทอดใจใหญ่อยู่ บุดถีจึงว่า ซึ่งท่านจะนิ่งอยู่ดังนี้ ถ้าข้าศึกเข้าเมืองแล้วก็จะตายเสียเปล่าไม่ต้องการ ท่านจงหนีไปอาศัยอยู่ที่ตำบลโปเหลียง ซึ่งเป็นแดนเมืองเหลียงเถิดเห็นจะรอดชีวิต ข้าพเจ้าจะไปจัดแจงเกวียนพาท่านไปในเวลาวันนี้ ก๋งจูหึงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบจึงว่า ท่านจงไปเร่งจัดเกวียนเถิด บุดถีก็ไปจัดแจงเกวียนเตรียมไว้ ครั้นเวลาคํ่าก๋งจูหึงก็มาขึ้นเกวียน แล้วบุดถีก็พาหนีเล็ดลอดไปอาศัยอยู่ ณ ตำบลโปเหลียง

ฝ่ายลีอี้เสงคับโยยครั้นมาถึงค่าย เข้าไปคุกเข่าลงคำนับต๋งนีแล้วขอโทษตัวว่า ข้าพเจ้าได้ผิดพลั้งมาแต่ก่อนด้วยหาปัญญามิได้ ท่านจงมีความเมตตางดโทษข้าพเจ้าครั้งหนึ่งเถิด ต๋งนีได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีจึงว่า ซึ่งท่านทำผิดพลั้งประการใดนั้น เราก็ไม่ถือโทษท่านต่อไป ท่านอย่าวิตกเลย จงเร่งกลับเข้าไปในเมืองจิ้นคิดอ่านช่วยกันทำการให้เราได้เมือง จะได้ชุบเลี้ยงท่านสืบไป ลีอี้เสงคับโยยได้ฟังต๋งนีว่าดังนั้นก็สิ้นสงสัยดีใจนัก จึงลาต๋งนีกลับมา ครั้นถึงเมืองจิ้นรู้ว่าก๋งจูหึงหนีไปแล้ว จึงชวนขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงสี่สิบคนออกไปเมืองซกอักที่ต๋งนีพร้อมกันแล้วว่า ซึ่งข้าพเจ้าทั้งปวงได้ผิดพลั้งแก่ท่านแต่ก่อนนั้นโทษข้าพเจ้าทั้งปวงก็ผิดเป็นอันมาก ขอท่านจงกรุณาอย่าถือโทษข้าพเจ้าต่อไปเลย บัดนี้ก๋งจูหึงสู้บุญท่านไม่ได้หนีไปแล้ว ข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอยอมเป็นข้าทำราชการด้วยท่านต่อไปกว่าจะสิ้นชีวิต ขอเชิญท่านเข้าไปเป็นเจ้าเมืองจิ้นทำนุบำรุงไพร่บ้านพลเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขเถิด

ต๋งนีได้ฟังขุนนางทั้งปวงว่าดังนั้น จึงตอบว่า อันน้ำใจของเรานี้คิดแต่จะทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข มิได้คิดพยาบาทที่จะทำร้ายแก่ผู้ใดให้ได้ความเดือดร้อน ท่านทั้งปวงอย่าวิตกเลย ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก ต่างคนต่างคำนับต๋งนีพร้อมกัน ต๋งนีจึงคิดว่า แต่แรกเราจากเมืองจิ้นไปอายุได้สี่สิบสามปี อยู่เมืองเต๊กถึงสิบสองปี อยู่เมืองเจ๋ก็หลายปี แต่เที่ยวอยู่หัวเมืองอื่นแห่งละเดือนสองเดือนก็เป็นอันมาก จึงได้กลับมาเห็นบ้านเมืองของตัว และได้พบที่ฝังศพบิดามารดาญาติครั้งนี้จนอายุได้หกสิบสองปี ครั้นจะด่วนเข้าไปเมืองจิ้นบัดนี้เล่าก็หาควรไม่ จำจะหยุดคำนับศพเสียก่อนจึงจะควร ต๋งนีจึงสั่งให้แต่งโต๊ะและเครื่องเซ่นยกออกไปตั้งตามที่พร้อมแล้ว จึงอาบน้ำแต่งตัวตามธรรมเนียมแล้วพาขุนนางทั้งปวงเข้าไปคำนับที่ฝังศพพร้อมกัน ก็จุดธูปเทียนเผากระดาษบูชาแล้วออกชื่อมารดาปู่ย่าตายายทั้งปวงที่ฝังศพอยู่ที่นั้นโดยความกตัญญู ครั้นเสร็จการบูชาศพแล้ว จึงสั่งทหารทั้งปวงให้จัดแจงตั้งเป็นกระบวนแห่หน้าหลัง ตั้งแถวทหารถืออาวุธต่างๆ เดินเป็นคู่ๆ กัน จุดประทัดตีม้าล่อเอาฤกษ์แล้วยกเข้าเมืองจิ้น บรรดาหญิงชายชาวเมืองทั้งปวงต่างคนตั้งเครื่องคำนับตามธรรมเนียมทุกประตูบ้านร้องให้พรต๋งนีต่างๆ ต๋งนีครั้นเข้ามาถึงเมืองแล้วก็หยุดอยู่ที่ว่าราชการ

ขุนนางผู้ใหญ่เข้ามาพร้อมปรึกษากันว่า บัดนี้ก๋งจูหึงทำความมิชอบแล้วก็ทิ้งเมืองเสียหนีไป ต๋งนีก็เป็นบุตรจิ้นเฮียนก๋งเจ้านายของเรามาแต่ก่อน พลัดพรากบ้านเมืองไปช้านานแล้ว บัดนี้เทพยดาช่วยชักนำกลับคืนมาเมืองได้ ควรจะยกต๋งนีขึ้นเป็นเจ้านายของเรา ครั้นปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันแล้ว ก็ตั้งต๋งนีเป็นเจ้าเมืองจิ้นจารึกชื่อว่า จิ้นบุนก๋ง ว่าราชการบ้านเมืองตามขนบธรรมเนียม ครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว นายทหารเมืองจิ๋นก็คำนับลาจิ้นบุนก๋ง พาทหารทั้งปวงไปแจ้งราชการแก่ก๋งจูบุน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ