๘๙

ฝ่ายเจ้าเมืองงุยแต่รู้ว่าทัพเมืองเจ๋ยกมา ก็ให้ม้าใช้ถือหนังสือไปหาบังก๋วนไทจูสิน ให้รีบกลับมาทั้งกลางวันและกลางคืน บังก๋วนไทจูสินรู้ว่างุยอ๋องให้หาด้วยมีศึกมาติดเมืองก็ตกใจ แต่บังก๋วนคิดถึงการซึ่งกระทำมาเห็นจะได้เมืองอยู่แล้วเสียดายนัก มิรู้ที่จะถ่ายเทประการใดเลย แต่อ้าปากหายใจอยู่ถึงสองครั้งสามครั้งแล้วพอพลบคํ่าก็ล่าทัพมา ชาวเมืองหันก็ไม่ติดตาม เดินทัพครั้งนั้นเร่งรีบนักไม่หยุดแรมเลย พักม้าพักคนครู่หนึ่งยามหนึ่งแล้วก็ยกต่อไป ครั้นเข้าแดนเมืองงุยทหารที่ล้าเมื่อยก็แวะอาศัยบ้านรายทางตลอดมา กองตระเวนข้างเมืองเจ๋เที่ยวสืบข่าวรู้ว่าบังก๋วนกลับมาถึงเมืองแล้วก็เอาความมาแจ้งแก่ซุนปิน ซุนปินจึงปรึกษาเตียนกี๋เตียนเอ๋งว่าเจ๋อุยอ๋องให้เราไปช่วยเมืองหัน บัดนี้ทัพเมืองงุยล่ามาจากเมืองหันแล้ว ถ้าจะตั้งมั่นอยู่อย่างนี้ทัพเมืองงุยก็จะมารบเรา อันทำศึกด้วยฝีมือทหารถึงมีชัยชนะรี้พลก็คงจะล้มตายทั้งสองฝ่าย เปรียบเหมือนเด็กเล่นน้ำสาดกันคงถูกทั้งสองข้างเว้นแต่มากกับน้อย ข้าคิดว่าจะแกล้งล่าทัพล่อให้พวกเมืองงุยติดตาม จึงจะคิดกลอุบายให้ได้ชัยชนะโดยง่ายมิต้องลำบากแก่รี้พล เตียนกี๋เตียนเอ๋งก็เห็นด้วย ซุนปินจึงว่าท่านจงสั่งทหารให้ทำเตาหุงข้าวทวีขึ้นอีกคนละสามเตา แล้วให้หักพังค่ายด้านหลังเสียทุกค่าย เมื่อยกนั้นให้ทหารเหยียบยํ่าค่ายออกไป แม่ทัพทั้งสองก็ให้ทหารทำตามซุนปินว่าแล้วก็ล่าทัพมา ครั้นหยุดพักลงแห่งหนึ่ง ซุนปินให้ทหารทำเตาหุงข้าวสองคนต่อเตาแล้วก็เดินทัพไป พวกม้าใช้สืบข่าวข้างเมืองงุย ครั้นได้ความก็มาแจ้งแก่งุยอ๋องว่ากองทัพเมืองเจ๋ลาไปวานนี้แล้ว เมื่อม้าใช้มาบอกข่าวบังก๋วนไทจูสินก็มาถึงเข้าไปคำนับพร้อมกัน งุยอ๋องมีความยินดีจึงว่าแก่บังก๋วนว่า พวกเมืองเจ๋รู้ข่าวว่าทัพมาถึงจึงล่าไป บังก๋วนก็ลางุยอ๋องว่า ข้าพเจ้าจะขอตามไปตีทัพเมืองเจ๋ให้เข็ดหลาบ สืบไปภายหน้าจึงจะไม่มาเบียดเบียนเมืองเรา งุยอ๋องก็เห็นชอบด้วย

บังก๋วนก็ยกทัพไป ครั้นถึงค่ายซุนปินพอเวลาเย็นจึงให้หยุดทัพไว้หวังจะประชุมคนให้พร้อม บังก๋วนลงจากเกวียนจึงให้เอาเก้าอี้มาตั้งลงตรงหน้าค่าย ตัวก็ขึ้นนั่งพิจารณาขบวนที่ตั้งค่ายแต่แลไปแลมาเป็นหลายหน เห็นค่ายตั้งเป็นพยุหมังกรไว้จังหวะหางเท้าเล็บปากเขี้ยวเหมือนจะคอยวกกระหวัดขบคาบข้าศึก บังก๋วนจุ๊ปากสั่นศีรษะแล้วเหลียวหน้ามาบอกกับทหารที่นั่งอยู่นั้นว่า ขบวนค่ายอันนี้ความรู้อ้ายซุนปินเป็นมั่นคง แล้วสั่งทหารให้ไปถามคนที่บ้านใกล้ยังรู้ว่าผู้ใดเป็นแม่ทัพยกมา ซุนปินมาด้วยหรือไม่ ทหารไปสืบได้ความแล้วกลับมาบอกว่าเตียนกี๋เตียนเอ๋งเป็นแม่ทัพ ซึ่งซุนปินนั้นไม่ได้ความ บังก๋วนก็ยังมีวิตกอยู่แต่มิได้ว่าประการใด จึงเรียกเอาเกี้ยวมาขี่ให้หามไปเที่ยวดูทุกค่าย ครั้นเห็นเตาหุงข้าวของทหารตั้งเต็มติดกันไปประมาณคนสักเก้าหมื่นสิบหมื่นแล้วเห็นค่ายพังลงทุกค่าย พิเคราะห์ดูมีแต่รอยคนเหยียบออกไป บังก๋วนก็สำคัญว่าล่าทัพคนตื่นออกประตูมิทัน จึงพังค่ายเสียชิงกันออกไป ก็คิดกำเริบอยู่ในใจ ครั้นเห็นทหารตามมาถึงพร้อมแล้วก็รีบยกไปเวลากลางคืน ครั้นเช้าก็พบที่หยุดพักของเตียนกี๋เตียนเอ๋ง ประมาณดูผู้คนทำเตาหุงข้าวกินไม่ถึงสี่หมื่น ครั้นเวลาเที่ยงก็พบที่เตียนกี๋เตียนเอ๋งหยุดอีกแห่งหนึ่ง ประมาณดูคนสักหมื่นเศษ

บังก๋วนยินดีนักหมายว่าสมคิดครั้งนี้แล้ว จึงร้องบอกทหารทั้งปวงว่า พวกเมืองเจ๋กลัวเรานักล่าทัพมาไม่กี่วันไพร่หนีนายไปสิ้น ถ้าเราตามทันก็ไม่ต้องสู้รบช่วยกันจับให้ได้มากเถิด ว่าแล้วก็เร่งรีบทหารเดินทัพเหมือนจะบินตามไปจับข้าศึก ไทจูสินจึงว่าท่านมาทัพทุกครั้งเห็นไม่รื่นเริงเหมือนครั้งนี้เลย อันแม่ทัพเมืองเจ๋เขาก็มีสติปัญญาอยู่ท่านอย่าเพิ่งประมาทก่อน บังก๋วนจึงว่าอย่าวิตกเลย เตียนกี๋เตียนเอ๋งทีนี้ไม่พ้นแล้วคงจะเอาศีรษะไว้ให้เรา

ฝ่ายม้าใช้สืบข่าวของซุนปิน ครั้นเห็นทัพบังก๋วนก็รีบมาบอกซุนปินว่าทัพเมืองงุยตามมาใกล้แล้ว เห็นเวลาเย็นก็จะทันทัพเรา ซุนปินได้ฟังก็มีความยินดี พอมาถึงเบเหลงซัวเป็นช่องแคบเดินนั้นเฉพาะเลียบลำธารไปตามหว่างเขา ระยะทางถึงเก้าสิบเส้นจึงจะพ้นที่ยากออกไป ซุนปินเห็นที่ชอบกลจึงถามผู้นำทางว่า เขาช่องแคบนี้ชื่ออะไร คนนำทางบอกว่าชื่อเขาม้ามังกร ซุนปินจึงนึกว่าถ้าได้รบกับบังก๋วนในที่นี้ บังก๋วนจะตายเป็นมั่นคง เพราะอาจารย์ทำนายบังก๋วนไว้แต่ก่อนว่า พบแพะจะมีสุขพบม้าจะถึงที่ตาย ซุนปินจึงปรึกษาเตียนกี๋เตียนเอ๋งว่า เราจะข่มทหารไว้ทั้งสองข้างเขา ล่อให้บังก๋วนเข้าไปในช่องแคบ เห็นจะทำการเอาชัยชนะโดยง่าย เตียนกี๋เตียนเอ๋งก็เห็นด้วย ซุนปินจึงให้ล้มไม้ทับทางตั้งแต่หน้าเขาออกไปสิบเส้นในปากช่องให้กองเพลิงรายไว้ จึงจัดทหารเกาทัณฑ์ขึ้นซุ่มอยู่ตามไหล่เขาข้างต้นปลายทางไว้ทหารข้างละสี่พัน จึงให้อวนตัดกับจ๊กโก๊ตี๋นสองนายคุมทหารข้างละสองพันห้าร้อยขึ้นซุ่มอยู่ตรงกลางย่านเขาที่สำคัญ แล้วซุนปินให้ทำพะองขึ้นไปถากไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอยู่ริมทาง เขียนหนังสือฉลากไว้สองแถวเป็นอักษรแปดอักษร จึงสั่งอวนตัดจ๊กโก๊ตี๋นว่า ถ้าพวกข้าศึกมาอ่านฉลากหนังสือ จุดคบเพลิงสว่างมากขึ้นจนเห็นตัวนายจำหน้าได้ จึงจุดประทัดสัญญาเร่งระดมยิงเกาทัณฑ์ ทหารข้างต้นปลายทางให้ตีเข้ามาบรรจบกัน ครั้นสั่งการเสร็จแล้วทหารนอกนั้นขับให้เดินล่วงไปก่อน ตัวซุนปินเตียนกี๋เตียนเอ๋งก็ขึ้นซ่อนซุ่มอยู่บนเขา

ฝ่ายบังก๋วนยกทัพตามมาจนเวลาเย็น แลไปแต่ไกลก็เห็นเบเหลงซัว ข้างหน้าเขาดูสัณฐานเหมือนม้าเผ่น ทิวเขายาวไปเหมือนรูปงูเลื้อย จึงถามคนนำทางว่าเขานี้ชื่อไร ผู้นำทางจึงบอกว่าชื่อเขาม้ามังกรหนทางเป็นช่องแคบ เราจะเดินไปในหว่างเขานี้ บังก๋วนได้ฟังออกชื่อว่าเขาม้า คิดถึงคำอาจารย์ทำนายไว้ก็เสียใจ ครั้นดูเวลาก็จวนคํ่า ทางเดินนั้นเล่าก็เฉาะเข้าที่คับขัน จะมิตามข้าศึกไปในกลางคืนก็เสียดาย ครั้นจะตามไปก็กลัวจะเสียท่วงที แต่คิดวิตกตรองการเป็นสองใจสามใจอํ้าอึ้งอยู่เป็นครู่ พอกองหน้าให้ม้าใช้ลงมาบอกว่า เตียนกี๋เตียนเอ๋งล้มไม้ทับทางไว้แล้วมีกองเพลิงรายไปในหว่างเขา บังก๋วนได้ฟังทหารบอกความก็เข้าใจว่า เตียนกี๋เตียนเอ๋งจวนตัวเห็นจะหนีไม่พ้น จึงกองเพลิงลวงไว้จะให้คิดว่ามีทัพมาตั้งรับ ยินดีนักจนลืมคำอาจารย์ทำนายจึงให้ช่วยกันเร่งรื้อไม้ทับทางทิ้งเสีย แล้วร้องบอกนายทหารให้เตือนกันเร่งตัดไม้ที่ทับขวางเสีย ไม่ช้าในยามเศษสองยามจะได้จับเตียนกี๋เตียนเอ๋ง เหล่าทหารได้ฟังบังก๋วนว่าดังนั้นมีนํ้าใจชวนกันโห่ร้องขึ้นอื้ออึง ทั้งเกวียนและคนก็ชิงกันเดินเบียดเสียดเข้าไปในช่องแคบ

ขณะนั้นเดือนสิบสองแรมเจ็ดคํ่า พลบลงก็มืดด้วยเป็นตรอกเขาแลดูทางมิใคร่เห็น ทหารที่มีคบก็จุดเพลิงส่องรายเดินไป ครั้นมาถึงต้นไม้มีฉลากต้องแสงเพลิงเห็นประหลาด พวกทหารจึงชูคบส่องก็เห็นหนังสือเขียนไว้เข้าช่วยกันอ่านหลายคนก็อ่านไม่ออก ด้วยหนังสืออยู่สูงไม่เห็นตัวอักษรถนัด ทหารบอกกันต่อๆ ไป บังก๋วนรู้ก็เร่งให้ขับเกวียนขึ้นมา ครั้นถึงต้นไม้ตรงฉลากนั้นหยุดเกวียนไว้ ร้องสั่งว่าใครมีคบเพลิงจุดขึ้นให้สิ้น ทหารที่มีคบต่างก็จุดชูขึ้น หว่างเขาเป็นที่เฉพาะ ครั้นแสงเพลิงมากก็สว่างเหมือนกลางวัน

บังก๋วนจึงจุดเทียนใหญ่ชูส่องยืนเขย่งขึ้นบนเกวียนแหงนดูหนังสือบอกไว้ว่า บังก๋วนจะตายใต้ต้นไม้นี้ ตกใจนักจนสิ้นสติหน้ามืดนั่งลงไปทั้งยืนร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า เราแพ้ความคิดซุนปินครั้งนี้ตายจริงแล้ว คิดจะสั่งให้ถอยทัพ พอให้ยินประทัดสัญญา ทหารโห่ร้องอื้ออึงขึ้นเสียงลั่นไปทั้งเขา ระดมยิงเกาทัณฑ์ลงมาเหมือนห่าฝน ทหารข้างปลายทางต้นทางก็ตั้งปิดไว้ระดมเกาทัณฑ์ยิงรวมกันเข้ามา ทหารบังก๋วนแตกตื่นเป็นอลหม่านวิ่งกระทบเข้าหากันมิรู้จะไปแห่งใดได้ ถูกเกาทัณฑ์ล้มตายเป็นอันมาก จนศพทับกันลงเป็นหลายชั้นโลหิตไหลนองเหมือนเทนํ้า ตัวบังก๋วนก็ถูกเกาทัณฑ์ถึงหกเล่ม เจ็บปวดเป็นสาหัสเห็นจะไม่รอดชีวิตจึงชักเอากระบี่เชือดคอตายในทันใด

บังหยงบุตรบังก๋วนถูกเกาทัณฑ์ก็ตาย ไทจูสินหลบลูกเกาทัณฑ์ลงซ่อนอยู่ใต้เกวียน ทหารล้อมเข้าไว้เรียกให้ออกมาจะจับตัว ไทจูสินคิดว่าถ้าข้าศึกจับได้ก็จะทำให้ลำบากต่างๆ เราก็เป็นลูกเจ้าเมืองงุยจะอยู่สู้ความอายไม่สมควรจึงชักกระบี่ที่เหน็บเชือดคอตายเสีย

บังฮุดน้องบังก๋วนเป็นกองหลัง เมื่อได้ยินเสียงโห่ร้องอึออึงขึ้นก็ว่าข้างหน้านั้นรบกัน จึงต้อนทหารรีบหนุนขึ้นมา ทหารซุนปินก็ปล่อยให้ล่วงเข้าไปในช่องแคบแล้วตั้งสกัดปิดไว้ ทหารที่อยู่บนเขาก็ร้องอื้ออึงลงมาว่า พวกบังก๋วนทิ้งอาวุธเสียเข้ามานบนอบเราโดยดีจึงจะพ้นความตาย

ขณะนั้นเวลาดึกเดือนขึ้นสว่าง บังฮุดได้ยินเสียงร้องว่ามาก็ตกใจแล้วเห็นข้าศึกล้อมไว้รอบมั่นคง จะสู้รบเห็นเหลือกำลังจะหนีก็มิรอด แลขึ้นไปบนเนินเขาเห็นนายทหารสามคนนั่งสูบยาแดงอยู่ บังฮุดจำซุนปินได้จึงร้องให้ทหารของตัวทิ้งอาวุธเสีย ตัวก็ทิ้งอาวุธแล้วลงจากเกวียน ทหารซุนปินก็เข้ากลุ้มรุมมัดบังฮุดพาขึ้นไปให้แม่ทัพทั้งสามที่นั่งอยู่บนเขา เตียนกี๋สั่งทหารจะให้เอาบังฮุดไปฆ่าเสีย ซุนปินจึงขอโทษบังฮุดไว้ว่าถ้าเราฆ่าบังฮุดเสียบัดนี้ ก็จะสิ้นผลประโยชน์อันจะมีไปภายหน้า เตียนกี๋ก็เห็นชอบด้วย สั่งทหารให้แก้มัดบังฮุดเสีย

ซุนปินก็ให้แก้ทหารบังฮุดออกอีกห้าสิบคน จึงให้ตัดศีรษะบังก๋วนใส่ถังแล้วจึงว่าแก่บังฮุดว่า ตัวบัดนี้สิ้นคิดเข้าตาจนตกอยู่ในคมอาวุธเรา เราเมตตาจะปล่อยให้กลับไปบ้านเมืองกับทหารห้าสิบคนจงรับศพบังก๋วน บังหยง ไทจูสินบรรทุกเกวียนไปส่งให้เจ้าเมืองงุย เราจะฝากหนังสือไปด้วย ซุนปินก็ทำหนังสือเข้าผนึกส่งให้บังฮุด บังฮุดรับหนังสือมาแล้วยินดีนัก กับทหารห้าสิบคนยืนขึ้นคำนับล้มลงพร้อมกันแล้วก็ลามาเก็บศพบังก๋วน บังหยง ไทจูสินบรรทุกเกวียนกลับไปถึงเมืองงุย ก็เข้าไปแจ้งความแก่งุยอ๋องแล้วก็ส่งหนังสือของซุนปินให้

งุยอ๋องรู้ความก็ตกใจ ให้คิดอาลัยถึงบุตรและนายทหารทั้งสองคน ร้องไห้รักจนลมจับนิ่งไป พวกขุนนางช่วยกันแก้ไขฟื้นขึ้น งุยอ๋องจึงให้เอาศพทั้งสามไปฝังไว้ที่สมควรแล้วจึงฉีกผนึกหนังสือออกอ่านดูเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าซุนปินขอคำนับมาถึงงุยอ๋องให้ทราบด้วย แต่ก่อนท่านชุบเลี้ยงให้ข้าพเจ้าเป็นขุนนาง ได้กินเบี้ยหวัดนั้นคุณหาที่สุดไม่ เพราะบังก๋วนแกล้งใส่ความยุยงท่านจึงขัดเคืองทำโทษข้าพเจ้าถึงสาหัส ภายหลังอุยอ๋องจึงให้มารับข้าพเจ้าไปเลี้ยงเป็นขุนนาง แล้วใช้ให้มาทำศึกครั้งนี้ ข้าพเจ้าก็ได้คิดกลอุบายฆ่านายทหารแลทหารเลวเมืองงุยเสียเป็นอันมาก ครั้นจะมิทำดังนี้เล่าก็เหมือนคนหามีกตัญญูไม่ ขอท่านได้อดโทษอย่าเคียดแค้นเลย ซึ่งบังฮุดนายทหารกับทหารเลวห้าสิบคนข้าพเจ้าจับได้ บัดนี้ปล่อยให้คุมศพนายทหารมาส่งถึงเมืองงุยแล้ว ข้อหนึ่งขอให้ท่านไปนบนอบอุยอ๋องเสียจงได้ ถ้าจะขัดแข็งอยู่ภายหน้าจะได้ความเดือดร้อน ขอดำริดูให้ชอบ ครั้นแจ้งในหนังสือแล้ว งุยอ๋องกับขุนนางในเมืองงุยก็มีความวิตกครั่นคร้ามซุนปินนัก

ฝ่ายเตียนกี๋เตียนเอ๋ง ครั้นเวลาเช้าก็ให้เก็บเครื่องศัสตราวุธของข้าศึกบรรทุกเกวียน จึงจัดให้คนคุมเกวียนคุมทหารเมืองงุยที่จับไว้ได้นั้นพร้อมแล้วก็ยกกลับมาเมืองเจ๋ ฝ่ายอุยอ๋องรู้ข่าวว่าเตียนกี๋เตียนเอ๋งซุนปินมีชัยแก่ข้าศึกแล้วกลับมาก็ยินดี จึงขี่เกวียนออกมารับอยู่นอกเมืองทางห้าสิบเส้น บรรดาขุนนางเมืองเจ๋ก็ตามมาพร้อมกัน เมื่อซุนปิน เตียนกี๋ เตียนเอ๋ง แลเห็นอุยอ๋องแต่ไกลก็ลงจากเกวียนพากันเข้ามาคำนับแล้วให้ยกถังศีรษะบังก๋วนเข้ามาด้วย เตียนกี๋เตียนเอ๋งจึงแจ้งความชอบซุนปินซึ่งคิดกลอุบายต่างๆ มีชัยแก่ข้าศึก อุยอ๋องได้ฟังก็มีความยินดี สั่งให้เอาศีรษะบังก๋วนไปเสียบไว้ตรงประตูเมืองด้านตะวันออก แล้วก็พานายทหารกับพวกขุนนางเข้ามาที่อยู่พร้อมกัน จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงนายทหารกับพวกขุนนาง ขณะเมื่อกินโต๊ะอยู่นั้น อุยอ๋องนั่งเก้าอี้อยู่ริมโต๊ะจับจอกมารินสุรายื่นให้ซุนปิน ซุนปินคำนับแล้วจึงรับจอกสุรา อุยอ๋องก็ถามซุนปินไปพลางว่าท่านทำศึกครั้งนี้คิดอุบายดังนั้นเห็นเหตุอย่างไรจึงทำกลอุบายดังนั้นเล่า ซุนปินก็ชี้แจงขยายความออกทุกข้อตลอดไปจนบังก๋วนตาย แล้วปล่อยบังฮุดน้องบังก๋วนให้พาศพไปเมืองงุย เมื่อซุนปินแก้ไขความออกข้อใด อุยอ๋องรินสุรายื่นให้ซุนปินทุกครั้ง บรรดาขุนนางและทหารที่นั่งกินโต๊ะอยู่พร้อมกัน ครั้นซุนปินบอกความแคล่วคล่องไม่ขัดขวาง ก็สรรเสริญทุกคนว่ามีปัญญาลึกซึ้งล่วงรู้ไปในการสงครามหาผู้เสมอมิได้

ขณะนั้นพอมีคนมาบอกว่าเสียงเหาเป็นโรคเรื้อรังบัดนี้ถึงแก่ความตายแล้ว อุยอ๋องก็ให้แต่งการศพไปตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงให้หาขุนนางซึ่งมีความชอบมาพร้อมกัน อุยอ๋องจึงตั้งเตียนกี๋เป็นเสียงก๊กที่ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน เตียนเอ๋งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร แล้วก็ให้เครื่องยศเครื่องใช้สอยต่างๆ พวกทหารที่มีความชอบก็ให้บำเหน็จรางวัลตามสมควร อุยอ๋องก็ให้รางวัลเป็นอันมาก แต่ซุนปินนั้นจะตั้งให้เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ซุนปินก็มิยอม ของรางวัลเงินทองก็มิรับ จึงว่าข้าพเจ้าเป็นคนพิการ ซึ่งท่านเอามาตั้งแต่งชุบเลี้ยงเป็นขุนนางนั้นคุณหาที่สุดมิได้ บัดนี้แผ่นดินก็ราบคาบเสร็จศึกแล้วข้าพเจ้าจะขอลาไปอยู่เขาอยู่ป่าจะได้รักษาสติอารมณ์ตามสบาย

อุยอ๋องว่ากล่าวอ้อนวอนซุนปินต่างๆ แล้วจึงว่า ท่านเห็นเหตุอย่างไรหรือจึงว่าสิ้นศึกสงครามแผ่นดินเป็นปกติแล้ว ไม่มีความอาลัยถึงเราบ้างเลยจึงว่ากล่าวดังนี้ ซุนปินได้ฟังอุยอ๋องว่าดังนั้นก็ยืนขึ้นคำนับกราบลงเป็นหลายครั้ง จนหน้ากระทบลงกับพื้นบวมโนขึ้นมาเท่าผลส้ม อุยอ๋องเห็นก็ตกใจวิ่งเข้ายุดมือซุนปินไว้ ซุนปินก็ร้องไห้ อุยอ๋องกลั้นนํ้าตามิได้ ขุนนางทั้งนั้นเห็นอุยอ๋องกับซุนปินมีอาลัยต่อกันนักก็สงสารพลอยร้องไห้ด้วยหลายคน ซุนปินจึงว่าแกอุยอ๋องว่าท่านอย่าได้สงสัยเลยว่าข้าพเจ้าจะไม่รู้คุณท่านเอาคำมิจริงมาเจรจา ตั้งแต่วันนี้ไปในสองเดือน เมืองหัน เมืองเตียว เมืองงุยก็จะนำบรรณาการมานบนอบท่าน ด้วยข้าพเจ้าเห็นดาวสำหรับเมืองทั้งสามมาประชุมที่ดาวเมืองเรา ถึงข้าพเจ้ามิได้ทำราชการอยู่ด้วยท่าน ก็จะให้ตำราไว้แทนตัวสารพัดวิชามีอยู่ในตำราสามสิบฉบับสิ้น ถ้าสืบไปภายหน้าจะขัดสนด้วยกิจการอันใด พิเคราะห์ดูในตำรานี้แล้วก็รู้ จึงเอาตำราทั้งนั้นให้ไว้แก่อุยอ๋องแล้วก็ลาออกไปป่า ตั้งเก๋งน้อยลงหลังหนึ่งแอบอาศัยอยู่ริมเงื้อมเขา อุยอ๋องจึงให้ชื่อเขานั้นเรียกว่าไทอานจี๋วประมาณปีหนึ่งก็สูญไป คำคนทั้งปวงเล่าลือกันว่าอาจารย์ของซุนปินมาพาซุนปินไป

ฝ่ายอุยอ๋องเมื่อให้บำเหน็จตามความชอบทแกล้วทหารทั้งปวงแล้ว ก็มีหนังสือบอกข้อราชการซึ่งมีชัยแก่เมืองงุยให้รู้ทั่วเมืองแต่บรรดาเมืองขึ้นแก่เมืองเจ๋ กิตติศัพท์ก็เลื่องลือรู้ไปถึงเจ้าเมืองหันว่าอุยอ๋องแต่งทัพไปติดเมืองงุยเข้าไว้ ทัพเมืองงุยที่มาล้อมเมืองหันเลิกไป เมืองหันจึงพ้นอันตราย เจ้าเมืองหันคิดถึงคุณอุยอ๋องยิ่งนักและเจ้าเมืองหันกับเจ้าเมืองเตียวรักใคร่ไปมาซื้อขายถึงกัน เจ้าเมืองหันจึงมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองเตียว ในหนังสือนั้นเป็นใจความสรรเสริญคุณอุยอ๋องและสรรเสริญสติปัญญาฝีมือทแกล้วทหารเมืองเจ๋ด้วย แล้วว่ากล่าวชักชวนเจ้าเมืองเตียวให้ไปนบนอบอุยอ๋อง ซึ่งตัวเจ้าเมืองหันจะไปคำนับก็บอกกำหนดวันคืนไปให้เจ้าเมืองเตียวรู้

ฝ่ายเจ้าเมืองเตียวแจ้งความในหนังสือเมืองหันก็มีความยินดี จัดของบรรณาการพร้อมแล้วยกออกจากเมืองมาบรรจบกับเจ้าเมืองหัน จะพากันไปเมืองเจ๋ กิตติศัพท์ก็รู้ถึงเมืองงุย งุยอ๋องจึงหารือแก่ขุนนางที่ปรึกษาว่า เมืองหัน เมืองเตียวเขาก็ไปนบนอบอุยอ๋องแล้ว เราจะขัดแข็งเมืองอยู่ดังนี้ ถ้าทั้งสามพร้อมใจกันยกมารบเรา เราจะสู้เขาได้หรือ ข้าคิดว่าจะไปคำนับเสียบ้าง ใครจะเห็นประการใด ขุนนางที่ปรึกษาก็เห็นชอบด้วย งุยอ๋องจัดบรรณาการเสร็จแล้วก็ยกออกจากเมือง ครั้นเจ้าเมืองงุย เจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองเตียว มาถึงเมืองเจ๋ก็พากันเข้าไปคำนับอุยอ๋อง อุยอ๋องก็มีความยินดี เชิญเจ้าเมืองทั้งสามให้นั่งที่สมควรแล้วจึงไต่ถามเป็นข้อปราศรัย เวลานั้นทั้งสี่เมืองพูดจากันล้วนถ้อยคำไม่เคืองใจ รุ่งขึ้นวันหนึ่ง อุยอ๋องจึงพาเจ้าเมืองทั้งสามไปกินโต๊ะตำบลฮกบ้องเสีย ด้วยเมืองฮกบ้องเสียนี้ขึ้นแก่เมืองเจ๋อยู่ใกล้เมืองเจ๋ แล้วก็มีสระมีสวนดอกไม้ไว้สำหรับชมเล่นเป็นที่สบาย ครั้นกินโต๊ะแล้วจึงให้ทั้งสามเมืองกับขุนนางที่ตามมากระทำสัตย์ถือนํ้า เจ้าเมืองงุย เจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองเตียว กับขุนนางของตัวมิรู้ที่จะเบี่ยงเลี่ยงประการใดได้ต้องถือนํ้าทุกคน ครั้นทำสัตย์แล้วเจ้าเมืองทั้งสามก็คำนับลาอุยอ๋องกลับไปเมือง

ขณะนั้นพระเจ้าจิวอันอ๋องเสวยราชย์ได้ยี่สิบแปดปี ฝ่ายอุยอ๋องเมื่อสามเมืองมานบนอบยำเกรง การศึกก็ว่างมาหลายปี น้ำใจคิดกำเริบถือตัวว่าหาผู้เสมอมิได้ ก็ตั้งแต่เสพสุราทุกวันทุกเวลามิได้ขาด จึงให้เสาะหาหญิงรูปงามจัดเข้ามาไว้บำรุงบำเรอเป็นอันมาก ขุนนางผู้สัตย์ซื่อเห็นผิดพลั้งช่วยตักเตือนก็ขัดเคือง เชื่อถืออยู่แต่ชัวเบียนอังก๋วนสอพลอสองคน แล้วตั้งขุนนางอีกเจ็ดสิบหกคนล้วนเป็นคนชั่วเข้ากำกับทุกตำแหน่งแล้วให้เป็นผู้พิพากษาความ ขุนนางพวกนี้ไม่เป็นธรรมตัดสินความเห็นแก่สินบน ราษฎรก็เดือดร้อนทั่วทั้งเมือง

เตียนกี๋รู้ดังนั้นจึงเข้าไปว่าแก่อุยอ๋องว่า ขุนนางเจ็ดสิบหกคนนั้นโลภไม่เป็นธรรมเห็นแต่จะได้เงินทอง ตัดสินความกลับจริงลงเป็นเท็จกลับผู้ชนะให้แพ้ ทุกวันนี้ราษฎรเดือดร้อนยากแค้นนัก อุยอ๋องฟังเตียนกี๋ว่าก็เฉยเสียมิได้เชื่อถือถ้อยคำ เตียนกี๋น้อยใจมีความวิตกมากจะกินจะนอนไม่เป็นปกติจนป่วยลงก็ตาย

อุยอ๋องจึงแต่งการศพเตียนกี๋แล้วไปฝังที่ตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ ครั้นอยู่มาประมาณกึ่งเดือน อุยอ๋องจึงให้ขุนนางคุมช่างไปทำบ้านไว้แห่งหนึ่งกว้างขวางเป็นที่สบายอยู่ริมป่านอกเมืองทางหกร้อยเส้น ก็พาขุนนางออกไปเล่นเนืองๆ ที่บ้านใหม่ ออกไปเล่นทีไรก็ให้ทหารเที่ยวไล่เนื้อจับสัตว์ป่ามาส่งให้คนครัวทำเครื่องแกล้มสุราเลี้ยงกัน เวลาวันหนึ่งอุยอ๋องจึงพาพวกภรรยาไปเล่นบ้านใหม่ด้วย ครั้นเลี้ยงโต๊ะสุราแล้วจึงให้เหล่าสตรีรำร้องมโหรีปี่พาทย์เล่นครึกครื้นอยู่

ยังมีหญิงคนหนึ่งชื่อจงลีฉุนบ้านอยู่นอกเมืองใกล้กันกับบ้านใหม่ของอุยอ๋อง นางจงลีฉุนคนนี้ปัญญาหลักแหลมนัก แต่รูปร่างนั้นพิกล จักษุกลม จมูกยาว หน้าผากใหญ่ คอสั้น เท้าโต มือโต นิ้วมือนิ้วเท้ายาวๆ ทั้งสูงทั้งใหญ่ สีตัวดำเหมือนทาหมึก นุ่งกางเกงเก่าใส่เสื้อขาดออกจากบ้านเดินร้องมาแต่ไกลว่าเราจะมาหาอุยอ๋อง ทหารซึ่งล้อมวงอยู่เห็นรูปร่างหญิงนั้นวิปริตจึงห้ามไว้มิให้เข้าไปแล้วซักถามหญิงนั้นว่าตัวชื่อไรอยู่บ้านไหนมีธุระสิ่งใดหรือจึงมาหาอุยอ๋อง หญิงนั้นจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อฉุนแซ่จงลี อยู่บ้านบูเอียนแขวงเมืองเจ๋ อายุสักสี่สิบปียังไม่มีผัว คิดอยู่จะใคร่ได้ผัวแต่ชายผู้ใดเขาไม่ชอบใจ วันนี้ได้ยินเสียงขับร้องอื้ออึงจึงรู้ว่าอุยอ๋องพาภรรยาออกมาเล่นบ้านใหม่ ข้าพเจ้าจึงจะมายอมตัวอยู่กับอุยอ๋องจะขอเป็นเมียหลวง พวกทหารพวกขุนนางได้ฟังคำหญิงนั้นก็หัวเราะแล้วว่าหยอกนางนั้นเล่นว่า รูปร่างของตัวเราเห็นสมควรอยู่แล้วที่จะมาเป็นเมียหลวง แต่การแม่เรือนนี้ย่อมรอบคอบ ตัวมีวิชาความรู้สิ่งไรอยู่บ้างหรือ นางจงลีฉุนจึงว่าข้าพเจ้าไม่รู้สิ่งใด แล้วนางจึงทำเป็นปริศนาใบ้เบี้ยวปากขยิบตาแล้วยิงฟันชี้มือ ประสานมือแล้วกอดเข่าร้องว่าไต่ใจๆ อุยอ๋องครั้นเห็นนางทำดังนั้นก็ไม่เข้าใจ จึงถามพวกขุนนางว่า อีนี่มันทำใบ้ใครรู้ปริศนาของมันอย่างไรบ้าง ขุนนางทั้งปวงก็ว่าข้าพเจ้าไม่รู้ อุยอ๋องยังสงสัยอยู่จึงเรียกนางจงลีฉุนให้ขยับเข้ามาใกล้แล้วว่า ซึ่งเอ็งทำใบ้นั้นเราทั้งปวงไม่เข้าใจ พูดออกมาตรงๆ เถิด

นางจงลีฉุนจึงว่าข้าพเจ้ากลัวความผิดอยู่ ถ้าท่านไม่ถือโทษแล้วจึงจะว่าออกมาได้ อุยอ๋องก็รับคำนางจงลีฉุน นางจงลีฉุนจึงว่าข้าพเจ้าเบี้ยวปากขยิบตาด้วยเห็นว่าท่านฟังแต่คำคนพูดไม่จริง ข้าพเจ้ายิงฟันนั้นเห็นว่าท่านพอใจเสพสุรามัวเมานักแล้วเพลิดเพลินลุ่มหลงด้วยสตรี ข้าพเจ้ากอดเข่าและชี้นิ้วเห็นว่าขุนนางเหล่านี้หามีกตัญญูไม่ ท่านชุบเลี้ยงเสียเปล่า มิได้โอบอ้อมอาณาประชาราษฎร์ ซึ่งข้าพเจ้าร้องว่าไต่ใจ เพราะเห็นว่าท่านทิ้งบ้านทิ้งเมืองมาเที่ยวเล่นสนุกอยู่ในป่า ไม่ช้านานเท่าใดก็จะเกิดจลาจลขึ้นในเมือง

อุยอ๋องได้ฟังก็โกรธจึงว่า อีคนนี้พูดจาเกินตัวนัก ชอบแต่เอาไปตัดศีรษะเสีย นางจงลีฉุนก็ไม่ครั่นคร้ามจึงตอบว่า ถึงท่านจะประหารชีวิตก็ตามเถิด แต่งดให้ข้าพเจ้าว่ากล่าวให้สิ้นความเสียก่อน แล้วนางจึงว่า บ้านเมืองของท่านทุกวันนี้ความชั่วยังมีอยู่ถึงสี่ประการ ประการหนึ่งเสียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่เป็นที่พึ่งแก่คนทั้งแผ่นดินเมืองเจ๋ เสียงก๊กก็ตายแล้ว ท่านมิได้จัดหาผู้มีสติปัญญาตั้งแต่งขึ้นแทนที่

ฝ่ายเมืองจิ๋น เขาก็ได้กงซุนเอียงเป็นเสียงก๊ก ทแกล้วทหารก็ฝึกหัดไว้พรักพร้อม ไม่ช้าก็จะยกมาตีเมืองเรา อันขุนนางเจ็ดสิบหกคนของท่านก็เบียดเบียนราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน จะพูดจาสิ่งใดก็ไม่จริงคอยแต่ประสมประสานพอชอบใจท่าน เหตุดังนี้ข้าพเจ้าจึงเบี้ยวปากขยิบตา ประการหนึ่ง ท่านก็พอใจเสพสุรามัวเมา แล้วเพลิดเพลินแต่สตรีมิได้เอาใจใส่ในการบ้านเมือง และไต่ถามถึงความราษฎร เชื่อฟังแต่คำชัวเบียนกับอังก๋วนสองคน จะทำให้บ้านเมืองเกิดจลาจล ข้าพเจ้าจึงยิงฟัน ประการหนึ่ง ท่านมิได้ซักซ้อมทแกล้วทหารให้มีฝีมือเข้มแข็งไว้ป้องกันรักษาด่านทาง อันทหารเปรียบเหมือนบุตรเจ้าเมือง ถ้าบุตรเป็นคนดีก็จะรักษาทรัพย์สมบัติของบิดาไว้ได้ เหตุดังนี้ข้าพเจ้าจึงชี้นิ้วประสานมือกอดเข่า ประการหนึ่ง ท่านละบ้านเมืองออกมาตั้งเลี้ยงโต๊ะเสพสุราเล่นสนุกอยู่ในดงในป่า ถ้าข้าศึกศัตรูคิดร้ายเกิดวิบัติขึ้นในเมืองเมื่อไรท่านจะรู้ความ ถึงรู้ความแล้วจะแก้ไขผ่อนปรนยังจะทันท่วงทีหรือ อันตัวท่านเปรียบเหมือนแม่นกแม่ไก่ บ้านเมืองเปรียบเหมือนฟอง เมื่อแม่ไม่หมั่นฟักหมั่นเฝ้าฟองนั้นก็จะเป็นอันตราย ข้าพเจ้าจึงร้องว่าไต่ใจเพราะเหตุดังนี้ สิ่งชั่วก็ยังมีอยู่อีกสี่ประการ แต่ท่านประพฤติเท่านี้ก่อนเถิด อุยอ๋องได้ฟังนางจงลีฉุนว่าจะแจ้งออกให้ฟังก็หายความโกรธ เหตุด้วยวาสนายังจะยืดยืนไป ตรึกตรองพิเคราะห์ดูก็เห็นจริงตามถ้อยคำนาง ก็มีความยินดีสรรเสริญว่านางผู้นี้มีปัญญาหลักแหลมนัก จึงให้เครื่องสำหรับสตรีเป็นอันมาก แล้วรับนางขึ้นเกวียนพาเข้าเมือง ตั้งนางให้เป็นใหญ่กว่าภรรยาทั้งปวง ยกบ้านโบเอี๋ยมอิดที่นางอยู่เดิมเป็นส่วยขึ้นด้วย นางจงลีฉุนก็มีกตัญญูหมั่นตักเตือนอุยอ๋องให้จัดแจงบ้านเมือง สืบหาผู้มีสติปัญญามาชุบเลี้ยง จึงตั้งเตียนเอ๋งเป็นเสียงก๊ก จึงได้เบ๋งโขผู้หนึ่งมาตั้งเป็นเสียงบี๋น บรรดาขุนนางที่เบียดเบียนราษฎรก็ถอดเสียจากที่สิ้น จัดหาคนสัจธรรมตั้งเป็นขุนนาง การเลี้ยงสุราก็ให้เลิกเสีย เมืองเจ๋จึงบริบูรณ์เหมือนแต่ก่อน

ฝ่ายจอซูเจียงเสียงก๊กเมืองจิ๋นจึงว่ากับจิ๋นฮวนก๋งว่า เมืองงุยกับเมืองเราเป็นที่คุมแค้นพยาบาทกัน คงจะล้างผลาญลงให้ได้ข้างหนึ่ง ด้วยแดนเรากับแดนเขาต่อกัน เปรียบเหมือนวัณโรคเกิดขึ้นในอก ไม่คิดทำลายล้างเสียแต่ยังอ่อน ละให้เป็นบุพโพได้ความเจ็บปวดจะทวีมากขึ้นไป ครั้งนี้เมืองงุยเสียทัพเมืองเจ๋มายังระส่ำระสายอยู่ บรรดาเมืองขึ้นก็ร่วงโรยลงแล้ว ข้าพเจ้าจะอาสายกทัพไปตี เก็บเล็มเอาแต่เมืองขึ้นรวบรวมไว้ก่อนจึงจะทำการขยับต่อไป ดูชั้นเชิงถ้าได้ท่วงทีก็จะทุ่มเทเข้าหักเอาเมืองงุยให้เสร็จเสียแต่ในครั้งนี้ จิ๋นฮวนก๋งก็เห็นด้วย จึงเกณฑ์ทหารห้าหมื่นให้จอซูเจียงเป็นแม่ทัพ กงจูเสียวกั้วเป็นปลัดทัพ ได้ฤกษ์ดีก็ยกออกจากเมืองเดินทางทิศตะวันออก ครั้นถึงแดนเมืองงุยก็ให้ตีบ้านรายทางระเข้าไปตั้งค่ายติดเมืองไซโห จูฉองผู้รั้งเมืองรู้ข่าวศึกก็จัดแจงเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นกวดขันแล้วให้ม้าใช้ถือหนังสือไปแจ้งราชการในเมืองงุยขอกองทัพมาช่วย งุยอ๋องรู้หนังสือก็มีความวิตกนักจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ครั้งนี้จะได้ใครไปช่วยเมืองไซโหรับทัพเมืองจิ๋น กงจูอึ้นจึงว่า จอซูเจียงแม่ทัพเมืองจิ๋นคนนี้กับข้าพเจ้าได้คุ้นเคยกันมา ข้าพเจ้าจะขอคุมทัพออกไปรักษาเมืองไซโห แล้วจะมีหนังสือไปว่ากล่าวจอซูเจียงให้เลิกทัพไป ถ้าเขาขัดแข็งอยู่ข้าพเจ้าก็คงจะตั้งรักษามั่นไว้ ถ้าเห็นการศึกหนักแน่นจึงจะบอกมาให้ท่านรู้ งุยอ๋องได้ฟังกงจูอึ้นว่าก็เห็นด้วย จึงเกณฑ์ทหารสามหมื่นให้กงจูอึ้นเป็นแม่ทัพ กงจูอึ้นก็รีบยกไปถึงเมืองไซโหจึงเข้าตั้งค่ายอยู่ในเมือง บรรจบกับทหารจูฉองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินอีก ก็ตรึกตรองคิดจะมีหนังสือไปถึงจอซูเจียง

ฝ่ายจอซูเจียงแจ้งว่ากงจูอึ้นเป็นแม่ทัพมา ก็แต่งหนังสือให้ทหารถือไปให้กงจูอึ้นก่อน คนถือหนังสือก็เข้าไปเรียกชาวเมืองเปิดประตูรับ ว่าเราเป็นทูตมาแต่แม่ทัพเมืองจิ๋น ผู้รักษาหน้าที่ก็ไปแจ้งกับกงจูอึ้น กงจูอึ้นก็สั่งให้รับเข้ามา ทหารจอซูเจียงคำนับแล้วส่งหนังสือให้ กงจูอึ้นรับมาฉีกผนึกอ่านใจความว่า กงจูอึ้นกับเราก็เป็นเพื่อนรักกันมาแต่ก่อน แต่บัดนี้เรากับท่านตกอยู่คนละเมืองต่างคนมีนาย นายต่อนายไม่ชอบกัน นายของเราให้เราเป็นแม่ทัพมาตีเมืองไซโห นายท่านให้ท่านเป็นแม่ทัพออกมาป้องกันไว้ ตัวเรากับท่านเปรียบเหมือนกับกระดูก อันจะมาทำสงครามให้ทหารทั้งปวงล้มตายลงด้วยกันทั้งสองข้างไม่ควรเลย เราก็จะเลิกทัพกลับไปเมืองจิ๋น ท่านก็เลิกทัพกลับไปเมืองงุย แล้วช่วยกันว่ากล่าวให้นาย ต่อนายเป็นไมตรีกันราษฎรทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสุข เราทั้งสองทำได้ดังนี้แล้ว ชื่อก็จะปรากฏอยู่ในหนังสือเป็นเรื่องราวต่อไปในพงศาวดาร แต่ว่าเรากับท่านจากกันมาช้านานแล้ว เราจะใคร่พบปะพูดจาเลี้ยงดูกันเล่นให้สบายที่เขาจัวสานสักเพลาหนึ่ง บ่าวไพร่ซึ่งจะตามเราไปนั้นแต่พอควร ห้ามอย่าให้ถืออาวุธทั้งสองฝ่าย กงจูอึ้นแจ้งหนังสือจอซูเจียงดังนั้นก็ยิ้มแย้มดีใจด้วยสมคิดตัวที่รับอาสามา จึงให้แพรหลายพับกับผู้ถือหนังสือของจอซูเจียงแล้วว่า ซึ่งท่านเสียงก๊กว่ากล่าวมานี้ก็เหมือนกับใจข้าคิดไว้ จงกลับไปบอกท่านเสียงก๊กก่อนเถิด พรุ่งนี้เราจึงจะให้คนไปหาท่าน กำหนดวันเป็นแน่ที่จะไปพบกัน ณ เขาจัวสาน ผู้ถือหนังสือก็คำนับกงจูอึ้นกลับมาแจ้งความแก่จอซูเจียง จอซูเจียงก็มีความยินดีจึงเรียกนายทหารกองหน้าเข้ามากระซิบบอกว่า เราทำอุบายครั้งนี้เห็นจะสมคิด พรุ่งนี้ถ้ากงจูอึ้นให้คนมานัดเราไปกินเลี้ยง ณ เขาจัวสาน ท่านจงทำเข้ามาลาเรากลับไปเมืองจิ๋น แล้วจึงยกไปต่อเพลาคํ่าลอบมาตั้งอยู่ ณ เขากีสานกองหนึ่ง เขาแปะสานกองหนึ่ง ด้วยสองเขานี้กระหนาบเขาจัวสานเคียงกัน แล้วค่อยฟังเสียงประทัดสัญญาณ ถ้าได้ยินสามนัดแล้วจงรีบมาล้อมจับกงจูอึ้นกับทหารไว้ให้หมด นายทหารกองหน้าก็รับคำมาจัดไว้ตามสั่ง

ฝ่ายกงจูอึ้นครั้นผู้ถือหนังสือไปแล้ว ก็ให้หาจูฉองกับขุนนางเมืองไซโหมาพร้อมกันแล้วเล่าความให้ฟัง แล้วเอาหนังสือจอซูเจียงให้ดู จูฉองและขุนนางทั้งปวงได้เห็นหนังสือก็ยินดี ด้วยพวกเมืองงุยครั้งนั้นคราวชะตาตก ครั่นคร้ามการศึกอยู่ ต่างคนสรรเสริญว่าท่านเป็นแม่ทัพมาครั้งนี้ข้าพเจ้าทั้งปวงมิต้องรบเหน็ดเหนื่อยเพราะได้พึ่งวาสนาท่าน กงจูอึ้นครั้นคนทั้งปวงชมก็มีใจกำเริบเชื่อสนิทไม่คิดป้องกันรักษาตัว จึงสั่งจูฉองว่าพรุ่งนี้จงจัดของเลี้ยงกับสุรา ให้พ่อครัวไปคอยแต่งไว้ ณ วัดเชิงเขาจัวสาน แล้วให้ทหารถือหนังสือไปให้จอซูเจียง จอซูเจียงก็รับหนังสือมาอ่านใจความว่า ข้าพเจ้ากงจูอึ้นคำนับมาถึงท่านเสียงก๊ก ซึ่งท่านเมตตาแก่ข้าพเจ้าว่าเป็นที่รักใคร่กันมาแต่ก่อนนั้น คุณท่านหาที่สุดมิได้ ซึ่งท่านจะคิดให้เมืองจิ๋นกับเมืองงุยเป็นไมตรีกันนั้น ราษฎรทั้งสองฝ่ายก็จะได้เป็นสุขเพราะสติปัญญาท่าน เหมือนเมื่อครั้งเจ๋ฮวนก๋งไปเที่ยวว่ากล่าวทุกบ้านทุกเมืองให้ประนีประนอมกันถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งจะให้ข้าพเจ้าไปพบท่าน ณ เขาจัวสาน ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก อันการจะเลี้ยงดูนั้นท่านอย่าเป็นธุระเลยข้าพเจ้าจัดแจงไว้พร้อมแล้ว เชิญท่านไปในเพลาพรุ่งนี้ คนที่จะไปกับข้าพเจ้านั้นสามร้อยคน ทหารซึ่งจะติดตามท่านไปนั้นจะมากน้อยเท่าไรข้าพเจ้าหามีความรังเกียจไม่

จอซูเจียงอ่านแล้วทำเป็นยินดี จึงเรียกผู้ถือหนังสือให้ขยับเข้ามาใกล้ ทำพูดจาด้วยเหมือนคนสนิทของตัวแล้วเล่าความหนหลังให้ฟังว่า นายของท่านกับเราเคยรักใคร่กัน ถ้าจะเปรียบเหมือนญาติอันสนิทก็ได้ แต่จากกันมาช้านานแล้ว เดี๋ยวนี้รูปร่างอ้วนหรือผอมประการใด ดูกับเราผู้ใดจะหนุ่มแก่กว่ากัน ผู้ถือหนังสือก็บอกไปทุกประการ จอซูเจียงก็เรียกเอากล้องมาให้สูบยา เอานํ้าชามาให้กิน แล้วเอาเครื่องนุ่งห่มมารางวัลให้ชอบใจ แกล้งพูดจาหน่วงเหนี่ยวไว้จนเพลาเย็น ส่วนนายทหารกองหน้าที่นัดไว้ก็แกล้งเข้ามาลาว่าข้าพเจ้าจะยกล่วงไปเพลานี้ จอซูเจียงว่าดีแล้วเร่งล่วงหน้าไปก่อนเถิดคนเดินจะไม่ได้คั่งกัน พรุ่งนี้เราพบกงจูอึ้นแล้วจึงจะตามไป นายทหารก็ยกล่วงไปต่อหน้าผู้ถือหนังสือ ครั้นคํ่าลงก็ลอบกลับมาตั้ง ณ ตำบลเขาแปะสานเขากีสาน

ฝ่ายผู้ถือหนังสือกงจูอึ้นก็ลาจอซูเจียงกลับมาในเมืองเล่าความที่พูดกับจอซูเจียงให้กงจูอึ้นฟังแล้วว่า เมื่อข้าพเจ้าจะมานั้นเห็นกองทัพยกผ่อนกันไปเกือบหมดแล้ว กงจูอึ้นแจ้งความว่ากองทัพจอซูเจียงเลิกไปต้องกับหนังสือก็มีความยินดีนัก ครั้นเช้าเห็นเพลาสมควรจึงใช้ขุนนางไปเชิญจอซูเจียงไปยังเขาจัวสาน ส่วนตัวก็ขึ้นขี่เกวียนมีทหารแห่หน้าหลังสามร้อยคน กับเกวียนสำหรับบรรทุกของเลี้ยงตามไปสิบเล่ม เมื่อจะออกประตูค่ายจึงยืนขึ้นบนเกวียนร้องประกาศกับทหารซึ่งรักษาหน้าที่ว่า คนทั้งปวงเหน็ดเหนื่อยตรากตรำอดหลับอดนอนมาหลายเวลาแล้ว วันนี้เราไปพบจอซูเจียงแล้วต่างคนก็จะเลิกทัพกลับไปเมือง ว่าแล้วก็ขับเกวียนไปเขาจัวสาน พอกองทหารที่รักษาหน้าที่ได้ยินกงจูอึ้นว่าดังนั้นก็ดีใจ ร้องบอกกล่าวกันอื้ออึงรู้ทั่วทั้งเมือง เข้าใจว่าแม่ทัพทั้งสองไปหาสู่เลี้ยงเหล้าข้าวกันแล้ว ที่ไหนจะรบพุ่งกันเล่า ต่างคนก็ละหน้าที่ไปเที่ยวเยี่ยมบ้านเรือนและหาญาติพวกพ้อง คนที่รักษาหน้าที่ก็เบาบาง

ฝ่ายจอซูเจียง ครั้นกงจูอึ้นให้มาเชิญก็ขึ้นเกวียนทหารแห่และตามห้าร้อยคนไม่ถืออาวุธทั้งสิ้น ครั้นถึงที่เขาจัวสานก็ลงจากเกวียนเดินเข้าไปเก๋งใหญ่หน้าศาลเทพารักษ์ กงจูอึ้นก็ออกมารับต่างคนคำนับกันแล้วก็นั่งพูดจาไต่ถามกันถึงสุขและทุกข์ ครั้นถึงเวลาเที่ยงกงจูอึ้นก็สั่งให้ไปยกโต๊ะ ทหารกงจูอึ้นก็พากันจัดแจงตั้งโต๊ะและของเลี้ยงวุ่นวายอยู่ นายทหารจอซูเจียงผู้หนึ่งชื่ออ่อหวน ผู้หนึ่งชื่อยิมพี้ สองคนมีกำลังมาก คนหนึ่งยกของได้หนักถึงสิบหาบ ครั้นเห็นได้ท่วงทีก็จุดประทัดสัญญาณขึ้น ทหารซึ่งซุ่มอยู่ ณ เขาแปะสาน เขากีสานก็ตรูกันมาล้อมกงจูอึ้นกับทหารไว้มั่นคง กงจูอึ้นเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงถามจอซูเจียงว่า เดิมนัดกันมากินโต๊ะ ท่านมาทำดังนี้จะคิดร้ายกันดอกหรือ

จอซูเจียงจึงว่าอย่าพูดเพ้อไปเลย อันลวงเล่นหนหนึ่งสองหนเป็นไรมีพอขอโทษกันเสียได้ อ่อหวนยิมพี้ก็ให้ทหารจับตัวกงจูอึ้นกับพวกพ้องกงจูอึ้นได้สิ้น จอซูเจียงจึงให้จับกงจูอึ้นใส่เกวียนส่งไปเมืองจิ๋น แล้วว่ากับทหารกงจูอึ้นว่าพวกเจ้าเหล่านี้เป็นคนตายแต่เราจะให้ชีวิตไว้ จะใช้ทำการสักสิ่งหนึ่ง ยังจะทำให้เราได้โดยสุจริตหรือ พวกทหารก็ดีใจคำนับแล้วว่า ท่านโปรดให้ทานชีวิตพวกข้าพเจ้าครั้งนี้ บุญคุณหาที่สุดมิได้ จะใช้ข้าพเจ้าทำการอันใดจะอาสากว่าจะตาย จอซูเจียงจึงให้แก้มัดนายทหารสองสามคนออกนำทาง นอกนั้นให้เปลี่ยนแต่เครื่องนุ่งห่มมาให้พวกตัวใส่ แล้วให้ออหวนยิมพี้และทหารที่มีฝีมือซ่อนไปในเกวียนให้พวกทหารกงจูอึ้นสามร้อยนำไปเมืองไซโห กำชับสั่งว่าถ้าชาวเมืองจะถามถึงกงจูอึ้นให้บอกว่าเมาสุราหนักนอนมาในเกวียน ตัวจอซูเจียงก็ยกทัพสะกดตามหลังมา

ครั้นพวกกงจูอึ้นพาทหารเมืองจิ๋นมาถึงเมืองก็แกล้งทำกิริยาเมาร้องเร่งให้ชาวหน้าที่เปิดประตูรับ ชาวเมืองแลสังเกตจำกันได้บ้างไม่ได้บ้าง ด้วยพวกนั้นยืนซวนเซร้องรำวุ่นวายอยู่ พวกชาวเมืองก็พากันหัวเราะเล่นแล้วถามว่าท่านแม่ทัพอยู่ไหนเล่า พวกที่มาจึงร้องบอกว่าท่านนั่งไม่สบาย เมานอนกลิ้งมาในเกวียน ชาวเมืองไม่มีสงสัยก็เปิดประตูรับ พวกทหารจอซูเจียงก็ตรูกันเข้าเมือง ออหวนยิมพี้โดดลงจากเกวียนเข้าช่วยกันกระชากบานประตูทลายลง กองทัพจอซูเจียงตามมาข้างหลังก็เข้าเมืองได้ไล่ฆ่าฟันชาวเมืองแตกตื่นเป็นอลหม่าน

จูฉองเจ้าเมืองก็ทิ้งครอบครัวเสีย เปิดประตูข้างหลังเมืองหนีไป จอซูเจียงครั้นได้เมืองไซโหแล้วปราบปรามผู้คนเรียบร้อยเป็นปกติแล้ว ใช้ให้มีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมสิบสี่หัวเมืองที่ขึ้นแก่เมืองไซโห อันเมืองเหล่านี้อยู่จดแดนเมืองจิ๋นทางจะไปมาข้างเมืองงุย เป็นซอกห้วยธารเขาจำเพาะตรงเข้าหาเมืองไซโหก่อน จึงจะเดินป่าไปเมืองอื่นได้ เมื่อรู้ว่าเมืองไซโหเสียตัดต้นทางแล้ว ครั้นเห็นหนังสือจอซูเจียงก็จนใจ ต้องเข้าเกลี้ยกล่อมสิ้น

ฝ่ายจูฉองหนีออกจากเมืองไซโหมาถึงเมืองงุยก็เข้าไปแจ้งแก่งุยอ๋อง งุยอ๋องรู้ความก็ตกใจ จึงปรึกษาแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เราเสียทีข้าศึกครั้งนี้เป็นการจวนตัวนัก ครั้นจะแต่งทัพไปสู้รบอีกเล่า ทหารของเราระส่ำระสายอิดโรยอยู่ จะนิ่งช้าก็ไม่ได้ จำจะให้คนมีสติปัญญาไปว่ากล่าวดูท่วงทีก่อน ยองแกไตหูขุนนางจึงว่าแก่งุยอ๋องว่า กงจูอึ้นเป็นแม่ทัพคุมทหารถึงสองหมื่นไปช่วยรักษาเมืองไซโหก็เสียกับจอซูเจียง ข้าพเจ้าจะขออาสาไปเจรจาความแต่ผู้เดียว ให้จอซูเจียงเลิกทัพกลับไปให้จงได้

งุยอ๋องได้ฟังยองแกว่าก็ยินดี จึงจัดเกวียนกับทหารสามสิบคนให้ยองแก ยองแกก็ไปเมืองไซโห ครั้นถึงจึงบอกแก่ทหารว่าจะมาหาท่านเสียงก๊ก ทหารก็เข้าไปบอกจอซูเจียง จอซูเจียงก็ให้รับยองแกเข้าไป ยองแกคำนับแล้วนั่งนิ่งอยู่มิได้ว่าประการใด จอซูเจียงจึงว่าเรากับตัวเป็นชาวเมืองเดียวกัน จะพูดจานั้นตรึกตรองจงดีจะผิดใจกันเสีย ยองแกจึงว่าซึ่งท่านยังถือตัวว่าเป็นชาวเมืองงุยเพราะมีสติปัญญาลึกซึ้ง คนทั้งแผ่นดินย่อมเล่าลือว่าสัจธรรม เมื่อมาคิดกลมารยาล่อลวงกงจูอึ้นเหมือนหนึ่งทำอันตรายแก่เมืองงุยดังนี้ท่านเห็นชอบอยู่หรือ จอซูเจียงจึงว่าเราชาติชาวเมืองงุยจริง แต่ทว่างุยอ๋องหาตั้งแต่งไม่ จิ๋นฮวนก๋งดอกชุบเลี้ยงเราเป็นถึงเสียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่ใช้มาสงครามต่างตาต่างใจ เราคิดการทั้งปวงหวังจะสนองคุณนาย ตัวมายกข้อขึ้นว่าอย่างนี้จะให้เราคิดอกตัญญูไปอย่างไรเล่า ยองแกจึงว่า ถ้าจะพิเคราะห์ฝ่ายเดียวเหมือนท่านว่าก็ควรอยู่ อันคำของข้าพเจ้าเป็นธรรมดาอย่าว่าแต่คนเลย ฝูงนกทั้งหลายย่อมเกิดในป่าดง แม้นผู้ใดเอาไปเลี้ยงได้ที่กินที่นอนเป็นสุขก็ไม่ลืมถึงถิ่นฐานของตัว ท่านซึ่งเป็นชาวเมืองงุย เมื่อไม่เมตตาบ้านเมืองเก่าของตัวบ้างจะมิทิ้งประเพณีเสียแล้วหรือ จอซูเจียงได้ฟังก็คิดอยู่เป็นครู่ก็หาเห็นอุบายจะเบี่ยงเลี่ยงตอบโต้ไม่ จำใจพูดออกมาไม่เต็มปาก จึงว่าถ้างุยอ๋องยอมให้หัวเมืองซึ่งเราได้ไว้ทั้งสิ้นเราจะเลิกทัพกลับไป ยองแกจึงว่าท่านคงคำสัจเหมือนเจรจาก็ควรแล้ว ยองแกก็ลามาแจ้งความแก่งุยอ๋อง งุยอ๋องก็ให้เขียนแผนที่เมืองไซโหกับเมืองสิ้นโสโหเป็นสิบห้าเมือง ให้ยองแกไปมอบแก่จอซูเจียง เพราะเห็นว่าแดนไซโหได้ไปเป็นฝ่ายเมืองจิ๋นแล้ว เมืองงุยนั้นล่อแหลมนัก จึงถอยไปตั้งอยู่เมืองไตเหลียง แล้วให้นามใหม่เรียกว่าเมืองเหลียง

ฝ่ายจอซูเจียงเมื่อได้ทั้งสิบห้าหัวเมืองแล้วก็กลับทัพมาเมืองจิ๋นแจ้งความแก่จิ๋นฮวนก๋งทุกประการ จิ๋นฮวนก๋งมีความยินดีสรรเสริญว่าเป็นแม่ทัพทำศึกด้วยสติปัญญา ไม่ร้อนถึงมือทแกล้วทหารดังนี้หายากนัก จึงให้รางวัลเงินทองเป็นอันมาก ส่วยสาอากรทั้งสิบห้าเมืองไซโหให้แก่จอซูเจียงสิ้น แล้วเลื่อนที่เป็นเหลียดหอขุนนางผู้ใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่าเสียงก๊ก จอซูเจียงครั้นเป็นที่เหลียดหอ ราชการในแผ่นดินเมืองจนสิทธิ์ขาดอยู่กับตัวสิ้น จิตนั้นกำเริบขึ้นด้วยจะทำสิ่งใดๆ แต่ตามชอบใจ จึงสั่งให้เรียกอากรภาษีซึ่งอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนไม่เคยเรียก แล้วคิดแต่งเป็นกฎหมายบังคับต่างๆ แจกประกาศไปให้รู้ทั่วกัน อันเงินทองที่ได้ในจิ๋นฮวนก๋งก็มากขึ้น ผลประโยชน์ข้างเหลียดหอก็มีด้วย แต่ลาภสการฝ่ายขุนนางกับลูกหลานจิ๋นฮวนก๋งเคยได้นั้นไม่ได้ ราษฎรจะทำมาหากินก็ฝืดเคืองขัดสน คนทั้งปวงว่าร้ายเคียดแค้นเหลียดหอว่าคิดทำกฎหมายขึ้นทั้งนี้เราจึงได้ยากได้ลำบาก เวลาวันหนึ่งเหลียดหอนั่งอยู่กับญาติของตัวหลายคน จึงพิเคราะห์ดูยศศักดิ์ทรัพย์สินบ้านช่องตึกเก๋งลูกเมียผู้คนหญิงชาย เครื่องใช้สอยสารพัดบริบูรณ์มั่งคั่งไปทุกสิ่ง ก็มีความยินดีนักจึงสรรเสริญตัวเสียงดังได้ยินตลอดออกมาถึงประตูบ้าน ว่าไม่เสียทีที่เราเกิดมาเป็นชายมีสติปัญญาประกอบทั้งความเพียรองอาจกล้าหาญ ทำสงครามก็ชนะได้เมืองข้าศึกด้วยความคิดของตัวถึงสิบหัวเมือง คนนับหมื่นนับพันก็ไม่มีสติปัญญาเสมอเรา พวกญาติพวกพี่น้องเหลียดหอก็สรรเสริญเหลียดหอเสียงนั้นดังอื้ออึง บรรดาคนที่เข้ามาพึ่งอาศัยทำกินในบ้านเหลียดหอเป็นอันมากผู้ใดได้ยินก็นิ่งอยู่สิ้น แต่เตียวเลียงได้ฟังว่าดังนั้นอดไม่ได้จึงร้องตอบขึ้นมาว่า คนนับหมื่นนับพันไม่มีเหมือนท่านนั้นจริงอยู่ แต่จะถือว่าดีทีเดียวยังไม่ได้ก่อน

เหลียดหอได้ยินคำคนร้องขัดขึ้นมาก็มิได้ขึ้งโกรธ จึงให้เรียกชายผู้นั้นขึ้นมาบนตึกจึงว่าตัวแซ่ไรชื่อไร ผู้นั้นจึงบอกว่าข้าพเจ้าแซ่เตียวชื่อเลียง เหลียดหอเห็นเตียวเลียงเป็นคนผู้ใหญ่จึงยกย่องถามว่า อาจารย์เห็นอย่างไรที่ตัวเรายังว่าดีทีเดียวไม่ได้นั้น เตียวเลียงจึงว่าท่านไม่รู้หรือเรื่องราวของเป๊กลีเห ซึ่งเป็นเสียงก๊กของจิ๋นบุนก๋งเจ้าเมืองจิ๋น แต่ก่อนได้กู้เมืองจิ๋นขึ้นไว้ถึงสามครั้งแล้วยกไปตีเมืองไซหยงอันอยู่ทิศตะวันตกให้มาขึ้นแก่เมืองจิ๋นได้ทั้งสิ้น จงพิเคราะห์ดูกับความชอบของท่านซึ่งไปตีเมืองไซโหได้สิบห้าหัวเมืองมาใครจะดียิ่งกว่ากัน ข้อหนึ่งท่านเป็นเหลียดหอถึงแปดปีแล้ว คิดแต่งเป็นกฎหมายขึ้นต่างๆ บรรดาราษฎรและพวกขุนนางทั้งสิ้นก็ได้ความเดือดร้อนขัดแค้นตลอดไปจนถึงลูกหลานจิ๋นฮวนก๋งนั้นอีก แม้นหาบุญจิ๋นฮวนก๋งไม่ ลูกหลานจิ๋นฮวนก๋งจะแทนที่เป็นใหญ่ในเมืองจิ๋น ยังเห็นว่าตัวท่านจะรอดชีวิตเป็นขุนนางอยู่เหมือนดังนี้แล้วหรือ ถ้าคิดหาคนมีสติปัญญามาไว้ให้ว่าที่แทนตัวท่าน ท่านจงลาออกเสียจากราชการไปค้าขาย หากินตามชอบใจเห็นจะเป็นสุข สืบไปภายหน้าก็จะไม่มีอันตราย จึงจะว่ามิเสียทีที่เกิดมาเป็นชายมีปัญญา

เหลียดหอได้ฟังเตียวเลียงทอดใจใหญ่แล้วจึงว่า อันถ้อยคำของอาจารย์นี้ดีนักควรจะนับถือเชื่อฟัง แต่ก่อนข้าไม่เคยคิดเห็นเลยจึงล่วงเกินมาได้เพียงนี้ ครั้นรู้ตัวจะผ่อนผันเล่าการก็จวนนักหนาแล้ว ขณะเมื่อเตียวเลียงว่ากล่าวกับเหลียดหอนั้นเดือนสามข้างขึ้น ครั้นถึงเดือนห้าข้างแรมจิ๋นฮวนก๋งป่วยลงหมอรักษาไม่คลายจิ๋นฮวนก๋งก็ตาย ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันเชิญบุตรจิ๋นฮวนก๋งขึ้นเป็นเจ้าเมืองจิ๋นขนานนามเรียกว่าฮุยบุนอ๋อง

ฝ่ายเหลียดหอก็ยังถือตัวว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ จะว่ากล่าวสิ่งใดก็สิทธิ์ขาดคนทั้งหลายเกรงกลัวนัก กฎหมายที่ทำไว้นั้นก็มิได้ให้เลิกเสีย วันหนึ่งกงซุนแกจึงว่าแก่ฮุยบุนอ๋องว่า ข้าพเจ้าเห็นนํ้าใจเหลียดหอนี้กำเริบนัก จะว่ากล่าวสิ่งใดคนทั้งปวงนับถือมาก ถ้าจะละไว้ให้นานเห็นจะคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นยิ่งกว่านี้ ฮุยบุนอ๋องจึงว่าคนๆ นี้ข้าขัดใจมาช้านานแล้ว แต่บิดาเรานั้นรักใคร่มากอยู่ ครั้นจะหาเหตุการณ์ขบถก็ไม่มีวี่แววจึงนิ่งไว้ตราบเท่าบัดนี้ นานไปเห็นจะเป็นเหมือนคำท่านว่า จึงสั่งให้เหลียดหอเข้ามายังที่ปรึกษาราชการ ฮุยบุนอ๋องจึงว่าท่านตรากตรำทำราชการเหน็ดเหนื่อยมาช้านานแล้ว จงหยุดหลับนอนให้เป็นสุขบ้างเถิด ข้าจะตั้งผู้อื่นว่าแทนที่ท่านต่อไป แล้วเรียกเอาตราสำหรับเหลียดหอนั้นมาเสีย จอซูเจียงซึ่งเป็นเหลียดหอครั้นต้องถอดก็ทำยินดี จึงลาฮุยบุนอ๋องว่าจะไปทำมาหากินอยู่ข้างแขวงเมืองไซโห ฮุยบุนอ๋องก็ยอมให้ไป จอซูเจียงกลับมาบ้านจัดเงินทองพอสมควรบรรทุกเกวียน ตัวกับพวกบ่าวไพร่ก็พากันออกจากเมืองจิ๋น จึงคิดว่าถ้าถึงแดนเมืองไซโหซ่องสุมผู้คนให้มากแล้วจึงจะยกไปตีเมืองจิ๋น เมื่อจอซูเจียงออกจากเมืองวันนั้น บรรดาขุนนางและราษฎรยังกลัวเกรงอยู่นัก ชวนกันมาส่งผู้คนเป็นมากมายจนถนนเมืองจิ๋นเงียบไปไม่มีคนซื้อขาย อันพวกขุนนางเช้าเย็นเคยเข้ามาหาฮุยบุนอ๋องพร้อมกันเวลานั้นมีขุนนางอยู่แต่สี่คนห้าคน

กงจูเซียน กงซุนแก จึงกระซิบว่าแก่ฮุยบุนอ๋องว่า เหลียดหอต้องถอดออกจากที่ยังทำกิริยาฮึกฮักไม่ย่อท้อ เห็นจะคุมแค้นพยาบาทอยู่ ท่านปล่อยให้ไปเมืองไซโห เหมือนแกล้งให้ไปเกลี้ยกล่อมผู้คนยกมาทำอันตรายท่าน ฮุยบุนอ๋องฟังว่าดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงสั่งกงซุนแกให้คุมทหารสามพันยกตามไปตัดศีรษะจอซูเจียงมาให้จงได้ กงซุนแกก็ยกไป เมื่อกงซุนแกคุมทหารยกตามจอซูเจียง ชาวเมืองรู้ว่าให้ไปตามจับก็ดีใจ คนที่ขัดแค้นพลอยตามกงซุนแกมาเป็นอันมาก

ฝ่ายจอซูเจียงหนีออกจากเมืองมาได้ประมาณทางสามร้อยเศษได้ยินเสียงคนอื้ออึงมาข้างหลัง จึงใช้ให้คนลงไปสืบก็รู้ว่าฮุยบุนอ๋องให้ตามมาจับตัวตกใจนัก เห็นว่าการครั้งนี้จะถึงชีวิตแล้ว จึงเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มของตัวเสีย ใส่เสื้อกางเกงปลอมเป็นไพร่ได้เงินทองพอเป็นเสบียงแล้วลอบลงจากเกวียนหนีไป ครั้นมาถึงแดนเมืองไซโหแวะเข้าซื้ออาหารชาวร้านกิน กินอาหารแล้วจะขออาศัยชาวร้านนอน เจ้าของร้านไม่รู้จักจึงถามว่าหนังสือสำหรับตัวท่านมีหรือไม่ จอซูเจียงบอกว่าไม่มี เจ้าของร้านจึงว่าไม่มีหนังสือสำหรับตัวแล้วเร่งไปเสียให้พ้นเถิด เราจะให้เช่าร้านอาศัยนั้นไม่ได้ ด้วยเหลียดหอแต่งกฎหมายห้ามปรามครั้งนี้กวดขันอยู่ ถ้าใครไปโจษส่อว่าคบค้าคนไม่มีหนังสือสำหรับตัว เราจะพากันตายเหมือนโทษขบถ จอซูเจียงอาศัยร้านนั้นไม่ได้ก็เที่ยวต่อไป ครั้นจะเช่าร้านใดตำบลใดเจ้าของร้านก็ถามถึงหนังสือสำหรับตัวว่ากล่าวเหมือนกันแล้วขับเสีย จอซูเจียงจนใจคิดถึงตัว เดินบ่นพึมมาคนเดียวว่าอุตส่าห์คิดทำกฎหมายขึ้นไว้ ที่นี้แหละกฎหมายจะฆ่าตัวเสียได้จริงๆ แล้ว จึงคิดว่าจะอาศัยอยู่ในแว่นแคว้นเมืองไซโหเห็นจะไม่ได้ จึงเดินตัดตรงไปหมายจะเข้าอาศัยเมืองงุย

ฝ่ายกงซุนแกตามมาทันเกวียนจอซูเจียงก็รู้ว่าหนี จึงจัดคนให้แยกกันเที่ยวสืบเสาะติดตาม แล้วมีหนังสือบอกกำชับไปยังบรรดาเมืองขึ้นให้ช่วยสืบสาวจับตัวจอซูเจียงส่งมา กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงงุยอ๋อง งุยอ๋องก็สั่งให้สืบเสาะค้นคว้าหาตัวจอซูเจียง ด้วยผูกพยาบาทว่าล่อลวงกงจูอึ้งส่งไปเมืองจิ๋นแล้วตีเมืองไซโหไปถึงสิบห้าเมือง ถ้าจับจอซูเจียงได้จะจำส่งไปเมืองจิ๋นเปลี่ยนตัวกงจูอึ้นนั้นคืนมา ฝ่ายจอซูเจียงหนีไปถึงปลายแดนเมืองงุยได้ข่าวดังนั้นกลัวนัก ก็หนีกลับย้อนมาเมืองยงสิน ทหารกงซุนแกพบเข้าก็จับจำจองคุมกลับไปเมืองจิ๋น ฮุยบุนอ๋องจึงทำโทษให้เอาเชือกหนังผูกคอจอซูเจียงติดเข้ากับกระบือตัวหนึ่ง ผูกมือข้างละตัวผูกเท้าเข้าข้างละตัวแล้ว ตีกระบือพร้อมกันให้วิ่งลากไป จอซูเจียงก็ขาดใจตาย อันพวกญาติพี่น้องก็ให้ฆ่าเสียสิ้น บรรดาชาวเมืองโกรธแค้นเข้ากลุ้มรุมสับฟันศพจอซูเจียงละเอียดไป

ฝ่ายฮุยบุนอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นจึงตั้งกงซุนเซียนเป็นเสียงก๊ก แล้วให้เตียวเอี๋ยงคุมทหารห้าหมื่นยกไปตีเมืองโหปักซึ่งขึ้นแก่เมืองงุย ผู้รักษาเมืองโหปักรู้ข่าวศึกก็ให้ม้าใช้รีบบอกข้อราชการมาเมืองงุย งุยอ๋องจึงให้ยองแกเป็นแม่ทัพคุมทหารสามหมื่นมาช่วยเมืองโหปัก ทัพยองแกกับเตียวเอี๋ยงได้สู้รบกันกลางแปลง ทหารเตียวเอี๋ยงได้ท่วงทีไล่ฆ่าฟันทหารยองแกล้มตายเป็นอันมาก ตัวยองแกแม่ทัพก็ตายในที่รบ ทัพเตียวเอี๋ยงจึงเข้าล้อมเมืองโหปักไว้มั่นคง งุยอ๋องรู้ความว่ายองแกเสียทัพตัวก็ตาย ทหารก็ล้มตายแทบสิ้น เมืองโหปักนั้นจวนจะเสียแก่ข้าศึกอยู่แล้ว ตกใจนัก จึงทำหนังสือให้ขุนนางมาเจรจากับเตียวเอี๋ยงเป็นใจความว่า ยกเมืองโหปักกับเมืองขึ้นโหปักให้เตียวเอี๋ยง เตียวเอี๋ยงครั้นได้เมืองโหปักทั้งสิบเมืองแล้วก็กลับไปเมืองจิ๋น

เตียวเอี๋ยงจึงว่าแก่ฮุยบุนอ๋องว่า ครั้งนี้หัวเมืองฝ่ายตะวันตกเราก็ปราบตลอดไปถึงเมืองป่าสัก ควรที่ท่านจะตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินแล้ว จงให้มีหนังสือไปหาบรรดาเจ้าเมืองใหญ่ทั้งนั้นมาถือนํ้าพระพิพัฒน์สัตยา ถ้าเมืองใดขัดขืนอยู่เราจึงยกทัพไปตีเมืองนั้นเสีย ฮุยบุนอ๋องเห็นชอบด้วยก็ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดิน แล้วให้ขุนนางถือหนังสือไปหาเจ้าเมืองงุย เจ้าเมืองเตียว เจ้าเมืองหัน เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเอี๋ยน เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองทั้งห้านั้นรับผู้ถือหนังสือเข้าไปเลี้ยงโต๊ะแล้ว ทำหนังสือผัดมาว่าจะขอปรึกษาให้พร้อมกันก่อน แต่เมืองฌ้อนั้นจัดกองทัพไว้จะไปตีเมืองอวดด้วยแดนเมืองทั้งสองนี้จดกันจึงเกิดวิวาทเพราะชิงบ้านส่วย ครั้นซกอ๋องเจ้าเมืองฌ้อรู้ว่าเมืองจิ๋นให้ขุนนางถือหนังสือมาก็ให้นำตัวเข้าไป ผู้ถือหนังสือก็ส่งหนังสือให้ ซกอ๋องอ่านหนังสือแล้วก็โกรธ ว่ากล่าวองอาจไม่กลัวเกรง แล้วขู่คนถือหนังสือขับให้ไปเสียจากเมือง ผู้ถือหนังสือก็กลับมาแจ้งความแก่ฮุยบุนอ๋อง ฮุยบุนอ๋องขัดเคืองเจ้าเมืองฌ้อนักแต่ยังมิได้ว่าประการใด ฝ่ายซกอ๋องจึงให้เสียงก๊กเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองอวดได้ จับเจ้าเมืองฆ่าเสีย เสียงก๊กจัดแจงผู้รักษาเมืองกับบรรดาเมืองขึ้นทั้งนั้นเรียบร้อยแล้วก็กลับมาแจ้งความแก่ซกอ๋อง ซกอ๋องมีความยินดีจึงให้บำเหน็จรางวัลแก่เสียงก๊กเป็นอันมาก แล้วให้แก้วดวงหนึ่งรัศมีสว่างรุ่งเรืองงามมีราคามากให้แก่เสียงก๊กด้วย ซกอ๋องครั้นได้ทหารเมืองอวดมาไว้คิดกำเริบใจขึ้นกว่าแต่ก่อน มิได้กลัวเกรงเมืองจิ๋น จึงให้หนังสือไปไปท้าทาย กิตติศัพท์รู้ไปถึงเมืองงุย เมืองเจ๋ เมืองหัน เมืองเตียว เมืองเอี๋ยน ก็มีมานะขึ้นบ้างเหมือนเมืองฌ้อ มิได้ไปนบนอบเมืองจิ๋น ฮุยบุนอ๋องก็ขัดแค้นทั้งหกเมือง ให้จัดแจงเตียมทหารไว้แล้วให้ไปสอดแนมฟังเหตุผล ถ้าได้ท่วงทีข้างเมืองใดจึงจะยกทัพไปตี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ