๑๗

ฝ่ายอีปีนซึ่งเป็นซองเสียงก๋งเจ้าเมืองซอง ครั้นได้ตัวลำจงเตียบาลมาแล้ว อยู่มาวันหนึ่งเจ้าเมืองซองพานางข้างในออกไปชมสวน ลำจงเตียบาลไปด้วย เจ้าเมืองซองก็ชมสวนแล้วจึงเรียกลำจงเตียบาลเข้าไปว่า เราได้ยินข่าวคำคนเขาลือท่านว่าเพลงทวนดีไม่มีใครเสมอ จงรำทวนให้เราดู ลำจงเตียบาลรับคำแล้วออกมาถือทวน ลุกขึ้นรำตามเพลงแล้วก็พุ่งทวนขึ้นไปบนอากาศสูงประมาณสองเส้น เมื่อทวนกลับลงมาแล้วก็คว้าด้ามทวนไว้มิให้ตกลงถึงดิน แต่พุ่งทวนขึ้นไปทีไรเมื่อทวนกลับลงมาฉวยจับได้ด้ามทวนทุกทีถึงร้อยครั้ง

ฝ่ายนางข้างในบรรดาดูลำจงเตียบาลรำเพลงทวน ทำนองนั้นงดงาม ต่างคนสรรเสริญลำจงเตียบาลทุกคน เจ้าเมืองซองได้ยินนางข้างในชมลำจงเตียบาลก็คิดขัดเคือง แต่มิได้ว่าประการใด ครั้นลำจงเตียบาลรำทวนสิ้นเพลงแล้ว เจ้าเมืองก็ให้ยกกระดานหมากรุกมาตั้งชวนลำจงเตียบาลเล่นหมากรุกพนัน สัญญากันว่าผู้ใดแพ้จะให้กินสุราเป็นปั้นใหญ่หนึ่ง ลำจงเตียบาลเล่นหมากรุกแพ้เจ้าเมืองซองถึงห้ากระดาน เจ้าเมืองซองจึงให้ลำจงเตียบาลกินสุราเป็นปั้นใหญ่ห้าปั้น ลำจงเตียบาลกินสุราครบห้าปั้นแล้วเมาเต็มที่ จึงว่าข้าพเจ้าจะขอเล่นหมากรุกกับท่านแก้ตัวอีก เจ้าเมืองซองก็หัวเราะ แล้วก็ว่ากล่าวหยาบช้าเยาะเย้ยลำจงเตียบาลต่างๆ แล้วให้คนยกกระดานหมากรุกไปเสีย หาเล่นกับลำจงเตียบาลต่อไปไม่ ลำจงเตียบาลได้ฟังเจ้าเมืองซองเยาะเย้ยว่ากล่าวหยาบช้าต่อหน้าขุนนางและชาวข้างในมีความแค้นเจ้าเมืองซองนักก็นิ่งอยู่ไม่โต้ตอบ

ขณะนั้นพอดีมีคนถือหนังสือบอกมาแต่เมืองเจ๋ เข้ามาแจ้งข้อความว่า พระเจ้าจิวจองอ๋องสวรรคตแล้ว บัดนี้จูหูเจ๋พระราชบุตรได้เสวยสมบัติแทน ทรงพระนามชื่อว่าพระเจ้าจิวลิวอ๋อง ให้หัวเมืองทั้งปวงขึ้นไปตามตำแหน่งธรรมเนียม เจ้าเมืองซองแจ้งความดังนั้นจึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า ประเพณีพระมหากษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติใหม่ดังนี้ เราจำจะจัดสิ่งของและเครื่องบรรณาการไปถวายตามธรรมเนียมเมืองขึ้นจึงจะควร ขุนนางทั้งปวงก็เห็นด้วย

ขณะนั้นลำจงเตียบาลเมาสุรายังไม่สร่าง ได้ยินดังนั้นจึงว่าแต่เจ้าเมืองซองว่า กิตติศัพท์ลือมาว่าเมืองหลวงสนุกสบายนัก ข้าพเจ้ายังไม่ได้ไปเห็น จะขอคุมเครื่องบรรณาการขึ้นไปเมืองหลวงครั้งนี้จะได้เที่ยวชมเมืองหลวงเล่นสักครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองซองว่า ขุนนางที่มีสติปัญญาในเมืองเราก็มีเป็นอันมาก จะจัดแจงให้คุมเครื่องบรรณาการไปเมืองหลวงนั้นหาขัดสนไม่ ตัวจะคุมเครื่องบรรณาการไปให้ขายหน้าบ้านเมืองอีกเล่าอย่าไปเลย ขุนนางทั้งปวงได้ฟังต่างหัวเราะลำจงเตียบาล ลำจงเตียบาลกำลังเมาสุราตึงตัวอยู่ก็โกรธ ฉวยทวนลุกขึ้นยืนตอบเจ้าเมืองซองว่า คนคุกอย่างกูนี้จะฆ่าคนไม่ตายรึ

เจ้าเมืองซองได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงด่าลำจงเตียบาลว่าไอ้ขโมยไม่กตัญญู ว่ากล่าวหยาบช้าต่อเราไม่เกรงกลัว จะเลี้ยงมันต่อไปที่ไหนได้ แล้วลุกลงจากเก้าอี้ ฉวยชิงทวนจากมือลำจงเตียบาลแล้วเงื้อทวนจะแทงลำจงเตียบาล ลำจงเตียบาลจึงคว้าได้กระดานหมากรุกป้องปัดรับทวนไว้ แล้วไล่ตีซองเสียงก๋งไปในตึก หญิงทั้งปวงตกใจต่างก็ร้องหวีดหวาดวิ่งหนี ลำจงเตียบาลเอากระดานหมากรุกตีซองเสียงก๋งล้มลงขาดใจตาย แล้วหยิบเอาทวนถือเดินออกมาจากประตูตึกบอกขุนนางว่า ซองเสียงก๋งว่าหยาบช้า เราฆ่าเสียแล้ว

ซือมกเห็นโลหิตติดมือลำจงเตียบาลดังนั้นก็โกรธด่าลำจงเตียบาลว่า ไอ้คนอกตัญญูคิดฆ่าเจ้า เทวดาจะบันดาลให้ฉิบหายเป็นมั่นคง ซือมกจึงเงื้อเฉียวอุด ซึ่งสำหรับขุนนางถือ จะตีลำจงเตียบาล ลำจงเตียบาลก็เอากำปั้นทุบถูกคอซือมกหักตาย ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างคนก็กลัวลำจงเตียบาลนัก ต่างคนวิ่งหนีกระจัดกระจายไป ลำจงเตียบาลก็ขึ้นเกวียนกลับเข้ามาเมือง แต่บรรดาขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองซอง แจ้งความว่าลำจงเตียบาลฆ่าซองเสียงก๋งเสียแล้วก็โกรธนัก ฉวยกระบี่ขี่ม้าพาทหารทั้งปวงไปจะจับลำจงเตียบาล

ฮอต๊กขับเกวียนไปตามถนน พอลำจงเตียบาลขับเกวียนมาจึงรีบขับเกวียนเข้าไปหมายจะจับลำจงเตียบาล ลำจงเตียบาลเห็นฮอต๊กถือกระบี่จะทำร้ายก็หยุดเกวียนอยู่ พอฮอต๊กขับเกวียนเข้ามาใกล้ ลำจงเตียบาลก็โจนจากเกวียนเอาทวนแทงถูกฮอต๊กตกลงจากเกวียนขาดใจตาย ทหารฮอต๊กต่างก็แตกหนีกระจัดพลัดพรากไป ลำจงเตียบาลเข้าไปในเมืองแล้วขับก๋งจูหึงซวยน้องซองเสียงก๋งกับซงไต้ก๋ง ซงบูก๋ง ซงซองก๋ง ซงบกก๋ง ซงจงก๋ง ทั้งห้าคนซึ่งเป็นบุตรซองเสียงก๋งผู้ตายให้ไปเสียจากเมืองซอง ก๋งจูหึงซวยกับบุตรซองเสียงก๋งทั้งห้าคนกลัวความตายก็พากันไปอยู่เมืองเซียวเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองซอง แต่ก๋งจูหึงซวยนั้นหนีไปอยู่เมืองเหา

ลำจงเตียบาลชอบกันกับก๋งจูอี้ จึงตั้งก๋งจูอี้เป็นเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองก็จัดแจงเกลี้ยกล่อมขุนนางและราษฎรให้ราบคาบแล้ว ตั้งลำจงเตียบาลเป็นผู้สำเร็จราชการ ลำจงเตียบาลจึงว่ากับก๋งจูอี้ว่า บรรดาบุตรและน้องซองเสียงก๋งที่เรากำจัดให้ไปเสียจากเมืองนี้มีสติปัญญาน้อย เห็นจะคิดทำร้ายเรามิได้ แต่ก๋งจูหึงซวยซึ่งหนีไปอยู่เมืองเหานั้นมีสติปัญญามาก เห็นจะคิดการแก้แค้นแทนพี่ชายเป็นมั่นคง เราจำจะคิดฆ่าก๋งจูหึงซวยเสียให้จงได้ ก๋งจูอี้เห็นชอบด้วย ลำจงเตียบาลจึงสั่งลำจงปูหึงผู้บุตรกับเบ้งเหกให้ยกทัพไปตีเมืองเหา จับเอาตัวก๋งจูหึงซวยฆ่าเสีย ลำจงปูหึงกับเบ้งเหกก็คำนับรับคำแล้วลามาจัดทหารเป็นกระบวนทัพ แล้วยกไปล้อมเมืองเข้าไว้เป็นหลายชั้น

ฝ่ายก๋งจูหึงซวยกับไต้ซกผอยผู้รักษาเมืองเหารู้ว่าทัพเมืองซองยกมาล้อมเมือง จึงสั่งทหารให้เข้ารักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ ฝ่ายซงไต้ก๋ง ซงบูก๋ง ซงซองก๋ง ซงบกก๋ง ซงจงก๋ง กับเซียวซกไต้สิมเป็นผู้รักษาเมืองเซียว รู้ความว่าลำจงเตียบาลให้ลำจงปูหึงกับเบ้งเหกยกทัพไปล้อมเมืองเหา จึงปรึกษากันจะไปช่วยก๋งจูหึงซวยทำศึกแก้แค้นแทนซองเสียงก๋งผู้บิดา จึงให้เซียวซกไต้สิมเกณฑ์ทหารพร้อมแล้วยกทัพไปเมืองจอ จึงพากันเข้าไปคำนับแจ้งความซึ่งลำจงเตียบาลกระทำการขบถฆ่าบิดาให้เจ้าเมืองจอฟังว่า บัดนี้ลำจงเตียบาลให้บุตรยกทัพตามไปล้อมเมืองเหา จะจับก๋งจูหึงซวยผู้อาข้าพเจ้าไปฆ่าเสีย ขอท่านจงกรุณายกทัพไปช่วยชีวิตอาข้าพเจ้าไว้ด้วย

เจ้าเมืองจอแจ้งความดังนั้นก็โกรธ สั่งทหารเกณฑ์กองทัพพร้อมไปด้วยเครื่องสาตราวุธ ยกทัพสมทบกันไปถึงแดนเมืองเหา ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ แล้วให้ทหารถือหนังสือบอกเข้าไปถึงก๋งจูหึงซวย ก๋งจูหึงซวยแจ้งความว่าทัพเจ้าเมืองจอกับทัพเมืองเซียวยกสมทบกันมาจะช่วยทำศึกมีความยินดีนัก จึงแต่งหนังสือตอบนัดกองทัพให้ทหารออกไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจอแล้ว ครั้นเวลาเช้าก๋งจูหึงซวยสั่งให้เปิดประตูเมืองยกทัพตีค่ายลำจงปูหึง เจ้าเมืองจอและเซียวซกไต้สิมจึงขับทหารให้ตีกระหนาบข้างหลังค่ายลำจงปูหึงเข้ามา ลำจงปูหึงกับเบ้งเหกตกอยู่กลางศึกกระหนาบ ทหารทั้งสองเมืองระดมยิงเกาทัณฑ์ถูกลำจงปูหึงตาย เบ้งเหกเห็นจะต้านทานมิได้ก็ขับเกวียนพาทหารออกจากที่ล้อมได้ไม่คิดที่จะกลับไปเมืองซองก็หนีไปอยู่เมืองโอย ทหารเมืองซองตกอยู่ในที่ล้อมก็ยอมเข้าด้วยก๋งจูหึงซวยสิ้น ก๋งจูหึงซวยจึงเชิญเจ้าเมืองจอกับเซียวซกไต้สิม และหลานทั้งห้าคนเข้าไปในเมืองเหา ให้นั่งที่สมควรต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียม ก๋งจูหึงซวยจึงให้ยกโต๊ะมาตั้ง เชิญเจ้าเมืองจอ เซียวซกไต้สิมกับหลานให้กินโต๊ะเสพสุราพูดจากันเป็นที่สบายแล้ว เจ้าเมืองจอกับเซียวซกไต้สิม ซงไต้ก๋ง ซงบู๊ก๋ง ซงซองก๋ง ซงบกก๋ง ซงจงก๋ง ก็ลาก๋งจูหึงซวยยกทัพกลับไปเมือง

ก๋งจูหึงซวยคิดขึ้นมาถึงซองเสียงก๋งผู้พี่ซึ่งลำจงเตียบาลฆ่าเสียนั้น กลั้นนํ้าตามิได้นึกน้อยใจนัก จึงปรึกษากับไต้ซกผอยว่าจะคิดประการใด จึงจะไปตีเมืองซองให้แตก จับเอาตัวลำจงเตียบาลกับก๋งจูอี้ฆ่าเสียให้สมที่ความแค้นเราบ้าง ไต้ซกผอยจึงว่า ลำจงเตียบาลมีกำลังมาก ถ้าท่านจะยกทัพไปตีเมืองซองโดยซื่อนั้นเห็นจะเสียการ ทแกล้วทหารที่มีฝีมือและความคิดในเมืองเราน้อยนัก เห็นจะสู้กำลังฝีมือลำจงเตียบาลมิได้ ข้าพเจ้าเห็นอุบายอย่างหนึ่ง ให้ท่านจัดคนเมืองซองสามิภักดิ์สักเจ็ดแปดคนให้ไปร้องประกาศตามหนทางตลอดถึงเมืองซองว่า บัดนี้ลำจงปูหึงตีเมืองเหาได้ จับท่านฆ่าเสียแล้ว อีกวันหนึ่งสองวันลำจงปูหึงจะยกทัพมาถึง ท่านจงให้ทหารเมืองซองถือธงสำหรับทัพเมืองซอง ยกเป็นกระบวนทัพตามคนเจ็ดคนแปดคนไป เห็นว่าชาวเมืองซองกับลำจงเตียบาลจะไม่มีความสงสัย เพราะสำคัญว่าทัพลำจงปูหึงก็จะประมาทไม่ตระเตรียมการรักษาบ้านเมือง กองทัพเรายกเข้าไปในเมืองได้จะชวนกันจับลำจงเตียบาลฆ่าเสีย ถึงลำจงเตียบาลจะมีกำลังก็คนเดียวหาสู้คนมากได้ไม่ ก๋งจูหึงซวยก็เห็นด้วยจึงจัดคนเมืองซองซึ่งเคยใช้สนิทเป็นคนเจ็ดคนแปดคน แล้วให้คนไปบอกแก่ชาวบ้านรายทางในแดนเมืองซองตามคำไต้ซกผอยว่า ครั้นทหารแปดคนไปได้สามวัน ก๋งจูหึงซวยกับไต้ซกผอยก็ยกทัพไปเมืองซอง ฝ่ายลำจงเตียบาลให้ลำจงปูหึงไปเมืองเหาก็คอยฟังข่าวอยู่ พอมีผู้มาบอกว่าลำจงปูหึงตีเมืองเหาแตกจับตัวก๋งจูหึงซวยฆ่าเสียแล้วยกกลับมา ก็ดีใจไม่ระวังตัวด้วยคิดว่าสิ้นเสี้ยนศัตรูแล้ว

ฝ่ายก๋งจูหึงซวยเร่งยกทัพมาถึงเมืองซอง ประตูเมืองเปิดอยู่ก็เข้าใจว่าชาวเมืองไม่สะดุ้งสะเทือนด้วยสำคัญว่าเป็นกองทัพลำจงปูหึงกลับมา ก๋งจูหึงซวยดีใจด้วยสมความคิด จึงกำชับนายกองทหารทั้งปวงว่า ถ้าเรายกทัพเข้าไปในเมืองได้แล้ว อย่าทำอันตรายฆ่าตีหญิงชายชาวเมืองเป็นอันขาดทีเดียว ก๋งจูหึงซวยสั่งกำชับแล้ว ก็ยกเข้าไปไปเมืองซอง ชาวเมืองซองสำคัญว่าทัพลำจงปูหึงกลับมา พอแลเห็นก๋งจูหึงซวยนั่งมาบนเกวียนแจ้งว่าทัพเมืองเหาต่างตกใจกลัววิ่งสับสนจะหนี ก๋งจูหึงซวยและนายทัพนายกองทั้งปวงก็ร้องบอกชาวเมืองว่า ท่านทั้งปวงอย่าตกใจเลย บ้านเรือนของใครๆ ก็อยู่เป็นปกติเถิด เรายกทัพมาครั้งนี้มิใช่จะมาเบียดเบียนฆ่าราษฎรทั้งปวงให้ได้ความเดือดร้อนนั้นหาไม่ เรายกมาทั้งนี้จำเพาะจะจับตัวลำจงเตียบาลที่คิดขบถฆ่าซองเสียงก๋งกับก๋งจูอี้ฆ่าเสียให้ได้ ชาวเมืองทั้งปวงได้ฟังทหารเมืองเหาบอกก็คลายที่ความกลัว ก๋งจูหึงซวยก็ยกทหารล่วงเข้าไปถึงก๋งจูอี้อยู่ ก๋งจูหึงซวยก็ให้ทหารจับก๋งจูอี้ไปฆ่าเสีย แล้วยกทหารไปถึงบ้านลำจงเตียบาล

ฝ่ายลำจงเตียบาลอยู่บนตึก ได้ยินเสียงทหารอื้ออึงมานอกบ้านสำคัญว่าลำจงปูหึงบุตรยกทัพกลับมา จึงเยี่ยมหน้าต่างออกไปดูเห็นก๋งจูหึงซวยกับทหารมาล้อมก็ตกใจ ยืนตะลึงถอนใจใหญ่จึงคิดว่าเสียทีไม่เท่ากลศึกก๋งจูหึงซวย จนทัพจอแจจวนกระทั่งจะถึงตัวเข้า ที่ไหนจะสู้ฝีมือข้าศึกได้ จะหนีไปแต่ตัวผู้เดียวก็เป็นห่วงด้วยมารดาชราอายุถึงแปดสิบเศษแล้ว จะลุกนั่งเดินเหินก็งกงันนัก ถ้าข้าศึกจับตัวได้ก็จะฆ่าเสีย จำจะพามารดาหนีไปเมืองตินด้วยจึงจะได้ แล้วก็รีบแต่งตัวใส่เกราะถือทวนกลับไปอุ้มมารดาออกมาขึ้นนั่งบนเกวียน แล้วขับเกวียนเอาทวนแทงฝ่าพวกทหารก๋งจูหึงซวยออกไปทางประตูเมืองได้ ก็รีบขับเกวียนพามารดาหนีไปตามระยะทางแต่เมืองซองไปเมืองตินไกลกันสองพันเจ็ดร้อยสามสิบเส้น พอเวลาเย็นก็ถึงเมืองติน ก๋งจูหึงซวยให้ทหารติดตามลำจงเตียบาลไปไม่ทันก็กลับมาเมืองจัดแจงขุนนางและชาวเมืองราบคาบแล้ว ให้ไปรับหลานทั้งห้าคนซึ่งอยู่เมืองเซียวกลับมาเมืองซอง ขุนนางทั้งปวงก็ยกก๋งจูหึงซวยขึ้นเป็นเจ้าเมืองซองชื่อซองฮวนก๋ง ซองฮวนก๋งให้ปูนบำเหน็จทหารผู้มีความชอบตามสมควรแล้ว ตั้งไต้ซกผอยเป็นไตหูขุนนางผู้ใหญ่ สำหรับดูผิดและชอบในบ้านเมือง

อยู่มาวันหนึ่งซองฮวนก๋งออกว่าราชการ จึงถามขุนนางทั้งปวงว่า ลำจงเตียบาลกับเบ้งเหกสองคนเป็นศัตรูเรา บัดนี้ไปอยู่แห่งใด มีผู้บอกว่าเบ้งเหกหนีไปอยู่เมืองโอย ลำจงเตียบาลหนีไปอยู่เมืองติน ซองฮวนก๋งแจ้งดังนั้นจึงปรึกษากับขุนนางผู้ใหญ่น้อยว่า เราคิดจะให้มีหนังสือสองฉบับไปถึงเจ้าเมืองตินฉบับหนึ่ง เจ้าเมืองโอยฉบับหนึ่ง ให้เจ้าเมืองโอยจับตัวเบ้งเหกซึ่งหนีไปอยู่นั้นส่งมาให้เรา แล้วให้เจ้าเมืองตินจับลำจงเตียบาลส่งมาเมืองเรา ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางทั้งปวงต่างคนก็นิ่งอยู่

ขณะนั้นก๋งจูมกอี้ผู้เป็นหลานเสียงก๋ง อายุได้ห้าขวบยืนอยู่ที่นั่นด้วย เมื่อฟังซองฮวนก๋งว่าดังนั้นหัวเราะแล้วจึงว่า ลำจงเตียบาลนี้ข้าพเจ้าเห็นจะหาได้ตัวมาไม่ ซองฮวนก๋งจึงถามมกอี้ว่าทำไมหลานจึงรู้เล่า ก๋งจูมกอี้จึงตอบว่า ทหารมีกำลังมากเหมือนลำจงเตียบาลนี้ไปอยู่เมืองใด เจ้าเมืองนั้นก็รักอยากจะใคร่ได้ไว้เป็นทหารทุกบ้านเมือง ถึงท่านไม่เลี้ยงลำจงเตียบาลแล้ว เจ้าเมืองตินก็ชุบเลี้ยงไว้เป็นมั่นคง ซึ่งท่านจะให้คนไปนั้นข้าพเจ้าเห็นเดินเหนื่อยเปล่าที่ไหนเจ้าเมืองตินจะส่งตัวมา ถ้าแม้นท่านมีของกำนัลไปให้เจ้าเมืองตินด้วยเห็นจะได้ลำจงเตียบาลกลับมา

ซองฮวนก๋งได้ฟังคำก๋งจูมกอี้ว่าดังนั้นก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งกับสิ่งของจำเริญทางไมตรี ส่งให้ขุนนางเอาไปให้เมืองโอย เมืองโอยรับหนังสือแล้วฉีกผนึกออกอ่านใจความว่า บัดนี้เบ้งเหกหนีมาอยู่ ณ เมืองท่าน เบ้งเหกคนนี้เป็นคนอกตัญญูคิดทรยศต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ความเดือดร้อนนัก ท่านจงเห็นแก่ไมตรีด้วยช่วยจับเบ้งเหกส่งมา โอยอุยก๋งเจ้าเมืองโอยแจ้งในหนังสือ จึงปรึกษาแก่ขุนนางทั้งปวงว่า เบ้งเหกหนีร้อนมาพึ่งเย็นแล้ว ครั้นจะจับตัวส่งไปนั้นไม่บังควร

ไตหูก๋งสูนญี่ซึ่งเป็นหลานโอยอุยก๋งได้ฟังขุนนางทั้งปวงว่า จึงว่าแก่โอยอุยก๋งว่า ท่านจะคบคนอกตัญญูไว้ในเมืองนี้ ข้าพเจ้าเห็นหามีประโยชน์ไม่ แม้นท่านไม่ส่งเบ้งเหกไปให้เจ้าเมืองซองแล้ว เจ้าเมืองซองก็คงโกรธแค้นคิดพยาบาทจะยกทัพมาทำศึก เมืองซองกับเมืองเราก็จะขาดไมตรีกันเพราะเบ้งเหกผู้เดียว ข้าพเจ้าเห็นหาต้องการไม่ โอยอุยก๋งได้ฟังไตหูก๋งสูนญี่ว่าก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งทหารทั้งปวงให้จับตัวเบ้งเหกผูกมัดให้มั่นคงส่งให้ผู้ถือหนังสือ คุมไปให้เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองได้ตัวเบ้งเหกมาก็ดีใจ จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งกับแก้วอย่างดีเป็นของวิเศษมีราคาแพงมาก ให้ขุนนางนำไปให้เจ้าเมืองติน ขุนนางผู้ถือหนังสือไปถึงเมืองติน จึงเอาแก้วเข้าไปเป็นของกำนัล แล้วส่งหนังสือให้เจ้าเมืองติน เจ้าเมืองตินรับหนังสือมาอ่านใจความว่า เจ้าเมืองซองมีไมตรีมาถึงเจ้าเมืองติน ด้วยลำจงเตียบาลที่หนีมาอยู่ในเมืองตินนี้เป็นคนหยาบช้าคิดขบถ ฆ่าซองเสียงก๋งพี่ชายข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าได้ความแค้นนัก ขอเชิญท่านให้คนจับลำจงเตียบาลส่งมาเมืองซอง แม้นนานไปเมื่อหน้า เมืองท่านกับเมืองข้าพเจ้ามีกิจธุระราชการและขัดสนสิ่งใด จะได้ไปมาอาศัยกันโดยทางไมตรี ตินซองก๋งแจ้งความแล้ว เห็นกับจะได้แก้วของกำนัลก็รับว่าจะส่งตัวลำจงเตียบาลให้กับเจ้าเมืองซอง ผู้ถือหนังสือก็ลากลับไปเมือง เจ้าเมืองตินจึงคิดว่าลำจงเตียบาลคนนี้มีกำลังมาก ครั้นเราจะหักหาญให้ไปจับซึ่งหน้าเห็นจะไม่ได้ จึงกระซิบสั่งก๋งจิวเกียดว่า ท่านจงไปพูดจาเกลี้ยกล่อมลำจงเตียบาลให้สนิท แล้วท่านจงจับตัวลำจงเตียบาลโดยอุบายส่งไปเมืองซองให้ได้ ก๋งจิวเกียดรับคำออกไป ณ บ้านลำจงเตียบาลแล้วแกล้งอุบายบอกลำจงเตียบาลว่า เจ้าเมืองตินได้ท่านไว้ในเมืองนี้มีความยินดีเหมือนกับได้หัวเมืองไว้สักสิบเมือง แต่เจ้าเมืองซองใช้ขุนนางมาจะขอเอาตัวท่านสักร้อยครั้งแล้ว เจ้าเมืองตินก็ไม่ส่งไป ด้วยว่าจะเลี้ยงท่านให้เป็นขุนนางนายทหาร เรามาหาท่านทั้งนี้หมายจะฝากตัวท่าน บัดนี้ซองฮวนก๋งเจ้าเมืองซองก็พยาบาทอยู่ให้มีหนังสือมาจะให้ส่งตัวท่านหลายครั้ง ตินซองก๋งขัดไว้ไม่ส่ง เห็นเจ้าเมืองซองจะโกรธยกมาทำแก่เมืองติน ก็หมายจะให้ท่านเป็นแม่ทัพทำศึกกับทหารเมืองซองเป็นมั่นคง

ฝ่ายลำจงเตียบาลได้ฟังดังนั้นเชื่อว่าจะได้เป็นแม่ทัพก็ดีใจนัก จึงว่าตีนซองกงเอ็นดูจะชุบเลี้ยง ข้าพเจ้าก็จะยอมให้ใช้สอยกว่าจะตาย ก๋งจิวเกียดได้ฟังดังนั้น จึงหยิบเอาจอกสุรามาถือไว้มือหนึ่ง มือหนึ่งยึดมือลำจงเตียบาลไว้ยื่นจอกเหล้าให้ลำจงเตียบาลกิน ก๋งจิวเกียดจึงว่าตั้งแต่วันนี้ไปท่านกับเรารักกันเหมือนพี่กับน้องกว่าจะสิ้นชีวิต เวลาพรุ่งนี้เชิญท่านไปกินโต๊ะ ณ บ้านข้าพเจ้าให้สบายสักเวลาหนึ่ง ลำจงเตียบาลก็รับคำ

ก๋งจิวเกียดก็ลามาบ้านสั่งทหารคนสนิทที่มีกำลังมากห้าสิบคนเตรียมหนังแรดและหนังโคไว้จะจับลำจงเตียบาล ครั้นเวลาเช้าลำจงเตียบาลก็ไป ณ ตึกก๋งจิวเกียด ก๋งจิวเกียดเชิญให้นั่งที่สมควร พูดจาปราศรัยเหมือนญาติอันสนิทแล้วยกโต๊ะมาตั้ง ก๋งจิวเกียดจึงเรียกหญิงคนใช้รูปงามที่จัดไว้ให้ยกสุรามานั่งรินใส่จอกคำนับส่งให้ลำจงเตียบาล ลำจงเตียบาลชายตาดูหญิงคนใช้ก็มีใจประหวัดรักรับจอกสุรากินบ่อยๆ ลำจงเตียบาลกำลังเมาสุราพูดแก่ก๋งจิวเกียดว่า ข้าพเจ้าเป็นคนตกยากจากเมืองมาอาศัยอยู่ ท่านมีความกรุณานับถือเชิญมากินโต๊ะขอบคุณท่านนัก ถ้าเจ้าเมืองตินชุบเลี้ยงข้าพเจ้าได้เป็นดีเหมือนท่านว่า ข้าพเจ้านี้มิได้ลืมคุณท่านเลย ก๋งจิวเกียดก็แกล้งพูดว่า ข้าพเจ้ากับท่านก็นับถือกันว่าเป็นญาติอันสนิท ท่านจะต้องการทรัพย์เงินทองและหญิงรูปงามไปปรนนิบัติ ข้าพเจ้าก็ไม่ขัดจะได้พึ่งกันไปภายหน้า ว่าแล้วพยักหน้าให้หญิงคนใช้รินสุราให้ ลำจงเตียบาลกินเนืองๆ ลำจงเตียบาลเมาสุราเหลือกำลังตั้งตัวไม่ตรง ก็ซบหน้าลงนอนหลับอยู่ที่กินโต๊ะไม่รู้สึกสมประดี กงจิวเกียดเห็นได้ทีก็ให้ทหารเอาหนังแรดมาห่อตัวลำจงเตียบาลเข้าแล้วเอาเชือกหนังโคมัดให้มั่นคง จึงให้ไปจับตัวมารดาลำจงเตียบาลใส่เกวียนกับลำจงเตียบาลแล้วขับเกวียนรีบไปเมืองซอง

ครั้นมาถึงกลางทางลำจงเตียบาลสร่างเมา ได้สมประดีขึ้นมาตึงตัวเต็มทีนัก จะดิ้นรนสักเท่าไรหนังแรดก็ไม่หลุดออกจากตัว ทหารทั้งปวงเร่งขับเกวียนไปใกล้ถึงเมืองซอง ลำจงเตียบาลดิ้นไปจนหนังแรดทะลุออกสองแห่ง พอยื่นมือและเท้าออกมาได้ ทหารที่กำกับไปก็เอากระบองทุบมือและเท้าลำจงเตียบาลจนกระดูกมือเท้าหัก ทหารทั้งปวงก็เอาตัวลำจงเตียบาลเข้าไปส่งให้เจ้าเมืองซอง แล้วคำนับลาพากันกลับมาเมือง

ซองฮวนก๋งจึงสั่งให้เอาตัวเบ้งเหกกับลำจงเตียบาลใส่ครกลงโขลกให้เหลวทำเป็นเต้าเจี้ยว ป่าวร้องให้ขุนนางทั้งปวงมาดู จึงสั่งให้ประกาศว่า ถ้าขุนนางผู้ใดไม่สัตย์ซื่อคิดประทุษร้ายต่อเจ้า จะจับตัวมาเชือดเนื้อโขลกทำเต้าเจี้ยวเสียเหมือนกับลำจงเตียบาลกับเบ้งเหกนี้ ครั้นซองฮวนก๋งให้ฆ่าคนทั้งสองเสียแล้วยังไม่หายแค้น สั่งทหารให้เอาตัวมารดาลำจงเตียบาลไปฆ่าเสีย แต่นั้นมาขุนนางในเมืองซองเกรงกลัวซองฮวนก๋งนัก ซองฮวนก๋งคิดถึงความชอบเซียวซกไต้สิมเมื่อไปช่วยทำศึกเมืองเหา จึงให้หาเซียวซกไต้สิมเข้ามาตั้งให้เป็นเจ้าเมืองเซียว แล้วคิดถึงฮอต๊กว่าตายด้วยกตัญญูซื่อตรงต่อเจ้า จึงเอาลูกหลานฮอต๊กมาตั้งเป็นขุนนางในเมืองซองสืบแซ่ฮอต๊กต่อไป

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งเมื่อครองเมืองเจ๋ครั้งนั้น ไม่มีข้าศึกเสี้ยนหนามแล้วค่อยสบายใจ แต่บรรดาราชการบ้านเมืองทั้งปวงสิทธิ์ขาดอยู่กับกวนต๋งสิ้น อยู่มาวันหนึ่งเจ๋ฮวนก๋งนั่งกินสุราอยู่กับนางฮวยกีภรรยาพูดจาหยอกเอินกันเล่นเป็นที่สบาย ขณะนั้นซูเตียวเป็นคนสนิทของเจ๋ฮวนก๋งจึงว่า ข้าพเจ้าทำราชการสนองคุณให้ท่านใช้สอยก็นานแล้วยังหามีผิดไม่ แต่นางฮวยกีฮูหยินนั้นข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้ใช้สอยสนองคุณเลย บัดนี้คิดอยู่ว่าจะให้นางฮวยกีใช้สอยให้สนิทสนม ครั้นจะเข้ามาให้ใช้ก็เป็นที่ข้างในเกรงผิดและชอบอยู่ เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นยิ่งเอ็นดูซูเตียวมากขึ้นกว่าเก่า ซูเตียวจะพูดจาสิ่งใดก็เชื่อถ้อยฟังคำ เจ๋ฮวนก๋งจะนั่งที่ใดก็เรียกซูเตียวมานั่งเคียงข้าง

ขณะนั้นมีผู้หนึ่งชื่อเอดแหย เป็นชาวเมืองหยงหงอ เอดแหยฉลาดในการที่จะตกแต่งสำรับกับข้าว หุงต้มนั้นดีมีรสอร่อยนัก อยู่วันหนึ่งนางฮวยกีภรรยาเจ๋ฮวนก๋งป่วย เอดแหยรู้ว่านางฮวยกีเป็นไข้ จึงเอาของมาห้าสิ่งรวมกันทำเป็นกับข้าวสิ่งเดียวเรียกว่า ‘เหงาบี้’ อร่อยห้าอย่าง แล้วเอาให้ซูเตียวเป็นของกำนัล นางฮวยกีกินเหงาบี้มีรสอร่อย ซาบไปทั่วกายคลายป่วย นางฮวยกีก็สั่งให้ซูเตียวส่งเหงาบี้มาให้กินทุกวัน

ซูเตียวเห็นเอดแหยเป็นคนทำกับข้าวมีฝีมือดังนั้น จึงพาเอาตัวเอดแหยเข้าไปให้แก่เจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งจึงถามว่า ท่านทำกับข้าวของกินอย่างดีได้หรือ เอดแหยคำนับ แล้วจึงบอกว่า ข้าพเจ้าทำได้บ้าง เจ๋ฮวนก๋งจึงว่า อันเนื้อนกเต่าปลาสารพัดสิ่งของกับข้าวทั้งปวงเราได้กินทุกสิ่งรู้จักรสสิ้นแล้ว แต่เนื้อคนสิ่งเดียวนั้นเรายังหารู้จักรสไม่ เอดแหยได้ฟังดังนั้นก็คำนับลาออกมา ครั้นเวลากลางวันเอดแหยจะใคร่ได้ความชอบ จึงออกมาจากบ้านฆ่าเอาเนื้อบุตรทำแกงใส่โถไปคำนับให้เจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็กินเนื้อนั้นจนหมดโถ จึงถามเอดแหย เอดแหยคุกเข่าลงคำนับแล้วบอกว่าเนื้อคน เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นจึงถามว่า เนื้อคนนี้ท่านได้มาแต่ไหน เอดแหยจึงบอกว่า เนื้อบุตรหัวปีข้าพเจ้าอายุได้สามขวบแล้ว ข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านอยากจะรู้รสเนื้อคน ข้าพเจ้าจึงฆ่าบุตรเสียเชือดเอาเนื้อมาเป็นกับข้าวให้ท่าน เจ๋ฮวนก๋งคิดดังนั้นก็ยิ่งคิดประหลาดใจแล้วจึงว่า ลูกทั้งคนทีเดียวท่านไม่รักดอกหรือจึงฆ่าเสียได้

เอดแหยจึงตอบว่า อันธรรมดาบุตรแล้วก็ย่อมเป็นที่รักของบิดา และข้าพเจ้าฆ่าบุตรเสียครั้งนี้เพราะคิดถึงคุณท่าน ด้วยได้อยู่ในแว่นแคว้นบ้านเมืองท่านเป็นสุขสบาย คำโบราณก็ย่อมว่าไว้ว่าผู้ใดเป็นข้าเจ้าชีวิตแล้ว ให้มีกตัญญูซื่อสัตย์ต่อเจ้าจนตัวตาย ข้าพเจ้าจึงหาอาลัยบุตรซึ่งเป็นที่รักไม่ เพราะหวังว่าจะพึ่งบุญท่านไปกว่าจะสิ้นชีวิต เจ๋ฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงสรรเสริญว่าคนซึ่งจะมีกตัญญูเหมือนอย่างท่านฉะนี้หายากนัก แล้วจึงสั่งเจ้าพนักงานให้เอาสิ่งของเสื้อผ้าเป็นรางวัลเอดแหยตามสมควร เอดแหยก็คำนับลาไปบ้าน

เจ๋ฮวนก๋งจึงเข้าไปในที่อยู่แล้วเล่าความให้นางฮวยกีฟัง นางฮวยกีก็พลอยชมว่า เอดแหยคนนี้มีความรักใคร่ท่านด้วยสุจริต จึงฆ่าบุตรซึ่งเป็นที่รักให้ท่านกิน ผู้ใดจะจงรักภักดีเหมือนเอดแหยนั้นข้าพเจ้าเห็นหายากอยู่แล้ว เจ๋ฮวนก๋งยิ่งมีความกรุณาเอดแหยมากขึ้นไป ตั้งแต่นั้นก็โปรดปรานใช้สอยเอดแหยกับซูเตียวสองคน ให้เข้านอกออกในเป็นคนสนิท ไว้เนื้อเชื่อใจทุกประการ ซูเตียวกับเอดแหยเห็นว่า เจ๋ฮวนก๋งวางใจใช้สอยก็มีใจกำเริบ

ขณะเมื่อกวนต๋งเป็นตงหูได้สามปี ซูเตียวกับเอดแหยจึงคบคิดกันว่ากล่าวยุยงให้เจ๋ฮวนก๋งถอดกวนต๋งเสียจากที่ตงหู เราสองคนจะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองเจ๋ ซูเตียวและเอดแหยคิดอ่านดังนั้นแล้วพากันเข้าไปบอกกับเจ๋ฮวนก๋งว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณว่า อันประเพณีผู้เป็นเจ้าบ้านภารเมืองก็ต้องว่าราชการบ้านเมืองตามอย่างธรรมเนียม บัดนี้สารพัดราชการทั้งปวงก็ตกทอดสิทธิ์ขาดอยู่กับตงหูผู้เดียว เมืองเจ๋นี้เหมือนไม่มีเจ้าเมือง มีแต่ตงหูขุนนางผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นหาบังควรไม่ เจ๋ฮวนก๋งหัวเราะแล้วจึงว่า ตัวเรานี้เหมือนกับคนมือด้วนเท้าด้วน ตงหูนี้เหมือนเป็นมือเป็นเท้าของเรา เราจะต้องการสิ่งใดก็ได้ดังใจนึก ทุกวันนี้เราไว้ธุระราชการกับตงหู แม้นไม่มีตงหูแล้วเราหาเป็นเจ้าเมืองได้ไม่ ท่านทั้งสองนี้หาปัญญามิได้ ไม่รู้จักข้อผิดชอบและสิ่งชั่วดี ซูเตียวกับเอดแหยก็จนใจไม่โต้ตอบต่อไป

ฝ่ายฌ้อบุนอ๋องเจ้าเมืองฌ้อ เมื่อมีชัยชนะศึกเมืองเตงแล้วยกทัพกลับไปเมือง ตั้งแต่นั้นมาเจ้าเมืองฌ้อก็มีเกียรติยศและสง่าปรากฏไป บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ ฝ่ายตะวันตกนั้นก็อ่อนน้อมยอมขึ้นกับเมืองฌ้อเป็นอันมาก แต่เมืองชัวนั้นมิได้อ่อนน้อมขึ้นแก่เมืองฌ้อ ด้วยว่าตัวเป็นพรรคพวกกับเจ้าเมืองเจ๋ แล้วก็เป็นมิตรไมตรีได้ให้ความสัตย์สัญญากันไว้กับหัวเมืองข้างตะวันออกว่า ถ้าแม้นมีศัตรูมายํ่ายีแล้ว ให้มีหนังสือไปถึงกันจะได้ยกทัพมาช่วยกันกำจัดข้าศึกเสีย เจ้าเมืองชัวได้สัญญาไว้กับหัวเมืองฝ่ายตะวันออกดังนั้นจึงแข็งเมืองอยู่ไม่ไปขึ้นกับเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อคิดจะไปตีแต่ยังมิได้ยกไป

ฝ่ายซอดีเจ้าเมืองซอ กับเซ็กเฮาเจ้าเมืองเซ็กยังไม่มีฮูหยินภรรยาใหญ่ เจ้าเมืองทั้งสองแจ้งว่าเจ้าเมืองตินมีบุตรหญิงสองคน เจ้าเมืองทั้งสองให้ขุนนางแต่งของเครื่องคำนับไปขอบุตรีเจ้าเมืองติน เจ้าเมืองตินยกพี่นางอุยสีให้เจ้าเมืองซอ แล้วยกนางอุยสีให้เป็นภรรยาเจ้าเมืองเซ็ก นางอุยสีอยู่ด้วยเจ้าเมืองเซ็กประมาณสามเดือนเศษ คิดถึงมารดาจึงลาเจ้าเมืองเซ็กจะไปคำนับเยี่ยมเยียนบิดามารดา เจ้าเมืองเซ็กก็จัดเกวียนและคนใช้ชายหญิงให้ นางอุยสีก็ไปตามทางผ่านหน้าเมืองซอพอเวลาบ่ายก็หยุดพักร้อน

เจ้าเมืองซอรู้ข่าวว่านางอุยสีน้องภรรยามา จึงให้คนออกไปเชิญนางอุยสีเข้ามาในเมือง นางอุยสีคิดจะใคร่เยี่ยมเยียนพี่สาวจึงเข้ามาถึงเมืองซอก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองซอ ณ ที่ข้างใน เจ้าเมืองซอเห็นจริตกิริยารูปร่างนางอุยสีงามนัก มีความรักจักใคร่ได้เป็นภรรยา จึงพูดจาเกี้ยวพานนางอุยสีต่างๆ นางอุยสีก็โกรธมิทันไต่ถามถึงพี่สาวด้วยกำลังโทโสไม่คำนับลุกออกมา พาคนใช้ขึ้นเกวียนไปถึงเมืองติน คำนับเยี่ยมเยียนบิดามารดาแล้วก็ลากลับมาเมืองเซ็ก จึงเล่าความที่เจ้าเมืองซอพูดจาเกี้ยวพานให้เซ็กเฮาผู้เป็นผัวฟังทุกประการ เซ็กเฮาแจ้งความดังนั้นก็โกรธ คิดพยาบาทจะแก้แค้น จึงแต่งหนังสือลับไปถึงฌ้อบุนอ๋องว่า เจ้าเมืองซอคิดการกำเริบตั้งตัวเป็นใหญ่ ไม่อ่อนน้อมต่อไต้อ๋อง และว่ากล่าวหยาบช้าประมาทหมิ่นไต้อ๋องต่างๆ ข้าพเจ้าแจ้งความก็คิดแค้นนัก ครั้นจะยกไปตีก็เป็นคู่เขยกันจะมีผู้ครหานินทา ด้วยได้เคยไปมาถึงกันอยู่ ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้ทัพเมืองฌ้อมาล้อมเมืองเซ็ก แล้วข้าพเจ้าจะมีหนังสือไปล่อลวงขอกองทัพเจ้าเมืองซอยกมาช่วย ถ้าเจ้าเมืองซอยกกองทัพมาแล้ว ขอให้ล้อมจับตัวจงได้ ครั้นส่งหนังสือเข้าผนึกส่งให้ขุนนางคนสนิทคุมสิ่งของและเครื่องบรรณาการไปเฝ้าฌ้อบุนอ๋อง ขุนนางคนสนิทก็ไปถึงเมืองฌ้อให้ขุนนาง นำเข้าเฝ้าถวายสิ่งของกับหนังสือของเจ้าเมืองเซ็ก

ฌ้อบุนอ๋องรับหนังสือ ฉีกผนึกออกอ่านดูแจ้งความแล้วจึงสั่งให้เกณฑ์กองทัพยกไปตั้งค่ายหน้าเมืองเซ็กแต่พอให้กิตติศัพท์ลือว่าจะตีเมืองเซ็ก เซ็กเฮาจึงให้ม้าใช้ถือหนังสือไปขอกองทัพเจ้าเมืองซอ เจ้าเมืองซอแจ้งดังนั้นก็ยกกองทัพมาช่วยเจ้าเมืองเซ็ก ครั้นมาถึงเมืองเซ็กจึงให้หยุดทหารอยู่นอกเมืองตั้งค่ายยังมิทันแล้ว ฌ้อบุนอ๋อง เจ้าเมืองฌ้อก็ขับทหารตีตัดหลังทัพเมืองซอมิให้ทันตั้งตัวได้ ซอดีกับทหารไม่ทันตระเตรียมตัวก็แตกจะหนีเข้าเมืองเซ็ก เจ้าเมืองเซ็กเห็นดังนั้นก็ดีใจให้ทหารปิดประตูเมืองเสีย เจ้าเมืองซอเห็นข้าศึกจวนตัวจะเข้าเมืองมิได้ก็ขับเกวียนพาทหารหนีเข้าป่า

ฌ้อบุนอ๋องก็ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารเมืองซอไปถึงตำบลสิบอย้าจับตัวซอดีเจ้าเมืองซอได้ ทหารเมืองซอต่างแตกหนีกระจัดกระจายไปสิ้น เจ้าเมืองฌ้อก็ยกทัพกลับมาพักอยู่หน้าเมืองเซ็ก เซ็กเฮารู้ว่าเจ้าเมืองฌ้อจับตัวเจ้าเมืองซอได้สมดังความคิดก็หายที่ความแค้น จึงให้แต่งโต๊ะออกมาคำนับฌ้อบุนอ๋องแล้วก็เลี้ยงนายทัพนายกองทั้งปวง ครั้นรุ่งเช้าฌ้อบุนอ๋องก็สั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองฌ้อ เซ็กเฮาก็ตามไปส่งทัพเมืองฌ้อจนยกออกจากแดนเมืองเซ็ก เจ้าเมืองเซ็กก็กลับมาเมือง

ฌ้อบุนอ๋องยกทัพมาถึงเมือง จึงให้ทหารคุมตัวซอดีไว้ แล้วให้หาฮกขวันซึ่งเป็นทหารเอกมีความชอบ ให้เหน็บกระบี่เข้ามาเฝ้าปรึกษาจะฆ่าซอดีเจ้าเมืองซอ ฮกขวันจึงว่า ไต้อ๋องจะฆ่าซอดีเสียนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าหัวเมืองทั้งปวงซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองฌ้อจะตกใจกลัวพากันไปขึ้นกับเมืองอื่น ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าถ้าปล่อยซอดีกลับไปเมืองจะดีกว่า หัวเมืองทั้งปวงก็จะลือชาว่าท่านใจดีมิได้ทำโทษแก่ผู้ประทุษร้าย ก็จะชวนกันมาสวามิภักดิ์ยอมเป็นเมืองขึ้นเป็นอันมาก ฌ้อบุนอ๋องก็หาฟังฮกขวันห้ามปรามไม่ ฮกขวันว่ากล่าวทัดทานถึงสี่ครั้งฌ้อบุนอ๋องก็ไม่ฟังจะฆ่าซอดีเสียจงได้ ฮกขวันเป็นคนโมโหมาก ชักกระบี่ออกยืนขึ้นขู่ฌ้อบุนอ๋องว่า แต่ก่อนข้าพเจ้าจะว่ากล่าวสิ่งใดท่านก็เชื่อฟังทำตามจนได้เป็นเจ้าแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าให้ปล่อยเจ้าเมืองซอไปดีกว่า ท่านไม่ฟังจะขืนฆ่าซอดีเสียอีกเล่า ถ้าท่านไม่ฟังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ากับท่านก็คงจะฆ่ากันวันนี้ ฌ้อบุนอ๋องเห็นฮกขวันโกรธรู้จักน้ำใจอยู่ว่าเป็นคนดื้อดึงก็ไม่โกรธตอบ จึงว่ากล่าวเอาใจดีต่อว่า ท่านจะให้ปล่อยซอดีไปก็ตามเถิด

ฮกขวันได้ฟังดังนั้นก็หายโกรธ รู้โทษตัวว่าทำการเหลือเกินจึงทิ้งกระบี่เสีย ลงกราบคำนับฌ้อบุนอ๋องแล้วว่า ข้าพเจ้าทำการทั้งนี้โทษถึงสิ้นชีวิต ท่านจงลงอาญาข้าพเจ้าเสียตามโทษเถิด ฌ้อบุนอ๋องจึงว่า เรารู้นํ้าใจของท่านอยู่ว่ากตัญญูซื่อตรงต่อเรานัก ท่านคิดเห็นสิ่งซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เรา ท่านสู้อุตส่าห์ทำไม่คิดแก่เหนื่อยยากเราจึงได้ตั้งตัวเป็นเจ้า ท่านเห็นการลึกซึ้งกว่าเราจึงห้ามมิให้เราฆ่าซอดี ท่านทำขู่เราทั้งนี้เพราะจะให้เราเกรงจะให้กลับคิดเสียใหม่ เราไม่ถือโทษ ฮกขวันก็ตอบว่า ซึ่งไต้อ๋องกรุณาด้วยเป็นข้าหลวงเดิม ข้าพเจ้าทำผิดท่านยกโทษให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยังหาพ้นโทษไม่ จะมิลงอาญาตามกฎหมาย ขุนนางทั้งปวงก็จะดูเยี่ยงอย่าง ฮกขวันก็เอากระบี่ตัดเท้าของตัวขาดออกไปทั้งสองข้าง จึงประกาศกับขุนนางทั้งปวงว่า ผู้ใดจะทำประทุษร้ายแก่เจ้าของตัวแล้วจะตัดเท้าเสียสองข้างเหมือนเรา

ฌ้อบุนอ๋องเห็นดังนั้นก็นึกเสียใจจึงคิดว่า แต่แรกเราไม่ฟังฮกขวันห้ามปรามจนเกิดเหตุ หาพอที่จะเสียทหารดีคนหนึ่งไม่ จึงสั่งทหารให้เอาเท้านั้นไปฝังไว้ แล้วสั่งให้หมอเอายามารักษาใส่แผลเจ็บ ฮกขวันก็หายเป็นปกติแต่เดินมิได้ ฌ้อบุนอ๋องก็ตั้งฮกขวันให้เป็นไทเป๊กสำหรับได้ว่ากล่าวนายประตูทั้งปวง ฌ้อบุนอ๋องจึงว่าให้ซอดีพ้นโทษ แล้วพาเข้ามาแต่งโต๊ะเลี้ยง มีนางบำเรอขับร้อง ให้นางทันสุนออกมานั่งรินสุราให้ซอดีกินเป็นที่สบาย ขณะเมื่อกินโต๊ะอยู่นั้น ฌ้อบุนอ๋องว่ากล่าวเอาใจซอดีต่างๆ แล้วว่า ท่านก็เป็นเจ้าบ้านภารเมืองมานานแล้ว ได้เห็นผู้หญิงรูปงามยิ่งกว่านางทันสุนที่รินสุราให้กินนี้มีอยู่บ้านไหนเมืองไหนบ้างหรือไม่

ซอดีมีความพยาบาทเจ้าเมืองเซ็กว่าแกล้งล่อลวงมาให้ฌ้อบุนอ๋องจับได้ คิดจะแก้แค้นเจ้าเมืองเซ็กจึงบอกฌ้อบุนอ๋องว่า ข้าพเจ้าได้เห็นหญิงรูปงามชื่อนางอุยสีภรรยาเจ้าเมืองเซ็ก หญิงในแผ่นดินนี้ไม่มีใครงามเหมือนนางอุยสีภรรยาเจ้าเมืองเซ็กเลยเป็นอันขาด นางอุยสีนั้นงามเปรียบนางในเมืองสวรรค์ นางทันสุนคนนี้จะเปรียบนางอุยสีนั้นไกลกันนัก ซอดีสรรเสริญรูปโฉมนางอุยสีไม่สูงไม่ตํ่า ดวงหน้าเป็นนวลน่ารัก แก้มนางเหมือนข้าวฮวย คำไทยว่างามเปรียบลูกมะปรางสุก งามจริตกิริยาสารพัดจะดีพร้อม อิสตรีในใต้ฟ้าไม่มีเสมองามนางอุยสีเลย

ฌ้อบุนอ๋องได้ฟังก็มีความรักใคร่นางอุยสีนักจึงว่า แม้นเราได้นางอุยสีซึ่งงามเหมือนท่านว่านั้นมาเป็นภรรยาสักสิบวันจะตายก็ไม่เสียดายชีวิตเลย ซอดีจึงตอบว่า ซึ่งไต้อ๋องจะใคร่ได้นางอุยสีนั้นเห็นไม่ยากนัก ด้วยเจ้าเมืองเซ็กก็อยู่ในอำนาจไต้อ๋อง จงตรึกตรองอุบายสิ่งใดที่จะได้นางอุยสีโดยง่าย ไม่ต้องทำการรบพุ่ง ให้คิดอ่านทำตามอุบายนั้นเถิด

ฌ้อบุนอ๋องก็เห็นชอบจึงว่า ท่านช่วยแนะนำนางรูปงามให้เราครั้งนี้ขอบคุณท่านยิ่งนัก จงไปครองเมืองให้เป็นสุขเถิด ถึงปีจึงมาหาเรา ซอดีดีใจนัก ครั้นกินโต๊ะแล้วก็คำนับลาฌ้อบุนอ๋องกลับไปเมืองซอง ฌ้อบุนอ๋องตั้งแต่คิดอ่านจะชิงนางอุยสีภรรยาเจ้าเมืองเซ็กมิเป็นอันที่จะกินจะนอน คิดได้อุบายประการหนึ่ง จึงจัดแจงทแกล้วทหารยกทัพออกจากเมืองฌ้อไปถึงหน้าเมืองเซ็ก แล้วหยุดทัพอยู่นอกเมือง ให้ขุนนางเข้าไปบอกเจ้าเมืองเซ็ก เจ้าเมืองเซ็กแจ้งความดังนั้น คิดว่าฌ้อบุนอ๋องรักใคร่ก็ดีใจ จึงออกไปคำนับเชิญฌ้อบุนอ๋องเข้าไปในเมือง ให้จัดแจงที่ประทับแรมสำหรับฌ้อบุนอ๋องและนายทหารทั้งปวงจะได้พำนักอาศัยตามสบาย แล้วก็สั่งให้แต่งโต๊ะออกมาตั้งเชิญฌ้อบุนอ๋องเสพสุรา เซ็กเฮาจึงรินสุราคำนับให้ฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องให้พรแล้วก็รับถ้วยสุรามาไว้แล้วแกล้งพูดจากับเซ็กเฮาว่า เรายกทัพมาจะไปตีเมืองอื่นพอทางจำเพาะ ผ่านหน้าเมืองท่าน คิดถึงไมตรีซึ่งมีมาต่อกัน เราจึงอุตส่าห์มาเยี่ยมท่านถึงเมือง ฮูหยินภรรยาใหญ่ของท่านไปไหนจึงไม่ให้ออกมารินสุรา ท่านทำทั้งนี้เหมือนไม่นับถือเรา

เซ็กเฮาได้ฟังดังนั้น ความกลัวอำนาจฌ้อบุนอ๋องจะขัดเคืองจึงให้หญิงคนใช้ไปบอกนางอุยสี นางอุยสีแจ้งดังนั้นก็แต่งตัวนุ่งห่มเสื้ออย่างดีผัดหน้าเกล้ามวยแซมดอกไม้ทอง หญิงคนใช้ช่วยประคองออกมา นางอุยสีก็คุกเข่าคำนับฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องก็รับคำนับแล้วก็พูดจาปราศรัยตามประเวณี เซ็กเฮาก็ส่งจอกให้นางอุยสีรินสุราคำนับส่งให้ฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องชายตาดูรูปงามนางอุยสีทั้งจริตกิริยาเสงี่ยมงาม ฌ้อบุนอ๋องก็ยิ่งมีความรักเสียวซาบไปทั้งกาย นางอุยสีรินสุราส่งให้ฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องรับจอกสุรามากินแล้วก็ให้พรต่างๆ หวังว่าจะมิให้เซ็กเฮากริ่งใจ ฌ้อบุนอ๋องเสพสุราอยู่กับเซ็กเฮาจนเวลาเย็นก็ลาเซ็กเฮามากองทัพ คิดจะพาลเอาผิดเซ็กเฮา

ครั้นเวลาคํ่าลงจึงให้หาอุยเจียงกับเตาตันมาสั่งเป็นความลับ เตาตันกับอุยเจียงก็รับคำออกมาจัดแจงเตรียมทหารไว้ ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าฌ้อบุนอ๋องจึงให้คนไปเชิญเซ็กเฮามากินโต๊ะ เซ็กเฮาไม่มีความสงสัยก็มากินโต๊ะ ณ ที่อยู่ฌ้อบุนอ๋อง เซ็กเฮากับฌ้อบุนอ๋องนั่งกินโต๊ะเสพสุราด้วยกัน ฌ้อบุนอ๋องทำกิริยาเหมือนเมากลอกศีรษะแล้วพูดกับเซ็กเฮาว่า ทแกล้วทหารเรานี้ได้ทำความชอบไว้กับท่านแต่ครั้งก่อนท่านยังหาปูนบำเหน็จไม่ บัดนี้ทหารทั้งปวงก็มาถึงเมืองท่านแล้วเหตุใดท่านไม่จัดแจงสิ่งของมาปูนบำเหน็จรางวัลให้ทแกล้วทหารเราบ้างเล่า เซ็กเฮาจึงตอบว่า เมืองข้าพเจ้าก็เป็นหัวเมืองน้อย สิ่งของทั้งปวงก็ขัดสนอยู่ ขอทุเลาให้จัดแจงสิ่งของได้มากก่อน จึงจะเอาไปปูนบำเหน็จทหารไต้อ๋องต่อครั้งหลังตามสมควร ฌ้อบุนอ๋องได้ทีก็ทำถลึงตาโกรธ เอามือตบลงที่โต๊ะตวาดเอาเซ็กเฮาว่าตัวเป็นคนอกตัญญู แต่สิ่งของจะให้ทหารเราเท่านี้ก็ยังผัดต่อไปอีก เราก็เป็นเจ้าเมืองใหญ่บังอาจขัดคำสั่งให้เราได้อัปยศ ฌ้อบุนอ๋องก็เรียกทหารทั้งปวงให้จับเอาตัวเซ็กเฮาไปมัดไว้ อุยเจียงเตาตันก็เข้าไปจับเอาตัวเซ็กเฮาออกมาให้ทหารคุมไว้ ฌ้อบุนอ๋องก็เข้าไปหานางอุยสี

ฝ่ายนางอุยสีรู้ข่าวว่าฌ้อบุนอ๋องจับเซ็กเฮาก็ตกใจ กลัวฌ้อบุนอ๋องจะจับตัว มิรู้จะไปซ่อนเร้นอยู่แห่งใด พอหญิงคนใช้วิ่งเข้าไปบอกว่าฌ้อบุนอ๋องเข้ามาถึงประตูที่ข้างในแล้ว นางอุยสีตกใจตัวสั่นรีบเดินลงจากตึกไปสวนดอกไม้ ฌ้อบุนอ๋องมาถึงนางอุยสีก็วิ่งหนีจะโจนลงบ่อนํ้า ฌ้อบุนอ๋องก็ฉวยคว้าทันทีได้ตัวนางอุยสีสมความคิดแล้ว พูดจาปลอบโลมเอาใจนางอุยสีต่างๆ แล้วก็พามากองทัพ ฌ้อบุนอ๋องได้นางอุยสีเป็นภรรยาสมความคิดแล้ว ก็ถอดเซ็กเฮาเสียจากที่เจ้าเมืองเซ็ก ให้พาเอาลูกหลานพี่น้องไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลนีซุย ฌ้อบุนอ๋องก็พานางอุยสีขึ้นเกวียนยกทัพกลับมาเมืองฌ้อ

ฝ่ายเซ็กเฮาเมื่อต้องกำจัดจากสมบัติไปอยู่ที่ตำบลนีซุย ทุกข์ตรอมถึงนางอุยสีและเสียใจด้วยพลัดพรากจากสมบัติไม่เป็นกินเป็นนอน จนซูบผอมเหี่ยวแห้งลงทุกวัน เพราะไข้ใจบังเกิดโรครักษาไม่หายเซ็กเฮาก็ตาย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ