๔๙

ฝ่ายเตียวตุนครั้นรู้ข่าวว่า ฌ้อบกอ๋องเจ้าเมืองฌ้อถึงแก่กรรมก็คิดแค้นหัวเมืองทั้งปวงซึ่งไปขึ้นกับเมืองฌ้อ จึงจัดทหารยกทัพไปตั้งอยู่ ณ ตำบลซินเสียปลายแดนเมืองซอง จึงให้หาเจียวก๋งเจ้าเมืองซอง ฬ่ออีก๋งเจ้าเมืองฬ่อ ตินซองก๋ง เจ้าเมืองติน เซียงก๋งเจ้าเมืองโอย เตงบกก๋งเจ้าเมืองเตง ฆ้ออีก๋งเจ้าเมืองฆ้อกับหัวเมืองทั้งปวงมาพร้อมกันแล้ว จึงซักถามเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองติน เจ้าเมืองเตง ทั้งสามหัวเมืองว่าตัวเป็นข้าขอบขัณฑสีมาเคยขึ้นกับเมืองหลวงมาแต่เดิม แล้วไปขึ้นเสียกับเมืองฌ้อนั้น หาเกรงอาญาพระเจ้าเมืองหลวงไม่หรือ เจ้าเมืองทั้งสามจึงรับสารภาพว่า ซึ่งข้าพเจ้าไปขึ้นกับเมืองฌ้อนั้น ด้วยเมืองข้าพเจ้าใกล้กับเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อยกมาตีเนืองๆ จะสู้รบก็เหลือสติกำลัง ครั้นจะให้ไปขอกองทัพเมืองหลวงและเมืองท่านก็ไกล ให้ยกมาช่วยก็ไม่ทันด้วยทางไกลกันนัก จึงจำใจขึ้นกับเมืองฌ้อพอพ้นภัย โทษข้าพเจ้าผิดเป็นข้อใหญ่ ขอท่านได้กรุณายกโทษข้าพเจ้าสักครั้งหนึ่งเถิด

เตียวตุนจึงตอบว่า ความข้อนี้เราก็แจ้งอยู่แล้ว แต่บัดนี้ฌ้อบกอ๋องถึงแก่กรรม หามีผู้ใดจะทำร้ายท่านไม่ จงกลับมาขึ้นแก่เมืองหลวงตามเดิมเถิด หัวเมืองทั้งสามก็รับคำเตียวตุน ตั้งแต่นั้นมาหัวเมืองทั้งสามก็มาขึ้นกับเมืองหลวงสืบไป และขณะเมื่อเตียวตุนให้หาหัวเมืองทั้งปวงไป ณ ตำบลซินเสียนั้น เจ้าเมืองชัวหาได้มาคำนับเตียวตุนไม่ เตียวตุนคิดขัดใจเจ้าเมืองชัว จึงสั่งคับพวดให้คุมทหารยกไปตีเจ้าเมืองชัว เจ้าเมืองชัวรู้ว่าคับพวดยกมาเห็นจะต่อสู้มิได้ ก็ออกมาคอยอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองหลวงและเมืองจิ้น คับพวดก็ยกทัพกลับมาแจ้งความกับเตียวตุน เตียวตุนหายโกรธก็มิได้คิดทำร้ายเจ้าเมืองชัวสืบไป

ฝ่ายเจี๋ยวก๋งเจ้าเมืองเจ๋รู้ว่าเตียวตุนให้หาหัวเมืองทั้งปวงไปประชุมกันที่ตำบลซินเสียดังนั้น ก็คิดวิตกด้วยตัวป่วยอยู่ จะไปคำนับเตียวตุนก็ไม่ได้ อยู่มาหลายวันโรคกำเริบขึ้นก็ถึงแก่กรรม เจ้าเมืองเจ๋นั้นมีน้องชายต่างมารดากันสามคน ชื่อก๋งจูหยงคนหนึ่ง ก๋งจูเซียนหยินคนหนึ่ง ก๋งจูหงวนคนหนึ่ง ขณะเมื่อเจี๋ยวก๋งถึงแก่กรรมนั้นก๋งจูหงวนไปช่วยราชการอยู่ ณ เมืองโอย ครั้นแจ้งว่าเจี๋ยวก๋งผู้พี่ถึงแก่กรรมก็ยกมาเมืองเจ๋จะช่วยแต่งการฝังศพ

ฝ่ายก๋งจูเซียนหยินคิดจะชิงเอาสมบัติในเมืองเจ๋แต่เจ๋ฮวยก๋งผู้เป็นบิดาแรกถึงแก่กรรมนั้นแล้ว แต่หากพี่ชายที่เป็นเจี๋ยวก๋งนั้นโอบอ้อมเลี้ยงก๋งจูเซียนหยินไว้โดยดี ก๋งจูเซียนหยินจึงยังมิได้ประทุษร้าย แต่คอยอยู่ว่าถ้าพี่ตายแล้วจะเป็นเจ้าเมืองเจ๋ ครั้นเจี๋ยวก๋งถึงแก่กรรมลงขุนนางทั้งปวงก็พร้อมใจกันตั้งก๋งจูหยงขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนเจี๋ยวก๋ง ก๋งจูเซียนหยินไม่ได้เป็นเจ้าเมืองแทนพี่ก็น้อยใจนัก คิดจะชิงเอาสมบัติให้จงได้ จึงเกลี้ยกล่อมซ่องสุมทแกล้วทหาร ตระเตรียมเครื่องศัสตราวุธต่างๆ ไว้พร้อมคอยเมื่อจะฝังศพเจี๋ยวก๋ง ได้ท่วงทีจึงจะคิดทำร้ายก๋งจูหยง ก๋งจูหยงมิได้รู้ว่าก๋งจูเซียนหยินจะทำร้าย วันหนึ่งออกว่าราชการพร้อมขุนนางทั้งปวง จึงให้หาโหรมาทายชะตาเมืองว่าดีร้ายประการใดบ้าง โหรผู้นั้นชำนาญในวิชาดูดาว ได้พิจารณาดูดาวไว้แต่ก่อน เห็นดาวฉุยแฉแปลว่าเป็นดาวหาง ขึ้นข้างทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จึงแจ้งความแก่ก๋งจูหยงว่า ข้าพเจ้าเห็นฤกษ์บนประหลาดหนัก ดูตามตำราเห็นว่า เมืองซอง เมืองเจ๋ เมืองจิ้น สามหัวเมืองจะเกิดรบพุ่งฆ่าฟันกันต่างๆ ก๋งจูหยงครั้นได้ฟังโหรทายชะตาเมืองดังนั้นก็ไม่มีความสบาย จึงสั่งให้เร่งจัดการที่จะฝังโดยเร็ว ครั้นการพร้อมแล้วก็พาขุนนางออกไปฝังศพเจี๋ยวก๋ง

ฝ่ายก๋งจูเซียนหยินแจ้งความว่าโหรทายชะตาเมืองดังนั้น จึงคิดว่าการที่จะเกิดรบพุ่งกันขึ้นในเมืองนี้ก็เพราะเราผู้เดียว คนอื่นนอกจากเราแล้วใครจะทำให้เป็นจลาจลขึ้นได้ คิดแล้วก็คอยจะทำร้ายอยู่ ครั้นแจ้งความว่าก๋งจูหยงเจ้าเมืองเจ๋พาขุนนางออกไปฝังศพ เห็นได้ท่วงทีคุมทหารที่มีฝีมือไปซุ่มอยู่ที่ต้นทาง ครั้นก๋งจูหยงกลับมาจากที่ฝังศพจะเข้าเมือง ก๋งจูเซียนหยินก็ขับทหารเข้ารุมจับตัวก๋งจูหยงฆ่าเสีย แล้วก็ควบคุมทหารและขุนนางที่ไปฝังศพนั้นกลับเข้าเมือง ขุนนางทั้งปวงก็พร้อมกันตั้งก๋งจูเซียนหยินขึ้นเป็นอีก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ก๋งจูเซียนหยินได้เป็นเจ้าเมืองแล้วคิดเกรงก๋งจูหงวนผู้น้องนี้ ด้วยก๋งจูหงวนเป็นคนมีสติปัญญามาก แล้วก็เป็นหลานเจ้าเมืองโอยมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก เกลือกจะคิดทำร้ายแก่เรา จึงจะให้หาตัวมาพูดจาเกลี้ยกล่อมโดยดี อย่าให้ก๋งจูหงวนทำร้ายเราได้ คิดแล้วจึงให้ไปหาก๋งจูหงวนมา ทำเป็นปรึกษาว่า ก๋งจูหยงเป็นคนโฉดเขลาเห็นจะว่าราชการบ้านเมืองไปมิได้ เราจึงให้จับฆ่าเสีย ตัวเจ้าเป็นคนมีสติปัญญามากอย่าน้อยใจเราเลย จงช่วยกันว่าราชการเมืองทำนุบำรุงราษฎรทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุขเถิด

ก๋งจูหงวนรู้ว่าก๋งจูเซียนหยินฆ่าก๋งจูหยงเสีย ก็คิดแค้นเคืองก๋งจูเซียนหยินนัก จึงตอบว่าซึ่งท่านคิดการจะเอาสมบัตินั้นข้าพเจ้าแจ้งมาช้านานอยู่แล้ว อันตัวข้าพเจ้านี้ยังอ่อนศักดิ์นัก เห็นจะช่วยว่าราชการบ้านเมืองไปมิได้ จะขอแต่ความสุขรักษาชีวิตอยู่ตามสบาย ว่าแล้วก็คำนับลาเจ้าเมืองเจ๋กลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นมาก็มิได้เอาใจใส่ในกิจราชการบ้านเมืองทั้งปวง อยู่แต่บ้านของตัว มิได้ไปมาหาสู่เจ้าเมืองเจ๋เลย

ฝ่ายนางอิวซีมารดาก๋งจูหยงผู้ตายนั้น มีความอาลัยถึงลูกนักตั้งแต่ร้องไห้รักก๋งจูหยงทั้งกลางวันกลางคืนไม่เป็นอันกินอันนอน วันหนึ่งมีผู้เอาเนื้อความไปแจ้งแก่อีก๋ง อีก๋งโกรธจึงให้ทหารจับเอานางอิวซีไปจำขังไว้ในทิมที่สงัด นางอิวซีได้ความลำบากนัก จึงลอบเขียนหนังสือลับส่งให้คนใช้รีบเอาไปให้แก่เจ้าเมืองฬ่อผู้บิดา คนใช้รับหนังสือแล้วก็คำนับลารีบไปเมืองฬ่อ จึงเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้เจ้าเมืองฬ่อแล้วร้องไห้พลางแจ้งความให้ฟังทุกประการ เจ้าเมืองฬ่อรับหนังสือแล้วฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความว่า ก๋งจูเซียนหยินฆ่าก๋งจูหยงผู้หลานเสีย แล้วจำนางอิวซีผู้บุตรเราไว้ ก็มีความสงสารจึงว่าแก่คนใช้ว่า ท่านจงไปบอกแก่นายท่านว่าอย่าให้วิตกเลย เราคงจะยกไปแก้ไขให้พ้นโทษให้จงได้ คนใช้ก็คำนับลากลับไปเมืองเจ๋

เจ้าเมืองฬ่อจึงคิดว่าเราจะยกไปตีเมืองเจ๋ก็เห็นเหลือกำลังนัก ด้วยเมืองเจ๋เป็นเมืองใหญ่มีทแกล้วทหารมาก จำเอาบุญพระเจ้าจิวคองอ๋องเป็นที่พึ่งให้ช่วยขอโทษนางอิวซีจึงจะได้ คิดแล้วจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้ตังสุยขุนนางไปถวายพระเจ้าจิวคองอ๋อง ตังสุยรับเอาหนังสือแล้วก็คำนับลารีบไปเมืองหลวง เข้าหาขุนนางผู้ใหญ่ให้นำเข้าเฝ้า ขุนนางผู้ใหญ่ก็เข้าเฝ้ากราบทูลให้ทราบทุกประการ พระเจ้าจิวคองอ๋องก็โปรดให้พาตัวตังสุยเข้าไปเฝ้า ตังสุยกราบถวายบังคมแล้ว ขุนนางเจ้าพนักงานก็อ่านหนังสือถวายใจความว่า ข้าพเจ้าฬ่ออีก๋งขอกราบถวายบังคมให้ทราบ ด้วยนางอิวซีผู้บุตรข้าพเจ้า เจ้าเมืองเจ๋จำขังไว้ได้ความลำบากนัก ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้า ให้ขุนนางไปขอโทษให้นางอิวซีพ้นจากจำจองได้คืนมาเมืองฬ่อด้วย พระเจ้าจิวคองอ๋องทราบเนื้อความดังนั้นจึงตรัสว่าเราจะให้ไปต่อว่าก๋งจูเซียนหยิน ขอโทษนางอิวซีให้พ้นจากจำจอง จงกลับไปบอกแก่เจ้าเมืองฬ่อนายท่านว่าอย่าให้วิตกเลย ตังสุยได้รับสั่งก็กราบถวายบังคมลากลับมาเมืองฬ่อ จึงเอาข้อรับสั่งเข้าไปสั่งแก่เจ้าเมืองฬ่อทุกประการ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังมีความยินดีนัก ก็รั้งรอคอยฟังข่าวพระเจ้าจิวคองอ๋องซึ่งจะให้ไปขอโทษนางอิวซีอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายพระเจ้าจิวคองอ๋อง ครั้นตังสุยขุนนางเมืองฬ่อกลับไปแล้ว จึงสั่งให้ตันเป๊กขุนนางไปต่อว่าเจ้าเมืองเจ๋ อย่าให้จองจำนางอิวซีให้ส่งคืนไปอยู่เมืองฬ่อ ตันเป๊กก็กราบถวายบังคมลาแล้วก็รีบมาเมืองเจ๋ จึงเข้าไปหาอีก๋งแจ้งความว่า บัดนี้พระเจ้าจิวคองอ๋องมีรับสั่งให้เรามาว่า ท่านฆ่าก๋งจูหยงบุตรนางอิวซีเสียแล้ว จะมาจำมารดาเขาไว้ทำไมเล่า ให้เร่งถอนนางอิวซีส่งไปเมืองฬ่อเถิด อีก๋งได้ฟังข้อรับสั่งดังนั้นจึงแกล้งกล่าวแก้ตัวว่า ใครชั่งเอาความมิจริงไปกราบทูลแกล้งจะให้พระองค์ขัดเคืองแก่เรา ที่จริงนั้นนางอิวซีมารดาเลี้ยงของเรา ตั้งแต่จะร้องไห้รักบุตรผู้ตาย ไม่เป็นอันกินอันนอนจะคิดฆ่าตัวเสีย เรารักษาชีวิตนางอิวซีไว้ จะได้จำจองนางอิวซีเหมือนคำท่านว่านั้นหามิได้ ว่าแล้วจึงสั่งคนใช้ให้พาตัวตันเป๊กไปเลี้ยงโต๊ะ ณ ที่กงก๊วนสำหรับแขกเมือง แล้วจึงสั่งคนสนิทให้ถอนนางอิวซีเอาตัวเข้าไปคุมไว้ ณ ตึกข้างใน จึงแต่งให้คนไปลวงตันเป๊กว่า ท่านเป็นผู้ถือรับสั่งมาแต่เมืองหลวง จงเข้าไปเยี่ยมเยียนนางอิวซีจะได้เห็นเท็จและจริงว่าจำนางอิวซีจริงหรือไม่จริง

ตันเป๊กไม่ทันคิดด้วยเสพสุราตึงตัวอยู่ ก็เข้าไปเยี่ยมเยียนนางอิวซีถึงในตึกเป็นที่ข้างใน ตันเป๊กคำนับนางอิวซีแล้วก็นั่งปรับทุกข์กันอยู่ อีก๋งก็ทำเป็นโกรธว่าแก่ขุนนางทั้งปวง ตันเป๊กทำบังอาจเข้ามาพูดจากับมารดาเลี้ยงของเราจนถึงที่ข้างในแต่สองต่อสองหาเกรงใจเราไม่ ตัวเป็นผู้ถือรับสั่งมาแต่เมืองหลวงและมาทำการดังนี้ เราจะจับจำไว้ให้มั่นคงแล้วจะบอกขึ้นไปเมืองหลวงให้ทราบ ว่าแล้วก็สั่งทหารจับตันเป๊กไปจำแยกกันไว้กับนางอิวซี แล้วคิดแค้นเจ้าเมืองฬ่อว่า กราบทูลยุยงกล่าวโทษจะให้พระเจ้าเมืองหลวงขัดเคืองเรา จำจะยกกองทัพไปตีเมืองฬ่อเสียให้สิ้นเสี้ยนหนามจงได้ คิดแล้วก็ให้เกณฑ์กองทัพยกไปตีเมืองฬ่อ

ฝ่ายเจ้าเมืองฬ่อครั้นแจ้งความว่า เจ้าเมืองเจ๋ยกทัพมาก็ตกใจนักจึงสั่งให้เสียงเขงกุยสุนหังฮูไปแจ้งแก่เจ้าเมืองจิ้น ขอกองทัพเมืองจิ้นให้ยกมาช่วยรบกองทัพเมืองเจ๋ เสียงเขงกุยสุนหังฮูก็คำนับลารีบไปเมืองจิ้น จึงเข้าไปคำนับเตียวตุนผู้สำเร็จราชการแจ้งความให้ฟังทุกประการ เตียวตุนก็พาเสียงเขงกุยสุนหังฮูเข้าไปคำนับแจ้งความแก่เลงก๋ง เลงก๋งรู้ว่าทัพเมืองเจ๋จะไปตีเมืองฬ่อ จึงสั่งให้เตียวตุนแต่งหนังสือบอกไปถึงเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองซัว เจ้าเมืองติน เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองจอ เจ้าเมืองฆ้อ ทั้งเจ็ดหัวเมืองให้ยกมาพร้อมกัน ณ ตำบลจีนตี๋ ปลายแดนเมืองจิ้น จะได้บรรจบกองทัพเมืองเรายกไปตีเมืองเจ๋ เตียวตุนก็ให้ม้าเร็วถือหนังสือไปนัดหัวเมืองทั้งปวง หัวเมืองทั้งปวงก็ยกมาพร้อมกัน ณ ตำบลจีนตี๋ตามคำเลงก๋งสั่ง

ฝ่ายม้าใช้ที่เจ้าเมืองเจ๋ให้ไปสอดแนม ฟังข่าวราชการอย่ ณ ตำบลปลายแดนเมืองจิ้น รู้ว่าเจ้าเมืองจิ้นนัดกองทัพทั้งแปดหัวเมืองจะยกไปตีเมือง ก็รีบมาแจ้งแก่เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ก็ตกใจเห็นจะสู้กองทัพทั้งแปดหัวเมืองมิได้ จึงแต่งทูตให้คุมสิ่งของเครื่องคำนับส่งไปให้แก่เจ้าเมืองจิ้น ขอลุกะโทษตัวเป็นทางไมตรีเหมือนอย่างแต่ก่อน เจ้าเมืองจิ้นและหัวเมืองทั้งแปดก็มิได้ยกไปตีเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ก็ยกกลับมาเมืองเจ๋จึงให้ถอดนางอิวซีส่งไปเมืองฬ่อ ถอดตันเป๊กส่งไปเมืองหลวง เจ้าเมืองจิ้นและหัวเมืองทั้งแปดก็ยกแยกกันกลับไปเมือง

ฝ่ายนางอ๋องกี๋เซียงฮูหยินบุตรีพระเจ้าจิวเชียงอ๋อง เป็นภรรยาของเซียงก๋งผู้ตาย นางอ๋องกี๋เป็นมารดาเซงก๋งครั้นเซงก๋งตายแล้ว ซูซือบุตรเซงก๋งได้เป็นเจ้าเมือง นางอ๋องกี๋เซียงฮูหยินเอาก๋งจูเปาซึ่งเป็นน้องต่างมารดาซูซือไปเลี้ยงไว้ ก๋งจูเปารุ่นหนุ่มขึ้นมารูปร่างกิริยาดังผู้หญิง นางอ๋องกี๋เซียงฮูหยินรักใคร่ก๋งจูเปานัก คิดจะเอาสมบัติให้ก๋งจูเปา จึงสอนก๋งจูเปาให้โอบอ้อมเอาใจเผื่อแผ่ขุนนางและราษฎรทั้งปวงให้รักใคร่ ตั้งแต่นั้นก๋งจูเปาก็โอบอ้อมเอาใจขุนนางและราษฎรทั้งปวง

ฝ่ายซูซือซึ่งเป็นเจียวก๋งเจ้าเมืองซอง พอใจไปเล่นป่าล่าเนื้อกับก๋งจูอิน ก๋งสุนคงซก ก๋งสุนเจงหลี ลูกขุนนางทั้งสามมาแต่ครั้งยังมิได้เป็นเจ้าเมือง ครั้นได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นแล้วก็มิได้เอาใจใส่กิจการบ้านเมือง ไปเที่ยวเล่นป่ากับลูกขุนนางทั้งสามเนืองๆ ขณะนั้นตองอีจู๋เป็นขุนนางตำแหน่งที่การเมืองเห็นเจียวก๋งไม่เอาใจใส่ราชการ กลัวว่าบ้านเมืองจะเป็นจลาจลขึ้นตัวจะพลอยตายด้วย จึงเข้าไปคำนับเจ้าเมืองซองแล้วแจ้งความว่า ตัวข้าพเจ้าทุกวันนี้โรคภัยบังเกิดมาก เห็นจะทำราชการไปมิได้ จะขอออกนอกราชการคุมลูกหลานไปทำมาหากินตามสติกำลัง เจ้าเมืองซองก็ยอมให้ขุนนางทั้งสองออกจากที่ แล้วจึงตั้งก๋งจูอินขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่แทนที่ก๋งจูมวกอี๋ เจียวก๋งเป็นเจ้าเมืองขึ้นได้เจ็ดปี เกิดวิบัติฝนแล้งข้าวแพงนัก ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงอดอยากล้มตายเป็นอันมาก ก๋งจูเปาน้องชายเจียวก๋งก็แจกเงินและข้าวให้แก่ขุนนางและราษฎรจนสิ้นเงินทองของตัว ก๋งจูเปาไม่มีเงินทองจะแจกจ่ายแก่ชาวเมือง จึงแจ้งความแก่นางอ๋องกี๋ อ๋องกี๋ก็ให้เงินทองก๋งจูเปาซื้อข้าวแจกจ่ายให้แก่ขุนนางและราษฎรทั้งปวง ราษฎรทั้งปวงก็มีความรักใคร่ก๋งจูเปาทุกคน ก๋งจูเปาจึงแจ้งความแก่นางอ๋องกี๋ว่า บัดนี้ขุนนางและราษฎรทั้งปวงมีใจรักใคร่พร้อมเพียงกันแล้ว นางอ๋องกี๋จึงตอบว่า เจียวก๋งเคยออกไปไล่เนื้อเล่นทุกวัน เราจะแต่งทหารให้ลอบตามไปจับฆ่าเสียจงได้ ปรึกษากันแล้วก็คอยหาช่องที่จะทำร้ายเจ้าเมืองซอง

ฝ่ายตองอีจู๋ ที่หนีไปอยู่เมืองฬ่อนั้น ครั้นแจ้งความว่าเขาปองร้ายคบคิดกันและคอยฆ่าเจ้าเมืองซองเสีย มีความกตัญญูคิดถึงคุณเจ้าเมืองซองนักก็รีบยกกลับมาถึงเมืองซอง เข้าไปคำนับเจ้าเมืองซองแล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้าทราบว่าก๋งจูเปาน้องท่านกับนางอ๋องกี๋เซียงฮูหยินคิดกันจะทำร้ายท่านชิงเอาสมบัติ อันก๋งจูเปานั้นเป็นคนมีสติปัญญามาก แล้วก็เกลี้ยกล่อมขุนนางและราษฎรทั้งปวงรักใคร่ทุกคน บัดนี้ขุนนางและราษฎรทั้งปวงเขาเป็นใจกับก๋งจูเปาสิ้นแล้ว ท่านอย่าออกไปเที่ยวเล่นป่านักเลยจะเกิดอันตรายเป็นมั่นคง ถ้าอยู่ในเมืองนี้ก็จงเร่งระวังจงหนัก ถ้าไม่อยู่ก็เร่งหนีไปเสีย ณ เมืองฬ่อกับข้าพเจ้าเห็นจะรอดจากความตาย เจียวก๋งจึงตอบว่าอันท่านย่าและน้องเราจะทำร้ายแล้ว เราก็หารู้แห่งจะคิดถ่ายเทได้ไม่ตามแต่เขาจะทำเถิด ให้ปรากฏไว้ในแผ่นดินว่าเราตายด้วยย่าและน้อง ว่าแล้วจึงสั่งฮกหงวน ก๋งสุนอิว ขุนนางทั้งสองให้ขนเอาหยกอย่างดีกับเงินทองในคลังบรรทุกเกวียนเป็นหลายเล่ม แล้วก็จัดแจงให้เอาเกวียนเงินทองที่บรรทุกไว้นั้นออกไปป่า เจ้าเมืองซองก็พาตองอีจู๋ ฮกหงวน ก๋งสุนอิวขุนนางทั้งสามออกไปเที่ยวเล่นป่า

ฝ่ายนางอ๋องกี๋เซียงฮูหยินแจ้งความว่า เจ้าเมืองซองออกไปป่ามีความยินดีนัก จึงให้หาฮ้อเหงาขุนนางนายทหารผู้ใหญ่มาสั่งว่าท่านจงคุมทหารที่มีฝีมือรีบยกตามเจ้าเมืองซองออกไป ทันเข้าที่ไหนจงจับฆ่าเสีย เมื่อสำเร็จราชการได้บ้านเมืองเป็นของก๋งจูเปาหลานเราแล้ว เราจะชุบเลี้ยงท่านให้เป็นใหญ่กว่าขุนนางทั้งปวง ฮ้อเหงาก็คำนับลาออกมาจัดทหารที่มีฝีมือได้เป็นอันมากแล้ว ก็รีบยกตามเจ้าเมืองซองไป นางอ๋องกี๋เซียงฮูหยินจึงให้หาขุนนางทั้งปวงมาพร้อมกันปรึกษาว่า บัดนี้เจียวก๋งเจ้าเมืองซองหลานเรา ไม่เอาใจใส่ราชการบ้านเมืองเลย มีแต่จะเที่ยวเล่นป่าล่าเนื้อเนืองๆ บัดนี้ก็ให้ขนเอาเงินทองและหยกอย่างดีในคลังบรรทุกเกวียนออกไป คราวนี้เราเห็นหากลับมาเมืองใหม่ อันบ้านเมืองไม่มีใครครอบครองแล้วก็ฉิบหายเสียมั่นคง เราเห็นว่าก๋งจูเปาหลานเรามีใจโอบอ้อมแก่ขุนนางและราษฎร เอาใจใส่ในกิจการแล้วก็มีสติปัญญามากสมควรจะเป็นเจ้าเมืองได้ เราจะตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางทั้งปวงรักใคร่ก๋งจูเปาอยู่สิ้นก็เห็นชอบด้วย จึงพร้อมกันตั้งก๋งจูเปาขึ้นเป็นซองบุนก๋ง

ฝ่ายฮ้อเหงานายทหารเอกยกตามเจ้าเมืองซองไปใกล้จะทันอยู่แล้วเห็นทหารอิดโรยนัก จึงพักทหารหยุดหายเหนื่อยเลี้ยงดูกันเสียงเอิกเกริกไปทั้งป่า ฝ่ายเจ้าเมืองซองครั้นแจ้งความว่า เขายกตามมาจะทำร้ายดังนั้น จึงว่าแก่ฮกหงวน ก๋งสุนอิว ตองอีจู๋ และทหารที่ตามออกไปว่า ทัพเขายกตามมาเป็นอันมาก เพราะย่าและน้องคิดร้าย เราจะต่อสู้ก็พอจะได้แต่หาต้องการไม่ เขาจะทำประการใดก็ตามเถิด ท่านทั้งปวงได้ทำราชการมากับเราก็ช้านานอยู่แล้ว เราไม่มีสิ่งใดจะให้แก่ท่าน ท่านจงเอาเงินทองและหยกอย่างดีที่เราให้บรรทุกเกวียนออกมานี้แบ่งปันกันอย่าได้อาลัยเราเลย จงพากันหนีไปเอาตัวรอดเถิด ขุนนางและทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้น มีความสงสารเจ้าเมืองซองนัก พากันร้องไห้รักเจ้าเมืองซองแล้วจำเป็นจำใจแบ่งปันเงินทองกันต่างคนต่างหนีเข้าป่าไป แต่ตองอีจู๋ผู้เดียวไม่ไป เจ้าเมืองซองขับเป็นหลายครั้ง ตองอีจู๋ว่าท่านมีคุณได้ชุบเลี้ยงข้าพเจ้ามาช้านานแล้ว ยังหาได้แทนคุณท่านไม่ ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะตายด้วยท่านจะเอาชีวิตสนองคุณท่านอย่าขับข้าพเจ้าเลย

ฝ่ายฮ้อเหงายกตามมาทัน เห็นเจียวก๋งกับตองอีจู๋นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ก็ให้ทหารเข้าล้อมจับเจียวก๋งได้ให้เอาไปฆ่าเสีย ตองอีจู๋ก็กอดเจียวก๋งไว้จนพวกทหารเข้าแกะมือออกก็มิฟัง ทหารฮ้อเหงาเงื้อทวนขึ้นจะแทงเจียวก๋ง ตองอีจู๋ก็เอาตัวเข้ารับทวนขอตายก่อน พวกทหารก็แทงเจียวก๋งกับตองอีจู๋ตาย ฝ่ายฮกหงวน ก๋งสุนอิว และพวกทหารทั้งปวงที่ตามเจ้าเมืองซองออกไป หนีเข้าซุ่มซ่อนอยู่ในป่านั้นเห็นเจียวก๋งถึงแก่กรรมแล้วก็ออกมาหาฮ้อเหงาสิ้น ฮ้อเหงาก็พาขุนนางและทหารทั้งปวงกลับเข้าเมือง เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่ซองบุนก๋งและนางอ๋องกี๋ทุกประการ ซองบุนก๋งจึงให้ตั้งตองโตยน้องชายตองอีจู๋ขึ้นเป็นขุนนางแทนที่ตองอีจู๋ผู้ตาย แล้วตั้งฮ้อเหงาขึ้นเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เพลาคํ่าลงวันนั้นฮ้อเหงาป่วยเป็นปัจจุบันตาย ซองบุนก๋งเสียนํ้าใจนัก จึงให้แต่งการฟังศพฮ้อเหงาตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่

ฝ่ายเตียวตุนผู้สำเร็จราชการเมืองจิ้นแจ้งความว่า ก๋งจูเปาฆ่าเจียวก๋งผู้พี่เสียแล้วได้เป็นซองบุนก๋ง ครองสมบัติในเมืองซองดังนั้นมีความขัดเคืองนัก เห็นว่าซองบุนก๋งหาเกรงพระอาญาพระเจ้าจิวคองอ๋องไม่ จึงให้เกณฑ์กองทัพเมืองโอย เมืองติน เมืองเตงทั้งสามหัวเมืองๆ ละห้าพัน เกณฑ์คนในเมืองจิ้นห้าพัน เข้ากันเป็นทหารสองหมื่น ให้ซุนลิมฮูเป็นแม่ทัพยกไปถึงเมืองซอง จึงสั่งทหารให้เข้าล้อมเมืองไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายซองบุนก๋งเจ้าเมืองซองแจ้งความดังนั้นก็ตกใจนัก จึงให้ขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า กองทัพเมืองจิ้นมาบรรจบกับทัพทั้งสองเมืองยกมาล้อมเมืองเราไว้ดังนี้ เราจะคิดป้องกันเป็นประการใด ฮกหงวนจึงตอบว่าเมืองเราเป็นเมืองน้อยที่จะคิดต่อสู้กองทัพเมืองจิ้นและสามหัวเมืองนั้นเห็นเหลือกำลังทหารในเมืองเรานัก ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้นำเครื่องบรรณาการออกไปอ่อนน้อมโดยดี เห็นซุนลิมฮูแม่ทัพจะมีความกรุณามิได้ทำร้ายแก่เมืองเรา เจ้าเมืองซองก็เห็นชอบด้วย จึงแต่งเครื่องบรรณาการให้ฮกหงวนคุมออกไปคำนับซุนลิมฮู ณ ค่าย แจ้งความว่าซองบุนก๋งนายข้าพเจ้าให้แต่งเครื่องบรรณาการออกมาคำนับท่าน ด้วยพึ่งได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ๆ บ้านเมืองก็ยังไม่ราบคาบจึงยังมิได้แต่งเครื่องบรรณาการไปคำนับแก่พระเจ้าเมืองหลวง โทษเจ้าเมืองซองผิดเป็นข้อใหญ่ ขอท่านได้กรุณายกโทษเจ้าเมืองซองเสียครั้งหนึ่งเถิด ตั้งแต่นี้ไป เมืองข้าพเจ้าก็จะเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองหลวงและเมืองท่านสืบไปมิให้ขัดเคืองเลย

ซุนลิมฮูจึงตอบว่า นายท่านเป็นคนไม่ดีฆ่าเจียวก๋งผู้พี่เสียแล้วตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเมืองหากลัวพระราชอาญาไม่ เจ้าเมืองจิ้นจึงให้ยกมากำจัดนายท่านเสีย ฮกหงวนจึงตอบว่าความข้อนี้ข้าพเจ้าแจ้งอยู่หาเป็นดังนั้นไม่ ขุนนางและราษฎรทั้งปวงเห็นว่าเจียวก๋งไม่เอาใจใส่ในกิจราชการบ้านเมือง มีแต่ไปเที่ยวป่าล่าเนื้อเนืองๆ จึงพร้อมใจกันกำจัดเจ้าเมืองซองเสีย ตั้งซองบุนก๋งขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน ซุนลิมฮูได้ฟังก็มิได้ว่าประการใด จึงให้ทหารคุมเอาสิ่งของและข้อราชการขึ้นไปแจ้งแก่เตียวตุน เตียวตุนจึงสั่งให้ยกกองทัพกลับเมือง ซุนลิมฮูจึงว่ากับฮกหงวนว่า ท่านจงกลับเข้าไปบอกแก่นายท่านอย่าให้ปรารมภ์ไปเลย เราไม่ทำร้ายแก่เมืองท่านจะยกกลับไปแล้ว ฮกหงวนได้ฟังมีความยินดีนัก ก็คำนับลาซุนลิมฮูกลับเข้ามาแจ้งความแก่เจ้าเมืองทุกประการ ซุนลิมฮูก็สั่งให้หัวเมืองทั้งสามเลิกทัพกลับเมืองจิ้น

ขณะนั้นเจ้าเมืองเตงเข้าไปคำนับเตียวตุน แล้วต่อว่าเตียวตุนว่าท่านทำการศึกดังนี้เห็นหาพ้นความยากไม่ ด้วยว่าเกณฑ์กองทัพไปทำศึกครั้งใด ต้องซื้อเสบียงอาหารแจกจ่ายกันทุกหมวดทุกกองสิ้นเงินสิ้นทองทุกครั้ง ทหารไปทั้งปวงก็ป่วยการทำมาหากิน ต้องลำบากบอบช้ำด้วยทาง อดกินอดนอนเป็นหลายวันหลายคืน ครั้นตีเมืองได้ก็จะได้เก็บเอาเงินทองสิ่งของมาใช้ค่าเสบียงอาหารที่ซื้อจ่ายแจกกันกิน บัดนี้เจ้าเมืองซองแต่งเครื่องบรรณาการมาหน่อยหนึ่งนิดหนึ่งแล้วว่าจะมาอ่อนน้อมท่านก็เลิกกลับมาเมือง ทำการศึกฉะนี้จะมิพากันฉิบหายเสียหรือ

เตียวตุนจึงตอบว่า เมื่อแรกเราให้ยกไปนั้น ด้วยเข้าใจว่าซองบุนก๋งเป็นคนชั่ว ฆ่าพี่เสียชิงเอาสมบัติในเมืองซอง เราจึงจะให้ไปกำจัด ซองบุนก๋งเป็นคนดีมีสติปัญญามาก ขุนนางและราษฎรทั้งปวงพร้อมใจกันกำจัดเจ้าเมืองเก่าเสีย ตั้งซองบุนก๋งขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน เราจึงให้เลิกทัพกลับมา ท่านอย่าน้อยใจเลย จงยกกลับไปเมืองเถิด เจ้าเมืองเตงได้ฟังดังนั้นให้คิดแค้นเตียวตุนก็ยกกลับไปเมือง ตั้งแต่นั้นมาเจ้าเมืองเตงก็ไปขึ้นเสียกับเมืองฌ้อมิได้ขึ้นกับเมืองจิ้นสืบไป เจ้าเมืองเตงยกกลับไปแล้วทัพเมืองโอยเมืองตินทั้งสองหัวเมืองก็พากันยกกลับไปเมือง

ฝ่ายก๋งจูเซียนหยินเจ้าเมืองเจ๋ คิดแค้นไตหูเปงหงวนอันเป็นคู่ความและกวนต๋งขุนนางผู้เป็นตระลาการ แต่ครั้งแผ่นดินเจ๋ฮวนก๋งผู้บิดา เมื่อเจ๋ฮวนก๋งได้เป็นเจ้าเมืองนั้น ก๋งจูเซียนหยินเป็นความกันกับไตหูเปงหงวนด้วยชิงที่นากัน เจ๋ฮวนก๋งสั่งให้กวนต๋งเป็นตระลาการ กวนต๋งก็พิพากษาไปตามตรง เมื่อความก๋งจูเซียนหยินนั้นแพ้ ก็ปรับไหมให้ที่นาเป็นของเปงหงวน: ก๋งจูเซียนหยินก็ผูกพยาบาทเปงหงวนแต่นั้นมา ครั้นก๋งจูเซียนหยินได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นแล้ว จึงให้ถอดเปงหงวนเสียจากที่ขุนนาง แล้วก็ให้ริบเอาที่นานั้นเสีย ครั้นนานมาเปงหงวนป่วยหนักลงก็ถึงแก่กรรม เปงซกผู้บุตรจึงแต่งการฝังศพบิดาตามสติกำลัง ขุนนางทั้งปวงก็ชวนกันสรรเสริญว่าเปงซกกตัญญูต่อบิดา เจ้าเมืองเจ๋เห็นว่าเปงซกเป็นคนมีสติปัญญาอัธยาศัยมาก จึงตั้งเปงซกขึ้นเป็นขุนนางแทนเปงหงวนผู้ตาย

วันหนึ่งเจ้าเมืองเจ๋ไปเล่นป่า เปงซกก็ตามออกไปด้วย กลับมาทางประตูข้างตะวันออก เห็นกุฏิที่ฝังศพกุฏิหนึ่ง จึงอ่านหนังสือที่จารึกไว้กับกุฏินั้น ก็รู้ว่าเป็นที่ฝังศพเปงหงวน คิดขึ้นมาถึงความหลังยังไม่หายแค้น จึงสั่งทหารให้ขุดเอากระดูกเปงหงวนขึ้นมา ทุบต่อยเสียให้เรี่ยรายไปแล้วจึงถามเปงซกว่าบิดาท่านกระทำความผิด เราจึงให้ทุบต่อยสับฟันทำโทษดังนี้ท่านมีความโกรธแก่เราหรือไม่ เปงซกจึงตอบว่า บิดาข้าพเจ้าทำความผิดให้ท่านขัดเคืองแต่ก่อน ท่านจึงให้ทำตามโทษ อันตัวข้าพเจ้านี้เป็นแต่บุตรคนโทษ ท่านชุบเลี้ยงขึ้นให้เป็นขุนนางนั้นคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าจะโกรธท่านด้วยเหตุอันใด แต่ปากหากว่าไปนํ้าใจเปงซกคิดแค้นเจ้าเมืองเจ๋ยิ่งกว่าใครต่อยศีรษะเปงซกสักร้อยที เจ้าเมืองเจ๋หารู้ท่าเปงซกไม่ จึงสรรเสริญเปงซกว่าเป็นคนดีหาเข้าด้วยบิดาไม่ จึงคืนที่นาของเปงหงวนที่ริบไว้นั้นให้แก่เปงซก เปงซกจึงวอนบิดาข้าพเจ้าทำความผิดท่านก็ทำให้สมกับโทษแล้ว ข้าพเจ้าจะขอเก็บเอากระดูกที่เรี่ยรายอยู่นั้นลงฝังเสียดังเก่าให้ลับตาคน เจ้าเมืองเจ๋ก็ยอมให้เปงซกฝังศพบิดา เปงซกก็เก็บเอากระดูกที่เรี่ยรายอยู่นั้นลงฝังเสียดังเก่า แล้วก็ตามเจ้าเมืองเจ๋กลับเข้ามาเมือง เปงซกคิดพยาบาทจะทำร้ายเจ้าเมืองเจ๋อยู่เป็นนิจ แต่ยังมิได้ช่องก็นิ่งอยู่

เจ้าเมืองเจ๋คิดจะใคร่หาอิสตรีที่รูปงาม ให้จัดลูกสาวขุนนางเข้ามาไว้เป็นอันมากก็ยังมิชอบใจ ขณะนั้นมีผู้มาบอกเจ้าเมืองเจ๋ว่าภรรยาไตหูเหงียมจิดรูปงามไม่มีใครเปรียบถึงสอง ก็คิดจะใคร่ได้มาเป็นภรรยาของตัว ครั้นถึงเทศกาลตรุษ ภรรยาขุนนางทั้งปวงก็แต่งตัวเข้าไปคำนับภรรยาเจ้าเมืองเจ๋ตามธรรมเนียม

เจ้าเมืองเจ๋ก็คอยดูแลภรรยาไตหูเหงียมจิด ครั้นเห็นภรรยาไตหูเหงียมจิดรูปงามก็ชอบใจ สั่งคนสนิทให้คุมภรรยาไตหูเหงียมจิดไว้ข้างใน แล้วเจ้าเมืองเจ๋ก็ออกไปข้างหน้าให้หาไตหูเหงียมจิดมาแล้ว จึงแกล้งกล่าวอุบายว่าภรรยาเราเห็นภรรยาท่านมีความรักใคร่นัก จะใคร่ได้ไว้เป็นเพื่อนพูดจากันตามประสาอิสตรีด้วยกัน ท่านจงเห็นแก่เราให้ภรรยาไว้เถิด

ไตหูเหงียมจิดได้ฟังก็จนใจ มิรู้ที่จะว่าประการใด เจ้าเมืองเจ๋ก็กลับเข้าไปข้างใน เอาภรรยาไตหูเหงียมจิดเลี้ยงไว้เป็นภรรยา ตั้งแต่นั้นมาไตหูเหงียมจิดก็ผูกพยาบาทเจ้าเมืองเจ๋นักคอยจะทำร้ายอยู่ ครั้นถึงเดือนห้าเป็นฤดูร้อน เจ้าเมืองเจ๋คิดจะใคร่อาบนํ้าเล่นในสระซีนตีนอยู่ในทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จึงสั่งเปงซกกับไตหูเหงียมจิดให้จัดแจงล้อเกวียนให้พร้อม เราจะออกไปอาบนํ้าในสระซีนตีน ตัวท่านทั้งสองจงตามเราออกไปด้วย ขุนนางทั้งสองก็คำนับลาออกไป จัดแจงการทั้งปวงตามคำเจ้าเมืองเจ๋สั่ง

ขณะนั้นมีขุนนางผู้หนึ่งเข้าไปคำนับเจ้าเมืองแล้วว่า เปงซกนี้ก็เป็นบุตรเปงหงวน ท่านให้ขุดกระดูกเปงหงวนบิดาเขาขึ้นมาทุบต่อยสับฟัน เห็นเปงซกจะมีใจเจ็บแค้นคอยทำร้ายท่านอยู่ ไตหูเหงียมจิดเล่าท่านก็ข่มเหงเอาภรรยาเขาไว้ ก็มีใจเจ็บแค้นอยู่เหมือนกัน และท่านจะมาไว้ใจให้ขุนนางทั้งสองตามออกไปอาบน้ำเล่นด้วยกัน ข้าพเจ้าเห็นท่านจะมีอันตรายเป็นมั่นคง เจ้าเมืองเจ๋จึงตอบว่า ขุนนางทั้งสองเป็นคนสัตย์ซื่อ เห็นจะมิได้คิดร้ายต่อเรา ท่านอย่าปรารภเลย พอขุนนางทั้งสองเอาเนื้อความมาแจ้งว่าเตรียมพร้อมแล้ว เจ้าเมืองเจ๋ก็ขึ้นขี่เกวียนมีคนตามออกไปประมาณยี่สิบคน ขุนนางทั้งสองก็พาคนสนิทประมาณเก้าคนตามออกไปด้วย ครั้นถึงสระนํ้าซีนตีนแล้ว เจ้าเมืองเจ๋จึงสั่งขุนนางทั้งสองให้คุมคนทำที่ประทับใต้ร่มขอบสระเสร็จแล้ว ก็ลงอาบนํ้าเล่นในสระตามสบาย ครั้นค่อยบรรเทาร้อนแล้วก็ขึ้นจากน้ำจึงสั่งให้ยกโต๊ะมาเสพสุรา เมาแล้วลมพัดเย็นๆ ก็นอนหลับไป

ฝ่ายขุนนางทั้งสองเห็นเจ้าเมืองเจ๋เมาสุรานอนหลับ ก็ชวนกันลงไปอาบน้ำเล่นบ้าง นํ้าใจขุนนางทั้งสองนั้นผูกพันอยู่ที่จะทำร้ายเจ้าเมืองเจ๋ด้วยกัน แต่ไม่รู้แห่งที่จะออกปากได้ด้วยมิไว้ใจกัน ขณะนั้นเปงซกคิดว่าไตหูเหงียมจิดก็มีความแค้นเคืองจะทำร้ายเจ้าเมืองเจ๋อยู่เป็นนิจ แต่ทว่าหาไว้ใจเราไม่ จำเราจะลองดูให้รู้ก่อน คิดแล้วก็หักเอากิ่งไม้น้อยๆ มารำเพลงกระบี่เล่น แล้วฟาดปลายไม้ให้ถูกศีรษะไตหูเหงียมจิด ไตหูเหงียมจิดโกรธจึงว่าแก่เปงซกว่า ท่านดูหมิ่นประมาทไม่เกรงใจแก่เรา แกล้งเอากิ่งไม้ฟาดเอาศีรษะเราดังนี้ เปงซกจึงตอบว่าเรารำเพลงกระบี่เล่นพลั้งไปปลายไม้พอถูกเอาศีรษะท่านเข้าเท่านั้นสิว่าเราประมาทดูหมิ่นเล่า ภรรยาของท่านเป็นที่รักเขายังชิงเอาไว้เป็นภรรยาเขาเสียนั้นก็ไม่โกรธ กลับว่าเราหมิ่นประมาทไม่เกรงใจท่าน จะมาโกรธแค้นเราหาต้องการไม่ ไตหูเหงียมจิดได้ฟังเปงซกแย้มความออกดังนั้นจึงตอบว่า ถึงเจ้าเมืองเจ๋ทำความแค้นชิงเอาภรรยาของเราไว้ก็เป็นที่แค้นอยู่ แต่ทว่าพออดกลั้นได้ด้วยเป็นคนเหมือนกัน ไม่น่าแค้นเหมือนเปงหงวนบิดาท่าน ตายไปเป็นผีแล้วเขายังขุดขึ้นสับฟันเล่นได้ เปงซกจึงตอบว่า ทุกวันนี้เราคอยจะแก้แค้นอยู่เป็นนิจแต่ยังหาคู่คิดมิได้ก็ต้องนิ่งอยู่ก่อน

ไตหูเหงียมจิดจึงถามว่า ท่านจะคิดแก้แค้นอย่างไรเราจะขอร่วมคิดด้วย ท่านอย่าได้รังเกียจกินแหนงเราเลย เปงซกเห็นว่าไตหูเหงียมจิดปลงใจด้วยจึงตอบว่า ที่เราแกล้งฟาดปลายไม้ให้ถูกศีรษะท่านนั้น หวังว่าจะลองใจท่านอย่าถือโทษเราเลยจงให้อภัยเราเถิด ถ้าท่านเป็นใจด้วยกันแล้วการก็จะสำเร็จโดยเร็ว เราออกมาคราวนี้ก็ได้ทีด้วยไม่มีขุนนางตามออกมาเป็นผู้ใหญ่อยู่ก็แต่เราทั้งสอง นอกกว่าเราก็เป็นแต่คนใช้สอยใครจะทำอะไรแก่เราได้ บัดนี้อีก๋งก็เมาสุราหลับอยู่แล้ว เราพากันขึ้นไปเอากระบี่ตัดศีรษะอีก๋งเสีย กลับเข้าไปถึงเมืองจึงเชิญก๋งจูหงวนขึ้นเป็นเจ้าเมืองเจ๋สืบไป ถ้าท่านทำได้ดังคำเราว่าดังนี้จึงจะหายแค้น ท่านก็จะได้ภรรยากลับคืนไปบ้าน

ไตหูเหงียมจิดก็เห็นชอบด้วย จึงพากันรีบขึ้นจากนํ้าย่องเข้าไปจนถึงที่นอน เห็นเจ้าเมืองเจ๋หลับสนิทอยู่ เปงซกจึงแกล้งว่าแก่คนใช้ที่อยู่ที่นั้นว่า ท่านเจ้าเมืองเมาสุราหลับอยู่ดังนี้ตื่นขึ้นก็จะอยากนํ้าร้อน ท่านทั้งปวงจะพากันเฉยเสียนั้นหาชอบไม่ จึงชวนกันออกไปต้มนํ้าร้อนไว้ คนทั้งปวงเกรงขุนนางทั้งสอง จึงพากันออกไปต้มนํ้าร้อนไว้ตามคำเปงซกสั่ง ครั้นคนใช้ออกไปสิ้นแล้ว เปงซกกับไตหูเหงียมจิดก็เข้าไปเอากระบี่ฟันเจ้าเมืองเจ๋ตาย แล้วช่วยกันหามไปทิ้งเสียในรก หิ้วเอาศีรษะไปทิ้งเสียในสระนํ้า แล้วประกาศแก่คนทั้งปวง อีก๋งเจ้าเมืองเจ๋ทำการไม่ชอบ ฆ่าพี่เสียชิงเอาสมบัติตามอำเภอใจ เราจึงฆ่าเสียให้ตายไปตามกัน ก๋งจูหงวนเป็นคนดีมีสติปัญญามาก เราจะตั้งก๋งจูหงวนขึ้นเป็นเจ้าเมือง ท่านทั้งปวงอย่าน้อยใจเราเลย ขุนนางทั้งสองก็พากันกลับเข้าเมือง จึงให้แต่งโต๊ะและสุราเลี้ยงดูกันตามสบาย

และขณะเมื่อเปงซกกับไตหูเหงียมจิดนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกันนั้นมีผู้เอาเนื้อความเข้ามาแจ้งว่า บัดนี้โกเขงกับก๊กกุยฮู ขุนนางทั้งสองคิดกันปรึกษาโทษท่านฆ่าเจ้าเมืองเสีย บัดนี้เกณฑ์ทหารจะให้มาจับท่าน ขุนนางทั้งสองได้ฟังก็ตกใจคิดจะหนีเอาตัวรอด จึงสั่งทหารให้รีบจัดแจงล้อเกวียนบรรทุกสิ่งของและครอบครัวได้พร้อมแล้ว ก็อพยพออกจากเมืองเจ๋ทางประตูทิศใต้ไปอาศัยอยู่เมืองฌ้อ ฝ่ายโกเขงและก๊กกุยฮูคิดจะจับเปงซกและไตหูเหงียมจิดไม่ทันท่วงทีแล้ว ก็พร้อมกันตั้งก๋งจูหงวนขึ้นเป็นฮุยก๋งเจ้าเมืองเจ๋สืบไป ขณะนั้นพระเจ้าจิวคองอ๋องเสวยราชย์ได้ยี่สิบหกปี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ