๖๔

ฝ่ายลวนหยงเมื่อขณะเข้าปล้นเอาเมืองจิ้นได้นั้น หาเห็นงุยสีคุมทหารมาช่วยตามสัญญาไม่ก็สงสัยใจนัก จึงพักทหารอยู่ที่ท้ายตลาดแห่งหนึ่ง แล้วให้คนไปสืบดูก็รู้ว่าเจ้าเมืองจิ้นกับขุนนางทั้งปวงพาราษฎรอพยพไปอยู่เมืองโกกะหยงสิ้น ตัวงุยสีก็กลับใจไปเข้าด้วยเจ้าเมืองจิ้นก็มีความโกรธงุยสีมาก จึงร้องว่าการที่เราทำทั้งนี้เพราะไอ้งุยสีลวงเรา ถ้าเราได้ตัวมาจะฆ่าเสียให้สมความแค้น แล้วพูดจาเอาใจต๊กหยงผู้เป็นทหารเอกของตัวเอง การครั้งนี้ไหนๆ เราได้ทำเกินเข้ามาแล้ว ถึงงุยสีมันจะกลับใจก็ทำเนา แต่ท่านจงเป็นใจทำการด้วยเราโดยสุจริต ถ้าสำเร็จการครั้งนี้บุญคุณของท่านจะมีอยู่กับเราเป็นอันมาก ต๊กหยงจึงว่าครั้งนี้จำจะยกไปตีเมืองโกกะหยงให้ได้จึงจะสิ้นธุระ ข้าพเจ้ากับท่านแบ่งทหารคนละกึ่ง ข้าพเจ้าจะไปตีประตูเฉียงใต้ ท่านจงยกไปตีประตูเฉียงเหนือดูใครจะเข้าได้ก่อน

ฝ่ายสิดโต๋กวยจวย ซึ่งเจ้าเมืองเจ๋ใช้มาช่วยลวนหยงกับจิ๋วโต๋เฮงโก้ยทหารลวนหยง ได้ฟังลวนหยงพูดจาสรรเสริญต๊กหยงผู้เดียว ต่างคนต่างคิดโกรธหาเต็มใจด้วยลวนหยงไม่ทั้งสี่คน ขณะเมื่อลวนหยงยกทัพไปตีเมืองโกกะหยง ครั้งนั้นต๊กหยงแต่งตัวถือกระบี่สองมือ ขี่เกวียนคุมทหารกึ่งหนึ่งยกไปตีประตูเฉียงใต้เมืองโกกะหยง ตัวลวนหยงกับนายทหารสี่คนคุมทหารกึ่งหนึ่งไปตีประตูทิศเหนือ ขณะเมื่อต๊กหยงยกไปถึงประตูเฉียงใต้ครั้งนั้นหามีใครใดจะออกมาต้านทานสู้รบไม่ มีทหารรองของเตียวบู๊สองคนพี่น้อง พี่ชื่อไกหยง น้องชื่อไกซก จึงว่าแก่เตียวบู๊ว่า วันนี้ข้าพเจ้าสองคนพี่น้องจะขออาสาท่านออกรบ จับเอาต๊กหยงผู้มีฝีมือเอกเข้ามาให้ท่าน ท่านจะได้มีความชอบไว้กับเจ้าเมืองจิ้น เตียวบู๊ก็มีความยินดีจึงว่าต๊กหยงผู้นี้มีฝีมือเข้มแข็งนัก ท่านทั้งสองอย่ามีความประมาท ว่าแล้วก็จัดเกวียนให้คนละเล่ม พี่น้องสองคนถือทวนเป็นอาวุธสำหรับมือคนละคัน ขึ้นเกวียนเปิดประตูยกออกไปรบกับต๊กหยง ต๊กหยงเห็นดังนั้นก็ขับเกวียนเข้ารบกันหลายเพลง ต๊กหยงได้ทีเอากระบี่ฟันถูกหลังม้าซึ่งเทียมเกวียนไกหยงล้มลง ฝ่ายม้าซึ่งเทียมเกวียนไกซกก็พลอยตื่นวุ่นวายขึ้น แอกเกวียนหักด้วยกันทั้งสองเล่ม ไกหยงไกซกสองคนกระโดดลงจากเกวียนวิ่งเข้ารุมแทงต๊กหยง ต๊กหยงก็เอากระบี่ฟันไกซก ไกซกรับด้วยทวน ทวนขาดสองท่อน ได้แต่ด้ามทวนติดมืออยู่ก็หนีต๊กหยง ต๊กหยงก็ฟันซ้ำถูกไกหยงล้มลงแล้วก็ขับเกวียนไล่ตามไกซกไป ไม่ทันก็กลับมาหมายจะตัดศีรษะไกหยง พอพวกทหารไกหยงมาเอาตัวไกหยงหนีเข้าไปในเมือง ต๊กหยงก็ไปยืนร้องท้าทายอยู่ที่หน้าเมืองว่าผู้ใดมีฝีมือดีก็เร่งออกมาสู้กับเรา ครั้นรออยู่ครู่หนึ่งไม่เห็นผู้ใดออกมาก็กลับเกวียนมาค่ายกำชับทหารว่า ท่านทั้งปวงจงเตรียมตัวไว้ให้พร้อม รุ่งขึ้นเราจะเข้าหักเอาเมืองให้จงได้ เพลาคํ่าวันนั้น ไกหยงซึ่งถูกอาวุธก็ถึงแก่กรรม เตียวบู๊ก็ร้องไห้รักเป็นอันมาก

ไกซกว่าเพลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะขออาสาออกไปแก้แค้นแทนพี่ข้าพเจ้า จะตายก็ไม่เสียดายกับชีวิต ซุนหงอจึงว่าท่านทั้งปวงอย่าเพิ่งดูถูกต๊กหยง ต๊กหยงคนนี้มิใช่ชั่ว ทหารดีเรามีอยู่สองคนยกของได้ถึงพันชั่ง ชื่อผวนก๋งผวนเก๋ง อนึ่งคํ่าวันนี้เราช่วยกันรักษาค่ายมั่นไว้ เพลาพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะหาผวนก๋งผวนเก๋งมาให้ออกไปช่วยไกซกรบต๊กหยง ทั้งสามคนเห็นจะเอาชัยชนะได้

ครั้นรุ่งขึ้นซุนหงอก็ให้คนไปหาตัวผวนก๋งผวนเก๋งมา เตียวบู๊เห็นรูปร่างผวนก๋งผวนเก๋งโตใหญ่ก็ดีใจจึงจัดเกวียนให้พี่น้องคนละเล่ม ผวนก๋งถือทวนเป็นอาวุธ ผวนเก๋งเป็นน้องถือดาบสองมือ ก็ชวนไกซกขึ้นเกวียนยกออกไปรบกับต๊กหยง ต๊กหยงเห็นดังนั้นก็ขึ้นเกวียนคุมทหารออกมารบกับทหารเมืองจิ้นทั้งสามนาย ต๊กหยงได้ทีก็เอากระบี่ฟันเกวียนผวนเก๋งหักทลาย ผวนเก๋งตกใจก็โดดลงจากเกวียนหนี ต๊กหยงก็ฟันซ้ำไปถูกผวนเก๋งตัวขาดสองท่อนตาย ผวนก๋งก็โกรธขับเกวียนจะเข้ารบ เห็นต๊กหยงมีกำลังเพลงกระบี่ก็ว่องไวก็ไม่อาจจะเข้าใกล้ ซุนหงอยืนดูอยู่บนเชิงเทินเห็นผวนเก๋งตาย กลัวทหารทั้งสองจะเสียทีก็ตีม้าล่อให้กลับ ผวนก๋งหนึ่ง ไกซกหนึ่งก็ถอยเกวียนหนีเข้าเมือง ต๊กหยงก็เลิกกลับไปค่าย

ฝ่ายเตียวบู๊ ซุนหงอ ขุนนางสองคน ครั้นแต่งทัพออกรบต๊กหยงสองเพลา เสียทหารเอกถึงสองคนก็เสียใจ จึงเข้าไปแจ้งความกับหวมบ๊อง หวมบ๊องจึงว่า ท่านทั้งสองนี้แต่คิดเอาชัยชนะต๊กหยงคนเดียวก็ไม่ได้ เมื่อไรจะจับตัวลวนหยงได้เล่า ขณะนั้นในเมืองโกกะหยงมีคนโทษอยู่คนหนึ่ง แซ่โปยชื่อป้า เดิมเป็นทหารเอกของตูงั้นกัว ตูงั้นกัวเป็นขบถเจ้าเมืองจิ้นฆ่าเสีย โปยป้าคนนี้ต้องเป็นโทษอยู่ในเรือนจำ ครั้นอยู่มาขอทุเลาผู้คุมออกเดิน ได้มาฝากตัวให้หวมบ๊องใช้สอย ขณะเมื่อเตียวบู๊กับซุนหงอเอาความต๊กหยงไปแจ้งกับหวมบ๊อง โปยป้านั่งอยู่นั่นด้วย จึงคิดว่าทำไมฝีมือต๊กหยงเราพอจะสู้ได้อยู่ ครั้นคํ่าลงหวมบ๊องเข้าไปในห้องจุดเทียนนั่งอยู่บนเก้าอี้คิดวิตกด้วยการที่จะรบกับต๊กหยง โปยป้าเห็นหวมบ๊องไม่สบายจึงเข้าไปคำนับแล้วว่า ซึ่งท่านตรึกตรองมิได้นอนหลับฉะนี้ด้วยจะคิดสู้รบกับต๊กหยงหรือ

หวมบ๊องได้ฟังโปยป้ามาถามถูกกับที่คิดวิตกอยู่นั้นก็ยินดีนัก จึงว่าเราลืมท่านเสียทีเดียว บัดนี้เราคิดขึ้นได้ว่าท่านนี้มีฝีมือเป็นทหารเอกของตูงั้นกัวคงจะสู้ต๊กหยงได้ ท่านจงอาสาเราไป แม้นสำเร็จจะปูนบำเหน็จท่านให้ถึงขนาด โปยป้าได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ข้าพเจ้าอยู่ในเวรจำถึงจะมีฝีมือและความคิดสักเท่าใดก็จะสู้เขามิได้ แม้นท่านกรุณาลบชื่อข้าพเจ้าในบัญชีที่จดเสีย ก็คงจะสนองคุณอาสาท่านออกไปรบคิดอ่านฆ่าต๊กหยงเสียให้จงได้ หวมบ๊องได้ฟังดังนั้นจึงว่า แม้นท่านออกไปรบฆ่าต๊กหยงตายแล้ว เราจะช่วยทูลความชอบให้เจ้าเมืองจิ้นถอดท่านให้พ้นโทษ แล้วจะให้ตั้งท่านเป็นทหารเอก

โปยป้าจึงว่า ท่านว่านี้ข้าพเจ้ายังนึกกริ่งเกรงอยู่ว่ากลัวจะมิเหมือนยังถ้อยคำท่าน หวมบ๊องเห็นโปยป้ายังสงสัยอยู่ดังนี้ จึงสาบานว่าถ้าเราพูดมิจริง ขอให้เราสิ้นชีวิตตามพระอาทิตย์ตกในเพลาเย็นนี้เถิด ท่านอย่าได้นึกแคลงเราเลย อันท่านจะออกไปรบกับต๊กหยงนี้ จะต้องการทแกล้วทหารมากน้อยสักเท่าใด โปยป้าจึงว่า เมื่อต๊กหยงอยู่ในเมืองจิ้นได้ชอบพอแก่ข้าพเจ้า ได้เห็นฝีมือและความคิดว่าเป็นคนใจเร็ว จะทำสิ่งใดก็มิได้ตรึกตรองมีแต่โทโส ถือตัวว่ามีฝีมือดีกว่าคนทั้งปวง ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเอาทแกล้วทหารและเกวียนออกไปนั้นเห็นจะป่วยการเสียเปล่าหาต้องการไม่ ข้าพเจ้าจะอาสาไปแต่ผู้เดียว จะเอาศีรษะต๊กหยงมาให้ท่านจงได้ หวมบ๊องนึกแคลงใจอยู่ว่า ซึ่งท่านจะไปผู้เดียวนั้นเราเห็นท่านจะหากลับมาเหมือนคำท่านสัญญาไม่

โปยป้าจึงว่ามารดาข้าพเจ้าอายุได้ถึงเจ็ดสิบปีแล้ว ภรรยาและบุตรก็อยู่ในเมืองนี้ ซึ่งข้าพเจ้าจะละไว้นั้นท่านอย่าสงสัยเลย แล้วก็สาบานให้ว่า แม้ข้าพเจ้าจะคิดหนีท่านแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าตายด้วยคมอาวุธเถิด หวมบ๊องได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะขึ้นแล้วว่าครั้งนี้คงจะสำเร็จที่คิดไว้ ท่านจงไปหลับนอนเสียให้สบายก่อน ต่อรุ่งเช้าจึงค่อยออกไปรบด้วยต๊กหยง แล้วหวมบ๊องก็นอนตรึกตรองจนหลับไป ครั้นเช้าขึ้นโปยป้าก็มาหาหวมบ๊อง หวมบ๊องก็ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงโปยป้าแล้วจึงให้เสื้อเกราะกับหมวกสำรับหนึ่ง โปยป้าก็รับสิ่งของออกมาแต่งตัวถือกระบองทองแดงหนักห้าสิบสองชั่ง เอวนั้นเหน็บกระบี่สำหรับรบเดินเข้ามาหาหวมบ๊อง หวมบ๊องจึงว่าซึ่งท่านออกไปรบครั้งนี้เราจะคอยท่าฟังข่าวอยู่ ท่านออกไปรบขอให้สำเร็จเหมือนท่านคิดไว้เถิด แล้วก็จัดแจงเกวียนรบให้กับโปยป้าขี่เล่มหนึ่ง ตัวหวมบ๊องก็ขึ้นเกวียนไปส่งจนถึงประตูด้านใต้

ฝ่ายเตียวบู๊กับซุนหงอก็ออกมารับหวมบ๊องแล้วถามว่า ซึ่งท่านมานี้ด้วยธุระประการใดหรือ หวมบ๊องจึงว่าเราได้ทหารมาคนหนึ่งชื่อโปยป้ามีกำลังและฝีมือจะอาสาออกไปสู้กับต๊กหยง คงจะมีชัยชนะเป็นแน่ ขณะเมื่อพูดกันอยู่นั้นต๊กหยงเข้ามาร้องเรียกที่เชิงกำแพงเมืองว่า ใครดีก็ออกมาสู้รบให้เห็นฝีมือกัน หวมบ๊องกับขุนนางทั้งปวงได้ยินดังนั้นยังมิทันจะว่าประการใด โปยป้าก็ขึ้นไปบนเชิงเทินร้องไปว่า ท่านลืมเราเสียแล้วหรือ เราชื่อโปยป้า ต๊กหยงได้ฟังดังนั้นจึงว่าเราจำได้อยู่ ท่านหรือรับอาสาเจ้าเมืองจิ้นจะมารบกับเรา เราเห็นว่าศีรษะท่านจะไม่ติดอยู่กับตัว จงกลับไปลาญาติของท่านเสียก่อนจึงค่อยมารบกัน โปยป้าได้ฟังดังนั้นนึกโกรธอยู่แต่อดไว้แกล้งหัวเราะแล้วจึงว่า ซึ่งท่านว่าศีรษะเราจะไม่ติดอยู่กับตัวเรานั้น เราเห็นว่าจะได้กับตัวท่านเสียอีก ซึ่งท่านชนะทหารเมืองจิ้นไปสองครั้งนั้นใช่ว่าทหารเมืองจิ้นจะสิ้นเท่านั้นละหรือ ท่านกับเราทั้งสองมารบกันให้เห็นกำลังและฝีมือไว้ ทหารทั้งปวงจะได้ดูเล่นตามสบาย

ต๊กหยงได้ฟังดังนั้นก็สั่งทหารทั้งปวงถอยออกไปให้ห่างแล้วกวักมือเรียกโปยป้าว่า ท่านจงลงมารบกับเรา โปยป้าก็ลงมาจากเชิงเทินขึ้นขี่เกวียนเปิดประตูเมืองออกไปรบกับต๊กหยงได้ยี่สิบเพลง โปยป้าจึงคิดว่าต๊กหยงมีกำลังจะสู้ซึ่งหน้ามิได้ พอแลเห็นเนินดินที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง จึงอุบายบอกกับต๊กหยงว่าเราปวดท้องขี้นัก ท่านจงให้เราหยุดไปขี้เสียก่อนจึงค่อยมารบให้ถึงแพ้และชนะ ต๊กหยงไม่หยุดโปยป้าก็ลงจากเกวียนวิ่งหนีกระโดดข้ามเนินไปแอบต้นไม้อยู่ ต๊กหยงเห็นดังนั้นก็ไล่ข้ามเนินดินเกินโปยป้าไป โปยป้าก็เอากระบองตีต๊กหยงถูกศีรษะแตกล้มลง จึงชักกระบี่ออกจากฝักเข้าไปจะตัดศีรษะ ต๊กหยงก็ถีบเอาโปยป้าถูกอกจนเสื้อขาด โปยป้าก็เอากระบี่ตัดเอาศีรษะหิ้วกลับมา หวมบ๊องเห็นดังนั้นก็เปิดประตูรับโปยป้า โปยป้าก็เอาศีรษะต๊กหยงเข้าไปคำนับส่งให้หวมบ๊อง หวมบ๊องก็ให้ไกซกผวนก๋งคุมทหารไปตีค่ายต๊กหยงแตก ไล่ฆ่าฟันทหารต๊กหยงตายเป็นอันมาก ที่จับเป็นได้ก็มาก ที่เหลือนั้นก็พากันหนีไปหาลวนหยง

ฝ่ายลวนหยงตั้งแต่ได้ข่าวว่าต๊กหยงมีชัยชนะทหารเมืองจิ้นถึงสองครั้งก็มีใจกำเริบขึ้น จึงปรึกษากันจะเข้าตีเมืองด้านเหนือ พอทหารเข้ามาบอกว่าต๊กหยงออกไปรบกับโปยป้าตายเสียแล้ว ลวนหยงเสียดายนักก็ร้องไห้รักต๊กหยงเป็นอันมาก แล้วจึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่าจะยกเข้าตีเมืองในเพลาวันนี้ ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด ทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่ ลวนงักจึงว่าต๊กหยงก็ตายแล้ว ท่านกับข้าพเจ้าก็จะตายเหมือนกัน เราช่วยกันระดมตีเอาเมืองให้แตกในเพลาวันนี้ให้จงได้ ถึงจะตายก็ให้ลือชื่อไว้ในแผ่นดิน ลวนหยงก็เห็นชอบด้วยจึงตระเตรียมทแกล้วทหารพร้อมแล้ว พอเพลาสามยามก็ยกเข้าไปถึงเชิงกำแพง ให้ทหารเอาไฟเผาประตูเมืองด้านเหนือ ฮันบูขีกับฮันคี้ก็ให้ทหารรบต้านทานไว้ เห็นจะสู้มิได้ก็ถอยเข้ามาตั้งอยู่ประตูชั้นใน ลวนหยงก็ให้ทหารตั้งอยู่ประตูชั้นนอก

ฝ่ายหวมบ๊องรู้ว่าลวนหยงตีประตูด้านเหนือชั้นนอกได้ก็ตกใจ จึงให้งุยสีไปรักษาประตูด้านใต้แทนซุนหงอ ให้ซุนหงอยกทหารไปช่วยฮันบูขีป้องกันประตูด้านเหนือ งุยสีก็ไปตามหวมบ๊องสั่ง ซุนหงอก็มายังประตูด้านเหนือ จึงให้เอาหนังกระบือแช่นํ้าไว้เป็นอันมาก ลวนหยงก็ให้ทหารเอาไฟเผาประตูชั้นในเข้าอีก ซุนหงอก็ให้ทหารเอาหนังกระบือที่แช่นํ้าไว้นั้นดับไฟ ลวนหยงเห็นจะหักเอามิได้ก็ให้ทหารถอยออกมา แต่ลวนหยงเข้าหักเอาประตูเมืองเป็นหลายครั้งหาได้ไม่ก็ถอยมาตั้งมั่นอยู่ หวมบ๊องจึงให้หวมเอี๋ยงกับโปยป้ายกทหารออกทางประตูทิศใต้ไปตีกระหนาบหลังลวนหยง หวมเอี๋ยงจึงว่าข้าพเจ้าเป็นเด็กอยู่จะขอเอาธงอาญาสิทธิ์ไปด้วยจะได้ว่าคนสิทธิ์ขาด หวมบ๊องก็อนุญาตให้ หวมเอี๋ยงก็คำนับลาไป เมื่อออกจากประตูเมืองนั้นจึงร้องประกาศกับทหารทั้งปวงว่า การศึกครั้งนี้อย่าให้ท่านย่อท้อถอยหลัง จงตั้งใจรบจะมิให้ท่านทั้งปวงตายดอก เราจะตายแต่ผู้เดียว ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นก็มีใจรักหวมเอี๋ยงเป็นอันมาก หวมเอี๋ยงก็ให้ทหารรีบไป

ฝ่ายลวนหยงตั้งอยู่ในค่ายนึกว่าถ้ามีทหารมาตีกระหนาบหลังไว้ เห็นเราจะสู้มิได้ จึงให้ลวนหังเอาเกวียนเหล็กร้อยเล่มไปตั้งล้อมประตูเมืองไว้ หวังมิให้กองทัพในเมืองยกออกมารบได้แล้วลวนหังก็จัดทหารให้อยู่รักษาเกวียนเป็นอันมาก ฝ่ายหวมเอี๋ยงยกทหารมาถึงค่ายลวนหยง ก็สั่งทหารให้ตีกระหนาบหลังเข้ามา

ฝ่ายลวนงักเห็นทหารในเมืองตีออกมา ได้ยินเสียงทหารรบอื้ออึงขึ้นข้างนอกเมือง จึงรู้ว่าหวมเอี๋ยงยกตีเข้ามาแล้ว สั่งทหารให้เปิดประตูเมืองยกทหารออกไป หวังจะรบกระหนาบลวนหยง พอพบเกวียนเหล็กอยู่ที่ประตูเมืองเห็นจะตีออกไปมิได้ก็ให้หยุดทหารลงไว้ ฝ่ายลวนงักเห็นทหารในเมืองตีออกมามิได้จึงสั่งให้ทหารของตัวร้องว่า ท่านจงเตรียมเชือกไว้ให้มาก ถ้าเรายิงเกาทัณฑ์ไปถูกข้าศึกตายแล้วก็แล้วไป ถ้าไม่ตายจงจับมัดมาให้เราจงได้ แล้วก็ขับเกวียนตีเข้าไปในค่ายหวมเอี๋ยง ลวนงักยิงเกาทัณฑ์คล่องทั้งซ้ายขวาถูกทหารหวมเอี๋ยงตายเป็นอันมาก พอแลเห็นโปยป้าขี่ม้าเกวียนตีมาด้านหนึ่ง จึงร้องว่าอ้ายคนนี้แลฆ่าต๊กหยงทหารเอกของกูตาย กูจะเอาชีวิตมึงเสียให้จงได้ แล้วแลไปเห็นหวมเอี๋ยงคุมทหารขับเกวียน ลวนงักได้ยินดังนั้นก็ตกใจ เหลียวซ้ายเหลียวขวาหาระวังเกวียนไม่ กำลังม้าเทียมเกวียนควบไล่หวมเอี๋ยงไปยั้งมิทัน เกวียนเกยขอนไม้ล้มลงลวนงักก็พลัดตกจากเกวียน โปยป้าเห็นดังนั้นก็ขับเกวียนตรงเข้ามาเอาทวนแทงถูกลวนงักตาย ลวนหังเห็นเขาแทงลวนงักพี่ชายตายแล้วก็ขับเกวียนหนีเอาตัวรอด

ฝ่ายลวนหยงรักษาค่ายอยู่ ครั้นแจ้งว่าลวนงักตายก็เสียใจร้องไห้รักเป็นอันมาก ซุนหงอเห็นทหารลวนหยงกระจัดกระจายไป เห็นได้ทีก็ให้ทหารเข้าลากเกวียนเหล็กซึ่งล้อมอยู่นั้นพอเป็นทางออกไป ก็ให้ทหารตีกระหนาบค่ายลวนหยงเป็นสามารถ ลวนหยงเห็นจะต้านทานมิได้ก็พาลวนหังผู้หลานหนีไปเมืองซกอัก อ้อมไปทิศใต้พบงุยสีตั้งสกัดอยู่ ลวนหยงเห็นดังนั้นกำลังแค้นงุยสีจนนํ้าตาตกแล้วร้องว่า วันนี้ก็เป็นวันตายของเราแล้ว ขอท่านจงเอ็นดูคิดถึงความซึ่งเรารักท่านและความเชื่อท่านแต่หนหลังจงเอาอาวุธใส่ฝักเสีย ละให้เราไปตายด้วยคมอาวุธผู้อื่นหน่อยเถิด งุยสีได้ฟังดังนั้นก็มีความละอาย เปิดทางให้ลวนหยงลวนหังไป ณ เมืองซกอัก

ฝ่ายสิดโต๋กับกวยจวย ครั้นกองทัพพวกตัวแตกแล้วก็หานึกว่าจะกลับไปเมืองเจ๋ไม่ ด้วยกลัวเจ้าเมืองเจ๋จะเอาโทษ สิดโต๋ก็หนีออกไปอาศัยอยู่เมืองโอย กวยจวยไปอยู่เมืองจิ้น ฝ่ายเตียวบู๊กับหวมบ๊องครั้นแจ้งว่างุยสีเปิดทางให้ลวนหยงหนีไปได้ก็ไปต่อว่า ซึ่งท่านกระทำการครั้งนี้หมายจะเอาบำเหน็จความชอบ จะให้มีชื่อไว้ในแผ่นดินชั่วลูกหลาน เหตุใดท่านจึงไม่จับลวนหยง ปล่อยให้ไปเสียครั้งนี้ ถ้าเจ้าเมืองจิ้นรู้จะมิเป็นโทษใหญ่หรือ

งุยสีจึงตอบว่า ลวนหยงเสียทีหนีไปครั้งนี้เปรียบเหมือนปลาอยู่ในจั่นยังแต่จะตาย ถึงรอดไปครั้งนี้ใช่จะพ้นฝีมือพวกเราไปหามิได้ จะเอาตัวเมื่อใดก็จะได้เมื่อนั้น ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าบิดามารดาปู่ย่าตายายได้มีความชอบกันมาหลายชั่วหาได้ทำอันตรายต่อกันไม่ ข้าพเจ้าจึงปล่อยให้ไปเพราะความข้อนี้แล้วแต่จะโปรด หวมบ๊องได้ฟังดังนั้นก็หาตอบประการใดไม่ จึงว่ากับหวมเอี๋ยงผู้บุตรว่า ซึ่งลวนหยงทำการขบถทั้งนี้อาศัยกำลังไพร่พลเสบียงอาหารในเมืองซกอัก ซึ่งแตกไปครั้งนี้ไหนจะไปอยู่เมืองอื่น ก็คงจะกลับไปอยู่ซกอัก ท่านจงคุมเกวียนสามร้อยเล่มให้ซุนหงอเป็นทัพหน้า ท่านเป็นทัพหลวงยกไปตีเมืองซกอักจับตัวลวนหยงมาให้จงได้ สั่งแล้วหวมบ๊องก็เข้าไปเชิญจิ้นเปงก๋งยกครอบครัวกลับไปอยู่เมืองจิ้นดังเก่า แล้วหวมบ๊องจึงเสนอความชอบโปยป้าว่าตัวโปยป้าเป็นคนโทษอยู่ก็จริง แต่ครั้งนี้มีความดีเป็นอันมาก ขอท่านจงชุบเลี้ยงเขาให้สมควร

จิ้นเปงก๋งจึงว่า ความชอบของโปยป้าครั้งนี้ประหลาดกว่าความชอบคนทั้งปวง จำเราจะบำเหน็จรางวัลให้ประหลาดจึงจะควร แล้วสั่งให้เอาสมุดบัญชีซึ่งจดรายชื่อคนโทษซึ่งโปยป้าอยู่ในเล่มใดก็ให้ยกโทษให้กับโปยป้าทั้งเล่มนั้น แล้วให้ตั้งโปยป้าเป็นทหารด้วย

ฝ่ายเจ๋จงก๋งเจ้าเมืองเจ๋ขณะเมื่อจัดให้ทหารไปช่วยลวนหยงตีเมืองจิ้นครั้งนั้นแล้ว ตัวก็จัดกองทัพหมายจะยกไปซ้ำเติมชิงเอาเมืองจิ้นให้อยู่ในอำนาจเมืองเจ๋ จึงให้กงซุนหุยเป็นแม่ทัพ ซินเซียงงูเป็นยกกระบัตร จิ๋วโต๋กับเฮงโก้ยสองคนเป็นทัพหน้า เอียนหลีเป็นทัพหลัง ตัวเจ๋จงก๋งเป็นทัพหนุน เกียกือ เปียสู เป็นปีกขวาซ้าย ได้ฤกษ์ดีก็ยกมาทางเมืองโอยหมายจะตีเอาที่ตำบลอุยเต้ให้เป็นฤกษ์ไว้ก็ไม่สมความคิด ด้วยทหารเขารักษากวดขันอยู่ก็ยกเลยไปเมืองจิวโก๋ซึ่งเป็นตำบลน้อยขึ้นกับเมืองจิ้น ล้อมอยู่สามวันก็ได้เมืองจิวโก๋ แล้วเจ๋จงก๋งจึงแบ่งเป็นสองกองๆ หนึ่งให้ก๋งซุนหยูเป็นแม่ทัพไปข้างซ้ายตำบลเบงบุน เจ๋จงก๋งยกไปตำบลกิสันกำหนดให้เข้าพร้อมกันที่ท้ายหางสัน ครั้นยกเข้าไปถึงท้ายหางสันแล้ว เจ๋จงก๋งก็พาคนสนิทขึ้นไปบนเขาท้ายหางสัน และดูท่าทางซึ่งจะเข้าไปเมืองจิ้นนั้น กำลังปรึกษากันอยู่พอมีผู้เอาเนื้อความมาแจ้งว่า กองทัพลวนหยงซึ่งไปตีเมืองจิ้นนั้นแตกหนีไปอยู่เมืองซกอัก แล้วกองทัพเมืองจิ้นก็ยกมาล้อมตำบลซกอักไว้หมายจะจับตัวลวนหยงให้จงได้ เจ๋จงก๋งได้แจ้งดังนั้นก็เสียนํ้าใจ จึงว่าการครั้งนี้เห็นเราจะป่วยการเสียเปล่า แล้วก็สั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองเจ๋ไปทางเมืองกำตั๋น เจ๋จงก๋งเลิกทัพมาครั้งนั้นหาเป็นกระบวนทัพไม่

ฝ่ายเตียวเสงซึ่งรักษาเมืองกำตั๋นอยู่ ครั้นทัพเมืองเจ๋ยกมาไม่เป็นกระบวน ก็จัดทหารซึ่งเข้มแข็งคุมกันออกไปโจมตีกองทัพเอียนหลีซึ่งเป็นกองหลังแตกกระจัดกระจาย ตัวเอียนหลีก็ตายในที่รบ เจ๋จงก๋งแจ้งดังนั้นก็เสียนํ้าใจให้รีบยกกองทัพกลับไปเมืองเจ๋ เจ๋จงก๋งยกทัพจะไปตีเมืองจิ้นครั้งนั้นเพราะโลภอยากได้เป็นประมาณ หาทันพิจารณาไม่ เสียทหารใหญ่สองคนคือเฮงโก้ยนั้นงูขบตายคนหนึ่ง เอียนหลีตายในที่รบคนหนึ่ง

ฝ่ายหวมเอี๋ยงกับซุนหงอ ซึ่งหวมบ๊องใช้ให้ไปจับตัวลวนหยงที่ตำบลซกอักนั้น ก็เกณฑ์ทหารเข้าล้อมเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน แต่เข้าหักเอาเมืองก็หลายครั้งหาได้ไม่ ก็ตั้งล้อมเมืองไว้ประมาณเดือนเศษจนเสบียงอาหารในเมืองก็ขัดสนลง สูง้อเห็นจะรักษาเมืองไว้มิได้ก็เชือดคอตายเสีย คนทั้งปวงครั้นรู้ว่าสูง้อตายแล้วก็เปิดประตูรับกองทัพเข้าไปในเมือง หวมเอี๋ยงซุนหงอก็เข้าไปในเมืองพากันไปล้อมบ้านลวนหยงไว้ ให้ทหารเข้าไปค้นจับตัวลวนหยงได้ ก็ให้ใส่กรงขังไว้บนเกวียน ลวนหยงจึงคิดว่าถ้าเดิมเราเชื่อซินยูแล้วหาได้ความลำบากถึงเพียงนี้ไม่

ฝ่ายลวนหังเมื่อกองทัพเข้าเมืองได้นั้น ก็วิ่งขึ้นบนเชิงเทิน กระโดดจากกำแพงหนีไปเมืองซอง หวมเอี๋ยงจึงปรึกษากับซุนหงอว่าถ้าเราเอาตัวลวนหยงไปเมืองจิ้น เห็นเจ้าเมืองจิ้นจะเสียอ้อนวอนลวนหยงมิได้ก็จะปล่อยเสีย ลวนหยงก็จะเป็นคู่พยาบาทกันกับเราหาต้องการไม่ เราจำจะคิดฆ่าลวนหยงเสีย ท่านจะคิดเห็นเป็นประการใด ซุนหงอจึงว่าซึ่งท่านว่านี้ควรแล้ว หวมเอี๋ยงก็สั่งคนสนิทให้ลอบไปฆ่าลวนหยงเสียในเพลาวันนี้ คนสนิทก็ไปทำตามถ้อยคำหวมเอี๋ยงสั่งทุกประการ หวมเอี๋ยงกับซุนหงอก็ยกกองทัพกลับไปเมืองจิ้น เข้าไปคำนับจิ้นเปงก๋งแจ้งความทุกประการ จิ้นเปงก๋งก็มีความยินดี จึงให้มีหนังสือไปแจกกับหัวเมืองทั้งปวงว่า ลวนหยงคิดขบถเราจับฆ่าเสียแล้ว หัวเมืองทั้งปวงรู้ดังนั้นก็จัดแจงเครื่องบรรณาการมาถามข่าวจิ้นเปงก๋ง จิ้นเปงก๋งก็ดีใจ หวมบ๊องจึงว่ากับจิ้นเปงก๋งว่า ข้าพเจ้าก็แก่แล้วจะขอออกเสียจากที่ จิ้นเปงก๋งก็ยอมให้ จึงตั้งเตียวบู๊เป็นผู้สำเร็จราชการแทนที่ต่อไป

ฝ่ายเจ๋จงก๋งไปตีเมืองจิ้นหาได้ไม่ ยกทัพกลับมาตั้งอยู่นอกเมือง จึงคิดว่าเมื่อเราไปทำศึกกับเมืองจิ้นนั้น เมืองกี๋ก็ลอบมาตีเอาเขตแดนของเราจำเราจะไปตีเอาเมืองกี๋แก้แค้นเสียให้ได้จึงจะสิ้นเสี้ยนหนาม แล้วก็จัดทหารจะไปตีเมืองกี๋ จึงให้เกวียนกับทหารเอกทั้งปวงคนละห้าเล่ม เกียกือจึงว่าคนในเมืองเจ๋นี้คนมีฝีมืออยู่สองคนชื่อกีหลงหนึ่ง ฮัวจิวหนึ่ง ขอท่านให้เอาตัวมาเลี้ยงไว้เป็นทหารเถิด เจ๋จงก๋งก็ให้ไปหาตัวกีหลงกับฮัวจิวมา จึงให้เกวียนเล่มหนึ่งแล้วว่า ท่านจงอยู่ทำราชการด้วยเราเถิด ฮัวจิวกับกีหลงก็คำนับลาออกมา จึงปรึกษากันว่าอันเจ๋จงก๋งให้เกวียนแก่ทหารทั้งปวงคนละห้าเล่ม แต่เราสองคนให้เล่มเดียวจะรบกับผู้ใดได้ จะมิกีดกันอยู่หรือแกล้งจะให้เราอายกับขุนนางทั้งปวง ซึ่งจะทำราชการด้วยท่านหาต้องการไม่

กีหลงจึงว่าซึ่งท่านว่านี้ก็ชอบอยู่แต่จะไปปรึกษากับมารดาเราเสียก่อน ก็ไป ณ บ้าน เข้าไปคำนับแจ้งความทั้งปวงให้มารดาฟังทุกประการ มารดาได้ฟังจึงด่ากีหลงว่าเองเป็นคนชั่วโฉดหามีกตัญญูไม่ เมื่อยังไม่มีความชอบจะเอาเกวียนเป็นห้าเล่มเอ็งจะขี่อย่างไร ไม่อายกับคนทั้งปวงหรือ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินของเจ๋จงก๋งชอบแต่จะสนองคุณจึงจะควร นี่เอ็งเป็นคนหากตัญญูไม่ จงไปเสียอย่ามาอยู่กับกู กีหลงเห็นมารดาโกรธจึงว่า มารดาว่าทั้งนี้ข้าพเจ้าจะทำตามแล้วก็คำนับลามาหาฮัวจิว แจ้งความซึ่งมารดาว่าให้ฟังทุกประการ ฮัวจิวได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าแต่ผู้หญิงยังมีกตัญญู นี่เป็นชายชาติทหารหาควรที่จะโกรธเจ๋จงก๋งไม่ ก็กลับมายังที่เจ๋จงก๋ง เจ๋จงก๋งก็ให้กองซุนหุยเป็นนายทัพคุมทหารเอกที่ได้เกวียนมาคนละห้าเล่มกับทหารเลวสามพัน กีหลงกับฮัวจิวจึงเข้าไปว่ากับเจ๋จงก๋งว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาเป็นทัพหน้ายกไปครั้งนี้ เจ๋จงก๋งจึงว่า ซึ่งท่านจะเป็นทัพหน้าไปนั้นท่านจะต้องการทหารสักเท่าใด

กีหลงกับฮัวจิวจึงว่า ข้าพเจ้ามาอาสาท่านแต่สองคนเท่านั้น หาต้องการสิ่งใดไม่ จะตีเมืองกี๋ให้ได้เป็นความชอบไว้ ท่านจะได้ให้เกวียนกับข้าพเจ้าเหมือนทหารทั้งปวงบ้าง เจ๋จงก๋งก็หัวเราะแล้วคิดว่าจะลองทหารสองคนนี้จะมีฝีมือจริงหรือประการใด จึงว่าท่านจะเป็นทัพหน้าก็ตามเถิด ฮัวจิวกีหลงก็คำนับลามาขึ้นเกวียนผลัดกันขับเกวียนไป กีหลงจึงว่าเสียดายนักถ้าได้อีกสักคนหนึ่ง จะได้นั่งสองคนขับเกวียนคนหนึ่ง พอได้เป็นปลัดทัพจะรับตีเมืองกี๋อีกด้านหนึ่ง

ขณะนั้นมีทหารเลวคนหนึ่งร้องเข้ามาว่า ข้าพเจ้าจะช่วยท่านขับเกวียน ฮัวจิวจึงร้องถามว่าท่านชื่อใด สิบเฮาตงจึงบอกว่าข้าพเจ้าแซ่สิบชื่อเฮาตง ข้าพเจ้าเป็นคนในเมืองเจ๋ เห็นว่าท่านมีสติปัญญาและฝีมือ ทั้งมีกตัญญูต่อแผ่นดิน ข้าพเจ้าจะขอตามท่านไปทำราชการด้วย ฮัวจิวได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ แล้วก็พากันขึ้นเกวียนขับรีบไป ครั้นถึงแดนเมืองกี๋พักอยู่ที่นั่นคืนหนึ่ง ครั้นเวลารุ่งเช้าฝ่ายเหลปีก๋งเจ้าเมืองกี๋แจ้งว่าเจ้าเมืองเจ๋ยกทัพมาจะตีเอาเมืองตัว จึงจัดทหารสามร้อยคนพากันออกไปเที่ยวตรวจตราดูผู้รักษาหน้าที่เชิงเทินของตัวที่นอกเมือง พอพบเกวียนกีหลงฮัวจิวออกขวางหน้าไว้ จึงให้ทหารร้องถามว่าท่านนี้ชื่อใด เหตุไรจึงมาขวางหน้าเราไว้ฉะนี้ ท่านจะประสงค์สิ่งใดหรือ

กีหลงฮัวจิวได้ยินดังนั้นจึงว่า เราหรือคือทหารเมืองเจ๋ ยกมาจะตีเอาเมืองท่าน ท่านจงเร่งจัดทหารออกมาสู้รบให้เห็นฝีมือกัน เหลปีก๋งได้ยินดังนั้นก็ตกใจ แลไปหาเห็นผู้คนหนุนตามมาไม่ เห็นแต่เกวียนเล่มหนึ่งกับคนสามคนก็โกรธนัก จึงสั่งทหารสามร้อยให้เข้าล้อมไว้หวังจะจับเอาตัวให้ได้ กีหลงจึงบอกแก่สิบเฮาตงว่าท่านอยู่บนเกวียน จงตีกลองให้ถี่ไว้จนกว่าจะกลับมา สั่งแล้วกีหลงกับฮัวจิวต่างคนถือทวนโดดลงจากเกวียน เข้ารบตะลุมบอนไล่ทิ่มแทงทหารสามร้อยคนล้มตายเป็นอันมาก เหลปีก๋งเห็นทหารตัวล้มตายไปประมาณครึ่งหนึ่งจึงร้องว่า ท่านผู้มีฝีมือจงหยุดเถิด เราเห็นฝีมือแล้ว เราจะยอมยกเมืองให้แก่ท่านกึ่งหนึ่ง ท่านกับเราจงเป็นไมตรีกันเถิด

กีหลงกับฮัวจิวจึงตอบว่า ธรรมดาเป็นชาติทหารอาสาเจ้ามาว่าจะรบเอาเมืองกี๋ให้ได้ บัดนี้ท่านจะมายกเมืองให้แต่กึ่งหนึ่งยังหาเหมือนคำเราว่าไว้ไม่ เราจะรับเอาดูประดุจหนึ่งเป็นคนหามีกตัญญูต่อแผ่นดินไม่ ว่าแล้วก็เข้ารบกับทหารเหลปีก๋ง เหลปีก๋งเห็นจะต้านทานมิได้ก็หนีกลับเข้าเมืองจึงสั่งให้ปิดประตูเมืองเสีย แล้วจัดแจงทหารให้รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง ขณะนั้นพอทัพเจ๋จงก๋งยกมาได้ยินข่าวว่าฮัวจิวกีหลงฆ่าทหารเหลปีก๋งล้มตายเป็นอันมาก จึงสั่งคนใช้ให้ไปเรียกฮัวจิวกีหลงกลับมาว่า เราจะยกเมืองเจ๋ให้เป็นบำเหน็จมือครึ่งหนึ่งอย่าให้รบต่อไปเลย เราเห็นฝีมือแล้ว คนใช้ก็ไปบอกฮัวจิวกีหลง ฮัวจิวกีหลงครั้นแจ้งดังนั้นจึงว่ากับคนใช้ว่า เจ๋จงก๋งเมื่อจะเกณฑ์ทหารนั้นได้ให้เกวียนกับนายทหารคนละห้าเล่ม แต่เราสองคนนี้ได้เกวียนเล่มหนึ่ง เรายังสู้มาทำราชการฆ่าทหารเมืองกี๋สนองคุณท่านยังหาสมควรไม่ บัดนี้ท่านว่าจะให้เมืองเจ๋กึ่งหนึ่งนั้นเราไม่เห็นด้วย ท่านอย่าเอาลาภมาล่อเลย เราเป็นชาติทหารหาปรารถนาไม่ ว่าแล้วฮัวจิวกับกีหลงก็ขับเกวียนไปข้างประตูจูอูหมึง เหลปีก๋งเห็นดังนั้นจึงใช้ให้ทหารเอาถ่านเพลิงติดไฟนั้นไปเทลงในคูเมืองทั้งสี่ด้าน ฮัวจิวกีหลงเห็นดังนั้นก็หยุดเกวียน สิบเฮาตงจึงว่าเราได้ยินคำโบราณว่า เป็นชาติทหารจะไว้ชื่อในแผ่นดินย่อมไม่รักชีวิต อันตัวท่านมาทำราชการครั้งนี้จะข้ามคูไปไม่ได้ ข้าพเจ้าจะยอมตัวลงเป็นสะพานให้ท่านข้ามไปจึงจะได้ความชอบ ว่าแล้วสิบเฮาตงก็โดดลงนอนพังพาบบนถ่านไฟเป็นสะพาน ฮัวจิวกีหลงเห็นดังนั้นก็รีบเดินเหยียบบนตัวสิบเฮาตงข้ามคูไป แล้วเหลียวหลังมาเห็นสิบเฮาตงตัวเกรียมไหม้งอตายอยู่ในถ่านเพลิงนั้น คิดสงสารนักต่างคนก็ร้องไห้รักสิบเฮาตง กีหลงเห็นฮัวจิวยังร้องไห้อยู่มิได้หยุด จึงแกล้งว่าท่านร้องไห้รักสิบเฮาตงหรือ หรือร้องไห้รักชีวิตท่านประการใด

ฮัวจิวจึงว่าเราร้องไห้นี้ใช่จะร้องไห้รักชีวิตนั้นหามิได้ ร้องไห้รักสิบเฮาตงดอก ด้วยเป็นคนใจกล้าหาญทั้งมีกตัญญูซื่อสัตย์ มาตายเสียครั้งนี้การเรายังมิสำเร็จ จึงมีความอาลัยในสิบเฮาตงนัก ขณะนั้นเหลปีก๋งอยู่บนเชิงเทินเห็นกีหลงกับฮัวจิวข้ามคูน้ำได้ จึงให้ทหารที่แม่นเกาทัณฑ์ขึ้นบนเชิงเทินระดมยิงเกาทัณฑ์ลงไปเป็นอันมาก ฮัวจิวกีหลงเห็นดังนั้นก็วิ่งฝ่าลูกเกาทัณฑ์ฟันประตูจะเข้าไปในเมือง ทหารที่เฝ้าประตูเมืองก็รบกับฮัวจิวกีหลง ฮัวจิวกีหลงก็ฆ่าทหารที่เฝ้าประตูนั้นล้มตายเป็นหลายคน พอทหารบนเชิงเทินก็ระดมยิงเกาทัณฑ์ลงมาประดุจห่าฝน กีหลงหลบมิทันถูกลูกเกาทัณฑ์เป็นอันมาก ก็ล้มลงขาดใจตาย

ส่วนฮัวจิวก็ถูกเกาทัณฑ์เป็นหลายแห่ง สิ้นกำลังเซไป ทหารที่เฝ้าประตูเห็นดังนั้นก็กรูกันออกมาจับเอาตัวฮัวจิวนั้นมัดเข้าไปในเมืองได้ ขณะนั้นคนใช้ก็กลับไปบอกเจ๋จงก๋งว่า กีหลงกับฮัวจิวหากลับมาไม่ บัดนี้ขับเกวียนจะเข้าไปตีเมืองกี๋อีกแล้ว เจ๋จงก๋งรู้ดังนั้นก็ตกใจกลัวจะเสียทียกทัพรีบตามเข้าไป แจ้งว่ากีหลงถูกเกาทัณฑ์ตายในที่รบ ฮัวจิวเหล่าทหารเมืองกี๋ก็จับเอาตัวไปได้ นึกโกรธนักก็ขับทหารเข้าล้อมเมืองไว้มั่นคงคิดจะตีเอาเมืองให้ได้

ฝ่ายเหลปีก๋งเจ้าเมืองกี๋เห็นทัพเจ๋จงก๋งตั้งล้อมเมืองไว้เห็นจะต่อสู้มิได้ จึงใช้คนสนิทออกไปพูดแก่เจ๋จงก๋งเป็นใจความว่า เราทำทั้งนี้หารู้ว่าเป็นทหารของท่านไม่ เห็นแต่เกวียนเล่มหนึ่งกับคนสามคนกั้นหน้าทหารเราไว้ ทหารท่านฆ่าฟันทหารเราล้มตายเป็นอันมาก ท่านเสียทหารแต่สามคนก็พอลบล้างกัน บัดนี้เราเห็นท่านยกทัพมาล้อมเมืองไว้ เราให้คนมาขอออกแก่ท่านตามธรรมเนียม ท่านจงเป็นไมตรีเถิด คนใช้ก็คำนับลาออกไปแจ้งความกับเจ๋จงก๋งทุกประการ เจ๋จงก๋งครั้นแจ้งดังนั้นยังโกรธอยู่หายอมไม่ คนใช้ก็รีบเข้าไปแจ้งความเหลปีก๋ง เหลปีก๋งครั้นรู้ดังนั้นจึงให้คนใช้กลับออกไปบอกเจ๋จงก๋งว่า ถ้ามิดังนั้นเราจะคืนตัวฮัวจิวและศพกีหลงกับค่าป่วยการของท่านลงทุนมาเท่าใดเราจะใช้ให้ด้วย คนใช้ก็คำนับลาไปแจ้งแก่เจ๋จงก๋งทุกประการ

เจ๋จงก๋งได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่ยังหาทันว่าประการใดไม่ พอกงซุนหุยมีหนังสือมาแจ้งความว่า เจ้าเมืองจิ้น เมืองซอง เมืองฬ่อ เมืองโอย เมืองเตง หัวเมืองกระทำสัจสาบานกันแล้วชวนกันยกทัพมาตีเมืองเจ๋ ขอท่านจงเลิกทัพกลับมาจงเร็ว เจ๋จงก๋งแจ้งความดังนั้นแล้วก็ยอมเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองกี๋ คนใช้เจ้าเมืองกี๋ก็นำเอาความเข้าไปแจ้งแก่เหลปีก๋ง เหลปีก๋งก็มีความยินดีจึงจัดแจงเงินทองข้าวของเสบียงอาหาร กับตัวฮัวจิวซึ่งจับได้และเอาศพกีหลงบรรทุกเกวียน ให้ขุนนางคุมออกไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋ แต่ศพสิบเฮาตงนั้นเพลิงไหม้เป็นเถ้าเสียสิ้นหาเก็บได้ไม่ เจ๋จงก๋งก็มีความยินดีเลิกทัพกลับไปเมืองเจ๋ แต่ยังหาเข้าไปในเมืองไม่ อยู่นอกเมืองเพื่อจะจัดแจงการฝังศพกีหลงเสียก่อน

ขณะนั้นนางเมงขยงภรรยากีหลง ครั้นแจ้งว่าเจ้าเมืองเจ๋นำศพสามีมาก็ออกมารับ เจ๋จงก๋งเห็นดังนั้นจึงว่า อันศพสามีท่านนี้เราจะทำการฝังศพเอง บัดนี้ท่านออกมารับเราก็ยอมให้ท่าน จงรับเอาศพไปฝังตามชอบใจท่านเถิด แล้วจึงจัดแจงข้าวของซึ่งเป็นเครื่องสำหรับส่งสักการะศพให้คนใช้คุมตามไปช่วยเป็นอันมาก นางเมงขยงเห็นคนใช้เจ้าเมืองเจ๋คุมของมาช่วยที่กลางทางดังนั้นก็โกรธ จึงว่าสามีข้าพเจ้าซึ่งถึงแก่ความตายครั้งนี้ ถ้าหาความชอบมิได้ก็ไม่ควรที่เจ้าเมืองจะเอาของมาช่วย นี่สามีข้าพเจ้าไปการสงครามอาสาจนตัวตายในที่รบมีความชอบเป็นอันมาก ควรอยู่แล้วที่เจ้าเมืองจะมาช่วยให้เป็นเกียรติยศแก่ไพร่ฟ้าข้าทหารทั้งปวงที่จะทำราชการไปภายหน้า แต่ซึ่งจะมาให้กลางทางฉะนี้หาควรไม่ บ้านเรือนข้าพเจ้าก็มีอยู่ จะอุตส่าห์ไปให้ถึงบ้านหน่อยหนึ่งไม่ได้เจียวหรือ ข้าพเจ้ายังหาสมควรจะรับไม่ ท่านจงเอาคำซึ่งข้าพเจ้าว่านี้ไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเจ๋ก่อน คนใช้เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงไปแจ้งกับเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ได้ฟังก็นึกละอายแก่ใจ จึงสั่งให้คนใช้คุมสิ่งของไปช่วยศพกีหลงจนถึงบ้าน ภรรยากีหลงรับแล้วก็จัดแจงการศพสามีไปฝังไว้นอกเมืองเจ๋ตามสมควร แล้วภรรยากีหลงหากลับมาบ้านไม่ ร้องไห้รักศพสามีอยู่ที่ฝังศพถึงสามวันสามคืนจนนํ้าตาไหลเป็นโลหิตออกมา รํ่าไรพรรณนาถึงความรักและร่วมสุขร่วมทุกข์กันต่างๆ ขณะนั้นเทพยดาซึ่งรักษากำแพงเมืองเจ๋ด้านนั้น ก็บันดาลให้กำแพงพังไปประมาณหลายวาด้วยผลความสัตย์ของนางซึ่งซื่อตรงสุจริตต่อสามี ฝ่ายฮัวจิวซึ่งถูกเกาทัณฑ์ป่วยมาอยู่เมืองเจ๋สองสามวัน ก็ถึงแก่ความตาย ภรรยาฮัวจิวก็กระทำการศพดุจนางเมงขยงกระทำให้สามีเหมือนกัน

ขณะนั้นพระเจ้าจิวเลงอ๋องเสวยราชย์ได้ยี่สิบปี บังเกิดน้ำมากท่วมแผ่นดินทุกหัวเมืองลึกประมาณศอกหนึ่ง ด้วยแม่น้ำใหญ่ในแผ่นดินจีนชื่อก๊กซุยกับลกซุนไหลมารวมกันที่แม่นํ้าอึงโหจึงมากขึ้น ขณะเมื่อเจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองเตง ชวนกันเกณฑ์กองทัพจะยกไปตีเมืองเจ๋ครั้งนั้น ครั้นเห็นนํ้ามากท่วมแผ่นดินทุกตำบลก็ให้งดกองทัพไว้

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ