๒๖

ฝ่ายนางเตาซีซึ่งเป็นภรรยาเป๊กลีเห เมื่ออยู่ ณ เมืองหงอนั้นอายุเป๊กลีเหได้สามสิบปีจากกันไป ขณะนั้นเมืองหงอข้าวแพงนางเตาซีรับจ้างเขาทอหูกไม่ทันกิน จึงพาเป๊กลีเบ้งเบ๋งบุตรเที่ยวซัดเซไปอยู่เมืองจิ๋นรับจ้างเขาซักเสื้อกางเกง บุตรนั้นไปเที่ยวหาเนื้อกับชาวบ้านพอได้มาเลี้ยงกัน อยู่มานางเตาซีรู้ว่าเป๊กลีเหได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองจิ๋น นางเตาซีก็สืบเสาะมาถึงบ้านเป๊กลีเห พอเวลาเป๊กลีเหอยู่ข้างใน นางเตาซีเห็นแต่พวกมโหรีนั่งพร้อมกันอยู่ จึงเข้าไปบอกว่าตัวข้าขับร้องก็ได้ดีดกระจับปี่ก็ได้ แล้วก็นั่งอยู่กับพวกมโหรี ครั้นเวลาเป๊กลีเหออกมาฟังมโหรี พวกมโหรีก็ดีดตีเป่าขับร้องตามเคย นางเตาซีก็ทำเพลงขับขึ้นเป็นใจความว่า เมื่อจะจากกันไปไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้กิน มีแต่ไก่ตัวหนึ่งทำเป็นกับข้าวให้ไป ไม่มีฟืนจะใส่ไฟเอากลอนประตูทำฟืน ครั้นได้ดีลืมเราเสีย บทหนึ่งว่า พ่อกินหมูลูกร้องไห้อยากข้าว ผัวนั่งพรมเจียมเมียต้องซักเสื้อซักกางเกงน่าบัดสี ครั้นได้ดีลืมเราเสีย บทหนึ่งว่า วันเมื่อจากกันเราอยู่หลังนั่งร้องไห้ วันนี้มานั่งใกล้ลืมเราเสีย

เป๊กลีเหได้ยินเพลงดังนั้นก็คิดสงสัย จึงให้คนใช้เรียกเข้ามาใกล้ก็จำได้ว่านางเตาซี เป๊กลีเหกับนางเตาซีก็ร้องไห้รักกัน แล้วเป๊กลีเหจึงถามว่าบุตรเราไปไหน นางเตาซีจึงบอกว่าไปเที่ยวหาเนื้อกับชาวบ้าน เป๊กลีเหก็ให้คนไปตามรับเอาบุตรมาได้ เป๊กลีเหกับบุตรภรรยาต่างคนก็เล่าความลำบากมาแต่หลังทุกประการ

ขณะนั้นมีผู้เอาความไปแจ้งกับเจ้าเมืองจิ๋นว่า เป๊กลีเหได้พบบุตรภรรยาแล้ว ก๋งจูบุนแจ้งดังนั้นจึงสั่งเจ้าพนักงานให้จัดแพรพรรณเสื้อผ้าเงินทองบรรทุกเกวียนเล่มหนึ่งกับข้าวพันถังเอาไปให้เป๊กลีเห เป๊กลีเหก็มีความยินดีรับเอาของนั้นไว้ ครั้นเวลาเช้าเป๊กลีเหก็พาเป๊กลีเบ้งเบ๋งผู้บุตรเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นก็ตั้งเป๊กลีเบ้งเบ๋งให้เป็นที่ไตหูเสมอกันกับซือคิดสุด เป๊กอิดเปียช่วยราชการฝ่ายทหาร เรียกว่าเจียงกุนซัมซ่วยภาษาไทยว่าเป็นขุนนางแม่ทัพทั้งสาม

ขณะนั้นเงาลีเจ้าเมืองเกียงหยง มีทหารเอกคนหนึ่งชื่อเกียกเงาให้ออกไปตั้งอยู่ปลายแดนตำบลกัวจิวต่อแดนเมืองจิ๋น เกียกเงานั้นมีน้ำใจกำเริบว่ามีฝีมือยกไปยํ่ายีปลายเมืองจิ๋นจับเอาผู้คนไปเนืองๆ ก๋งจูบุนรู้ดังนั้นจึงสั่งให้เป๊กลีเบ้งเบ๋ง ซือคิดสุด เป๊กอิดเปีย ยกทัพออกไปกำจัดข้าศึกศัตรูอย่าให้เข้ามายํ่ายีในเขตแดนเมืองได้ นายทหารทั้งสามก็ยกไปตามก๋งจูบุนสั่ง ครั้นไปถึงแดนต่อแดนได้รบกับเกียกเงา เกียงเงาสู้ไม่ได้แตกหนีไป เงาลีเจ้าเมืองเกียงหยงรู้ว่าตำบลกัวจิวเสียกับเมืองจิ๋นแล้ว คิดเกรงว่ากองทัพจะมาทำอันตรายกับเมืองเกียงหยง เงาลีก็ละเมืองหนีไปอาศัยอยู่ในเมืองจิ้น แต่นั้นมาตำบลกัวจิวก็ไปขึ้นแก่เมืองจิ๋น

ฝ่ายเซ็กปันเจ้าเมืองไซหยงรู้ว่าก๋งจูบุนเป็นจิ๋นมกก๋งเจ้าเมืองจิ๋น มีทหารมีสติปัญญาและฝีมือเป็นอันมากยกไปตีกัวจิวได้ เกรงจะล่วงเข้ามาทำอันตราย จึงคิดว่าจะให้ผู้มีสติปัญญาไปว่ากล่าวเป็นไมตรีไว้ ทั้งจะได้รู้การทั้งปวงด้วย จึงให้หาอิวอีเข้ามาสั่งว่า เราจะให้ท่านไปเมืองจิ๋น ท่านจงจัดสิ่งของบรรณาการไปด้วย แล้วฟังกิตติศัพท์ว่าทัพเมืองจิ๋นตีได้ตำบลกัวจิวแล้วจะคิดอ่านต่อไปอย่างไร อิวอีก็จัดสิ่งของไป ณ เมืองจิ๋นตามเซ็กปันสั่ง ครั้นไปถึงเมืองจิ๋นก็เข้าไปคำนับก๋งจูบุนแล้วว่า เซ็กปันนายข้าพเจ้าคิดถึงท่าน จะใคร่ผูกรักเป็นไมตรีกับท่าน จึงให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของเข้ามาคำนับ ก๋งจูบุนเห็นว่าเจ้าเมืองไซหยงคิดยำเกรงก็ยอมรับเป็นไมตรีปราศรัยตามธรรมเนียม แล้วพาอิวอีไป ณ สวนดอกไม้ ให้ดูที่นั่งซันฮิวไต อิวอีชมว่าที่นั่งนี้งามนัก หัวเมืองทั้งปวงหามีของผู้ใดไม่ ท่านมีวาสนามากจึงได้ทำด้วยอำนาจเทพยดา ถึงกระนั้นก็ดีถ้าจะให้คนทำคนก็เหนื่อยแรง ถ้าจะให้ผีปีศาจทำ ปีศาจก็เหนื่อยใจ ก๋งจูบุนถามอิวอีว่า พวกไซหยงฝ่ายตะวันตกบ้านเมืองเป็นอันมาก มีกฎหมายสำหรับแผ่นดินหรือไม่ อิวอีจึงว่ากฎหมายอย่างธรรมเนียมนั้นก็ออกจากเมืองหลวงด้วย ท่านมีสติปัญญาแต่งกฎหมายไว้สั่งสอนอาณาประชาราษฎร์ทุกวันนี้สูญเสียหามีไม่แล้ว ก๋งจูบุนจึงว่า ถ้าไม่มีกฎหมายไว้สำหรับเมือง แล้วจะเป็นบ้านเมืองอย่างไร อิวอีหัวเราะแล้วว่า แต่บรรดาเมืองใหญ่ในแว่นแคว้นฝ่ายตะวันออกซึ่งมีกฎหมายสำหรับแผ่นดินอยู่นั้น ข้าพเจ้าเห็นมีแต่เบียดเบียนรบพุ่งช่วงชิงกัน จะว่ากล่าวสิ่งใดมีแต่ล่อลวงไม่รู้ที่ว่าจะฟังได้ อันเมืองข้าพเจ้าอยู่นี้หามีขนบธรรมเนียมไม่ก็จริง แต่ข้าราชการก็ซื่อต่อเจ้า ผู้ใหญ่มีใจเมตตาโอบอ้อม ผู้น้อยก็ยำเกรงไม่มีความล่อลวงแก่กัน ซึ่งข้าพเจ้าว่าทั้งนี้เป็นความจริง ก๋งจูบุนได้ยินถ้อยคำอิวอีว่าดังนั้นนิ่งไว้แต่ในใจมิได้ตอบประการใด ครั้นอิวอีลากลับออกมา ก๋งจูบุนจึงเล่าให้เป๊กลีเหฟังตามคำอิวอีทุกประการ

เป๊กลีเหจึงว่า อิวอีคนนี้เป็นคนมีสติปัญญาอยู่ในเมืองเราก่อน คิดจะเข้าทำราชการกับท่านแต่ยังหาได้ช่องไม่ จึงไปอยู่เมืองไซหยง ข้าพเจ้าคิดเสียดายอิวอีอยู่ ก๋งจูบุนได้ฟังดังนั้นจึงว่า อิวอีเป็นคนของเราก่อนรู้การในเมืองสิ้น ซึ่งไปอยู่เมืองไซหยงนั้น นานไปก็จะเป็นเสี้ยนหนามกับเมืองเรา เป๊กลีเหจึงว่า ท่านว่านั้นควรนัก จงปรึกษาดูกับไลสูเหลียว ก๋งจูบุนจึงหาไลสูเหลียวมาเล่าความให้ฟังทุกประการ แล้วว่าเราจะใคร่ได้อิวอีมาไว้ท่านจะเห็นประการใด ไลสูเหลียวจึงว่า จะให้เซ็กปันมีความสงสัยอิวอีได้แล้ว อิวอีก็คงจะมาอยู่ด้วยท่าน ก๋งจูบุนจึงว่า การทั้งนี้ท่านจะให้ทำประการใด ไลสูเหลียวจึงว่า หัวเมืองเหล่านี้เป็นเมืองปลายแดน หาได้เคยเห็นสิ่งของที่ดีเป็นเครื่องประดับยศถาไม่ เซ็กปันให้อิวอีคุมสิ่งของเป็นบรรณาการมาคำนับท่าน ท่านจงจัดสิ่งของที่ดีตอบแทนเป็นไมตรี แต่ตัวอิวอีนั้นหน่วงให้ช้า แล้วมาพูดจาจัดแจงเลี้ยงดูนํ้าใจอิวอีจะได้สนิทกับท่าน ประการหนึ่งเซ็กปันเห็นอิวอีช้าไปก็จะมีความสงสัย ก๋งจูบุนเห็นชอบด้วย จึงให้หาอิวอีเข้ามาชักชวนอิวอีพูดจาทำสนิท ครั้นคนใช้ยกโต๊ะก็เรียกให้อิวอีมากินด้วย จึงถามอิวอีว่าหนทางจะไปเมืองไซหยงนั้นขัดสนอย่างไรบ้าง อิวอีก็บอกให้ฟังทุกประการ

ก๋งจูบุนจึงสั่งให้จัดหญิงมโหรีสำรับหนึ่งหกคน ให้ไลสูเหลียวคุมเอาไปให้เจ้าเมืองไซหยง เจ้าเมืองไซหยงมีความยินดีด้วยไม่เคยเห็นไม่เคยฟังขับร้องจิตนั้นเพลิดเพลินไป มิได้เอาใจใส่ในราชการบ้านเมือง ฝ่ายอิวอีอยู่ ณ เมืองจิ๋นคิดจะกลับไปเมืองไซหยง แต่เข้าลาก๋งจูบุนถึงสามครั้งจึงได้ กลับไปเข้าหาเซ็กปัน เซ็กปันคิดแคลงว่าอิวอีไปอยู่เมืองจนช้านานเห็นจะเอาใจออกห่าง เซ็กปันนิ่งไว้แต่ในใจ ครั้นอยู่นานมาอิวอีเห็นเซ็กปันเล่นแต่มโหรีละการเมืองเสีย อิวอีเข้าไปว่ากล่าวเป็นหลายครั้งเซ็กปันก็มิได้ฟังถ้อยคำ ขณะนั้นเจ้าเมืองจิ๋นรู้ให้คนไปเกลี้ยกล่อมอิวอีมาได้ ตั้งให้เป็นขุนนางชื่อว่าเขงเป็นที่ปลัด เป๊กลีเหเมื่ออิวอีมาอยู่เมืองจิ๋นแล้วคิดน้อยใจเซ็กปันนัก จึงว่ากับก๋งจูบุน ขอให้ท่านยกกองทัพไปตีเมืองไซหยงตามที่คิดไว้เห็นจะได้โดยง่าย ก๋งจูบุนเห็นชอบด้วยจึงสั่งให้เป๊กลีเบ้งเบ๋ง ซือคิดสุด เป๊กอิดเปีย เป็นแม่ทัพสามทัพยกไปตีเมืองไซหยง เซ็กปันเห็นจะสู้รบมิได้ก็ยอมขอเป็นเมืองออก แต่บรรดาหัวเมืองที่ขึ้นกับเมืองไซหยงนั้นก็ยอมขึ้นกับเมืองจิ๋นทั้งสิ้น นายทัพทั้งสามก็พาเจ้าเมืองใหญ่น้อยมาเมืองจิ๋น เข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นมีความยินดีนัก ให้บำเหน็จรางวัลกับนายกอง แล้วสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางกับหัวเมืองใหญ่น้อย แต่บรรดาขุนนางและหัวเมืองรินสุราชูขึ้นแล้วชวนกันให้พรก๋งจูบุนว่า ขอให้อายุท่านยืนได้ร้อยปีพันปี ข้าพเจ้าทั้งปวงจะได้พึ่งบุญสืบไป แล้วเอาสุรานั้นเข้ามาคำนับยื่นให้พร้อมกัน ก๋งจูบุนเสพสุราซึ่งขุนนางและหัวเมืองเข้ามาคำนับให้นั้นจนสิ้น ขุนนางและหัวเมืองทั้งปวงต่างคนต่างกลับไปที่อยู่ ก๋งจูบุนเสพสุราวันนั้นเหลือกำลังเมานักล้มลงหลับไป ข้าราชการทั้งปวงรู้ต่างคนต่างมาเยี่ยม ซีจูเอ๋งซึ่งเป็นที่ซีจูบุตรผู้ใหญ่แจ้งความก็ตกใจ จึงหาหมอมาดูหมอว่าปกติอยู่หาเป็นอันตรายไม่ ไลสูเหลียวห้ามคนทั้งปวงอย่าให้เข้าไปวุ่นวายให้แต่คนใช้รักษาอยู่ที่นี่เถิด

ครั้นถึงสามวันก๋งจูบุนตื่นขึ้นเหงื่อไหลจึงว่ากับซีจูเอ๋งว่า เรานั้นฝันประหลาดนัก แล้วให้หาไลสูเหลียวเข้ามาว่ากับไลสูเหลียวว่า เราฝันเห็นว่าหญิงคนหนึ่งรูปงามมาบอกว่าเทวดาผู้ใหญ่ให้หา ว่าเท่านั้นตัวเราก็ลอยไปในเมฆ หญิงนั้นพาเราไปนั่งอยู่หน้าวิมาน เทวดาให้คนเอาเหล้ามาให้เราจอกหนึ่ง เหล้านั้นหอมไม่มีสิ่งใดเปรียบ แล้วเทวดาเรียกชื่อเราออกมาว่า ไปปราบเมืองจิ้น เมืองจิ้นจะเกิดอันตราย แต่สั่งถึงสามหน หญิงคนนั้นให้เราถวายบังคมแล้วพามา เราจึงถามหญิงนั้นว่าท่านชื่อใด หญิงนั้นบอกว่าชื่อโปฮูหยิน อยู่เขาไทแปะสันทิศตะวันตก ผัวชื่อเสียบกุนอยู่เมืองลำเอียง ปีหนึ่งสองปีมาเยี่ยมหนหนึ่ง แล้วหญิงนั้นว่าให้ปลูกศาลให้ จะให้เมืองเราเป็นเมืองเอกปรากฏไปถึงหมื่นปี เราจึงถามว่าปราบปรามเมืองจิ้นนั้นจะให้ทำเป็นประการ ใด หญิงนั้นจึงตอบว่า ฟ้ากั้นแผ่นดินไม่รู้ที่จะบอก พอได้ยินเสียงไก่ขันเหมือนเสียงฟ้าร้อง เราตกใจตื่นขึ้นจะดีและร้ายเป็นประการใด

ไลสูเหลียวจึงทำนายว่า อันฝันท่านนั้นดีนัก ซึ่งเทวดาบอกว่าเมืองจิ้นจะเป็นอันตราย สั่งให้ท่านไปปราบปรามแล้วเมืองจิ๋นจะได้เป็นเมืองเอกนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าการในแผ่นดินทุกวันนี้ยุติกันกับท่านฝันเห็น ท่านจะมีบุญยืดยาวอยู่ บัดนี้เมืองจิ้น จิ้นเฮียนก๋งลูกชายทั้งสามคนหาปกติกันไม่ ก๋งจูบุนได้ฟังดังนั้นจึงถามต่อไปว่า ซึ่งหญิงมาหาเราบอกว่าชื่อโปฮูหยินอยู่เขาไทแปะสัน ผัวชื่อเสียบกุนอยู่เมืองลำเอียง แล้วว่าให้ปลูกศาลให้นั้นเป็นประการใด ไลสูเหลียวจึงว่า ซึ่งชื่อเหมือนท่านฝันนี้ ข้าพเจ้าเห็นต้องกับคำจดหมายเหตุอยู่ในหอหนังสือ ว่าเมื่อครั้งเองไขบิดาท่านได้เป็นใหญ่อยู่ในเมืองจิ๋นนี้ มีชาวบ้านต้นฉองไปขุดดินได้สัตว์ตัวหนึ่ง รูปเหมือนรูปหีบ มีเท้ามาก ปากยาวเหมือนปากกา ลิ้นคมเหมือนกระบี่ สีตัวนั้นขาวเหมือนคน เห็นประหลาดจะเอามาให้เองไข ครั้นถึงกลางทางพบเด็กน้อยสองคนยืนอยู่ริมทางตบมือหัวเราะร้องไปว่า เองสิถือตัวว่าตัวดีแล้วมิรู้ก็กินได้แต่ผีตาย ครั้นถึงคนเป็นเข้าทำไมจึงไม่ทำฤทธิ์ไปเล่าให้เขาจับเอามาได้ ผู้ถือสัตว์มานั้นพอได้ยินก็สงสัย จึงถามเด็กนั้นว่าสัตว์นี้ชื่อไร เด็กนั้นจึงบอกว่าสัตว์นี้อยู่ในแผ่นดิน ถ้าใครฝังศพไว้มันไปเที่ยวขุดกิน มันจำแลงตัวได้ต่างๆ ชื่อมันชื่อเชียงท่านจำไว้เถิด สัตว์นั้นก็อ้าปากออกพูดจาภาษาคนบอกกับผู้ถือมานั้นว่า ไอ้เด็กสองคนนี้มันเป็นไก่ป่า ตัวผู้นั้นชื่อเสียบกุนอยู่เมืองลำเอียง ตัวเมียนั้นชื่อโปฮูหยินอยู่เขาไทแปะสัน ถ้าใครได้ตัวผู้จะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ถ้าใครได้ตัวเมียจะได้เป็นเจ้าเมืองเอก ชื่อเสียบกุนนั้นอยู่เมืองลำเอียง กำหนดอายุมันสี่ร้อยพันปี จะมีผู้มีบุญมาเกิดในเมืองลำเอียง ชื่อตังหันกองบู๊จะได้เป็นกษัตริย์ฮ่องเต้ ผู้นั้นก็ทิ้งรูปสัตว์นั้นเสียจะไปจับเอาเด็กสองคน เด็กทั้งสองก็เป็นไก่บินตามกันหายเข้าไปที่เขาตังฉอง ส่วนผู้นั้นเห็นเด็กเป็นไก่บินไปแล้ว กลับมาจับเอาสัตว์ของตัว สัตว์นั้นก็หายไป ชายคนนั้นก็เอาความมาแจ้งแก่เองไข เองไขเห็นประหลาดจึงสั่งเจ้าพนักงานให้เขียนจดหมายเหตุใส่กระบอกไว้ในหอหนังสือ ข้าพเจ้าเป็นพนักงานหนังสือได้รู้จดหมายเหตุอันนี้อยู่

ก๋งจูบุนจึงสั่งไลสูเหลียวให้ไปเอาหนังสือนั้นมาดู ไลสูเหลียวก็ไปเอาจดหมายเหตุนั้นมาให้ก๋งจูบุน ก๋งจูบุนดูหนังสือแล้วส่งให้ขุนนางทั้งปวงเห็นหนังสือต้องกันกับคำไลสูเหลียวว่า ต่างคนต่างยินดีด้วยก๋งจูบุน ก๋งจูบุนจึงสั่งว่า ฝันของเรานั้นเอาจดหมายเหตุไว้ในหอหนังสือด้วยกันเถิด ครั้นอยู่มาวันหนึ่งก๋งจูบุนพาขุนนางทั้งปวงไปเที่ยว ณ เขาไทแปะสัน ไปข้างทิศตะวันตกถึงเขาตังฉองสานและเห็นคนถือไก่มาตัวหนึ่งขาวเหมือนสีหยก ครั้นเดินใกล้เข้ามาก็กลายเป็นหินไป คนจับไก่นั้นเอาไปให้ก๋งจูบุน ไลสูเหลียวเห็นดังนั้นจึงว่า ไก่ตัวนี้เห็นจะเป็นโปฮูหยิน ซึ่งท่านได้มานั้นเห็นเมืองเราจะเป็นเมืองเอกแน่แล้ว ขอท่านจงปลูกศาลเทพารักษ์ไว้บนเขาตังฉองสานศาลหนึ่งเถิด ก๋งจูบุนจึงสั่งเจ้าพนักงานให้ปลูกศาลเทพารักษ์บนเขา จึงเอาน้ำหอมและแป้งหอมมาทาไก่ แล้วเอาแพรกระบวนจีนห่อเข้าใส่ลงในหีบแก้วเอาขึ้นตั้งไว้บนศาล แล้วผลัดชื่อเขาตังฉองสานนั้นให้เรียกเขาโปไกสาน ปลูกสานใส่ไก่แล้วกลับมาเมือง จึงสั่งเจ้าพนักงานให้ไปปีละสองหน ครั้นถึงกำหนดเจ้าพนักงานเอาเครื่องเซ่นไปนั้น ได้ยินเสียงไก่ศิลาขัน ครั้นอยู่มาประมาณปีหนึ่งสองปี เห็นรัศมีสว่างไปกว่าสิบวา ก็เข้าใจว่าเสียบกุนอยู่เมืองลำเอียงมาเยี่ยมโปฮูหยิน ครั้งนั้นเมืองจิ๋นบริบูรณ์ขึ้นกว่าแต่ก่อน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ