ฝ่ายก๋งซุนคุดขณะเมื่อจงซกต้านผู้บิดาใช้ไปยืมกองทัพเมืองโอยได้แล้ว ยกรีบมาถึงแดนเมืองเกียเสีย พอมีคนมาบอกว่าหงอเสงเจ้าเมืองเตงยกมาล้อมจงซกต้าน จงซกต้านสู้รบมิได้เชือดคอตายเสียแล้ว ก๋งซุนคุดก็ตกใจ จึงยกทัพกลับไปเมืองโอย เข้าไปคำนับกีชุนอ๋วนเจ้าเมืองโอยแล้วร้องไห้บอกความว่า บัดนี้เจ้าเมืองเตงผู้เป็นลุงข้าพเจ้าฆ่าบิดาข้าพเจ้าเสีย แล้วขับนางเกียงฮูหยินย่าข้าพเจ้าเสียด้วย ข้าพเจ้าหาที่พึ่งมิได้ จะขอบุญท่านเป็นที่พึ่ง

กีชุนอ๋วนได้ฟังดังนั้นก็โกรธเจ้าเมืองเตง จึงว่า เจ้าเมืองเตงฆ่าน้องแล้วขับมารดาเสียด้วยเล่า ทำผิดประเวณีแผ่นดิน กีชุนอ๋วนจึงสั่งให้ทหารจัดแจงกองทัพ ตั้งก๋งซุนคุดเป็นแม่ทัพให้ยกไปตีเมืองเตง ก๋งซุนคุดก็ยกทัพออกจากเมืองโอย เดินทัพตามระยะทางไปถึงปลายแดนเมืองเตง

ฝ่ายชาวด่านเมืองเตงไปสืบราชการรู้ว่าก๋งซุนคุดคุมทัพเมืองโอยยกมา ก็ขึ้นม้ารีบไปเมืองเตงจึงเข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่ ให้พาไปแจ้งความแก่หงอเสงทุกสิ่ง หงอเสงจึงปรึกษาก๋งจูดีว่า ก๋งซุนคุดหลานเราไปพาทหารเมืองโอยมาครั้งนี้ ท่านจะคิดประการใด ก๋งจูดีตอบว่า ซึ่งทำการกำจัดจงซกต้านครั้งก่อนนั้น เหมือนถากหญ้าไม่ขุดให้สิ้นเหง้าให้สิ้นราก อันก๋งซุนคุดนั้นอุปมาเหมือนรากหญ้า ครั้นได้นํ้าค้างและฝนตกชุ่มเย็นก็กลับเป็นใบ แต่ก่อนเจ้าเมืองโอยกับท่านก็มิได้เป็นข้าศึกกัน ซึ่งให้ทหารมากับก๋งซุนคุดครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าก๋งซุนคุดจะนำเอาเนื้อความดีเข้าไปว่ากล่าวให้เจ้าเมืองโอยเชื่อฟัง ขอท่านจงมีหนังสือบอกความจริงไปถึงเจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองโอยรู้ความแล้วเห็นจะให้ทหารที่มาด้วยก๋งซุนคุดนั้นกลับไป ก๋งซุนคุดหาที่อาศัยมิได้แล้วเราก็จะจับตัวได้โดยง่าย

หงอเสงเห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือตามข้อความซึ่งจงซกต้านกับมารดาคิดจะชิงสมบัติจนจงซกต้านเชือดคอตาย แล้วส่งหนังสือให้ม้าใช้รีบไปเมืองโอย ม้าใช้รีบไปทั้งกลางวันกลางคืนถึงเมืองโอย จึงเข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองโอย ให้พาเข้าไปคำนับแจ้งความแก่เจ้าเมืองโอยว่า เจ้าเมืองเตงให้หนังสือมาถึงกีชุนอ๋วน เจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองโอยก็รับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความในหนังสือแล้วจึงว่าขุนนางทั้งปวงว่า ก๋งซุนคุดบุตรจงซกต้านมาบอกว่าเจ้าเมืองเตงฆ่าจงซกต้านผู้น้องตายแล้วขับมารดาเสียด้วย บัดนี้เจ้าเมืองเตงบอกว่าจงซกต้านกับมารดาคิดจะชิงสมบัติ เจ้าเมืองเตงรู้ความจะจับตัวจงซกต้าน จงซกต้านเชือดคอตาย เจ้าเมืองเตงหาความผิดมิได้ แล้วเจ้าเมืองเตงกับเราก็มิได้มีข้อขัดเคืองกัน ก๋งซุนคุดเอาเท็จมาว่ากล่าว เราจึงให้ทหารไป ถ้าเจ้าเมืองเตงมิบอกหนังสือแจ้งความมา เมืองเรากับเมืองเตงก็จะเป็นข้าศึกกันเพราะก๋งซุนคุดหาต้องการไม่ กีชุนอ๋วนจึงให้แต่งหนังสือฉบับหนึ่ง ส่งให้ม้าใช้ถือไปหากองทัพกลับมาเมือง ม้าใช้รับหนังสือแล้วคำนับลาไปตามสั่ง ฝ่ายก๋งซุนคุดยกทัพตีเมืองรายทางเข้าไปจนตีเมืองหลิมเอียนได้เข้าตั้งมั่นพักทหารอยู่

ฝ่ายเจ้าเมืองเตงออกปรึกษาราชการขุนนางพร้อมกัน พอม้าใช้ซึ่งให้ไปสืบข่าวราชการกลับมาบอกว่าก๋งซุนคุดพาทหารเมืองโอยตีเมืองน้อยล่วงด่านเข้ามาถึงเมืองหลิมเอียนแล้ว หงอเสงแจ้งดังนั้นจึงให้ก๋งจูดีกับโกกีนีคุมทหารเกวียนทหารม้ากองละสี่ร้อยยกออกจากเมืองไปถึงเมืองหลิมเอียน

ฝ่ายก๋งซุนคุดรู้ว่ากองทัพเมืองเตงยกมา จึงตรวจเตรียมทหารม้าจะออกรบ พอม้าใช้ถือหนังสือเจ้าเมืองโอยมาให้พากองทัพกลับ ก๋งซุนคุดรู้ดังนั้นก็เสียใจ ด้วยไม่มีทหารจะทำศึก จึงขึ้นม้าตามกองทัพไปเมืองโอย

โกกีนีนายทหารเมืองเตงเห็นดังนั้นก็มิได้ติดตาม พาทหารกลับมาเมือง แต่ก๋งจูดีนั้นยกทัพติดตามไปจนเข้าแดนเมืองโอย จึงตั้งค่ายมั่นพักทหารอยู่ ชาวด่านเมืองโอยก็เข้าไปแจ้งราชการแก่กีชุนอ๋วนเจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองโอยรู้ว่าก๋งจูดีทหารเมืองเตงยกตามกองทัพเมืองโอยล่วงแดนเข้ามาก็ตกใจ จึงปรึกษากับก๋งจูจิวหูซึ่งเป็นน้องบิดาว่า กองทัพเมืองเตงยกมาครั้งนี้ท่านจะเห็นเป็นอย่างไร

ก๋งจูจิวหูจึงว่า โบราณว่านํ้าไหลให้เอาดินพูนทำนบปิดกั้นไว้ ถ้าศึกยกมาให้แต่งทหารออกสู้รบ เป็นอย่างธรรมเนียมมีมาดังนี้ ซึ่งกองทัพเมืองเตงล่วงแดนเข้ามา ก็ควรให้แต่งทหารออกทำการศึกกำจัดศัตรูให้จงได้ เจ้าเมืองโอยยังมิได้ว่าประการใด เซ็กซกเป็นไตหูขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า ซึ่งจะทำตามก๋งจูจิวหูว่านั้น เมืองโอยกับเมืองเตงก็จะเป็นข้าศึกกันรบพุ่งกันไป ข้าพเจ้าเห็นว่ากองทัพเมืองเตงยกล่วงแดนเข้ามาครั้งนี้เพราะไม่รู้ว่าท่านให้หากองทัพกลับ ขอให้ท่านมีหนังสือบอกไปเมืองเตง ให้ไปถึงเจ้าเมืองเตงให้รู้ว่าท่านไม่เชื่อก๋งซุนคุด เชื่อหนังสือซึ่งเจ้าเมืองเตงให้มา จึงให้เลิกกองทัพเมืองโอยกลับมาเข้าเมือง เจ้าเมืองเตงทราบความดังนี้แล้วเห็นจะให้หากองทัพกลับไปบ้างเป็นมั่นคง ทั้งสองเมืองก็จะมิได้ขาดไมตรีกัน

เจ้าเมืองโอยได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง ในหนังสือนั้นความว่า ซึ่งให้กองทัพเมืองโอยไปกับก๋งซุนคุดยกล่วงแดนเมืองเตงเข้าไปนั้น เพราะก๋งซุนคุดเลือกเอาความดีมาว่า ต่อมีหนังสือเจ้าเมืองเตงบอกมาจึงรู้ว่าก๋งซุนคุดเจรจาหาจริงมิได้ ก็ได้มีหนังสือไปบอกทหารกลับมาเสียแล้ว ทั้งสองเมืองจงมีไมตรีต่อกันไปเหมือนดังแต่ก่อน ตั้งรักษาที่แดนบำรุงราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขไปมาค้าขายกันตามประเวณีเถิด

เจ้าเมืองโอยแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกส่งให้ม้าเร็วรีบไปเมืองเตง ผู้ถือหนังสือมาถึงเมืองเตง จึงลงจากม้าเข้าไปหาขุนนางแล้วแจ้งความให้ฟัง ขุนนางเมืองเตงก็นำหนังสือเข้าไปคำนับส่งให้หงอเสงเจ้าเมืองเตง หงอเสงฉีกผนึกออกอ่าน แจ้งความในหนังสือแล้วจึงว่า เจ้าเมืองโอยให้ทหารก๋งซุนคุดยกทัพเหยียบแดนเราเข้ามาเพราะเชื่อคำก๋งซุนคุด บัดนี้เจ้าเมืองโอยเห็นความจริงในเรา จึงให้หากองทัพกลับ สองเมืองก็เป็นไมตรีกันมาเหมือนแต่ก่อน ครั้นจะก่อการศึกรบพุ่งกันก็หาต้องการไม่ หงอเสงก็แต่งหนังสือให้ม้าเร็วถือไปถึงก๋งจูดี ให้เลิกทัพกลับมาเมืองเตง

ฝ่ายนางเกียงฮูหยินแจ้งความว่าก๋งซุนคุดผู้หลานพาทัพมาตีเมืองหลิมเอียนแล้วถอยทัพกลับไป นางเกียงฮูหยินเกรงว่าหงอเสงจะมีใจพยาบาท จึงไปหาหงอเสงแล้วว่า ก๋งซุนคุดเป็นเด็กหนุ่มใจวู่วามไม่รู้จักผิดและชอบ ได้ทำล่วงเกินกลับกลัวอาญาเจ้าหนีไปอยู่กับเจ้าเมืองโอย เจ้าเป็นผู้ใหญ่อย่าโกรธเลย จงมีหนังสือไปฝากก๋งซุนคุดไว้กับเจ้าเมืองโอยให้ช่วยกรุณาเลี้ยงไว้ด้วย หงอเสงก็มิได้ให้มารดาขัดเคือง จึงมีหนังสือฝากก๋งซุนคุดไปถึงเจ้าเมืองโอย กีชุนอ๋วนเจ้าเมืองโอยก็ทำนุบำรุงก๋งซุนคุดไว้ในที่ขุนนางกินเบี้ยหวัด

ฝ่ายพระเจ้าเบ๊งอ๋องเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองตังจิวเป็นเมืองหลวงได้สี่สิบห้าปี ราษฎรชาวเมืองอยู่เย็นเป็นสุข วันหนึ่งเสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อมตามตำแหน่ง พระเจ้าเบ๊งอ๋องจึงตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า หงอเสงเจ้าเมืองเตงไม่ได้เข้ามารับราชการตามตำแหน่งหลายปีแล้ว เราคิดจะให้กีฮูบุตรเซ็กอูผู้ตายซึ่งให้ว่าราชการเมืองเค็กนั้น จะให้เป็นไตสุมาเตาแทนที่หงอเสง

กีฮูเฝ้าอยู่ที่นั้นได้ยินพระเจ้าเบ๊งอ๋องตรัสดังนั้นจึงทูลว่า ถึงมาตรว่าหงอเสงไม่ได้มารับราชการอยู่ ณ เมืองหลวง หงอเสงก็จัดแจงขุนนางคนสนิทมารับราชการแทนที่ตัวอยู่เป็นอันมาก ซึ่งพระองค์จะตั้งข้าพเจ้าเป็นที่ไตสุมาเตาแทนที่หงอเสงนั้น ถ้าหงอเสงรู้จะมีใจพยาบาทพระองค์กับข้าพเจ้า กีฮูเกรงสติปัญญาและฝีมือหงอเสงอยู่ ก็ชิงทูลลากลับไปเมืองเค็ก พระเจ้าเบ๊งอ๋องก็เสด็จขึ้น

ฝ่ายขุนนางคนสนิทหงอเสง ก็นำเนื้อความนั้นไปแจ้งกับหงอเสง ณ เมืองเตง หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงจัดแจงแบ่งขุนนางและทหารให้อยู่รักษาเมือง ครั้นถึงวันดี หงอเสงก็ขึ้นขี่เกวียนพร้อมด้วยทหารแห่ออกจากเมืองเตงไปถึงเมืองหลวง พอเวลาพระเจ้าเบ๊งอ๋องเสด็จออกหงอเสงก็เข้าไปเฝ้าแล้วทูลว่า ข้าพเจ้ามิได้มาเฝ้าเป็นหลายปีเพราะเมืองเตงเกิดศึก บัดนี้ข้าพเจ้าแจ้งข่าวว่าพระองค์จะให้ผู้อื่นมาเป็นที่ไตสุมาเตานั้น เห็นว่าข้าพเจ้าสติปัญญาน้อย ทั้งฝีมือไม่กล้าแข็งจะรับราชการตามตำแหน่งไปไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้าขอไปรักษาเมืองเตงอยู่ดังเก่า

พระเจ้าเบ๊งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็รู้ว่าหงอเสงโกรธจึงตรัสเอาใจว่า ตั้งแต่ท่านไปอยู่เมืองเตงมิได้เห็นมา เราคอยหาท่านอยู่เหมือนดังปลาอยู่ในหนองนํ้าแห้ง ต้องคอยหาน้ำอยู่ทุกวันทุกเวลาไม่ได้ขาด ซึ่งท่านมาหาเราได้เห็นหน้าท่านวันนี้ เรามีความยินดีเหมือนปลาอันได้น้ำฝน และซึ่งมีคนไปบอกแก่ท่านว่าเราจะให้กีฮูเป็นที่ไตสุมาเตาเพราะเห็นว่าราชการในเมืองเตงก็มาก ท่านมีธุระกังวลอยู่ยังมิมา เราจึงให้กีฮูว่าที่ไตสุมาเตาไว้กว่าท่านจะมา และเราจะได้ประมาทหมิ่นท่านว่าหาสติปัญญาไม่กล้าแข็งนั้นหามิได้ และจะแกล้งถอดท่านเสียจากที่เหมือนถ้อยคำผู้ไปบอกนั้นก็หามิได้ ท่านก็เป็นเชื้อขุนนางซื่อตรงต่อแผ่นดินแต่ครั้งบิดาท่านมากว่าสี่สิบปีเศษแล้ว เรารักใคร่ท่านเหมือนญาติอันสนิท ถ้าท่านสงสัยอยู่ว่าเราจะถอดเสียจากที่ขุนนางแล้ว เราจะให้ไทจูโหบุตรเราไปอยู่เมืองเตงเป็นจำนำไว้

หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วจึงทูลว่า พระองค์จะให้ไทจูโหพระราชบุตรไปเป็นจำนำนั้น เห็นผิดอย่างธรรมเนียม จะมีผู้ครหานินทา พระเจ้าเบ๊งอ๋องตรัสว่า ท่านกับเราก็เป็นเชื้อสายกันมา จงรับบุตรเราไปไว้เมืองเตง ช่วยฝึกสอนขนบธรรมเนียมการแผ่นดินเถิดอย่าเกรงใจเราเลย หงอเสงก็มิได้รับ ขุนนางทั้งปวงเห็นพระเจ้าเบ๊งอ๋องกับหงอเสงโต้ตอบกันไปมามิได้ตกลง จึงว่ากับหงอเสงว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านควรถวายก๋งจูฮุดบุตรของท่านไว้ในเมืองหลวง ท่านเชิญไทจูโหไปไว้เมืองเตงตามรับสั่ง แล้วตัวท่านจงอยู่รับราชการในเมืองหลวงพอสบายพระทัยก่อนจึงค่อยกลับไปเมืองเตง

หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงทำตามคำขุนนางทั้งปวงปรึกษา หงอเสงก็อยู่รับราชการที่ไตสุมาเตาในเมืองหลวงราษฎรอยู่เป็นสุข ครั้นพระเจ้าเบ๊งอ๋องเสวยราชสมบัติได้ห้าสิบเอ็ดปี ณ เดือนเจ็ดขึ้นสามคํ่า ประชวรพระยอดขึ้นระหว่างพระอังสา แพทย์พยาบาลก็มิได้หาย ประชวรหนักลง จึงตรัสเรียกหงอเสงเข้าไปใกล้แล้วตรัสว่า เราป่วยครั้งนี้เห็นจะไม่รอด ถ้าเราดับสูญแล้ว ท่านจงช่วยทำนุบำรุงไทจูโหให้ครองสมบัติในเมืองหลวงแทนเราต่อไป หงอเสงก็รับสั่งพระเจ้าเบ๊งอ๋อง พระเจ้าเบ๊งอ๋องประชวรได้เจ็ดวัน ณ เดือนเจ็ดขึ้นสิบคํ่าเพลาใกล้รุ่งก็เสด็จสวรรคต เมื่อสวรรคตนั้นพระชนมายุเจ็ดสิบแปดปี อยู่ในราชสมบัติห้าสิบเอ็ดปี ขณะนั้นพระมเหสีและนางสนมกับขุนนางทั้งปวงร้องไห้รักพระเจ้าเบ๊งอ๋องอื้ออึงทั้งข้างในข้างหน้า

ครั้นรุ่งขึ้น หงอเสงจึงสั่งก๋งจูฮุดให้ไปเชิญไทจูโหเมืองเตงมาทำการฝังศพ ก๋งจูฮุดก็คำนับลาออกจากเมืองหลวงไปถึงเมืองเตง จึงเข้าไปคำนับแจ้งความแก่ไทจูโหทุกประการ ไทจูโหรู้ว่าพระเจ้าเบ๊งอ๋องผู้บิดาสวรรคต ก็ร้องไห้รักพระบิดา ไม่เป็นอันจะกินจะนอน เป็นเวลาสามคืนสามวันไทจูโหก็ขาดใจตาย

ก๋งจูหลิมผู้บุตรไทจูโหกับก๋งจูฮุดเห็นดังนั้นก็ตกใจนัก ก๋งจูหลิมร้องไห้ดังจะขาดใจตาย ครั้นคลายความโศกแล้วจึงจัดแจงฝังศพตามธรรมเนียม ก๋งจูฮุดก็คำนับลาก๋งจูหลิมกลับไปเมืองหลวงแจ้งความกับหงอเสงทุกประการ

หงอเสงกับขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงแจ้งว่าไทจูโหตายก็คิดสงสารนัก จึงปรึกษาพร้อมกันให้เชิญก๋งจูหลิมบุตรไทจูโหอายุสิบแปดปีมาครองราชสมบัติ ทรงพระนามเจ้าฮวนอ๋อง เจ้าฮวนอ๋องจึงให้หาเจ้าเมืองเค็กและหัวเมืองทั้งปวงซึ่งขึ้นกับเมืองหลวงเข้ามาทำการฝังพระศพพระเจ้าเบ๊งอ๋องตามอย่างกษัตริย์หัวเมืองทั้งปวง ครั้นทำการฝังพระศพเสร็จแล้วต่างคนทูลลากลับไปเมือง

หงอเสงเป็นที่ไตสุมาเตาอยู่เมืองหลวง จึงจัดแจงขุนนางรับราชการตามตำแหน่งขุนนางพลเรือน ความสิ่งใดควรกราบทูลหงอเสงก็กราบทูล ถ้ามิควรกราบทูลก็บังคับบัญชาให้แล้วแต่ในหงอเสงเอง ขุนนางทั้งปวงก็ยำเกรงหงอเสง หงอเสงจะว่ากล่าวสิ่งใดก็สิทธิ์ขาด

ฝ่ายพระเจ้าฮวนอ๋องครองเมืองหลวงได้สามปี วันหนึ่งมีรับสั่งให้หาจิวก๋งเซ็กเตียน ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนเข้ามาที่ข้างหน้าแล้วตรัสว่า ครั้งแผ่นดินพระเจ้าเบ๊งอ๋องผู้เป็นพระเจ้าปู่นั้น หงอเสงเอาบิดาเราไปไว้เมืองเตงจนบิดาเราตาย เรามีความแค้นอยู่ บัดนี้สมบัติเป็นของเรา หงอเสงทำสิ่งใดก็มิได้ปรึกษาหารือ บัดนี้ขุนนางทั้งปวงก็นับถือเกรงกลัวหงอเสงสิ้น เราเห็นว่าหงอเสงจะมีใจกำเริบ นานไปก็จะทำร้ายแก่เรา เราคิดจะให้ถอดเสียจากที่ไตสุมาเตาท่านจะเห็นประการใด จะให้กินฮูเจ้าเมืองเค็กเป็นไตสุมาเตาแทนที่หงอเสง ท่านจะเห็นประการใด

จิวก๋งเซ็กเตียนจึงทูลว่า หงอเสงคนนี้แต่ครั้งปู่และบิดาเป็นคนมีความชอบต่อๆ กันมาจนถึงหงอเสง หงอเสงก็มีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็ง ซึ่งพระองค์ไม่วางพระทัยด้วยเกรงหงอเสงจะมีใจกำเริบนั้นชอบ แต่หงอเสงมิได้มีผิด พระองค์จะถอดเสียจากที่ไตสุมาเตานั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าหงอเสงจะน้อยใจมีความพยาบาท จะคิดการกบฏต่อพระองค์ พระเจ้าฮวนอ๋องถอนพระทัยแล้วจึงตรัสว่า ทุกวันนี้เราไม่สบายใจเลยเหมือนหนามยอกอยู่ในอก จะกินจะนอนก็ไม่หลับสนิทเลยเพราะหงอเสง เราจะคิดหาความผิดถอดเสียจากที่ไตสุมาเตาให้สิ้นวิตก เบื้องหน้าจึงจะสิ้นอันตราย แล้วตรัสกำชับว่าการทั้งนี้อย่าให้แพร่งพรายไป จิวก๋งเซ็กเตียนจึงรับคำสั่ง คำนับลาออกไปจากที่เฝ้า

ฝ่ายหงอเสงเวลาวันหนึ่งเข้ามาว่าราชการตามตำแหน่ง มีหนังสือเจ้าเมืองเค็กบอกมาว่า เจ้าเมืองเค็กจะส่งบุตรหญิงเข้ามาถวายเป็นที่ฮองฮอมเหสีพระเจ้าฮวนอ๋อง หงอเสงมิได้ชอบใจ ครั้นจะนิ่งเสียไม่ทูลก็จะเป็นเกียดกัน จึงเข้าไปเฝ้าถวายหนังสือเจ้าเมืองเค็กแล้วทูลว่า เมืองเค็กเป็นเมืองน้อย ซึ่งจะถวายบุตรหญิงให้เป็นฮองฮอมเหสีนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นสมควรกับพระองค์ พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์อันประเสริฐ และหัวเมืองใหญ่ซึ่งมีบุตรหญิงรูปงามประกอบด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด สมควรที่จะเป็นฮองฮอมเหสีก็เห็นพอจะจัดสรรได้ อันบุตรีเจ้าเมืองเค็กนั้นขอพระองค์อย่าได้ต้องทรงพระประสงค์เลย ข้าพเจ้าจะจัดแจงถวายให้สมควร

พระเจ้าฮวนอ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธ เห็นว่าหงอเสงแกล้งเกียดกัน คิดจะถอดเสียจากที่ไตสุมาเตา แต่เกรงใจหงอเสงอยู่ จึงแกล้งตรัสโดยดีว่า ท่านว่านี้ชอบนักเราเห็นด้วย การที่นี้สุดแท้แต่ท่านเถิด แล้วพระเจ้าฮวนอ๋องตรัสแก่หงอเสงว่า ทุกวันนี้เราเห็นท่านรับราชการเป็นที่ไตสุมาเตา ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารในเมืองหลวง ทั้งว่าราชการในเมืองเตงด้วย เป็นสองตำแหน่งมาช้านาน ท่านได้ความเหนื่อยยากลำบากกายนัก เราคิดสงสารท่านจะผ่อนให้เป็นธุระฝ่ายเดียว ท่านจงไปว่าราชการให้เป็นสุขเถิด

หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็น้อยใจ จึงแกล้งทำเป็นยินดีกราบทูลว่า ครั้งพระเจ้าเบ๊งอ๋องผู้เป็นพระเจ้าปู่ของพระองค์ก็ตรัสครั้งหนึ่งแล้วว่าจะให้ข้าพเจ้าออกจากที่ไตสุมาเตา บัดนี้พระองค์เห็นข้าพเจ้าสติปัญญาน้อยรับราชการไปไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จะขอบังคมลาไปอยู่เมืองเตงตามรับสั่ง หงอเสงก็ออกจากที่เฝ้าตรงไปบ้าน จัดแจงทแกล้วทหารซึ่งเป็นพรรคพวกพร้อมแล้วจะออกจากประตูเมืองหลวง หงอเสงอดกลั้นโมโหไว้ไม่ได้จึงร้องด่าเด็กลูกชาวบ้านซึ่งวิ่งเล่นอยู่ริมประตูเมืองเป็นคำเปรียบพระเจ้าฮวนอ๋องว่า ลูกเด็กวานซืนนี้ไม่รู้จักผิดและชอบ แล้วหงอเสงก็ขับเกวียนไปเมืองเตง

ฝ่ายก๋งจูฮุดซึ่งรักษาเมืองเตงแจ้งว่าหงอเสงผู้บิดากลับมาจากเมืองหลวงก็ดีใจ จึงชวนขุนนางออกไปรับหงอเสงเข้าเมือง ก๋งจูฮุดดูกิริยาบิดาเห็นไม่สบายจึงถามว่า ท่านกลับมาครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นหน้าท่านไม่สบายท่านคิดเคืองสิ่งใดหรือ หงอเสงแจ้งเนื้อความให้ฟังทุกประการ ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็โกรธพระเจ้าฮวนอ๋องสิ้นทุกคน โกกีนีจึงว่า ครั้งชาเลเทมาตีเมืองหลวงได้ เตงกุดผู้บิดาท่านกับสี่หัวเมืองไปช่วยกำจัดชาเลเทหนีไป ครั้นพระเจ้าเบ๊งอ๋องสวรรคตแล้ว ท่านก็ให้บุตรมาเชิญไทจูโหไปครองสมบัติ ไทจูโหตายท่านจึงให้ก๋งจูหลิมเป็นพระเจ้าฮวนอ๋องครองราชสมบัติในเมืองหลวง และพระเจ้าฮวนอ๋องมิได้คิดถึงความชอบซึ่งท่านได้ทำไว้ กลับถอดเสียจากที่ได้ความอัปยศ ขอท่านจงจัดแจงยกไปตีเมืองหลวงกำจัดพระเจ้าฮวนอ๋องเสีย แล้วจัดแจงผู้มีบุญขึ้นครองสมบัติสืบไปจึงจะชอบ

เองขอซกได้ฟังดังนั้นจึงห้ามโกกีนีว่า ท่านอย่าเพิ่งโกรธก่อน เจ้าเมืองเตงนายเรามีกตัญญูนัก แต่มารดาทำความผิดเป็นอันมากยังไม่ตัดได้ ซึ่งถึงจะให้นายเราไปกำจัดพระเจ้าฮวนอ๋องเสียนั้นเห็นนายเราจะไม่ทำตาม แล้วเองขอซกจึงคำนับว่าแก่หงอเสงว่า ซึ่งพระเจ้าฮวนอ๋องโปรดให้ออกมาอยู่เมืองเตงครั้งนี้ท่านน้อยใจ ถ้าถึงปีใหม่ขอท่านไปเฝ้าให้ทุกปี อย่าให้พระเจ้าฮวนอ๋องและขุนนางทั้งปวงแคลงใจ และความดีซึ่งได้ทำไว้แต่ก่อนก็จะปรากฏอยู่ชั่วฟ้าและดิน ถ้าท่านไม่ฟังข้าพเจ้า เห็นพระเจ้าฮวนอ๋องจะนึกระแวงว่าท่านเป็นกบฏ ขุนนางทั้งปวงจะพลอยนินทาว่าท่านไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน ความชั่วก็จะล้างความดีเสีย หงอเสงก็นิ่งอยู่ไม่ได้ตอบประการใด

ชัวจกคิดโกรธพระเจ้าฮวนอ๋องจึงว่าแก่หงอเสงว่า ทุกวันนี้ขุนนางในเมืองหลวงและหัวเมืองทั้งปวงซึ่งขึ้นแก่เมืองหลวงก็เกรงกลัวสติปัญญาและฝีมือท่านอยู่ และท่านไม่คิดกำจัดพระเจ้าฮวนอ๋องแล้วก็ตามทีเถิด แต่บัดนี้ข้าวในเมืองเราแพง ข้าพเจ้าจะไปยืมข้าวในฉางหลวงซึ่งอุนลกไตหูรักษาอยู่นั้นมาจ่ายทหารทั้งปวง ท่านจะเห็นประการใด หงอเสงก็เห็นชอบด้วย ชัวจกก็คำนับลาออกมาจัดทหารเกวียนสามร้อยทหารม้าสามร้อยออกจากเมืองไปถึงที่อุนลก จึงให้ทหารไปหาอุนลกไตหูผู้รักษาฉางมาบอกว่า บัดนี้เมืองเตงขัดสนข้าวเปลือกที่จะจ่ายทหาร เราจะขอยืมข้าวในฉางสักพันเกวียน ท่านจะให้หรือไม่ให้ อุนลกไตหูจึงว่า ข้าวนี้เป็นของหลวง ไม่ใช่ของข้าพเจ้า จะให้ท่านยืมตามอำเภอใจนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าจะเข้าไปกราบทูลก่อน ถ้าโปรดประการใดจะกลับมาบอกท่าน อุนลกไตหูคำนับลาเข้าไปเมืองตังจิว กราบทูลพระเจ้าฮวนอ๋องตามคำชัวจกทุกประการ

พระเจ้าฮวนอ๋องแจ้งดังนั้นจึงตรัสว่า ปีนี้เมืองเราข้าวปลาอาหารก็หาบริบูรณ์ไม่ ซึ่งจะให้ชัวจกยืมไปนั้นไม่ได้ อุนลกไตหูก็รับสั่งคำนับลากลับไปเมืองหลวงแจ้งความแก่ชัวจกตามรับสั่ง ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็โกรธ และเมื่อชัวจกไปยืมข้าวหลวงนั้นเป็นฤดูข้าวสาลีออกรวง ชัวจกจึงว่าท่านไม่ให้ข้าวในฉางแล้วเราจะเกี่ยวข้าวรวงไป ชัวจกก็ให้ทหารเข้าเกี่ยวข้าวในนาหลวง อุนลกไตหูห้ามปรามก็มิฟัง ชัวจกเร่งทหารให้เกี่ยวข้าวแล้วนวดบรรทุกเกวียนทั้งสามร้อยเล่มเต็มแล้วก็กลับไปเมืองเตง

ฝ่ายอุนลกไตหูครั้นชัวจกกลับไปแล้ว จึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าฮวนอ๋องว่า ชัวจกซึ่งมายืมข้าวในฉางพันเกวียน พระองค์ไม่โปรดให้นั้น บัดนี้ให้ทหารเกี่ยวข้าวในนาหลวงไปเป็นอันมาก บรรทุกเกวียนกลับไปเมืองเตง ข้าพเจ้าห้ามปรามชัวจกมิฟัง ครั้นจะออกยื้อแย่งไว้พวกข้าพเจ้าก็น้อยตัวนัก พระเจ้าฮวนอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ทรงโกรธ จึงตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า หงอเสงเจ้าเมืองเตงให้ชัวจกมาเกี่ยวข้าวรวงของเราไป หงอเสงทำบังอาจนักไม่เกรงใจเรา เราจะให้ยกทัพไปตีเมืองเตงท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด จิวก๋งเซ็กเตียนจึงทูลว่า หงอเสงคนนี้มีกตัญญู นับในเชื้อพระวงศ์เป็นขุนนางสัตย์ซื่ออยู่ ซึ่งชัวจกมาทำการครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าหงอเสงหารู้ความไม่ ซึ่งจะให้ยกกองทัพไปตีเมืองเตงนั้น เมืองเตงกับเมืองหลวงก็จะเกิดรบพุ่งกัน หัวเมืองทั้งปวงก็จะล่วงครหานินทาได้ ของดไว้ฟังความให้แน่ก่อน พระเจ้าฮวนอ๋องได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ทหารไปกำชับด่านทางให้ออกตระเวนตรวจตรารักษาจงทุกตำบล ทหารก็ไปตามคำรับสั่ง

ฝ่ายชัวจกได้ข้าวสามร้อยเกวียนไปให้แก่หงอเสง แล้วเล่าความให้หงอเสงฟังทุกประการ หงอเสงแจ้งว่าชัวจกทำอุกอาจ ให้ทหารเกี่ยวข้าวในนาหลวงมาดังนั้นก็โกรธ จึงว่าท่านทำการล่วงเกินทั้งนี้จะให้พระเจ้าฮวนอ๋องกับเราขัดเคืองกันไม่ควรนัก หงอเสงก็จัดทหารและขุนนางคนสนิทจะให้ไปเฝ้าพระเจ้าฮวนอ๋อง พอขุนนางเมืองเจ๋เข้ามาคำนับบอกว่าเจ้าเมืองเจ๋จะใคร่พบท่าน บัดนี้เจ้าเมืองเจ๋มาอยู่ ณ เมืองเซ็กหงุยปลายแดน ให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปกินโต๊ะเสพสุราให้สบายสักเพลาหนึ่ง หงอเสงแจ้งดังนั้นจึงคิดว่า เจ๋อุดก๋งเจ้าเมืองเจ๋มาโดยสุจริตควรจะออกไปหา หงอเสงก็พาก๋งจูฮุดกับขุนนางและทหารทั้งปวงไปที่เซ็กหงุย เจ๋อุดก๋งเห็นหงอเสงเจ้าเมืองเตงมา จึงออกไปเชิญให้นั่งที่สมควร ต่างคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วให้ยกโต๊ะมาตั้ง เจ๋อุดก๋งกับหงอเสงก็กินโต๊ะเสพสุราด้วยกัน เจ๋อุดก๋งจึงว่า เราให้เชิญท่านมาวันนี้ ด้วยใคร่จะเป็นไมตรีกับท่านฉันพี่น้องร่วมสุขร่วมทุกข์กันไปภายหน้า เจ้าเมืองทั้งสองก็เอาปลายกระบี่แทงเอาโลหิตที่นิ้วมือลงละลายสุราสาบานตัวต่อกัน เจ๋อุดก๋งเห็นเด็กหนุ่มน้อยคนหนึ่งนั้นนั่งอยู่ข้างหลังหงอเสง รูปร่างงาม เห็นจะมีสติปัญญา เจ๋อุดก๋งจึงถามหงอเสงว่าเด็กหนุ่มน้อยคนนี้เป็นบุตรท่านหรือ หงอเสงจึงบอกว่าเป็นบุตรข้าพเจ้าชื่อก๋งจูฮุด เจ๋อุดก๋งจึงว่าเรากับท่านก็ได้สาบานกันแล้วโดยสุจริต บุตรหญิงเรามีอยู่คนหนึ่งยังเด็กอยู่ ถ้าสืบไปเบื้องหน้าบุตรเราสมควรจะมีเหย้าเรือนแล้วเราจะยกให้อยู่กินด้วยกันท่านจะเห็นประการใด หงอเสงจึงตอบว่า ท่านเป็นเจ้าเมืองใหญ่มีความสุขจะเป็นการเกี่ยวดองกับข้าพเจ้าผู้ครองเมืองน้อยนี้ ข้าพเจ้าขอบคุณท่านนัก ครั้นกินโต๊ะพูดจากันแล้วเจ๋อุดก๋งก็ลากลับไปเมืองเจ๋ หงอเสงก็ลากลับไปเมืองเตง

พออีปีนเข้ามาคำนับบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นบุตรเจ้าเมืองซอง ขณะเมื่อเจ้าเมืองซองผู้บิดายังมีชีวิตอยู่ ได้มอบสมบัติให้ข้าพเจ้า ครั้นบิดาข้าพเจ้าตาย ซ่วนก๋งผู้ลุงชิงเอาสมบัติเป็นเจ้าเมืองซอง ข้าพเจ้ามาหวังจะขอกองทัพท่านไปตีเมืองซอง ถ้าข้าพเจ้าได้เมืองซองแล้วจะเรียกส่วยสาอากรมาส่งเมืองเตงทุกปี หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็เชื่อว่าซวนก๋งผู้ลุงชิงสมบัติอีปีนผู้หลานจริง จึงจัดแจงทหารยกไปตีเมืองซองให้อีปีน ยังมิทันจะยกไป พอขุนนางเมืองซองคุมเครื่องบรรณาการกับหนังสือฉบับหนึ่งเข้ามาคำนับหงอเสงแล้วแจ้งความว่า เจ้าเมืองซองใช้ข้าพเจ้าถือหนังสือคุมบรรณาการมาให้ท่าน หงอเสงรับหนังสือมาอ่านดูเป็นใจความว่า ขณะเมื่อเจ้าเมืองซองตายนั้นเห็นว่าอีปีนผู้บุตรเป็นคนหยาบช้าหาสติปัญญามิได้ไม่ควรจะเป็นเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองจึงมอบสมบัติให้ซวนก๋งเป็นเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองให้สิ่งของบรรณาการมาขอเป็นทางไมตรีกันกับท่าน หงอเสงแจ้งดังนั้นก็เชื่อ เห็นว่าอีปีนเอาแต่ความดีมาว่า จึงให้งดกองทัพไว้มิให้ไปตีเมืองซอง อีปีนก็ตกอยู่ในเมืองเตง

ฝ่ายกีชุนอ๋วนตั้งแต่กีโหผู้ปู่ตายแล้วได้เป็นเจ้าเมืองโอย และกีชุนอ๋วนคนนี้เป็นหลานกีโหเจ้าเมืองโอย ครั้งแผ่นดินพระเจ้าอิวอ๋องเสียเมืองแก่ชาเลเทนั้น กีโหทำราชการอยู่ ณ เมืองหลวง ให้กีจองผู้บุตรว่าราชการอยู่เมืองโอย กีจองมีภรรยาสองคนๆ หนึ่งชื่อนางจงเกียงน้องภรรยาเจ้าเมืองเจ๋ คนหนึ่งชื่อนางไตขุยบุตรเจ้าเมืองติน นางไตขุยมีบุตรชายสองคน บุตรที่หนึ่งชื่อกีชุน บุตรที่สองชื่อก๋งจูจีน นางจงเกียงหามีบุตรไม่ จึงขอก๋งจูจีนไปเป็นบุตรเลี้ยง กีจองได้ภรรยาอีกคนหนึ่ง ชื่อนางขีเฮง นางขีเฮงมีบุตรชื่อจิวหู กีจองผู้บิดารักใคร่จิวหู จิวหูจะทำการสิ่งใดผิดชอบเหลือเกิน กีจองก็ตามใจไม่ว่ากล่าว จิวหูไปคบกับเซ็กฮอบุตรเซ็กซกนายทหาร พากันกินสุราขี่ม้าเที่ยวกลางตลาด เซ็กซกบิดาเซ็กฮอรู้ว่าบุตรของตัวคบกับจิวหูเป็นคนร้ายกาจก็โกรธ จึงจับตัวเซ็กอฮอมาจำไว้ จิวหูพาพวกเพื่อนไปชิงเอาเซ็กฮอมาพากันไปเที่ยวเล่น ถ้ารู้ว่าลูกสาวชาวบ้านไหนรูปงามก็เข้าฉุดคร่าไปเป็นภรรยา ทำการหยาบช้าต่างๆ กีจองผู้บิดารู้ก็นิ่งเสียมิได้ว่ากล่าว

ครั้นอยู่มากีจองตาย กีโหเห็นว่ากีชุนอ๋วนเป็นบุตรนางไตขุยเป็นหลานผู้ใหญ่มีสติปัญญา จึงมอบราชการเมืองโอยให้กีชุนอ๋วนว่ากล่าว ครั้นกีโหตายแล้ว พระเจ้าเบ๊งอ๋องจึงตั้งกีชุนอ๋วนเป็นเจ้าเมืองโอย กีชุนอ๋วนครองเมืองโอยมาหลายปีราษฎรได้ความเดือดร้อนด้วยจิวหูกับเซ็กฮอกระทำข่มเหง มีผู้มาร้องฟ้องอยู่เนืองๆ กีชุนอวนว่ากล่าวห้ามปรามจิวหู จิวหูก็โกรธกีชุนอ๋วนผู้พี่ คิดกับเซ็กฮอว่าจะชิงเอาสมบัติในเมืองโอยอยู่มิได้ขาด วันหนึ่งเซ็กฮอเห็นกีชุนอ๋วนจัดทหารจะเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮวนอ๋อง ณ เมืองหลวง จึงไปหาจิวหูกินโต๊ะเสพสุราด้วยกันแล้วบอกว่า บัดนี้กีชุนอ๋วนจะเข้าไปเมืองหลวง ความที่ท่านคิดไว้จะสำเร็จในครั้งนี้ จิวหูจึงว่า ซึ่งจะฆ่ากีชุนอ๋วนนั้นด้วยอุบายประการใด เซ็กฮอจึงว่า ข้าพเจ้าจะคุมทหารพรรคพวกห้าร้อยเอาอาวุธสั้นซ่อนไว้ในเสื้อ ไปแต่งโต๊ะคอยเลี้ยงกีชุนอ๋วนอยู่ ณ ที่สำนักจับลีเตงข้างประตูตะวันตกทางไกลเมืองประมาณร้อยห้าสิบเส้น ท่านจงตามไปส่งกีชุนอ๋วนถึงที่จับลีเตง แล้วท่านจึงเชิญให้กินโต๊ะ ถ้าท่านเห็นกีชุนอ๋วนเมาสุรา ท่านจงทำให้จอกสุราพลัดมือลงเป็นสำคัญ ข้าพเจ้ากับทหารทั้งปวงจะเข้าฆ่ากีชุนอ๋วนเสีย ท่านก็จะได้เป็นเจ้าเมืองโอยโดยง่าย ไม่พักทำการรบพุ่งให้เหนื่อยแรงทหาร ท่านเห็นประการใด จิวหูได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย ครั้นถึงเดือนห้าขึ้นสามคํ่าเป็นวันกำหนด กีชุนอ๋วนเจ้าเมืองโอยจะไปเมืองหลวง เซ็กฮอก็พาทหารห้าร้อยซ่อนอาวุธสั้นในกลีบเสื้อทุกคน ไปทำโต๊ะคอยกีชุนอ๋วนอยู่ที่จับลีเตง

ฝ่ายกีชุนอ๋วนครั้นวันขึ้นสามคํ่า จึงขึ้นขี่เกวียนพร้อมด้วยขุนนางและทหารแห่หน้าหลัง ออกจากเมืองโอยมาทางประตูทิศใต้จะไปเมืองหลวง จิวหูก็ตามไปส่ง ครั้นถึงที่จับลีเตงจิวหูก็คำนับส่งจอกสุราให้กีชุนอ๋วนตามธรรมเนียม แล้วว่าท่านจะไปเมืองหลวงครั้งนี้อยู่ช้าถึงสามเดือนจึงจะได้กลับมาเมือง ข้าพเจ้าให้มาแต่งโต๊ะไว้ ขอท่านไปกินโต๊ะเสพสุราด้วยข้าพเจ้าให้สบายก่อนจึงไป กีชุนอ๋วนได้ฟังดังนั้น มิได้รู้กลอุบายด้วยสำคัญว่าจิวหูเป็นน้องรักโดยสุจริต จึงลงจากเกวียนขึ้นบนจับลีเตงแปลว่าศาลาที่สำนัก เซ็กฮอก็ยกโต๊ะขึ้นตั้งให้กีชุนอ๋วนกับจิวหูกิน กีชุนอ๋วนจึงว่า เราจะไปอยู่เมืองหลวงครั้งนี้ช้าหลายเดือน เจ้าอยู่ภายหลังจงเอาใจใส่บ้านเมืองกว่าเราจะกลับมา จิวหูรับคำแล้วรินสุราส่งให้กีชุนอ๋วนอยู่เนืองๆ ครั้นเห็นกีชุนอ๋วนเมาแล้ว จิวหูก็ยกจอกสุราขึ้นทำให้พลัดมือตกลง

ฝ่ายเซ็กฮอและทหารทั้งปวงเห็นดังนั้น ก็ชักอาวุธออกจากเสื้อโดดขึ้นไปแทงกีชุนอ๋วนตายแล้ว บรรดาขุนนางทั้งปวงซึ่งไปด้วยกีชุนอ๋วนเห็นดังนั้นต่างตกใจกลัว จึงเข้าไปคำนับยอมเข้าด้วยจิวหู จิวหูจึงประกาศแก่ขุนนางและทหารทั้งปวงว่า แม้นกลับไปเมืองโอย ถ้าชาวเมืองจะถามให้บอกว่ากีชุนอ๋วนเป็นปัจจุบันตาย แม้นผู้ใดพูดว่ากีชุนอ๋วนตายด้วยอาวุธเราจะลงโทษถึงสิ้นชีวิต จิวหูจึงให้ยกศพกีชุนอ๋วนใส่หีบ ตรึงผนึกปิดให้มิดชิดแล้วก็ให้ทหารยกขึ้นเกวียนกลับเข้าเมืองโอย จิวหูก็ให้ขุนนางไปป่าวร้องกับชาวเมืองว่า เจ้าเมืองโอยจะไปเมืองหลวง ยกไปถึงที่จับลีเตงเป็นปัจจุบันตาย ให้อาณาประชาราษฎร์มาช่วยกันทำการฝังศพ ชาวเมืองทั้งปวงแจ้งดังนั้นสำคัญว่าจริง ต่างคนมาช่วยทำการฝังศพกีชุนอ๋วนตามธรรมเนียมแล้วยกจิวหูขึ้นเป็นเจ้าเมืองโอย จิวหูจึงตั้งเซ็กฮอเป็นเสียงไตหูขุนนางผู้ใหญ่ ได้บังคับบัญชาทั้งพลเรือนและทหาร

ในขณะนั้นจิวหูให้จับบุตรภรรยากีชุนอ๋วนฆ่าเสียสิ้น มีทหารคนหนึ่งพาก๋งจูจีนน้องร่วมท้องกีชุนอ๋วนผู้ตายนั้นหนีออกจากเมืองโอยไปอยู่เมืองเหง ครั้นจิวหูได้เป็นเจ้าเมืองได้สามวัน จึงปรึกษาเซ็กฮอว่า บัดนี้เราได้เป็นใหญ่ในเมืองโอยแล้ว อันเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงหารู้จักสติปัญญาและฝีมือเราไม่ เราคิดจะยกทัพไปตีหัวเมืองทั้งปวงให้ยำเกรงฝีมือเราไว้ ท่านจะเห็นประการใด เซ็กฮอจึงตอบว่า หัวเมืองทั้งปวงกับเมืองเราราษฎรไปมาค้าขายถึงกันอยู่ทุกเมือง และเมืองเตงนั้น ครั้งเมื่อหงอเสงวิวาทจับจงซกต้านผู้น้อง หงอเสงโกรธว่ามารดาเข้ากับน้องให้ขับมารดาเสีย หงอเสงทำศึกกับจงซกต้าน จงซกต้านสู้พี่ชายมิได้จึงเชือดคอตายเสีย ก๋งซุนคุดบุตรจงซกต้านหนีมาอยู่เมืองเรา ได้ขอกองทัพไปทำการแก้แค้นแทนบิดาก็หาสำเร็จไม่ ถ้าท่านจะคิดทำการศึกเมื่อใด จงไปตีเอาเมืองเตงก่อน แม้ได้เมืองเตงแล้วจึงค่อยคิดการต่อไป จิวหูจึงว่า รู้อยู่ว่าเจ้าเมืองเตงกับเจ้าเมืองเจ๋เป็นไมตรีกัน ถ้าเราจะยกไปตีเมืองเตงเห็นว่ากองทัพเมืองเจ๋จะยกมาช่วย อันเมืองเจ๋เป็นเมืองใหญ่ มีทแกล้วทหารมาก เห็นเราจะเอาชัยชนะยาก เซ็กฮอจึงตอบว่า ถ้าดังนั้นขอท่านจงจัดแจงของบรรณาการไปผูกพันเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองชัว เจ้าเมืองติน เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองซองให้สนิท จึงมีหนังสือกล่าวโทษเจ้าเมืองเตงไปว่า เจ้าเมืองเตงเป็นคนอกตัญญูต่อมารดา ทั้งให้ทหารไปเกี่ยวข้าวของพระเจ้าฮวนอ๋องผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน ทำการหยาบช้าไม่เกรงพระมหากษัตริย์ ถ้าเจ้าเมืองทั้งสี่เข้าด้วยเราแล้ว เราจะพากองทัพทั้งสี่เมืองเข้าล้อมเมืองเตงไว้ ถึงกองทัพเมืองเจ๋จะยกมาช่วยก็เห็นหาสู้รบเราได้ไม่

จิวหูจึงว่า เจ้าเมืองตินเจ้าเมืองชัวเป็นเมืองน้อย ถึงเราจะไปขอกองทัพก็เห็นหาขัดเราไม่ ด้วยกลัวเราจะยํ่ายี แต่เมืองฬ่อกับเมืองซองนั้นเป็นเมืองใหญ่ ถ้ามิเป็นใจด้วยเรา เราจะคิดประการใด เซ็กฮอจึงตอบว่า เดิมซองบอกก๋งเจ้าเมืองซองมีบุตรคนหนึ่งชื่ออีปีน ขณะเมื่อซองบอกก๋งจะตายนั้น ยกสมบัติให้ซวนก๋งพี่ชาย อีปีนมีความน้อยใจจึงหนีไปอยู่เมืองเตง เจ้าเมืองเตงจะยกไปตีเมืองซองให้อีปีน ซวนก๋งเจ้าเมืองซองต้องจัดแจงเงินทองไปขอเป็นทางไมตรีกับเจ้าเมืองเตง เพราะกลัวเจ้าเมืองเตงจะยกมาตีเมืองซอง ด้วยเมืองซองนั้นทแกล้วทหารซึ่งจะเป็นกำลังศึกน้อยกว่าทหารเมืองเตง ข้าพเจ้าเห็นว่าซวนก๋งจะคิดพยาบาทเมืองเตงอยู่ ถ้าท่านมีหนังสือบอกไปถึงซวนก๋ง ซวนก๋งแม้นแจ้งว่ากองทัพจะสมทบกันเป็นหลายเมือง ซวนก๋งก็จะดีใจ คงจะยกมาช่วยท่านตีเมืองเตง เมืองฬ่อซึ่งท่านเกรงว่าจะไม่ยกมานั้น ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าเจ้าเมืองฬ่อตั้งก๋งจูหุนเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการทั้งทหารและพลเรือน ก๋งจูหุนจะว่ากล่าวสิ่งใดเจ้าเมืองฬ่อก็เชื่อฟัง ราชการเมืองฬ่อนั้นสิทธิ์ขาดอยู่กับก๋งจูหุนผู้เดียว ก๋งจูหุนเป็นคนโลภทรัพย์เห็นแต่จะได้ ขอท่านจงจัดสิ่งของไปให้ก๋งจูหุน ให้ก๋งจูหุนช่วยว่ากล่าวเจ้าเมืองฬ่อ ก็เห็นจะได้กองทัพมาเป็นมั่นคง

จิวหูได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงจัดแจงของอย่างดีบรรทุกเกวียน แต่งขุนนางสามคนถือหนังสือและคุมของแยกกันไปเมืองฬ่อ เมืองติน เมืองชัว แต่เมืองซองนั้นให้เบ๊งฮูเป็นคนมีสติปัญญาถือหนังสือคุมของไป เบ๊งฮูครั้นไปถึงเมืองซองก็เข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่ให้พาเข้าไปคำนับเจ้าเมืองซอง แล้วเบ๊งฮูแจ้งความแก่เจ้าเมืองซองว่า เจ้าเมืองโอยให้ข้าพเจ้าคุมเครื่องบรรณาการมาเป็นทางไมตรีกับท่าน และมีหนังสือมาถึงท่านฉบับหนึ่ง

ซวนก๋งเจ้าเมืองซองรับหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความแล้วจึงว่ากับเบ๊งฮูว่า เจ้าเมืองโอยนายท่านมีหนังสือมาถึงเราว่าเจ้าเมืองเตงเป็นคนอกตัญญูต่อมารดา แล้วใช้ทหารให้ไปเกี่ยวข้าวในนาของพระเจ้าฮวนอ๋อง เจ้าเมืองเตงทำมิชอบความชั่วก็อยู่แก่ตัวเขาเอง อันเมืองเตงกับเราจะได้มีข้อขัดเคืองกันหามิได้ นายท่านมีหนังสือมาจะให้เรายกไปตีเมืองเตงนั้นเราขอตรึกตรองดูก่อน เบ๊งฮูเห็นว่าซวนก๋งบิดพลิ้วอยู่ จึงแกล้งทำแหงนหน้าดูฟ้าแล้วว่า ซึ่งเจ้าเมืองโอยให้ข้าพเจ้าชวนท่านไปตีเมืองเตงครั้งนี้จะเป็นธุระของนายข้าพเจ้าก็หามิได้ นายข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นธุระของท่าน หวังจะช่วยกำจัดศัตรูท่านเสีย จึงให้ข้าพเจ้ามาบอกท่าน ท่านลืมไปแล้วหรือ ครั้งเมื่อน้องท่านยกสมบัติให้แก่ท่านนั้น อีปีนผู้หลานท่านน้อยใจว่าสมบัติของบิดาควรจะได้แก่บุตร อีปีนจึงหนีไปเมืองเตง ขอกองทัพมาตีเมืองซองชิงเอาสมบัติของบิดาให้จงได้ และนายข้าพเจ้าคิดจะไปจับเจ้าเมืองเตงผู้หยาบช้าต่อพระเจ้าฮวนอ๋องเมืองหลวงครั้งนี้ ก็คิดจะจับอีปีนฆ่าเสียด้วย บ้านเมืองท่านเห็นจะเป็นสุขด้วยสิ้นเสี้ยนหนามศัตรู บัดนี้ทัพเมืองฬ่อ เมืองชัว เมืองติน ก็พร้อมใจกันจะไปตีเมืองเตงอยู่แล้ว

ซวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็ฉุนโกรธขึ้นมาจึงว่า นายท่านจะช่วยธุระก็ขอบคุณนัก ท่านจงกลับไปบอกแก่นายท่านเถิดว่า เราจะจัดแจงทแกล้วทหารให้พร้อมแล้วจึงจะยกตามไป เบ๊งฮูก็คำนับลาไปเมืองโอย ซวนก๋งก็สั่งของฮูแก๋ให้เกณฑ์ทหาร จะยกไปตีเมืองเตง ของฮูแก๋ขุนนางนายทหารจึงว่ากับซวนก๋งว่า อันเบ๊งฮูมากล่าวโทษเจ้าเมืองเตงว่าเป็นคนอกตัญญูต่อมารดา และโทษตัวจิวหูซึ่งฆ่าพี่ชายเสียนั้นเบ๊งฮูมิได้ยกขึ้นว่า และเมืองเตงเมืองเราก็เป็นทางไมตรีต่อกันมาแต่ก่อน เบ๊งฮูว่าทั้งนี้หวังจะให้สองเมืองวิวาทกัน ถึงมาตรว่าจะร่วมทั้งหัวเมืองยกไปตีเมืองเตงครั้งนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเตงก็มีทหารซึ่งมีฝีมือและความคิดเป็นอันมาก จะเอาชัยชนะโดยง่ายนั้นอย่าประมาท ถ้าท่านไปตีเมืองเตงไม่ชนะเจ้าเมืองเตงก็จะพยาบาทท่าน ก็จะต้องรบพุ่งฆ่าฟันกันเนืองๆ ไป ราษฎรชาวเมืองซึ่งเคยเป็นสุขมาแต่ก่อนก็จะมิกลับได้ความเดือดร้อนหรือขอท่านจงตรึกตรองดูก่อน ซวนก๋งมิได้เชื่อฟังของฮูแก๋ทัดทาน คิดเห็นแต่จะใคร่ได้ตัวอีปีนหลานมาฆ่าเสีย จึงสั่งให้ก๋งจูหุนเป็นแม่ทัพคุมทหารเจ็ดพันเศษยกไปสมทบกองทัพเมืองโอย ก๋งจูหุนคำนับลายกทหารออกจากเมืองซองไปตามระยะทางมาถึงเมืองโอย

ฝ่ายจิวหูครั้นรู้ว่ากองทัพเมืองซองมาถึง ก็จัดแจงทหารให้เซ็กฮอเป็นทัพหน้า จิวหูเป็นทัพหลวง ยกออกจากเมืองโอย พอกองทัพเมืองฬ่อ เมืองติน เมืองชัวก็มาถึงพร้อมกัน เป็นทหารเอกทหารเลวสามเมือง ประมาณสามพันห้าร้อย จิวหูจึงแบ่งทหารเมืองโอยเป็นกองลำเลียงส่งเสบียงอาหาร แล้วก็ยกทัพทั้งห้าหัวเมืองไปถึงปลายแดนเมืองเตง ให้ทหารเข้าตีเมืองน้อยซึ่งขึ้นแกหงอเสงแตกแล้วมิได้ยั้ง ยกทัพใหญ่รีบเข้าไปถึงด่านเมืองเตง

ฝ่ายผู้รักษาเมืองรายทางก็บอกข้อราชการไปถึงหงอเสง ครั้นหงอเสงรู้ให้จัดแจงบ้านเมืองยังมิทันเสร็จ กองทัพทั้งห้าหัวเมืองก็มาถึงชานเมืองเตงตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ ห่างเชิงกำแพงเมืองประมาณสามร้อยเส้น หงอเสงจึงให้ทหารปิดประตูเมืองและขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้แล้ว หงอเสงแกล้งปรึกษาจะดูสติปัญญาขุนนางทั้งปวงว่า ข้าศึกมีกำลังมาก ยกล่วงเข้ามาประชิดเมืองเราครั้งนี้ ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด

ขุนนางนายทหารทั้งปวง บางคนว่าจะให้สู้รบ บ้างว่าให้งอนง้อแก่ข้าศึกเสียโดยดี บ้างว่าจะให้อพยพครอบครัวหนีไป นายทหารปรึกษาทุ่มเถียงกันเป็นเหล่าๆ มิได้ตกลงกัน หงอเสงเห็นทหารแก่งแย่งกันก็หัวเราะ จึงว่า ซึ่งกองทัพหัวเมืองยกมาทั้งนี้เพราะจิวหูเจ้าเมืองโอยไปชักชวนมา อันซวนก๋งเจ้าเมืองซองนั้นกับเราก็ไม่มีพยาบาทกัน ซึ่งให้ยกกองทัพมาทั้งนี้ก็จะใคร่ได้ตัวอีปีนผู้หลาน เราจะส่งตัวอีปีนไปให้แม่ทัพเมืองซอง แม่ทัพเมืองซองได้ตัวอีปีนแล้วก็จะกลับไปเมืองไม่ต้องสู้รบให้เหนื่อยแรงทหาร และเมืองฬ่อนั้นเป็นคนโลภทรัพย์เห็นแก่ของกำนัลของจิวหูจึงยกมา จะได้มีความโกรธขึ้งกับเราก็หามิได้ ถ้าเห็นว่าเมืองซองไม่ทำร้ายเรา เมืองฬ่อก็จะกลับไปเอง และเมืองตินเมืองชัวเป็นเมืองน้อย ชนะไหนก็เล่นด้วยหาตั้งใจมารบกับเราไม่ เห็นจะมาโดยกลัวจิวหู ถ้าเห็นเมืองซองเมืองฬ่อเลิกไปแล้วก็จะกลับไปตามเมืองใหญ่ อันจิวหูคนนี้มักพอใจอวดฝีมือ จิวหูได้เป็นเจ้าเมืองโอยขึ้นใหม่ ชาวเมืองโอยยังหาราบคาบไม่ อันจิวหูยกมาครั้งนี้ทางไกลถึงยี่สิบวัน เห็นยังเป็นห่วงหลังอยู่ เราจะแต่งทหารออกไปรบแกล้งทำเป็นแพ้ จิวหูก็จะดีใจอวดฝีมือแก่ทหาร อันเซ็กฮอที่ปรึกษานั้นเล่านํ้าใจก็เหมือนจิวหู จะเอาแต่เกียรติยศว่ารบชนะทหารเราแล้วก็จะเลิกทัพกลับไปเมืองเป็นมั่นคง

หงอเสงจึงสั่งก๋งจูดีให้คุมทหารสามพัน ยกออกไปทางประตูตะวันออก รบกับจิวหูแล้วทำแพ้ ทิ้งสาตราวุธเสียหนีเข้าเมือง แล้วหงอเสงสั่งขุนนางนายทหารผู้หนึ่ง ให้พาตัวอีปีนไปเมืองเตียงกัดตามซึ่งคิดไว้ ทหารทั้งสองก็คำนับลาไปทำตามสั่ง ขณะนั้นนายทหารซึ่งพาตัวอีปีนไปถึงเมืองเตียงกัด จึงพาตัวอีปีนเข้าไปคำนับก๋งจูหุนแม่ทัพเมืองซองแล้วบอกว่า อีปีนชาวเมืองซองหนีมาอยู่กับเจ้าเมืองเตงผู้นายข้าพเจ้า อีปีนบอกนายข้าพเจ้าว่าเป็นหลานเจ้าเมืองซอง นายข้าพเจ้ารู้ว่าท่านออกมาจึงให้เอาตัวหลานเจ้าเมืองซองมาฝากท่านไปให้เจ้าเมืองซองด้วย ก๋งจูหุนก็รับเอาตัวอีปีนไว้จึงคิดว่า เจ้าเมืองซองให้ยกทัพมาครั้งนี้ก็เพราะอยากจะใคร่ได้ตัวอีปีนผู้หลาน เจ้าเมืองเตงก็ส่งตัวอีปีนมาให้แล้ว ครั้นจะยกเข้ารบพุ่งกับทหารเมืองเตงเล่าก็จะเกิดศึกติดพันกันไปหาต้องการไม่ ก๋งจูหุนคิดแล้วจึงว่า นายท่านเห็นแก่ไมตรีส่งอีปีนมาให้ เราขอบใจนายท่านนัก ก๋งจูหุนก็เชิญหลานเจ้าเมืองขึ้นม้ามิได้จำจอง ด้วยเกรงว่าเป็นหลานของนาย แล้วก็เลิกทัพกลับไป

ฝ่ายแม่ทัพเมืองฬ่อเห็นกองทัพเมืองซองกลับไป จึงให้ทหารยกเข้าเมืองเตียงกัด เก็บริบเอาแต่ข้าวของทรัพย์สินชาวเมืองได้แล้วก็เลิกกลับไปเมือง จิวหูกับเซ็กฮอเห็นทัพเมืองฬ่อเมืองซองเลิกไปไม่รู้ว่าเหตุผลประการใด จิวหูโกรธมิให้ไปไต่ถามห้ามปราม จึงว่ากับเจ้าเมืองตินเมืองชัวว่า เรามาทางไกล อย่าให้เสียทีมาเลย จงช่วยเรารบทหารเมืองเตงสักครั้งหนึ่งพอเป็นเกียรติยศไว้แล้ว เราจึงค่อยกลับไปพร้อมกันเถิด

ขณะนั้นพอก๋งจูดีคุมทหารมาถึงค่ายจิวหู จิวหูกับเซ็กฮอก็ขึ้นม้าถือทวนยกทหารออกจากค่ายเข้ารบกับก๋งจูดี ทหารเมืองตินเมืองชัวเห็นกองทัพเมืองเตงกับเมืองโอยรบกันก็มิให้เข้าช่วยรบพุ่ง ต่างยืนดูทหารทั้งสองฝ่ายรบกันอยู่ ก๋งจูดีต่อสู้กับเซ็กฮอได้สามสิบเพลง จึงทำเป็นเสียทีโดดลงจากหลังม้า ทิ้งอาวุธเสียหนีไป ทหารทั้งปวงก็ทิ้งม้าทิ้งอาวุธต่างๆ วิ่งหนีเข้าเมือง แล้วปิดประตูเมืองเสีย จิวหูได้ทีขับทหารไล่ตามไปถึงเชิงกำแพง

หงอเสงขึ้นอยู่บนเชิงเทินก็ให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ถูกทหารเมืองโอยป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก จะเข้าเมืองเตงมิได้ ก็ให้ตีม้าล่อเรียกทหารถอยทัพกลับมาถึงทุ่งนา จิวหูตรงเข้าค่าย เซ็กฮอนั้นหยุดอยู่ให้ทหารเกี่ยวข้าวในนานวดบรรทุกเกวียนลำเลียงแล้ว สั่งนายทัพนายกองทั้งปวงว่า เวลาพรุ่งนี้เราจะเลิกทัพกลับไปเมืองโอยให้เกวียนเสบียงและคนป่วยเจ็บล่วงไปก่อน

จิวหูแจ้งดังนั้นจึงให้หาเซ็กฮอมา ณ ค่ายแล้วว่า เราได้ทีทำกับเจ้าเมืองเตงอยู่แล้ว เหตุใดจะเลิกทัพกลับไปเล่า เซ็กฮอจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นเหตุอย่างหนึ่ง แต่ยังหาได้แจ้งแก่ท่านไม่ แล้วเซ็กฮอแลดูตาจิวหู จิวหูรู้กิริยาก็ลุกเดินเข้าไปที่ข้างใน เซ็กฮอตามเข้าไป จิวหูจึงถามว่าเหตุประการใด เซ็กฮอจึงบอกว่า เมืองเตงนี้เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ทแกล้วทหารก็มาก ที่จะหมายหักเอาโดยเรานั้นไมได้ ซึ่งท่านเห็นว่าศึกเป็นทีจะยกตามไปประชิดเมืองนั้น ถ้าได้รบพุ่งติดพันกันเข้า ฉวยเกิดเหตุขึ้นข้างหลังเราจะถอนตัวยาก ด้วยเมืองโอยท่านพึ่งสำเร็จราชการใหม่ ขุนนางและราษฎรยังหาปกติไม่ แม้นชาวเมืองกลับใจไป ท่านมิเสียทั้งสองฝ่ายหรือ อันทัพเมืองเตงแตกครั้งนี้ข้าพเจ้าก็คิดว่าได้ชัยชนะแล้วเอาแต่พอเป็นฤกษ์ไว้ กลับไปจัดแจงบ้านเมืองให้เป็นที่มั่นคงก่อนจึงค่อยคิดการต่อไป

จิวหูก็เห็นด้วยจึงออกมาสั่งทหารให้ไปบอกแก่นายทัพทั้งสองเมืองว่า ซึ่งอยู่ช่วยเรารบขอบใจนัก บัดนี้ทัพเมืองเตงแตกไปแล้วให้ทัพสองหัวเมืองกลับไปเถิด นายทัพสองเมืองแจ้งดังนั้นต่างก็ยกแยกกันไป จิวหูกับเซ็กฮอก็ยกกลับไปเมืองโอย

ฝ่ายก๋งจูหุนทหารเมืองซอง ขณะเมื่อพาอีปีนมานั้นมิได้ควบคุมให้มั่นคง ครั้นเพลาคํ่าขาดระยะบ้าน ก๋งจูหุนให้ทหารปลูกทับให้อีปีนนอน ตัวก๋งจูหุนก็นอนอยู่ชั้นกลาง แล้วให้ทหารเลวนั้นนอนรายรอบทั้งสี่ด้าน ก๋งจูหุนกับทหารทั้งปวงเหนื่อยมาก็หลับสนิทสิ้น อีปีนนอนไม่หลับจึงคิดแต่ในใจว่า เจ้าเมืองซองผู้ลุงเราเห็นจะหาเลี้ยงเราไม่ ซึ่งจะไปตาย ณ เมืองนั้นเห็นจะได้ความอัปยศนัก ถึงชีวิตจะตาย ก็สู้ซนไปตายเสียที่อื่นดีกว่า อีปีนคิดพลางดูก๋งจูหุนเห็นนอนหลับสนิทจึงค่อยย่องออกมาผูกม้า แล้วขึ้นขี่รีบไปทางประมาณยี่สิบเส้นจึงคิดว่า ถ้าจะหนีไปเมืองเตงเห็นก๋งจูหุนจะไม่สงสัย ด้วยเจ้าเมืองเตงจับส่งให้ครั้งหนึ่งแล้ว เราจะไปเมืองเตงครั้งนี้ ถ้าเจ้าเมืองเตงจะไม่เอาไว้จึงคิดผ่อนผันไปอยู่เมืองอื่น สุดแต่ให้พ้นก๋งจูหุนให้จงได้ อีปีนคิดแล้วก็รีบขับม้าไปทางเมืองเตง

ขณะนั้นก๋งจูหุนกับทหารทั้งปวงตื่นขึ้นมิได้เห็นอีปีนก็ตกใจ ก๋งจูหุนจึงคิดว่า ซึ่งอีปีนหนีไปครั้งนี้ เห็นจะไม่ไปเมืองเตง จึงจัดนายทหารสามคนให้คุมทหารแยกกันไปตามอีปีน ทางเมืองฬ่อกองหนึ่ง เมืองโอยกองหนึ่ง เมืองชัวกองหนึ่ง ตัวก๋งจูหุนรีบไปเมืองซอง

ฝ่ายอีปีนครั้นไปถึงเมืองเตงจึงบอกนายประตูว่า เราจะขอเข้าไปคำนับหงอเสง นายประตูก็เข้าไปแจ้งแก่หงอเสงตามคำอีปีน หงอเสงแจ้งว่าอีปีนกลับมาได้จึงคิดว่าอีปีนหมายจะฝากชีวิตเรา หงอเสงก็ออกมารับอีปีนถึงประตูเมือง รับคำนับกันแล้วจึงว่ากับอีปีนว่า ท่านทิ้งบุตรภรรยาเสียมาพึ่งเรา ซึ่งเราส่งคืนไปนั้นอย่าน้อยใจเลย ครั้งนี้เราจะทำนุบำรุงท่านให้มีความสุข แล้วพาอีปีนมาที่อยู่ ให้แต่งโต๊ะเชิญอีปีนเสพสุราแล้วว่า ท่านจงไปอยู่ ณ ตำบลเตียงกัดก่อนเถิด เกลือกบ่าวไพร่ที่มีกตัญญูจะลอบหนีตามมาก็จะได้เข้าหาง่าย อีปีนก็ลาไปอยู่เตียงกัดตามคำหงอเสง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ