๔๖

ขณะเมื่อพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองหลวงได้ยี่สิบห้าปี เมืองฆ้อ เมืองชัว กลับไปขึ้นกับเมืองฌ้อ มิได้ไปถวายเครื่องบรรณาการแก่พระเจ้าเมืองหลวง พระเจ้าเมืองหลวงมีหนังสือไปรับสั่งเจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นจึงจัดแจงกองทัพ ให้ซีโฮยเป็นแม่ทัพ คุมทหารหมื่นหนึ่งไปตีเมืองฆ้อทัพหนึ่ง ให้คับพวดคุมทหารหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองชัว ซีโฮยกับคับพวดคำนับลาออกมาตรวจเตรียมทหารแล้วยกออกมาจากเมืองจิ้น แยกทางกันไปเมืองฆ้อเมืองชัว

ฝ่ายชาวด่านเมืองฆ้อเมืองชัว รู้ว่ากองทัพเมืองจิ้นยกเหยียบแดนเข้ามาก็ตกใจ ขึ้นม้ารีบนำข้อราชการไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฆ้อ เจ้าเมืองชัวทุกประการ เจ้าเมืองฆ้อ เจ้าเมืองชัวจึงแต่งหนังสือบอกไปขอกองทัพเจ้าเมืองฌ้อให้มาช่วย ม้าเร็วทั้งสองเมืองรีบไปเมืองฌ้อเข้าหาขุนนางผู้ใหญ่ เข้าไปแจ้งความแก่ฌ้อเซียงอ๋อง ฌ้อเซียงอ๋องแจ้งว่ากองทัพเมืองจิ้นยกมาเหยียบแดนเมืองฆ้อเมืองชัว จึงคิดว่าหัวเมืองทั้งสองนี้เป็นเมืองขึ้นแก่เมืองตังจิว บัดนี้เจ้าเมืองจิ้นรู้ว่าหัวเมืองทั้งสองมาขึ้นแก่เรา เจ้าเมืองจิ้นโกรธจึงให้ยกทัพใหญ่มาตี แม้นจะมิจัดแจงกองทัพไปช่วย หัวเมืองทั้งสองจะเสียแก่กองทัพเมืองจิ้นครั้งนี้ แล้วไปภายหน้าหัวเมืองทั้งปวงซึ่งจะมาสวามิภักดิ์เข้าด้วยก็จะท้อใจว่าเราหาเป็นที่พึ่งได้ไม่ ฌ้อเซียงอ๋องจึงสั่งเตาปวดให้คุมทหารหมื่นหนึ่งยกไปช่วยเมืองฆ้อ ให้เซงไต้ซิมคุมทหารหมื่นหนึ่งไปช่วยเมืองชัว เตาปวดกับเซงไต้ซิมคำนับลาออกมาจัดทหารกองละหมื่นยกออกจากเมืองฌ้อ เซงไต้ซิมแยกทางไปเมืองชัว เตาปวดยกไปทางเมืองฆ้อ มาถึงตำบลเตจุยปลายแดนเมืองฌ้อ พอทหารม้าเร็วไปสืบทางกลับมาบอกว่ากองทัพเมืองจิ้นมาตั้งค่ายอยู่ชายป่าริมคลองนํ้าเตจุย

เตาปวดยกทัพไปตั้งค่ายมั่นลงห่างค่ายซีโฮยทางประมาณห้าสิบเส้น ให้ทหารตรวจตรารักษาค่าย เสียงเกราะและม้าล่ออื้ออึงหวังจะดูท่วงทีทัพเมืองจิ้น ขณะเมื่อเตาปวดกับซีโฮยมาตั้งค่ายอยู่นั้นเป็นฤดูหนาวนัก นํ้าในท้องคลองแข็งเหมือนดังสารส้ม ทหารทั้งสองฝ่ายต่างตรวจตรารักษาค่ายอยู่หาออกรบพุ่งกันได้ไม่ เตาปวดจึงคิดว่ากองทัพเมืองจิ้นยกมาครั้งนี้ ตีได้หัวเมืองรายทางซึ่งขึ้นแก่เมืองฆ้อได้เป็นหลายตำบล รวบรวมเสบียงอาหารไว้เป็นอันมาก กองทัพเรายกมาพักอยู่กว่าจะพ้นฤดูหนาวนั้นถึงสองเดือนเศษจึงจะได้รบกัน เสบียงอาหารเห็นจะขัดสน เตาปวดคิดแล้วจึงแต่งหนังสือไปถึงซีโฮยว่า เทศกาลนี้เป็นฤดูหนาวนัก ทหารทั้งสองฝ่ายแต่จะเหยียดมือและเท้าก็มิใคร่จะได้ ให้แม่ทัพเมืองจิ้นกลับไปเมืองเถิด ทัพเราก็จะเลิกทัพกลับไปเมืองฌ้อเวลาพรุ่งนี้ ต่อปีหน้าฤดูร้อนจึงจะยกมาทำศึกกันให้ถึงแพ้และชนะ ทหารก็ถือหนังสือออกจากค่ายไปถึงประตูค่ายเมืองจิ้น ให้นายประตูค่ายพาเข้าไปแจ้งความแก่ซีโฮย

ซีโฮยแจ้งความดังนั้นจึงสั่งผู้ถือหนังสือว่า ซึ่งนายท่านให้มานัดเลิกทัพด้วยเป็นฤดูหนาว จะรบพุ่งกันมิได้นั้นก็ชอบแล้วเราจะทำตาม ผู้ถือหนังสือรับคำแล้ว ลากลับไปแจ้งความแก่เตาปวดทุกประการ ครั้นรุ่งเช้าเตาปวดก็ให้ทหารสอดแนมดูท่วงทีทัพเมืองจิ้นด้วยเกรงจะเป็นกลอุบายล่อลวง ครั้นรู้ว่าทัพเมืองจิ้นออกจากค่ายข้ามคลองนํ้าเตจุยไปแล้วเตาปวดก็ยกทัพกลับมาเมืองฌ้อ

ฝ่ายคับพวดยกทัพมาตั้งค่ายพักทหารอยู่ในแดนเมืองฆ้อ ให้ทหารไปสืบกองทัพซีโฮย ทหารกลับมาบอกว่าซีโฮยยกไปตั้งค่ายอยู่ ณ ตำบลเตจุย เตาปวดทหารเมืองฌ้อยกมายังมิได้รบกัน ต่างก็เลิกทัพกลับไปเมืองแล้ว คับพวดจึงปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวงว่า ฌ้อเซียงอ๋องรู้ว่าเรายกมาจะตีเมืองชัว ฌ้อเซียงอ๋องให้เซงไต้ซิมคุมทหารหมื่นหนึ่งยกมาป้องกันเมืองชัวไว้ ยังมิทันได้รบกันด้วยเป็นเทศกาลฤดูหนาว อนึ่งเมืองฆ้อก็ใกล้กัน จะเดินประมาณแปดวันถึงเมืองฆ้อ รู้ว่าซีโฮยถอยทัพกลับไปแล้ว เห็นจะยกอ้อมไปตั้งค่ายที่ตำบลเตจุยสกัดต้นทางไว้ พ้นฤดูหนาวแล้วกองทัพเมืองฆ้อเมืองชัวก็จะยกมาเป็นสองทางตีกระหนาบทัพเราไว้ จะถอยกลับไปยากด้วยทัพเมืองฌ้อตั้งสกัดทางอยู่ เราจำจะถอยทัพออกไปให้พ้นตำบลเตจุยที่ทางช่องแคบโดยเร็ว อย่าให้ทันทัพเมืองฌ้อรู้ นายทัพนายกองทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย พอเวลาคํ่าลงคับพวดจึงให้ทหารก่อกองเพลิงในค่ายเป็นหลายกองเหมือนดังทหารเคยนั่งยามรักษาค่าย ครั้นเวลาประมาณยามเศษ คับพวดให้นายกองกำชับทหารมิให้อื้ออึงแล้วก็ล่าทัพออกจากค่ายกลับไปเมืองจิ้น

ฝ่ายเซงไต้ซิมตั้งค่ายอยู่ห่างค่ายคับพวดประมาณห้าสิบเส้น เวลากลางคืนเห็นแสงเพลิงในค่ายทัพเมืองจิ้นสว่างอยู่ สำคัญว่าทหารเมืองจิ้นยังอยู่ในค่าย ครั้นเวลารุ่งเช้ามีผู้เข้ามาบอกว่ากองทัพเมืองจิ้นยกหนีไปแต่หัวคํ่าแล้ว เซงไต้ซิมไม่เชื่อจึงให้นายทหารไปสืบถึงค่ายเห็นแต่ค่ายเปล่าก็กลับมาบอก เซงไต้ซิมก็หัวเราะ จึงว่าคับพวดแกล้งทำกลอุบายกองเพลิงไว้แล้วเลิกทัพหนีไปครั้งนี้เพราะเกรงเราจะติดตาม เซงไต้ซิมก็เลิกทัพกลับไปเมืองฌ้อ

ฝ่ายเตาปวดครั้นมาถึงเมืองฌ้อจึงเข้าไปคำนับแจ้งความ ซึ่งกองทัพเมืองจิ้นมิได้สู้รบแล้วยกกลับไปเมืองให้ฌ้อเซียงอ๋องฟังทุกประการ ฌ้อเซียงอ๋องมิได้ว่าประการใด เตาปวดก็คำนับลามาบ้าน

ฝ่ายเสียงสินซึ่งเป็นบุตรฌ้อเซียงอ๋อง ขณะเมื่อฌ้อเซียงอ๋องปรึกษาขุนนางจะตั้งบุตรทั้งสองให้เป็นที่ไทจูขึ้นคนหนึ่ง เตาปวดได้ทัดทานฌ้อเซียงอ๋องว่า เสียงสินเป็นคนหยาบช้าโทโสมาก ซึ่งจะให้เป็นที่ไทจูไม่ได้ ฌ้อเซียงอ๋องจึงให้ก๋งจูจิดบุตรที่สองซึ่งเป็นน้องเสียงสินนั้นให้เป็นไทจู เสียงสินมีความพยาบาท คิดจะหาความผิดเตาปวดอยู่มิได้ขาด วันหนึ่งเสียงสินเข้าไปคำนับฌ้อเซียงอ๋องผู้บิดาแล้วกล่าวยุยงพาลเอาผิดเตาปวดว่า ซึ่งท่านใช้เตาปวดให้ยกไปตีทัพเมืองจิ้นครั้งนี้ข้าพเจ้ารู้ว่า เตาปวดไปตั้งค่ายใกล้กับกับซีโฮยแม่ทัพเมืองจิ้น เตาปวดกับซีโฮยไปมาหากัน เตาปวดมิได้ทำอันตราย แต่เตาปวดไปพักทหารอยู่เปลืองเสบียงอาหารเสียเปล่า ข้าพเจ้าเห็นเตาปวดคิดเอาใจออกห่างจะนัดกองทัพเมืองจิ้นให้ยกมาล้อมเมืองเรา เตาปวดจะเป็นไส้ศึกมั่นคง

ฌ้อเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นมิทันพิจารณาก็เชื่อฟัง จึงส่งกระบี่ให้ทหารออกไปบอกแก่เตาปวดว่าไม่ซื่อตรง เราให้ไปรบกลับไปไมตรีกับข้าศึก แล้วยกทัพกลับมาเสียให้เปลืองเสบียงอาหาร จะเอาการอันใดมิได้โทษถึงตาย แล้วให้เตาปวดเอากระบี่เล่มนี้เชือดคอตายเสียเถิด ทหารก็รับกระบี่คำนับลาออกไปบ้านเตาปวดแล้วแจ้งความตามฌ้อเซียงอ๋องสั่ง เตาปวดได้ฟังดังนั้นจึงถามทหารว่าความทั้งนี้ผู้ใดกล่าวโทษเรา ทหารจึงบอกว่าเสียงสินกล่าวโทษว่าท่านไปเข้าด้วยทหารเมืองจิ้นหาเป็นใจรบพุ่งไม่

เตาปวดจึงว่าฌ้อเซียงอ๋องฟังคำเสียงสินฝ่ายเดียว หาไต่ถามเอาความจริงไม่ ครั้นจะเข้าไปว่ากล่าวให้เห็นความจริง ฌ้อเซียงอ๋องก็จะโกรธมากไป จะเอาผิดฆ่าเสียทั้งบุตรภรรยา เราเป็นขุนนางจะเป็นคู่ความกันกับเสียงสินบุตรฌ้อเซียงอ๋องหาควรไม่ตายเสียดีกว่า เตาปวดก็รับกระบี่มาเชือดคอตาย ทหารก็กลับมาแจ้งความแก่ฌ้อเซียงอ๋องทุกประการ ฌ้อเซียงอ๋องแจ้งว่าเตาปวดตายกลับคิดถึงความชอบซึ่งเตาปวดได้ทำไว้แต่ก่อนก็มีความอาลัย พอเตาอีสินบุตรเตาปวดเข้ามาขอศพบิดา ฌ้อเซียงอ๋องก็ให้เตาอีสินทำการศพเตาปวดตามธรรมเนียม

ขณะนั้นเซงไต้ซิมยกกลับมาจากเมืองชัว รู้ว่าเสียงสินกล่าวโทษเตาปวด ฌ้อเซียงอ๋องมิได้ไต่ถามเอาความจริง เตาปวดเชือดคอตายเสียแล้ว เซงไต้ซิมมีความสงสารเตาปวดนัก จึงเข้าไปคำนับแจ้งความแก่ฌ้อเซียงอ๋องว่า ครั้งเมื่อกองทัพเมืองจิ้นยกมาตีเมืองชัว ท่านให้ข้าพเจ้ากับเตาปวดยกไปช่วยเมืองฆ้อเมืองชัวนั้น เป็นเทศกาลฤดูหนาวรบกันมิได้ ทัพเมืองจิ้นเลิกไป เตาปวดกับข้าพเจ้าจึงยกกลับมาเมือง เตาปวดจะได้ผูกพันเป็นไมตรีกับทหารเมืองจิ้นเหมือนดังเสียงสินว่านั้นหามิได้ ความทั้งนี้นายทัพนายกองก็รู้ทั่วกัน ท่านมิได้พิจารณาเอาความจริงให้ฆ่าเตาปวดเสียไม่ควร

ฌ้อเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธเสียงสินว่าเจรจาหาความจริงมิได้ แกล้งเอาเท็จมาใส่โทษให้ฆ่าเตาปวดเสีย จึงสั่งให้ห้ามเสียงสินอย่าให้เข้ามาให้เห็นหน้าต่อไปเลย เสียงสินรู้ว่าฌ้อเซียงอ๋องผู้บิดาเชื่อฟังเซงไต้ซิมก็มีความน้อยใจ คบคิดกันกับพัวจงพี่เลี้ยงกับพวกเพื่อนกินสุราแล้วขี่ม้าเที่ยวเล่น เห็นลูกสาวหลานสาวชาวเมืองรูปงาม ก็พาพวกเพื่อนบ่าวไพร่ข่มเหงฉุดคร่าพาไปเป็นภรรยา ผู้ใดมีทรัพย์ก็เข้าค้นคว้าช่วงชิงเอาเงินทองไปเป็นของตัว ไตหูจูเอียงซึ่งเป็นบิดาภรรยาเสียงสิน เห็นเสียงสินผู้บุตรเขยทำการหยาบช้าให้ราษฎรชาวเมืองได้ความเดือดร้อน ไตหูจูเอียงว่ากล่าวสั่งสอนก็มิฟัง จึงพรากเอาบุตรหญิงซึ่งเป็นภรรยาเสียงสินมาเสียมิให้อยู่กินด้วยเสียงสิน เสียงสินก็โกรธคิดจะฆ่าไตหูจูเอียงอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายนางกันซีผู้น้องฌ้อเซียงอ๋องซึ่งเป็นภรรยาเจ้าเมืองกั้ง ถึงปีใหม่เคยมาคำนับฌ้อเซียงอ๋องทุกปี ราษฎรชาวเมืองแจ้งว่านางกันซีมาต่างคนก็ดีใจ พากันเข้าไปคำนับแจ้งความว่าเสียงสินทำข่มเหงฉุดคร่าลูกสาวหลานสาว แล้วพาพวกเข้าริบเอาทรัพย์สิ่งของทำหยาบช้าต่างๆ ครั้นข้าพเจ้าทั้งปวงเข้าไปร้องทุกข์แก่ขุนนาง ขุนนางก็หาว่ากล่าวให้ไม่ นางกันซีได้แจ้งดังนั้นจึงเข้าไปถึงที่ข้างใน แล้วคำนับบอกความราษฎรร้องทุกข์กล่าวโทษเสียงสินให้ฌ้อเซียงอ๋องได้ฟังทุกประการ

ฌ้อเซียงอ๋องแจ้งว่าเสียงสินทำการหยาบช้าก็โกรธ จึงว่าเสียงสินข่มเหงราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนจำจะคิดจับตัวฆ่าเสีย ขณะนั้นหญิงคนใช้นางกันซีซึ่งเป็นคนสนิทเสียงสินนั่งแอบบานประตูตึกฟังความอยู่ได้ยินดังนั้นจึงออกไปแจ้งความแก่เสียงสิน เสียงสินรู้ว่านางกันซีนำความของราษฎรไปบอกแก่บิดาก็โกรธ จึงเข้าไปคอยอยู่ที่ประตูข้างหน้าแล้วบอกแก่หญิงคนใช้ว่า อาเรามาแต่เมืองกั้งก็หลายวันแล้ว เรายังหาได้คำนับไม่ ขอเชิญอาเราออกมารับคำนับ ณ ประตูข้างหน้าในเวลานี้ หญิงคนใช้ก็รับคำเข้าไปแจ้งความแก่นางกันซี นางกันซีก็ออกมาถึงประตูข้างหน้า เสียงสินก็แกล้งทำคุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ขอเชิญอาออกไปบ้านข้าพเจ้าจะเลี้ยงโต๊ะ อาหลานจะได้กินโต๊ะให้สบาย นางกันซีได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่าตัวเป็นคนหยาบช้าข่มเหงราษฎร เราไม่คบค้าเป็นอาหลานกับตัวต่อไปเลย

เสียงสินได้ยินนางกันซีผู้อาว่าก็โกรธ ลุกยืนขึ้นเอาเท้าถีบอกนางกันซีล้มลง ด่านางกันซีเป็นข้อหยาบช้าแล้วเดินหนีไป ฝ่ายหญิงคนใช้ของนางกันซีต่างคนตกใจ เข้าประคองอุ้มนางกันซีเข้าไปที่ข้างใน นางกันซีมีความเจ็บแค้นเสียงสินนัก จึงเข้าไปคำนับฌ้อเซียงอ๋องแล้วร้องไห้บอกความแก่ฌ้อเซียงอ๋อง ฌ้อเซียงอ๋องแจ้งดังนั้นก็โกรธเสียงสินนัก จึงว่าเสียงสินเป็นคนหยาบช้า เวลาพรุ่งนี้เราจะใช้ให้ทหารจับตัวไปฆ่าเสียให้จงได้

ฝ่ายเสียงสินครั้นไปถึงบ้าน จึงเรียกพัวจงเข้ามาบอกความให้ฟัง แล้วว่าวันนี้เราไปหานางกันซี นางกันซีด่าว่าเป็นข้อหยาบช้า กำลังโมโหเรายั้งมิทันถีบเอาอาล้มลง เห็นอาเราจะไปบอกแก่บิดา เราทำผิดเป็นข้อใหญ่ฉะนี้เห็นบิดาเราจะให้ทหารมาล้อมจับไปฆ่าเสียเป็นมั่นคง ท่านจะคิดอ่านผ่อนปรนประการใด พัวจงจึงว่า การที่ท่านทำเหลือเกินครั้งนี้ถ้าจะคิดแก้ตัว ข้าพเจ้าเห็นอุบายสองประการ ถ้าท่านฟังคำข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะคิดให้ท่านพ้นโทษแล้วจะให้ได้สมบัติด้วย เสียงสินจึงว่าอุบายของท่านประการใด พัวจงจึงว่า อุบายของข้าพเจ้าสิ่งหนึ่งขอให้ท่านจงไปพูดจาอ่อนง้อขอดีกับไทจูจิดน้องท่าน แล้วคิดอ่านล่อลวงฆ่าไทจูจิดน้องท่านเสีย ยังแต่ท่านเป็นบุตรผู้เดียว บิดาดับสูญแล้วสมบัติในเมืองฌ้อจะได้แก่ท่าน อุบายประการนี้เป็นการช้า อุบายเป็นการเร็วนั้นข้าพเจ้าคิดได้อีกประการหนึ่ง พัวจงก็กระซิบบอกความลับให้เสียงสินแล้วว่า อุบายสองประการนี้ ท่านจะรักประการใดข้าพเจ้าจะรับทำการสนองคุณท่านให้สำเร็จ

เสียงสินจึงว่า การทั้งนี้จวนตัวเราแล้ว ท่านจงคิดเอาการเร็วเถิด พัวจงก็รับคำออกมาจัดทหารคนสนิทสามสิบคนถืออาวุธครบมือออกจากบ้านวิ่งกรูกันเข้าไป ณ คุกบอกผู้คุมว่า ฌ้อเซียงอ๋องสั่งให้มาเอาตัวคนโทษถึงตายไปฆ่าเสีย พัวจงก็พาพวกเพื่อนเข้าไปจูงเอามือคนโทษได้คนละคนออกไปฆ่าเสียเอาเลือดทาตัว แล้วตัดเอาศีรษะมือและเท้าคนโทษ ถือวิ่งตรูกันมาตามถนน ชาวเมืองทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจกลัว ต่างคนหนีเข้าบ้านปิดประตูบ้านเสีย พัวจงก็พาทหารวิ่งเข้าไปถึงประตูชั้นใน แล้วร้องบอกผู้อยู่รักษาประตู เซงไต้ซิมทำการขบถขึ้นกลางเมืองเราช่วยกันจับฆ่าเสียแล้ว จงเร่งเปิดประตูจะเข้าไปบอกแก่ฌ้อเซียงอ๋องโดยเร็ว นายประตูสำคัญว่าจริงก็เปิดประตู พัวจงก็พาพวกวิ่งตรูกันเข้าไปที่ข้างใน หญิงคนใช้ข้างในเห็นพัวจงกับพรรคพวกถือมือและเท้าหิ้วศีรษะผี และเลือดติดเปื้อนตัววิ่งเข้ามา ต่างคนตกใจร้องหวีดหวาดวิ่งหนีไปสิ้น พัวจงจับได้หญิงคนหนึ่ง จึงซักถามได้ความว่าฌ้อเซียงอ๋องไปชมสวนดอกไม้ พัวจงก็พาทหารรีบตามไป เห็นฌ้อเซียงอ๋องนั่งอยู่บนแผ่นศิลาใต้ต้นไม้ พัวจงทำกิริยาองอาจเดินตรงเข้าไป ฌ้อเซียงอ๋องเห็นก็ตกใจ จึงถามว่าท่านทำการหยาบช้าฆ่าผู้คน แล้วถือเครื่องสาตราวุธเข้ามาทั้งนี้จะคิดขบถหรือ

พัวจงจึงตอบว่า แต่ท่านครองสมบัติมาก็ช้านานถึงสี่สิบเจ็ดปี ท่านก็แก่ชราแล้ว เราเห็นว่าเสียงสินบุตรผู้ใหญ่ของท่านมีสติปัญญาฝีมือก็กล้าแข็ง ควรจะครองสมบัติแทนท่านสืบไปได้อยู่แล้ว เสียงสินใช้เราเข้ามาเชิญท่านให้ผูกคอตายเสียเถิด ถ้าท่านมิยอมตายเราจะตัดศีรษะท่านเสีย ฌ้อเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกใจหน้าซีดสลดลง คิดจะต่อสู้แลดูทหารพัวจงล้วนถือสาตราวุธยืนล้อมอยู่รอบมิรู้ที่จะคิดประการใดจึงตอบพัวจงว่า เสียงสินเป็นบุตรเรา และเสียงสินใช้ท่านมาจะให้เราผู้บิดาผูกคอตายจะชิงเอาสมบัตินั้นหาต้องด้วยอย่างธรรมเนียมไม่

พัวจงจึงตอบว่า อย่างธรรมเนียมมีมาแต่ก่อนว่า สมบัติของบิดาแม้นบิดาชราแล้วก็ชอบยกสมบัติให้แก่บุตรผู้ใหญ่ว่าราชการสืบไปจึงจะควร บัดนี้ท่านยกไทจูจิดผู้น้องเสียงสินให้เป็นที่ไทจูผิดประเพณีแต่ก่อน เสียงสินมีความน้อยใจนัก ข้อซึ่งท่านว่าบุตรฆ่าบิดาไม่ต้องอย่างธรรมเนียมนั้น เราเห็นว่าแต่ก่อนท่านก็ฆ่าพี่ชายท่านเสีย ท่านจึงได้ครองสมบัติ เสียงสินเห็นอย่างท่านทำ จึงให้เรามาฆ่าท่านเสีย เหมือนอย่างท่านฆ่าพี่ชายท่านนั้นบ้าง ฌ้อเซียงอ๋องได้ฟังมิรู้ที่จะโต้ตอบประการใด จึงว่า ซึ่งเสียงสินจะใคร่ได้สมบัติเราก็ยอมยกให้ แต่ท่านงดเราไว้สักสามวันเถิด พัวจงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ซึ่งท่านจะขอทุเลาชีวิตไว้ให้ช้าหมายจะคอยท่าให้มีผู้มาช่วย อุบายครั้งนี้เราล่วงรู้ถึงความคิดท่านอยู่ ท่านจงผูกคอตายเสียเถิด อย่าให้ตายด้วยคมอาวุธเราเลย พัวจงก็เอาแพรผูกคอฌ้อเซียงอ๋องจนขาดใจตาย

ขณะนั้นนางกันซีรู้ว่าเสียงสินให้พัวจงเข้ามาฆ่าฌ้อเซียงอ๋องเสียก็ตกใจ กลัวเสียงสินจะเข้ามาจับไปฆ่าเสียด้วยคมอาวุธ นางกันซีก็เอาแพรผูกคอตาย ฝ่ายพัวจงครั้นผูกคอฌ้อเซียงอ๋องตายแล้วก็พาทหารเข้าค้นหานางกันซีจะเอาตัวไปให้เสียงสิน ครั้นแจ้งว่านางกันซีผูกคอตายแล้วก็กลับมา พอพบเสียงสินคุมทหารหกสิบคนมาอยู่ ณ ประตูหลังจึงเข้าไปแจ้งความว่าการซึ่งคิดไว้นั้นสำเร็จแล้ว

เสียงสินได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงพาทหารเข้าไปในวังให้เอาหีบไม้หอมใส่ศพบิดากับศพนางกันซีผู้อาไปฝังเสีย แล้วให้พัวจงพาทหารไปล้อมบ้านเตาอีสิน บุตรเตาปวด จับเตาอีสินกับบุตรภรรยาฆ่าเสียสิ้น ขณะนั้นพอมีผู้เข้ามาบอกว่าจูเอียงกับเซงไต้ซิมพาไทจูจิดหนีไป เสียงสินก็สั่งเตาฮวดเฉียวคุมทหารม้าห้าร้อยรีบตามไปจับไทจูจิดกับเซงไต้ซิม จูเอียง ทั้งสามมาได้ เสียงสินก็ให้ทหารเอาไปฆ่าเสีย ขณะเมื่อเสียงสินกับพัวจงคิดการขบถฆ่าฌ้อเซียงอ๋องเสียนั้น ขุนนางผู้มีใจสัตย์ซื่อต่อฌ้อเซียงอ๋องต่างอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองอื่นเป็นอันมาก เสียงสินครั้นได้สมบัติในเมืองฌ้อ จัดแจงบ้านเมืองราบคาบแล้ว ครั้น ณ เดือนสิบสองขึ้นสี่คํ่า ขุนนางทั้งปวงจึงยกเสียงสินขึ้นเป็นฌ้อบกอ๋องครองเมืองฌ้อ ฌ้อบกอ๋องจึงตั้งพัวจงเป็นที่ไทสิ้วขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ตั้งเตาผวนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน ให้เตาฮวดเฉียวกับเคงอินเป็นที่ปรึกษา ให้ซุยแก่เป็นที่ไต้สุมาได้ถือกฎหมายอาญาศึก ฌ้อบกอ๋องจึงจัดแจงกองทัพตั้งให้เค็กหวงเป็นแม่ทัพคุมทหารหมื่นหนึ่งยกไปตีเมืองกั้ง ให้ทำอินคุมทหารหมื่นหนึ่งไปตีเมืองก๊ก ให้จีบุนคุมทหารหมื่นหนึ่งไปตีเมืองเลียว นายทหารทั้งสามจัดแจงกองทัพออกจากเมืองฌ้อ แยกทางกันไปตีเมืองกั้ง เมืองก๊ก เมืองเลียว มาเป็นเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองฌ้อแล้วทหารทั้งสามนายก็ยกทัพกลับมาเมือง

ฝ่ายก๋งจูหวนเจ้าเมืองจิ้นรู้ว่าเสียงสินฆ่าฌ้อเซียงอ๋องผู้บิดาเสียแล้วตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองฌ้อ จึงปรึกษาเตียวตุนว่า เสียงสินเป็นคนอกตัญญูฆ่าบิดาเสียฉะนี้ เราเห็นว่าเมืองฌ้อจะสาบสูญเสียแล้ว เราคิดจะจัดแจงกองทัพยกไปตีท่านจะเห็นประการใด เตียวตุนจึงว่า เสียงสินคนนี้โทโสมากทำการหยาบช้าข่มเหงราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน บัดนี้ได้เป็นใหญ่ในเมืองฌ้อหามีที่ยำเกรงผู้ใดไม่ ก็ยิ่งทำการหยาบช้ายิ่งขึ้นไปกว่าแต่ก่อน เสียงสินตั้งแต่งคนสอพลอ มิได้รู้ขนบธรรมเนียมราชการให้เป็นขุนนาง ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเกิดวิวาทวุ่นวายฆ่าฟันกันขึ้นเอง ถ้าเมืองฌ้อเกิดจลาจลขึ้นฉะนี้แล้ว จึงค่อยยกกองทัพไปตีข้าพเจ้าเห็นว่าจะได้เมืองฌ้อโดยง่าย ก๋งจูหวนก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารไปสอดแนมสืบข่าวดีและร้ายในเมืองฌ้อทุกเดือนมิได้ขาด

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งตั้งแต่เสียทัพแก่ทหารเมืองจิ้น ณ ตำบลเขาเงาซัวนั้น เป๊กลีเบ้งเบ๋งมีความพยาบาทเจ้าเมืองจิ้นนัก ครั้นอยู่มาประมาณสองปีเศษ เป็นเดือนสี่ข้างขึ้น เป๊กลีเบ้งเบ๋งกับเป๊กอิดเปียซีคิดสุด เข้าไปคำนับก๋งจูบุนแล้วว่า จะขอยกกองทัพไปตีเมืองจิ้นแก้ตัวอีกครั้งหนึ่ง ก๋งจูบุนจึงให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งเป็นแม่ทัพ เป๊กอิดเปียเป็นทัพหน้า ซีคิดสุดเป็นทัพหลัง เกณฑ์ทหารสองหมื่นเข้ากระบวนทัพ ครั้นเดือนสี่ขึ้นสิบห้าคํ่า เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกออกจากเมืองจิ๋นเดินตามระยะทางไปเมืองจิ้น

ฝ่ายม้าใช้ชาวด่านปลายแดนเมืองจิ้น ไปตรวจตระเวนด่านแจ้งว่าเป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพมา ก็รีบเข้าไปบอกแก่ขุนนางผู้ใหญ่เข้าไปแจ้งความแก่ก๋งจูหวน ก๋งจูหวนแจ้งความดังนั้นจึงว่ากับเซียนเฉียกีว่า เซียนเฉียบิดาท่านจับเป๊กลีเบ้งเบ๋งได้ เราให้ปล่อยไปเสียแล้ว บัดนี้เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกมาอีกเห็นจะแก้แค้นครั้งเมื่อเสียทัพที่ตำบลเขาเงาซัว ท่านจงเป็นแม่ทัพคุมทหารสองหมื่น ให้ลงถำเป็นทัพหน้า เตียวสวยเป็นทัพหลัง เฮาจกเป็นยกกระบัตรทัพ ยกไปกันปลายแดนเมืองเราไว้อย่าให้ทัพเมืองจิ๋นเข้ามายํ่ายีหัวเมืองขึ้นในแดนเมืองเราให้ได้ เซียนเฉียกีกับนายทัพนายกองก็คำนับลาออกมาจัดแจงทหารยกออกจากเมืองจิ้น เดินทัพตามระยะทางถึงด่านแพแงแดนกีเป็นต้นทางร่วมจึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้

พอม้าใช้ไปสืบกองทัพกลับมาบอกว่าทัพเมืองจิ๋นยกล่วงแดนเข้ามาใกล้ด่านแพแง ยังทางอีกสองร้อยเส้นจะมาถึงค่าย เซียนเฉียกีจึงปรึกษานายทัพนายกองทั้งปวงว่า ทหารเมืองจิ๋นเดินทัพมาทางไกลอิดโรยกำลังอยู่ ถ้ายกออกไปโจมตีเสียอย่าให้ทันตั้งตัวได้เห็นจะเสียทีแก่เราเป็นมั่นคง เซียนเฉียกีก็สั่งให้ตระเตรียมทหารสรรพด้วยเครื่องสาตราวุธพร้อมแล้ว ยกออกจากค่ายไปทางประมาณสองร้อยเส้นเศษพบกองทัพเมืองจิ๋นสวนทางมา ทหารทั้งสองฝ่ายรอกันอยู่

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งแม่ทัพเมืองจิ๋น รู้ว่าทัพเมืองจิ้นมาก็ขับม้าออกหน้าทหาร เซียนเฉียกีจึงร้องถามเป็นทีเยาะเย้ยเป๊กลีเบ้งเบ๋งว่า ครั้งเมื่อเซียนเฉียบิดาเราจับท่านได้ ณ ท้องธารริมเงาซัวนั้น เจ้าเมืองจิ้นโปรดปล่อยมาให้รอดชีวิต ท่านว่าจะกลับมาแทนคุณ เจ้าเมืองจิ้นให้ยกมาคอยท่านอยู่ ท่านจะมาแทนคุณประการใดก็ตามเถิด

เป๊กลีเบ้งเบ๋งได้ฟังนั้นก็โกรธมิได้ตอบ ขับม้ารำทวนเข้าไปจะรบกับเซียนเฉียกี ลงถำทัพหน้าเซียนเฉียกีเห็นดังนั้นก็ขับม้าออกหน้าเซียนเฉียกีแม่ทัพ รบกับเป๊กลีเบ้งเบ๋งได้สิบเพลงทวน เป๊กลีเบ้งเบ๋งชักม้าทำเสียทีลวงให้ลงถำถลำเข้ามา เป๊กลีเบ้งเบ๋งชักกระบองสั้นออกจากมือเสื้อ ตีถูกลงถำตกลงรากเลือด เซียนเฉียกีเห็นก็ขับม้าเข้ารบกับเป๊กลีเบ้งเบ๋ง ทหารทั้งสองฝ่ายก็สู้รบกันเป็นสามารถ ทหารเมืองจิ๋นอิดโรยเป็นกำลังด้วยเดินทางไกลมา สู้รบทหารเมืองจิ้นมิได้ก็แตกถอยออกมา ทหารเมืองจิ้นได้ทีตีโอบขึ้นไปทั้งซ้ายขวา เป๊กลีเบ้งเบ๋งเห็นจะต้านทานเซียนเฉียกีมิได้ก็ถอยทัพรอรบเข้าแดนเมืองจิ๋น เซียนเฉียกีได้ทีขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารเมืองจิ๋นล้มตายเป็นอันมาก เตียวสวยก็ไล่ถลำออกไปพ้นแดนก็ตีม้าล่อเรียกทหาร เซียนเฉียกีก็พาทหารกลับเข้าค่าย แล้วถามเตียวสวยว่าศึกได้ทีแล้วเหตุใดท่านตีม้าล่อเรียกทหารให้กลับมาเสียเล่า เตียวสวยจึงว่า เราเกรงว่าทัพเมืองจิ๋นจะซุ่มทหารไว้ แล้วแกล้งรอรบล่อให้ท่านถลำไล่เข้าไปจะให้ทหารที่ซุ่มทัพออกสกัดตัดทัพหลังเกลือกจะเสียที จึงตีม้าล่อเรียกให้กลับมา เซียนเฉียกีเห็นชอบด้วย พอเวลาคํ่าลงให้ทหารนั่งนายตรวจตรารักษาค่ายเป็นสามารถ

เป๊กลีเบ้งเบ๋งแตกทัพกลับหนีมาในแดนเมืองจิ๋น เสียทแกล้วทหารเป็นอันมากเสียใจนัก จึงคิดว่าครั้งก่อนยกไปตีเมืองเตงก็ไม่สำเร็จพาครอบครัวเมืองคุดไปตายเสียที่เขาเงาซัว ทั้งตัวเจียนจะไม่รอด มาครั้งนี้หมายจะแก้แค้นชาวเมืองจิ้น กลับได้ความแค้นซ้ำเป็นสองครั้ง เป๊กลีเบ้งเบ๋งเสียใจจนรากโลหิตออกมาสลบไป นายทัพนายกองทั้งปวงต่างตกใจเข้าแก้ไขฟื้นขึ้น เป๊กลีเบ้งเบ๋งก็พาทหารที่เหลือตายประมาณแปดพันเศษกลับเมืองจิ๋น ฝ่ายเซียนเฉียกีรู้ว่าทัพเมืองจิ๋นหนีไปแล้วก็เลิกทัพกลับไปเมืองจิ้น

เป๊กลีเบ้งเบ๋งกับเป๊กอิดเปียซีคิดสุด ก็ผลัดเสื้อเปลี่ยนหมวกสำหรับยศออกเสีย นุ่งห่มเป็นคนโทษพากันเข้าไปคำนับก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋น แจ้งความตามซึ่งได้รบเสียทีทหารเมืองจิ้นให้ฟังแล้วว่า ครั้งก่อนท่านให้ข้าพเจ้ายกทหารไปเมืองเตงก็เสียทีแก่ทหารเมืองจิ้น ท่านก็มีความกรุณามิได้เอาโทษ ให้ไปทำการแก้ตัวก็ซ้ำเสียทัพเป็นสองครั้ง โทษข้าพเจ้าถึงตายอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจะขอรับอาญาตายตามโทษ

ก๋งจูบุนจึงว่า ขณะเมื่อท่านยกไปครั้งก่อน เราฝันว่าได้เห็นงูน้อยกับงูใหญ่กัดกันอยู่ที่บ่อน้ำ งูตัวน้อยกัดงูตัวใหญ่ ส่วนงูใหญ่แพ้หนีงูน้อยไป ซึ่งท่านเสียทีแก่ทหารเมืองจิ้นมาถึงสองครั้งก็สมกับฝันเราเพราะเป็นเคราะห์ของเราที่จะให้เสียทแกล้วทหารท่านอย่าเพิ่งเสียใจ เราจะไปจับก๋งจูหวนฆ่าเสีย จะให้ก๋งจูหยงหลานเราไปครองเมืองจิ้นสืบไป แต่คิดวิตกอยู่ด้วยนางเป๊กกีไปช่วยการศพอยู่เมืองจิ้นยังไม่กลับมา ขณะนั้นพอนางเป๊กกีกับมารดาก๋งจูหยงมาถึง ก๋งจูบุนก็คลายความวิตก จึงปรึกษาขุนนางนายทหารทั้งปวงว่า เราจะยกทัพใหญ่ไปตีเมืองจิ้นครั้งนี้เกรงเกลือกกลัวว่าเกียงหยงรู้จะยกมาตีเมืองเรา ครั้นจะให้ม้าใช้ไปผลัดเปลี่ยนกันสืบข่าวก็เป็นทางไกลนัก ท่านจะคิดประการใดจึงจะรู้ข่าวเมืองเราโดยเร็ว

อิวอีจึงว่า ซึ่งท่านจะใคร่รู้ข่าวโดยเร็วนั้น ขอท่านจงให้ทหารไปจัดแจงเอียนตุนยี่สิบแห่ง ซึ่งมีอยู่ ณ เมืองโก๋เกง ที่แดนไซกีเป็นเขตแดนเมืองท่าน ให้ทหารอยู่ประจำทุกเอียนตุน ตั้งกองม้าให้คอยข่าวผลัดเปลี่ยนไปมาอย่าให้ขาด ถ้ามีข่าวศึกมาม้าใช้บอกทหารรักษาเอียนตุนรู้แล้วให้เร่งจุดเอียนตุนขึ้น ท่านก็จะรู้ศึกโดยเร็ว ก๋งจูบุนเห็นด้วยจึงสั่งนายทหารให้ไปจัดแจงเอียนตุน และตั้งกองม้าให้คอยข่าวตามคำอิวอี แล้วสั่งนายทหารให้จัดเรือรบพันลำไปคอยห้ามกองทัพอยู่ ณ ปากอ่าวโฮตัง จะได้ส่งกองทัพไปให้ถึงแดนเมืองจิ้น ครั้น ณ เดือนเจ็ดขึ้นสิบคํ่า ก๋งจูบุนให้จัดกองทัพให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งกับเป๊กอิดเปียเป็นทัพหน้าคุมทหารหมื่นหนึ่ง ซีคิดสุดกับฮูไขคุมทหารหมื่นหนึ่งเป็นทัพหลัง ก๋งจูบุนเป็นทัพหลวงคุมทหารหมื่นห้าพันยกออกจากเมืองจิ๋นไป

ฝ่ายก๋งจูหวนเจ้าเมืองจิ้น ครั้นเซียนเฉียกีตีทัพเมืองจิ๋นแตกไปแล้ว จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า กองทัพเมืองจิ๋นพาทหารมาล้มตายเสียเป็นอันมากถึงสองครั้ง เห็นเจ้าเมืองจิ๋นจะมีใจพยาบาททหารเมืองเรา เจ้าเมืองจิ๋นจะเกณฑ์กองทัพมาอีกเป็นมั่นคง เมืองจิ๋นกับเมืองเราจะทำการศึกติดพันกันไปจะไว้ใจมิได้ ก๋งจูหวนก็มีหนังสือไปกำชับตรวจตรารักษาด่านทางทุกตำบล พอม้าใช้เมืองเตงถือหนังสือเข้ามาว่า ทหารเมืองจิ๋นมาจัดแจงรักษาเอียนตุนอยู่ ณ เมืองโก๋เกง แล้วมีเรือรบมาจอดอยู่ ณ เขาเบ้งจิ๋น ปากอ่าวฮองโฮประมาณพันลำหารู้ว่าจะไปแห่งใดไม่

ก๋งจูหวนแจ้งดังนั้นจึงว่ากับเตียวสวยว่า ซึ่งเรือรบเมืองจิ๋นมาจอดอยู่เห็นจะคอยรับกองทัพข้ามอ่าวมาตีเมืองเราเป็นแน่ แต่ซึ่งให้จัดแจงเอียนตุนไว้นั้น เจ้าเมืองจิ๋นจะคิดอุบายประการใด เรามีความสงสัยอยู่ เตียวสวยจึงว่า ซึ่งเจ้าเมืองจิ๋นให้จัดแจงเอียนตุนทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเจ้าเมืองจิ๋นจะยกมาเอง แต่เห็นห่วงระวังหลัง ด้วยเกรงเมืองเกียงหยงจะมาตีเมืองจิ๋น ขอท่านจงมีหนังสือไปให้เจ้าเมืองเตงแต่งทหารปลอมเป็นคนค้าขายเข้าไป ณ เมืองโก๋เกงจับทหารเมืองจิ๋นซึ่งรักษาเอียนตุนฆ่าเสีย ให้ทหารเมืองเตงรักษาเอียนตุนคอยอยู่ ถ้ารู้ว่ากองทัพเมืองจิ๋นข้ามอ่าวโฮตังมาถึงด่านจีนตี๋เมืองเราแล้ว จึงให้ทหารรักษาเอียนตุนจุดเอียนตุนขึ้น เจ้าเมืองจิ๋นเห็นควันเพลิงบนเอียนตุน ก็จะสงสัยว่าทัพเมืองเกียงหยงมาตีเมืองจิ๋นก็จะเลิกทัพกลับไปเป็นมั่นคง ก๋งจูหวนเห็นชอบด้วยจึงมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองเตงตามอุบายเตียวสวย แล้วมีหนังสือให้ม้าใช้ไปบอกหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเป็นเมืองขึ้นว่า ถ้ากองทัพเมืองจิ๋นยกมาอย่าออกสู้รบ ให้ตั้งมั่นรักษาเมืองไว้ ผู้ถือหนังสือมาถึงเมืองเตงจึงเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเตงอ่านหนังสือแจ้งความแล้ว ก็ให้ทหารไปทำตามอุบายเจ้าเมืองจิ้นสั่งทุกประการ

ฝ่ายเจ้าเมืองด่านองกวนเสีย รู้ว่ากองทัพเมืองจิ๋นยกข้ามปากอ่าวโฮตังมา ก็กวาดต้อนราษฎรชาวเมืองเข้าอยู่ในด่านจีนตี๋ แล้วให้ปักธงรอบกำแพงเปิดประตูเมืองไว้ทั้งสี่ด้าน หวังจะให้กองทัพเมืองจิ๋นสงสัยว่าเป็นกลอุบาย ฝ่ายเจ้าเมืองจิ๋นยกทัพลงเรือข้ามปากอ่าวโฮตังมาถึงฝั่งปลายแดนด่านเมืองจิ้น ให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ริมฝั่งแล้วสั่งเป๊กลีเบ้งเบ๋งทัพหน้ายกเข้าตีเมืององกวนเสีย เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพเข้าไปถึงเมืององกวนเสีย พอทหารกองหน้ากลับลงมาบอกว่าประตูเมืององกวนเสียเปิดไว้ทั้งสี่ด้านมีธงปักอยู่บนเชิงเทินรอบเมืองหาเห็นผู้คนไม่ เป๊กลีเบ้งเบ๋งคิดเกรงจะเป็นกลอุบาย จึงให้ตั้งค่ายห่างเมืองออกมาประมาณทางร้อยยี่สิบห้าเส้น คอยดูท่วงทีอยู่ถึงสามวันก็มิได้เห็นชาวเมืององกวนเสียออกมารบ ครั้นจะยกเข้าถึงเชิงกำแพงก็เกรงจะต้องกลอุบายชาวเมืององกวนเสีย พอเวลาคํ่าลงเป๊กลีเบ้งเบ๋งขึ้นขี่ม้าพาคนสนิทยี่สิบคนออกจากค่าย กลับมาคำนับแจ้งความแก่ก๋งจูบุนว่า ชาวเมืององกวนเสียเปิดประตูเมืองไว้ ข้าพเจ้าเห็นว่าจะล่วงถลำเข้าไปในเมืองเกรงจะเสียที

ก๋งจูบุนได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่าเมืององกวนเสียเป็นเมืองน้อย ทหารก็น้อย ถึงจะทำกลอุบายประการใดก็จะหักเอาเมืองให้จงได้ ท่านจงไปกำชับทหารให้พร้อมใจพร้อมมือกันยกเข้าตีเมืององกวนเสียให้ได้ในเวลาพรุ่งนี้ เราจะยกหนุนเข้าไปด้วย ถึงมาตรว่าทหารเมืององกวนเสียจะตั้งกองซุ่มก็อย่าเกรงเลย เราจะตีให้แตกยับเยินไปให้จงได้ เป๊กลีเบ้งเบ๋งก็คำนับลาออกไปจากค่าย ถึงท่านํ้าจึงให้ทหารเผาเรือเสีย ทหารในกองทัพหลวงเห็นดังนั้นก็ตกใจ ร้องอื้ออึงเข้าไปแจ้งความแก่ก๋งจูบุน ก๋งจูบุนจึงให้ทหารช่วยกันดับเพลิงก็มิทัน เพลิงไหม้เรือเสียสิ้นถึงพันลำ ก๋งจูบุนให้หาเป๊กลีเบ้งเบ๋งเข้ามาถาม เป๊กลีเบ้งเบ๋งแจ้งความว่า ท่านสั่งข้าพเจ้าว่าเวลาพรุ่งนี้จะยกเข้าตีเมืององกวนเสีย ถ้าเสียทีข้าศึกทหารจะไม่พร้อมใจกันสู้รบ ต่างจะหลบหลีกลงเรือข้ามไปเมือง ข้าพเจ้าจึงเผาเรือเสียหวังจะให้ทหารพร้อมใจกันตีเมืององกวนเสียให้ได้ มิให้คิดย่อท้อถอยหลัง

ก๋งจูบุนได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า ตัวเป็นบุตรเป๊กลีเหผู้มีสติปัญญา เราสำคัญว่ามีความคิดเหมือนบิดา ท่านมีแต่ฝีมือกล้าแข็งหาปัญญาความคิดมิได้ อันเมืององกวนเสียนี้เป็นแต่ปลายด่าน ถึงจะตีได้ก็ไม่ต้องการ ท่านเผาเรือเสียถึงพันลำฉะนี้ สำเร็จการศึกแล้วจะเดินทางบกกลับไปเมืองมิต้องลำบากหรือ ท่านทำการทั้งนี้หาชอบไม่ เป๊กลีเบ้งเบ๋งได้ฟังดังนั้นมิรู้ที่จะโต้ตอบก็นั่งนิ่งก้มหน้าอยู่ อิวอีจึงว่า แต่ก่อนทหารเมืองจิ๋นมีอยู่เป็นอันมาก เป๊กลีเบ้งเบ๋งพาทหารมาตายเสีย ณ แดนเมืองจิ้นนี้ถึงสองคร้งแล้ว ถ้าท่านจะเชื่อฟังคำเป๊กลีเบ้งเบ๋งสืบไป ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองจิ๋นจะฉิบหายเสียเป็นมั่นคง

ก๋งจูบุนจึงตอบว่า เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพมาเสียทีทหารเป็นอันมากถึงสองครั้ง เราคิดเห็นแก่เป๊กลีเหจึงยกโทษไว้ ถ้าครั้งนี้ตีเมืององกวนเสียมิได้ เราจะลงโทษถึงสิ้นชีวิต ก๋งจูบุนก็สั่งเป๊กลีเบ้งเบ๋งให้กลับไปค่าย ครั้นรุ่งเช้าเป๊กลีเบ้งเบ๋งก็แต่งตัวใส่เกราะถือทวนขึ้นขี่ม้าพาทหารออกจากค่ายยกเข้าไปในเมืององกวนเสีย ก๋งจูบุนก็ยกทัพหนุนไปมิได้เห็นข้าศึกมาสู้รบ ก็ยกเข้าตั้งมั่นพักทหารอยู่ในเมืององกวนเสีย

ฝ่ายทหารเมืองเตงซึ่งปลอมเป็นคนค้าขายอยู่เมืองโก๋เกง ครั้นรู้ว่ากองทัพเมืองจิ๋นข้ามอ่าวโฮตังไปตีเมืององกวนเสียแล้ว จึงพากันถือเครื่องสาตราวุธขึ้นไปบนเอียนตุน ฆ่าทหารชาวเมืองจิ๋นซึ่งรักษาเอียนตุนเสียแล้วก็จุดเพลิงบนเอียนตุนขึ้นทั้งยี่สิบตำบล ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นตั้งพักทหารอยู่ในเมืององกวนเสีย ปรึกษาการศึกกับนายทัพนายกองทั้งปวง พอแลไปเห็นควันบนเอียนตุนก็ตกใจ สำคัญว่ากองทัพเมืองเกียงหยงมาตีเมืองจิ๋น จึงสั่งให้ตรวจเตรียมกองทัพพร้อมแล้วยกออกจากเมืององกวนเสียเดินทัพไปทางเขาเงาซัว ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งแม่ทัพหน้ามาตามทางวันหนึ่ง จึงคิดว่ายกมาครั้งนี้หมายจะแก้แค้นชาวเมืองจิ้นก็ไม่สมความคิด แล้วเผาเรือเสียถึงพันลำก็ผิดอยู่เป็นอันมาก จำจะแบ่งทหารไปเมืองกั้ง เมืองเพงแหยทั้งสองเมือง เก็บเอาทรัพย์สิ่งของเสบียงอาหารให้แก่เจ้าเมืองจิ๋นพอเป็นบำเหน็จมือไว้อย่าให้เสียทีมาเลย เป๊กลีเบ้งเบ๋งคิดแล้วก็จัดทหารที่มีกำลังฝีมือกล้าแข็งได้ห้าพันยกแยกทางหนีไป

ฝ่ายก๋งจูบุนยกมาถึงเขาเงาซัว ขึ้นเอาเจียวเทียนกุย ขณะนั้นเกิดลมพายุกล้า พัดผงคลีและกรวดทรายปลิวขึ้นไปเป็นพยับมืดคลุ้มดังควันเพลิง พวกทหารจะเดินขึ้นไปบนยอดเขามิได้ ก๋งจูบุนก็ให้หยุดทัพอยู่สามวัน พายุก็พัดกล้าอยู่ทั้งกลางวันกลางคืนไม่สงบคิดประหลาดใจนัก อิวอีจึงบอกว่า ขณะเมื่อท่านให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพมาครั้งก่อนถึงที่ตำบลนี้ ทหารเมืองจิ้นจึงคิดกลอุบายเผาป่าคลอกทหารเป๊กลีเบ้งเบ๋งตายเสียเป็นอันมาก ครั้งนี้ท่านยกทัพมาปีศาจทั้งปวงจึงแกล้งบันดาลเป็นพายุ หวังจะขอเครื่องบวงสรวง ขอท่านจงแต่งเครื่องเซ่นไปเซ่นปีศาจทั้งปวงรับกระยาบวงสรวง แล้วพายุก็จะระงับสงบลง

ก๋งจูบุนได้ฟังดังนั้นจึงให้จัดแจงเครื่องเซ่นผี ณ ตำบลโลแปฮัว และกระดูกผีซึ่งเรี่ยรายอยู่นั้นก็กลายเป็นต้นแปหุนชาว ภาษาไทยว่าต้นกัญชางอกขึ้นเต็มไป คนทั้งปวงจึงเก็บเอาต้นกัญชามากินบ้างสูบบ้าง ก็มัวเมาให้หัวเราะและร้องไห้กระทำอาการต่างๆ แล้วกวาดเอากระดูกปีศาจมามั่วสุมเข้าเผาเสีย ตั้งแต่นั้นฝนก็มิได้ตกเป็นหลายวัน หนทางแล้งทหารในกองทัพก็มีความสบายเดินทัพมาจนถึงเมืองจิ๋น ก๋งจูบุนมิได้เห็นข้าศึกมาล้อมเมืองก็มีความสงสัยนัก จึงพักกองทัพอยู่นอกเมือง ให้ม้าเร็วไปสืบถึงเมืองโก๋เกงรู้ว่าเจ้าเมืองเตงให้ทหารปลอมมาฆ่าผู้รักษาเอียนตุนเสียจุดเอียนตุนทั้งยี่สิบสี่แห่ง ก๋งจูบุนหลงกลอุบายเจ้าเมืองเตงก็มีความอายแก่ชาวเมืองจิ้นนัก พอมีผู้มาบอกว่าเป๊กลีเบ้งเบ๋งพาทหารห้าพันไปตีเมืองกั้งยังหากลับมาไม่ ก๋งจูบุนมิได้ว่าประการใด จึงยกกองทัพกลับเข้าเมือง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ