๓๘

ฝ่ายพระเจ้าจิวเซียงอ๋องตื่นจากที่บรรทม จึงสั่งเถ้าแก่ข้างในให้เอาตัวนางสาวใช้ของนางซกงุยกับผู้รักษาประตูมาแล้วถามว่า ไทซกตั้วเข้ามาทำชู้นอนค้างอยู่ด้วยนางซกงุย ผู้ใดรู้เห็นประการใดบ้างให้เร่งว่ามาแต่ตามจริง สาวใช้และนางรักษาประตูบรรดาได้รับสินบนนั้นต่างคนก็ต่างทูลว่าซึ่งไทซกตั้วมาทำชู้ด้วยพระมเหสีนั้นข้าพเจ้าทั้งปวงมิได้รู้เห็น พระเจ้าจิวเสียงอ๋องจึงให้เอาตัวนางเสียวตังมาสอบ นางเสียวตังก็ว่ากล่าวยั่งยืนว่านางสาวใช้และนายประตูนี้ได้สินบนพระมเหสีสิ้นทุกคนจึงปิดบังความเสีย นางสาวใช้และนายประตูซึ่งได้สินบนนั้นก็ตกใจกลัวอาญาพระเจ้าเมืองหลวงจะลงโทษก็รับสมถ้อยคำนางเสียวตังทุกประการ

พระเจ้าจิวเสียงอ๋องทรงพระโกรธนัก ก็สั่งให้จับนางซกงุยไปจำไว้ในที่สงัดลั่นกุญแจประตูเสีย ผู้จะไปส่งข้าวนั้นให้ส่งเข้าไปจำเพาะช่องอันน้อย แต่ไทซกตั้วนั้น ครั้นจะให้ไปจับตัวมาทำโทษก็คิดเกรงใจนางฮุยเฮาผู้เป็นมารดาไทซกตั้วจึงงดไว้ ไทซกตั้วครั้นรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องให้จับนางซกงุยจำไว้ ก็คิดวิตกกลัวพระเจ้าจิวเซียงอ๋องจะจับเอาตัวมาทำโทษ ก็เรียกพรรคพวกเข้ามาให้พร้อมพากันหนีไปจากเมืองหลวง

ฝ่ายลุยซกกับโทจู ครั้นรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องจับนางซกงุยไปจำไว้ จึงปรึกษากันว่า บัดนี้ไทซกตั้วก็หนีแล้ว ถ้าไปถึงเมืองเต๊กได้ก็จะยุยงให้เจ้าเมืองเต๊กโกรธ ยกกองทัพมาตีเอาเมืองหลวง เราผู้ไปมาพูดจาก็จะเป็นอันตรายด้วยเห็นจะอยู่ในเมืองนี้มิได้ เราจะพากันหนีไปเมืองเต๊กเถิดจึงพ้นภัย ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้ว เวลาคํ่าก็พาพรรคพวกลอบหนีไปทันไทซกตั้วแดนเมืองเต๊ก ขุนนางทั้งสองก็เข้าไปคำนับไทซกตั้วแล้วว่า ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านหนีมาจึงรีบมาตาม ขอเชิญท่านหยุดพักที่นี้ ข้าพเจ้าจะไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองเต๊กให้รู้ก่อน ไทซกตั้วได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านตามเรามาก็ขอบใจอยู่ แล้วก็พาพรรคพวกหยุดอยู่ที่นั้น

ลุยซกกับโทจูไปถึงเมืองเต๊กก็ไปคำนับเจ้าเมืองเต๊ก จึงเอาความเท็จมายุยงว่า เดิมพระเจ้าจิวเซียงอ๋องใช้ให้ข้าพเจ้ามาขอนางซกงุยบุตรีท่านไปนั้น เป็นความจริงจะให้เป็นภรรยาไทซกตั้วผู้น้อง ครั้นเห็นรูปร่างนางซกงุยงามชอบพระทัยจึงตั้งเป็นฮองเฮาหาให้แก่ไทซกตั้วไม่ ครั้นนานมามารดาไทซกตั้วซึ่งอยู่ในพระราชวังป่วยหนัก ไทซกตั้วเข้าไปเยี่ยมมารดา พบนางซกงุยนั่งลงพูดกันที่กลางทางสองสามคำแล้วต่างคนต่างไป สาวใช้จึงเอาความไปทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋องว่าไทซกตั้วกับพระมเหสีพูดกัน พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงพระโกรธมิได้สืบความให้เห็นเท็จและจริง จับนางซกงุยไปจำลั่นกุญแจไว้ที่สงัดได้ความอดอยากยิ่งนัก แล้วขับไทซกตั้วผู้น้องเสีย พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทำการครั้งนี้โดยองอาจไม่อยู่ในสัจธรรม ท่านก็มีความชอบไปช่วยตีเมืองเตงให้ยังหาคิดถึงคุณท่านไม่ มาทำแก่นางซกงุยผู้บุตรีท่านให้ได้ความเจ็บอายสาหัส ข้าพเจ้าเห็นว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องทำการทั้งนี้ผิดนัก จะอยู่เป็นข้าสืบไปมิได้ จึงพากันหนีมาหวังจะพึ่งบุญท่าน

เจ้าเมืองเต๊กได้ฟังดังนั้นมีความสงสารบุตรีก็คิดน้อยใจนัก จึงถามขุนนางทั้งสองว่า บัดนี้ไทซกตั้วหนีไปอยู่แห่งใดเล่า ลุยซกจึงตอบว่า ไทซกตั้วมาหยุดอยู่ที่ปลายแดนเมืองท่าน จึงให้ข้าพเจ้ามาแจ้งความก่อน เจ้าเมืองเต๊กจึงให้ขุนนางจัดม้าและเกวียนออกไปรับให้ลุยซกกับโทจูนำไป ครั้นมาถึงไทซกตั้ว ลุยซกจึงเล่าความให้ไทซกตั้วฟังตามถ้อยคำเจ้าเมืองเต๊ก ไทซกตั้วแจ้งความแล้วก็ยินดีจึงเข้ามา ครั้นถึงเมืองเต๊กก็เข้าไปคำนับเสามัว โดยกลัวเกรงเหมือนลูกเขยกับพ่อตา

เจ้าเมืองเต๊กเห็นไทซกตั้วนบนอบก็เอ็นดูไทซกตั้วนัก จึงสั่งให้จัดทัพเกณฑ์ทหารม้าและทหารเดินเท้าห้าพัน ให้เซียงเตงขุนนางผู้ใหญ่เป็นแม่ทัพ ให้ลุยซกกับโทจูมาด้วยไทซกตั้วในกองทัพ ครั้นได้ฤกษ์ดีแล้วก็ให้จุดประทัดตีกลองใหญ่เอาฤกษ์ ยกทัพออกจากเมืองเต๊กรีบมาตีด่านปลายแดนเมืองหลวงแตก ชาวด่านก็รีบมาเมืองหลวง จึงเอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ ขุนนางผู้ใหญ่จึงเอาเนื้อความขึ้นกราบทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋องว่า กองทัพเมืองเต๊กทำองอาจตีด่านแตกเข้ามาหลายตำบลแล้ว

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังทรงดำริว่า เหตุใดเจ้าเมืองเต๊กจึงมาคิดอ่านทำการดังนี้ไทซกตั้วหนีไปยุยงประการใด จำจะให้ขุนนางออกไปไต่ถามบอกเหตุให้รู้ก่อน ครั้นดำริแล้วจึงสั่งไตหูทำเป๊กว่าท่านจงไปบอกแก่กองทัพเมืองเต๊กที่ยกมาว่า ไทซกตั้วทำผิดเป็นชู้กับนางซกงุยบุตรีเสามัวเจ้าเมืองเต๊ก เราจำนางซกงุยไว้ ไทซกตั้วกลัวหนีไป เราคิดว่าจะบอกเจ้าเมืองเต๊กแต่ยังหาได้บอกไปไม่ อย่าให้เจ้าเมืองเต๊กเชื่อถือไทซกตั้วมาทำดังนี้หาควรไม่ ให้เร่งมาพูดจากันให้เห็นผิดและชอบก่อน ไตหูทำเป๊กรับสั่งถวายบังคมลาออกไป

ฝ่ายเซียงเตงแม่ทัพครั้นรู้ว่าขุนนางเมืองหลวงออกมา จึงปรึกษากับไทซกตั้วว่า เราจะให้ขุนนางเข้ามาในค่ายหรือจะทำประการใด ไทซกตั้วจึงว่า ซึ่งจะไว้ใจให้ขุนนางเมืองหลวงเข้ามานั้นเราไม่เห็นด้วย อันไตหูทำเป๊กนี้เป็นคนมีอุบายมาก จงให้ทหารออกไปจับตัวฆ่าเสียแล้วรีบยกเข้าไปให้ถึงเมืองหลวงโดยเร็ว อย่าให้จัดแจงกองทัพทันจึงจะได้ชัยชนะโดยง่าย เซียงเตงก็เห็นชอบ จึงสั่งให้ทหารออกไปจับตัวไตหูทำเป๊กฆ่าเสีย แล้วยกกองทัพตีรุกเข้าไปจนใกล้เมืองตังจิว แล้วสั่งให้ทหารตั้งค่ายมั่นลงไว้

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องครั้นแจ้งความว่ากองทัพเมืองเต๊กบุกรุกเข้ามาก็ทรงพระโกรธ จึงจัดให้งวนเป๊กเป็นแม่ทัพ ม่อโอยเป็นปลัดทัพ แล้วจัดเกวียนรบทหารถืออาวุธสำหรับเกวียนสามร้อยเล่ม ยกออกไปนอกกำแพงเมือง งวนเป๊กจึงคิดว่า ทหารเมืองเต๊กนั้นฝีมือกล้าหาญนักจะไว้ใจมิได้ จึงเอาเกวียนนั้นรายวงต่อๆ เป็นลูกค่าย ให้ทหารถืออาวุธรักษาค่ายเป็นอันมาก จะดูท่วงทีทหารเมืองเต๊กจะทำประการใด จึงจะต่อสู้ตามกระบวนศึก ฝ่ายเซียงเตงแม่ทัพเห็นทหารในเมืองหลวงยกออกตั้งอยู่จึงให้ทหารกองหน้าเข้าตี ทหารทั้งสองฝ่ายรบสู้กันด้วยอาวุธต่างๆ จนเวลาเย็น ก็หาแพ้ชนะกันไม่ต่างคนต่างกลับเข้าค่าย

ครั้นคํ่าเซียงเตงจึงให้ไปปลูกหอรบขึ้นที่เขาสุยหูรสาร ให้เอาธงสีเหลืองกับร่มระย้าปักไว้บนหอรบ จึงให้ทหารผู้หนึ่งแต่งตัวเหมือนไทซกตั้วนั่งรินสุรากินอยู่บนหอรบ แล้วให้ทหารทั้งปวงซุ่มอยู่ข้างหลัง ถ้าเห็นทหารเมืองตังจิวยกออกมา ก็ให้ตีม้าล่อจุดประทัดขึ้น แล้วสั่งให้ลุยซกโทจูคุมทหารพันหนึ่งไปซุ่มอยู่ตั้งสองข้างทาง ถ้าทหารชาวเมืองยกไล่กองทัพเรามาถึงเชิงเขาจึงให้กรูกันตีสกัดไว้ ครั้นทหารทั้งปวงไปแล้ว จึงให้เซียงหองจูผู้บุตรคุมทหารม้าห้าร้อยเข้าไปล่อกองทัพเมืองตังจิวถึงหน้าค่าย เซียงเตงกับไทซกตั้วคุมทหารสามพันอยู่ในค่ายคอยออกรบ ฝ่ายเซียงหองจูครั้นถึงหน้าค่าย จึงให้ทหารร้องเข้าไปว่าให้งวนเป๊กออกมารบกัน

งวนเป๊กได้ยินดังนั้นก็ขึ้นบนเกวียนแลไปดูเห็นพวกทหารเมืองเต๊กยกเข้ามา ถึงหน้าค่ายจึงจัดทหารจะออกรบ ม่อโอยเห็นงวนเป๊กจัดทหารวุ่นวายจึงห้ามว่า อย่าเพิ่งออกรบก่อน อันทหารเมืองเต๊กร้องท้าทายเราโดยองอาจดังนี้ เห็นจะเป็นกลอุบายอยู่ งวนเป๊กได้ฟังม่อโอยว่าทัดทานก็เห็นชอบจึงงดอยู่ ฝ่ายเซียงหองจูครั้นมิได้เห็นงวนเป๊กยกออกมาจากค่าย จึงให้ทหารทั้งปวงลงจากหลังม้า แล้วให้ร้องประกาศว่า พระเจ้าจิวเซียงอ๋องให้คุมทหารออกมาจากเมือง แล้วจะสู้ก็ไม่สู้ จะหนีก็ไม่หนี จะสามิภักดิ์ก็ไม่สามิภักดิ์ มาตั้งทัพนิ่งอยู่หามีความเจ็บอายไม่ งวนเป๊กได้ฟังทหารเมืองเต๊กว่ากล่าวหยาบช้าดังนั้นบังเกิดโมโหเหลือที่จะอดกลั้น จึงขับเกวียนพาทหารออกจากค่าย เซียงหองจูครั้นเห็นทหารงวนเป๊กออกมา ก็ขับม้าพาทหารเข้ารบกับงวนเป๊กได้สิบเพลงแล้วทำเป็นชักม้าหนี งวนเป๊กเห็นได้ทีก็ไล่ติดตามไป เซียงหองจูกับทหารทั้งห้าร้อยก็ชักม้าหนีหลบเข้าค่ายหลังเขา งวนเป๊กครั้นไล่มาใกล้เชิงเขาแลขึ้นไปเห็นไทซกตั้วนั่งเสพสุราอยู่บนหอรบแต่ผู้เดียวก็ดีใจว่าไทซกตั้ววันนี้ไม่พ้นมือเรา แล้วก็ขับทหารรุกเข้าไป

ฝ่ายทหารเมืองเต๊กซึ่งซุ่มอยู่ ครั้นเห็นกองทัพเมืองตังจิวรุกไล่มา ก็จุดประทัดตีม้าล่อขึ้นตามสัญญา ลุยซกโทจูซึ่งซุ่มทหารอยู่สองข้างทางได้ยินประทัดสัญญาดังนั้น สองนายก็พาทหารออกมาล้อมสกัดไว้ แล้วให้ล้มต้นไม้ตัดกิ่งไม้ขวางทางเสียมิให้หนีได้ งวนเป๊กครั้นเข้ามาใกล้เห็นทหารบนหอรบจุดประทัดขึ้น ก็เหลียวไปดูเห็นทหารล้อมหลังเข้ามาเป็นอันมากก็ตกใจ จะให้ทหารถอยเกวียนกลับก็ติดต้นไม้และกิ่งไม้ขวางทางอยู่ จะออกทางอื่นก็มิได้ จึงให้ทหารฉุดกิ่งไม้และต้นไม้ ทหารทั้งปวงก็กลัวตายไม่เป็นอันลงชักลาก ต่างคนต่างก็เล็ดรอดหนีเอาตัวรอด งวนเป๊กเห็นทหารหนีหายกันไปก็เสียใจ จึงถอดเสื้อและเครื่องยศทิ้งเสีย แต่งตัวเป็นไพร่ปลอมอยู่กับพวกทหาร เซียงเตงครั้นได้ท่วงทีดังนั้นก็รีบมาถึงให้ทหารล้อมจับพวกเมืองหลวงซึ่งอยู่ในที่ล้อมนั้น แล้วได้ยินทหารชาวเมืองหลวงร้องเรียกว่า ไตหูมาข้างนี้ เซียงเตงได้ยินก็รู้ว่าแม่ทัพยังอยู่ จึงให้ทหารจับคนในที่ล้อมมาได้เป็นคนสามสิบเศษ ลุยซกกับโทจูจึงถามทหารเมืองตังจิวซึ่งไปเข้าด้วยว่าผู้ใดเป็นแม่ทัพ พวกทหารก็บอกว่าคนนี้ชื่องวนเป๊กขุนนางผู้ใหญ่เป็นแม่ทัพ เซียงเตงจึงให้ทหารมัดเอาตัวงวนเป๊กมามอบให้ไทซกตั้ว ไทซกตั้วจึงให้ทหารจำคุมมาไว้ค่าย

ฝ่ายทหารเมืองตังจิวซึ่งเล็ดรอดหนีได้ ก็วิ่งกลับมาเข้าค่าย จึงเอาความมาแจ้งกับม่อโอย ม่อโอยรู้ความดังนั้นก็เร่งรัดให้ทหารรักษาค่ายแล้วเขียนหนังสือให้ขุนนางถือไปทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋องขอกองทัพเพิ่มเติมมาช่วย ขณะนั้นลุยซกจึงเข้าไปคำนับไทซกตั้วแล้วว่า งวนเป๊กซึ่งเป็นแม่ทัพเมืองหลวงก็จับตัวมาได้แล้ว แต่ยังม่อโอยอยู่รักษาค่าย ถ้ารู้ว่าเสียแม่ทัพก็จะคิดครั่นคร้าม ทหารทั้งปวงก็จะเสียใจ เวลาคํ่าวันนี้ท่านจงว่ากล่าวเซียงเตงให้จัดทหารเข้าปล้นค่ายมอโอยเห็นจะได้โดยง่าย ไทซกตั้วก็เห็นชอบด้วย จึงไปบอกเซียงเตงแม่ทัพ เซียงเตงแม่ทัพก็รับคำจึงสั่งให้ทหารจัดแจงแต่งตัวให้พร้อม ครั้นเวลาดึกก็ยกเข้าปล้นค่ายจุดพลุใหญ่น้อยระดมยิงเข้าไปเป็นอันมาก ไฟไหม้ค่ายขึ้น ม่อโอยเห็นดังนั้นก็ตกใจดูทหารทั้งปวงก็วุ่นวายไม่เป็นอันจะสู้รบ สุดที่จะคิดอ่านแก้ไขประการใด จึงขึ้นเกวียนน้อยกับทหารที่สนิทสองคนออกจากประตูค่ายจะหนีเข้าเมือง

ฝ่ายไทซกตั้วขี่ม้าพาทหารยืนสกัดอยู่ริมทาง เห็นม่อโอยมาก็จำได้ จึงขับม้าไล่ติดตามทัน เอาทวนแทงถูกม่อโอยตาย ทหารในค่ายม่อโอยก็กระจัดกระจายไปสิ้น ไทซกตั้วเห็นได้ท่วงทีแล้วก็ขับทหารทั้งปวงรุกไล่จนถึงประตูเมืองหลวงให้รายกันประชิดเชิงกำแพงไว้

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องแจ้งดังนั้น จึงให้หาฮูสินเข้ามาแล้วตรัสว่า เมื่อเราจะไปขอกองทัพเมืองเต๊กมาตีเมืองเตงนั้น ท่านก็ได้ห้ามเรา ครั้งเราจะขอนางซกงุยมาเป็นภรรยา ท่านก็ได้ทัดทาน หากเราไม่ฟังถ้อยคำท่านจึงเกิดเหตุเพราะนางซกงุยเป็นชู้กับไทซกตั้ว ไทซกตั้วจึงคิดอ่านไปพาเอากองทัพมาทำแก่เราดังนี้ ครั้นเราจะสู้รบกับน้องซึ่งได้เลี้ยงมา ก็เป็นที่อัปยศหาสมควรไม่ เมื่อเขาจะต้องประสงค์ภรรยาเราผู้พี่ซึ่งมีคุณแล้วเราก็จะยกให้ ตัวเราก็จะหนีไปอาศัยอยู่แดนเมืองเตง ท่านค่อยอยู่จงดีเถิด จิวกองฆองซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ยินดังนั้นจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะชักชวนข้าราชการทั้งปวงช่วยกันรบรักษาเมืองไว้กว่าหัวเมืองทั้งปวงจะรู้ก็จะยกมาช่วยเห็นหาเป็นอันตรายไม่ พระองค์อย่าเพิ่งด่วนไปให้เสื่อมพระเกียรติยศเลย พระเจ้าจิวเซียงอ๋องจึงตรัสว่า ซึ่งท่านว่ากล่าวนี้ด้วยรักเราโดยสุจริตก็ขอบใจแล้ว แต่เราคิดเห็นว่าศึกน้องเราครั้งนี้กำลังห้าวหาญนัก ซึ่งท่านจะช่วยกันรบรักษาเมืองไว้นั้น ทแกล้วทหารทั้งปวงก็จะพากันล้มตายเสียเปล่าหาต้องการไม่ อันไทซกตั้วนี้ถึงจะได้เป็นเจ้าเมืองตังจิว เราก็เห็นหาตั้งอยู่ในเมืองยืดยาวไม่ ด้วยไทซกตั้วทำผิดคิดประทุษร้ายต่อเราผู้พี่ ถึงตัวเราจะหนีไปก็ไม่อยู่ช้าคงจะคิดอ่านกลับมาเมืองให้จงได้

ฮูสินจึงทูลว่า ซึ่งพระองค์จะเสด็จไปคิดการ แล้วจะกลับมาเมืองนั้นก็ตามพระทัยเถิด แต่จะเสด็จไปในเวลานี้เห็นยังไม่ได้ ด้วยข้าศึกเข้ามาตั้งประชิดอยู่จะเสียที ขอให้งดอยู่สักหน่อยหนึ่งก่อน ข้าพเจ้าจะเอาชีวิตแทนพระคุณ จะอาสาออกไปรบ พอข้าศึกถอยห่างออกไปแล้วพระองค์จึงเสด็จไปจึงจะไม่มีอันตราย พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วยจึงงดอยู่ ฮูสินก็คำนับลาออกมาจัดพรรคพวกของตัวได้สามร้อยเศษถืออาวุธครบมือกัน ให้เปิดประตูเมืองตรงไปค่ายแม่ทัพ ฝ่ายกองทัพทั้งปวงซึ่งตั้งประชิดอยู่นั้น ครั้นเห็นทหารในเมืองออกมาตีค่ายแม่ทัพก็พากันออกไปช่วย

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องครั้นรู้ว่าข้าศึกถอยห่างออกไปพ้นประตูเมืองแล้ว ก็เรียกกำซูฮูกับโจเอี๋ยนฮูทั้งสอง และขุนนางนอกนั้นแปดคนมาพร้อม เสด็จทรงม้าพระที่นั่งอันมีฝีเท้าออกจากพระราชวัง ขุนนางทั้งสิบคนก็ขึ้นม้าตามเสด็จไปจากเมืองตังจิว ตรงไปแดนเมืองเตง ฝ่ายเซียงเตงแม่ทัพครั้นเห็นทหารในเมืองยกมาถึงค่าย ก็ขับทหารออกรบ พอทัพทั้งปวงมาถึงก็ตีกระหนาบล้อมทหารเจ้าเมืองตังจิวไว้แน่นหนา ฮูสินครั้นเห็นพวกทหารล้อมเข้าไว้ดังนั้น ก็ไม่คิดที่จะหนีด้วยความกตัญญูจะเอาชีวิตแทนคุณพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง ฮูสินพาทหารอยู่กลางที่ล้อมเป็นสามารถ ฮูสินถูกเกาทัณฑ์หลายดอกอุตส่าห์สู้ทนความเจ็บ ฟาดฟันทหารเมืองเต๊กล้มตายเป็นหลายคน ฮูสินสิ้นกำลังลงขาดใจตาย บรรดาพรรคพวกกองทัพทั้งนั้นก็ตายอยู่ในที่รบสิ้น

ฝ่ายทหารกองตระเวนครั้นรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสียทีทิ้งเมืองหนีไป จึงเอาความมาแจ้งแก่เซียงเตงผู้เป็นแม่ทัพ เซียงเตงรู้ดังนั้นก็มิติดตาม จึงบอกแก่ไทซกตั้วว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องหนีไปแล้ว ไทซกตั้วรู้ก็ดีใจจึงให้งวนเป๊กเข้าไปบอกขุนนางในเมืองให้เปิดประตูรับ งวนเป๊กก็คำนับลาไทซกตั้วมาถึงประตูเมืองหลวง เห็นประตูเมืองปิดอยู่จึงร้องบอกว่า บัดนี้ไทซกตั้วให้เรามาแจ้งแก่ขุนนางซึ่งอยู่ในเมืองหลวง ให้เร่งเปิดประตูรับไทซกตั้วเจ้าเมืองโดยดี ถ้าขืนขัดไว้ไม่เปิดประตูรับตีเมืองได้แล้ว ขุนนางทั้งปวงหาพ้นความตายไม่

จิวกองฆองจึงร้องตอบว่า ซึ่งจะให้เปิดประตูรับไทซกตัวนั้นเราก็มิได้ขัด แต่บัดนี้กองทัพเมืองเต๊กยกมาเป็นอันมาก ครั้นเปิดประตูออกทหารในกองทัพทั้งปวงก็จะกรูกันเข้ามาทำอันตรายริบราชบาทแก่ราษฎรชาวเมืองจะได้ความเดือดร้อน ให้กองทัพถอยออกไปอยู่ให้ไกล ให้แต่ไทซกตั้วเข้ามาเราจึงจะเปิดประตูรับ งวนเป๊กได้ฟังขุนนางในเมืองว่าดังนั้นก็กลับไปแจ้งแก่ไทซกตั้ว ไทซกตั้วจึงเอาเนื้อความไปบอกแก่เซียงเตงว่า ขอท่านจงยกไปตั้งอยู่ให้ไกลเมืองสักหน่อยหนึ่ง เราจะเข้าไปจัดแจงบ้านเมืองให้ราบคาบก่อน แล้วจึงจะเชิญท่านเข้าไป เซียงเตงแจ้งความแล้วก็พาทหารไปตั้งอยู่ตามคำไทซกตั้ว ไทซกตั้วก็เข้ามาเมืองตังจิว ขุนนางอยู่ในเมืองตังจิวเห็นไทซกตั้วมา แลไปดูกองทัพยกถอยไปตั้งอยู่ไกลแล้วจึงสั่งให้เปิดประตูเมืองรับไทซกตั้ว ไทซกตั้วครั้นเข้าไปในเมืองได้ก็ตรงเข้าไปในวัง จึงให้ถอดนางซกงุยออกจากที่จำ พากันเข้าไปคำนับมารดา ณ ตำหนัก

ฝ่ายนางฮุยเฮาผู้เป็นมารดา เห็นไทซกตั้วผู้บุตรพานางซกงุยมาคำนับจึงลุกเข้ากอดลูกไว้แล้วว่า มารดานี้เข้าใจว่าเจ้าตายจากแม่แล้ว บัดนี้เป็นบุญของเจ้า เทพยดาช่วยให้รอดชีวิตคืนมาให้แม่เห็นหน้า ข้างพระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็กลัวฝีมือเจ้าหนีไป ลูกข้าได้เมืองตังจิวโดยง่าย ได้นางซกงุยสมความปรารถนาของเจ้าด้วย ครั้งนี้ความยินดีของแม่หาที่สุดมิได้

นางฮุยเฮาดีใจหัวเราะจนสิ้นแรงขาดใจตาย ไทซกตั้วเห็นมารดาล้มลงตายก็ตกใจ ยกศพมารดาใส่หีบซ่อนไว้ในห้องตำหนักมิให้ใครรู้ จึงพานางซกงุยขึ้นไปอยู่ที่พระเจ้าจิวเซียงอ๋อง

ฝ่ายนางเสียวตังซึ่งเป็นโจทก์ ครั้นเห็นไทซกตั้วเข้ามาในพระราชวัง กลัวไทซกตั้วยิ่งนัก วิ่งหนีไปตกบ่อจมนํ้าตาย ฝ่ายไทซกตั้วอยู่บนตำหนัก คิดถึงนางเสียวตังก็คิดแค้น จึงสั่งให้นางเถ้าแก่ไปจับตัวนางเสียวตัง เถ้าแก่คำนับแล้วก็ไปที่อยู่นางเสียวตัง ไม่เห็นตัวนางเสียวตังจึงพากันเที่ยวค้นคว้าดู พบศพนางเสียวตังตายอยู่ในบ่อนํ้าจึงเอาความมาแจ้งแก่ไทซกตั้ว ไทซกตั้วก็มิได้ว่าประการใด ครั้นรุ่งขึ้น ไทซกตั้วจึงลอบเขียนหนังสือว่า มีรับสั่งฮองไทเฮาให้บอกขุนนางทั้งปวง เร่งจัดแจงให้ไทซกตั้วเป็นเจ้าแผ่นดินในเมืองตังจิว ครั้นเขียนแล้วจึงส่งหนังสือให้เถ้าแก่ออกไปให้ขุนนางกรมวังให้มีหมายบอกกันให้รู้จงทั่ว ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยรู้หนังสือแล้วพากันมาพร้อมในที่เฝ้า จึงยกไทซกตั้วขึ้นเป็นเจ้า ตั้งนางซกงุยเป็นที่ฮองเฮามเหสี แล้วไทซกตั้วก็ให้ชาวคลังเอาสิ่งของไปให้เซียงเตงแม่ทัพแจกให้ทหารจนทั่วกันตามผู้ใหญ่ผู้น้อย เซียงเตงครั้นได้รับแจกเงินทองให้ทหารแล้วก็เลิกทัพกลับไปเมืองเต๊ก

ไทซกตั้วครั้นจัดแจงการทั้งปวงเสร็จแล้ว จึงแต่งเครื่องศพมารดาแห่ไปฝังไว้ในที่อันสมควร ฝ่ายราษฎรชาวเมืองตังจิว ตั้งแต่ไทซกตั้วเป็นเจ้าแผ่นดิน ต่างเข้าใจว่าไทซกตั้วเป็นคนอกตัญญูคิดการไม่ชอบ จึงชวนกันผูกเพลงร้องเล่นว่า แม่ตัวตายไม่ทำศพก่อน ไปนอนด้วยเมียอันพี่สะใภ้ ตัวเป็นข้าเอาเมียเจ้าไม่มีความอาย ว่าขึ้นแล้วเป็นหน้าอายนัก หากว่าตัวเป็นที่สูงไม่มีใครว่าได้ทั้งเมียทั้งผัวชั่วเหมือนกัน

ไทซกตั้วได้ยินชาวเมืองร้องเพลงดังนั้น จึงคิดสะดุ้งใจว่านานไปเห็นจะมีเหตุ คนทั้งปวงจึงว่ากล่าวดูหมิ่นได้ จำเราจะละเมืองตังจิวไว้ไปอยู่เมืองอุ๋นเถิดจึงจะพ้นคนว่ากล่าว จึงสั่งขุนนางให้ไปทำตำหนักและพระที่นั่งขึ้นใหม่ในเมืองอุ๋นริมเมืองตังจิวนั้น แล้วก็พานางซกงุยไปอยู่ในเมืองอุ๋นตามความสบาย มิได้นำพาว่ากล่าวราชการบ้านเมือง ให้แต่จิวเหลียวยี่ก๋งอยู่ในเมืองตังจิวว่าราชการแทน ขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ผู้ใดก็มิได้พบเห็นไทซกตั้วแต่สักครั้งหนึ่ง ฝ่ายงวนเป๊กครั้นไทซกตั้วได้เป็นเจ้าไม่อยู่ในเมืองตังจิวไปอยู่เมืองอุ๋น งวนเป๊กก็หาเป็นใจทำราชการด้วยไทซกตั้วไม่ ไปอยู่เมืองงวนซึ่งเป็นเมืองส่วยของตัวนั้น

ฝ่ายพระเจ้าจิวเซียงอ๋องหนีจากเมืองตังจิวไปถึงปลายแดนเมืองเตง จึงเข้าอาศัยโรงนาหญิงหม้ายคนหนึ่ง ชื่อว่านางฮองสี นางฮองสีมีบุตรคนหนึ่ง บุตรเลี้ยงคนหนึ่ง ชื่อยีหลองทั้งสองคน ครั้นเห็นพระเจ้าจิวเซียงอ๋องขี่ม้าเข้ามาอาศัย พิเคราะห์ดูรูปทรงประหลาดกว่าคนทั้งปวงจึงถามว่า ท่านเป็นขุนนางตำแหน่งใด จะไปข้างไหนจึงพากันมาที่นี่ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องจึงบอกความจริงว่า เราเป็นเจ้าเมืองตังจิวบัดนี้หนีข้าศึกมา

นางฮองสีได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ คุกเข่าลงคำนับแล้วขอโทษว่า ข้าพเจ้ามิได้รู้ว่าท่านเป็นกษัตริย์เลย ซึ่งพระองค์เสด็จมาอาลัยโรงนาข้าพเจ้าอยู่วันนี้ ก็สมกับบุตรข้าพเจ้าฝันว่าพระอาทิตย์ขึ้นมา แล้วส่องแสงสว่างเข้ามาในโรงนาข้าพเจ้า นางฮองสีจึงเรียกยีหลองบุตรทั้งสองเข้ามาว่า ไก่เรามีอยู่ตัวหนึ่งจงไปต้มแกงหุงข้าวโพดสาลีถวายให้เสวยตามประสายาก พระเจ้าจิวเซียงอ๋องเห็นยีหลองหนุ่มเท่ากันเข้ามา จึงถามนางฮองสีว่า หนุ่มน้อยนี้เป็นลูกท่านทั้งสองคนหรือ นางฮองสีจึงกราบทูลว่า บุตรข้าพเจ้าคนหนึ่ง เป็นบุตรผัวข้าพเจ้าที่ตายคนหนึ่ง ข้าพเจ้าทุกวันนี้ได้อาศัยบุตรทั้งสองทำมาหากินเลี้ยงจึงได้รอดชีวิต พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังนางฮองสีบอกความดังนั้น จึงคิดว่าเขาทั้งสองใช่ญาติก็ยังรู้อยู่ช่วยกันทำมาหากินเลี้ยงมารดาได้ถึงเพียงนี้ เราเป็นกษัตริย์มีน้องร่วมบิดายังมาคิดทำร้ายชิงเอาสมบัติได้ ชั่วชาติชาวนาอีก คิดแล้วก็ทรงพระกันแสง

โจเอี๋ยนฮูเห็นดังนั้นจึงทูลว่า ครั้งพระเจ้าฮุยอ๋องผู้เป็นพระอัยกาของพระองค์ ก๋งจูทวยผู้น้องชิงราชสมบัติ เจ้าเมืองเตงคนเก่าได้ยกมาช่วยกำจัดก๋งจูทวยเสีย คืนเอาราชสมบัติถวายพระเจ้าฮุยอ๋อง ซึ่งพระองค์จะมาเศร้าโศกอยู่ดังนี้หาต้องการไม่ จงคิดอ่านทำหนังสือไปถึงเมืองขึ้นทั้งปวง ให้ยกกองทัพมาช่วยตีเอาเมืองคืนดีกว่า พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็เห็นด้วย แล้วจึงแต่งหนังสือไปถึงเมืองซอง เมืองจิ้น เมืองเจ๋ เมืองเตง เมืองโอย กำซูฮูจึงทูลว่า ซึ่งพระองค์จะมีหนังสือไปถึงหัวเมืองเหล่านี้ ข้าพเจ้าเห็นเป็นเมืองเล็กทหารก็มีน้อย ไหนจะช่วยตีเอาเมืองได้ ขอให้มีหนังสือไปถึงก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋น จิ้นบุนก๋งเจ้าเมืองจิ้น แต่สองหัวเมืองอันเป็นหัวเมืองใหญ่ที่ทแกล้วทหารมาก ประการหนึ่งเมืองจิ๋นนั้นได้กวนซก เป๊กลีเห กงซุนกี เป็นทหารมีสติปัญญาคิดการทั้งปวง เมืองจิ้นนั้นต๋งนีซึ่งเป็นเฮาเป๊ก ก็ได้อาศัยสติปัญญาและฝีมือเฮาเอียน เตียวสวย ข้าพเจ้าจะรับถือหนังสือไปเมืองจิ้น ให้โจเอี๋ยนฮูถือหนังสือไปเมืองจิ๋น ให้เจ้าเมืองทั้งสองยกทัพมาช่วยตีเอาเมืองตังจิวเห็นจะได้โดยง่าย พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ยินดี จึงแต่งหนังสือส่งไปให้กำซูฮูกับโจเอี๋ยนฮูคนละฉบับ ขุนนางทั้งสองก็คำนับลาไป

ฝ่ายก๋งจูเจียบซึ่งเป็นเตงบุนก๋งเจ้าเมืองเตง รู้ข่าวว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสียเมืองมาอาศัยอยู่กับชาวนาในแดนเมืองเตง จึงสั่งตังสูไปปลูกตำหนักที่ประทับ แล้วให้จัดเครื่องใช้และของเสวยออกไปถวาย ฝ่ายเจ้าเมืองซองและเจ้าเมืองฬ่อ ครั้นรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสียเมืองเสด็จมาอยู่แดนเมืองเตง เจ้าเมืองทั้งสองก็จัดแจงข้าวของให้ขุนนางคุมมาถวาย จงซุยขุนนางเมืองฬ่อซึ่งคุมสิ่งของมาถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องรู้ว่าเจ้าเมืองโอยไม่ให้ผู้ใดมาจึงพูดกับขุนนางเมืองซองว่า เจ้าเมืองโอยนี้อยู่ใกล้กับเมืองเตง ช่างนิ่งเสียได้ไม่ให้ผู้ใดมาเฝ้า เจ้าเมืองโอยนี้เป็นคนอกตัญญ หาคิดถึงคุณพระเจ้าแผ่นดินซึ่งชุบเลี้ยงไม่ อุปมาเหมือนต้นไม้อันปราศจากรากแล้ว ประการหนึ่งเหมือนสระและบ่อไม่มีตานํ้า ครั้นถึงเทศกาลแล้งลงแล้ว ต้นไม้และสระน้ำก็จะแห้งแล้งล้มตายไป ฝ่ายก๋งจูฮุยซึ่งเป็นโอยบุนก๋งเจ้าเมืองโอย ขณะเมื่อพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จประทับอยู่แดนเมืองเตงนั้น พอดีเกิดโรคปัจจุบันตาย ณ เดือนสิบ

ศักราชพระเจ้าจิวเซียงอ๋องสิบแปดปี ขุนนางทั้งปวงปรึกษากันตั้งซือซูเต๋งผู้บุตรเจ้าเมืองโอยขึ้นเป็นเซียงก๋งเจ้าเมืองโอยแทนบิดา ฝ่ายกำซูฮูมาถึงเมืองจิ้นเข้าหาขุนนางผู้ใหญ่ ได้พาเข้าไปคำนับส่งหนังสือรับสั่งให้จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งอ่านแจ้งความดังนั้นก็คิดถึงพระคุณซึ่งพระเจ้าจิวเซียงอ๋องชุบเลี้ยงเป็นที่เฮาเป๊ก คิดจะยกทัพไปตีเมืองตังจิวถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเป็นความชอบ จึงสั่งกวยกิวซึ่งเป็นโหรว่า เราจะยกกองทัพไปช่วยพระเจ้าจิวเซียงอ๋องครั้งนี้จะเป็นประการใด กวยกิวก็คำนับแล้วพิเคราะห์ดูตามตำราจึงว่า ซึ่งท่านจะยกกองทัพไปครั้งนี้ ได้เมื่อพระเจ้าฮุยเต้ชนะศึก ณ ตำบลจวนหัว ซึ่งท่านจะไปช่วยพระเจ้าจิวเซียงอ๋องตีเมืองตังจิวเห็นจะได้สมคิด จิ้นบุนก๋งแจ้งแล้วก็ยินดี จึงสั่งให้จัดกองทัพได้ฤกษ์ดีจะยกไป

ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นได้แจ้งในหนังสือรับสั่ง ซึ่งโจเอี๋ยนฮูถือมาใจความว่า ไทซกตั้วไปคบคิดกับเมืองเต๊ก ยกกองทัพมาตีเมืองตังจิวได้ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องหนีมาอยู่แขวงเมืองเตง ก๋งจูบุนก็โกรธไทซกตั้วและเจ้าเมืองเต๊ก จึงคิดว่าเราจะนิ่งเสียดังนี้หาควรแก่ตัวไม่ ด้วยพระเจ้าจิวเซียงอ๋องมีพระคุณได้ชุบเลี้ยงเรามา จำจะยกทหารไปตีเมืองตังจิวคืนถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง แต่เราจะไปบัดนี้จะต้องเดินไปทางเมืองเต๊ก เมืองเกียงหยง เกลือกเจ้าเมืองเต๊ก เมืองเกียงหยงรู้ จะแต่งกองทัพออกก้าวสกัดไว้ก็จะเสียท่วงที จำเราจะยกไปบรรจบกับทัพจิ้นบุนก๋ง ณ เมืองจิ้นเถิด จะได้เป็นสองทัพช่วยคิดอ่าน กำจัดไทซกตั้วเสียให้จงได้ คิดแล้วสั่งให้จัดแจงกองทัพพร้อม ยกออกจากเมืองจิ๋นรีบไป ครั้นถึงริมแม่น้ำใหญ่ปลายแดนก็หยุดอยู่ จึงให้ขุนนางบอกแก่ต๋งนีซึ่งเป็นจิ้นบุนก๋งเจ้าเมืองจิ้นว่า ให้คอยท่าทัพเราจะยกไปบรรจบกัน ขุนนางคำนับแล้วก็รีบไปแจ้งแก่จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งครั้นแจ้งความจึงให้หาแซสินเข้ามาสั่งว่า ท่านจงไปบอกเจ้าเมืองจิ๋นว่าราชการเมืองตังจิวนี้เราจะไปรบแต่เมืองเดียวก็เห็นหาครนามือไม่ บิดาก็ชราแล้วอย่ายกกองทัพมาให้ลำบากเลย จงกลับไปรักษาบ้านเมืองให้เป็นสุขเถิด ถ้าสำเร็จราชการแล้วจะทูลความชอบให้ แซสินก็รับคำลาไปแจ้งความแก่ก๋งจูบุนตามถ้อยคำจิ้นบุนก๋ง ก๋งจูบุนแจ้งความดังนั้นจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวง กวนซกกับเป๊กลีเหจึงว่า การทั้งปวงนี้ใหญ่หลวงนัก ซึ่งจิ้นบุนก๋งจะมิให้ท่านยกไปช่วยพระเจ้าจิวเซียงอ๋องนั้นเห็นไม่ได้ ท่านจงเร่งยกไปเอาความชอบดีกว่า ก๋งจูบุนจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่านั้นก็ควรอยู่ ใจเราคิดเห็นว่าเขยเรานี้เป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลม ทั้งทแกล้วทหารก็เข้มแข็ง เขาเห็นว่าจะทำการผู้เดียวเอาชัยชนะได้ จึงห้ามเรามิให้ไป อนึ่ง บุตรเราก็พึ่งได้เป็นที่เฮาเป๊กขึ้นใหม่ จะได้ทำราชการเอาความชอบ จำเราจะหยุดอยู่ตามถ้อยคำเขาก่อน จะให้แต่กงซุนกีเอาสิ่งของเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง แล้วจัดสิ่งของให้กงซุนกีคุมไปกับจิ้นบุนก๋ง ก๋งจูบุนก็ให้เลิกกองทัพกลับไปเมือง

ฝ่ายจิ้นบุนก๋งรู้ว่าก๋งจูบุนยกกลับไปเมืองแล้ว จึงคิดว่าเรายกกองทัพไปทางเมืองเตง เมืองเหลียง ซึ่งเป็นเสี้ยนศัตรูพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเห็นไม่ได้ จำจะหลีกไปทางเมืองเกียงหยงจึงจะได้ แล้วให้ฮูเฉียโกรับเอาเงินทองแล้วก็คุมไปให้เจ้าเมืองเกียงหยง เจ้าเมืองเกียงหยงครั้นได้เงินก็ดีใจ จึงสั่งกับฮูเฉียโกว่าให้บอกจิ้นบุนก๋งว่า จะต้องการหนทางเดินไปมาตามแขวงเมืองเรานั้นก็ให้มาเถิด ฮูเฉียโกก็คำนับลามาบอกกับจิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งได้แจ้งความแล้วก็สิ้นวิตก ครั้นถึงกำหนดฤกษ์ดีก็ให้จุดประทัดตีกลองใหญ่เป็นสำคัญ ยกกองทัพออกจากเมืองจิ้น

ฝ่ายเจ้าเมืองเตงครั้นให้ขุนนางคุมไปถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋องแล้ว อยู่มาหลายวันจึงสั่งให้ขุนนางจัดเกวียนบรรทุกข้าวปลาและสิ่งของต่างๆ เป็นอันมากแล้ว เจ้าเมืองเตงก็พาขุนนางทั้งปวงนำเอาสิ่งของไปถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทอดพระเนตรเห็นก๋งจูเจียบเจ้าเมืองเตงกับขุนนางเอาสิ่งของมาถวายดังนั้น ก็ทรงคิดถึงความหลังแล้วสะทกสะเทิ้นละอายพระทัย มิได้ตรัสประการใด เจ้าเมืองเตงและขุนนางก็กราบถวายบังคมลาไป

ฝ่ายจิ้นบุนก๋งครั้นยกกองทัพรีบมาถึงตำบลบ้านเอียงหวนใกล้กับเมืองอุ๋นทางประมาณกึ่งวัน จึงให้หยุดทัพพักทแกล้วทหารอยู่ที่นั้น ฝ่ายชาวเมืองเอียงหวนบรรดาที่มีใจชิงชังไทซกตั้ว ครั้นรู้ว่าจิ้นบุนก๋งยกกองทัพจะไปช่วยพระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็ดีใจ ต่างคนต่างได้สิ่งของตามมีเอามาคำนับกองทัพ จิ้นบุนก๋งเห็นดังนั้นก็รู้ว่าราษฎรทั้งปวงหาสามิภักดิ์ต่อไทซกตั้วไม่ การทั้งนี้เห็นจะได้โดยสะดวก จึงสั่งซับจิ๋นให้ยกไปล้อมเมืองอุ๋นที่ไทซกตั้วอยู่ แล้วให้เตียวสวยไปทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง เตียวสวยกับซับจิ๋นก็คำนับลาพาทหารยกแยกกันไป เตียวสวยครั้นถึงจึงเข้าไปเฝ้ากราบถวายบังคมแล้วทูลว่า บัดนี้เจ้าเมืองจิ้นยกกองทัพไปตั้งอยู่ตำบลเมืองเอียงหวนจัดทหารไปล้อมไทซกตั้วไว้แล้ว ให้ข้าพเจ้าทูลเชิญเสด็จพระองค์กลับไปเมืองเถิด พระเจ้าจิวเซียงอ๋องแจ้งความดังนั้นก็ดีพระทัย จึงสั่งให้จัดแจงรถและเกวียนพร้อม ขณะนั้นเป็นเดือนสี่ข้างขึ้น พระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จกลับมาเมือง

ฝ่ายซับจิ๋นครั้นยกมาถึงเมืองอุ๋น ก็ให้ทหารรายกันยกเข้าล้อมเมืองไว้เป็นสามารถ ฝ่ายไทซกตั้วรู้ว่าข้าศึกมาล้อมเมืองก็ตกใจ จะเรียกขุนนางผู้ใดออกไปต่อสู้ข้าศึกก็ไม่ได้ หามีผู้ใดที่จะอาสาช่วยคิดอ่านไม่ ก็ให้คิดครั่นคร้ามกลัวความตายนัก จึงพานางซกงุยขึ้นเกวียนออกจากวังจะหนีไปเมืองเต๊ก ผู้รักษาประตูครั้นเห็นไทซกตั้วขี่เกวียนมาแต่สองคนก็นิ่งเสียมิได้เปิดประตูให้ ไทซกตั้วเห็นนายประตูมิได้เปิดก็โกรธ ชักกระบี่ลงจากเกวียนไล่ฟันนายประตูตายหลายคน แล้วเปิดประตูออกไปได้ขึ้นเกวียนพานางซกงุยหนีออกมา

ในขณะนั้นพองุยฉิวขับเกวียนพาทหารมาถึง เห็นไทซกตั้วกับนางซกงุยขับเกวียนออกมาจากเมืองก็จำได้ จึงร้องตวาดว่า ไอ้ขโมยมึงจะพากันหนีไปข้างไหน ไทซกตั้วได้ยินดังนั้น ครั้นจะหลบหนีไปทางอื่นก็ไม่ได้ จวนตัวแล้วก็ชักกระบี่จะฟันงุยฉิว งุยฉิวเอากระบี่ฟันถูกกลางตัวไทซกตั้วขาดสองท่อนตาย แล้วให้ทหารทั้งปวงจับนางซกงุยมัดมาผูกไว้ แล้วชวนกันเอาเกาทัณฑ์ยิงจนตาย บรรดาคนที่อยู่ในเมืองครั้นเห็นทหารจิ้นฆ่าไทซกตั้วกับนางซกงุยแล้ว ก็ชวนกันไปล้อมจับลุยซกกับโทจูซึ่งร่วมคิดอ่านกับไทซกตั้วนั้นฆ่าเสีย แล้วเปิดประตูเมืองรับกองทัพเมืองจิ้นเข้าไป

งุยฉิวจึงให้ทหารตัดเอาศีรษะไทซกตั้วกับศีรษะนางซกงุยมาให้ซับจิ๋น ซับจิ๋นจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงไม่จับเป็นมาจะได้ถวายพระเจ้าจิวเซียงอ๋องให้ทำโทษ ไยท่านจึงว่าด่วนฆ่าเสียก่อนเล่า

งุยฉิวจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าจับเป็นมานั้น เห็นว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องพระทัยอ่อน ถ้าได้เห็นหน้าไทซกตั้วผู้เป็นน้องก็จะทรงพระเมตตาหาทำโทษได้ไม่ ข้าพเจ้าจึงฟันไทซกตั้วเสีย ซับจิ๋นได้ฟังดังนั้นก็ทอดใจใหญ่ แล้วสั่งให้ทหารเอาศพไทซกตั้วกับศพนางซกงุยไปฝังไว้ริมแม่นํ้าซีนหลวง แล้วจึงให้ป่าวร้องราษฎรว่าอย่าให้ผู้ใดสะดุ้งตกใจ ใครเคยทำมาหากินอย่างไร ก็ให้อยู่ตามภูมิลำเนาผู้นั้น แล้วให้คนออกไปแจ้งความกับจิ้นบุนก๋ง ณ ตำบลเอียงหวน

ฝ่ายพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง ครั้นเสด็จมาใกล้เมืองตังจิวก็รู้ข่าวว่ากองทัพจิ้นบุนก๋งฆ่าไทซกตั้วกับนางซกงุยเสียก็เสด็จมา ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยบรรดาผู้รักษาเมืองตังจิว ครั้นรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จมาก็ดีใจ จึงชวนกันออกไปรับเสด็จกราบถวายบังคมโดยคำนับแล้วก็ตั้งกระบวนแห่เสด็จเข้ามาพระราชวัง ฝ่ายจิ้นบุนก๋งแจ้งความว่าซับจิ๋นได้เมืองอุ๋นฆ่าไทซกตั้วกับนางซกงุยเสีย ครั้นพระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็เสด็จไปเมืองตังจิวแล้ว จิ้นบุนก๋งก็ยินดี จึงพาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเข้าไปเมืองตังจิว

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทอดพระเนตรเห็นจิ้นบุนก๋งพาขุนนางเข้ามาก็ดีพระทัย จึงสั่งให้เจ้าพนักงานยกโต๊ะและสุราเข้ามาเลี้ยงหน้าพระที่นั่ง แล้วให้ชาวพระคลังขนเอาเงินทองและแพรมาพระราชทานให้จิ้นบุนก๋งเป็นอันมาก จิ้นบุนก๋งกราบถวายบังคมแล้วทูลว่า ซึ่งพระองค์ทรงพระเมตตาพระราชทานสิ่งของทั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าตั้งใจมาทำราชการศึกครั้งนี้ ก็มิได้เห็นแก่ประโยชน์ทรัพย์สิน ข้าพเจ้าตั้งใจจะสนองพระคุณโดยสุจริต หวังจะฝากผีแก่พระองค์ ถ้าข้าพเจ้าตายแล้วขอให้ทำศพข้าพเจ้าให้งามอย่างกษัตริย์จะได้เป็นที่สรรเสริญแก่ทหารทั้งปวงสืบไป

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องจึงตรัสว่า อันความชอบของท่านครั้งนี้หาที่อุปมามิได้ เราให้สิ่งของท่านตามบำเหน็จความชอบท่านก็ไม่รับ ซึ่งจะให้ทำการศพเหมือนกษัตริย์นั้น ข้อนี้เรารับคำไม่ได้ ด้วยผิดกฎหมายอย่างธรรมเนียมแต่ก่อน เทวดามนุษย์จะนินทาได้ ท่านอย่าน้อยใจเลย และสิ่งของทั้งปวงท่านไม่รับแล้ว เราจะให้เมืองอุ๋น เมืองหงวน เมืองเอียงหวน เมืองจันเหมา ให้แก่ท่านเป็นบำเหน็จความชอบอีก จิ้นบุนก๋งได้ฟังโปรดพระราชทานหัวเมืองทั้งสี่ดังนั้นก็รับ ครั้นรับพระราชทานโต๊ะแล้ว ก็ถวายบังคมลาพาขุนนางนายทหารออกจากที่เฝ้าเดินตามถนนกลับไปเมือง

ฝ่ายชายหญิงในเมืองตังจิวรู้ว่าจิ้นบุนก๋งแม่ทัพซึ่งมาช่วยพระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้คืนมาเสวยราชย์ดังเก่า ต่างคนก็ดีใจ บ้างอุ้มลูกจูงหลานชักชวนกันมา บ้างยืนบ้างนั่งตามแถวถนน ตั้งใจจะคอยดูรูปทรงจิ้นบุนก๋งซึ่งเป็นคนมีกตัญญูต่อแผ่นดิน ครั้นเห็นจิ้นบุนก๋งเดินมากับทหาร ต่างคนต่างก็ร้องสรรเสริญให้พรต่างๆ จิ้นบุนก๋งครั้นออกจากเมืองตังจิวยกทัพมาถึงเขาไทเอียงสันทิศใต้ก็หยุดอยู่ แล้วปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ซึ่งพระเจ้าจิวเซียงอ๋องพระราชทานเมืองขึ้นให้เรานี้ จำจะคิดอ่านจัดแจงตามรับสั่ง จึงเขียนหนังสือบอกข้อรับสั่ง ให้งุยฉิวจัดแจงตั้งเจ้าเมืองกรมการเมืองเอียงหวน ให้เตียนเกียดไปเมืองจันเหมา ให้ลอนกีไปเมืองอุ๋น แต่เมืองหงวนจิ้นบุนก๋งเห็นว่าเจ้าเมืองเป็นขุนนางผู้ใหญ่ และขุนนางในเมืองนั้นก็เป็นแซ่เชื้อพระวงศ์พระเจ้าจิวเซียงอ๋องมากอยู่ เกลือกจะขัดแข็งไม่ยอม จิ้นบุนก๋งจะได้จัดแจงเองให้ราบคาบ

ฝ่ายขุนนางทั้งสามนายก็คำนับลาจิ้นบุนก๋งคุมทหารแยกกันไป จิ้นบุนก๋งก็ยกกองทัพมาเมืองหงวน ฝ่ายเจ้าเมืองเอียงหวนและเจ้าเมืองอุ๋นครั้นรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องพระราชทานเมืองของตัวให้ขึ้นแก่จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งให้ขุนนางมาจัดแจงบ้านเมืองก็ยอมทำตามหนังสือจิ้นบุนก๋ง แต่เมืองจันเหมานั้นเมื่อแรกเตียนเกียดมาถึงก็ยังขัดแข็งอยู่ไม่ยอม ต่อเตียนเกียดเอาหนังสือรับสั่งให้ดูจึงยอมเป็นเมืองขึ้นจิ้นบุนก๋ง เตียนเกียดก็ตั้งแต่งเจ้าเมืองกรมการตามตำแหน่งที่ ขุนนางผู้ใดไม่ยอมอยู่ในเมืองจันเหมาจะกลับไปเมืองหลวง เตียนเกียดก็ให้ไปตามชอบใจ เตียนเกียดจัดแจงเอาแต่ที่สมัครมิได้ข่มเหงขุนนางและอาณาประชาราษฎรให้ได้ความเดือดร้อน คิดอ่านทำให้เป็นสุขด้วยกันทั่วทั้งเมือง

ฝ่ายจิ้นบุนก๋งครั้นมาถึงเมืองหงวน ตั้งกองทัพอยู่นอกเมืองแล้วให้ขุนนางถือหนังสือรับสั่งเข้าไปบอกเจ้าเมืองหงวน ฝ่ายหงวนเป๊กกวนเจ้าเมืองหงวน ครั้นรู้หนังสือแล้วจึงว่า จิ้นบุนก๋งมีความชอบ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องพระราชทานเมืองเราให้ขึ้นแก่จิ้นบุนก๋งถึงสี่หัวเมืองนั้น จะมีเมืองไหนเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองหลวงเล่า อนึ่ง จิ้นบุนก๋งนั้นก็เป็นขุนนางหัวเมืองได้ทำความชอบครั้งเดียวนี้ เราก็เป็นขุนนางหัวเมืองเช่นกัน ยังหาได้ทำความผิดสิ่งใดไม่ ซึ่งจะให้เราไปเป็นเมืองขึ้นจิ้นบุนก๋งนั้นเราไม่ยอม แล้วสั่งขุนนางให้ไปป่าวร้องราษฎรให้ขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินปิดประตูเมืองไว้มั่นคง

ฝ่ายขุนนางผู้ถือหนังสือ ครั้นได้ยินเจ้าเมืองหงวนว่าดังนั้นก็กลับมาแจ้งความแก่จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งครั้นรู้ว่าหงวนเป๊กกวนว่ากล่าวดื้อดึงไม่ยอมตามรับสั่ง จึงให้เข้าล้อมเมืองไว้ แล้วสั่งขุนนางทั้งปวงว่าอย่าให้ผู้ใดทำอันตรายแก่ชาวบ้านชาวเมืองเป็นอันขาด หงวนเป๊กกวนครั้นเห็นจิ้นบุนก๋งล้อมเมือง จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ผู้ใดจะคิดอ่านอย่างไรบ้าง ขุนนางจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าทั้งปวงคิดอ่านนั้นเห็นเหลือสติปัญญา ด้วยเป็นการรับสั่งกลัวผิดและชอบอยู่ แล้วต่างคนต่างคำนับลาไปบ้าน ฝ่ายอาณาประชาราษฎร์ซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินอยู่นั้นก็ไม่เป็นใจที่จะสู้รบ ต่างคนต่างพูดกันว่า เราจะดูนํ้าใจจิ้นบุนก๋งก่อนถ้าเห็นว่าเป็นคนดีก็จะยอมเป็นข้า

ฝ่ายเตียวสวยได้ยินชาวเมืองพูดจากันดังนั้น จึงไปบอกกับจิ้นบุนก๋งว่า บัดนี้เขาคิดกันอยู่จะดูนํ้าใจท่าน ถ้าเห็นดีจึงจะยอมเข้าด้วย ท่านจงคิดกลอุบายให้ชาวเมืองรู้ว่าท่านเป็นคนดีมีวาจาสัตย์ก็จะได้เมืองโดยง่าย จิ้นบุนก๋งก็เห็นชอบจึงให้คนไปป่าวร้องแก่ทหารทั้งปวงว่า จะล้อมเมืองอยู่ให้ครบสามวัน ถ้าชาวเมืองไม่ยอมเข้าด้วยก็จะเลิกทัพไป ครั้นอยู่อีกสองวันขุนนางซึ่งคุมเสบียงเข้ามาบอกจิ้นบุนก๋งว่าเสบียงเราก็เบาบางแล้ว ยังจะมีอยู่พอจะจ่ายได้สักวันหนึ่ง จิ้นบุนก๋งมิได้ตอบประการใด ครั้นรุ่งขึ้นเป็นคำรบสาม จิ้นบุนก๋งจึงให้เลิกกองทัพ ชาวเมืองทั้งปวงครั้นรู้ว่าจิ้นบุนก๋งจะเลิกทัพไปดังถ้อยคำว่าไว้แต่ก่อน ต่างคนสรรเสริญว่าจิ้นบุนก๋งนี้ดีมีวาจาสัตย์ ควรเราทั้งปวงจะอยู่เป็นข้าพึ่งบุญสืบไปได้ แล้วก็หาเข้าของต่างๆ ชวนกันเปิดประตูเมืองออกมาคำนับจิ้นบุนก๋งว่ากล่าวอ้อนวอนเชิญให้หยุดอยู่ จิ้นบุนก๋งจึงว่า ซึ่งท่านทั้งปวงรักเรา เอาสิ่งของมาให้นั้นก็ขอบใจแล้ว แต่ซึ่งจะให้หยุดอยู่นั้น เราได้ออกปากไว้จะเสียสัตย์ไป จำเราจะไปก่อน จิ้นบุนก๋งก็ให้เลิกทัพเดินไปสามสิบลี้ เป็นทางสามร้อยเจ็ดสิบห้าเส้นจึงหยุดพักอยู่

ฝ่ายหงวนเป๊กกวนรู้ว่าจิ้นบุนก๋งเลิกทัพไป ชาวเมืองมีใจรักเปิดประตูออกไปยอมเข้าด้วยจิ้นบุนก๋งเป็นอันมาก แล้วรู้ข่าวว่าขุนนางของจิ้นบุนก๋งจึงไปจัดแจง ณ เมืองจันเหมานั้น ก็ทำการโดยดีมิได้เบียดเบียนขุนนางและอาณาประชาราษฎร์ให้ได้ความเดือดร้อน แล้วจิ้นบุนก๋งจึงมาล้อมเมืองเราก็เป็นคนมีความสัตย์ออกปากว่าจะไปก็ไปจริง ควรเราจะนับถือเข้าด้วยโดยดีจึงจะชอบ คิดดังนั้นแล้วเจ้าเมืองหงวนก็พาขุนนางกรมการติดตามจิ้นบุนก๋งไป ครั้นถึงจิ้นบุนก๋งจึงชวนกันเข้าไปคำนับ แล้วว่า ซึ่งท่านมาถึงเมืองข้าพเจ้าให้ปิดประตูเมืองไว้ มิได้รับท่านโดยคำนับนั้นข้าพเจ้าผิดแล้ว ข้าพเจ้าทั้งปวงจะยอมเป็นบ่าวท่านสืบไป จิ้นบุนก๋งได้ฟังเจ้าเมืองขุนนางทั้งปวงลุกะโทษดังนั้นจึงตอบว่า ท่านทั้งปวงมาว่ากล่าวนี้ เราก็มิได้ถือโทษจะทำนุบำรุงเลี้ยงท่านให้เป็นสุขเหมือนแต่ก่อน แล้วสั่งทหารทั้งปวงให้หยุดอยู่ที่นั้น

จิ้นบุนก๋งก็ขึ้นเกวียนกับทหารตามไปสักสิบคนกลับมาเมืองหงวน หงวนเป๊กก๋วนครั้นพาจิ้นบุนก๋งกลับมาถึงเมือง จึงเชิญจิ้นบุนก๋งขึ้นไปบนจวนตามธรรมเนียม แล้วเอาตราสำหรับที่เจ้าเมืองมามอบให้จึงว่า ข้าพเจ้าจะอยู่ทำราชการด้วยท่านต่อไปมิได้ จะขอลาท่านไปทำมาหากินอยู่บ้านข้าพเจ้า ณ ตำบลฮัวปักข้างทิศเหนือ จิ้นบุนก๋งก็ยอมรับเอาตรามาส่งให้เตียวสวยแล้วว่า เมื่อครั้งเราไปเมืองโอยเราอดข้าว ท่านมีข้าวชามหนึ่งสู้อดเอามาให้เรากิน คุณของท่านครั้งนั้นอยู่กับเรามากนัก บัดนี้ หงวนเป๊กกวนก็ลาไปอยู่บ้านแล้ว ท่านจงอยู่เป็นเจ้าเมืองต่อไปเถิด แล้วตั้งเตียวสวยให้เป็นหงวนไตหู ให้เมืองเอียงหงวนเป็นเมืองขึ้น ให้ทหารอยู่ช่วยรักษาเมืองพันหนึ่ง

แล้วจิ้นบุนก๋งจึงเรียกซับจิ๋นมาว่า ครั้งเราไปอยู่เมืองจิ๋นท่านได้มีหนังสือลับแจ้งความไปถึงเรามิได้คิดว่าพี่น้องที่จะได้ความเดือดร้อนคิดจะแทนคุณท่านให้ถึงขนาด จึงเกณฑ์ทหารให้พันหนึ่ง ตั้งให้เป็นอุ๋นไตหูครองเมืองอุ๋น แล้วยกเมืองจันเหมาให้เป็นเมืองขึ้นด้วย ครั้นจิ้นบุนก๋งตั้งเตียวสวยและซับจิ๋นเสร็จแล้ว รุ่งขึ้นวันหนึ่งให้จัดแจงทหารม้าและเกวียนพร้อมก็ยกกองทัพกลับมาเมืองจิ้น ในขณะนั้นราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงสรรเสริญว่าจิ้นบุนก๋งเป็นคนกตัญญูทำความชอบต่อพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง เอาเมืองตังจิวถวายได้ แล้วได้เมืองหงวนด้วยวาจาสัตย์ นานไปจิ้นบุนก๋งจะได้เป็นใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง ตั้งแต่จิ้นบุนก๋งได้พระราชทานเมืองขึ้นทั้งสี่หัวเมืองเรียงเขตแดนต่อๆ กันมาจนกระทั่งเขาไทเอียงสันทิศใต้ จึงตั้งชื่อเขตแดนนั้นว่าลำเอียง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ