๓๔

ขณะเมื่อเจ้าเมืองซองยกมาเมืองเจ๋นั้น เจ้าเมืองฬ่อก็ยกทัพมาหมายจะช่วยก๋งจูบอคุย ครั้นถึงกลางทางแจ้งว่าก๋งจูบอคุยตายแล้วก๋งจูเจียวได้เป็นเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อก็ถอยทัพกลับไป ตั้งแต่นั้นเจ้าเมืองฬ่อกับเจ้าเมืองเจ๋ก็อริสาเหตุต่อกัน ฝ่ายเจ้าเมืองซองครั้นกลับมาถึงเมืองก็มีใจกำเริบคิดจะตั้งตัวเป็นเมืองเอก จึงให้แต่งหนังสือสี่ฉบับไปถึงเจ้าเมืองติน เจ้าเมืองจอ เจ้าเมืองจู เจ้าเมืองจั๋น ใจความต้องกันว่า ซองเซียงก๋งเจ้าเมืองซองบอกมาถึงสี่หัวเมือง ด้วยครั้งนี้เรายกก๋งจูเจียวขึ้นเป็นเจ้าเมืองเจ๋ตามคำเจ๋ฮวนก๋งสั่งไว้แล้ว ให้เจ้าเมืองทั้งสี่มาพบกับเราที่ปลายแดนเมืองจอกับเมืองซองต่อกันแต่เดือนสี่ข้างแรม จะปรึกษาราชการด้วย

ครั้นถึงกำหนดวันนัด เจ้าเมืองจอเจ้าเมืองจูก็ยกมาพบกับเจ้าเมืองซองที่แดนต่อแดนตามสัญญาไว้ อยู่ประมาณสองวันเจ้าเมืองตินเจ้าเมืองจั๋นก็มาถึง เจ้าเมืองซองโกรธว่าเจ้าเมืองตินเจ้าเมืองจั๋นมาช้าเกินกำหนด จึงสั่งทหารให้จับตัวเจ้าเมืองทั้งสองไว้แล้วว่า เราคิดจะผูกไมตรีไว้กับหัวเมืองทั้งปวง ให้บอกมาหวังจะทำสัตย์สาบานต่อกัน บัดนี้เจ้าเมืองตินเจ้าเมืองจั๋นหามาตามกำหนดไม่ ถ้าจะไม่เอาโทษ หัวเมืองทั้งปวงก็จะประมาทหมิ่นหายำเกรงเราไม่ ก๋งจูต๋งจึงว่า ครั้งเมื่อเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ยังมีชีวิตอยู่ ได้ตีหัวเมืองเหนือใต้ขึ้นกับเมืองเจ๋เป็นอันมาก หัวเมืองทั้งปวงจึงนับถือยกขึ้นเป็นเมืองเอก แต่เมืองจั๋นขัดขืนอยู่หาขึ้นกับเมืองเจ๋ไม่ ครั้งนี้ท่านจะตั้งตัวเป็นเมืองเอก จงคิดอ่านให้ราษฎรชาวเมืองจั๋นนับถือขึ้นกับเมืองเรา ถ้าได้เมืองจั๋นเป็นกำลัง หัวเมืองทั้งปวงก็จะเกรงสติปัญญาความคิดท่าน จึงจะยกไปตีเมืองใดก็จะได้โดยสะดวก เมืองซองก็จะเป็นเมืองเอก

เจ้าเมืองซองจึงว่า จะอุบายประการใดราษฎรชาวเมืองจั๋นจึงจะนับถือเรา ก๋งจูต๋งจึงว่า ตำบลบ้านตังอีหน้าเมืองจั๋นนั้น มีแม่น้ำแห่งหนึ่งชื่ออุยจุยกับศาลเทพารักษ์แห่งหนึ่งศักดิ์สิทธิ์นัก ถ้าลมฝนขาดฤดูชาวบ้านตังอีไปบนบานแล้วก็บันดาลมีลมฝน เป็นที่คนทั้งปวงนับถือไปเซ่นวักบวงสรวงมิได้ขาด ขอให้เอาศีรษะเจ้าเมืองจั๋นไปเสียบเซ่นเทพารักษ์ เทพารักษ์ก็จะคุ้มครองรักษาท่าน ซึ่งปรารถนาจะให้ชาวเมืองจั๋นนับถือนั้นเห็นจะสมความคิด ก๋งหมอกอีจึงว่า ไม่มีธรรมเนียมซึ่งจะตัดศีรษะคนไปเซ่นเทพารักษ์ เอาแต่ศีรษะสุกรเป็ดไก่ไปเซ่นก็จะได้ ประการหนึ่งเล่าศาลเทพารักษ์ผีสางซึ่งอยู่แม่นํ้าอุยจุย ชาวเมืองจั๋นนับถือต่างหากเราหาเคยนับถือไม่ ซึ่งจะได้เป็นเมืองเอกเพราะบวงสรวงเทพารักษ์นั้นเห็นหาสมคิดไม่ ถึงเมื่อเจ๋ฮวนก๋งได้เป็นเมืองเอกเล่า ก็มิได้ตัดศีรษะผู้ใดไปบวงสรวงเทพารักษ์ ทำให้คนนับถือย่อมโอบอ้อมอารีเอาใจราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงโดยไมตรีจึงได้เป็นเมืองเอก ก๋งจูต๋งจึงว่า เจ๋ฮวนก๋งคิดเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงถึงยี่สิบปีจึงได้เป็นเมืองเอก เจ้าเมืองซองนายเราใจเร็ว จะทำเหมือนเจ๋ฮวนก๋งได้หรือ ครั้งนี้ได้ให้จับเจ้าเมืองจั๋นไว้เกินเสียแล้ว ครั้นจะปล่อยให้กลับคืนไปเล่า เจ้าเมืองจั๋นกับเจ้าเมืองซองก็จะเป็นเสี้ยนหนามต่อกัน หัวเมืองทั้งปวงจะพลอยดูหมิ่นที่ไหนจะตั้งตัวขึ้นเป็นเมืองเอกได้ เจ้าเมืองซองเห็นชอบด้วย จึงให้เอาเจ้าเมืองจั๋นไปฆ่าเสีย แล้วตัดศีรษะต้มให้สุกเอาไปเซ่นเทพารักษ์ซึ่งอยู่ในศาล ณ แม่นํ้าอุยจุยแดนเมืองจั๋น

ฝ่ายขุนนางราษฎรชาวเมืองจั๋นเห็นเจ้าเมืองซองทำผิดประเพณีดังนั้น ต่างคนมีใจเจ็บแค้นเป็นอันมาก มิได้มีผู้ใดยอมเข้าด้วยเจ้าเมืองซองสักคนหนึ่ง ฝ่ายเจ้าเมืองตินซึ่งเจ้าเมืองซองให้จับคุมไว้ ครั้นรู้ว่าเจ้าเมืองซองฆ่าเจ้าเมืองจั๋นเสียก็ตกใจ จึงลอบบนบานให้ผู้คุมปล่อยตัวเสีย แล้วก็กลับไปเมืองติน แฮฮูกีขุนนางเมืองจอแจ้งดังนั้น จึงว่ากับเจ้าเมืองจอว่า เดิมท่านหมายจะมาทำสัตย์กับเจ้าเมืองซองเพราะคิดว่าเจ้าเมืองซองมีสติปัญญา บัดนี้ฆ่าเจ้าเมืองจั๋นเสีย ข้าพเจ้าเห็นไม่ชอบ เจ้าเมืองตินก็หนีกลับไปเมืองแล้ว เราจะอยู่สมาคมกับเจ้าเมืองซองต่อไปนั้นก็จะเป็นเหมือนเจ้าเมืองจั๋น จงเร่งยกกลับไปเมืองเถิด เจ้าเมืองจอเห็นชอบด้วย ครั้นเวลากลางคืนก็ลอบยกทัพกลับไปเมือง

เจ้าเมืองซองรู้ว่าเจ้าเมืองทั้งสองลอบหนีไปก็โกรธ จึงให้ตามไปว่ากับเจ้าเมืองจอว่า เราเป็นหัวเมืองใหญ่จะไปจะมาก็มิได้บอกให้รู้บังอาจหมิ่นเรานัก ประการหนึ่งเล่า เมื่อแรกมาก็มิได้มีสิ่งใดมาคำนับตามธรรมเนียมเมืองน้อย ทำทั้งนี้จะให้หัวเมืองทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างรึ คนใช้ก็คำนับไปว่ากับเจ้าเมืองจอตามเจ้าเมืองซองสั่ง แฮฮูกีขุนนางเมืองจอจึงว่า นายเราเห็นเจ้าเมืองซองทำผิดประเพณีหาควรที่จะเป็นหัวเมืองเอกไม่ จึงมิได้นับถือพากันกลับมาเสีย นายท่านมิได้มีความอาย ให้ตามมาว่ากล่าว แล้วทักท้วงด้วยของคำนับอีกเล่า คนใช้กลับเอาเนื้อความมาแจ้งแก่เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองได้ฟังก็โกรธจึงสั่งให้เกณฑ์กองทัพไปตีเมืองจอ

ก๋งจูหมอกอีจึงว่า เจ้าเมืองจอหาข้อผิดมิได้ ท่านจะให้ยกไปตีเมืองเขานั้นไม่ชอบ ครั้งเมื่อเจ๋ฮวนก๋งตั้งตัวเป็นเมืองเอกนั้น ย่อมโอบอ้อมเอาใจหัวเมืองทั้งปวง ถึงใครจะมาเร็วมาช้าเป็นประการใดก็มิได้ถือโกรธ ถ้าใครเอาของมาคำนับก็ตอบแทนให้เกินไป ทั้งนี้ขอท่านตรึกตรองดูให้ดีก่อน ประการหนึ่งในเมืองเรานี้ ในฤดูเดือนยี่ข้างขึ้นเกิดลมพายุใหญ่บันดาลเป็นศิลากรวดทรายปลิวตกลงจากอากาศ นกก็บินถอยหลัง เห็นประจักษ์แก่ตาคนทั้งปวงเป็นลางประหลาดอยู่ ถึงท่านจะมีอำนาจและยศถาบรรดาศักดิ์เท่าใดก็ดี เห็นว่าจะถอยลดลงทุกสิ่ง อย่าหมายไปตีเมืองอื่นเลย รักษาแต่เมืองเราไว้ให้ดีเถิด

เจ้าเมืองซองได้ฟังก็โกรธหาโต้ตอบประการใดไม่ แล้วตั้งให้ก๋งจูต๋งเป็นแม่ทัพคุมทหารกับเกวียนสองร้อยเล่มให้รีบยกไปตีเมืองจอ เจ้าเมืองจอก็ให้แฮฮูกีเกณฑ์ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินรอบกำแพงเมืองทั้งสี่ทิศ ก๋งจูต๋งแม่ทัพเมืองซองให้ทหารทำบันไดพาดปีนกำแพงจะเข้าหักเอาเมือง ทหารชาวเมืองก็ระดมยิงเกาทัณฑ์คั่วกรวดทรายซัดลงมาถูกทหารเมืองซองเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก แต่ก๋งจูต๋งล้อมเมืองอยู่ประมาณสามเดือน เห็นจะหักเอาเมืองมิได้ ก็เลิกทัพกลับไปเมืองซอง เจ้าเมืองจอกลัวเจ้าเมืองซองโกรธจะยกมารบอีก ก็จัดเครื่องบรรณาการให้ขุนนางคุมไปลุโทษต่อเจ้าเมืองซองขอเป็นไมตรีกันเหมือนแต่ก่อน

ขณะนั้นเตงบุนก๋งเจ้าเมืองเตงคิดเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองฬ่อหนึ่ง เจ้าเมืองเจ๋หนึ่ง เจ้าเมืองตินหนึ่ง เจ้าเมืองชัวหนึ่ง จะให้ไปผูกไมตรีเป็นเมืองขึ้นฌ้อเซียงอ๋องเจ้าเมืองฌ้อ แล้วนัดกำหนดวันคืนจะไปตั้งสัตย์กันให้พร้อม ณ แดนเมืองเจ๋ ครั้นเจ้าเมืองซองได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงปรึกษากับก๋งจูต๋งว่า บัดนี้เจ้าเมืองเตงเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งสี่ไปเข้ากับเมืองฌ้อ เห็นว่าเจ้าเมืองฌ้อมีใจกำเริบมากขึ้น จะเที่ยวตีหัวเมืองทั้งปวงให้ไปขึ้นกับเจ้าเมืองฌ้อสิ้น ซึ่งเราจะเป็นเมืองเอกนั้นจะไม่สมคิด ก๋งจูต๋งจึงว่า เจ้าเมืองฌ้อมีทแกล้วทหารมากแล้วก็ชำนาญในการศึกเข้มแข็งนัก เจ้าเมืองฌ้อก็ตั้งตัวเป็นเจ้าหาขึ้นกับเมืองหลวงไม่ บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวงก็เกรงกลัวเจ้าเมืองฌ้อเป็นอันมาก ถ้าจะละไว้บัดนี้นานไปเราจะตั้งตัวยาก ขอให้จัดขุนนางที่มีสติปัญญาคุมเครื่องบรรณาการไปเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองฌ้อ ขอเป็นทางไมตรีนัดมาตั้งสัตย์กันจึงค่อยคิดอุบายให้เจ้าเมืองฌ้อยกท่านขึ้นเป็นเมืองเอก หัวเมืองทั้งปวงก็จะยอมหามีผู้ใดขัดขืนไม่

ก๋งจูหมอกอีจึงว่า เจ้าเมืองฌ้อตั้งตัวเป็นเจ้าคิดเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงมาช้านานแล้ว ซึ่งจะยกให้เมืองเราเป็นเอกนั้นอย่าพึงคิดให้ป่วยการเสียเปล่า ถ้าท่านมิฟังคำข้าพเจ้าขืนคิดต่อไปก็เห็นจะต้องอุบายเจ้าเมืองฌ้อเป็นมั่นคง เจ้าเมืองซองได้ฟังก็โกรธมิได้โต้ตอบประการใด จึงให้ก๋งจูต๋งคุมสิ่งของเครื่องบรรณาการกับหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า เจ้าเมืองซองอวยพรมาถึงเจ้าเมืองฌ้อ ด้วยจะขอเป็นทางไมตรีกันไปภายหน้า ถ้าเจ้าเมืองฌ้อจะยอมเป็นไมตรีด้วยกันแล้ว ก็ให้มาพบกันกับข้าพเจ้า ณ ตำบลหลกเซียงแดนเมืองเจ๋กำหนดแต่ ณ เดือนสาม

ครั้นเจ้าเมืองฌ้อได้แจ้งหนังสือนั้น จึงว่ากับก๋งจูต๋งซึ่งเจ้าเมืองซองใช้มาว่า จะเป็นไมตรีกับเมืองเรานั้นเรามีความยินดีนัก ท่านจงกลับไปบอกเจ้าเมืองซองให้คอยเถิด เราจะยกไปที่หลกเซียงให้พบกับเจ้าเมืองซองตามกำหนด ก๋งจูต๋งก็คำนับลากลับไปเมืองซอง แจ้งความกับเจ้าเมืองซองตามคำเจ้าเมืองฌ้อสั่ง เจ้าเมืองซองแจ้งดังนั้นจึงว่า หลกเซียงนั้นเป็นแดนเมืองเจ๋ จะต้องบอกให้เจ๋เฮาก๋งเจ้าเมืองมาตั้งสัตย์ด้วย เจ้าเมืองซองก็ให้คนใช้ไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเจ๋ว่า ให้มาที่หลกเซียงตามกำหนดกับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองเจ๋ก็ยอม คนใช้ก็เอาเนื้อความมาแจ้งแก่เจ้าเมืองซอง

ขณะนั้นศักราชพระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้สิบสองปี เจ้าเมืองซองครองสมบัติได้สามสิบแปดปี พอล่วงเข้าเดือนสามจวนจะถึงเทศกาลตรุษเจ้าเมืองซองก็ยกไปถึงหลกเซียงให้จัดแจงก่อตึกไว้รับเจ้าเมืองเจ๋กับเจ้าเมืองฌ้อ สำหรับจะได้อาศัยโดยสมควร ฝ่ายเจ้าเมืองเจ๋ถึงกำหนดก็ยกมาพบกับเจ้าเมืองซองต่างคำนับกันตามธรรมเนียม

ฝ่ายฌ้อเซียงอ๋องเจ้าเมืองฌ้อ จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า แต่เราคิดเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงมานานแล้ว ยังหาสมคิดไม่ บัดนี้เมืองซองมาบอกเราให้ไปพบกันที่หลกเซียงจะขอเป็นไมตรีด้วย จำจะไปดูท่วงทีก่อนจึงจะค่อยคิดเอาเปรียบเจ้าเมืองซองให้จงได้ จือบุนจึงว่า เจ้าเมืองซองเป็นคนกำเริบอิสริยยศ อุปมาเหมือนบ้าเสียจิตหาควรไม่ที่ท่านไปเป็นมิตรผูกไมตรีด้วย เซงติดฉินขุนนางพลเรือนจึงว่า ท่านอย่าทัดทานเลยควรแล้วที่จะไปเป็นไมตรีตั้งสัตย์กับเจ้าเมืองซองจึงจะชอบ เจ้าเมืองฌ้อก็จัดทแกล้วทหาร แล้วก็ไปถึงตำบลหลกเซียง

ซองเซียงก๋งเจ้าเมืองซอง เจ๋เฮาก๋งเจ้าเมืองเจ๋ก็ออกไปรับเชิญให้นั่งที่ตามสมควร ถ้อยทีคำนับกันตามตำแหน่ง ต่างสนทนาปราศรัยกันโดยไมตรี แล้วซองเซียงก๋งก็แทงเอาโลหิตปนสุรา เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฌ้อ ก็เอาโลหิตปนลงด้วยแล้วก็เอาแจกกันกิน ต่างสัตย์สาบานเป็นไมตรีต่อกัน แต่เจ้าเมืองฌ้อนั้นรับเอาจอกสุรามาถือไว้ทำเป็นประหนึ่งจะกิน ครั้นเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองเจ๋เมินไปได้ทีก็หกถ้วยสุราเสีย เจ้าเมืองซองมิได้คิดสงสัยก็มีความยินดี จึงประสานมือเข้าแล้วว่า เดิมเรามีเชื้อกษัตริย์วงศ์พระเจ้าติวอ๋อง หากหาวาสนาไม่หัวเมืองทั้งปวงจึงมิได้นับถือ บัดนี้ท่านทั้งสองกับข้าพเจ้าได้มาตั้งสัตย์สาบานเป็นไมตรีกัน จงเห็นกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะขอเอาชื่อท่านทั้งสองบอกไปถึงเจ้าเมืองตินหนึ่ง เมืองชัวหนึ่ง เมืองฆ้อหนึ่ง เมืองโจ๋หนึ่ง เมืองเตงหนึ่ง เมืองฬ่อหนึ่ง ให้พร้อมยังที่เมงเต แดนเมืองข้าพเจ้า แต่ ณ เดือนสิบสองข้างขึ้น ท่านทั้งสองไปเป็นประธานด้วยจะได้ให้สัตย์รักใคร่กันสืบไปภายหน้า แต่อย่าเอาเครื่องสาตราวุธไปเลย ให้มีแต่ขุนนางไปพอสมควร แล้วเจ้าเมืองซองยื่นกระดาษแดงกับพู่กันให้กับเจ้าเมืองฌ้อเขียนชื่อให้

เจ้าเมืองฌ้อบิดพลิ้วอยู่ มิใคร่จะรับกระดาษมาจากเจ้าเมืองซอง เซงติดฉินขุนนางเมืองฌ้อเห็นดังนั้นก็พยักหน้าให้เจ้าเมืองฌ้อรู้ในที เจ้าเมืองฌ้อจึงแสร้งว่ากับเจ้าเมืองซองว่า ท่านเป็นเมืองเอกแล้ว จะบอกไปนัดหัวเมืองทั้งปวงมาไม่ได้หรือ จึงจะต้องให้มีชื่อข้าพเจ้าใส่ไปเล่า เจ้าเมืองซองจึงว่า หัวเมืองเหล่านี้ชอบกับเมืองเตง เมืองเตงเล่าขึ้นกับเมืองท่านจะได้เห็นกับท่านชักชวนกันมาเป็นไมตรีกับข้าพเจ้า เมืองเจ๋นั่นครั้งเมื่อเจ๋ฮวนก๋งยังมีชีวิตอยู่ หัวเมืองทั้งปวงนับถือว่าเป็นเมืองเอก บัดนี้ เจ๋เฮาก๋งผู้บุตรได้สมบัติของบิดา หัวเมืองทั้งปวงที่ยังนับถืออยู่ก็มีบ้าง จึงจะขอชื่อใส่ลงด้วยพอเป็นเหตุ ถ้ามิได้ชื่อท่านทั้งสองใส่ไปด้วย เกลือกหัวเมืองทั้งปวงจะไม่มาพบกับเรา เจ้าเมืองฌ้อจึงว่า ถ้าดังนั้นข้าพเจ้าก็มิได้ขัด จงให้เจ้าเมืองเจ๋เขียนชื่อลงก่อนเถิด เจ้าเมืองเจ๋โกรธเจ้าเมืองซองว่าส่งกระดาษให้เจ้าเมืองฌ้อก่อน จึงว่ากับเจ้าเมืองซองว่า ข้าพเจ้านี้เป็นคนเดนตายดอก ประการหนึ่งเล่าบ้านเมืองก็ยังมิได้ราบคาบเป็นปกติ อย่าให้มีชื่อข้าพเจ้าใส่ไปด้วยเลย

เจ้าเมืองซองได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเจ้าเมืองฌ้อว่า เจ้าเมืองเจ๋ไม่ยอมให้ใส่ชื่อแล้วก็แล้วไป ท่านจงเขียนชื่อท่านใส่ลงเถิด เจ้าเมืองฌ้อก็เอาพู่กันจุ่มหมึกเขียนชื่อให้เจ้าเมืองซอง ใจความในหนังสือนั้นว่าเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองฌ้อ บอกถึงเจ้าเมืองเตงหนึ่ง เมืองตินหนึ่ง เมืองชัวหนึ่ง เมืองฆ้อหนึ่ง เมืองโจ๋หนึ่ง เมืองฬ่อหนึ่งให้มาประชุมพร้อมกัน ณ ตำบลเมงเตงแดนเมืองซอง แต่ ณ เดือนสิบข้างขึ้นเป็นกำหนดนัดแล้วสั่งให้คนใช้แยกไปให้เจ้าเมืองทั้งหกตำบล เจ้าเมืองซองก็กลับไปเมืองซอง เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฌ้อต่างคนต่างกลับไปเมือง

ฝ่ายเจ้าเมืองฌ้อครั้นกลับไปถึงเมืองจึงว่ากับเซงติดฉินว่า เมืองซองหมายจะตั้งตัวเป็นเมืองเอก นัดหัวเมืองทั้งปวงกับเราให้ไปพร้อมกันที่เมงเตง ครั้งนี้เราจะอุบายจับเจ้าเมืองซองไว้ให้อับอายแก่หัวเมืองทั้งปวง จะมิให้คิดตั้งตัวเป็นเมืองเอกต่อไป จือบุนจึงว่า เจ้าเมืองซองกับท่านนัดหัวเมืองทั้งปวงจะให้สัญญาแก่กัน ซึ่งจะคิดทำดังนั้นจะมิเสียสัตย์หรือ ฝูงคนก็จะครหานินทาท่านว่าหาซื่อสัตย์ไม่ เซงติดฉินจึงว่า เจ้าเมืองซองเป็นคนกำเริบอิสริยยศ ถือตัวว่าเป็นเอกประมาทหมิ่นหัวเมืองทั้งปวง ซึ่งเราคิดอ่านทำทั้งนี้หวังจะให้เจ้าเมืองซองรู้จักโทษตัวที่ทำผิดแล้วจึงปล่อยเสีย หัวเมืองทั้งปวงก็จะเห็นว่าเราสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินโดยแห้ ก็จะชวนกันมาเข้ากับเรา ฌ้อเซียงอ๋องก็เห็นชอบด้วย

ฝ่ายซองเซียงก๋งเจ้าเมืองซอง ครั้นถึงเดือนเก้าข้างแรม จึงให้ขุนนางไปยังที่เมงเตง จัดแจงที่ทางไว้คอยรับหัวเมืองทั้งปวงแล้วว่ากับก๋งจูต๋งว่า เราจะไปตั้งสัตย์ด้วยเจ้าเมืองฌ้อกับหัวเมืองทั้งปวง ครั้งนี้ห้ามอย่าให้ผู้ใดเอาเครื่องศัสตราวุธไปเป็นอันขาดทีเดียว จึงจะมิได้ผิดคำสัญญาไว้กับเจ้าเมืองฌ้อ ก๋งจูหมอกอีจึงว่า เจ้าเมืองฌ้อปากกับใจไม่เหมือนกัน เกลือกจะคิดร้ายต่อท่าน อย่าเพิ่งไว้ใจก่อน ขอให้ทหารถืออาวุธซ่อนไปด้วยอย่าให้เจ้าเมืองฌ้อกับหัวเมืองทั้งปวงเห็น ถ้าฉุกเฉินประการใดจะได้แก้ไขท่าน เจ้าเมืองซองจึงว่า เจ้าเมืองฌ้อกับเราได้ตั้งสัตย์สาบานกันที่หลกเซียงแดนเมืองเจ๋ทีหนึ่งแล้ว ซึ่งจะทำดังนั้นเห็นหาเป็นไม่ ท่านหากคิดเกินไปดอก อย่าคิดให้ยากไปเลยจะเป็นที่กินแหนงแก่หัวเมืองทั้งปวง แล้วเจ้าเมืองซองก็พาก๋งจูต๋งกับขุนนางประมาณหกสิบคน ทหารเลวร้อยหนึ่ง ล้วนมือเปล่ามิได้มีเครื่องสาตราวุธออกไปยับยั้งคอยเจ้าเมืองฌ้อกับหัวเมืองทั้งปวงอยู่ที่เมงเตง

ฝ่ายเจ้าเมืองฌ้อจึงสั่งเซงติดฉิน เตาปวด ให้จัดทหารพันเศษ ใส่เกราะเหน็บกระบี่ทุกคน ใส่เสื้อตามธรรมเนียมไว้นอกเกราะมิให้เจ้าเมืองซองคิดสงสัย ถ้าเห็นเซงติดฉินโบกธงเป็นสำคัญแล้ว ก็ให้เตาปวดกับทหารล้อมจับเจ้าเมืองซองให้จงได้ แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็ยกไปถึงเมงเตง พอเจ้าเมืองตินหนึ่ง เจ้าเมืองชัวหนึ่ง เจ้าเมืองฆ้อหนึ่ง เจ้าเมืองโจ๋หนึ่งมาพร้อมกัน แต่เจ้าเมืองเจ๋คิดน้อยใจเจ้าเมืองซองก็มิได้ยกมาตามสัญญา เจ้าเมืองฬ่อนั้นคิดรังเกียจเจ้าเมืองฌ้อว่าตั้งตัวเป็นเจ้าหามาสมาคมด้วยไม่ เจ้าเมืองซองจึงออกไปรับเจ้าเมืองฌ้อกับหัวเมืองทั้งปวงเข้ามานั่งที่ซึ่งจัดไว้นั้น เซงติดฉินทหารเจ้าเมืองฌ้อก็ตามเจ้าเมืองขึ้นไปด้วย เจ้าเมืองซองเห็นเจ้าเมืองฌ้อมีทหารตามมามาก แต่มิได้เอาเครื่องสาตราวุธมาก็ไม่คิดสงสัย จึงจุดเทียนบูชาเทพารักษ์ตามธรรมเนียม แต่ยังยั้งรอจะให้เจ้าเมืองฌ้อเชื้อเชิญทำสัตย์กันตามตำแหน่งเมืองเอก

เจ้าเมืองฌ้อเห็นดังนั้นก็แกล้งทำทีเฉยอยู่ เจ้าเมืองซองเห็นกิริยาเจ้าเมืองฌ้อก็มิได้ว่าประการใด จึงว่ากับหัวเมืองทั้งปวงว่า เราจะเอาอย่างเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ จึงให้เชิญท่านมาประชุมพร้อมในที่นี้หวังจะให้สัตย์สาบานเป็นมิตรไมตรีกันกับเรา จะได้ช่วยกันรักษาแผ่นดินของพระเจ้าจิวเซียงอ๋องสืบไป เจ้าเมืองฌ้อจึงว่า การซึ่งจะทำสัตย์กันบัดนี้หัวเมืองทั้งปวงจะจัดให้เมืองใดเป็นเอกเล่า เจ้าเมืองซองจึงว่า ผู้ใดมีความชอบมากก็ควรที่จะยกเป็นเมืองเอก เจ้าเมืองเตงจึงว่า เมืองฌ้อนี้หัวเมืองทั้งปวงนับถือว่าเป็นเจ้า แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็มีสติปัญญามากก็ควรที่จะเป็นเมืองเอก ก๋งจูหมอกอีได้ฟังดังนั้นจึงฉุดชายเสื้อให้เจ้าเมืองซองรู้ตัวแล้วกระซิบว่า ทั้งนี้เพราะท่านไม่ฟังคำข้าพเจ้าเห็นจะเกิดอันตรายแก่ท่าน เจ้าเมืองซองเสียใจนักมิรู้ที่จะโต้ตอบประการใดแต่เหลียวซ้ายแลขวาวุ่นวายอยู่

เจ้าเมืองฌ้อจึงว่ากับเจ้าเมืองซองว่า ข้าพเจ้าจะขอขึ้นเป็นเมืองเอกตามเจ้าเมืองเตงจัดแจง ท่านอย่าน้อยใจเลย เจ้าเมืองซองจึงว่า เดิมท่านกับเราได้ตั้งสัตย์กัน ณ ตำบลหลกเซียง ท่านก็ได้ยกเราขึ้นเป็นเมืองเอกจึงให้นัดหัวเมืองทั้งปวงมา บัดนี้ท่านกลับจะให้เป็นเมืองน้อยจะมิเสียสัตย์ซึ่งได้สัญญากันไปหรือ เซงติดฉินทหารเมืองฌ้อจึงลุกขึ้นยืนแล้วร้องประกาศว่ากับหัวเมืองทั้งปวงว่า ซึ่งท่านมาทั้งนี้เพราะนับถือเจ้าเมืองซองหรือนับถือเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองทั้งห้ากลัวเจ้าเมืองฌ้อจะโกรธ ก็รับว่ามาเพราะนับถือเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังดังนั้นตบมือหัวเราะแล้วว่ากับเจ้าเมืองซองว่า เจ้าเมืองทั้งปวงมาเพราะเห็นกับเรา ท่านยังจะดื้อดึงอยู่ไม่ยอมให้เราเป็นเมืองเอกหรือ เจ้าเมืองซองมิได้โต้ตอบประการใด ลุกยืนขึ้นจะกลับไปเสีย เซงติดฉินก็โบกธงให้สัญญาณเตาปวด เตาปวดกับทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ชักอาวุธออกจากมือเสื้อ ต่างเข้ากลุ้มรุมจับเจ้าเมืองซองไว้ ก๋งจูหมอกอีเห็นเหลือกำลังนักจะแก้ไขเจ้าเมืองซองมิได้ก็หนีกลับไปเมือง

เจ้าเมืองฌ้อจึงห้ามทหารทั้งปวงให้สงบลง แล้วว่ากับเจ้าเมืองทั้งห้าว่า ท่านเหล่านี้มิได้มีข้อผิดอย่าตกใจเลย เราจะเอาโทษแต่เจ้าเมืองคนผิด แล้วให้เซงติดฉินเอาตัวเจ้าเมืองซองมาปรึกษาโทษว่า ตัวท่านทำผิดถึงหกข้อ ข้อหนึ่งพาก๋งจูเจียวไปชิงสมบัติก๋งจูบอคุยผู้พี่ ก๋งจูบอคุยถึงแก่ความตายก็เพราะท่าน ข้อหนึ่งจำจองเจ้าเมืองตินไว้ให้อัปยศ ข้อหนึ่งเจ้าเมืองจั๋นมิได้มีโทษ ก็ให้ฆ่าเสียแต่ตามอำเภอใจ ข้อหนึ่งโกรธเจ้าเมืองจอว่าไม่นบนอบ ให้ไปล้อมเมืองเข้าไว้ถึงสามเดือน จนราษฎรทั้งปวงได้ความยาก ข้อหนึ่งมิได้คิดเจียมตัวว่ากำลังทแกล้วทหารน้อย กำเริบจะตั้งตัวเป็นเมืองเอก ข้อหนึ่งถือตัวว่าเป็นเมืองใหญ่ พูดจาหมิ่นประมาทเรากับหัวเมืองทั้งปวงจะให้อ่อนน้อม โทษผิดฉะนี้เราจึงจับไว้หวังจะแก้แค้นแทนหัวเมืองทั้งปวง

เจ้าเมืองเตงจึงว่า โทษเจ้าเมืองซองผิดนัก ถึงท่านจับทำดังนี้ก็ยังหาหายแค้นหัวเมืองทั้งปวงไม่ ขอให้ยกทหารไปหักเอาเมืองซองเสียด้วย ข้าพเจ้ากับหัวเมืองทั้งปวงจึงจะสิ้นพยาบาทเจ้าเมืองซอง แต่ข้าพเจ้ากับเจ้าเมืองทั้งสี่จะขอยับยั้งคอยท่านยังหากลับไปเมืองไม่ เจ้าเมืองซองได้ฟังดังนั้นเสียใจนักทั้งได้ความอายเป็นอันมากนั่งนิ่งก้มหน้าอยู่ เจ้าเมืองฌ้อจึงสั่งเซงติดฉินให้เอาตัวเจ้าเมืองซองคุมไปในกองทัพด้วย แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็ยกทหารไปเมืองซอง สั่งให้ตั้งค่ายประชิดเชิงกำแพงเมืองไว้

ฝ่ายก๋งซุนกู๋ขุนนางผู้ใหญ่เมืองซอง จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่า เจ้าเมืองฌ้อจับเจ้าเมืองซองนายเราไว้แล้ว บัดนี้ยกมาล้อมเราไว้หวังจะให้ออกไปอ่อนน้อมขอโทษเจ้าเมืองซอง แต่เราคิดเห็นว่าก๋งจูหมอกอีมีสติปัญญามาก พอจะคิดรบพุ่งป้องกันเมืองไว้ได้อยู่ จะยกขึ้นเป็นเจ้าเมืองให้บังคับบัญชาทแกล้วทหารสู้กับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อรู้ว่ามีเจ้าเมืองใหม่แล้วก็จะปล่อยเจ้าเมืองซองเสียเป็นมั่นคง เราจึงค่อยรับมามอบสมบัติให้ดังเก่า ขุนนางทั้งปวงก็เห็นด้วย จึงเชิญก๋งจูหมอกอีขึ้นเป็นเจ้าเมือง ก๋งจูหมอกอีก็พาขุนนางทั้งปวงไปยังที่ไทเบี้ยว จุดธูปเทียนคำนับรูปบิดามารดาแล้วว่า ข้าพเจ้าจะขอบังคับบัญชาทแกล้วทหารทั้งปวงกับกองทัพเมืองไว้ กว่าจะได้เจ้าเมืองซองกลับมาดังเก่า ขอท่านคุ้มครองอย่าให้ข้าศึกเอาเมืองได้ แล้วก๋งจูหมอกอีก็กำชับสั่งทหารให้ขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินเป็นสามารถ

เจ้าเมืองฌ้อจึงให้เตาปวดเข้าไปร้องว่ากับทหารชาวเมืองซองว่า เจ้าเมืองของท่านนั้นเราจับกุมไว้ในกองทัพ ให้ขุนนางในเมืองซองเร่งออกมาสวามิภักดิ์เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อจะปล่อยเจ้าเมืองซองเสีย ซึ่งจะขัดแข็งอยู่ฉะนี้จะไม่รับเอาเจ้าเมืองซองไปเป็นเจ้าเมืองหรือ ก๋งซุนกู๋ทหารเมืองซองจึงร้องตอบลงไปว่า เจ้าเมืองฌ้อจับเจ้าเมืองซองคุมไว้ในกองทัพแล้วจะฆ่าเสียหรือจะปล่อยไปก็ตามเถิด บัดนี้เราได้ก๋งจูหมอกอีเป็นเจ้าเมืองแล้วหาออกไปหาอ่อนน้อมต่อเจ้าเมืองฌ้อไม่ เตาปวดก็เอาเนื้อความซึ่งได้โต้ตอบกับก๋งซุนกู๋กลับมาเล่าให้เจ้าเมืองฌ้อฟัง เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังก็โกรธ จึงสั่งทหารให้ระดมหักเอาเมืองให้จงได้ ทหารชาวเมืองก็ทิ้งก้อนศิลา ยิงเกาทัณฑ์ถูกทหารเมืองฌ้อเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก แต่เมืองฌ้อให้ทหารเข้าระดมตีถึงสามวันเห็นจะหักเอาเมืองมิได้ จึงว่ากับเซงติดฉินว่า ชาวเมืองซองไม่รักซองเซียงก๋งเจ้าเมืองแล้ว เราฆ่าเจ้าเมืองซองเสียเถิดหรือ ครั้นจะปล่อยเจ้าเมืองซองเสียตามที่คิดกันไว้ หัวเมืองทั้งปวงก็จะว่าเรากลัวเจ้าเมืองซองจะมิได้นับถือเราเหมือนแต่ก่อน

เซงติดฉินจึงว่า เจ้าเมืองซองฆ่าเจ้าเมืองจั๋นเสีย เราจึงได้เอาโทษเจ้าเมืองซอง บัดนี้ท่านจะฆ่าเจ้าเมืองซองเสีย หัวเมืองทั้งปวงจะมินินทาท่านว่าทำผิดเหมือนเจ้าเมืองซองหรือ ถึงท่านฆ่าเจ้าเมืองซองเสียก็เหมือนฆ่ากระยาจกเสียคนหนึ่ง แล้วเมืองซองก็มิได้แก่เรา ข้าพเจ้าคิดอุบายไว้อย่างหนึ่งเห็นจะมีประโยชน์แก่ท่าน ด้วยท่านกับเจ้าเมืองซองนัดหัวเมืองทั้งปวงมาตั้งสัตย์ที่เมงเตงครั้งนี้ เจ้าเมืองเจ๋กับเจ้าเมืองฬ่อหามาตามสัญญาไม่ แต่เจ้าเมืองเจ๋กับท่านได้ผูกไมตรีพบกันถึงสองครั้งแล้ว ซึ่งมิได้มานั้นเพราะมีความน้อยใจด้วยเจ้าเมืองซองมิได้นับถือ แต่เจ้าเมืองฬ่อนั้นอยู่ในสัตย์ธรรม ซื่อตรงต่อพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเป็นอันมาก หานับถือเมืองเราไม่ ขอให้พาตัวเจ้าเมืองซองไปยังตำบลเฮาเตาปลายแดนเมืองซอง แล้วให้ไปบอกเจ้าเมืองฬ่อออกมาช่วยปรึกษาโทษเจ้าเมืองซอง ด้วยข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าเจ้าเมืองฬ่อกับเจ้าเมืองซองได้ทำสัตย์สาบานไว้ต่อกัน ณ ตำบลคุยคิว ถ้าเจ้าเมืองฬ่อได้มาเห็นเจ้าเมืองซองต้องคุมอยู่ในกลางกองทัพเรา ก็จะมีความสงสารอ้อนวอนขอโทษเจ้าเมืองซองต่อท่าน จึงค่อยปล่อยเจ้าเมืองเสียเพราะเห็นกับเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อก็จะนับถือท่านว่าอารีรักหัวเมืองทั้งปวง ทั้งสรรเสริญปัญญาและความคิดท่านเป็นอันมาก เจ้าเมืองซองซึ่งปล่อยเสียนั้นก็คงจะรู้จักคุณท่าน เห็นเจ้าเมืองทั้งสองจะสัตย์ซื่อสามิภักดิ์ต่อท่าน ดีกว่าฆ่าเจ้าเมืองซองเสียอีก

เจ้าเมืองฌ้อได้ฟังดังนั้นก็ตบมือหัวเราะแล้วว่า เซงติดฉินว่ากล่าวทั้งนี้เราคิดหาถึงไม่ แล้วสั่งให้เลิกทัพยกไปตำบลเฮาเตา จึงให้งีสีนคุมเกลือสี่เกวียนกับหนังสือฉบับหนึ่งไปให้เจ้าเมืองฬ่อ ใจความในหนังสือนั้นว่า ฌ้อเซียงอ๋องอวยพรมาถึงเจ้าเมืองฬ่อ ด้วยเจ้าเมืองซองเป็นคนโมโหมาก แล้วก็ทำผิดหลายข้อ ข้าพเจ้าเห็นกำเริบยํ่ายีหัวเมืองทั้งปวงจึงจับตัวคุมไว้ ขอเชิญท่านเจ้าเมืองฬ่อออกมาช่วยกันปรึกษาโทษเจ้าเมืองซองที่ตำบลเฮาเตาแดนเมืองซอง เจ้าเมืองฬ่อแจ้งหนังสือดังนั้นจึงคิดว่า เจ้าเมืองฌ้อคิดอ่านดังนั้นหวังจะให้สง่าแก่เรา ให้นับถือว่ามีสติปัญญามาก แต่ได้ให้มาบอกโดยดีแล้ว ครั้นจะมิไปเล่าเจ้าเมืองฌ้อก็จะโกรธยกมาตีเมืองเรา จึงสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงงีสีนกับทหารงีสีนตามธรรมเนียมแล้วสั่งงีสีนว่า ท่านจงกลับไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฌ้อว่า สักสองสามวันเราจึงจะไปให้พบกับเจ้าเมืองฌ้อ ให้เจ้าเมืองฌ้อคอยอยู่หน่อยหนึ่งเถิด งีสีนก็คำนับลามาแจ้งแก่เจ้าเมืองฌ้อตามเจ้าเมืองฬ่อสั่ง

ครั้นงีสีนผู้ถือหนังสือกลับไปแล้ว เจ้าเมืองฬ่อก็จัดแจงทแกล้วทหารยกไปตามกำหนด เจ้าเมืองฌ้อก็ให้ขุนนางออกมาเชิญเจ้าเมืองฬ่อเข้าไปยับยั้งอยู่ ณ ที่กงก๊วนชั้นนอก แล้วให้ไปบอกเจ้าเมืองเตงกับเจ้าเมืองทั้งสี่ ณ ตำบลเมงเตง มาประชุมพร้อมกันที่เฮาเตา พอเป็นเวลาคํ่าเจ้าเมืองฌ้อก็ให้เชิญทั้งห้าเจ้าเมืองขึ้นอาศัยอยู่ ณ ที่กงก๊วนกับเจ้าเมืองฬ่อ

เจ้าเมืองเตงจึงว่ากับเจ้าเมืองทั้งปวงว่า เจ้าเมืองฌ้อเป็นคนซื่อสัตย์ทั้งมีสติปัญญา คิดจับเจ้าเมืองซองไว้แก้แค้นแทนหัวเมืองทั้งปวงได้ ควรที่จะยกเป็นเจ้าเมืองเอก เจ้าเมืองฬ่อได้มาเข้าที่ประชุมแล้ว เราจะชวนให้ตั้งสัตย์สาบานเป็นมิตรไมตรีกันเสียด้วย เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นลุกยืนขึ้นแล้วว่า เจ้าเมืองฌ้อมีทแกล้วทหารมาก เที่ยวข่มขี่หัวเมืองทั้งปวง แล้วจับเจ้าเมืองซองคุมไว้ทำข่มเหงดังนี้ ซึ่งว่าเจ้าเมืองฌ้อสัตย์ซื่อนั้นข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วย ธรรมดาผู้ซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่นั้นจะต้องหาผู้มีนํ้าใจสัตย์ซื่อมีคนรักมากจึงจะชอบ ถ้าเจ้าเมืองฌ้อปล่อยเจ้าเมืองซองเสียแล้ว เราจึงจะยอมให้เจ้าเมืองฌ้อเป็นใหญ่ควรที่จะทำสัตย์ด้วย เจ้าเมืองทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตงจึงให้ไตหูตงสุยขุนนางเมืองฬ่อเอาเนื้อความไปแจ้งแก่เซงติดฉินขุนนางเมืองฌ้อ ตามซึ่งได้ปรึกษากับเจ้าเมืองฬ่อ เซงติดฉินก็เข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อก็สั่งให้เจ้าเมืองซองพ้นโทษ แล้วสั่งให้เซงติดฉินพาเจ้าเมืองซองไปหาเจ้าเมืองฬ่อกับเจ้าเมืองทั้งปวง

เจ้าเมืองซองจึงว่ากับเจ้าเมืองฬ่อว่า ซึ่งท่านเมตตาแก่ข้าพเจ้าครั้งนี้ขอบใจนัก ควรที่จะเป็นมิตรไมตรีกันสืบไป เจ้าเมืองเตงจึงว่ากับเจ้าเมืองฬ่อว่า เจ้าเมืองฌ้อปล่อยเจ้าเมืองซองเสียแล้ว ควรที่เราจะให้สัตย์สาบานยกเจ้าเมืองฌ้อเป็นเจ้าเมืองเอกจึงจะชอบ เจ้าเมืองฬ่อกับเจ้าเมืองทั้งปวงก็ยอม เจ้าเมืองเตงก็พาทั้งหกเจ้าเมืองไปเชิญเจ้าเมืองฌ้อทำสัตย์กัน ให้เจ้าเมืองฌ้อนั่งที่หนึ่งตามตำแหน่งเจ้าเมืองเอก เจ้าเมืองซองนั่งที่สอง เจ้าเมืองตินนั่งที่สาม เจ้าเมืองฬ่อนั่งที่สี่ เจ้าเมืองเตงนั่งที่ห้า เจ้าเมืองฆ้อนั่งที่หก เจ้าเมืองโจ๋นั่งที่เจ็ด เจ้าเมืองชัวนั่งที่แปด จึงให้แทงโลหิตปนกับนํ้าสุราแจกกันกินต่างให้สัตย์สาบานเป็นไมตรีกันสืบไปแล้วต่างคนต่างกลับไปเมือง แต่เจ้าเมืองซองนั้นหามีความสบายไม่ ครั้นจะกลับไปเมืองซองก็คิดอายด้วยก๋งจูหมอกอีได้เป็นเจ้าเมืองแล้วจึงไปอาศัยอยู่ปลายแดนเมืองโอย

ก๋งจูหมอกอีแจ้งดังนั้นจึงให้ไปรับเจ้าเมืองซองมาแล้วว่า ขุนนางทั้งปวงยกข้าพเจ้าขึ้นเป็นเจ้าเมืองดังนี้ หวังจะรักษาบ้านเมืองไว้มิให้ข้าศึกทำยํ่ายีได้ บัดนี้ท่านได้กลับมาแล้ว ข้าพเจ้าจะคืนสมบัติให้เสียดังเก่า ขอเชิญท่านขึ้นเป็นเจ้าเมืองเหมือนแต่ก่อนเถิด เจ้าเมืองซองก็มีความยินดี แต่คิดแค้นเจ้าเมืองฌ้ออยู่มิได้ขาดควรจะยกไปตีเล่าก็คิดเกรงจะเสียทีแก่พวกเมืองฌ้อ

ขณะนั้นพอขึ้นปีใหม่ เจ้าเมืองเตงให้เอาเครื่องบรรณาการไปให้เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองซองรู้ก็โกรธ จึงสั่งให้เกณฑ์ทหารจะยกไปตีเมืองเตง ก๋งจูหมอกอีจึงว่าเมืองเตงขึ้นกับเมืองฌ้อ ท่านยกไปตีเมืองเตงนั้นเจ้าเมืองฌ้อก็จะมาช่วยเมืองเตง ทแกล้วทหารเราน้อยหาสู้ทัพเจ้าเมืองเตงได้ไม่ เจ้าเมืองซองหาฟังคำก๋งจูหมอกอีไม่ จึงให้ก๋งซุนกู๋เป็นทัพหน้า ก๋งจูต๋งเป็นปีกขวา ฮัวซีวโลเป็นปีกขวา เจ้าเมืองซองเป็นแม่ทัพหลวงยกไปถึงเมืองเตงแล้วสั่งทหารให้เข้าล้อมเมืองเตงไว้

เจ้าเมืองเตงจึงให้มีหนังสือบอกไปถึงเจ้าเมืองฌ้อใจความว่า เจ้าเมืองเตงคำนับมาถึงท่านเจ้าเมืองฌ้อ ด้วยเจ้าเมืองซองยกทหารมาล้อมเมืองข้าพเจ้าไว้ ขอท่านได้เห็นแก่ข้าพเจ้าให้กองทัพมาช่วย อย่าให้เมืองเตงเสียกับเมืองซองเลย ครั้นเจ้าเมืองฌ้อได้แจ้งหนังสือดังนั้นจึงว่า เจ้าเมืองเตงนับถือเราเหมือนหนึ่งบิดามารดา ครั้งนี้ศึกมาติดเมืองบอกมาขอกองทัพเรา จำจะต้องยกไปช่วยจึงจะชอบ เซงติดฉินจึงว่า เจ้าเมืองซองยกไปตีเมืองเตง ครั้นเราจะยกไปช่วยเมืองเตงเล่าก็หาต้องการไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าเรายกไปตีเมืองซอง เจ้าเมืองซองรู้ก็จะเลิกทัพกลับไปเหมือนกัน ดีกว่าเราจะยกไปช่วยเมืองเตงอีก เจ้าเมืองฌ้อเห็นชอบด้วยจึงสั่งให้เกณฑ์ทหารห้าพันกับเกวียนสองร้อยเล่ม ให้เซงติดฉินเป็นแม่ทัพ เตาปวดเป็นปลัดทัพ ครั้นได้ฤกษ์ก็ยกออกจากเมือง เดินทัพหลวงมาถึงแม่นํ้าฮองฮุยฝั่งฟากตะวันออก เจ้าเมืองซองได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจกลัวทหารเมืองฌ้อจะยกข้ามแม่นํ้ามาติดเมืองซอง จึงให้ถอยทัพมาตั้งมั่นอยู่ฟากแม่น้ำฮองฮุยข้างทิศตะวันตกปลายแดนเมืองเตงกับเมืองซองต่อกัน

เซงติดฉินแม่ทัพเมืองฌ้อรู้ จึงให้ม้าเร็วถือหนังสือไปถึงเจ้าเมืองซองใจความว่า เซงติดฉินแม่ทัพเมืองฌ้อให้มาถึงเจ้าเมืองซอง กำหนดวันพรุ่งนี้เราจะยกข้ามฟากไปรบกันให้ถึงแพ้ชนะ ให้เจ้าเมืองซองตระเตรียมทแกล้วทหารไว้คอยเถิด ครั้นเจ้าเมืองซองแจ้งหนังสือนั้นจึงสลักหลังซ้ำไปว่าให้เซงติดฉินเร่งยกข้ามมาเถิด ทแกล้วทหารเราจัดแจงไว้พร้อมแล้ว คนใช้ก็คำนับลาเอาหนังสือไปให้เซงติดฉิน ครั้นผู้ถือหนังสือกลับไปแล้ว ก๋งซุนกู๋จงว่ากับเจ้าเมืองซองว่า ท่านนัดไปรบกับพวกเมืองฌ้อครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นหามีท่าชนะไม่ ด้านทหารเมืองฌ้อมีฝีมือรบพุ่งเข้มแข็งกว่าทหารในกองทัพเรา อนึ่งทแกล้วทหารในทัพเราก็กลัวพวกเมืองฌ้ออุปมาเหมือนหนึ่งเนื้อเห็นเสือ ซึ่งจะมานะสู้กับพวกเมืองฌ้อนั้น จะพาทหารมาตายเสียสิ้น เจ้าเมืองซองจึงว่า ถึงทหารเมืองฌ้อจะชำนาญรบพุ่งกว่าทหารในกองทัพเราสักเท่าใดก็ดี แต่ว่าเจ้าเมืองฌ้อหาอยู่ในสัตย์ธรรมเหมือนเราไม่ เมื่อครั้งพระเจ้าบู๊อ๋องกับพระเจ้าติวอ๋องรบกัน พระเจ้าบู๊อ๋องมีทหารแต่สามพัน พระเจ้าติวอ๋องมีทหารนับโกฏินับแสน แต่นํ้าใจมิได้สัตย์ซื่อก็แพ้แก่พระเจ้าบู๊อ๋อง ครั้งนี้เราคงรบกับพวกเมืองฌ้อให้ถึงแพ้ชนะให้จงได้ ท่านอย่าทัดทานเราเลย แล้วเจ้าเมืองซองก็ให้เอาธงสำหรับทัพมาจารึกอักษรว่าซื่อสัตย์เป็นสำคัญ

ก๋งซุนกู๋เห็นดังนั้นก็ทอดใจใหญ่ จึงลุกออกมาแล้วว่ากับฮัวซีวโลว่า ท่านเห็นเจ้าเมืองซองสัตย์ซื่อที่ตรงไหนจึงจารึกอักษรทำดังนี้ ฮัวซีวโลจึงว่า เทวดาเอาขวัญเจ้าเมืองซองไปเสียแล้ว เราเป็นทหารมาด้วยก็คอยรบพุ่งพาเจ้าเมืองซองกลับไปเมืองซองให้ได้เถิด ว่าแล้วก็ชวนกันตรวจตราทแกล้วทหารเตรียมไว้

ฝ่ายเตาปวดปลัดทัพเมืองฌ้อ ตื่นขึ้นแต่เวลาตีสิบเอ็ดก็ไปเตือนเซงติดฉินแม่ทัพให้จัดแจงทหารยกข้ามไปรบกับเมืองซอง เซงติดฉินจึงว่า เจ้าเมืองซองเป็นคนหาสติปัญญามิได้ อย่าเพิ่งวุ่นวายเลยให้ทหารนอนให้เต็มตาเถิด ต่อรุ่งขึ้นจึงค่อยยกข้ามฟากไป ถึงเวลาไรก็จะรบให้แตกเวลานั้น ครั้นเวลาเช้าเซงติดฉินแม่ทัพแต่งตัวใส่เกราะผูกแล่งลูกเกาทัณฑ์ ถือกระบองมีทหารกั้นสัปทน ให้ยกทัพข้ามฟากแม่นํ้าฮองฮุยไป ก๋งซุนกู๋ทหารเมืองซองเห็นดังนั้นจึงว่ากับเจ้าเมืองซองว่า เซงติดฉินยกทหารข้ามฟากมา ครั้นจะละไว้ให้กองทัพข้ามมาถึงฝั่งพร้อมกัน เห็นจะรบพุ่งต้านทานยาก ขอให้จัดทหารออกโจมตีเสียให้แตกแต่กลางนํ้าเอาชัยชนะก่อน อย่าให้ทันตั้งตัวได้ เจ้าเมืองซองได้ฟังก็โกรธ จึงชี้ให้ก๋งซุนกู๋ดูหนังสือที่เขียนไว้กับธงแล้วว่า เราถือความสัตย์ท่านก็แจ้งอยู่แล้ว จะให้ออกตีทัพยังมิทันถึงฝั่งฉะนี้ มาดแม้ชนะก็ไม่มีเกียรติยศ ความชั่วก็จะปรากฏไปว่าเราเสียความสัตย์

ฝ่ายเซงติดฉินครั้นพาทหารข้ามมาถึงฝั่งพร้อมกัน จึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ แล้วให้ทหารเข้าไปร้องท้าชวนรบถึงหน้าค่ายเมืองซอง เจ้าเมืองซองเห็นดังนั้นก็ให้ก๋งจูต๋ง เลงซีซือคุมทหารเข้ารบกับพวกเมืองฌ้อ เซงติดฉินแม่ทัพเมืองฌ้อก็ให้ทหารทำเสียทีแตกถอยลงมา เจ้าเมืองซองก็ขับทหารไล่ตามไป ทหารเมืองฌ้อก็วิ่งเข้าค่ายเมืองฌ้อ เจ้าเมืองซองได้ทีก็ขับทหารเข้าไปในค่าย ก๋งจูต๋งเลงซีซือก็ตามเจ้าเมืองซองเข้าไปด้วย เตาปวดทหารเมืองฌ้อก็ให้ปิดประตูค่ายเสีย ก๋งซุนกู๋ทหารเมืองซองเห็นดังนั้นก็ขับเกวียนถือทวนจะพังประตูค่ายเข้าไปตามเจ้าเมืองซอง เตาปวดก็ถือทวนขี่เกวียนเข้ารบกับก๋งซุนกู๋ได้ยี่สิบเพลง พอโย๊ะปกอี๋ทหารเมืองซองหนุนซ้ำมา ก็เข้าช่วยก๋งซุนกู๋รบเตาปวด ก๋งซุนกู๋ละเตาปวดเสีย ผลักประตูเข้าไปตามเจ้าเมืองซอง ทหารเมืองฌ้อรุมรบทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง ก๋งซุนกู๋รับป้องกันแต่ผู้เดียวมิได้เพลี่ยงพลํ้า พอเห็นทหารอื้ออึงอลหม่านอยู่ข้างทิศตะวันออก สำคัญว่าล้อมเจ้าเมืองซองไว้ ก๋งซุนกู๋ก็ขับม้าพาทหารรีบตามไป เห็นเลงซีซือกับก๋งจูต๋งทหารเมืองซองต้องอาวุธเจ็บปวดเป็นหลายแห่ง ก๋งจูต๋งจึงว่ากับก๋งซุนกู๋วา ท่านอย่าเป็นห่วงด้วยข้าพเจ้าเลย จงรีบไปช่วยเจ้าเมืองซองเถิด ว่าเท่านั้นแล้วก๋งจูต๋งก็ขาดใจตาย

ก๋งซุนกู๋ก็พาเลงซีซือขับเกวียนรีบไปตามเจ้าเมืองซอง เห็นเจ้าเมืองซองล้มนอนอยู่บนเกวียนขาซ้ายถูกเกาทัณฑ์แห่งหนึ่ง ก๋งซุนกู๋ก็เข้าพยุงยกเจ้าเมืองซองขึ้นบนเกวียนของตัว ให้เลงซีซืออยู่หลัง เจ้าเมืองซองอยู่กลาง ก๋งซุนกู๋ถือทวนขึ้นเกวียนรบพาทหารออกมาจากค่ายเมืองฌ้อพบฮัวซีวโล โย๊ะปกอี๋ กับทหารเลวประมาณร้อยเศษก็พาเจ้าเมืองซองหนีกลับไปเมืองซอง ขณะเมื่อเจ้าเมืองซองแตกทัพเมืองฌ้อครั้งนั้นทหารเจ็บป่วยล้มตายประมาณสิบส่วนเหลืออยู่แต่ส่วนเดียว

ฝ่ายเซงติดฉินครั้นมีชัยแก่เจ้าเมืองซองแล้ว ได้เกวียนและม้าเครื่องอาวุธเมืองซองไว้เป็นอันมาก ก็ให้เลิกทัพกลับไปเมืองฌ้อ พอเจ้าเมืองฌ้อยกมาถึงหน้าเมืองเตงพบกับเซงติดฉินตำบลคอจิด เซงติดฉินก็พาทหารทั้งปวงไปคำนับเจ้าเมืองฌ้อ แล้วแจ้งความซึ่งได้รบพุ่งมีชัยแก่เจ้าเมืองซองให้ฟังทุกประการ

เจ้าเมืองฌ้อแจ้งดังนั้นมีความยินดีนักจึงว่ากับเซงติดฉินว่า เราจะให้เข้าไปบอกเจ้าเมืองเตงกับนางบีสีน้องเราออกมาหาเรา ท่านจงให้ทหารซึ่งชนะมากับท่านแต่งตัวให้งดงาม แล้วเจ้าเมืองฌ้อก็สั่งให้คนใช้ไปบอกเจ้าเมืองเตง คนใช้คำนับแล้วก็ลาไปแจ้งเนื้อความแก่เจ้าเมืองเตงตามเจ้าเมืองฌ้อสั่ง เจ้าเมืองเตงก็พานางบีสีผู้ภรรยาขึ้นขี่เกวียน มีขุนนางตามออกไปด้วยประมาณห้าสิบคนถึงตำบลคอจิด เจ้าเมืองเตงกับภรรยาก็พากันเข้าไปคำนับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อจึงแจ้งความซึ่งเซงติดฉินมีชัยแก่เจ้าเมืองซองได้ม้าและเกวียนกับสิ่งของชาวเมืองซองมาเป็นอันมาก เจ้าเมืองเตงได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี จึงให้เอาเสื้อผ้าเงินทองในเมืองเตงมาปูนบำเหน็จเซงติดฉินกับทหารทั้งปวงตามความชอบ แล้วเจ้าเมืองเตงว่ากับเจ้าเมืองฌ้อว่า วันนี้จวนเย็นแล้วข้าพเจ้าจะลาท่านกลับไปก่อน พรุ่งนี้จึงจะให้ขุนนางเชิญท่านเข้าไปในเมือง จะได้แต่งโต๊ะเลี้ยงกันให้สบายสักเพลาหนึ่ง เจ้าเมืองฌ้อรับคำเจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเตงกับนางบีสีผู้ภรรยาคำนับเจ้าเมืองฌ้อขึ้นม้ากลับเข้ามาในเมืองแล้วสั่งขุนนางให้เตรียมทหารไว้จะให้ออกไปรับเจ้าเมืองฌ้อ

ครั้นรุ่งเช้าขุนนางก็พากันออกไปเชิญเจ้าเมืองฌ้อเข้ามาในเมืองเตง เจ้าเมืองเตงกับนางบีสีก็พานางเป๊กบี นางซกบี บุตรหญิงทั้งสองคนมาคำนับเชิญเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองเตงมาคำนับกันถ้วนกำหนดเก้าครั้ง จุดธูปเทียนบูชาตามธรรมเนียม เจ้าเมืองเตงจึงให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงเจ้าเมืองฌ้อนั้น ทำเทียมเครื่องพระมหากษัตริย์ เจ้าเมืองฌ้อเสพสุราพลางแลดูนางเป๊กบี นางซกบีหลานทั้งสองอยู่ไม่วางตาทั้งเมาสุราด้วย ก็ยิ่งลุ่มหลงรักใคร่นางทั้งสองจนสิ้นสติ ตะเกียบพลัดตกจากมือแล้วว่ากับนางบีสีผู้น้องว่า บุตรีเจ้าทั้งสองนี้เรามีความเมตตาเป็นอันมากเมื่อจะกลับไปเมืองฌ้อให้ตามไปส่งด้วยสักวันหนึ่ง นางบีสีได้ฟังดังนั้นก็แจ้งในกิริยาเจ้าเมืองฌ้อว่าผูกพันรักใคร่ในนางเป๊กบี นางซกบีผู้หลาน จำเป็นจำรับคำด้วยกลัวเจ้าเมืองฌ้อจะโกรธ

ครั้นเพลาเช้าเจ้าเมืองฌ้อก็ขึ้นขี่เกวียนให้นางบีสี นางเป๊กบี นางซกบีขึ้นเกวียนคนละเล่มแล้วออกจากเมืองเตง เจ้าเมืองเตงก็ตามไปส่งเจ้าเมืองฌ้อกลับเข้าเมือง

แต่นางบีสี นางเป๊กบี นางซกบี ตามไปส่งเจ้าเมืองฌ้อจนแดนเมือง พอเพลาพลบคํ่าเจ้าเมืองฌ้อก็ให้หยุดเกวียนและทหารทั้งปวงประทับแรมอยู่กลางทาง แล้วสั่งให้ไปเรียกนางเป๊กบี นางซกบีหลานทั้งสองมานอนด้วย นางบีสีแจ้งดังนั้นก็เป็นทุกข์ เพลาคืนนั้นนอนไม่หลับ จนสว่างขึ้นเจ้าเมืองฌ้อก็ให้แบ่งสิ่งของที่ตีทัพเมืองซองได้มานั้น ยกให้กับนางบีสีผู้น้องสาวครึ่งหนึ่ง แบ่งไว้ครึ่งหนึ่ง แล้วว่ากับนางบีสีว่า เจ้าจงกลับไปเถิดและนางเป๊กบี นางซกบีทั้งสองนี้เราจะขอเอาไปเมืองฌ้อด้วย นางบีสีก็จนใจจำรับสิ่งของทั้งปวง แล้วก็ลาเจ้าเมืองฌ้อกลับมาเมืองเตงเอาเนื้อความทั้งปวงเล่าให้เจ้าเมืองเตงฟังทุกประการ เจ้าเมืองเตงก็เล่าให้ขุนนางทั้งปวงฟัง ไตหูซกเหลียมขุนนางผู้ใหญ่จึงว่า เจ้าเมืองฌ้อทำดังนี้ผิดอย่างธรรมเนียมนัก อายุจะสิ้นเสียแล้ว เจ้าเมืองเตงก็หามีความสบายไม่ ตั้งแต่เป็นทุกข์อยู่มิได้ขาด

ฝ่ายต๋งนีอาศัยอยู่เมืองเจ๋ ตั้งแต่ศักราชพระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้แปดปี จนสิบสี่ปี เจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ตาย จนเจ๋เฮาก๋งได้เป็นเจ้าเมืองแต่ราษฎรทั้งปวงหาเป็นสุขเหมือนเจ๋ฮวนก๋งเป็นเจ้าเมืองไม่ เจ๋เฮาก๋งเจ้าเมืองใหม่เล่าก็ไปเข้ากับฌ้อเซียงอ๋องเจ้าเมืองฌ้อ เป็นข้าศึกกับเมืองซอง บรรดาหัวเมืองทั้งปวงก็หาชอบกับเจ้าเมืองเจ๋ไม่ แต่ต๋งนีนั้นหลงรักนางเจ๋เกียงเป็นอันมาก หาเอาใจใส่ราชการบ้านเมืองไม่ อยู่แต่ในตึกกับนางเจ๋เกียง บรรดาทหารซึ่งติดตามมาด้วยสิบวันก็มิได้เห็นหน้าต๋งนีสักวันต่างคนต่างเป็นทุกข์ปรึกษากันอยู่มิได้ขาด

งุยฉิวจึงว่าแต่ก่อนนั้นเราเห็นว่าต๋งนีมีสติปัญญามากหมายจะได้พึ่ง จึงอุตส่าห์ติดตามมาไม่ได้คิดแก่ความยาก บัดนี้นายเราก็เพลิดเพลินอยู่ด้วยอิสตรี แต่มาอยู่เมืองเจ๋ได้เจ็ดปีแล้ว หาคิดที่จะไปคืนเอาเมืองจิ้นของตัวไม่ ที่ไหนเราท่านทั้งปวงจะได้พึ่ง เฮาเอียนได้ฟังดังนั้นจึงว่า ที่อันนี้ผู้คนสับสนอยู่หาควรที่จะปรึกษากันไม่ ท่านทั้งปวงจงตามเราออกไปนอกประตูเมืองข้างทิศตะวันออก มีป่าหม่อนอยู่เป็นที่สงัดจะได้คิดอ่านกัน แล้วเฮาเอียนก็พาพรรคพวกประมาณเก้าคนไปนอกประตูทิศใต้ เข้าอาศัยใต้ต้นหม่อนพร้อมกัน เตียวสวยจึงว่ากับเฮาเอียนว่า จะคิดอ่านประการใดดี จึงจะได้ต๋งนีไปจากเมืองเจ๋ได้

เฮาเอียนจึงว่า เราจะจัดเสบียงอาหารบรรทุกเกวียนเตรียมไว้ท่าอยู่นอกเมืองให้พร้อม แล้วจะชวนต๋งนีออกไปไล่เนื้อ ถ้าสมคิดดังนั้นก็จะพาต๋งนีออกจากแดนเมืองเจ๋ให้จงได้ แต่ยังหาเห็นว่าจะไปอาศัยอยู่เมืองใดไม่ เตียวสวยจึงว่า เมืองซองเป็นเมืองใหญ่ เห็นพอจะพานายเราไปพึ่งอาศัยได้อยู่ ประการหนึ่งเล่าเจ้าเมืองซองก็เป็นคนกำเริบอิสริยยศจะตั้งตัวเป็นเมืองเอก เห็นว่าไม่เสียไมตรีคงจะช่วยทำนุบำรุงนายเรา ถ้าไม่สมคิดก็ไปพึ่งเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองฌ้อคงจะพานายเราไปตั้งตัวให้จงได้ เฮาเอียนจึงว่า ก๋งซุนกู๋ขุนนางเมืองซองนั้นเป็นเพื่อนกับข้าพเจ้ามาแต่น้อย ซึ่งท่านคิดจะไปอยู่เมืองนั้น ข้าพเจ้าก็จะเข้าหาก๋งซุนกู๋ ก๋งซุนกู๋พอจะพึ่งได้อยู่ เตียวสวยจึงว่า ซึ่งท่านคิดการทั้งนี้ชอบอยู่แล้วแต่จะพูดช้านักเกลือกเนื้อความจะแพร่งพรายไป ว่าแล้วก็พากันกลับเข้าไปในเมือง

ขณะนั้นมีหญิงคนหนึ่งเป็นคนใช้นางเจ๋เกียง นางเจ๋เกียงให้ออกมาเก็บใบหม่อนไปเลี้ยงตัวไหม เห็นพวกต๋งนีมานั่งพูดกัน จะใคร่แจ้งความก็นั่งบังพุ่มหม่อนฟังความอยู่ได้ยินพวกต๋งนีพูดกัน ครั้นพวกต๋งนีกลับไปแล้ว หญิงคนใช้รู้ว่าพวกต๋งนีจะพาต๋งนีหนีนางเจ๋เกียง ก็ออกจากป่าหม่อนนำเนื้อความมาแจ้งแก่นางเจ๋เกียงทุกประการ นางเจ๋เกียงได้ฟังดังนั้นจึงแกล้งตวาดหญิงคนใช้นั้นว่า เองเอาความอะไรมาพูดพาโลเขา แล้วนางเจ๋เกียงกลัวจะแพร่งพรายไป จึงเอาหญิงนั้นเข้าไว้ในตึกปิดประตูลั่นกุญแจเสีย ครั้นเพลาคํ่านางเจ๋เกียงก็ให้คนสนิทลอบฆ่าหญิงนั้นเสียให้เอาศพทิ้งเสียนอกเมือง แล้วนางเจ๋เกียงก็เอาความไปแจ้งแก่ต๋งนีว่า บัดนี้พวกบ่าวซึ่งมากับท่านคิดจะพาท่านยักย้ายไปอยู่เมืองอื่น ข้าพเจ้าให้คนใช้ไปเก็บใบหม่อนจึงรู้ความ ข้าพเจ้ากลัวหญิงนั้นจะพูดจาแพร่งพรายไปรู้ถึงเจ๋เฮาก๋งก็จะโกรธท่าน ข้าพเจ้าฆ่าหญิงนั้นเสียแล้ว ท่านจงเร่งคิดอ่านกลับไปตั้งตัวให้ได้เป็นใหญ่เถิด

ต๋งนีได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าอาศัยอยู่ในเมืองนี้ก็ได้ความสุขอยู่แล้ว ประการหนึ่งเล่าอายุก็ล่วงไปทุกวัน จะรีบกลับไปตั้งตัวเป็นใหญ่นั้น กว่าจะได้สมคิดก็จะแก่ตัวลง ข้าไม่คิดต่อไปแล้ว นางเจ๋เกียงจึงว่า ทุกวันนี้ในเมืองจิ้นนั้นราษฎรชาวเมืองเดือดร้อนระส่ำระสายอยู่หามีความสุขไม่ ด้วยจิ้นฮุยก๋งน้องท่านมิได้ตั้งอยู่ในสัตย์ธรรม ท่านกลับไปทั้งนี้ก็จะได้เป็นเจ้าเมือง ต๋งนีได้ฟังดังนั้นก็นิ่งเสีย ด้วยรักใคร่ในนางเจ๋เกียงเป็นอันมาก ถึงนางจะว่ากล่าวประการใดก็มิได้คิดไปจากเมืองเจ๋เลย ครั้นรุ่งเช้าเตียวสวย เฮาเอียน ไกจือฉุย งุยฉิวก็พากันไป ณ บ้านต๋งนีแล้วสั่งให้เข้าไปบอกต๋งนีว่า เฮาเอียนกับทหารทั้งปวงจะมารับต๋งนีไปไล่เนื้อ คนใช้ก็เข้าไปบอกต๋งนีตามคำเฮาเอียน ต๋งนีจึงว่า วันนี้เราไม่สบายยังไม่ไปก่อน จงกลับไปบอกเฮาเอียนเถิด คนใช้ก็คำนับลามาแจ้งแก่เฮาเอียน

นางเจ๋เกียงได้ยินดังนั้นจึงให้เรียกเฮาเอียนเข้าไปในตึกแล้วขับคนใช้เสียสิ้น แล้วถามเฮาเอียนว่า ท่านจะมาชวนต๋งนีไปแห่งใด เฮาเอียนจึงว่า เมื่อต๋งนีอยู่เมืองจิ้นเคยไปเที่ยวไล่เนื้อมิได้ขาด ตั้งแต่มาอยู่เมืองนี้นานแล้วมิได้ไปเที่ยวไล่เนื้อ ข้าพเจ้ากลัวฝีมือเกาทัณฑ์จะเสียไป จึงมาชวนหวังจะให้ชำนาญมือไว้ นางเจ๋เกียงยิ้มแล้วจึงว่า ซึ่งท่านคิดอ่านกันนั้นเรารู้อยู่เต็มใจแล้วอย่าอำพรางเราเลย เพลาคืนนี้ก็ได้ช่วยว่ากล่าวต๋งนีจะให้กลับไปเมืองจิ้นอีก แต่ต๋งนีหายอมไม่ เย็นวันนี้เราอุบายแต่งโต๊ะชวนต๋งนีเสพสุราให้เมา ถ้าเห็นได้ทีแล้วท่านจงช่วยกันอุ้มต๋งนีขึ้นใส่เกวียน พาหนีออกจากเมืองในเพลากลางคืนจึงจะมิได้ขัดข้อง เฮาเอียนได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงคุกเข่าลงคำนับนางเจ๋เกียงแล้วว่า ท่านเป็นสตรีนํ้าใจองอาจสู้สละความรักสามีเพราะจะใคร่ให้เป็นใหญ่ บรรดาอิสตรีทั้งปวงแต่ครั้งก่อนเก่ามาก็ดี ใครหาสัตย์ซื่อมีสติปัญญาเสมอเหมือนท่านไม่ จงเร่งคิดอ่านทำเถิดข้าพเจ้าจะเตรียมไว้ตามสัญญา ว่าแล้วเฮาเอียนก็คำนับลานางเจ๋เกียงออกมาบอกแก่เตียวสวยตามคำนางเจ๋เกียงทุกประการ แล้วเฮาเอียนก็จัดแจงเสบียงอาหารบรรทุกเกวียนกับเครื่องสาตราวุธ ให้เตียวสวยกับทหารทั้งปวงออกไปคอยท่าอยู่นอกประตูเมือง แต่เฮาเอียนงุยฉิวเตียวเกียดสามคนเทียมเกวียนเข้าคอยอยู่ตามซึ่งนัดกันกับนางเจ๋เกียง ครั้นจวนเย็นนางเจ๋เกียงก็แต่งโต๊ะกับสุรามาเตรียมไว้

ต๋งนีเห็นดังนั้นจึงถามว่า เจ้าแต่งโต๊ะจะให้ผู้ใดกิน นางเจ๋เกียงจึงว่า ข้าพเจ้าแต่งโต๊ะหวังจะเชิญท่านเสพสุราให้เป็นสุข ต๋งนีจึงว่า ข้าไม่สบายด้วยเฮาเอียนกับทหารทั้งปวงได้คบคิดกันจะพาข้าไปจากเมืองนี้ ข้าไม่เสพสุราแล้ว เจ้าอย่าวุ่นวายเลย นางเจ๋เกียงจึงว่า ถึงจะไปมิไปก็สุดแต่ใจท่าน ใครจะขัดขืนหามิได้ ถึงข้าพเจ้าก็ไม่ยอมให้ท่านไปจากเมืองนี้ จงอยู่กับข้าพเจ้าตราบเท่าสิ้นชีวิต ขอเชิญเสพสุราให้สบายเถิด ว่าแล้วนางเจ๋เกียงก็รินสุราคำนับส่งให้ต๋งนี ต๋งนีมิได้รู้อุบายก็รับเอามากิน นางเจ๋เกียงก็ให้ขับบำเรอให้เพลิดเพลิน แล้วซ้ำรินสุราให้ต๋งนีถึงเจ็ดจอกแปดจอก จนต๋งนีเมาสิ้นสมประดี นางเจ๋เกียงพยุงพาเข้าไปในห้องที่นอน ต๋งนีเมาสุรานักก็หลับไป นางเจ๋เกียงเห็นต๋งนีหลับสนิทแล้วก็ให้คนใช้ไปบอกเฮาเอียนเข้ามาในห้อง เฮาเอียนก็พางุยฉิว เตียวเกียดเข้าไปคำนับนางเจ๋เกียง แล้วก็เข้าอุ้มต๋งนีออกจากห้อง ครั้นถึงหน้าตึกก็วางต๋งนีลงในเกวียน ต่างคนคำนับลานางเจ๋เกียง นางเจ๋เกียงเห็นดังนั้นก็มีความอาลัยนัก คิดถึงต๋งนีจะจากไปร้องไห้พลางว่ากับเฮาเอียนว่า ท่านจงพาต๋งนีผัวเราไปให้สมความคิดเถิด เฮาเอียนคำนับรับคำนางเจ๋เกียง แล้วก็ขับเกวียนออกจากเมืองในเพลากลางคืน พบเตียวสวยกับทหารซึ่งคอยอยู่นอกเมืองก็พากันรีบไปทางประมาณร้อยเส้น พอได้ยินเสียงไก่ขันและดูไปข้างทิศตะวันออกเห็นฟ้าสางจะใกล้สว่าง

ฝ่ายต๋งนีค่อยสร่างเมาสุรา พลิกกลับตัวตื่นขึ้นสำคัญว่ายังอยู่กับนางเจ๋เกียงในตึกก็ร้องเรียกนํ้ากิน เฮาเอียนได้ยินดังนั้นจึงว่าต่อสว่างขึ้นท่านจึงค่อยกินนํ้าร้อนเถิด ต๋งนีสั่นศีรษะแล้วว่า ข้าไม่สบายจงช่วยยกข้าลงจากเตียงเถิด เฮาเอียนจึงว่า ท่านมาบนเกวียนดอกยังสำคัญว่านอนอยู่บนเตียงในตึกหรือ ต๋งนีได้ฟังจึงถามว่า ผู้ใดพูดกับเรา เฮาเอียนบอกว่า เฮาเอียน ต๋งนีตกใจลุกขึ้นแลดูเห็นเป็นเกวียนก็โกรธ จึงถามเฮาเอียนว่า ท่านบังอาจจะพาเราไปแห่งใด เฮาเอียนจึงว่า ข้าพเจ้าคิดการทั้งนี้หวังจะพาไปให้ได้เป็นใหญ่ในเมืองจิ้น ต๋งนีจึงว่า จะได้เมืองจิ้นหรือไม่ได้ก็ไม่รู้ จะจากเมืองเจ๋นั้นเราไม่ยอม จงพาเรากลับไปเสียเถิด เฮาเอียนจึงว่า ข้าพเจ้าพาท่านมาพ้นเมืองเจ๋ทางประมาณคืนหนึ่งแล้ว และจะกลับไปนั้น ถ้าเจ้าเมืองเจ๋รู้ก็จะโกรธทำโทษท่าน ขอท่านอย่าเป็นห่วงด้วยสิ่งใดเลย ตงนีโกรธจึงชิงเอาทวนที่งุยฉิวมาแทงเฮาเอียน เฮาเอียนกลัวก็โดดลงจากเกวียนวิ่งหนีต๋งนี ต๋งนีก็ลงจากเกวียนไล่ตามเฮาเอียน เตียวสวย กุยกิว ฮูเฉียวโก ไกจือฉุยขุนนางทั้งสี่คนเห็นดังนั้น ก็ร้องเรียกทหารทั้งปวงมาช่วยขอโทษเฮาเอียน ต๋งนีก็คลายโกรธ

เฮาเอียนก็เข้าไปคำนับขอโทษว่า ซึ่งจะฆ่าข้าพเจ้าเสียเมื่อขณะตกยากอยู่ ก็พ้นทุกข์เหมือนท่านกรุณาข้าพเจ้าให้เกิดใหม่ได้ความสุขเสียอีก ต๋งนีจึงว่า เราออกจากเมืองเจ๋มาครั้งนี้ ถ้าได้ที่สำนักอาศัยมีความสุขก็แล้วไป ถ้าไม่มีสำนักและได้ความลำบาก เราจะเชือดเนื้อท่านกินให้สาสมที่ความแค้น เฮาเอียนจึงว่า ท่านอย่ากินเนื้อข้าพเจ้าขณะนี้เลยเห็นไม่สมคิด ด้วยข้าพเจ้าเป็นทหารไม่รู้ว่าจะไปตายแห่งใด ถ้าท่านจะหมายกินเนื้อข้าพเจ้า ให้ได้สำเร็จราชการเมืองแล้วจึงเอาข้าพเจ้าใส่กระทะต้มกินให้สบายใจเถิด เตียวสวยกับทหารทั้งปวงจึงว่ากับต๋งนีว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านจะเป็นที่พึ่งได้ จึงสละบุตรภรรยาบ้านเรือนตามท่านมา และท่านไปหลงอยู่ด้วยผู้หญิง ให้ป่วยการที่จะคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นว่าทุกวันนี้เจ้าเมืองจิ้นนั้นมิได้มีนํ้าใจอารีแก่ราษฎร ชาวเมืองก็เอาใจออกหากเป็นอันมาก ข้าพเจ้าทั้งปวงกับเฮาเอียนพร้อมใจกันเชิญท่านมาจากเมืองเจ๋ หวังจะให้ท่านเป็นใหญ่ในเมืองจิ้น ซึ่งท่านจะโกรธเฮาเอียนนั้นหาควรไม่ งุยฉิวทหารเอกจึงเข้ามาว่า ประเพณีชาติทหารย่อมไว้ชื่อให้ปรากฏในแผ่นดิน จึงจะเป็นที่สรรเสริญแก่คนทั้งปวง ถ้าใครละเกียรติยศเสีย มิได้คิดเอาบ้านเมืองหลงด้วยผู้หญิงเที่ยวอาศัยแผ่นดินผู้อื่นอยู่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ต๋งนีได้ฟังดังนั้นคิดอายใจนักจึงว่า ท่านทั้งปวงว่านี้ชอบแล้ว เฮามัวซึ่งเป็นคนครัวได้ยินดังนั้นก็เอาข้าวตากมาส่งให้ต๋งนีกิน ไกจือฉุยก็ตักนํ้ามาส่งให้ ฮูเฉียวโกก็ไปเที่ยวถอนหญ้ามาให้ม้าต๋งนี เหล่าทหารทั้งปวงต่างกินอยู่แล้วก็ขึ้นขี่เกวียนพากันไปได้สองวันถึงเมืองโจ๋

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ