๘๕

พระเจ้าจิวเจงเตงอ๋องประชวรพระโรคแพทย์พยาบาลมิได้คลายอาการ พระโรคนั้นหนักลงทุกวัน จึงมอบสมบัติให้ไทจูหงอพระราชบุตรแล้วก็สวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่ก็ยกไทจูหงอลูกหลวงเอกขึ้นครองราชสมบัติ ชื่อพระเจ้าอุยเสียดอ๋อง พระเจ้าอุยเสียดอ๋องก็ทำการฝังศพพระราชบิดาตามกษัตริย์ วันหนึ่งพระเจ้าอุยเสียดอ๋องเสด็จออกขุนนาง พอเมฆตั้งขึ้นมาฝนตกห่าใหญ่ ฟ้าผ่าต้องกระทะทองเก้าใบสำหรับแผ่นดินซึ่งอยู่ในคลัง เสียงกระทะกระทบกันดังเสียงระฆัง เจ้าพนักงานรักษาพระคลังเข้ามากราบทูล พระเจ้าอุยเสียดอ๋องแจ้งความดังนั้นจึงตรัสถามโหรผู้รู้ทำนายเหตุลางร้ายและดีการแผ่นดิน โหรจึงทราบทูลว่าซึ่งฟ้าผ่ากระทะทองสำหรับแผ่นดินนั้น บ้านเมืองจะเกิดอันตรายต่างๆ เหตุลางร้ายนัก ขอให้จัดแจงการบวงสรวงเทวดาอันรักษาเมืองหลวงให้ช่วยกำจัดอันตราย โทษทั้งปวงจึงจะบรรเทาคลาย พระเจ้าอุยเสียดอ๋องได้ทรงฟังดังนั้นก็ตกพระทัย จึงสั่งเจ้าพนักงานให้แต่งเครื่องบวงสรวงเทพยดา แล้วตั้งการสมโภชทำขวัญกระทะทองหวังจะให้ระงับโทษ

ฝ่ายขุนนางและราษฎรในเมืองหลวงรู้ว่าฟ้าผ่ากระทะสำหรับแผ่นดิน โหรทายว่าเคราะห์เมืองร้าย ต่างคนต่างอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองอื่นเป็นอันมาก ผู้คนในเมืองหลวงก็เบาบางร่วงโรยไปทุกวัน กิตติศัพท์ซึ่งฟ้าผ่ากระทะทองก็ลือไปแก่หัวเมืองทั้งปวง ฝ่ายขุนนางสามจิ้นจัดแจงบ้านเมืองใหม่ทั้งสามเมืองบริบูรณ์แล้ว พอได้ยินกิตติศัพท์ว่าฟ้าผ่ากระทะสำหรับแผ่นดินในเมืองหลวงดังนั้นจึงปรึกษากันว่า บัดนี้เหตุใหญ่บังเกิดขึ้นในเมืองหลวงแล้ว เห็นว่าเมืองหลวงจะเสื่อมสูญเสีย เราทั้งสามสร้างบ้านเมืองขึ้นทั้งนี้ยังหาทราบถึงพระเจ้าเมืองหลวงไม่ จำเราจะทำเรื่องราวคนละฉบับกับสิ่งของเครื่องบรรณาการไปถวายทูลขอตั้งเมืองทั้งสาม ถ้าพระเจ้าเมืองหลวงโปรดให้เราตั้งเป็นหัวเมืองขึ้นแล้ว เมืองน้อยใหญ่จึงจะนับถือยำเกรง ถึงมาตรว่านานไปเบื้องหน้าเมืองหลวงเสื่อมสูญแล้ว เราทั้งสามจะได้ตั้งตัวเป็นก๊กขึ้นเหมือนเมืองใหญ่ทั้งปวง ครั้นปรึกษาเห็นชอบพร้อมกันแล้วต่างคนแต่งเรื่องราวจัดสิ่งของเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียน ให้เตียนบุน ตองกองเหลียนเคียบหลุยคุมเครื่องบรรณาการไปเมืองหลวง ขุนนางทั้งสามก็คำนับลาสามจิ้นไป ครั้นถึงเมืองตังจิว เตียนบุนขุนนางงุยหวน ตองกองเหลียนขุนนางเตียวเจ๊ก เคียบหลุยขุนนางหันเจียก คุมเครื่องบรรณาการเข้าไปคำนับส่งเรื่องราวสามจิ้นให้ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งสามฉบับ แล้วแจ้งความให้ฟังทุกประการ

ขุนนางผู้ใหญ่แจ้งดังนั้น จึงนำขุนนางสามนายกับเครื่องบรรณาการเข้าไปเฝ้ากราบทูลถวายเครื่องบรรณาการ แล้วอ่านเรื่องราวสามจิ้นใจความต้องกันทั้งสามฉบับว่า ข้าพเจ้างุยหวนเตียวเจ๊กหันเจียก ซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองจิ้นขอพระราชทานกราบทูลให้ทราบด้วยเจ้าเมืองจิ้นไม่อยู่ในสัจธรรม ทำให้ขุนนางและราษฎรได้รับความเดือดร้อน มีผู้ร้ายลอบยิงตายเสียแล้ว ข้าพเจ้าทั้งสามสืบสวนจะเอาตัวผู้ที่ยิงนั้นหาได้ไม่ เห็นว่าขุนนางและราษฎรระส่ำระสายนัก ได้ให้อิวก๋งขึ้นว่าราชการเมืองจิ้นสืบไป เมืองจิ้นจึงไม่เกิดจลาจล เพราะข้าพเจ้าช่วยทำนุบำรุงอยู่ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งสามสร้างเมืองขึ้นคนละเมือง ให้ขุนนางคุมเครื่องบรรณาการเข้ามาถวายครั้งนี้จะขอพระราชทานรับสั่งโปรดให้ข้าพเจ้าทั้งสามได้เป็นเจ้าเมืองดังหัวเมืองทั้งปวง แม้นโปรดประการใดข้าพเจ้าทั้งสามจะทำตามรับสั่ง

พระเจ้าอุยเลียดอ๋องทรงทราบความในเรื่องราวขุนนางทั้งสามก็เคืองพระทัย จึงตรัสแก่ผู้ถือหนังสือว่า นายของตัวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองจิ้น มีผู้โกรธแค้นลักลอบยิงเจ้าเมืองจิ้นเสียนั้น จะมิชำระเอาตัวให้ได้ฉะนี้จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่ไปได้หรือ ขุนนางทั้งสามได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็โกรธจึงทูลว่า เดิมอายก๋งทำการให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนมีผู้ร้ายยิงตาย นายข้าพเจ้าได้ช่วยเจ็บร้อนให้มีหนังสือไปปิดประตูเมืองทั้งสี่ทิศสืบเอาผู้ร้ายก็มิได้ นายข้าพเจ้าช่วยทำนุบำรุงไว้เมืองจิ้นจึงไม่เป็นจลาจล ความชอบของนายข้าพเจ้ามีอยู่เป็นอันมาก และซึ่งนายข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้ามาเฝ้าจะขอให้ตั้งเมืองทั้งสาม หวังจะให้พระองค์มีหัวเมืองขึ้นมากอีก แม้นไม่มีรับสั่งโปรดนายข้าพเจ้าแล้วก็จะบังคมลาไป

พระเจ้าอุยเลียดอ๋องได้ทรงฟังดังนั้น ทอดพระเนตรดูกิริยาขุนนางทั้งสามโกรธ ก็หยุดยั้งพระทัยทรงตรึกตรองว่า สามจิ้นขุนนางทั้งสามตระกูลนี้มีพวกพ้องมากทั้งสติปัญญาและฝีมือก็กล้าแข็ง ซึ่งให้ขุนนางทั้งสามมาขอให้ตั้งเป็นเจ้าเมืองขึ้นครั้งนี้ ครั้นจะไม่ตั้งขึ้นให้สมความคิดก็จะเป็นเสี้ยนหนามสืบไป พระเจ้าอุยเลียดอ๋องจึงตรัสว่า ซึ่งเมืองจิ้นเกิดจลาจลนายท่านทั้งสามช่วยทำนุบำรุงไว้ก็มีความชอบอยู่เป็นอันมาก เราจะให้นายท่านทั้งสามเป็นจูโหเจ้าเมืองใหญ่ เตียวเจ๊กเป็นแซ่เตียว ให้ครองเมืองใหม่ชื่อเมืองเตียว งุยหวนนั้นแซ่งุย เมืองซึ่งสร้างขึ้นนั้นชื่อเมืองงุย และเมืองหันเจียกสร้างนั้นให้ชื่อเมืองหันเป็นเมืองเอกทั้งสามเสมอกันแล้วสั่งขุนนางเจ้าพนักงานให้แต่งหนังสือตั้งสามจิ้นเป็นจูโห แปลว่าเจ้าเมืองใหญ่ทั้งสาม จึงพระราชทานตราสำหรับที่กับเสื้อมีกระดุมแก้วและเครื่องยศตามตำแหน่ง แล้วพระราชทานโต๊ะเลี้ยงตามธรรมเนียม ขุนนางทั้งสามรับพระราชทานโต๊ะแล้ว กราบถวายบังคมลาออกจากเมืองหลวงไปถึงเมืองใหญ่ ก็คำนับนายส่งตราและเครื่องยศซึ่งพระเจ้าเมืองหลวงพระราชทานมาให้แก่งุยหวน เตียวเจ๊ก หันเจียก แล้วแจ้งความให้ฟังทุกประการ

ทั้งสามนายได้ฟังยินดีนัก บ่ายหน้าต่อเมืองหลวงถวายบังคมรับตราและเครื่องสำหรับยศได้เป็นเจ้าเมืองใหญ่ทั้งสาม เตียวเจ๊กเป็นเจ้าเมืองเตียวอยู่ ณ ที่ตงผวน ทุกวันนี้ชื่อเมืองไคหองฮู หันเจียกเป็นเจ้าเมืองหันอยู่ตำบลเปงเอี๋ยง ทุกวันนี้ชื่อเมืองเปงเอี๋ยงฮู งุยหวนเป็นเจ้าเมืองงุยอยู่ตำบลอันอิบ ทุกวันนี้ชื่อเมืองอันอิบฮู ระยะทางห่างกันสามวัน เจ้าเมืองงุย เจ้าเมืองเตียว เจ้าเมืองหัน ทั้งสามเมืองจึงมีหนังสือบอกไปถึงหัวเมืองทั้งปวงให้รู้ว่า พระเจ้าเมืองหลวงมีรับสั่งตั้งเป็นหัวเมืองเอกทั้งสามเมือง บรรดาหัวเมืองทั้งปวงแจ้งดังนั้นจัดสิ่งของมาเป็นทางไมตรีกับเมืองใหญ่ทั้งสามตามธรรมเนียม แต่เจ้าเมืองจิ้นนั้นหามีสิ่งของมาเป็นทางไมตรีตามประเพณีไม่ งุยหวน เตียวเจ๊ก หันเจียก ครั้นได้เป็นใหญ่หัวเมืองทั้งปวงนับถือยำเกรงก็ระแวงอิวก๋งเจ้าเมืองจิ้นจะเกลี้ยกล่อมทหารทำร้าย คิดจะหาความผิดอิวก๋ง จึงให้แต่คนใช้ไว้สำหรับแห่หน้าสี่คนแห่หลังสี่คน ห้ามมิให้ขี่เกวียนมีทหารแห่เหมือนแต่ก่อน กำหนดสามวันให้มาคำนับมิได้ขาด อิวก๋งกลัวเจ้าเมืองทั้งสามจะเอาโทษ ถึงเวลาก็ขี่ม้ามีทหารแห่หน้าสี่คนแห่หลังสี่คนไปคำนับเจ้าเมืองทั้งสามมิได้ขาด อิวก๋งได้ความลำบากนักป่วยลงได้สามวันก็ตาย

ขณะเมื่ออิวก๋งตายนั้น พระเจ้าอุยเลียดอ๋องครองเมืองหลวงได้ยี่สิบสามปี ขุนนางในเมืองจิ้นทำการฝังศพอิวก๋งแล้ว จึงยกเจงก๋งผู้หลานอิวก๋งให้เป็นเจ้าเมืองขึ้นสามวัน เจ้าเมืองทั้งสามรู้ก็โกรธ จึงให้ถอดเจงก๋งเป็นไพร่ ขับไปอยู่ ณ ด่านเมืองซุนหลิว แล้วแบ่งที่ซกอักฮองจิวเป็นสามส่วน ไปขึ้นแก่เมืองเตียว เมืองงุย เมืองหัน และเมืองจิ้นนี้ครั้งแผ่นดินห้องสิน พระเจ้าบูอ๋องตั้งคงซกเป็นเจ้าเมือง สืบแซ่มาได้ยี่สิบเก้าเจ้าเมืองถึงเจงก๋งเมืองจิ้นจึงสาบสูญ แผ่นดินเมืองจิ้นนั้นจึงไปขึ้นแก่เมืองเตียว เมืองงุย เมืองหันเป็นสามส่วน เมืองเตียว เมืองงุย เมืองหันก็บริบูรณ์ด้วยขุนนางและอาณาประชาราษฎร์มากขึ้นทุกปี และงุยหวนเจ้าเมืองงุยนั้นเป็นหลานศิษย์ของจู งุยหวนมีสติปัญญาเป็นอันมาก วันหนึ่งงุยหวนออกนั่งที่ว่าราชการ คิดวิตกด้วยขุนนางที่จะใช้สอยนั้นยังหาครบตามตำแหน่งพนักงานไม่ จึงถามงุยบุนเสงว่า เราพึ่งจะสร้างเมืองขึ้นใหม่จะคิดจัดแจงบ้านเมืองประการใดจึงจะมีสง่าเป็นที่ยำเกรงแก่หัวเมืองทั้งปวง

งุยบุนเสงจึงว่า ซึ่งท่านจะคิดให้เมืองมีสง่าจงจัดคนสามเหล่า คือผู้มีกำลังฝีมือกล้าแข็งชำนาญการศึก จัดไว้เป็นขุนนางฝ่ายทหารเหล่าหนึ่ง ผู้มีสติปัญญารู้ขนบธรรมเนียมการจัดแจงบ้านเมืองรอบคอบให้เป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนเหล่าหนึ่ง ผู้ซึ่งฉลาดในการพูดจาคิดอ่านว่องไวรู้หนังสือลึกซึ้ง รู้จักทีได้ทีเสีย ทีแพ้ทีชนะจะได้เป็นที่ปรึกษาการแผ่นดิน และคนสามเหล่านี้ถ้าท่านให้เชิญมาไว้เป็นขุนนาง เมืองท่านก็จะมีสง่าข้าศึกยำเกรง บรรดาผู้ซึ่งร่วมแซ่ท่านได้เป็นขุนนางอยู่ทุกวันนี้ผู้มีสติปัญญานั้นน้อย แต่ผู้หาสติปัญญามิได้นั้นก็เป็นขุนนางอยู่เป็นอันมาก เหมือนหญ้างอกขึ้นรกปกคลุมภูเขาใหญ่ จะเอาการสิ่งใดมิได้ ถ้าข้าศึกยกมาติดเมืองไม่มีผู้มีสติปัญญาช่วยคิดอ่านสู้รบกำจัดศัตรูข้าศึกก็จะยํ่ายี ถึงท่านจะมีคนมากก็มากเสียเปล่า เหมือนหญ้าบนเขาเมื่อฤดูแล้ง สำหรับแต่จะฉิบหายเสียด้วยเพลิงป่า ขอท่านจงแต่งหนังสือไปปิดประตูเมืองทั้งสี่ทิศ ในหนังสือนั้นว่าผู้ใดรู้วิชาชำนาญเพลงอาวุธและได้เล่าเรียนหนังสืออยู่การจัดแจงบ้านเมือง ให้เข้ามารับราชการจะตั้งแต่งเป็นขุนนางตามสมควร ผู้มีสติปัญญาที่รักยศศักดิ์ก็จะเข้ามาให้ท่านใช้เป็นอันมาก เมืองท่านก็จะอยู่เย็นเป็นสุข งุยหวนได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งงุยบุนเสงให้แต่งหนังสือเกลี้ยกล่อมไปปิดไว้ ณ ประตูเมืองทั้งสี่ทิศแล้วจึงจัดพี่น้องร่วมแซ่เป็นสี่เหล่า ผู้ซึ่งรูปร่างสูงใหญ่มีกำลังให้ไปฝึกสอนเพลงอาวุธให้ชำนาญการทหาร พวกหนึ่งให้ไปเรียนหนังสือให้รู้ในขนบธรรมเนียมการจัดแจงบ้านเมือง พวกหนึ่งให้ไปฝึกวิชาช่างทั้งปวง พวกหนึ่งให้ไปฝึกสอนซื้อขายและทำไร่นา

ฝ่ายราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงแจ้งว่าเจ้าเมืองงุยจัดผู้มีสติปัญญาจะตั้งแต่งให้มียศศักดิ์เป็นขุนนาง เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่างคนดีใจนัก ผู้มีวิชารู้หนังสือและได้เรียนเพลงอาวุธ ผู้รู้การช่างเขียนช่างปั้นและสรรพช่างทั้งปวง ก็เข้าไปรับที่ขุนนาง ผู้ซึ่งไม่มีวิชาการก็หาผู้ที่รู้เป็นครูสอนหวังจะใคร่ได้เป็นขุนนาง ครั้นถึงสามปีงุยหวนก็ให้หาผู้ซึ่งร่วมแซ่และต่างแซ่เข้ามาสอบสวนวิชาทั้งปวง ผู้ใดชำนาญการทหารให้เป็นขุนนางฝ่ายทหาร ผู้ใดรู้ขนบธรรมเนียมแผ่นดิน รู้จัดแจงส่วยสาอากรก็ให้เป็นขุนนางข้างพลเรือนตามสมควร แล้วงุยหวนจึงถามงุยบุนเสงว่า เราจัดแจงขุนนางพนักงานก็ครบตำแหน่งแล้ว ยังขาดอยู่แต่ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือนสองคน ท่านเห็นผู้ที่มีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็งเป็นอย่างยิ่ง จงบอกชื่อและแซ่มาเราจะตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้บังคับขุนนางฝ่ายทหารและพลเรือน

งุยบุนเสงจึงว่าบรรดาผู้ซึ่งมารับที่ขุนนางทั้งนี้สติปัญญาฝีมือแต่อย่างกลาง จะจัดเอาเป็นยิ่งนั้นยังมิได้ และเพื่อนรักข้าพเจ้าคนหนึ่งชื่อเตียนจูหองอยู่บ้านแซ่โห เตียนจูหองได้เรียนหนังสือลึกซึ้งรู้จักขนบธรรมเนียมจัดแจงการบ้านเมืองรอบคอบ ควรเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน และเพื่อนรักข้าพเจ้าอีกคนหนึ่งชื่อตันบก และตันบกคนนี้มีฝีมือกล้าแข็งชำนาญในการอาวุธสำหรับทหารหาผู้เสมอมิได้ แต่ไม่พอใจเป็นขุนนางออกไปทำมาหากิน ณ บ้านเซโห ท่านจะใคร่ได้ตันบกมาเลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ขอท่านจงออกไปเชิญตันบกเอง เห็นว่าตันบกจะขัดท่านมิได้ก็คงจะเข้ามาให้ท่านใช้สอย งุยหวนได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนัก จึงขึ้นเกวียนพาขุนนางและทหารประมาณสามร้อยเศษให้งุยบุนเสงนำไปถึงบ้านเซโห เห็นประตูบ้านตันบกปิดอยู่ งุยบุนเสงจึงเรียกตันบกให้เปิดประตูรับ

ฝ่ายตันบกอยู่ในเรือนได้ยินเสียงร้องเรียกเข้ามา จึงเปิดหน้าต่างออกไปเห็นงุยบุนเสงพางุยหวนมาอยู่นอกรั้ว จึงคิดว่างุยบุนเสงเป็นเพื่อนสนิทกันกับเรามาแต่ก่อน งุยบุนเสงพาเจ้าเมืองงุยออกมาครั้งนี้เห็นจะรับเราเข้าไปเป็นขุนนางในเมืองงุยเป็นมั่นคง จำเราจะลองใจเจ้าเมืองงุยดูก่อน ถ้ารักเราโดยสุจริตเราคงจะเข้าทำราชการด้วย ถ้ามิเต็มใจรักเราโดยจริงเราก็จะหลบตัวอยู่สู้ทำมาหากินในบ้านป่ากว่าจะตาย คิดแล้วตันบกก็ลงจากเรือนปีนรั้วหลังบ้านหนีออกไปซ่อนตัวอยู่ในป่า ทหารซึ่งตามงุยหวนออกมาเป็นอันมากเห็นดังนั้น ต่างคนร้องว่าจะตามไปจับตัวตันบก งุยหวนจึงร้องห้ามทหารทั้งปวงมิให้ตาม แล้วว่าแก่งุยบุนเสงว่าตันบกเพื่อนของท่านคนนี้มีสติปัญญาอัชฌาศัยมากควรที่จะเป็นขุนนางผู้ใหญ่และตันบกไม่ยอมไปกับเราในเวลาวันนี้ก็ตามเถิด เวลาอื่นเราจึงจะออกมารับเอาตัวไป ว่าแล้วก็กลับมาสำนักแรมอยู่ ณ ที่จับลิเต๋ง ทางไกลเมืองงุยร้อยยี่สิบห้าเส้นเศษ

ฝ่ายภรรยาตันบก ขณะเมื่อเจ้าเมืองงุยพาผู้คนมาเป็นอันมาก ตันบกผู้ผัวปีนรั้วหนีออกไป ภรรยาตกใจมิรู้ว่าดีและร้ายก็วิ่งไปซ่อนตัวอยู่ในเรือน ครั้นสงบเสียงผู้คนก็สอดส่ายตาแลออกไปเห็นเจ้าเมืองงุยกลับไปแล้วก็ออกมาจากเรือนร้องเรียกตันบก

ฝ่ายตันบกได้ยินก็กลับมาบ้าน ภรรยาตันบกโกรธตันบกนัก จึงถามว่าเจ้าเมืองงุยพาผู้คนออกมาท่านหนีเอาแต่ตัวรอด หากว่าเราซ่อนตัวเสียเจ้าเมืองจึงไม่ได้จับตัวไป เหตุเกิดขึ้นทั้งนี้ท่านทำความร้ายไว้ให้เจ้าเมืองงุยขัดเคืองประการใดหรือ ตันบกจึงหัวเราะแล้วว่าเราจะได้ทำความร้ายสิ่งใดให้เจ้าเมืองงุยขัดเคืองหามิได้ ซึ่งเจ้าเมืองงุยรู้แห่งบ้านเราเพราะงุยบุนเสงเพื่อนของเรา เห็นจะรับเราให้เข้าไปเป็นขุนนางและข้าได้ทำความร้ายไว้ให้งุยหวนได้ความแค้นหามิได้ ภรรยาจึงว่าทุกวันนี้เราสองคนได้ความยากไร้ ทำไร่ไถนาก็ไม่พอเลี้ยงชีวิต ซึ่งท่านว่างุยบุนเสงเพื่อนรักของท่านนำงุยหวนมาจะรับท่านเข้าไปเป็นขุนนางมียศศักดิ์เราจะได้ดีแล้ว เหตุใดท่านจึงเอาตัวหนีเล่าข้ายังสงสัยอยู่

ตันบกจึงว่าข้าได้ยินคำบุราณไว้แต่ก่อนว่า เป็นนกย่อมแสวงหาต้นไม้ใหญ่เป็นที่ร่มเย็นอาศัยทำรังอยู่เป็นสุขไม่มีอันตราย และผู้ซึ่งจะทำการอาสาแผ่นดินให้พิเคราะห์ดูเจ้านายผู้เป็นที่พึ่งนั้นประกอบด้วยสติปัญญาและมีนํ้าใจโอบอ้อมอารี มีความกรุณาเผื่อแผ่แก่ผู้ซึ่งอยู่ในบังคับจึงให้ทำราชการด้วยก็จะมีความสุขสืบไป และงุยหวนออกมาจะรับเราไปเป็นขุนนางครั้งนี้ ครั้นจะยอมไปด้วยงุยหวนโดยง่าย ยังหารู้ว่านํ้าใจจะดีร้ายประการใดไม่ ข้าจึงหลบหนีเสียก่อนหวังจะลองใจ ถ้างุยหวนเห็นว่าเราจะช่วยราชการแผ่นดินได้ ก็คงจะออกมารับเราอีกเป็นมั่นคงเจ้าอย่าวิตกเลย ภรรยาได้ฟังดังนั้นก็มิได้โต้ตอบประการใด ครั้นเวลาเช้างุยหวนก็พางุยบุนเสงกับขุนนางทั้งปวงมาถึงนอกรั้วบ้านตันบก งุยบุนเสงก็ร้องเรียกให้ตันบกเปิดประตูรับ ตันบกรู้ว่างุยบุนเสงมาก็ปีนรั้วหลังบ้านหนีไป งุยบุนเสงคอยอยู่เป็นช้านานมิได้เห็นตันบกมาหา จึงว่าแก่งุยหวนว่าซึ่งตันบกมิได้มาคำนับท่านนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าตันบกจะลองใจท่าน งุยหวนก็เห็นชอบด้วยจึงว่า ถึงมาตรว่าตันบกจะไม่ออกมาหาเรา เราก็คงจะเวียนมาหาให้พบสักครั้งหนึ่งจงได้ แม้นมิได้ตัวตันบกเราไม่กลับเข้าเมืองเลย งุยหวนก็พาขุนนางกลับมาพักแรมอยู่ ณ ที่สำนัก ครั้นเช้ากลับมาให้งุยบุนเสงร้องเรียกตันบกเหมือนครั้งก่อน

ฝ่ายตันบกนั่งอยู่ในเรือนกับภรรยา ได้ยินงุยบุนเสงเรียกให้เปิดประตูรับจึงพูดกับภรรยาว่า เจ้าเมืองงุยอุตส่าห์ออกมาเป็นหลายเวลาแล้ว ข้าเห็นว่างุยหวนจะทำนุบำรุงเราโดยแท้ ควรที่จะยอมเข้าทำราชการกับงุยหวน เห็นเราจะได้ดีมีความสุขสืบไป ว่าแล้วก็ออกมาคำนับงุยหวน งุยหวนจึงว่าเราอุตส่าห์ตั้งใจมารับท่านเข้าไปจะให้เป็นขุนนาง แต่มาคอยอยู่เป็นหลายครั้งทำไมท่านจึงหนีเราด้วยเหตุอันใด ตันบกจึงว่าข้าพเจ้าหนีท่านทั้งนี้ด้วยเหตุผู้คนมามากไม่รู้ว่าดีหรือร้าย เป็นคนบ้านนอกคิดกลัวข้าพเจ้าจึงหนี เจ้าเมืองงุยได้ฟังตันบกว่าก็หัวเราะ จึงสั่งให้จัดแจงเกวียนให้แก่ตันบก แล้วไปเชิญเตียนจูหองพากันกลับมาเมือง จึงตั้งเตียนจูหองให้เป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน ตั้งตันบกให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ตันบกกับเตียนจูหองครั้นได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่แล้วบังคับบัญชาราชการบ้านเมืองตามขนบธรรมเนียม ทำนุบำรุงเจ้าโดยสัจสุจริต ขณะนั้นหลีเค็กหนึ่ง เต๊กหวยหนึ่ง เตียนบุนหนึ่ง รู้กิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองงุยนํ้าใจโอบอ้อมอารีรักผู้มีสติปัญญาก็พากันเข้ามายอมทำราชการอยู่กับเจ้าเมืองงุย เจ้าเมืองงุยก็ตั้งให้เป็นขุนนางให้เบี้ยหวัดตามสมควร ตั้งแต่นั้นมาเมืองงุยก็พร้อมมูลด้วยทหารและขุนนางที่มีสติปัญญาเป็นอันมาก

ฝ่ายเลงก๋งเจ้าเมืองจิ๋นรู้ว่างุยหวนตั้งเมืองงุยขึ้นใหม่ และเมืองงุยบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติคิดจะไปตี ครั้นได้ยินกิตติศัพท์ว่างุยหวนเกลี้ยกล่อมได้ทหารและผู้มีสติปัญญาไว้เป็นอันมาก ก็เกรงเจ้าเมืองงุยมิได้ยกทัพไปตี ฝ่ายงุยหวนเจ้าเมืองงุยตั้งอยู่ในสัจธรรมจะว่ากล่าวสิ่งใดมิได้กลับหน้าคืนหลัง วันหนึ่งเจ้าเมืองงุยสั่งขุนนางทั้งปวงว่า เวลาพรุ่งนี้จะออกไปไล่เนื้อเล่นที่ชายป่านอกเมืองให้สบาย ขุนนางพนักงานก็เตรียมทหารไว้ตามเคย ครั้นเวลารุ่งเช้าฝนตกใหญ่ เจ้าเมืองงุยออกมาเห็นฝนยังไม่ขาดเม็ด ขุนนางพนักงานเตรียมเกวียนและม้าพร้อมอยู่ เจ้าเมืองงุยก็เรียกโต๊ะมาตั้งเลี้ยงขุนนาง เจ้าเมืองงุยกินโต๊ะเสพสุราจนเวลาบ่าย ฝนตกไม่ขาดเม็ด ครั้นคอยอยู่กว่าฝนจะหายก็เห็นจะจวนเวลาคํ่า จึงลุกขึ้นจากที่กินโต๊ะ ชวนขุนนางจะออกไปเที่ยวเล่นป่า ขุนนางทั้งปวงก็ทัดทานว่าเวลาวันนี้ฝนตกหนักยังไม่หายขาดเม็ด ซึ่งท่านจะออกไปเล่นป่าเห็นจะได้ความลำบากขอท่านจงงดก่อน ต่อเวลาพรุ่งนี้ฝนไม่ตกจึงค่อยออกไปเที่ยวป่าล่าเนื้อเล่นให้สบาย

งุยหวนได้ฟังขุนนางทัดทานดังนั้นจึงว่าเราได้ออกปากไว้ว่าจะไปเที่ยวป่า ถ้าจะงดอยู่วันอื่นก็จะเสียความสัจ ถึงฝนจะตกหนักเราก็คงจะไป ครั้นพูดดังนั้นแล้วก็พาขุนนางทั้งปวงออกจากที่อยู่มาขึ้นเกวียนตากฝนไป ขุนนางต่างคนพูดกันว่างุยหวนนี้มีความสัจจะว่าสิ่งไรก็มิให้เสียวาจาเลย งุยหวนก็พาขุนนางทั้งปวงรีบไปจนถึงราวป่านอกเมืองก็พอเวลานั้นพลบคํ่าลงก็หาได้ให้ทหารทั้งปวงไล่เนื้อไม่ จึงพาขุนนางกลับมาที่อยู่

ฝ่ายกีคุดเจ้าเมืองตงสัน เป็นเมืองขึ้นกับเมืองจิ้นตั้งแข็งเมืองอยู่ จิ้นเจียวก๋งจึงใช้ให้เตียวกั๋นจือไปตีเมืองตงสัน กีคุดเจ้าเมืองตงสันครั้นรู้ว่ากองทัพเมืองจิ้นมาตี ก็ออกมารับผิดขอขึ้นกับเมืองจิ้นตามเดิม ครั้นเมืองจิ้นแยกเป็นสามเมืองออกไปก็มิได้ขึ้นกับเมืองใด กีคุดเจ้าเมืองตงสันหาเอาใจใส่ในราชการบ้านเมืองไม่ ตั้งแต่เสพสุราทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาด ราษฎรได้ความลำบากด้วยเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุมขึ้นกว่าแต่ก่อน ขณะนั้นก็บังเกิดนํ้ามากท่วมทั่วไปทั้งเมือง ราษฎรจะทำมาหากินก็ขัดสน กิตติศัพท์รู้ไปถึงงุยหวน งุยหวนจึงปรึกษากับงุยบุนเสงว่าจะไปตีเมืองตงสันท่านจะเห็นประการใด งุยบุนเสงจึงว่าอันเมืองตงสันนั้นใกล้กับเมืองเตียว ถ้าไปตีได้เห็นจะรักษายาก เต๊กอ๋องจึงว่าข้าพเจ้าเห็นคนในเมืองเราชื่อเง่าเอี๋ยงมีปัญญาและฝีมือควรจะเป็นแม่ทัพได้ ขอท่านให้ไปเอาตัวมาใช้ไปตีเมืองตงสันเห็นจะได้โดยง่าย

งุยหวนจึงว่าซึ่งเง่าเอี๋ยงดีนั้นจงว่าให้เราฟังก่อน เต๊กอ๋องจึงว่า เวลาวันหนึ่งเง่าเอี๋ยงไปเที่ยวเล่นเก็บได้ทองก้อนหนึ่งเอามาให้กับภรรยา ภรรยาจึงว่าท่านเอาทองมาให้ข้าพเจ้านี้รู้ว่าเป็นของผู้ใด ธรรมเนียมผู้มีสติปัญญาย่อมประกอบด้วยความสัจสุจริต แต่จะกินนํ้าก็ให้รู้จักเจ้าของจึงกิน ซึ่งท่านได้เรียนรู้มาแต่ก่อนนั้น ป่วยการเสียเปล่าหารู้จักดีและชั่วไม่ เง่าเอี๋ยงได้ฟังภรรยาว่าดังนั้นมีความน้อยใจจึงนึกมานะกลับไปเรียนวิชากับอาจารย์เสียใหม่ ได้ประมาณปีหนึ่งก็กลับมาบ้าน วันนั้นภรรยานั่งทอหูกอยู่ จึงว่าท่านไปเรียนวิชาได้ดีแล้วหรือจึงกลับมา เง่าเอี๋ยงจึงบอกกับภรรยาว่าซึ่งวิชาของอาจารย์นั้นลึกซึ้งอยู่ต้องพากเพียรไปหลายปีจึงจะดี ซึ่งเราจะเรียนครั้งนี้ยังหาดีทีเดียวไม่เป็นแต่อย่างกลาง ภรรยาได้ฟังดังนั้นจึงตัดผ้าที่ทอค้างอยู่นั้นออกเสีย เง่าเอี๋ยงเห็นภรรยาทำดังนั้นมีความสงสัยนักจึงถามว่าผ้ายังทอไม่ทันแล้วตัดออกเสียด้วยเหตุสิ่งใด ภรรยาจึงว่าท่านไปเรียนวิชาครั้งนี้ปรารถนาจะให้ดี จะได้เป็นที่พึ่งแก่ตัวต่อไป นี่ไปเรียนยังหาทันดีไม่กลับมาเสีย ข้าพเจ้าเห็นว่าหาประโยชน์ไม่ ซึ่งข้าพเจ้าทอผ้ายังไม่แล้วและตัดออกเสียจากฟืม ก็เหมือนท่านเรียนวิชายังหาสำเร็จไม่กลับมาเสียก็เหมือนกัน เง่าเอี๋ยงได้ฟังคิดอายภรรยานัก ก็กลับไปเรียนวิชากับอาจารย์ได้เจ็ดปี ชำนิชำนาญในศิลปศาสตร์ต่างๆ ข้าพเจ้าเห็นเง่าเอี๋ยงคนนี้ได้เรียนรู้ฝึกฝนต่ออาจารย์จริงๆ จึงเห็นว่าจะเป็นแม่ทัพนายกองได้ ขอท่านจงให้ไปเชิญตัวเง่าเอี๋ยงมาเถิด

ขณะนั้นจออิวได้ยินเต๊กอ๋องสรรเสริญเง่าเอี๋ยงดังนั้นจึงว่ากับงุยหวนว่า ซึ่งเต๊กอ๋องว่าเง่าเอี๋ยงมีสติปัญญาก็จริงอยู่ แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าบุตรเง่าเอี๋ยงไปเป็นขุนนางเมืองตงสันคนหนึ่งชื่อเง่าซู ซึ่งจะให้เง่าเอี๋ยงเป็นแม่ทัพไปตีเมืองตงสันนั้น ข้าพเจ้าคิดแคลงอยู่ งุยหวนได้ฟังดังนั้นไม่เห็นด้วยจึงให้เต๊กอองเอาเกวียนไปรับเง่าเอี๋ยง เต๊กอ๋องก็คำนับลามาบ้านเง่าเอี๋ยง คำนับกันตามธรรมเนียมแล้วแจ้งความกับเง่าเอี๋ยงว่า บัดนี้งุยหวนเจ้าเมืองงุยให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่าน เห็นว่าท่านเป็นคนมีสติปัญญาอยู่จะปรึกษาราชการด้วย เง่าเอี๋ยงได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนักก็มากับเต๊กอ๋อง เต๊กอ๋องก็พาเง่าเอี๋ยงเข้าไปคำนับงุยหวน งุยหวนจึงว่ากับเง่าเอี๋ยงว่า เต๊กอ๋องมาสรรเสริญว่าท่านมีสติปัญญาเราจึงให้ไปเชิญท่านมา หวังว่าจะให้เป็นแม่ทัพไปตีเมืองตงสัน แต่มีผู้มาว่าบุตรท่านไปเป็นขุนนางอยู่ในเมืองตงสัน เราคิดสงสัยอยู่กลัวแต่จะหาสำเร็จไม่

เง่าเอี๋ยงคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าอยู่ในแผ่นดินของท่านควรจะสนองคุณท่านให้ถึงขนาดจึงจะควร ซึ่งท่านสงสัยนั้นข้าพเจ้าจะทำทานบนให้ ถ้าไปตีเมืองตงสันไม่สำเร็จก็ให้ตัดศีรษะข้าพเจ้าเสีย งุยหวนได้ฟังเง่าเอี๋ยงให้ทานบนดังนั้นมีความยินดีนัก จึงตั้งเง่าเอี๋ยงเป็นง่วนโซยแม่ทัพบังคับทหารห้าหมื่น ตั้งให้ไซบุนป้าเป็นทัพหน้ายกไปตีเมืองตงสัน เง่าเอี๋ยงก็คำนับลาออกมาจัดแจงทแกล้วทหารเครื่องศัสตราวุธเสร็จแล้วก็ยกไปเมืองตงสัน จึงให้ตั้งค่ายอยู่ริมเขาบุนซัวเป็นทางจะไปด่านเมืองตงสัน

ฝ่ายกีคุดเจ้าเมืองตงสัน แจ้งว่าทัพเมืองงุยยกมาตั้งอยู่เขาบุนซัว จึงให้เกาซูขุนนางเป็นแม่ทัพคุมทหารเป็นอันมากยกไปตั้งอยู่เขาซิวซัวที่ด่านเมืองตงสัน แต่ตั้งประชิดกันอยู่นั้นประมาณเดือนหนึ่ง เง่าเอี๋ยงจึงปรึกษากับไซบุนป้าว่า เรารับอาสางุยก๋งมาตีเมืองตงสันครั้งนี้ ถ้าไม่สำเร็จงุยก๋งก็จะตัดศีรษะเราเสีย จำจะคิดตีเสียให้แตกโดยเร็วจึงจะได้ ทหารเมืองตงสันมาตั้งค่ายอยู่ที่เขาซิวซัว ต้นไม้รกชัฏและกิ่งก้านก็แห้ง ถ้าเราหาผู้ใดให้เอาไฟไปจุดได้ เห็นทหารนั้นก็จะแตกระส่ำระสายไม่เป็นขบวน เราจึงจะยกทัพไปตีซ้ำเติมให้แตก ไซบุนป้าจึงว่าซึ่งท่านคิดนั้นข้าพเจ้าเห็นชอบด้วย ข้าพเจ้าจะขอคุมทหารไปจุดไฟ ถ้าเห็นแสงไฟแล้วท่านจงคุมทหารไปตีซ้ำเติมโดยเร็ว แล้วก็คำนับลามาตระเตรียมทหารเครื่องศัสตราวุธและเชื้อเพลิงครบมือแล้ว จึงให้ทหารคาบตะเกียบไว้ทุกคน ห้ามมิให้มีปากเสียงแล้วประกาศว่า ถ้าผู้ใดทำตะเกียบพลัดตกจากปาก เราจะเอาโทษถึงตาย ขณะเมื่อไซบุนป้ายกไปจุดไฟนั้น ณ วันเดือนสิบขึ้นสิบห้าคํ่าเวลาสามยามเศษ ก็ยกไปค่ายเมืองตงสัน จึงสั่งให้ทหารเอาเชื้อเพลิงจุดป่าขึ้นพร้อมกัน

ขณะนั้นเกาซูแม่ทัพนั่งกินโต๊ะอยู่ เห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นก็ตกใจ จึงเร่งทหารยกออกไปดับไฟ เง่าเอี๋ยงแม่ทัพเมืองงุยเห็นแสงเพลิงที่ค่ายเมืองตงสันสว่างขึ้นดังสัญญาก็ยกทหารหนุนเข้าไป เกาซูสาละวนดับไฟอยู่หาเป็นขบวนไม่ เง่าเอี๋ยงได้ทีจึงให้ทหารเข้าโจมตีได้รบกันถึงอาวุธสั้น ทหารเกาซูหาทันตระเตรียมตัวไม่ก็แตกพ่ายลงมา เกาซูเห็นจะสู้มิได้ก็ถอยไปตั้งอยู่ด่านเป๊กเอี๋ยง เง่าเอี๋ยงกับไซบุนป้าก็ให้ทหารไล่ตีซ้ำเติมไปจนถึงด่านเป๊กเอี๋ยง เกาซูจะให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินก็หาทันไม่ พอทัพเง่าเอี๋ยงยกมาทันเข้าก็ยกหนีออกจากด่าน ทิ้งด่านเสียรีบหนีเข้าไปในเมือง กีคุดแจ้งดังนั้นจึงให้ทหารปิดประตูเมืองแล้วขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง เง่าเอี๋ยงกับไซบุนป้าก็ยกทหารเข้าตั้งล้อมไว้ทั้งสี่ด้าน กีคุดจึงหาตัวเกาซูเข้ามาแล้วถามว่าเราให้ท่านไปตั้งรักษาอยู่ที่ด่านเขาซิวซัวนั้น เหตุใดจึงทิ้งด่านสองตำบลเสียแตกหนีเข้ามาฉะนี้โทษก็มีแก่ตัวเป็นอันมาก เกาซูจึงรับสารภาพว่า ซึ่งข้าพเจ้าทิ้งด่านสองตำบลเสียนั้น โทษข้าพเจ้าก็ถึงที่ตายอยู่แล้ว แล้วแต่ท่านจะโปรด กีคุดจึงสั่งให้ทหารเอาตัวเกาซูไปฆ่าเสีย กงซุนเจี๋ยวคำนับแล้วจึงว่าซึ่งเกาซูแตกมาท่านจะให้เอาไปฆ่าเสียก็ควรอยู่ แต่ว่าบัดนี้ทหารเมืองงุยก็ยกมาล้อมเมืองเราอยู่หามีผู้ใดออกสู้รบไม่ ขอท่านได้งดโทษไว้ให้ทำราชการแก้ตัวอีกสักครั้งหนึ่ง กีคุดก็เห็นชอบด้วยจึงงดโทษไว้ให้คงที่ขุนนางดังเก่า กงซุนเจี๋ยวจึงว่าเง่าเอี๋ยงแม่ทัพเมืองงุยนั้นมีบุตรอยู่คนหนึ่งเป็นขุนนางอยู่ในเมืองเราชื่อเง่าซู ขอท่านให้เง่าซูออกไปว่ากล่าวให้เง่าเอี๋ยงถอยทัพกลับไปก็เห็นจะได้ดอก กีคุดก็ให้คนไปหาตัวเง่าซูมา จึงว่ากับเง่าซูว่าบิดาท่านยกทัพมาล้อมเมืองเรา ท่านจงออกไปว่ากับบิดาท่านให้ถอยทัพกลับไป เราจะตั้งท่านให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่กว่าแต่ก่อน

เง่าซูจึงว่า เดิมข้าพเจ้าจะมาอยู่กับท่านนั้น ก็ได้ชักชวนบิดาให้มาอยู่ด้วยท่านเป็นหลายครั้งบิดาข้าพเจ้าหายอมไม่ กลับโกรธข้าพเจ้าเป็นอันมาก ซึ่งท่านจะให้ไปว่ากล่าวให้ถอยทัพไปนั้นเห็นจะหาถอยไปไม่ ด้วยบิดารับอาสาเจ้าเมืองงุยมาตีเมืองท่านจะเอาความชอบ กีคุดก็ว่ากล่าวเป็นหลายครั้ง เง่าซูขัดมิได้ก็ขึ้นไปบนเชิงเทินแล้วร้องไปว่าขอเชิญบิดาออกมาพูดกับข้าพเจ้าที่นอกค่ายสักหน่อยหนึ่ง

เง่าเอี๋ยงได้ยินดังนั้นก็ใส่เกราะถืออาวุธสำหรับมือขึ้นเกวียนออกมาที่หน้าค่าย แลเห็นเง่าซูยืนอยู่บนกำแพงจึงร้องด่าว่า ไอ้ลูกนอกพ่อหาฟังผู้ใหญ่สั่งสอนไม่ มาอยู่กับคนพาลหาเป็นยุติธรรมไม่ เอ็งจงกลับไปบอกเจ้าเมืองให้ออกมาคำนับโดยดี ถ้าขัดแข็งอยู่เอ็งกับเจ้าเมืองคงจะตายด้วยกัน เง่าซูจึงร้องตอบบิดาออกไปว่า ขอท่านจงถอยทัพออกไปเสียก่อน ข้าพเจ้าจะกลับเข้าไปว่ากล่าวให้เจ้าเมืองออกมาอ่อนน้อมต่อท่าน ถ้าเจ้าเมืองมิออกมาจงยกเข้าตีเมืองเถิด เง่าเอี๋ยงจึงว่าเราจะงดรออยู่เดือนหนึ่ง จงกลับเข้าไปว่ากล่าวให้เจ้าเมืองออกมาคำนับเราตามสัญญา แล้วประกาศแก่ทหารทั้งปวงต่อหน้าเง่าซูว่า อย่าเพิ่งเข้าตีเมืองเลยแต่ล้อมไว้ให้มั่นคง เง่าซูได้ยินบิดาสั่งทหารดังนั้นยินดีนัก จึงเข้ามาแจ้งแก่กีคุดเจ้าเมืองตงสันว่า ข้าพเจ้าออกไปว่ากับบิดาตามซึ่งท่านสั่งไปนั้น บิดามีความกรุณาแก่ข้าพเจ้าจะงดกองทัพไว้เดือนหนึ่ง ถ้าแม้นท่านออกไปอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นแล้วจึงจะเลิกทัพกลับไป กีคุดจึงว่าเง่าเอี๋ยงมีความเมตตาเห็นแก่หน้าท่านผู้เป็นบุตรไม่ยกเข้าตีเมืองเรานั้น ขอบใจเง่าเอี๋ยงนัก แต่ซึ่งจะให้เราออกไปคำนับนั้นจะตรึกตรองดูก่อน ครั้นพูดกันแล้วก็กลับเข้าไปที่ข้างใน เง่าซูก็กลับไปบ้าน ตั้งแต่นั้นมากีคุดเพลิดเพลินอยู่ด้วยภรรยาหาออกว่าราชการบ้านเมืองไม่ จนถ้วนคำรบเดือนหนึ่ง

ฝ่ายเง่าเอี๋ยงครั้นถึงกำหนดเดือนหนึ่ง หาเห็นเง่าซูพากีคุดออกมาคำนับตามสัญญาไม่ จึงให้คนเข้าไปร้องเตือนแก่ทหารชาวเมืองว่า บัดนี้ถ้วนเดือนแล้ว ให้เง่าซูพากีคุดเจ้าเมืองออกมาคำนับนายเราตามกำหนดที่นัดไว้ ทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินได้ยินดังนั้นจึงเอาความเข้าไปแจ้งแก่เง่าซูว่า เง่าเอี๋ยงซึ่งเป็นแม่ทัพเมืองงุยให้ทหารมาเตือนว่าครบเดือนแล้ว ให้ท่านกับกีคุดออกไปคำนับตามสัญญา เง่าซูแจ้งดังนั้นก็เข้าไปบอกแก่กีคุดตามซึ่งเง่าเอี๋ยงให้ทหารมาร้องว่านั้นทุกประการ

กีคุดจึงว่าตั้งแต่พูดแก่ท่านวันนั้นเผอิญให้เคลิบเคลิ้มไป หาได้คิดที่จะออกไปคำนับเง่าเอี๋ยงไม่ ท่านอย่าเห็นแก่เหน็ดเหนื่อยเลย จงออกไปว่าแก่บิดาท่านว่าเราขอทุเลาอีกสักเดือนหนึ่งเถิด เง่าซูก็คำนับลาออกไปว่ากับเง่าเอี๋ยงตามคำกีคุดสั่ง เง่าเอี๋ยงก็ยอมตามให้ผัดอีกเดือนหนึ่งตามถ้อยคำเง่าซู แต่กีคุดให้เง่าซูขอทุเลาหลบหลีกอยู่ดังนี้ถึงสามครั้งหาออกไปคำนับเง่าเอี๋ยงไม่ ไซบุนป้าซึ่งเป็นทัพหน้าไม่เห็นเง่าเอี๋ยงตีเมืองตงสันช้าอยู่ถึงสามเดือนดังนั้น จึงเข้าไปว่าแก่เง่าเอี๋ยงว่า การก็ได้ทีถึงเพียงนี้ เหตุใดท่านจึงงดไว้ไม่ตีเสียให้สำเร็จเล่า หรือท่านเห็นแก่บุตรประการใดจงว่ามาให้ข้าพเจ้าแจ้งด้วย

เง่าเอี๋ยงได้ฟังไซบุนป้าว่าเหน็บแนมเป็นที่สงสัยดังนั้น จึงตอบว่าท่านหารู้ความคิดเราไม่จะว่าให้ฟัง คำโบราณท่านย่อมว่าไว้แต่ก่อนว่าถ้าจะยกไปทำศึกแก่หัวเมืองใดๆ ต้องหาความผิดของข้าศึกยกขึ้นว่าให้คนทั้งปวงเห็นพร้อมกันจึงกระทำตอบแทน ผู้ใดก็หาล่วงนินทาได้ไม่ ด้วยเดิมนั้นกีคุดให้เง่าซูผู้เป็นบุตรของเราออกมาพูดจาอ่อนน้อมยอมขอทุเลาต่อเรา ว่าเดือนหนึ่งจะออกมาคำนับตามประเพณี นี่เราก็ผ่อนให้ถึงสามเดือนแล้ว เราทำทั้งนี้ใช่จะเห็นแก่หน้าบุตรเรานั้นหามิได้ ปรารถนาจะให้ราษฎรเมืองตงสันสรรเสริญว่าแต่ขุนนางยังมีใจโอบอ้อมอารีถึงเพียงนี้ ถ้าเจ้านายของเราจะมิดียิ่งกว่านี้หรือ ท่านอย่าวิตกเลย เราจะตีให้สำเร็จจงได้

ฝ่ายจออิวซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในเมืองงุยรู้กิตติศัพท์จึงนำเอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่งุยหวนว่า เง่าเอี๋ยงไปตีเมืองตงสันครั้งนี้จวนจะได้อยู่แล้ว กีคุดเจ้าเมืองตงสันให้เง่าซูบุตรเง่าเอี๋ยงออกมาห้ามทัพไว้ถึงสามเดือน เง่าเอี๋ยงผู้เป็นบิดาก็เชื่อถ้อยฟังคำเง่าซูผู้บุตร หาตีเมืองตงสันให้แตกไม่ ซึ่งเง่าเอี๋ยงกระทำทั้งนี้เห็นว่าจะเอาใจออกจากท่านเป็นมั่นคง หนึ่งเล่าเง่าเอี๋ยงยกไปครั้งนี้ก็ป่วยการผู้คนล้อเกวียนและเสบียงอาหารเป็นอันมาก ถ้าแม้นไม่ได้เมืองตงสันช้าวันอยู่จะมิขาดทุนเสียของทั้งปวงเปล่าหรือ งุยหวนได้ฟังจออิวทัดทานดังนั้นหาเห็นด้วยไม่ จึงถามเต๊กอ๋องว่าซึ่งจออิวมากล่าวโทษเง่าเอี๋ยงนั้นท่านจะเห็นประการใดบ้าง

เต๊กอ๋องจึงตอบว่า เง่าเอี๋ยงคนนี้เป็นคนสัตย์ซื่อนัก ซึ่งเง่าเอี๋ยงไปตั้งล้อมเมืองอยู่ถึงสามเดือนหาเข้าตีเอาโดยเร็วไม่นั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเห็นว่าเง่าเอี๋ยงจะคิดถ่ายเทเป็นกลศึกสักสิ่งหนึ่ง ท่านอย่าคิดสงสัยเลย งุยหวนได้ฟังเต๊กอ๋องว่าดังนั้นเห็นชอบด้วยแต่หาว่าประการใดไม่ ก็กลับเข้าไปเสียข้างใน ครั้นเวลาเช้างุยหวนออกว่าราชการ มีขุนนางสองคนทำหนังสือคนละฉบับไปคำนับส่งให้งุยหวน งุยหวนรับเอาหนังสือฉบับหนึ่งมาอ่านได้ความว่ากีคุดเจ้าเมืองตงสันสู้ฝีมือทหารเง่าเอี๋ยงมิได้ ประนอมยอมยกสมบัติในเมืองตงสันให้กับเง่าเอี๋ยงกึ่งหนึ่ง หนังสือฉบับหนึ่งนั้นเป็นใจความว่า กีคุดเจ้าเมืองตงสันกับเง่าเอี๋ยงประนีประนอมเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน รวบรวมทแกล้วทหารแล้วจะยกมาตีเอาเมืองท่าน งุยหวนแจ้งในหนังสือแล้วจึงเก็บเอาไว้ จึงสั่งให้คนใช้เอาสิ่งของไปส่งให้เง่าเอี๋ยง ณ กองทัพนั้นเนืองๆ แล้วสั่งขุนนางฝ่ายช่างให้ทำตึกกว้านบ้านเรือนเป็นหลายหลัง ถ้าเง่าเอี๋ยงทำศึกสำเร็จกลับมาจึงจะให้ที่บ้านอันนี้ เง่าเอี๋ยงแจ้งว่างุยหวนให้จัดแจงที่บ้านเรือนไว้คอยท่าแล้วก็ได้สิ่งของซึ่งงุยหวนให้คนเอาไปเยี่ยมเยียนอยู่เนืองๆ ดังนั้น เง่าเอี๋ยงยิ่งมีความรักงุยหวนทวีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก จึงคิดว่ากีคุดผัดเราถึงสามครั้งว่าจะมาคำนับเราก็หามาตามสัญญาไม่ จึงให้หาไซบุนป้าทัพหน้าเข้ามาปรึกษาว่า กีคุดลวงเราถึงสามครั้งแล้ว ถึงเราจะเข้าตีเมืองก็หาผู้ใดนินทาเราไม่ ท่านจงตระเตรียมทหารเข้าหักเอาเมืองให้จงได้ ไซบุนป้าก็คำนับลาออกมาสั่งทหารซึ่งล้อมเมืองอยู่นั้นให้เข้าตีเมืองทั้งสี่ด้านให้พร้อมกัน ทหารก็เอาบีหลั่นและบันไดหกเข้าพาดกำแพงและทำลายประตูเมืองเป็นสามารถ เกาซูกงซุนเจี๋ยวนายทหารในเมืองตงสันเห็นพวกกองทัพเข้าตีเมืองดังนั้น จึงให้ทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินคั่วกรวดทรายขนศิลาและไม้ท่อนทุ่มทิ้งลงมาเป็นอันมาก ถูกทหารเง่าเอี๋ยงล้มตายประมาณสี่สิบคนห้าสิบคน เง่าเอี๋ยงจะหักเอาเมืองตงสันโดยเร็วมิได้จึงให้ตั้งล้อมเมืองตงสันไว้สี่ด้าน ตั้งแต่ล้อมเมืองอยู่นั้นประมาณสองเดือนเศษ เวลาวันหนึ่ง เง่าเอี๋ยงนั่งตรึกตรองที่จะตีเอาเมืองตงสัน จึงปรึกษาไซบุนป้าว่าครั้งก่อนเราเข้าตีเมือง ทหารในเมืองก็เอาก้อนศิลาทิ้งลงมาถูกทหารเราตายเป็นอันมาก ท่านจงไปประกาศแก่ทหารทั้งปวงให้เอาเกาทัณฑ์ระดมยิงเข้าไปในเมืองทั้งสี่ด้านอย่าให้ทหารเมืองตงสันขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินได้ พวกเราจึงเข้าทำลายประตูเมืองก็เห็นจะได้โดยง่าย ไซบุนป้าเห็นชอบด้วยก็ออกไปจัดแจงทหารเกาทัณฑ์เป็นอันมาก จึงยิงสาดเข้าไปในเมือง ถูกเกาซูที่ซอกคอตกจากกำแพงถึงแก่ความตาย ทหารที่รักษาหน้าที่เชิงเทินก็ถูกเกาทัณฑ์ล้มตายลงเป็นอันมาก

กงซุนเจี๋ยวเห็นจะสู้มิได้ จึงเข้าไปแจ้งแก่กีคุดเจ้าเมืองว่าเกาซูถูกเกาทัณฑ์ตายเสียแล้ว ข้าพเจ้าผู้เดียวเห็นจะสู้ทหารเง่าเอี๋ยงมิได้ ขอท่านจงจัดแจงทหารเพิ่มเติมไปรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ ข้าพเจ้าคิดเห็นอุบายอย่างหนึ่ง ถ้าท่านทำตามอุบายข้าพเจ้าแล้ว เง่าเอี๋ยงคงถอยทัพไปเป็นมั่นคง กีคุดจึงถามว่าอุบายของท่านประการใด จงบอกแก่เราให้แจ้งก่อน กงซุนเอี้ยวจึงว่าอุบายของข้าพเจ้านั้น ท่านจงเอาเง่าซูบุตรเง่าเอี๋ยงขึ้นไปมัดไว้บนหอรบ ให้เง่าซูร้องบอกแก่เง่าเอี๋ยงให้เง่าเอี๋ยงถอยทัพ ถ้าเง่าเอี๋ยงไม่ถอยทัพท่านจะให้ยิงเสีย ข้าพเจ้าแจ้งอยู่ว่าเง่าเอี๋ยงคนนี้มีความเมตตาแก่คนทั้งปวงเป็นอันมาก ถ้าเห็นบุตรได้ความทุกข์เวทนาดังนั้นแล้วก็จะถอยทัพไปเป็นมั่นคง กีคุดเห็นชอบด้วยจึงให้ไปหาเง่าซูมา แล้วเล่าอุบายนั้นให้เง่าซูฟังทุกประการ เง่าซูก็ยอมตามอุบาย จึงให้เอาตัวเง่าซูไปมัดไว้บนหอรบ เง่าซูทำเป็นร้องไห้แล้วร้องบอกบิดาว่ากีคุดให้ท่านเลิกทัพไป ถ้าท่านไม่เลิกทัพกลับไปกีคุดจะตัดศีรษะข้าพเจ้าเสีย ขอท่านจงได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรนี้เถิด

เง่าเอี๋ยงได้ยินเง่าซูร้องลงมาดังนั้น จึงร้องตอบไปว่าธรรมดาเกิดมาเป็นลูกผู้ชายจะทำราชการสนองคุณเจ้า ถ้ามีราชการศึกมาก็คิดให้เจ้าเอาชัยชนะจงได้ นี่การแต่เพียงนี้หาคิดแก้ไขให้เจ้าของตัวได้ความสุขไม่ มาร้องไห้อ้อนวอนให้คนซึ่งเป็นข้าศึกช่วยเหมือนเด็กอมมือฉะนี้จะนับว่าเป็นชายได้หรือ แล้วก่งเกาทัณฑ์ขึ้นจะยิงเง่าซูเสีย เง่าซูเห็นดังนั้นก็ตกใจดิ้นรนจนเชือกที่มัดหลุด จึงลงมาแจ้งความแก่กีคุดว่าบิดานั้นหาเห็นแก่หน้าข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรไม่ ได้เห็นใจบิดาว่ารักงุยหวนผู้นายมากกว่าข้าพเจ้า จะให้ไปห้ามปรามนั้นก็สิ้นสติปัญญา ท่านจงตรึกตรองให้ดีจะสู้หรือจะหนีก็ตามแต่ใจเถิด ข้าพเจ้านี้สิ้นอุบายแล้ว จะขอลาตายเสียด้วยน้อยปัญญาที่จะห้ามปรามบิดาต่อไป

กงซุนเจี๋ยวจึงว่ากับกีคุดว่า เง่าซูเป็นลูกข้าศึกท่านตั้งให้เป็นขุนนาง แต่บิดานั้นเป็นศัตรูจะไว้ใจได้หรือ ท่านจงประหารชีวิตเสียเถิด กีคุดได้ฟังดังนั้นจึงว่า เง่าซูหาความผิดไม่ราษฎรจะนินทา กงซุนเจี๋ยวจึงตอบว่าถ้าท่านฆ่าเง่าซูเสียแล้ว ข้าพเจ้าจะรับอาสาว่ากล่าวให้เง่าเอี๋ยงเลิกทัพไปด้วยสติปัญญาให้จงได้ กีคุดได้ฟังดังนั้นเห็นชอบจึงเอากระบี่ที่ถือส่งให้เง่าซูด้วยคิดว่าจะให้เง่าซูฆ่าตัวตายเสียเอง เง่าซูก็รับกระบี่มาจากมือแล้วเชือดคอตายเสีย กงซุนเจี๋ยวเห็นดังนั้นจึงว่ากับกีคุดว่า ธรรมดาคนเกิดมาเป็นมนุษย์นี้ก็เป็นที่รักกันแต่พ่อกับลูก ข้าพเจ้าคิดว่าจะเชือดเอาเนื้อเง่าซูมาทำเป็นเครื่องโต๊ะส่งออกไปให้เง่าเอี๋ยงบิดา เง่าเอี๋ยงเห็นก็คงจะมีความเวทนาแก่บุตรด้วยเสียใจ เพราะตัวหาเชื่อฟังลูกไม่ลูกจึงตาย คงจะเลิกทัพกลับไป

กีคุดได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงสั่งให้คนเชือดเนื้อต้มแกงแล้วตัดเอาศีรษะส่งให้ทหารนำเอาไปให้เง่าเอี๋ยงแล้วจงแจ้งความว่าแกงอันนี้คือเนื้อเง่าซูผู้บุตรท่าน ทหารก็คำนับรับเอาแกงกับศีรษะออกไปให้เง่าเอี๋ยง ณ ค่าย แล้วแจ้งความว่ากีคุดให้เง่าซูออกมาห้ามท่านก็หาฟังไม่ กีคุดจึงฆ่าเสีย ถ้าท่านไม่ยกทัพกลับไป ลูกสะใภ้ท่านยังอยู่กีคุดจะฆ่าเสียด้วย เง่าเอี๋ยงได้ฟังดังนั้นคิดโกรธบุตรจึงด่าเป็นคำหยาบว่า อ้ายคนหาสติปัญญามิได้ อยากไปอยู่กับเขา เขาจึงฆ่าเสีย เอาเนื้อแกงมาให้ก็สมนํ้าหน้าแล้ว เง่าเอี๋ยงก็เอาแกงเนื้อมานั่งกินต่อหน้าให้ทหารที่มานั้นเห็น เง่าเอี๋ยงจึงสั่งทหารให้ไปบอกกับกีคุดว่ากระทะของเรามีอยู่ ถ้าเราได้เมืองตงสันแล้วเราจะเอากีคุดมาต้มแกงทำให้เหมือนกับบุตรเรา ทหารได้ฟังดังนั้นก็กลับมาแจ้งความให้กีคุดฟังทุกประการ

กีคุดได้ยินถ้อยคำทหารเล่าให้ฟังก็ตกใจยิ่งนัก จึงคิดว่าถ้าเราเสียเมืองตงสันแล้ว เง่าเอี๋ยงก็จะจับไปทำให้เหมือนกับทำลูกเขา ครั้งนี้เราไม่เห็นทหารผู้ใดที่จะป้องกันข้าศึกได้ ต้องการอะไรจะให้เขาจับตัวไปต้มแกงให้มีชื่อชั่วไปภายหน้า กีคุดคิดดังนั้นแล้วก็ลุกเข้าไปในห้องเอาผ้าผูกคอตายเสีย กงซุนเจี๋ยวแจ้งว่ากีคุดตายแล้ว ก็มาเปิดประตูเมืองตงสันออกไปคำนับเง่าเอี๋ยงเชิญให้เข้ามาในเมือง เง่าเอี๋ยงมาถึงเมืองแล้วด่ากงซุนเจี๋ยวว่า เพราะเอ็งเห็นว่าเจ้าตายแล้วจะสู้รบเรามิได้จึงให้เราเข้ามา คนอย่างนี้จะเลี้ยงไว้หนักแผ่นดิน จึงสั่งให้เอากงซุนเจี๋ยวไปฆ่าเสีย แล้วสั่งทหารให้ไปป่าวประกาศราษฎรทั้งปวงว่า เราฆ่ากงซุนเจี๋ยวเสียครั้งนี้เพราะเป็นคนหาซื่อตรงไม่ อย่าให้ชาวเมืองทั้งปวงตกใจเลยจงทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนาเถิด

เง่าเอี๋ยงจึงสั่งไซบุนป้าแม่ทัพหน้ากับทหารห้าพันให้อยู่รักษาเมืองตงสัน แต่เง่าเอี๋ยงนั้นเข้าไปเก็บข้าวของกีคุดที่อยู่ในคลังได้เสร็จแล้ว พาทหารยกกลับไปเมืองงุย งุยหวนครั้นแจ้งว่าเง่าเอี๋ยงตีเมืองตงสันได้ยกกลับมา งุยหวนมีความยินดีนัก มาคอยรับเง่าเอี๋ยงอยู่ที่ประตูเมือง เง่าเอี๋ยงก็เข้าไปคำนับงุยหวน งุยหวนจึงว่าเรารู้ข่าวว่ากีคุดฆ่าเง่าซูบุตรท่านเสียก็เสียใจนัก เง่าเอี๋ยงจึงตอบว่าบุตรข้าพเจ้าไม่ดี เขาจึงถูกฆ่าตาย ข้าพเจ้าหาสู้อาลัยไม่ แต่ข้าพเจ้ากตัญญูต่อท่านนั้นมากกว่ารักบุตรอีก แล้วเง่าเอี๋ยงก็เอาแผนที่กับข้าวของทองเงินให้กับงุยหวน ขุนนางทั้งปวงต่างคนสรรเสริญว่าเง่าเอี๋ยงมีสติปัญญาหาผู้ใดเสมอมิได้

งุยหวนจึงสั่งให้ยกโต๊ะมาบนเก๋งสูง เชิญเง่าเอี๋ยงกับขุนนางทั้งปวงให้กินโต๊ะพร้อมกัน งุยหวนจึงรินสุราส่งให้กับเง่าเอี๋ยง เง่าเอี๋ยงคำนับรับสุรามาดื่มกินแล้วคิดแต่ในใจว่า ครั้งนี้งุยหวนรักใคร่ตัวมากกว่าขุนนางทั้งปวง เง่าเอี๋ยงก็ทำท่วงทีให้คนเห็นว่าเจ้ารัก พวกขุนนางเห็นกิริยาดังนี้ก็มีความยำเกรงเง่าเอี๋ยงมากกว่าแต่ก่อน งุยหวนจึงให้คนเอาหีบเล็กสองใบลั่นกุญแจมาให้กับเง่าเอี๋ยง เง่าเอี๋ยงรับหีบและคำนับลางุยหวน งุยหวนให้คนพาเง่าเอี๋ยงไปที่บ้านซึ่งทำไว้ให้นั้น เง่าเอี๋ยงจึงคิดว่าหีบสองใบนี้ชะรอยงุยหวนจะให้บำเหน็จรางวัลแก่เรา แต่เกรงใจขุนนางทั้งปวงอยู่จึงใส่กุญแจไว้ คิดแล้วก็เปิดหีบออกเห็นหนังสือสองฉบับหยิบมาอ่านดูแจ้งความแล้วตกใจนัก จึงคิดว่างุยหวนนี้มีความรักเรามากหาเชื่อฟังคนอื่นไม่ แล้วก็เก็บหนังสือไว้

ครั้นเวลาเช้าเง่าเอี๋ยงก็เข้าไปหางุยหวน สรรเสริญงุยหวนว่าท่านนี้มีความเมตตาข้าพเจ้าเป็นอันมาก ถ้าเชื่อคนอื่นแล้วเมืองตงสันนั้นก็เห็นจะหาสำเร็จไม่ งุยหวนได้ฟังเง่าเอี๋ยงพูดจาดังนั้น จึงว่าท่านนี้มีความสัตย์ซื่อต่อเรานัก เราหรือจะไม่รักตอบอย่าสงสัยเลย แล้วงุยหวนว่ากับเง่าเอี๋ยงว่าความชอบที่ทำให้เราครั้งนี้ ก็จะปูนบำเหน็จท่านให้สมควร งุยหวนพูดพลางคิดพลางว่าอันเรื่องราวที่ขุนนางมีหนังสือฟ้องเง่าเอี๋ยงไว้นั้นเกลือกเง่าเอี๋ยงจะกำเริบใจว่าได้เมืองตงสันแล้ว จะกลับคิดทำร้ายเราต่อไปภายหน้ายังหาเห็นใจไม่ จะต้องตั้งเง่าเอี๋ยงเป็นที่เลงซิวอยู่ให้ไกลแดนแผ่นดินเมืองงุย งุยหวนคิดแล้วก็สั่งเง่าเอี๋ยงให้เป็นเลงซิวกุน เง่าเอี๋ยงคำนับรับคำงุยหวนแล้วก็ลาไปอยู่ยังเมืองเลงซิว

ฝ่ายเต๊กอ๋องเข้ามาหางุยหวน จึงว่ากับงุยหวนว่า เง่าเอี๋ยงคนนี้มีสติปัญญามากควรที่จะอยู่ป้องกันบ้านเมือง เหตุใดจึงส่งเง่าเอี๋ยงไปอยู่เสียเมืองอื่นเล่า งุยหวนได้ฟังเต๊กอ๋องว่าก็ยิ้มอยู่มิได้ตอบประการใด เต๊กอ๋องก็คำนับลากลับออกไป พบขุนนางผู้หนึ่งชื่อลีคก เต๊กอ๋องจึงปรึกษาว่างุยหวนให้เง่าเอี๋ยงไปเสียไกล มิให้อยู่ในเมืองงุยนั้นท่านเห็นเป็นประการใด ลีคกตอบว่าเหตุงุยหวนคิดกลัวเง่าเอี๋ยงจะทำร้าย เหมือนกวนต๋งไม่ไว้ใจเต๊กแหดังนั้น เต๊กอ๋องได้ฟังแจ้งความแล้วเต๊กอ๋องกับลีคกก็ต่างคนต่างไป งุยหวนเมื่อส่งเง่าเอี๋ยงไปแล้ว จึงคิดว่าเมืองตงสันเป็นเขตแดนเราแต่ทางนั้นไกลนัก เง่าเอี๋ยงให้ไซบุนป้ารักษาอยู่ก็ไว้ใจไม่ได้ จำจะให้ลูกหลานเราที่ซื่อตรงไปอยู่เมืองตงสันจึงจะชอบ คิดดังนั้นแล้วหาซีจูเค็กเข้ามาสั่งให้เป็นที่ตงสันกุนว่าราชการเมืองตงสัน ซีจูเค็กก็คำนับลาบิดาพาบุตรภรรยากับข้าวของบรรทุกเกวียนจะไปเมืองตงสัน พอมาถึงประตูเมืองงุยพบซันจูฮองซินแส เป็นที่นับถือของงุยหวนและหัวเมืองทั้งปวงนั้นขี่เกวียนมา ซีจูเค็กแลเห็นมีความยินดีนักจึงรีบลงจากเกวียนไปคำนับซันจูฮอง ซันจูฮองก็หาพูดจาไต่ถามประการใดไม่ก็ขับเกวียนเลยไป ซีจูเค็กเห็นซันจูฮองหาหยุดเกวียนพูดด้วยตัวไม่แล้ว จึงสั่งให้บ่าวรีบไปฉุดเกวียนซันจูฮองไว้ ซีจูเค็กก็ถามซันจูฮองว่าคนมั่งมีข่มเหงคนจนหรือ หรือคนจนข่มเหงคนมี ซันจูฮองจึงว่าแต่ก่อนนั้นเราแจ้งว่าคนจนข่มเหงคนมี ซึ่งคนมีจะข่มเหงคนจนเราหาได้ยินไม่ ถ้าใครเป็นเจ้าเมืองและขุนนางข่มเหงราษฎรแล้วบ้านเมืองก็หาความสุขมิได้ เหมือนครั้งฌ้อเลงอ๋องนั้นถือตัวว่าเป็นเจ้าเมือง จะทำการสิ่งใดก็หาปรึกษาขุนนางทั้งปวงให้เห็นผิดและชอบไม่ ทำตามอำเภอใจ บ้านเมืองจึงเป็นอันตรายต่างๆ ขุนนางผู้หนึ่งชื่อตีเป๊กอยู่ในเมืองจิ้น ไม่ซื่อตรงต่อแผ่นดิน จะพิพากษาข้อความสิ่งใดก็หาต้องด้วยกฎหมายไม่ เอาแต่ใจตนเป็นประมาณ เจ้าเมืองจึงให้ริบราชบาตรตีเป๊กและลงโทษเป็นอันมาก อนึ่งเป็นคนอนาถาเลี้ยงชีวิตตามซื่อสัตย์ มิได้ฉ้อตระบัดล้วงลักของผู้ใดเอามาเป็นประโยชน์ไม่ หากินโดยชอบธรรม ถึงจะตายไปในชาตินี้ก็หามีผู้ครหาติเตียนไม่ ถ้าผู้ใดได้เป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองกระทำตามถ้อยคำของเราแล้ว ผู้นั้นก็จะมีความจำเริญไปภายหน้า ว่าแล้วซันจูฮองก็บอกซีจูเค็กว่าเราจะไปก่อน

ซีจูเค็กก็หัวเราะ จึงว่าท่านพูดจาสั่งสอนเรานี้ต้องด้วยขนบธรรมเนียมแต่บุราณควรจะเชื่อฟังได้ แล้วจับข้อมือซันจูฮองห้ามว่า ท่านอย่าเพ่อไปเลยจงอยู่สนทนากันก่อนเถิด ซันจูฮองจึงว่าเรามีธุระอยู่จะรีบไปจะยึดมือเราไว้หาควรไม่ แต่บูอ๋องครั้งยกทัพไปตีเมืองจิวโก๋ได้แล้ว พบขุนนางสองคนชื่อเป๊กอี๋หนึ่ง ชื่อซกฉีหนึ่ง เป็นคนมีสติปัญญาชาวเมืองจิวโก๋นับถือว่าเป็นนักปราชญ์ บูอ๋องยังมีความเกรงใจเป๊กอี๋ซกฉี หามีความประมาทคนทั้งสองไม่ แต่ท่านนี้ไม่นับถือเราว่าเป็นผู้ใหญ่มาดูหมิ่นยึดข้อมือเราไว้ฉะนี้เห็นควรอยู่หรือ ซีจูเค็กรู้สึกว่าตัวผิดก็คำนับซันจูฮอง ซันจูฮองก็ลาขับเกวียนไป ซีจูเค็กก็ไปเมืองตงสิน

งุยหวนครั้นแจ้งความว่าซันจูฮองมีความกรุณาแก่บุตรช่วยสั่งสอนดังนั้นก็มีความยินดีนัก จึงคิดว่าซันจูฮองคนนี้ควรจะนับถือว่าเป็นผู้ใหญ่ได้ จึงปรึกษากับเต๊กอ๋องขุนนางว่าเมืองเงียบโต๋ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเรานั้นหามีผู้ใดรักษาไม่ เต๊กอ๋องจึงตอบว่า เมืองเงียบโต๋นี้เป็นเมืองหน้าด่านใกล้กับเมืองหันเมืองเตียวจะไว้ใจมิได้ ท่านจงหาผู้มีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งให้ไปอยู่ป้องกันข้าศึกจึงจะสมควร งุยหวนก็เห็นชอบด้วยจึงหาไซบุนป้าเข้ามาตั้งเป็นที่เจ้าเมืองเงียบโต๋ ไซบุนป้าคำนับงุยหวนแล้วก็พาพรรคพวกของตัวไปอยู่รักษาเมืองเงียบโต๋ตามคำงุยหวนสั่ง ไซบุนป้าเห็นเมืองเงียบโต๋ปรักหักพัง ทั้งบ้านเรือนราษฎรก็ร่วงโรยหาบริบูรณ์ไม่ จึงให้หาผู้เฒ่าเข้ามาถามว่าเหตุใดบ้านเมืองจึงยับเยินฉะนี้ ผู้เฒ่าคำนับแล้วบอกว่า ในเมืองนี้มีศาลเทพารักษ์แห่งหนึ่งอยู่ที่แม่นํ้าสามง้ามชื่อเจ้าห้อเป๊ก แต่ก่อนนั้นราษฎรชาวเมืองเคยนับถือนำเอาผู้หญิงสาวมาบวงสรวงให้เป็นเทพารักษ์ปีละคนมิได้ขาด บ้านเมืองจึงเป็นสุข ครั้นนานมาราษฎรปรึกษากันว่าเจ้าห้อเป๊กเอาหญิงไปเป็นภรรยาให้เราเสียทรัพย์ไปมากกว่ามากแล้ว ต่างคนต่างเบื่อหน่ายก็มิได้ไปคำนับเหมือนแต่ก่อน ห้อเป๊กเทพารักษ์มีความโกรธชาวเมืองทั้งปวงนัก จึงบันดาลให้นํ้าท่วมเมือง ราษฎรทำไร่นาหาผลมิได้ก็พากันอพยพไปทำมาหากินอยู่เมืองอื่น เมืองเงียบโต๋จึงร่วงโรยมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ไซบุนป้าจึงถามจีนผู้เฒ่าว่า แต่ก่อนนั้นเหตุใดท่านจึงรู้ว่าเทพารักษ์ชอบใจหญิงมนุษย์เป็นภรรยาเล่า จีนผู้เฒ่าจึงตอบว่า เดิมนั้นมีคนแก่คนหนึ่งเป็นที่นับถือของราษฎรทั้งปวง กับนายบ้านคนหนึ่งและคนทรงคนหนึ่ง อาปุนเป็นที่สำหรับชำระความมาแต่ก่อน คิดอ่านกันให้หญิงคนนั้นเป็นคนทรงไปเชิญเจ้าห้อเป๊กที่ศาล ครั้นเจ้าเข้าคนทรงแล้วจึงแจ้งความกับคนสามคนว่า เจ้าจะต้องการหญิงสาวเป็นภรรยาปีละคนมิได้ขาด ตั้งแต่นั้นมาชายทั้งสามก็เที่ยวเรี่ยไรทรัพย์ตามราษฎรชาวบ้านบอกว่าเจ้าห้อเป๊กจะต้องการหญิงรูปงาม ถ้าได้หญิงไปบวงสรวงแล้วบ้านเมืองก็จะเป็นสุขหาอันตรายมิได้ แม้นไม่ไปบวงสรวงตามคำเจ้า เจ้าจะอาเพศให้นํ้าท่วมบ้านเมือง ราษฎรจะได้ความแค้นเคืองเป็นอันมาก คนทั้งปวงรู้เหตุดังนั้นก็เสียทรัพย์ให้แก่หญิงคนทรงที่ไปเรี่ยไร ครั้นคนสี่คนได้ทรัพย์สมความคิดแล้วก็ไปช่วยเอาหญิงลูกคนจนไปที่หน้าศาล แล้วทิ้งลงไปในนํ้าให้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์ที่เหลืออยู่นั้นเอามาแบ่งปันกันเป็นสี่ส่วน ครั้นเข้าปีใหม่ก็เที่ยวดูหญิงสาวที่เป็นบุตรคนมีทรัพย์ บอกว่าบุตรหญิงท่านคนนี้เจ้าห้อเป๊กจะต้องการเป็นภรรยา บิดามารดาได้ฟังดังนั้นคิดเวทนาแก่บุตร แล้วอ้อนวอนขอเสียเงินให้แก่หญิงคนทรง หญิงคนทรงก็ไปเที่ยวช่วยเอาเหมือนแต่ก่อน เหตุดังนี้และจึงได้ทราบว่าเทพารักษ์อยากได้หญิงมนุษย์เป็นภรรยา

ไซบุนป้าจึงคิดว่าความที่ว่านี้หาจริงไม่ จะเป็นอุบายของคนทั้งสี่นี้จะเอาทรัพย์แก่ราษฎรเป็นมั่นคง จึงว่าแก่ผู้เฒ่าว่า เมื่อจะส่งหญิงให้แก่เจ้านั้นจงบอกกับเราด้วย จีนผู้เฒ่าจึงแจ้งความว่าเพลาพรุ่งนี้ถึงกำหนดคนทรงจะนำหญิงไปส่งเจ้าห้อเป๊กที่ศาล ผู้เฒ่าบอกความเสร็จแล้วก็คำนับลาไซบุนป้ากลับไปบ้าน ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าไซบุนป้าจัดแจงแต่งตัวอย่างเจ้าเมืองที่เคยไปคำนับเจ้ามาแต่ก่อน ออกไปคอยคนทรงอยู่ที่ศาลเจ้าห้อเป๊ก

ขณะนั้นชายสามคนกับหญิงคนทรงคนหนึ่งกับพวกพ้องสาวๆ เป็นอันมาก ก็นำหญิงไปส่งเจ้าตามเคย ราษฎรทั้งปวงรู้กิตติศัพท์ดังนั้นก็พากันไปคอยอยู่ที่หน้าศาล ไซบุนป้าเห็นคนทรงนำหญิงมาถึง จึงถามคนทรงว่าคนไหนที่จะเอาบวงสรวงเจ้า คนทรงก็แจ้งความกับไซบุนป้าว่าหญิงคนนี้ ไซบุนป้าจึงอุบายว่าหญิงคนนี้รูปหาดีไม่ เห็นเจ้าจะไม่ชอบใจ เอ็งจงลงไปถามเจ้าว่าจะชอบใจแล้วหรือ คนทรงจึงตอบว่าจะหาหญิงรูปงามกว่านี้ข้าพเจ้าหาไม่ได้แล้ว ไซบุนป้าได้ฟังดังนั้นก็ว่าเองไปถามเจ้าดูก่อน หญิงคนทรงก็หาทำตามถ้อยคำไม่ ไซบุนป้าจึงสั่งคนใช้ให้ไสคอคนทรงไปในแม่นํ้าสามง้ามหน้าศาลเทพารักษ์ น้ำที่ตรงนั้นลึกซึ้งเป็นวังวนร่วมกันสามแพร่ง ผู้ใดตกลงไปแล้วมิได้กลับขึ้นมา

ไซบุนป้าจึงว่ากับหญิงพวกพ้องของคนทรงว่าเราสั่งให้ขึ้นมาโดยเร็วก็หาขึ้นมาไม่ เอ็งเป็นพวกเดียวกันจงไปบอกให้หญิงคนทรงรีบกลับมา แล้วไซบุนป้าสั่งให้จับหญิงโยนลงในนํ้าอีกคนหนึ่ง ครั้นเห็นว่าหญิงทั้งสองหายไป ก็ใช้ทหารอุ้มเอาหญิงทิ้งลงไปอีกเป็นสามคนด้วยกัน ไซบุนป้าจึงให้หาตัวชายสามคนที่คบคิดกันกระทำเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดินเข้ามา แล้วจึงว่าเอ็งก็เป็นพวกคนทรงจงลงไปถามว่าเจ้าชอบใจหญิงคนนี้หรือหาไม่ คนทั้งสามได้ฟังไซบุนป้าว่าฉะนั้นก็มีความสะดุ้งตกใจกลัว ต่างคนก็สารภาพรับผิดว่าข้าพเจ้าคิดอ่านทั้งนี้หวังจะล่อลวงเอาทรัพย์ราษฎรมาเป็นอาณาประโยชน์ ขอท่านได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าเถิด

ไซบุนป้าได้ฟังดังนั้นก็คิดแต่ในใจว่า ครั้งนี้จำเราจะให้ชาวเมืองเงียบโต๋เห็นว่ามีสติปัญญาเป็นอันมาก จึงจะระงับดับดวามเดือดร้อนของชาวเมืองได้ แล้วไซบุนป้าจึงถามชายสามคนว่า เอ็งคิดกันกระทำอุบายล่อลวงดังนี้ ทรัพย์ที่เรี่ยไรได้มานั้นมากน้อยเท่าใด จงคิดบัญชีมีจดหมายรายชื่อเจ้าของทรัพย์ส่งให้เรา เราจะป่าวร้องราษฎรมารับเอาทรัพย์กลับคืนไป คนทั้งสามได้ทราบดังนั้นก็กระทำตามไซบุนป้าสั่ง ไซบุนป้าก็ป่าวร้องราษฎรให้มาพร้อมกันแล้วเอาทรัพย์คืนให้ชาวเมืองทั้งปวงดังเก่า แต่หญิงสาวที่คนทรงจะเอามาบวงสรวงเทพารักษ์นั้นก็รอดตาย ไซบุนป้าก็จัดแจงยกให้เป็นภรรยาชาวเมืองที่ซื่อตรง

ขณะนั้นกิตติศัพท์ก็เลื่องลืออื้ออึงไปทั่วทั้งเมืองเงียบโต๋ ราษฎรก็พากันยินดีสรรเสริญไซบุนป้าว่ามีสติปัญญาเป็นอันมาก สมควรที่ท่านจะเป็นเจ้าเมืองอยู่แล้ว ไซบุนป้าก็เที่ยวดูชัยภูมิบ้านเมืองเห็นเป็นที่ดอนนํ้าท่าหาขังอยู่ได้ไม่ ราษฎรจะทำนาก็ขัดสน จึงสั่งให้คนขุดให้เป็นทำเลกว้างใหญ่ไว้สิบสองตำบล ครั้นฝนตกลงมาน้ำก็ขังอยู่ได้ ราษฎรหญิงชายชาวเมืองก็พากันทำไร่นาได้ผลบริบูรณ์ เมืองเงียบโต๋ก็เป็นผาสุกกว่าแต่ก่อน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ