๕๒

อยู่มาวันหนึ่งก๋งจูซองกับก๋งจูกุยเสงพากันเดินมาจะเข้าไปคำนับเจ้าเมืองเตง ก๋งจูซองจึงว่าแก่ก๋งจูกุยเสงว่าเวลาวันนี้นิ้วชี้เรากระดิกนักคงจะมีลาภเห็นจะได้กินของประหลาดเป็นมั่นคง ก๋งจูกุยเสงจึงตอบว่าอันนิ้วชี้ของเรานี้แม่นนัก ครั้งหนึ่งกระดิกขึ้นก็ได้กินปลาเจี้ยฮวยหิว แปลว่าปลาดอกไม้หินเป็นของประหลาด เจ้าเมืองจิ้นส่งให้มาเป็นกำนัลเจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเตงให้เรากิน ครั้งหนึ่งนิ้วเรากระดิกขึ้นก็ได้กินเนื้อห่าน เจ้าเมืองฌ้อส่งมาให้เป็นกำนัลเจ้าเมือง เจ้าเมืองจึงสั่งให้ชาวครัวต้มแกงเนื้อห่านเลี้ยงขุนนางทั้งปวง เราก็พลอยได้กินด้วย ครั้งหนึ่งนิ้วชี้เรากระดิกเจ้าเมืองเตงให้แจกส้มขุนนางทั้งปวง เราก็พลอยได้กินด้วย บัดนี้นิ้วชี้เรากระดิกขึ้นอีกเห็นจะได้กินของประหลาดเป็นมั่นคง พูดกันแล้วก็พากันมาถึงที่คำนับเจ้าเมืองเตง เห็นเต่ากระตัวหนึ่งใหญ่ชาวทะเลเอามาให้เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเตงให้ผูกไว้ ก๋งจูซองจึงว่าแก่ก๋งจูกุยเสงว่า เต่ากระตัวนี้เราคงจะได้กินแล้ว ขณะนั้นพอเจ้าเมืองเตงสั่งชาวครัวให้เอาเต่าไปต้มแกงจะเลี้ยงขุนนางทั้งปวง ก๋งจูซองจึงว่าแก่ก๋งจูกุยเสงว่า นิ้วเราแน่จริงแล้ว เดี๋ยวนี้ก็จะได้กินเนื้อเต่ากระ

เมื่อขุนนางทั้งสองกระซิบพูดกันนั้น เจ้าเมืองเตงเหลือบเห็นจึงถามว่า ท่านทั้งสองพูดกันถึงความอันใด ก๋งจูกุยเสงจึงแจ้งความตามคำก๋งจูซองว่าทุกประการ เจ้าเมืองเตงได้ฟังดังนั้น คิดจะสัพยอกก๋งจูซองเล่นจึงแกล้งกระซิบสั่งชาวครัวว่า จงเอาเนื้อเต่ากระมาเลี้ยงขุนนางให้ทั่วตัวกัน ถึงก๋งจูซองเข้าจึงบอกว่าสิ้นเสียแล้ว ชาวครัวก็ทำตามเจ้าเมืองเตงสั่ง เลี้ยงขุนนางมาถึงก๋งจูซองก็บอกว่าแกงเต่ากระสิ้นเสียแล้ว เจ้าเมืองเตงก็เย้ยก๋งจูซองว่าท่านอวดว่านิ้วชี้กระดิกแน่แล้ว ทำไมจึงมิได้กินเนื้อเต่ากระเล่า ก๋งจูซองได้ฟังดังนั้นคิดน้อยใจเจ้าเมืองเตงนัก ก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปฉวยเอาเนื้อเต่ากระที่เขายกมาเลี้ยงดูผู้อื่นนั้นชิ้นหนึ่งใส่เข้าไปในปาก แล้วจึงร้องว่าแก่เจ้าเมืองเตงว่า ท่านว่านิ้วข้าพเจ้าไม่แม่น มิได้กินเนื้อเต่ากระแล้วนี่เป็นไรจึงได้กินเล่า ว่าแล้วก็รีบเดินออกมาด้วยกำลังโทโสกลับบ้าน

เจ้าเมืองเตงนั่งกินเนื้อเต่ากระอยู่ เห็นดังนั้นก็โกรธวางตะเกียบเสียแล้วจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ก๋งจูซองทำบังอาจนัก เรามิได้สั่งให้กินและมาหยิบฉวยกินดังนี้ ก๋งจูซองหายำเกรงเราไม่ เข้าใจว่าเราไม่มีดาบตัดศีรษะหรือ ก๋งจูกุยเสงเห็นเจ้าเมืองเตงขัดเคืองก๋งจูซองดังนั้น จึงขอโทษก๋งจูซองว่า ซึ่งก๋งจูซองทำบังอาจมิได้กลัวเกรงท่านนั้นโทษผิดนัก ข้าพเจ้าขอโทษเสียครั้งหนึ่งเถิด เจ้าเมืองเตงจึงตอบว่า เราก็มิได้เอาโทษแก่ก๋งจูซองดอก แต่ก๋งจูซองนั้นเป็นคนหามีอัธยาศัยไม่ ก๋งจูกุยเสงก็คำนับลาเจ้าเมืองเตงรีบกลับมาถึงบ้านก๋งจูซองแล้วจึงบอกความว่า เจ้าเมืองเตงโกรธนัก เห็นจะคิดพยาบาทท่านอยู่ เวลาพรุ่งนี้ท่านจงเข้าไปกับเรารับผิดเสียเถิด จึงจะหายความพยาบาทท่าน

ก๋งจูซองได้ฟังเห็นชอบด้วย เวลาเช้าก็พากันเข้าไปคำนับเจ้าเมืองเตง ก๋งจูซองให้คิดแค้นขึ้นมาก็มิได้คำนับขอโทษ ก๋งจูกุยเสงเห็นดังนั้นคิดเกรงว่าเจ้าเมืองเตงจะขัดเคืองมากไปจึงขอโทษก๋งจูซองว่า ก๋งจูซองรู้ว่าโทษตัวผิดเข้ามาว่าจะขอโทษ ความกลัวเกรงท่านนักตกประหม่าไปมิได้คำนับท่าน ข้าพเจ้าขอโทษก๋งจูซองครั้งหนึ่งเถิด เจ้าเมืองเตงได้ฟังจึงตอบว่าเราจะทำอะไรกับเขาได้ ว่าแล้วก็ลุกขึ้นจากที่เข้าไปเสียข้างใน ก๋งจูซองเห็นกิริยาเจ้าเมืองเตงโกรธก็พาก๋งจูกุยเสงกลับมาบ้าน จึงว่าแก่ก๋งจูกุยเสงว่า เจ้าเมืองเตงโกรธนักเห็นจะผูกพยาบาท คอยพาลเอาผิดเราเป็นมั่นคง จำจะคิดทำการเสียก่อนอย่าให้ทำร้ายแก่เราได้

ก๋งจูกุยเสงได้ฟังเอามือปิดหูเสียแล้วจึงห้ามปรามว่า ท่านอย่าเอาความตายความฉิบหายมาเจรจาสืบไปเลยเราไม่ขอฟัง ก๋งจูซองจึงตอบว่าท่านเป็นเพื่อนรักของเรา เราจึงปรึกษาจะให้ช่วยคิดการกำจัดเจ้าเมืองเตงเสีย ท่านก็ไม่เห็นกับเราแล้ว เราก็จะปรึกษาก๋งจูคิวจิดน้องเจ้าเมืองเตงอันเป็นเพื่อนสนิทของเรา ถ้าทำการสำเร็จ เราจะยกก๋งจูคิวจิดขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนพี่ชาย ว่าแล้วก็ลุกขึ้นจะมาบ้านก๋งจูกุยเสง ก๋งจูกุยเสงจึงยึดชายเสื้อก๋งจูซองไว้ แล้วห้ามปรามว่าท่านว่านั้นหาชอบไม่ อันจะคิดฆ่าพี่และจะไปปรึกษากับน้องนั้น ที่ไหนการจะสำเร็จ เห็นก๋งจูคิวจิดจะเอาเนื้อความไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเตงรู้ก็จะให้ประหารชีวิตท่านเสียเป็นมั่นคง ก๋งจูซองได้ฟังก็เห็นชอบด้วย จึงรับคำว่าเราไม่คิดอ่านกับก๋งจูคิวจิดแล้ว ว่าแล้วก็ลาก๋งจูกุยเสงกลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นมาก็ตั้งเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารและเพื่อนฝูงอันสนิทให้รักใคร่ไว้เป็นอันมาก ใครขัดสนเงินทองก็แผ่เผื่อเงินทองให้แก่ผู้นั้น หวังจะให้ช่วยทำการกำจัดเจ้าเมืองเตง

ครั้นถึงเดือนเจ็ดเจ้าเมืองเตงก็ออกมาเซ่นรูปบิดามารดา แล้วถือศีลอยู่ ณ ที่ไทเบี้ยว ก๋งจูซองเห็นได้ท่วงทีก็คุมทหารจะมาทำร้ายเจ้าเมืองเตง ณ ที่ไทเบี้ยว ครั้นมาถึงบ้านก๋งจูกุยเสง จึงแวะเข้าไปแจ้งความแก่ก๋งจูกุยเสงว่าวันนี้แหละเราจะทำการกำจัดเจ้าเมืองเตง ท่านจงเข้าไปกับเราจะได้ช่วยกันทำการ ก๋งจูกุยเสงจึงตอบว่าเราทำไม่ได้ ก๋งจูซองจึงตอบว่า ท่านมิลงใจมาช่วยเราแล้ว เราก็จะตัดศีรษะท่านเสียจะว่ากล่าวประการใดเล่า ก๋งจูกุยเสงจึงตอบว่า ท่านจะทำประการใดก็ตามเถิด เราหาแพร่งพรายความลับของท่านไม่ ก๋งจูซองเห็นว่าก๋งจูกุยเสงมิลงใจด้วยแล้ว ก็ออกจากบ้านก๋งจูกุยเสงพาทหารรีบไป

ขณะนั้นเจ้าเมืองเตงนอนรักษาศีลอยู่บนไทเบี้ยว พวกทหารซึ่งเป็นพรรคพวกตั้งล้อมอยู่อันมาก ก๋งจูซองจึงเอาเงินทองลอบเข้าไปแจกให้แก่พวกทหารแล้วกระซิบบอกว่า จะขอทำการกำจัดเจ้าเมืองเตง ถ้าสำเร็จราชการแล้วเราจะให้เงินทองแก่ท่านอีกให้มากกว่านี้ เหล่าทหารโลภจะใคร่ได้เงินทองอีก ก็ลงใจให้ก๋งจูซองทำการ ก๋งจูซองก็พาทหารขึ้นไปบนที่ไทเบี้ยว เห็นเลงก๋งหลับสนิทอยู่ก็ให้พวกทหารเอาก้อนศิลาใหญ่ทุ่มทับลงบนอกเจ้าเมืองเตงจนขาดใจตาย แล้วแกล้งร้องบอกคนทั้งปวงว่า เจ้าเมืองเตงมิได้ตั้งอยู่ในสัจธรรม ออกมาเซ่น ณ ที่ไทเบี้ยว ผีโกรธเอาก้อนศิลาทับอกตายแล้ว

ขณะนั้นขุนนางและราษฎรทั้งปวงสำคัญว่าผีฆ่าเจ้าเมืองเตงเสียคิดสงสารชวนกันร้องไห้อื้ออึง ขุนนางทั้งปวงก็ช่วยกันจัดแจงการฝังศพเจ้าเมืองเตง ขณะเมื่อก๋งจูซองเอาศิลาทับก๋งจูหองเจ้าเมืองเตงตายแล้วก็รีบมาแจ้งความให้ก๋งจูกุยเสงฟังทุกประการ ก๋งจูกุยเสงจึงว่าท่านทำการครั้งนี้คิดจะเป็นเจ้าเมืองเตงหรือ ก๋งจูซองจึงตอบว่าเราหาได้คิดเช่นนั้นไม่ ทำตามความแค้นดอก ถึงแต่เดิมเราจะได้ว่าไว้กับท่านว่า ถ้าทำการสำเร็จแล้วจะตั้งก๋งจูคิวจิดขึ้นเป็นเจ้าเมืองเตง ท่านจงมาไปเชิญก๋งจูคิวจิดกับเรา ก๋งจูกุยเสงก็เห็นชอบด้วย ขุนนางทั้งสองก็พากันเข้าไปคำนับก๋งจูคิวจิดแล้วแจ้งความให้ฟังทุกประการ

ก๋งจูคิวจิดได้ฟังดังนั้นเอามือปิดหูเสียแล้วจึงตอบว่า ความทั้งนี้ท่านอย่าเอามาพูดเลยเราไม่ฟัง ด้วยตัวเราเป็นคนมีวาสนาน้อยหาควรจะเป็นเจ้าเมืองไม่ ท่านจงพากันไปเชิญก๋งจูเกียนพี่เราขึ้นเป็นเจ้าเมืองจึงจะควร ขุนนางทั้งสองก็คำนับลามา ณ บ้านก๋งจูเกียน แจ้งความให้ฟังทุกประการ ก๋งจูเกียนได้ฟังมีความยินดีนัก ก็รับคำขุนนางทั้งสองยอมเป็นเจ้าเมือง ครั้นขุนนางทั้งปวงทำการฝังศพก๋งจูหองแล้ว พร้อมกันก็ตั้งก๋งจูเกียนขึ้นเป็นเซียงก๋งเจ้าเมืองเตง และเตงบกก๋งเจ้าเมืองเตงก่อนนั้นมีบุตรสิบสามคน ชื่อก๋งจูหอง ก๋งจูเกียน ก๋งจูคิวจิด ก๋งจูตัน ก๋งจูชู ก๋งจูก๊ก ก๋งจูคอง ก๋งจูอิ้ว ก๋งจูอิ้น ก๋งจูอี๋ ก๋งจูอี้ ก๋งจูเยียน ก๋งจูจี้ ก๋งจูหองเจ้าเมืองเตงถึงแก่กรรมแล้ว ก๋งจูเกียนน้องถัดได้เป็นที่เซียงก๋งเจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเตงคิดเกรงว่าน้องชายสิบคน ซึ่งต่างมารดานั้นจะชิงเอาสมบัติ จึงให้หาก๋งจูคิวจิดผู้เป็นน้องร่วมท้องมาปรึกษา น้องเราทั้งสิบคนนี้แต่ล้วนมีฝีมือเข้มแข็งชำนาญในการรบทุกคน เราจะละไว้มิได้เกลือกจะคิดร้ายต่อเรา เราคิดว่าจะให้ขับน้องทั้งสิบคนเสีย ท่านกับเราช่วยกันว่าราชการ ทำนุบำรุงราษฎรทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข เราคิดดังนี้ท่านจะเป็นประการใด

ก๋งจูคิวจิดไม่เห็นด้วยจึงตอบว่า อันท่านจะมากำจัดน้องทั้งสิบเสียนั้นหาชอบไม่ ครั้งเมื่อบิดาเราได้เป็นเตงบกก๋งนั้นชุบเลี้ยงเหล่าญาติพี่น้องให้พร้อมเพรียงไว้เป็นอันมาก มีการศึกก็จะได้ช่วยกันรบพุ่ง และท่านจะให้ขับไล่น้องเสียนั้น เปรียบเหมือนต้นไม้อันหากิ่งมิได้ อันต้นไม้ก็งามเพราะกิ่ง ถ้าหากิ่งก้านมิได้ มีแต่ลำต้นแล้วดูก็มิได้งามแก่ตาคน อันพี่น้องเปรียบดังต้นไม้ ถ้าท่านมิฟังคำข้าพเจ้าจะขับน้องทั้งสิบคนเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็จะลาท่านตามน้องไปด้วย เซียงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันถ้อยคำท่านว่านี้ชอบนัก เราได้คิดผิดไปแล้วท่านอย่าตามไปเลย จงอยู่ช่วยกันว่าราชการบ้านเมืองไปก่อนเถิด เราจะตั้งแต่งน้องทั้งสิบขึ้นเป็นที่ไตหูขุนนางไว้ต่างตาต่างใจตามถ้อยคำท่าน ว่าแล้วให้หาน้องชายทั้งสิบ เป็นสิบเอ็ดคนทั้งก๋งจูคิวจิดมาตั้งเป็นขุนนางสิ้นแล้ว จึงตั้งก๋งจูซองก๋งจูกุยเสงขึ้นเป็นที่ขุนนางผู้ใหญ่ เซียงก๋งคิดเกรงว่าเมืองเตงเป็นเมืองน้อย จะใคร่ฝากไมตรีให้สนิทสนมกันไว้กับเมืองจิ้น จึงแต่งเครื่องบรรณาการตามสมควร ส่งให้ก๋งจูซองก๋งจูกุยเสงไปคำนับเจ้าเมืองจิ้นเป็นทางไมตรี

ขณะนั้นก๋งจูเกียนเป็นเซียงก๋งเจ้าเมืองเตงนั้น พระเจ้าจิวเตงอ๋องครองสมบัติในเมืองตังจิวได้สองปี ฝ่ายฌ้อจองอ๋องเจ้าเมืองฌ้อแจ้งความว่าในเมืองเตงเกิดฆ่าฟันกันขึ้น คิดแค้นเจ้าเมืองเตงนัก จึงสั่งให้ก๋งจูเองเป็นแม่ทัพคุมทหารเป็นอันมากยกไปตีเมืองเตง ก๋งจูเองลาออกมาจัดทหารได้พร้อม ยกทัพไปถึงปลายด่านเมืองเตง ฝ่ายชาวด่านเห็นกองทัพเมืองฌ้อยกมา ก็ให้ม้าเร็วเอาเนื้อความไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองเตงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจนัก จึงจัดทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินมั่นคงไว้ แล้วให้มีหนังสือไปขอกองทัพเมืองจิ้นให้ยกมาช่วย ขณะนั้นเสียงก๊กเตียวตุนถึงแก่กรรม เจ้าเมืองจิ้นแต่งการศพเสร็จแล้ว จึงตั้งคับพวดขึ้นเป็นเสียงก๊กผู้สำเร็จราชการแทนเตียวตุน คับพวดแจ้งความดังนั้น จึงแต่งให้ซุนลิมฮูเป็นแม่ทัพคุมทหารเป็นอันมากยกไปช่วยเมืองเตง ก๋งจูเองรู้ว่ากองทัพเมืองจิ้นยกมาช่วยเมืองเตง เห็นจะต้านทานมิได้ก็ละเมืองเตงเสีย ยกมาตีเมืองติน ไม่ได้เมืองตินด้วยจวนเทศกาลฝนก็ยกกลับไปเมืองฌ้อ

เซียงก๋งเจ้าเมืองเตงเห็นกองทัพเมืองฌ้อยกกลับไปมีความยินดีนัก จึงให้แต่งโต๊ะและสุราออกมาเลี้ยงกองทัพเมืองจิ้น ให้ปูนบำเหน็จแก่ทแกล้วทหารตามสมควร แล้วก็สั่งกองทัพให้กลับไปเมืองจิ้น เซียงก๋งคิดถึงคุณเจ้าเมืองจิ้นก็ยกมาถึงตำบลเอกเซียงปลายแดนเมืองจิ้น จึงให้ทูตคุมเครื่องบรรณาการกับหนังสือฉบับหนึ่ง เข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ้น ให้เชิญเจ้าเมืองจิ้นออกมาทำสัจสาบานกันที่เอกเซียง เจ้าเมืองจิ้นแจ้งในหนังสือดังนั้นก็มีความยินดีนัก ก็ออกมาทำสัจสาบานกันกับเจ้าเมืองเตงว่าจะไม่คิดร้ายต่อกัน ถ้ามีทัพมีศึกก็ให้ช่วยกันจนตราบเท่าสิ้นชีวิต

ขณะนั้นมีผู้มาแจ้งความแก่เซียงก๋งเจ้าเมืองเตง ต่อหน้าเสงก๋งเจ้าเมืองจิ้นว่า บัดนี้เจ้าเมืองตินไปขึ้นแก่เมืองฌ้อแล้ว เจ้าเมืองจิ้นได้ฟังก็โกรธ จึงให้ซุนลิมฮูเป็นทัพหน้าคุมทหารเป็นอันมากบรรจบกับกองทัพเมืองเตง เมืองซอง เมืองโอย เมืองโจ๋ ทั้งสี่หัวเมืองยกไปปราบปรามเมืองติน แล้วเสงก๋งเจ้าเมืองจิ้นยกกลับมา ถึงกลางทางป่วยหนักลงก็ถึงแก่กรรม

ครั้งนั้นศักราชพระเจ้าจิวเตงอ๋องเสวยราชย์ได้สามปี ฝ่ายฌ้อจองอ๋องแจ้งว่าเสงก๋งเจ้าเมืองจิ้นตาย มีความแค้นเคืองเมืองเตง ซึ่งกลับใจไปขึ้นเสียกับเมืองจิ้น จึงสั่งให้เกณฑ์ทหารเกวียนสามร้อยทหารเดินเท้าห้าหมื่น ฌ้อจองอ๋องยกไปตีเมืองเตง ครั้นไปถึงซินเลงแดนเมืองเตงก็ให้ตั้งค่ายใหญ่ลงไว้ เจ้าเมืองเตงแจ้งดังนั้นก็มีหนังสือไปขอกองทัพเมืองจิ้นฉบับหนึ่ง แล้วจัดแจงให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้

ฝ่ายก๋งจูคิวจิดซึ่งเป็นน้องร่วมมารดากับเจ้าเมืองเตง คิดว่าเมืองฌ้อยกทัพมายํ่ายีเมืองเราทุกปีมิได้ขาดศึก ครั้นเมืองฌ้อยกมาต้องไปขอกองทัพเมืองจิ้นมาช่วยทุกครั้ง ต้องเสียเงินกับเบี้ยเลี้ยงเสบียงอาหารแจกจ่ายให้กองทัพเมืองจิ้น ครั้งหนึ่งเสียเงินและข้าวเสบียงเป็นอันมาก เจ้าเมืองฌ้อก็มีความพยาบาทจะตีเอาเมืองเราให้จงได้ ถ้าเราจะขัดขืนอยู่ไป มิขึ้นกับเมืองฌ้อก็เห็นจะไม่พ้นความยาก ก๋งจูคิวจิดจึงเข้าไปหาเซียงก๋งเจ้าเมืองเตงว่า ฌ้อจองอ๋องยกทัพมาครั้งนี้ทแกล้วทหารเป็นอันมาก เห็นฌ้อจองอ๋องจะมีความพยาบาทตีเอาเมืองเราให้จงได้ ถ้ากองทัพเมืองจิ้นมาช่วยมิทันเมืองเราจะสู้กับทหารเมืองฌ้อก็มิได้ ถ้าเสียเมืองเตงแล้ว ขุนนางและราษฎรจะไค้ความเดือดร้อนต่างๆ ข้าพเจ้าเห็นอุบายประการหนึ่งพอจะป้องกันเมืองเตงไว้ได้ ถ้าท่านเห็นด้วยแล้วก็ไม่ยากกับทแกล้วทหารต้องรบพุ่ง

เจ้าเมืองเตงจึงถามว่าอุบายประการใดของท่าน ก๋งจูคิวจิดคำนับแล้วกระซิบแจ้งความว่า ก๋งจูกุยเสงก๋งจูซองเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองเรา บัดนี้ ก๋งจูกุยเสงก็ตายแล้ว ยังแต่ก๋งจูซอง ก๋งจูซองก็มีความผิดอยู่ ด้วยฆ่าก๋งจูหองเจ้าเมืองเตงคนเก่าเสีย ถ้าเราจับก๋งจูซองฆ่าเสียตัดเอาศีรษะไปให้กับฌ้อจองอ๋องลุกะโทษ ว่าเพราะก๋งจูกุยเสงกับก๋งจูซองสองคนขัดแข็งอยู่ เมืองเตงจึงมิได้ขึ้นกับเมืองฌ้อเหมือนแต่ก่อน ก๋งจูเกียนเจ้าเมืองเตงก็เห็นด้วย จึงให้ก๋งจูคิวจิดจัดทหารมาซุ่มไว้ในฉาก แล้วให้คนไปหาก๋งจูซองเข้ามาว่าจะปรึกษาด้วยราชการ ให้ก๋งจูซองเข้าไปโดยเร็ว ก๋งจูซองก็เข้าไปหาเซียงก๋ง ครั้นถึงที่ว่าราชการไม่เห็นเซียงก๋ง จึงถามนายประตู นายประตูแจ้งว่า เซียงก๋งสั่งให้ท่านเข้าไปข้างใน เซียงก๋งคอยอยู่นานแล้ว ก๋งจูซองก็เดินเข้าไปเห็นปีศาจก๋งจูกุยเสงเดินเอามือป้องหน้าสวนออกมาถึงก๋งจูซองก็หายไป ก๋งจูซองเห็นดังนั้นก็ตกใจนัก คิดจะกลับหลังออกมาบ้าน พอดีทหารที่ซุ่มอยู่นั้นกรูกันออกมาจับก๋งจูซองมัดไว้ ก๋งจูซองจึงถามว่า ข้าพเจ้ามีโทษผิดสิ่งไร ก๋งจูคิวจิดจึงตอบว่า ตัวฆ่าก๋งจูหองพี่ชายเราเสีย เราก็ฆ่าตัวเสียบ้าง ก๋งจูคิวจิดก็ให้ทหารฆ่าก๋งจูซองเสีย แล้วให้ทหารขุดศพก๋งจูกุยเสงกับบุตรภรรยาและสมัครพรรคพวกก๋งจูกุยเสงก๋งจูซองมาฆ่าเสีย แล้วเจ้าเมืองเตงจัดเครื่องบรรณาการกับหนังสือฉบับหนึ่งให้ขุนนางคุมไปคำนับเจ้าเมืองฌ้อขอเป็นเมืองขึ้น

ฌ้อจองอ๋องแจ้งว่า ขุนนางเมืองเตงคุมเครื่องบรรณาการออกมาคำนับมีความยินดี ก็ให้เจ้าพนักงานอ่านหนังสือใจความว่า ข้าพเจ้าก๋งจูเกียนซึ่งเป็นเซียงก๋งเจ้าเมืองเตงกับขุนนางทั้งปวง คำนับมาถึงไตอ๋องให้ทราบ ด้วยเดิมเมืองเตงก็ได้พึ่งบุญเมืองฌ้อมาช้านานแล้ว ซึ่งเมืองเตงไปขึ้นกับเมืองจิ้นนั้น ก็เพราะก๋งจูกุยเสงก๋งจูซองได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ว่ากล่าวยุยงให้เจ้าเมืองเตงคนเก่าไปขึ้นกับเมืองจิ้น แล้วกลับฆ่าก๋งจูหองเจ้าเมืองคนเก่าเสีย ข้าพเจ้ามีความแค้นอยู่ ครั้งก่อนข้าพเจ้าได้แต่งกองทัพออกไปรบกับทหารของท่านนั้น ก็เพราะก๋งจูกุยเสงก๋งจูซองสิทธิ์ขาดสำเร็จราชการอยู่คิดสู้รบต่อไตอ๋อง บัดนี้ก๋งจูกุยเสงก็ตายเสียอีกคนหนึ่งแล้ว ยังแต่ก๋งจูซองผู้เดียว ข้าพเจ้าจึงจับก๋งจูซองกับบุตรภรรยาพรรคพวกฆ่าเสียสิ้นแล้ว ให้ขุดเอาศพก๋งจูกุยเสงมาทำโทษด้วย ตั้งแต่นี้ไปเมืองเตงก็ได้ขึ้นแก่เมืองฌ้อเหมือนหนึ่งแต่ก่อน ขอไต้อ๋องได้กรุณางดโทษข้าพเจ้ากับขุนนางและราษฎรสักครั้งหนึ่ง

ฌ้อจงอ๋องจึงสั่งขุนนางเมืองเตงว่า ถ้าเมืองเตงจะยอมเป็นเมืองขึ้นกับเราแล้ว ก็ให้เจ้าเมืองเตงออกมาทำสัตย์สาบานไว้ต่อกันจึงจะเห็นความจริง ขุนนางก็เอาความมาแจ้งกับเซียงก๋ง เจ้าเมืองเตงแจ้งดังนั้นก็จัดแจงขุนนางและทหารพอสมควรออกมาคำนับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อก็ทำสัตย์สาบานด้วยเจ้าเมืองเตงแล้วจึงว่า รุ่งขึ้นปีใหม่ให้เจ้าเมืองเตงจัดแจงเตรียมทหารไว้ให้พร้อม เราจะยกทัพไปตีเมืองจิ้น เจ้าเมืองเตงก็รับคำฌ้อจองอ๋อง ฌ้อจองอ๋องจึงมีหนังสือไปนัดกองทัพเมืองตินฉบับหนึ่ง แล้วฌ้อจองอ๋องเลิกทัพกลับไปเมืองฌ้อ ผู้ถือหนังสือก็มาถึงเมืองตินแจ้งความว่า ตินอีก๋งเจ้าเมืองเก่ามีผู้ลอบฆ่าเสียแล้ว ขุนนางยกก๋งจูซกขึ้นเป็นเลงก๋งเจ้าเมืองติน ผู้ถือหนังสือจึงเอาความมาแจ้งแก่ฌ้อจองอ๋องทุกประการ

ขณะนั้นศักราชจิวเตงอ๋องเสวยราชย์ได้หกปี เลงก๋งเจ้าเมืองตินได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ก็มิได้เอาใจใส่ในราชการ เจ้าเมืองตินมีขุนนางผู้ใหญ่อยู่สองคน ชื่อกำเลงคนหนึ่ง ฮางฮูคนหนึ่ง เป็นคนรักใคร่จะว่าไรเจ้าเมืองตินก็เชื่อฟัง พากันเสพสุราเป็นนิจ มิได้เอาใจใส่ราชการบ้านเมือง ฝ่ายเสียบตีขุนนางผู้ใหญ่เห็นเจ้าเมืองทำการผิดต่างๆ จึงเข้าไปว่า บิดาท่านมีผู้ลอบฆ่าเสีย ก็มิได้สืบสวนเอาตัวผู้กระทำผิดมาพิจารณาเอาโทษ และท่านจะมามัวเมาเสพแต่สุราดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าบ้านเมืองจะเป็นอันตรายเสียมั่นคง

เจ้าเมืองตินได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า บ้านเมืองเราทุกวันนี้เป็นสุขอยู่ ตัวผู้ร้ายนั้นเราก็ได้ให้คนไปสืบสวนก็ยังไม่ได้ความ ถ้าตัวดีแล้วทำไมจึงไม่ไปสืบเอาตัวผู้ร้ายมาให้เรา ดีแต่มาว่าให้เคืองใจกันเปล่าๆ ฝ่ายก๋งเลงกับฮางฮูอยู่ที่นั่นด้วยจึงว่า เสียบตีเป็นแต่ขุนนางพูดจาเหลือเกินดังนี้เหมือนหนึ่งบุตรสอนบิดา เสียบตีได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า เพราะมึงสองคนชักชวนเจ้าเมืองให้ทำความชั่วต่างๆ กูเห็นผิดจึงได้เข้ามาตักเตือนสติ ซึ่งเปรียบว่าบุตรสอนบิดานั้นหาควรไม่ ตัวกูได้ทำราชการมาถึงสามแผ่นดินแล้ว เยี่ยงอย่างแต่ก่อนก็มีมาเป็นอันมาก ถ้าเจ้าเมืองทำความผิดแล้วขุนนางที่ซื่อสัตย์ต้องว่ากล่าวห้ามปรามเตือนสติดังนี้จึงจะชอบ

เลงก๋งเจ้าเมืองตินกำลังเมาสุราได้ฟังดังนั้นก็ขัดใจ จึงขับเสียบตีขุนนางออกไปเสียแล้วว่า ตั้งแต่วันนี้เราไม่ได้ให้หาบังอาจเข้ามาอีกเราจะเอาตัวเป็นโทษ ตั้งแต่นั้นมาหามีผู้ใดที่จะทัดทานเลงก๋งไม่ เลงก๋งก็ยิ่งมีใจกำเริบคบก๋งเลงฮางฮูขุนนางสอพลอก็ให้ผิดอย่างธรรมเนียมต่างๆ ฝ่ายก๋งเลงฮางฮูจึงปรึกษากันว่า นางแหกีซึ่งเป็นภรรยาแหลีซกนั้น เขาลือว่ารูปงามนัก บัดนี้แหลีซกก็ตายเสียนานแล้ว นางแหกีก็ออกไปอยู่ที่จูลิมสวนดอกไม้หามีผู้ใดเป็นเจ้าของไม่ เราพากันไปลอบดู ถ้านางแหกีงามจริงเหมือนอย่างเขาพูดแล้ว เราจะเอาความมาบอกกับเจ้าเมือง จะได้ชวนเจ้าเมืองไปเที่ยวเล่นให้สบาย แล้วก็พากันไปลอบดูนางแหกีที่ในสวน เห็นนางแหกีรูปงามจริงเหมือนหนึ่งคนสรรเสริญ จึงพูดกันว่านางแหกีมีผัวถึงสองคนแล้ว มีบุตรก็คนหนึ่ง อายุนางก็ถึงสี่สิบห้าปีเศษ ดูยังงามเหมือนหนึ่งสาวอายุสิบห้าปี ก๋งเลงกับฮางฮูมีใจรักนางแหกีเป็นอันมากก็พากันเข้าไป ณ ตึกที่อยู่นางแหกีบอกกับคนใช้ว่า เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่เป็นเพื่อนกับแหลีซกผู้ตายมา เยี่ยมนางแหก คนใช้จึงเอาความไปแจ้งกับนางแหกีทุกประการ

ฝ่ายนางแหกีตั้งแต่ผัวตายมิได้มีความสุข คิดแต่ที่จะมีผัวใหม่อยู่ทุกเพลา และนางแหกีคนนี้เดิมเป็นบุตรีเตงบกก๋งเจ้าเมืองเตง มีรูปงามคล้ายกับนางบุนเกียง เมื่อน้อยมารดาสอนให้รู้วิชาปักเย็บการผู้หญิงต่างๆ นางก็มิได้เอาใจใส่ คิดแต่จะแต่งตัว นางฝืนเห็นว่ามีเทวดารูปงามเหาะลงมาแต่บนฟ้าทำสังวาสด้วย นางแหก ตั้งแต่นั้นมานางก็มีใจกำเริบ คิดแต่จะหาผัวอยู่ทุกวัน จึงลอบรักใคร่กับก๋งจูมัง ก๋งจูมังกับนางแหกีเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่รักใคร่ไปมาหากันอยู่ได้ประมาณสามปี ก๋งจูมังตายแล้วแหลีซกบุตรตินเตงก๋งเจ้าเมืองตินคนเก่ามาขอนางแหกี เตงบกก๋งเจ้าเมืองเตงก็ยกให้ นางแหกีมาอยู่ด้วยกับแหลีซกมีบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อแหตีสูอายุได้สิบสองปี แหลีซกผู้บิดาถึงอนิจกรรมแล้ว นางแหกีจึงให้แหตีสู ผู้บุตรไปเรียนหนังสืออยู่กับซินแสที่ในเมือง ตัวนางแหกีนั้นคิดผูกพันจะมีผัวใหม่อีก จึงออกไปอยู่ที่สวนดอกไม้ภายในเมือง ครั้นคนใช้มาแจ้งความดังนั้น ก็ แต่งตัวออกไปคำนับก๋งเลงกับฮางฮู ก๋งเลงกับฮางฮูก็พูดจาปราศรัยกันกับนางแหกีจนเพลาคํ่า แล้วต่างก็ลากลับมาบ้าน แต่ใจให้คิดผูกพันอยู่ที่นางแหกีด้วยกันทั้งสองฝ่าย ครั้นก๋งเลงฮางฮูกลับไปแล้ว นางจึงพูดกับหอฮอสาวใช้คนสนิทว่าขุนนางสองคนนี้มาเยี่ยมเราเห็นหาสุจริตไม่ เห็นจะมีเหตุสักอย่างหนึ่ง นางหอฮอจึงถามว่าจะเป็นเหตุประการใด นางแหกียิ้มแล้วจึงบอกว่าเหตุจะมีก็ที่เรานี่เอง ดูพูดจากิริยาประหลาดอยู่สองคน แต่ก๋งเลงรูปร่างสู้ฮางฮูไม่ได้ เราเห็นว่าถ้าจะคบกับฮางฮูดีกว่าก๋งเลง นางหอฮอคนสนิทก็เข้าใจในทีว่านางแหกีเห็นจะรักฮางฮูเป็นมั่นคง

ฝ่ายก๋งเลงครั้นมาถึงบ้านก็ตรึกตรองหาอุบายอยู่ จึงคิดได้ว่านางหอฮอคนสนิทของนางแหกีนั้นเป็นคนรู้จักคุ้นเคยมาแต่ก่อน จึงแปลงตัวลอบไปหานางหอฮอที่สวนดอกไม้ ก๋งเลงจึงว่ากับนางหอฮอว่า ตัวเจ้ากับเราได้รู้จักกันมานานแล้ว ครั้งนี้เรามีธุระจะมาพึ่งเจ้าสักสิ่งหนึ่งจะได้หรือไม่ นางหอฮอแกล้งทำเป็นไม่รู้เท่าจึงถามว่า ธุระอันใดของท่านเกี่ยวข้องอยู่หรือ ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้น้อย ท่านจะมาพึ่งข้าพเจ้านั้นผิดอยู่ ชอบแต่ข้าพเจ้าจะพึ่งท่านอีก ก๋งเลงจึงว่า การแต่เพียงนี้ทำเป็นไม่รู้เท่าเสียทีเดียว นํ้าใจจะให้เราพึ่งผู้ใดอีกเล่า เราได้บากหน้ามาหาตัวแล้ว ตัวจะแกล้งตัดไมตรีเราเสียครั้งนี้ก็เห็นว่าจะไม่รักคบเรา ถ้าสงเคราะห์เราได้เหมือนหนึ่งคิดแล้วจะถึงใจให้สมกับที่มีคุณ ว่าแล้วก็ชักเอาปิ่นทองที่ปักมวยผมนั้นส่งให้นางหอฮอ นางหอฮอเป็นคนโลภเห็นปิ่นก็มีความยินดี จึงคำนับรับเอาแล้วว่าข้าพเจ้าจะสงเคราะห์ท่านให้สมความปรารถนา

ก๋งเลงจึงว่าถ้าสงเคราะห์ได้แล้ว จงลักเอาเสื้อนางเคยใส่อยู่นั้นมาให้เราสักตัวหนึ่ง แล้วถ้าเห็นนางแหกีอยู่ที่เปลี่ยวผู้เดียวก็ให้พูดจาถึงเรื่องราวบุราณที่การสังวาสรสเนืองๆ ถ้าเห็นนางพอใจฟังอยู่แล้ว ถึงจะไต่ถามด้วยเสื้อหายไปนั้นก็ให้บอกว่าเรามาอ้อนวอนขอหลายเพลาแล้วขัดมิได้ก็ให้ไป ถ้านางถามว่าเราพูดจาประการใดบ้าง ก็ให้บอกว่าเราพูดจาถ่อมตัวนักด้วยเป็นคนวาสนาน้อย หมายจะชมก็เห็นจะไม่สมคิด จึงขอแต่เสื้อไปใส่ไว้พอหายความรำคาญ ซึ่งจะคิดการอย่างอื่นก็เห็นจะไม่ได้ ได้แต่เป็นเบาะรองเท้าของจูบอแล้วก็เหมือนหนึ่งได้เกิดใหม่เหมือนกัน ถ้านางเป็นคนมั่นคงอยู่เห็นว่าจะไม่สมคิดแล้วก็สุดแต่ปัญญาของตัว จงคิดอ่านผ่อนปรนให้ดี อย่าให้เกิดความขึ้นได้ ถ้านอกกว่าตัวเจ้าเราหาเห็นผู้ใดจะดีกว่าเจ้าไม่ นางหอฮอก็รับคำ จึงไปลักเอาเสื้อของนางแหกีมาให้ก๋งเลงตัวหนึ่ง ก๋งเลงได้เสื้อแล้วก็กลับบ้าน

ฝ่ายนางหอฮอ ครั้นเห็นนางแหกีอยู่ผู้เดียวแล้วก็ทำพูดจาตามอุบายของก๋งเลงสั่งไว้ ครั้นนางแหกีพอใจฟังก็ยิ่งเล่าเรื่องราวให้ฟังเนืองๆ วันหนึ่งนางแหกีหาเสื้อจะใส่เสื้อหายไปจึงถามนางหอฮอ นางฮอหอก็บอกความเหมือนหนึ่งก๋งเลงสั่งไว้ทุกประการ นางแหกีได้ยินแล้วจึงว่า ก๋งเลงนี้กลับรักเรามากกว่าฮางฮูอีก เราคิดว่าฮางฮูจะรักเรามาก ไม่รู้เลยว่าก๋งเลงจะรักเราถึงเพียงนี้ ก๋งเลงพูดจาน่าสงสารนัก นางหอฮอก็รู้กิริยาว่านางแหกีเห็นจะรักก๋งเลงอยู่ จึงเอาความไปแจ้งกับก๋งเลง ก๋งเลงมีความยินดีนัก จึงสั่งนางหอฮอว่า เพลาเย็นวันนี้ก๋งเลงจะไปคำนับจูบอ จูบอนั้นแปลภาษาไทยว่าเจ้าแม่ แล้วนางหอฮอก็กลับมาทำเป็นบอกความนางแหกีว่าก๋งเลงใช้คนมาบอกว่าจะมาคำนับจูบอเพลาเย็นวันนี้ นางแหกีได้ยินดังนั้นก็หัวเราะมิได้ว่าประการใด ครั้นเพลาเย็นก๋งเลงก็มาหานางแหกีที่ตึก พูดจากันอยู่จนสว่างก็ได้นางแหกีเป็นภรรยา ตั้งแต่นั้นมาก๋งเลงก็ไปหานางแหกีอยู่เนืองๆ

วันหนึ่งก๋งเลงไปกินโต๊ะที่บ้านฮางฮู ครั้นเมาสุราแล้วก็บอกฮางฮูว่านางแหกีนั้นได้เป็นภรรยาแล้ว ฮางฮูไม่เชื่อก๋งเลงจึงปลดดุมเสื้อชั้นนอกออก แล้วจึงชี้ให้ฮางฮูดูเสื้อชั้นใน ฮางฮูเห็นดังนั้นก็เสียใจ จึงว่าท่านนี้มิเสียทีเป็นลูกผู้ชาย ท่านคิดประการใดจึงได้รวดเร็วนัก ก๋งเลงก็เล่าความแต่หลังให้ฮางฮูฟังทุกประการ ฮางฮูแจ้งว่านางหอฮอเป็นแม่สื่อดังนั้น คิดจะไปหานางหอฮอบ้างแต่จนใจอยู่ด้วยไม่รู้จัก ครั้นก๋งเลงกลับไปแล้ว ฮางฮูก็ไปหาแหตีสูบุตรนางแหกี พบแล้วก็ชวนไปเที่ยวป่านอกเมือง ครั้นเพลาเย็นกลับมาอาศัยอยู่ที่ตึกนางแหกี

ฝ่ายนางแหกี เห็นแหตีสูผู้บุตรกับฮางฮูมาอาศัยนอนก็จัดแจงทำโต๊ะให้กิน แล้วคิดว่าฮางฮูนี้เห็นจะมาโดยอุบาย จึงให้นางหอฮอออกไปปรนนิบัติรับใช้สอยอยู่ ฮางฮูเห็นแหตีสูเมาสุราหลับสนิทแล้วก็พูดจาติดสินบนกับนางหอฮอ นางหอฮอจึงคิดว่านางแหกีมีใจรักฮางฮูมาแต่ก่อน พูดถึงฮางฮูอยู่เนืองๆ ถ้าเรารับธุระฮางฮูครั้งนี้เห็นจะไม่เสียประโยชน์เปล่า จึงรับถ้อยคำฮางฮูเข้าไปแจ้งกับนางแหกีทุกประการ นางแหกีก็มีใจรักฮางฮูอยู่ด้วยฮางฮูเป็นคนรูปงาม ก็ให้นางหอฮอออกมารับฮางฮูเข้าไปในตึก ฮางฮูกับนางแหกีก็ได้รักใคร่กันในวันนั้น นางแหกีมีความรักฮางฮูเป็นอันมาก ด้วยฮางฮูเป็นคนฉลาดในการมาตุคาม นางแหกีรักฮางฮูมากก็ทิ้งก๋งเลงเสีย ถึงก๋งเลงจะไปมาหาเหมือนแต่ก่อนนางก็มิได้ออกมาหา ให้คนมาบอกว่าป่วยแล้วซ่อนตัวเสียในตึกมิให้พบ ก๋งเลงจะเข้าไปเยี่ยมก็มิให้เข้าไป ทำแต่ดังนี้ประมาณห้าเดือน

วันหนึ่งฮางฮูไปกินโต๊ะบ้านก๋งเลง จึงคิดว่าก๋งเลงลักได้แต่เสื้อของนางแหกีมาไว้ เจ้าของมิได้ให้ต่อมือ ก็เสื้อเราได้มานี้นางแหกีให้กับเราเอง จำเราจะบอกกับก๋งเลงเล่นบ้าง คิดแล้วทำเป็นร้อนจึงปลดดุมเสื้อชั้นนอกออกเสีย ก๋งเลงเห็นฮางฮูใส่เสื้ออิสตรีชั้นในก็คิดสงสัย จึงถามว่าท่านเอาเสื้ออิสตรีที่ไหนมาใส่ไว้ ฮางฮูจึงตอบว่าเสื้อตัวนี้เราไปลักเขามาแต่สวนจูลิมเห็นจะเป็นเจ้าของเดียวกันกับเสื้อของท่าน ก๋งเลงแจ้งดังนั้นคิดว่านางแหกีแกล้งบอกป่วยบิดพลิ้วมาช้านาน เห็นจะไปรักใคร่เสียกับฮางฮูเป็นมั่นคง ก๋งเลงก็นิ่งความไว้ ครั้นฮางฮูกลับไปแล้วจึงคิดว่าการเราก็เสียทีที่ไหนนางแหกีจะรักเรา ผิดชอบก็อย่าให้ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ถ้าเราเอาความไปแจ้งกับเจ้าเมือง เจ้าเมืองก็จะรักใคร่เรามากขึ้น เราก็จะได้ติดตามเจ้าเมืองไปเนืองๆ ถึงเจ้าเมืองจะได้กับนางแหกี ก็เห็นว่านางแหกีจะไม่รักใคร่ผูกพันกับเจ้าเมืองยืดยาว ด้วยเจ้าเมืองเป็นโรคในการสังวาสโรคพิรุธอยู่ นางแหกีก็คงจะกลับใจมารักใคร่กับเราอีก คิดแล้วก็เข้าไปคำนับเลงก๋งเจ้าเมืองตินแจ้งว่า ข้าพเจ้าไปเห็นนางแหกีหญิงหม้ายภรรยาแหลีซกนั้นยังงามอยู่เหมือนสาวสิบห้าปี แล้วก็มีคนพูดกันว่านางแหกีนี้ดีทั้งการปรนนิบัติภายในด้วย ถ้าท่านได้ไปเห็นนางแหกีแล้วข้าพเจ้าเห็นว่าจะลืมของเก่าเป็นมั่นคง

เลงก๋งเจ้าเมืองตินจึงว่า นางแห่กีคนนี้เราได้ยินเขาสรรเสริญอยู่ว่ารูปงามนัก แต่ยังหาได้เห็นไม่ จะคิดอุบายประการใดจึงจะได้เห็นนางแหกี ฤดูนี้ดอกไม้ก็ร่วงโรยหาใช่ฤดูดอกไม้ไม่ ก๋งเลงจึงว่าไม่ใช่ฤดูดอกไม้นั้นข้าพเจ้าเห็นว่าจะดีกว่าฤดูดอกไม้อีก ด้วยนางแหกีจะได้คิดเข้าใจในอุบายเรา การเราที่คิดไปก็เห็นจะสำเร็จโดยง่าย เจ้าเมืองตินก็เห็นด้วย จึงสั่งให้ก๋งเลงคิดการที่จะไปเที่ยวเล่นสวนจูลิม ก๋งเลงแจ้งดังนั้นจึงใช้ให้คนสนิทไปบอกกับนางหอฮอว่าเจ้าเมืองจะออกไปเที่ยวเล่นสวนดอกไม้ ให้นางหอฮอไปบอกนางแหกีผู้นายให้จัดแจงต้อนรับเจ้าเมืองติน นางหอฮอจึงเอาเนื้อความไปแจ้งกับนางแหกีให้รู้ตัว แล้วจึงให้คนมาบอกกับก๋งเลง ก๋งเลงแจ้งดังนั้นก็บอกกับเจ้าเมืองติน เจ้าเมืองตินก็ชวนก๋งเลงออกไปที่สวนจูลิมนอกเมือง นางแหกีแจ้งดังนั้นก็แต่งโต๊ะเครื่องบูชาออกมาคำนับเจ้าเมืองตามอย่างธรรมเนียม เจ้าเมืองตินเห็นนางแหกีรูปงามนัก เคลิ้มสติไปจึงถามก๋งเลงว่านี่ลูกสาวแหกีหรือ ก๋งเลงจึงว่าท่านก็แจ้งอยู่แล้วว่า บุตรนางแหกีมีแต่บุตรชายคนเดียว คนนี้แหละตัวนางแหกีแล้ว เจ้าเมืองตินมีความรักเป็นอันมาก จึงว่าท่านแจ้งความไว้กับเราแต่ก่อนจริงทุกสิ่ง นางแหกีคนนี้มิเสียทีเกิดมาเป็นอิสตรีมีทั้งกิริยาพร้อมหาผู้เสมอมิได้ ท่านเป็นผู้แนะนำให้เราได้มาเห็นนางแหกี ความชอบของท่านนั้นอยู่กับเราเป็นอันมาก การที่จะคิดต่อไปก็จงคิดให้ตลอดเถิด

ก๋งเลงได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงเดินเข้าไปใกล้นางแหกีแล้วจึงว่า สวนจูลิมนี้แต่ก่อนเป็นที่สนุกสบายนักหาสวนอันใดเสมอมิได้ ตั้งแต่นางแหกีมาอยู่ที่นี่ดูสวนจูลิมนี้เสียไป หาสมควรกับจูบอไม่ นางแหกีจึงตอบว่าไม่รู้เลยว่าเจ้าเมืองจะออกมาเที่ยวชมสวนดอกไม้ พึ่งแจ้งความเพลาวันนี้จึงได้จัดแจงออกมารับเพียงประตูสวน ดูก็หาควรไม่ชอบแต่ออกไปถึงกลางทางจึงจะชอบ เลงก๋งเจ้าเมืองได้ยินสำเนียงนางแหกีพูดจาดังนั้นเพราะจับใจก็ยิ่งทวีความรักขึ้นเป็นอันมาก ทำเป็นเที่ยวชมสวนอยู่จนเพลาบ่ายแล้วเจ้าเมืองตินจึงว่ากับนางแหกีว่า เราได้ยินเขาว่าสวนชั้นในสนุกยิ่งกว่านี้ ทำไมจึงไม่พาเราไปชมเล่น เห็นใจจะไม่นับถือเราจึงทำเชือนเฉยเสีย เราตั้งใจมาหมายจะชมสวนจูลิมนี้ให้เป็นที่สบายของเรา นางแหกีจึงตอบว่า แผ่นดินก็เป็นของท่านสิท่านจะไปชมที่ใดก็หามีผู้ขัดขวางไม่ ให้ก๋งเลงนำไปก็จะได้

เจ้าเมืองตินจึงว่า ตัวเป็นเจ้าของไม่นำเข้าไปแล้ว ผู้ใดจะอาจพาไปเล่า นางแหกีก็นำเจ้าเมืองตินเข้าไปในสวนชั้นใน เชิญให้เจ้าเมืองพักอยู่ที่เก๋งศาลาในสวน จึงคำนับแจ้งความว่า ข้าพเจ้าจัดโต๊ะไว้คำนับท่าน แต่คิดเห็นจะไม่สมควรจึงมิได้แจ้งความให้ท่านทราบ เจ้าเมืองตินจึงว่าตัวเจ้ากับเราอย่ามีความรังเกียจกันเลย มีของอย่างไรก็กินได้อย่างนั้น ของที่สวนจูลิมนี้ดีกว่าของที่บ้านเราอีก นางแหกีมีความยินดีนัก จึงสั่งให้นางสาวใช้ยกเอาโต๊ะออกมาจัด แล้วนางแหกีก็ลาจะกลับเข้าไปในตึก

เลงก๋งเจ้าเมืองจึงชวนให้นางเสพสุราด้วย นางแหกีคุกเข่าลงตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นอิสตรีไม่ควรจะร่วมโต๊ะกับท่าน เลงก๋งจึงว่าที่ตรงตัวเจ้านั้นเราอภัยเสียแล้ว อย่ามีใจกินแหนงเลย ถ้าเจ้าพูดหลีกเลี่ยงอย่างนั้นแล้วเหมือนจะไล่เราไปให้พ้นจากสวนจูลิมเหมือนกัน นางแหกีคำนับแล้วจึงกินโต๊ะนั่งข้างขวา จึงใช้ให้นางหอฮอ เป็นคนสำหรับรินสุราประมาณสักสี่ครั้ง ก๋งเลงเมาพอตึงตัวจึงว่าจูบอให้สาวใช้มารินสุรายังไม่สมควร ถ้าจูบอรินเองจึงจะชอบ นางแหกีได้ยินดังนั้นจึงรับป้านสุรามารินคำนับให้เจ้าเมืองตินประมาณสามครั้งสี่ครั้ง นางแหกีไม่เคยเสพสุรามาก เจ้าเมืองตินกับก๋งเลงชวนให้เสพสุราด้วยอยู่เนืองๆ นางแหกีร้อนจนเหงื่อออกเป็นอันมาก เจ้าเมืองตินจึ่งว่าร้อนนักจึงให้ถอดเสื้อชั้นนอกออกเสีย นางแหกีก็ถอดเสื้อส่งให้สาวใช้ ยังแต่เสื้อแพรโล่ชั้นใน เจ้าเมืองตินเห็นดังนั้นจึงชมว่าผิวเนื้อนางแหกีจับกับแพรโล่พื้นขาวงามเหมือนสีดอกโถ แล้วพูดจาหยอกเอินนางแหกีเป็นอันมากจนพลบคํ่า ก๋งเลงก็หลีกออกมาเสียภายนอก นางแหกีรินสุราคำนับเจ้าเมืองตินเนืองๆ จนเจ้าเมืองเมาหลับอยู่กับที่

ฝ่ายก๋งเลงเห็นเวลาดึกแล้ว ก็เดินแอบเข้าไปดูรู้ว่าเจ้าเมืองเมาสุราหลับอยู่ จึงว่ากับนางแหกีว่า เจ้าเมืองมาทั้งนี้มีปรารถนาจะมาชมเชยจูบอทำไมจูบอจึงให้กินสุราเข้าไปเกินขนาดจนเมาหลับอยู่ฉะนี้ ตรึกตรองดูให้ดีอย่าเสียทีที่เจ้าเมืองได้มาหา นางแหกีมิได้ตอบประการใดทำเป็นโกรธค้อนแล้วสะบัดหน้า เอามือปิดปากเดินเข้าไปเสียในตึกที่อยู่ ก๋งเลงจึงปลุกเจ้าเมืองตินขึ้นว่า การที่คิดไว้เห็นจะสำเร็จในคํ่าวันนี้ ข้าพเจ้าดูกิริยานางเห็นจะรักท่านอยู่ เจ้าเมืองตินได้ฟังก๋งเลงว่ามีความยินดี แต่ยังกำลังเมาก็เคลิ้มหลับไปอีก ก๋งเลงก็กลับออกมาอยู่ภายนอก

ฝ่ายนางแหกีจึงทำนํ้าส้มสำหรับแก้เมาสุราให้นางหอฮอสาวใช้มาปฏิบัติเจ้าเมืองตินอยู่ ฝ่ายเจ้าเมืองตินครั้นประมาณสองยามสร่างเมาตื่นขึ้นเห็นนางหอฮอเอานํ้าส้มมาคำนับส่งให้ จึงถามว่านางแหกีไปไหน นางแหกีไปไหน นางหอฮอแจ้งว่านางแหกีไปทำนํ้าส้มอันนี้ ให้ข้าพเจ้ามาคอยปฏิบัติท่านอยู่ในตึก เจ้าเมืองตินได้แจ้งดังนั้นมีความยินดีก็รับนํ้าส้มปวยถึงมากินแล้ว จึงว่านางหอฮอเอานํ้าส้มปวยถึงมาให้เราได้ก็เห็นจะเป็นคนใช้ของเราได้ นางหอฮอจึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้าเป็นบ่าวจูบอก็เหมือนหนึ่งเป็นบ่าวของท่านเหมือนกัน ด้วยจูบอก็อยู่ในแผ่นดินของท่าน ท่านจะใช้สิ่งใดข้าพเจ้ามิได้ขัด เจ้าเมืองตินจึงว่า ข้ามาที่สวนจูลิมนี้ก็ปรารถนาจะใคร่พบกับนายเจ้า บัดนี้นายเจ้าก็ทิ้งเราเสียให้อยู่แต่ผู้เดียว เจ้าเป็นผู้ปฏิบัติแทนเห็นสมควรแล้วหรือ นางหอฮอจึงว่า นายข้าพเจ้าเป็นหญิงหม้าย อายุก็มากแล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าจะไม่สมควร

เจ้าเมืองตินจึงตอบว่า เมื่อตะกี้เราสลบไปเจ้าเข้าใจว่าเมาสุราหรือ เราเมาสุราสักสามส่วนเมานายเจ้าสักเจ็ดส่วน ถ้าเจ้าไม่ช่วยธุระในครั้งนี้ได้ก็ไม่กลับไปเมืองติน นางหอฮอจึงว่าข้าพเจ้าเป็นแต่บ่าวจะเข้าไปพูดจากับนายเห็นจะไม่สมควร เวลานี้ก็ดึกอยู่แล้ว เชิญท่านเข้าไปพูดจาเองก็เห็นนายข้าพเจ้าจะไม่ตัดทางไมตรีของท่าน ถ้าท่านจะเข้าไปข้าพเจ้าจะนำเข้าไปให้ถึงในตึก สุดแต่ปัญญาของท่านจะคิดอ่าน เจ้าเมืองตินมีความยินดีนักจึงให้นางหอฮอนำเข้าไปถึงในตึก แล้วเห็นนางแหกีแต่งตัวนั่งบนเก้าอี้ทำหลับอยู่ จึงเข้าช้อนประคองตัวให้ลุกขึ้น นางแหกีทำเป็นตกใจลุกขึ้นเดินหนีเข้าไปในห้อง เจ้าเมืองตินก็ตามเข้าไปได้พูดจากันจนสำเร็จกิจ

นางแหกีคนนี้ได้พบผู้ชายมาหลายคนแล้ว ก็ไม่สู้รักใคร่ชอบใจเหมือนฮางฮู ฮางฮูติดจะมีภาษีอยู่กว่าคนทั้งปวง แล้วมียาใส่ด้วย อิสตรีคนใดถูกยาอันนี้แล้วมีใจลุ่มหลงเป็นอันมาก ฝ่ายเจ้าเมืองตินติดจะย่อมเยาแล้วพิรุธอยู่ด้วย เมื่อสำเร็จกิจแล้ว เห็นนางแหกีถอนใจใหญ่ก็เข้าใจว่านางแหกีเสียนํ้าใจ จึงว่าแต่เราได้พบผู้หญิงมาก็มากแล้วไม่เหมือนเจ้าเลย ถึงจะเปรียบกับนางฟ้าก็ไม่กระไรกันนัก นางแหกีได้ฟังเจ้าเมืองตินว่าดังนั้นจึงว่า ตัวข้าพเจ้านี้คลอดบุตรได้สามวัน แผลก็สนิทดีดังเก่า เจ้าเมืองตินจึงว่าของเจ้ากับปากที่ว่านั้นก็เหมือนกัน แต่ของเราเห็นจะไม่สู้ชอบใจเจ้า ซึ่งได้พบมาแต่ก่อนๆ นั้นเป็นกระไรกัน นางแหกีได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าแต่ก่อนนั้นสามีข้าพเจ้าคนหนึ่งก็ตายมาเสียนานแล้วจำหาได้ไม่ บัดนี้ท่านเมตตาข้าพเจ้าคุณหาที่สุดมิได้ แต่ใจนางแหกีมีความสงสัยอยู่ว่าก๋งเลงกับฮางฮูมิบอกความจริงกับเจ้าเมืองแล้วดอกกระมัง เจ้าเมืองตินเห็นกิริยากับสีหน้านางแหกีพิรุธอยู่ก็ทำเป็นพูดว่า ก๋งเลงเขาสรรเสริญว่าดีทั้งภายนอกภายใน จริงของเขาทุกสิ่ง นางแหกีได้ยินยิ่งตกใจมากขึ้น เข้าใจว่าเจ้าเมืองรู้ความเป็นมั่นคง จึงว่าข้าพเจ้าเป็นหญิงหม้ายอยู่ มีผู้ปรารถนาเป็นอันมากยากที่จะรักษาตัว ถึงจะดีประการใดท่านก็ย่อมแจ้งอยู่แล้ว แล้วนางแหกีก็ทำเป็นรักใคร่ จึงถอดเสื้อชั้นในให้เจ้าเมืองตินตัวหนึ่ง เจ้าเมืองตินจึงว่าเราจะไปมาบ่อยๆ จะสมดังใจเรานึกหรือไม่ นางแหกีจึงตอบว่าท่านไปมาบ่อยๆ เหมือนหนึ่งข้าพเจ้าได้เกิดใหม่เหมือนกัน เลงก๋งมีความยินดีนัก ครั้นเวลาจะใกล้รุ่งก็ออกมาพักอยู่ที่สวนดอกไม้ ก๋งเลงจึงจัดแจงเอาม้าเข้าไปรับ เลงก๋งก็ขึ้นม้า นางแหกีก็ตามมาส่งจนสวนชั้นนอก

ฝ่ายขุนนางในเมืองตินพร้อมกันเข้าไปคอยคำนับเจ้าเมืองอยู่ที่ว่าราชการ พอเจ้าเมืองตินมาถึงจึงว่า เวลานี้ไม่มีราชการแล้วเชิญท่านทั้งปวงกลับไปบ้านเสียเถิด ขุนนางทั้งปวงก็คำนับแล้วก็กลับไป ฝ่ายฮางฮูมีความสงสัยอยู่ จึงลอบมาสกัดก๋งเลงแล้วถามว่า เราวันนี้พากันไปไหนมา ก๋งเลงบอกว่าไปเที่ยวสวนจูลิม ฮางฮูจึงว่าทำไมท่านจึงชิงเอาความชอบแต่ผู้เดียว ก๋งเลงจึงว่าครั้งนี้เป็นของเราแล้ว ครั้งหลังเป็นของท่านเถิด ต่างคนต่างหัวเราะ

ฝ่ายเจ้าเมืองเหลียวมาเห็นฮางฮูกับก๋งเลงพูดกันก็มีความสงสัย จึงให้หาก๋งเลงเข้าไปที่ข้างในถามว่าพูดอะไรกับฮางฮู หัวเราะเยาะว่าเรากินเดนหรือ ก๋งเลงได้ยินดังนั้นก็ตกใจ จึงคิดว่านางแหกีบอกความลับกับเจ้าเมืองแล้วก็คุกเข่าลงคำนับว่า ทำไมท่านจึงพูดดังนี้ เจ้าเมืองเห็นกิริยาก๋งเลงพิรุธจึงทำเป็นว่า ตัวมิได้บอกความจริงเรา แล้วกลับหัวเราะเยาะเราอีกโทษตัวผิดอยู่ ก๋งเลงเข้าใจว่าเจ้าเมืองรู้ความเป็นแน่แล้ว จึงขัดว่ามิใช่แต่ข้าพเจ้าผู้เดียว ฮางฮูก็ได้ไปมาอยู่เนืองๆ เจ้าเมืองคิดว่าก๋งเลงจะพูดประจบเอาก็สงสัยอยู่ จึงใช้คนไปหาฮางฮูเข้ามาแล้วจึงว่า ก๋งเลงเขาซัดเอาตัวด้วย ฮางฮูคิดว่าเลงก๋งแจ้งความจริงหมดทุกสิ่งแล้วก็รับสมคำก๋งเลง เจ้าเมืองตินทำเป็นหัวเราะแล้วจึงว่า ถ้าจริงดังนั้นคงจะได้สำคัญมาเราจึงจะเห็นความจริง ก๋งเลงกับฮางฮูก็ปลดดุมเสื้อออกให้เจ้าเมืองดูเสื้อชั้นในซึ่งได้มาแต่นางแหกีนั้น เจ้าเมืองเห็นสำคัญก็เชื่อ จึงว่าท่านทั้งสองมีความผิดอยู่ พบของดีหาบอกเราไม่ ปกปิดไว้กินแต่ผู้เดียว ก๋งเลงกับฮางฮูจึงคำนับว่า ธรรมดาข้ากับเจ้า ถ้าข้าพบปะของประหลาดก็ต้องทดลองชิมเสียก่อน ดีจริงแล้วก็ไม่อาจปกปิดไว้คงจะแจ้งความให้ท่านทราบ เจ้าเมืองตินก็ปลดดุมเสื้อออกอวดบ้าง ต่างคนต่างหัวเราะกัน ก็ชวนกันเสพสุราพูดจากันตามสบาย จึงนัดว่าเวลาวันอื่นเราไปให้พร้อมกันสักครั้งหนึ่ง

ขณะนั้นมีขุนนางคนหนึ่ง แจ้งว่าเจ้าเมืองตินทำการผิดธรรมเนียมดังนั้นก็ร้องเข้าไปโดยเสียงอันดังว่า เมืองตินจะฉิบหายเสียโดยเร็วแล้ว เจ้าเมืองตินได้ยินดังนั้นแลออกไปดูเห็นซีตีขุนนางผู้ใหญ่เดินเข้ามา ก๋งเลงกับฮางฮูคิดว่าซีตีเป็นคนซื่อสัตย์มั่นคง เข้ามาทั้งนี้ก็ปรารถนาจะห้ามเจ้าเมือง ถ้าเราอยู่ที่นี่ด้วย ซีตีก็จะว่ากล่าวติเตียนว่าเราชักชวนให้เจ้าเมืองกระทำผิดอย่างธรรมเนียม จำเราจะต้องหลีกไปเสียให้พ้น ต่างคนต่างก็คำนับลาเจ้าเมืองตินออกไปแอบฉากฟังความอยู่

ฝ่ายเจ้าเมืองตินคิดว่าซีตีเข้ามาก็จะว่ากล่าวต่างๆ คิดจะหนีเข้าไปเสียในตึก ซีตีเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้าไปคุกเข่าลงแจ้งความว่า ข้าพเจ้าได้ยินชาวบ้านชาวเมืองพูดว่า ท่านทำความหยาบช้าหลายข้อๆ หนึ่งคบคิดกันไปหานางแหกี นางแหกีนี้ก็เป็นป้าสะใภ้ของท่าน ข้อหนึ่งไม่ได้เอาใจใส่ในราชการบ้านเมืองอาณาประชาราษฎร์ได้ความเดือดร้อนนัก ข้อหนึ่งไม่คิดละอายแก่เจ้าเมืองทั้งปวง ด้วยเจ้าเมืองทั้งปวงเขาคิดตั้งตัวอยู่ทุกเมือง ตัวท่านคิดแต่จะล้างชื่อบิดามารดาเสีย ความซึ่งประพฤติอย่างนี้หามีใครที่จะบังอาจเข้ามาเตือนว่ากล่าวได้ไม่ ด้วยข้าพเจ้าคิดถึงเจ้าเมืองตินคนก่อน จึงบังอาจเข้ามาห้ามปราม ท่านทำผิดรู้แล้วทำเฉยเสียกลัวเทวดามนุษย์เขาจะแช่ง ขอท่านจงตรึกตรองการซึ่งทำมาแต่ก่อน ถ้าสืบไปเบื้องหน้าคนชั้นหลังจะยกขึ้นเล่าเป็นนิทาน ถ้าคนดีมีสติแล้วไม่อยากจะฟังเรื่องของท่านเอาไว้เป็นคติ เกิดมาเป็นชายหญิงจำจะรักษาชื่อไว้ให้คนสรรเสริญไปจึงจะควร ท่านคิดเห็นอย่างไรไว้ชื่อเสียงอย่างนี้ อย่าพาให้ชื่อบิดามารดามาพลอยสูญเสียเลย ข้าพเจ้ามาพูดตรงนี้ยอมจะเอาชีวิตมาแลกชื่อของท่านไว้

เลงก๋งเจ้าเมืองตินได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ความที่เป็นมาแล้วเราก็ยอมผิดทุกอย่าง ต่อไปเบื้องหน้าเราไม่ทำแล้ว ซึ่งท่านมาชี้แจงครั้งนี้เหมือนหนึ่งช่วยเราตีเมืองอันใหญ่ได้เหมือนกัน ซีตีขุนนางได้ฟังมีความยินดีนัก จึงคำนับลาเลงก๋งออกมา แลเห็นก๋งเลงฮางฮูสองคนแอบฟังความอยู่หลังฉาก ซีตีจึงจับข้อมือก๋งเลงฮางฮูออกมาข้างนอกจึงว่า เสียดายเบี้ยหวัดเงินเดือนมาเลี้ยงคนขายเจ้าและขายบิดามารดา เสียแรงได้รํ่าเรียนหนังสือทิ้งความดีเสียประพฤติแต่ความชั่ว คนจำพวกนี้จะสู้สัตว์เดียรฉานก็ไม่ได้ สัตว์เดียรฉานยังจะรู้จักเจ้าของก็มีมาก อนึ่งรูปเป็นคนใจเป็นสัตว์ คนจำพวกนี้เราไม่ขอคบ

ก๋งเลงฮางฮูได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงถามว่าท่านเปรียบมาทั้งนี้เรารู้ในอุบายท่านทุกอย่าง ท่านไว้ตัวท่านเป็นคนมีกตัญญูเก็บเอาความมิดีมาถมใส่ไว้แก่ผู้อื่น ท่านพูดนั้นมีความเหลือเกินหลายข้อ ข้อหนึ่งว่ากินเสียเบี้ยหวัดเงินเดือนกลับขายเจ้า ซ้ำขายบิดามารดา ข้อหนึ่งว่ารูปเหมือนคนใจเหมือนสัตว์เดียรฉาน ความเหล่านี้ท่านพูดเหลือเกินนัก

ซีตีได้ยินก๋งเลงฮางฮูพูดดังนั้น แกล้งทำเป็นหัวเราะจึงว่าท่านทั้งสองยังเรียนรู้น้อยนัก เราจะสอนต่อไปอีก ในอธิบายกว้างขวางซึ่งท่านคิดว่าเราพูดเหลือเกินหาถูกไม่ เราพูดนิดเดียวดอกท่านอย่าโกรธเลย อย่างธรรมเนียมขุนนางเจ้านายรักษาบ้านเมืองให้เป็นสุขนี้ยากนัก ถ้าบ้านเมืองเป็นปรกติอยู่แล้ว ถึงข้าศึกจะมาเบียดเบียนก็น้อย ถ้าบ้านเมืองวุ่นวายจะเป็นอันตรายแก่ข้าศึก ถ้าบ้านเมืองเป็นอันตรายแล้ว ไม่ใช่แต่ขายเจ้าและขายบิดามารดา ซ้ำจะขายกระดูกของปู่ย่าตายายในใต้ดินด้วยอีก ซึ่งสัตว์เดียรฉานหาทำลายบ้านเมืองได้ไม่ เราเห็นดังนี้จึงบังอาจว่าถ้าผู้ใดกระทำผิดสู้สัตว์เดียรฉานไม่ได้นั้น ท่านเห็นด้วยหรือไม่ ก๋งเลงฮางฮูหาตอบประการใดไม่ จึงแกล้งทำยินดีรับว่าข้าพเจ้าได้ผิดแล้วท่านจงงดโทษเสียสักครั้งหนึ่ง ถ้าไปข้างหน้าข้าพเจ้ามิได้บังอาจทำความผิดต่อไป แล้วลุกขึ้นคำนับซีตีต่างคนต่างลาไปบ้าน ด้วยซีตีเป็นคนซื่อ สำคัญว่าก๋งเลงฮางฮูรับสารภาพโดยสุจริตมีความยินดีจึงกลับมาบ้านบอกแก่ภรรยาว่าบ้านเมืองเห็นจะเป็นสุขแล้ว

ฝ่ายก๋งเลงฮางฮูเวลาเย็นก็เข้าไปคำนับเลงก๋ง จึงแกล้งพูดว่าซึ่งการที่ท่านกับข้าพเจ้าคิดไว้ ซีตีรู้ได้เข้ามาห้ามปรามเห็นท่านจะต้องทำตามถ้อยคำ เจ้าเมืองตินจึงตอบว่า ซีตีมาพูดเป็นความจริงทุกสิ่ง จำจะต้องเชื่อฟัง ก๋งเลงได้ยินดังนั้นจึงคิดว่าเลงก๋งเชื่อคำซีตีเสียแล้ว เราจะทำราชการต่อไปข้างหน้าเห็นจะไม่พ้นความผิด ก๋งเลงจึงคิดอุบายพูดว่า ซีตีมาห้ามปรามนั้นข้าพเจ้าก็เห็นด้วย จึงพยักหน้าให้ฮางฮูพูดบ้าง ฮางฮูรู้ในทีก๋งเลงแล้ว ฮางฮูจึงว่าซีตีไว้ตัวเป็นคนซื่อตรง แต่ยังหาเห็นรูปนางแหกีไม่ ถ้าซีตีเห็นรูปนางแหกีแล้ว เราจึงจะเชื่อว่าซีตีเป็นคนซื่อจริง ก๋งเลงทำเป็นหัวเราะแล้วว่า ถ้าซีตีเห็นรูปนางแหกีแล้ว ก็คงจะทำเป็นไม่รักด้วยตัวพูดเกินไปแล้ว ฮางฮูจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้านี้ซีตีจะโกรธก็โกรธเถิด ด้วยยังเสียดายวาจากิริยากับรูปนางแหกีนัก นางแหกีหาใครเสมอสองก็ยาก จะหาคนซื่อตรงเหมือนซีตีนั้นพอจะหาได้บ้าง ถึงซีตีจะไม่คบกับเราก็แล้วไปแต่ให้นางแหกีรักเราเถิด

ก๋งเลงดูทีเจ้าเมืองตินยังมีความอาลัยถึงนางแหกีอยู่ จึงว่าข้าพเจ้าจะคิดยืดยาวไปอย่างท่านนั้นก็เห็นจะขัดอยู่ ด้วยเกรงซีตีเป็นเพื่อนขุนนางกันมา แต่ในคํ่าวันนี้จะขอชมนางแหกีอีกสักครั้งหนึ่ง เจ้าเมืองตินได้ยินก๋งเลงฮางฮูพูดกันถึงกิริยาวาจารูปนางแหกีจิตประหวัดไปอีก จึงชวนก๋งเลงฮางฮูพูดถึงนางแหกีต่างๆ

ก๋งเลงฮางฮูเห็นเจ้าเมืองกลับใจแล้วก็แกล้งทำเป็นลาจะไปสวนจูลิม เจ้าเมืองตินจึงว่าอย่าเพิ่งไปก่อน ด้วยก๋งเลงพูดเรายังติดใจอยู่ ฮางฮูจึงถามว่าท่านติดใจคำไหน เจ้าเมืองตินจึงว่าคำที่ก๋งเลงพูดว่า จะไปชมอีกครั้งหนึ่งสองครั้งนั้นคำอันนี้พอจะทำได้ซึ่งฮางฮูพูดนั้นความยาวนัก ฮางฮูได้ยินดังนั้นจึงหัวเราะว่า ข้าพเจ้ากับก๋งเลงเป็นแต่ขุนนางหาเกี่ยวข้องไม่ ซึ่งท่านจะคิดกลับไปอีกนั้นเห็นยังขัดอยู่ด้วยท่านเป็นเจ้าเมืองรับคำซีตีแล้วอย่าคิดอีกเลย ขอให้แต่ข้าพเจ้าสองคนไปเถิดด้วยยังเสียดายอยู่

เจ้าเมืองตินได้ฟังดังนั้น ยังอาลัยถึงรูปนางแหกีลืมคำซีตีเสีย จึงว่าขอให้เราไปสักครั้งหนึ่งเถิด ซีตีเห็นจะไม่รู้ดอก ก๋งเลงฮางฮูเห็นเจ้าเมืองตินยังรักนางแหกีอยู่เป็นทีแล้วจำจะต้องคิดฆ่าซีตีเสียครั้งนี้ จึงว่าท่านอย่าไปเลย ถ้าซีตีไม่รู้ก็จะดี ถ้าซีตีรู้เข้าก็จะได้ความอัปยศ เจ้าเมืองตินได้ยินดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ ก๋งเลงเห็นดังนั้นจึงว่า ถ้าซีตีเป็นใบ้พูดออกไม่ได้ก็จะดี เจ้าเมืองตินไม่รู้เท่าทันจึงว่าห้ามคนอื่นๆ พอจะห้ามได้ จะห้ามซีตีไม่ให้พูดนั้นยากนัก ฮางฮูจึงว่าก๋งเลงพูดนี้เป็นการใหญ่ ท่านไม่รู้ถึง แต่ข้าพเจ้ารู้ในปัญญาก๋งเลงอยู่ เจ้าเมืองตินจึงว่า ฮางฮูเห็นปัญญาก๋งเลงอย่างไรพูดให้เราฟัง ฮางฮูจึงว่า ในปัญญาก๋งเลงนั้นปรารถนาจะให้ซีตีถึงแก่ความตาย การที่คิดไว้จะได้เป็นสุข เจ้าเมืองตินจึงว่าซึ่งจะให้เราฆ่าซีตีนั้นไม่ได้ ด้วยซีตีไม่มีความผิด ฮางฮูจึงถามก๋งเลงว่าเป็นกระไร เราจำจะต้องคิดพูดจาถ่ายเทอย่างอื่นจึงจะได้ ฮางฮูจึงขยิบตาให้ก๋งเลง ก๋งเลงรู้ในทีฮางฮู จึงแกล้งทำเป็นคำนับลาจะกลับไปบ้าน ฮางฮูจึงจับข้อมือก๋งเลงว่าท่านอย่าเพิ่งไป การที่คิดนั้นยังไม่สำเร็จ ท่านจะหนีไปแต่ผู้เดียวเรายังหายอมไม่ ก๋งเลงจึงตอบว่า ในเพลาคํ่าวันนี้เป็นวันนัดกับนางแหกี ครั้นข้าพเจ้าจะมิไป กลัวจะเสียความสัจสัญญาไว้ การที่คิดนั้นเอาไว้เวลาอื่นค่อยคิดตรึกตรองต่อไป ทำไมแก่ซีตีผู้เดียว เมื่อท่านยังเกรงใจอยู่ก็ตามแต่อัชฌาสัยเถิด

ก๋งเลงก็แกล้งทำเป็นถอนใจใหญ่แล้วจึงว่า ถ้าซีตีมีโรคปัจจุบันตายจึงจะไม่มีขัดข้อง แล้วแกล้งพูดกระทบลองใจเจ้าเมืองตินว่า เดชะบุญของเรา ขอให้อสรพิษเข้ากัดซีตีให้ถึงแก่ความตายแต่ในคํ่านี้เถิด เจ้าเมืองกับฮางฮูก็หัวเราะ

ก๋งเลงทำเบือนหน้าเสีย ฮางฮูจึงเข้ากระซิบพูดกับเจ้าเมืองตินว่า ก๋งเลงนี้เห็นจะตายแทนนางแหกีได้ เจ้าเมืองจึงตอบว่าอย่าว่าแต่ก๋งเลงเลย ถึงเราท่านก็ตายแทนนางแหกีได้เหมือนกัน แล้วต่างคนต่างหัวเราะ ก๋งเลงฮางฮูต่างคนต่างคำนับลามาบ้าน เจ้าเมืองจึงสั่งว่าท่านทั้งสองอย่าทิ้งเรา เพลาพรุ่งนี้ท่านจงกลับมาพูดกับเราอีก

ก๋งเลงฮางฮูรับคำเจ้าเมืองแล้ว พากันจูงมือเดินออกมาข้างนอกตึกยืนปรึกษากับฮางฮูว่า เราคิดอย่างไรจะฆ่าซีตีเสียได้ ก๋งเลงจึงว่า ถ้าจะฆ่าซีตีแล้วเรามีทหารอยู่คนหนึ่ง เราจะหาตัวมาสั่งให้ซุ่มอยู่ตามทางที่ซีตีจะเข้ามาคำนับเจ้าเมืองในคํ่าวันนี้ คงจะสำเร็จอย่างใจคิด ถ้าช้าไปซีตีเห็นเจ้าเมืองไม่ทิ้งนางแหกี ซีตีคงจะนึกระวังตัว การช้าไปจะเสียที ด้วยเดี๋ยวนี้ซีตีเข้าใจว่าเจ้าเมืองเชื่อคำห้ามปรามของตัวแล้วจะมีความประมาทอยู่ ฝ่ายเจ้าเมืองเล่าใจยังผูกพันถึงนางแหกีเป็นอันมาก ถึงรู้ว่าซีตีตายความนั้นก็จะไม่เป็นไร เราตรองเห็นอย่างนี้ ท่านจะเห็นเป็นประการใด ฮางฮูจึงตอบว่า ท่านคิดได้สำเร็จดังนี้ก็ดีอยู่แล้ว ถ้ามิสำเร็จจะพาให้พวกพ้องถึงแก่ความตาย การสิ่งนี้เป็นการใหญ่ ก๋งเลงจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย แล้วก็หาทหารมาสั่งให้ซุ่มอยู่ตามทางคอยสกัดฆ่าซีตี สั่งแล้วก๋งเลงฮางฮูต่างคนต่างไปบ้าน

ฝ่ายซีตีเพลาคํ่าวันนี้ จะเข้ามาแจ้งราชการต่อเจ้าเมือง ภรรยาจึงห้ามไว้ว่า ท่านไปครั้งนี้จงระวังตัวให้หนัก เมื่อเพลาเช้าท่านพูดจาหักหาญมีคนขัดใจท่าน ซีตีจึงตอบว่าท่านพูดนี้ก็ชอบอยู่ ด้วยเราเห็นว่าจะมีเหตุมายังจะช้าอยู่ในคํ่าวันนี้ การยังเร็วนักยังไม่ควรจะสงสัย ครั้นเราจะมิไปเจ้าเมืองใจจะหวนกลับไปอีก เราจำจะต้องเข้าไปพูดจาตักเตือนอยู่เนืองๆ จึงจะชอบ แล้วเรียกให้คนใช้จูงม้าเข้ามาที่บ้าน ซีตีขึ้นม้าไปกับคนใช้สามสี่คน ไปถึงห่างตึกเจ้าเมืองประมาณสักเส้นหนึ่ง ทหารที่ก๋งเลงซุ่มอยู่กรูกันออกมาเอาง้าวฟันซีตีพลัดตกหลังม้าถึงแก่ความตาย คนใช้ตกใจหนีมาบ้านแจ้งความแก่ภรรยาซีตีว่า ไปตามทางมีผู้ร้ายลอบฆ่านายเราตายเสียแล้ว

ภรรยาซีตีจึงร้องเรียกคนใช้ประมาณยี่สิบคนไปเก็บเอาศพซีตีมา ตัวภรรยาซีตีนั้นเลยเข้าไปแจ้งความกับเลงก๋งเจ้าเมืองติน ในทันใดนั้นเลงก๋งนึกอยู่แต่ในใจ รู้ว่าก๋งเลงฮางฮูฆ่าซีตีเสียแล้วจึงว่ากับภรรยาซีตีว่า เกิดมาเป็นคนแล้วหนีความตายไม่พ้น ตัวเราตัวท่านก็จะถึงความตายเหมือนกันท่านอย่าเสียใจเลย เราจะช่วยสืบจับเอาตัวคนร้ายให้จงได้ แต่ศพซีตีนั้นท่านเก็บไปไว้บ้านก่อนเถิด ภรรยาซีตีเห็นกิริยาเจ้าเมืองพูดจาเฉยอยู่จึงตอบว่า ผัวข้าพเจ้ามีความรักใคร่ท่าน ถึงจะตายก็มีชื่อปรากฏให้คนสรรเสริญ ซึ่งท่านจะจับตัวผู้ร้าย ขอให้ปรากฏแก่ไพร่บ้านพลเมือง ซึ่งศพผัวข้าพเจ้านั้นจัดแจงเก็บไปไว้บ้านแล้ว อย่าเป็นธุระท่านเลย ขอแต่บุญท่านช่วยจับอ้ายผู้ร้ายฆ่าผัวข้าพเจ้าให้เหมือนอย่างถ้อยคำท่าน แล้วภรรยาซีตีก็คำนับลาเลงก๋งกลับบ้าน

ตั้งแต่นั้นมาชาวบ้านชาวเมืองชวนกันพูดว่า ซีตีไตหูนี้เห็นจะเป็นเจ้าเมืองใช้ให้คนลอบฆ่าเสียเป็นมั่นคง ฝ่ายฮางฮูรุ่งเช้าขึ้นมาคำนับเจ้าเมืองทำพูดว่าเพลาคืนนี้ ซีตีถูกคำแช่งของก๋งเลง มีผู้ร้ายมาลอบฆ่าถึงแก่ความตายเสียแล้ว ความอันนี้พิจารณาเข้า เห็นจะไม่พ้นตัวก๋งเลงเป็นมั่นคง เลงก๋งเจ้าเมืองได้ยินดังนั้นก็โกรธว่าการตัวคิดด้วยกันแกล้งทำไขสือหมายว่าจะไม่รู้เท่าทันหรือ ซึ่งทำการครั้งนี้พาให้เราพลอยเสียไปด้วย ความชั่วทั้งนี้คงตกอยู่กับเราสิ้น ฮางฮูเห็นเลงก๋งโกรธก็แกล้งพูดว่า ความสัจจริงข้าพเจ้าหาได้รู้เห็นไม่ ท่านมาเข้าใจเอาว่าข้าพเจ้ากับก๋งเลงเป็นตัวผู้ร้าย ครั้นข้าพเจ้าจะแจ้งความจริงให้ท่านฟังก็มัวหมองอยู่กับก๋งเลงและข้าพเจ้า ถึงจะพูดให้ท่านผู้ใดฟังยากที่จะเห็นจริง บัดนี้ท่านไม่เห็นจริงของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะขอลาตายตามซีตี ถึงข้าพเจ้าจะตาย เหตุทั้งนี้เกิดเพราะนางแหกี คงจะเอานางแหกีไปด้วย ซึ่งจะทิ้งนางแหกีไว้ให้คนหลังชมยังมีความเสียดายนัก บัดนี้ถึงก๋งเลงก็รู้ตัวว่าท่านสงสัย ก๋งเลงจึงให้ข้าพเจ้าเข้ามาฟังข่าวคราว ตัวก๋งเลงนั้นบัดนี้ไปคุมตัวนางแหกีอยู่ คอยฟังว่าถ้าท่านสงสัยข้าพเจ้ากับก๋งเลงแล้ว ถ้าข้าพเจ้ายอมจะถวายชีวิตต่อหน้าท่าน ก๋งเลงก็จะถวายชีวิตอยู่ในสวนจูลิม ข้าพเจ้าเห็นก๋งเลงจำจะฆ่านางแหกีเสียก่อนก๋งเลงจึงจะยอมตาย ความสัจจริงดังนี้ ข้าพเจ้าจึงบังอาจพูดว่า ตัวข้าพเจ้าจะตายจะเอาตัวนางแหกีไปด้วย แล้วฮางฮูแกล้งชักกระบี่ออกคุกเข่าลงว่า ข้าพเจ้าจะขอลาตายแล้ว เลงก๋งกลัวความจะตลอดไปถึงนางแหกี จึงแย่งเอากระบี่ที่มือฮางฮู ฮางฮูยิ่งทำเป็นโทมนัสมากขึ้น หายอมปล่อยกระบี่ให้ไม่ ด้วยเจ้าเมืองมีน้ำใจผูกพันเป็นอันมากจึงสาบานให้ว่า ท่านอย่าตายเลย ถึงซีตีตายจะเป็นท่านกับก๋งเลงคิดจริงก็ดี เราก็จะยกโทษให้ท่านเสีย ไม่เอาโทษท่านแล้ว

ฮางฮูเห็นเจ้าเมืองให้ความสัจสัญญาแล้ว จึงแกล้งเอามือเช็ดนํ้าตาแล้วลาเลงก๋งออกมาหาก๋งเลงจึงเล่าความที่พูดจากับเจ้าเมืองให้ก๋งเลงฟังแล้วจึงหัวเราะจับมือฮางฮูว่า ฝีปากท่านก็ดีอยู่แล้ว แต่ชีวิตเราท่านนี้รอดจากความตายเพราะนางแหกีช่วยเราไว้ ฮางฮูจึงตอบว่า ท่านสรรเสริญฝีปากเราว่าดีนั้น เพราะเจ้าเมืองสติมิดีอยู่แล้ว กิริยาอย่างเราทำนี้เห็นก็จะใช้ไม่ได้ ก๋งเลงจึงว่า ท่านอย่าถ่อมปัญญาท่านเลย เกิดมาเป็นแพทย์มียารักษาโรค ถ้าดูไว้แม่นแล้ววางยาคงถูกโรค โรคนั้นก็หายควรเราจะสรรเสริญท่านอยู่แล้ว ต่างคนต่างหัวเราะก็ลากันไปบ้าน ประมาณวันหนึ่งสองวันเลงก๋งเจ้าเมืองหาตัวฮางฮูก๋งเลงมาปรึกษากันจะไปชมสวนจูลิมอีก ฮางฮูจึงว่าซีตีเพิ่งจะตายลง ถ้าจะไปสวนอย่าเพิ่งออกหน้าชอบแต่ลักลอบไปก่อน ความที่ชาวบ้านชาวเมืองสงสัยนั้นจะเป็นจริงไป เลงก๋งจึงว่าสติฮางฮูนั้นดีกว่าเรามาก ยังคิดถึงความละอายได้ ใจเรานึกว่าจะไปสวนจูลิมแล้วก็ลืมคำซีตีเสีย จึงสั่งฮางฮูต่อไปว่า ถ้าไปเบื้องหน้าเห็นว่าเราสติพลาดพลั้งเป็นประการใดๆ คอยตักเตือนหน่วงเหนี่ยวไว้ อย่าให้อายแก่ชาวบ้านชาวเมืองได้ ฮางฮูจึงคำนับรับคำไว้ ตั้งแต่นั้นมาลักลอบไปเที่ยวสวนจูลิมอยู่ได้ประมาณสามสี่ครั้ง ครั้นภายหลังรักทวีมากขึ้น หามีความละอายแก่ชาวบ้านชาวเมืองไม่

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ