ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวง ครั้นถึงกำหนดถวายเครื่องบรรณาการต่างก็คุมเครื่องบรรณาการมาเมืองหลวงเข้าเฝ้าตามธรรมเนียม แต่เมืองฌ้อนั้นแข็งเมืองอยู่หามาไม่ พระเจ้าเบ๊งอ๋องทรงพระโกรธ จะเกณฑ์กองทัพไปตีเมืองฌ้อ ขุนนางทั้งปวงจึงทูลว่า เมืองฌ้อมีแต่ต้นตะไคร้หอมเกวียนหนึ่งมาถวายเป็นเครื่องบรรณาการหามีสิ่งใดไม่ บัดนี้พระองค์เพิ่งจะรื้อถ่ายบ้านเมืองมา เสบียงอาหารซึ่งจะเป็นกำลังทแกล้วทหารก็ยังขัดสน ทั้งกองทัพเมืองเกียงหยงก็ยังตั้งอยู่ปลายแดน ถ้าพระองค์เสด็จยกกองทัพไปกระทำแก่เมืองฌ้อ กองทัพเมืองเกียงหยงรู้ก็จะยกเข้าตีเมืองเห็นจะเสียที ของดไว้ทรงตรึกตรองดูก่อน พอขุนนางพาผู้ถือหนังสือบอกเมืองไซกีเข้ามากราบทูลว่ากองทัพเมืองเกียงหยงตีเข้ามาได้หัวเมืองแดนเมืองไซกีประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว บัดนี้กองทัพเมืองเกียงหยงมาตั้งอยู่เมืองกีหง

พระเจ้าเบ๊งอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ตกพระทัย จึงตรัสแก่เองไขเจ้าเมืองจิ๋นว่า ท่านจงกลับไปเมือง จัดแจงกองทัพไปตีเมืองเกียงหยง แม้นได้ชัยชนะเมืองเกียงหยงเราจะยกแดนเมืองไซกีให้เป็นบำเหน็จ กีโหได้ฟังพระเจ้าเบ๊งอ๋องตรัสดังนั้น ก็ทอดใจใหญ่จึงคิดว่า กองทัพเมืองเกียงหยงเหยียบแดนเข้ามานิดหนึ่งเท่านี้ หัวเมืองทั้งปวงก็มาเฝ้าอยู่พร้อมกัน ถ้าพระเจ้าเบ๊งอ๋องจะมีรับสั่งให้หัวเมืองทั้งปวงไปจัดทหารยกทัพมาช่วยกันระดมตีกองทัพเมืองเกียงหยง ก็จะพ่ายแพ้หนีไปโดยง่าย บัดนี้พระเจ้าเบ๊งอ๋องสั่งแก่เองไขเจ้าเมืองจิ๋นผู้เดียว ให้ทำการศึกกับเจ้าเมืองเกียงหยง ถ้าชนะเจ้าเมืองเกียงหยงแล้วจะพระราชทานที่แดนเมืองไซกีให้แก่เองไข อันทหารเมืองเกียงหยงนั้นเคยแพ้ฝีมือทหารเองไขอยู่ ถ้าเองไขได้ที่แดนเมืองไซกี เห็นจะมีใจกำเริบ ทุกวันนี้เมืองจิ๋นก็มีเมืองขึ้นเป็นอันมาก ที่แดนก็กว้างขวางยังจะได้แดนไซกีอีกด้วย อันเองไขคนนี้ แต่ครั้งปู่เองไขต่อมาหลายชั่ว จะได้มีความชอบสิ่งใดก็หามิได้ ครั้งแผ่นดินห้องสินนั้น ยูเลียมออกไลปู่เองไขเป็นขุนนางอยู่ในพระเจ้าติวอ๋อง ครั้นเห็นแผ่นดินติวอ๋องจะเสียแก่พระเจ้าบู๊อ๋อง พี่น้องสองคนจึงลักตราหยกไปถวายพระเจ้าบู๊อ๋อง เกียงจูแหยให้ฆ่าเสียทั้งสองคน

ครั้นมาถึงแผ่นดินพระเจ้าเฮาอ๋อง เองหยูผู้หลานยูเลียมได้มารับราชการในตำแหน่งขุนนางกรมม้า เองหยูปรนปรือม้าอ้วนพีมีความชอบ พระเจ้าเฮาอ๋องจึงพระราชทานเมืองฮูหยงให้เองหยู ครั้นมาถึงแผ่นดินพระเจ้าซวนอ๋อง จึงตั้งเองไขผู้หลานเองหยูเป็นเจ้าเมืองฮูหยง แปลงชื่อเสียใหม่ ชื่อเมืองจิ๋น ซึ่งพระเจ้าเบ๊งอ๋องจะให้แดนเมืองไซกีแก่เองไขนี้ก็เพราะบุญของเองไขที่จะได้ตั้งตัวเป็นใหญ่ไปภายหน้า ครั้นจะทูลทัดทานไว้ เองไขก็จะน้อยใจ ด้วยเป็นคนรักชอบกันมาแต่ก่อน คิดแล้วกีโหก็นิ่งอยู่มิได้เพ็ดทูลประการใด เองไขและหัวเมืองทั้งปวงครั้นถวายเครื่องบรรณาการแล้ว ต่างคนก็ทูลลากลับไปเมือง เองไขไปถึงเมืองจิ๋น จึงกะเกณฑ์กองทัพใหญ่ยกไปตีเมืองเกียงหยง

ฝ่ายเจ้าเมืองเกียงหยง ตีล่วงแดนเมืองหลวงเข้าไปตั้งอยู่เมืองกีหง พอม้าเร็วมาบอกว่ากองทัพเมืองจิ๋นยกไปตีเมืองเกียงหยงล่วงด่านเข้าไปหลายตำบลแล้ว เจ้าเมืองเกียงหยงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงสั่งให้เลิกทัพกลับไปเมืองเกียงหยง จัดแจงรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มั่นคง พอกองทัพเมืองจิ๋นไปถึงตั้งค่ายประชิดกำแพงเมืองไว้ ด้านเมืองเกียงหยงก็ต้านทานกองทัพเมืองจิ๋นเป็นสามารถ ทำศึกขับเคี่ยวกันถึงสามปี เจ้าเมืองเกียงหยงเสียทแกล้วทหารเป็นอันมากก็ตั้งมั่นอยู่ในเมือง เองไขคิดจะหักเข้าเมืองเกียงหยงให้จงได้ ก็ให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าไปในเมืองดังห่าฝน ทหารเมืองเกียงหยงซึ่งรักษาหน้าที่ต่างหลบหลีกเข้าหาที่บังตัว ทหารเมืองจิ๋นได้ทีก็เอาบันไดหกพาดกำแพงเมืองปีนขึ้นไปได้ ไล่ฆ่าฟันพุดเตเตงกับบ้วนน้า ทหารเอกเมืองเกียงหยงตายอยู่บนเชิงเทิน เจ้าเมืองเกียงหยงก็ให้เปิดประตูเมืองพาทหารหนีไปอยู่เมืองไซหองเอียงก๋ง เองไขครั้นได้เมืองเกียงหยงแล้วก็ตั้งเกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎร์ซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นไปนั้น ให้กลับมาอยู่ตามภูมิลำเนา จัดแจงบ้านเมืองให้ปกติราบคาบแล้วปูนบำเหน็จทแกล้วทหารที่มีฝีมือความชอบตามสมควรแล้วจึงมีหนังสือบอกข้อราชการให้ม้าเร็วถือไปเมืองหลวงฉบับหนึ่ง เองไขแต่งให้นายทหารอยู่รักษาเมืองเกียงหยง แล้วยกทัพกลับมาเมืองจิ๋น

ฝ่ายพระเจ้าเบ๊งอ๋อง ตั้งแต่ให้เองไขไปตีเมืองเกียงหยงก็ให้ม้าเร็วไปสืบข่าวราชการ ณ เมืองกีหงอยู่มิได้ขาด ครั้นแจ้งว่าทัพเมืองเกียงหยงเลิกไปก็ค่อยสบายพระทัย วันหนึ่งเสด็จออกว่าราชการขุนนางเฝ้าพร้อมกัน เจ้าพนักงานนำผู้ถือหนังสือบอกเจ้าเมืองจิ๋นเข้ามากราบทูลว่าเองไขเจ้าเมืองจิ๋นยกทัพไปตีเมืองเกียงหยงได้ แต่ตัวชาเลเทนั้นหนีไป พระเจ้าเบ๊งอ๋องแจ้งดังนั้นยินดีนัก จึงตรัสสั่งขุนนางผู้ใหญ่ว่า เราได้ออกปากไว้แต่ก่อนว่า เองไขทำศึกชนะเมืองเกียงหยงแล้วจะให้หัวเมืองในแดนเมืองไซกี ทั้งเมืองสินก็อยู่ในแดนไซกีด้วย ท่านจงมีหนังสือไปให้หัวเมืองเหล่านั้นไปขึ้นกับเมืองจิ๋นให้สิ้น สั่งแล้วพระเจ้าเบ๊งอ๋องก็เสด็จขึ้น ตั้งแต่นั้นมาเมืองหลวงก็อยู่เย็นเป็นสุข พระเจ้าเบ๊งอ๋องเสวยราชสมบัติได้สามสิบปีกีโหก็ตาย ขณะเมื่อกีโหตายนั้นอายุได้เก้าสิบแปดปี พระเจ้าเบ๊งอ๋องก็ให้ทำการฝังศพตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ แล้วตั้งก๋งจูกีชุนอ๋วนเป็นที่โอยฮวนก๋งครองเมืองโอยแทนกีโหผู้บิดา

ฝ่ายเองไขเจ้าเมืองจิ๋น ครั้นได้ที่แดนไซกีเป็นเมืองขึ้นกว้างขวางกว่าหัวเมืองทั้งปวง เองไขตั้งตัวขึ้นเป็นจิ๋นก๊ก แล้วตั้งตำแหน่งขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนเหมือนดังเมืองหลวง เองไขครองเมืองจิ๋นมาจนอายุได้เจ็ดสิบแปดปีถึงแก่กรรมตาย ก๋งจูบู๋ผู้บุตรทำการฝังศพตามธรรมเนียม และเมื่อเองไขตายนั้น พระเจ้าเบ๊งอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองหลวงได้สิบห้าปี ก๋งจูบู๋ผู้บุตรเองไขได้ครองเมืองจิ๋นเป็นจิ๋นบู๋นก๋ง อยู่มาเวลากลางคืนวันหนึ่ง จิ๋นบู๋นก๋งหลับสนิทฝันว่า งูตัวหนึ่งสีเหลืองศีรษะใหญ่เท่าเรือนเกวียน ห้อยศีรษะลงมาแต่บนฟ้า อยู่ประมาณครู่หนึ่งงูนั้นกลายเป็นเด็กคนหนึ่ง เดินเข้ามาคำนับบอกว่าเป็นบุตรเซียงเต้ คำไทยแปลว่าอิศวร อิศวรใช้ให้มาบอกจิ๋นบู๋นก๋งว่า ให้เป็นเป๊กเต้เจ้าแผ่นดิน เป็นใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง แล้วเด็กนั้นก็หายไป

จิ๋นบู๋นก๋งตื่นจากที่นอน พอเพลารุ่งเช้า จึงให้หาไตสุตุนเข้ามาข้างใน แจ้งความฝันให้ฟังแล้วว่า เราฝันดังนี้จะร้ายดีประการใด ไตสุตุนพิเคราะห์ความในสุบินตามสังเกตมาแต่ก่อน จึงคำนับบอกว่า ลักษณะฝันนี้เป็นมงคลอันประเสริฐ นานไปเชื้อวงศ์ของท่านจะได้เป็นเจ้าแผ่นดิน พระอิศวรจึงให้เทวดามาบอกให้รู้ตัว สมบัติของท่านจะจำเริญขึ้นไปทุกวัน จิ๋นบู๋นก๋งได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีใจกำเริบคิดจะตั้งตัวเป็นใหญ่ขึ้นก๊กหนึ่ง ครั้นเวลาออกว่าราชการจึงสั่งเจ้าพนักงานให้สร้างเต้เตียน เต้เตียนนั้นคำไทยว่าที่เสด็จออก แล้วให้ทำรูปพระอิศวรไว้บูชา ถึงปีใหม่ให้ฆ่าโคกระบือทำบวงสรวงทุกปี อยู่มาวันหนึ่งมีผู้นำสุกรป่าเข้ามาให้แก่จิ๋นบู๋นก๋ง จิ๋นบู๋นก๋งเห็นรอยแผลอาวุธที่สุกรนั้นหลายแผล จึงถามผู้นั้นว่าสุกรตัวนี้ท่านได้มาจากไหน ผู้นั้นจึงบอกแก่จิ๋นบู๋นก๋งว่า เมื่อเพลาเช้าตรู่วันนี้ข้าพเจ้าไปล่าเนื้อที่ริมเชิงเขาตินฉอง พบสุกรตัวนี้ ข้าพเจ้าแทงด้วยทวนถูกสุกรไม่ตาย กลับหน้าวิ่งเข้ามาจะกัดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสู้กับสุกรอยู่เป็นช้านาน มีเด็กสองคนวิ่งมาบอกข้าพเจ้าว่าจะแทงสุกรให้ตายจงแทงที่คอ ข้าพเจ้าก็แทงถูกคอสุกรล้มลงขาดใจตาย เด็กสองคนก็วิ่งขึ้นไปบนยอดเขากลายเป็นศิลารูปไก่ยืนเคียงกันอยู่สองตัว ขันเหมือนไก่เป็น และไก่ศิลายังปรากฏอยู่คุ้มเท่าทุกวันนี้

จิ๋นบู๋นก๋งได้ฟังก็นึกเห็นประหลาดอยู่ แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานเอาสุกรไปทำโต๊ะเลี้ยงขุนนางทั้งปวง อยู่มาวันหนึ่งจิ๋นบู๋นก๋งให้ขุนนางคุมไพร่ไปตัดไม้ใหญ่ จะต้องการทำอกไก่เครื่องบนหลังคาตึก ขุนนางนายกองพาคนงานไปถึงป่าริมเชิงเขาไซกี พบไม้ใหญ่ต้นหนึ่งก็ให้เอาขวานเข้าฟันไม้ต้นนั้น วันยังคํ่าแม้แต่เปลือกก็ไม่ชํ้า ขุนนางนายกองคิดประหลาดใจนัก ครั้นเพลาคํ่าก็นอนเฝ้าต้นไม้ใหญ่นั้นอยู่ ครั้นดึกเที่ยงคืนได้ยินเสียงปีศาจมากระซิบถามนางไม้ว่า จิ๋นบู๋นก๋งจะต้องการท่านไปเป็นอกไก่เต้เตียน ท่านป้องกันไว้ดังนี้ ถ้าความนี้รู้ไปถึงจิ๋นบู๋นก๋ง จิ๋นบู๋นก๋งจะให้เอาขนจามรีแดงผูก แล้วให้คนสยายผมเข้าฟันต้นไม้ที่ท่านอยู่ท่านจะคิดประการใด ผีนางไม้จึงว่าถ้าอย่างนั้นเราก็จนใจไม่ป้องกันไว้ได้

ขุนนางนายกองได้ฟังผีพูดกันดังนั้นก็จำไว้ ครั้งเพลารุ่งเช้าก็กลับเข้าไปเมืองจิ๋น คำนับแจ้งความซึ่งไปตัดไม้และได้ยินผีนางไม้พูดกันให้จิ๋นบู๋นก๋งฟังทุกประการ จนบู๋นก๋งจึงให้ขุนนางนายกองนำไปถึงไม้ต้นใหญ่ต้นนั้น จึงจัดผู้ที่มีกำลังให้สยายผมเอาขนจามรีแดงผูกต้นไม้แล้วจึงฟันต้นไม้ใหญ่นั้นล้มลง

ผีนางไม้กลายเป็นกระบือใหญ่สีเขียวเหมือนสีคราม วิ่งเข้ามาจะชน จิ๋นบู๋นก๋งก็รู้ว่าเป็นผีนางไม้ จึงเอาทวนซึ่งมีขนจามรีผูกเป็นพู่ให้ทหารสู้กับกระบือ ผีนางไม้กลัวขนจามรีก็วิ่งหนีลงนํ้าหายไป จิ๋นบู๋นก๋งให้เอาขนจามรีผูกคอทวนสำหรับแห่ทุกเล่ม แล้วกลับเข้าเมือง ทหารทั้งปวงก็นับถือขนจามรีว่าปีศาจกลัว จึงทำพู่ผูกคอทวนแต่ครั้งนั้นมา ขณะเมื่อจิ๋นบู๋นก๋งสร้างเต้เตียนขึ้นแล้ว กิตติศัพท์ลือไปถึงเมืองฬ่อ

ฝ่ายฮุยก๋งเจ้าเมืองฬ่อแจ้งดังนั้น คิดจะสร้างเต้เตียนขึ้นให้เหมือนเมืองจิ๋นบ้าง ฮุยก๋งจึงใช้ขุนนางคนหนึ่งชื่อไทใจเยียง ให้ถือหนังสือไปถึงเมืองหลวง จึงให้พาเข้าเฝ้าทูลว่าฮุยก๋งจะขอสร้างเต้เตียน พระเจ้าเบ๊งอ๋องจึงตรัสว่า เป็นแต่หัวเมืองจะสร้างเต้เตียนอย่างกษัตริย์นั้นไม่ควร ไทใจเยียงก็บังคมลากลับมาถึงเมืองฬ่อ แจ้งความกับเจ้าเมืองฬ่อทุกประการ ฮุยก๋งแจ้งว่าพระเจ้าเบ๊งอ๋องมิให้สร้างเต้เตียนก็โกรธ จึงว่าเจ้าเมืองจิ๋นเป็นแต่เชื้อขุนนางยังทำเต้เตียนขึ้น พระเจ้าเบ๊งอ๋องทราบความอยู่มิได้มีรับสั่งห้าม เรานี้เป็นหลานจิ๋วก๋ง ท่านน้องพระเจ้าบู๊อ๋อง ปู่เราก็มีความชอบมาแต่ก่อน เราเล่าก็เป็นเชื้อวงศ์กษัตริย์ ถึงจะสร้างเต้เตียนก็เห็นหามีผู้นินทาไม่ ฮุยก๋งก็ให้ทำเต้เตียนขึ้นเหมือนกับเต้เตียนเมืองจิ๋น และมีผู้กราบทูลพระเจ้าเบ๊งอ๋องว่าฮุยก๋งทำเต้เตียน พระเจ้าเบ๊งอ๋องมิได้ตรัสประการใด

ฝ่ายเตงกุดเจ้าเมืองเตง ได้เลื่อนที่เป็นเตงบู๋นก๋งขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหารในเมืองหลวง เดิมเมืองเตงตั้งอยู่เมืองเกียเสีย เตงกุดย้ายไปตั้งเมืองเตงใหม่ อยู่ตำบลเองเอียง ตั้งเมืองจีอับเป็นเมืองใหญ่ เตงกุดรับราชการเมืองหลวงบ้าง ไปอยู่เมืองเตงบ้าง ด้วยเมืองเตงใกล้กันกับเมืองหลวง เตงกุดอยู่กินด้วยนางเกียงฮูหยิน เกียงฮูหยินมีครรภ์ เมื่อจะคลอดบุตรนั้นคลอดยากได้ลำบากถึงวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง จึงคลอดบุตรเป็นชายให้ชื่อว่าหงอเสง ครั้นอยู่นานมานางเกียงฮูหยินมีครรภ์คลอดบุตรชายอีกคนหนึ่งชื่อจงซกต้าน มารดาชังหงอเสงนัก เห็นหน้าด่าว่าหงอเสงคลอดยาก รักแต่เตงซกต้านผู้เดียว ครั้นอยู่นานมานางเกียงฮูหยินอ้อนวอนผัวว่า ท่านชราแล้วข้าพเจ้าจะขอให้เตงซกต้านเป็นที่แทนท่านสืบไป เตงกุดจึงว่า หาชีวิตพี่ไม่สมบัติทั้งปวงเป็นของหงอเสงลูกชายใหญ่จึงจะควร ซึ่งเจ้าว่าให้จงซกต้านลูกชายน้อยแทนที่เรานั้น ไม่ต้องด้วยอย่างธรรมเนียม นางเกียงฮูหยินได้ฟังก็โกรธลุกออกมาเสีย

ครั้นอยู่มาเตงกุดตาย หงอเสงกระทำการฝังศพตามธรรมเนียมแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็ยกหงอเสงขึ้นเป็นจงก๋งเมืองเตงว่าราชการแทนบิดา หงอเสงจะให้จงซกต้านผู้น้องเป็นเจ้าเมืองจงเสง และเมืองจงเสงนั้นเป็นหัวเมืองน้อยขึ้นแก่เมืองเตง นางเกียงฮูหยินแจ้งว่าหงอเสงมาแล้วว่า เจ้าได้เป็นเจ้าเมืองเตงเมืองใหญ่ มีเมืองขึ้นเป็นหลายเมือง จงซกต้านก็เป็นน้องร่วมครรภ์กันกับเจ้า เหตุอันใดเจ้าไม่มีความกรุณาน้อง จะให้น้องไปครองเมืองน้อยดังนี้ไม่สมควร หงอเสงได้ฟังมารดาก็คำนับตอบว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองจงเสงนั้นส่วยสาอากรมีมากจึงจะให้จงซกต้านไปอยู่ มารดาเห็นว่าไม่สมควรนั้น มารดาจะให้จงซกต้านไปอยู่ไหนเล่า นางเกียงสูหยินจึงว่า เมืองจีอีบนั้นเป็นหัวเมืองใหญ่ ขอให้น้องไปครองเมืองจีอีบเถิด หงอเสงจึงตอบว่า เมืองจีอีบเป็นเมืองด่านสำคัญนัก ต่อผู้มีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็งในการศึกจึงจะไปเป็นเจ้าเมืองจีอีบได้ ขอให้ท่านเลือกหาเมืองอื่นให้จงซกต้านเถิด ข้าพเจ้าจึงจะทำตาม นางเกียงฮูหยินได้ฟังก็โกรธจึงว่า ถ้าดังนั้นเจ้าจงยกที่แดนเกียเสีย ซึ่งเป็นเมืองเตงเก่านั้นให้น้องเถิด หงอเสงได้ฟังดังนั้นมิได้ตอบประการใด จึงคำนับลามารดามายังที่อยู่

ฝ่ายชัวจกซึ่งเป็นน้องชัวเอียว ชัวเอียวซึ่งเป็นโทษครั้งแผ่นดินพระเจ้าอิวอ๋อง ชัวจกหนีมาอยู่เมืองเตงได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่รู้ว่านางเกียงฮูหยินจะให้จงซกต้านไปอยู่เกียเสียเป็นที่เมืองเตงเก่า ชัวจกจึงเข้าไปว่าแก่หงอเสงว่า อันประเวณีแผ่นดินพระอาทิตย์ไม่มีถึงสองดวง ซึ่งท่านจะยอมให้จงซกต้านไปเป็นเจ้าเมืองเตงเก่าท่านครองเมืองเตงใหม่ เหมือนเมืองเดียวมีเจ้าเป็นสอง ดังดวงอาทิตย์สองดวงฉะนี้ หัวเมืองซึ่งเป็นเมืองขึ้นก็จะได้ความเดือดร้อน ท่านกับจงซกต้านนานไปข้าพเจ้าเห็นว่าจะขัดเคืองกัน ขอท่านจงตรึกตรองดูก่อน

หงอเสงจึงตอบว่า มารดาเราจัดแจงจะให้น้องเราไปอยู่ที่เกียเสีย ครั้นจะทัดทานก็จะขัดเคืองมากไป ถึงเบื้องหน้าจะเป็นประการใดก็ตามเถิด ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็ทอดใจใหญ่แล้วก็ถอยออกมาเสีย หงอเสงก็มอบเมืองเตงเก่าให้จงซกต้าน จงซกต้านดีใจจึงลาออกมาจัดแจงบ่าวไพร่เสร็จแล้ว จึงเข้าไปคำนับลามารดา นางเกียงฮูหยินว่า หงอเสงพี่ชายเจ้าเป็นเหมือนกับผู้อื่น หาคิดว่าเจ้าเป็นน้องร่วมท้องกันไม่ หากว่าแม่ช่วยว่ากล่าวเจ้าจึงได้ไปอยู่เกียเสีย จงอุตส่าห์ศึกษาเพลงอาวุธสำหรับทหารให้ชำนิชำนาญ แล้วจึงคิดตั้งตัวเอาที่แทนบิดาให้จงได้

จงซกต้านรับคำแล้วลาไปอยู่เมืองเกียเสีย จงซกต้านก็ศึกษาเพลงอาวุธให้ชำนิชำนาญ คิดจะตั้งตัวเป็นเจ้าเมืองเตง จึงให้หาไทใจผู้รักษาเมืองไซพี้ฝ่ายตะวันออก กับผู้รักษาเมืองปักพี้ฝ่ายเหนือเข้ามาว่า ทหารและส่วยสาอากรซึ่งมีในเมืองท่านมากน้อยเท่าใดจงมาขึ้นกับเรา อย่าไปขึ้นกับหงอเสงเลย ขุนนางผู้รักษาเมืองทั้งสองก็คิดว่าหงอเสงกับจงซกต้านเป็นพี่น้องกัน ของพี่ก็เหมือนของน้อง จึงทำตามคำจงซกต้านสั่ง จงซกต้านคิดจะไปฝึกหัดทหารให้ชำนิชำนาญในการศึก แต่ปิดความเสียมิให้หงอเสงพี่ชายรู้ จึงเกณฑ์ทหารเมืองไซพี้เมืองปักพี้ว่าจะไปเที่ยวเล่นป่า ครั้นทหารมาพร้อมแล้วจงซกต้านก็พาทหารออกจากเมืองไปถึงที่ตำบลหนึ่ง เป็นที่เตียนกว้างขวางมีป่าชัฏรอบสมควรเป็นที่สนามหัด จงซกต้านฝึกหัดทหารเพลงอาวุธต่างๆ ทุกเวลามิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งจงซกต้านพาทหารไปปล้นเมืองหลิมเอียนซึ่งหงอเสงไว้เสบียงอาหาร จงซกต้านให้ขนข้าวเปลือกในฉางไปเสีย หาผู้จะต้านทานสู้รบมิได้ ไทใจผู้รักษาเมืองทั้งสองคนเห็นจงซกต้านทำมิชอบก็กลัวความผิด ไปแจ้งความกับหงอเสงทุกประการ หงอเสงแจ้งดังนั้นก็สั่นศีรษะแล้วหัวเราะมิได้ว่าประการใด ก๋งจูดีขุนนางเห็นดังนั้นจึงว่ากับหงอเสงว่า จงซกต้านมิได้ซื่อตรงต่อท่านไปลอบฝึกหัดทหารแล้วเข้าปล้นเมืองหลิมเอียนให้ขนข้าวในฉางไป ทั้งเกลี้ยกล่อมขุนนางและทหารในเมืองหลิมเอียนไปขึ้นแก่เกียเสียมิได้ยำเกรงท่าน จงซกต้านทำผิด ขอท่านให้ทหารไปจับฆ่าเสีย แม้นท่านละเลยไว้ฉะนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจงซกต้านจะมาตีเมืองท่านเป็นมั่นคง

หงอเสงจึงว่า จกซกต้านน้องเราคนนี้มารดารักนัก ซึ่งจงซกต้านทำผิด ครั้นเราจะจับฆ่าเสียเหมือนท่านว่านี้ มารดาเราก็จะตัดรอนเรามิได้เป็นแม่ลูกกันสืบไป อนึ่งจะมีผู้นินทาว่าเราไม่โอบอ้อมอารีแก่พี่น้อง ถึงจะเสียที่แดนเมืองก็ตามทีเถิด แต่อย่าให้เสียมารดาและพี่น้องเลย ก๋งจูดีได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านจะทำใจดีไม่คิดปราบปรามจงซกต้านเสียนั้น จงซกต้านก็จะยิ่งมีใจกำเริบมากขึ้น จะเอาหัวเมืองขึ้นของท่านไปขึ้นแกจงซกต้านเสียสิ้น ท่านจะหากำลังมิได้เหมือนนกใหญ่ไม่มีขนปีกและหาง จงซกต้านได้ทหารเป็นกำลังมากขึ้นแล้วก็จะยกมาทำอันตรายท่าน ถึงท่านมีฝีมือกล้าแข็งก็แต่ผู้เดียว จะสู้รบกับคนมากก็หาได้ชัยชนะไม่ อันประเวณีผู้มีสติปัญญาเห็นว่าภัยจะมาถึงตัว ก็ย่อมคิดอ่านรักษาตัวป้องกัน ถึงจะเสียพี่น้องก็อย่าให้เสียชีวิต ข้าพเจ้าว่าทั้งนี้หวังจะเตือนสติ ขอท่านจงดำริให้ต้องด้วยอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนจึงจะควร

หงอเสงจึงว่า ซึ่งท่านเห็นน้องเราทำล่วงเกินจะให้คิดกำจัดเสียนั้น เราจะขอตรึกตรองดูสักเวลาหนึ่งก่อน หงอเสงก็เข้าไปที่ข้างใน ชัวจกจึงพูดกับก๋งจูดีว่า หงอเสงนายเรามีความอดกลั้นไม่โกรธละให้จงซกต้านทำการล่วงเกินนัก ครั้นท่านว่ากล่าวเตือนสติก็ว่าจะตรึกตรองดูก่อน เพราะหงอเสงเกรงว่ากิตติศัพท์จะแพร่งพรายไป ท่านก็เป็นเชื้อวงศ์จงตามเข้าไปที่ข้างใน หงอเสงเห็นก๋งจูดีเข้ามาคำนับจึงถามว่า ท่านตามเราเข้ามามีธุระจะว่ากล่าวสิ่งใดหรือ ก๋งจูดีจึงว่า จงซกต้านทำเหลือเกินท่านนั้น ข้าพเจ้ารำคาญใจนักนอนไม่หลับ อันจงซกต้านทำการทั้งนี้เพราะมิได้คิดว่าท่านเป็นพี่ จงซกต้านคิดแต่จะกำจัดท่านเสีย จะชิงเอาสมบัติในเมืองเตง ขอท่านจงจับจงซกต้านฆ่าเสียโดยเร็ว ถ้าเนิ่นช้าจะมีกำลังมากขึ้น เหมือนกอหญ้าจะถางถากก็ยากแรง ทำเสียอย่าให้ทันแตกหน่อไปได้จึงจะไม่หนักแรง

หงอเสงถอนใจใหญ่แล้วจึงว่า จงซกต้านน้องเราทำการหยาบช้าต่อเรา ครั้นเราจะให้ไปจับตัวก็คงจะเกิดรบพุ่งกันขึ้น มารดาเราก็จะหาว่าเราคิดร้ายต่อน้อง เราจะคอยหาความผิด เมื่อจงซกต้านคิดกบฏขึ้นแล้วเราจึงจะจับฆ่าเสีย มารดาเราก็จะหาว่าเราได้ไม่ ก๋งจูดีจึงถามว่า ซึ่งท่านมิได้เข้าไปทำราชการในเมืองหลวงเป็นช้านานมานี้ด้วยเหตุประการใด หงอเสงจึงตอบว่า ซึ่งเรามิได้ไปเมืองหลวงนั้นเพราะเกรงอยู่ว่าจงซกต้านจะเข้ามาชิงเมืองเรา

ก๋งจูดีจึงว่า เมื่อท่านรู้ดังนั้นแล้ว เหตุใดไม่กำจัดจงซกต้านเสียโดยเร็ว ท่านจะทิ้งไว้ให้จงซกต้านมีทหารเป็นกำลังมากขึ้นก่อนหรือ หงอเสงได้ฟังก๋งจูดีว่าก็เห็นด้วย จึงถามว่าท่านจะคิดจับจงซกต้านด้วยอุบายประการใดจึงจะได้ ก๋งจูดีจึงว่า ขอท่านไปลามารดาว่าจะเข้าไปรับราชการ ณ เมืองหลวง จะอยู่ช้าประมาณสักปีเศษสองปี แล้วท่านจงคุมทหารออกจากเมืองไปซุ่มอยู่ที่เมืองหลิมเอียน ข้าพเจ้าจะคุมทหารไปซุ่มอยู่ที่ริมเกียเสีย มารดาท่านก็จะสำคัญว่าท่านไปเมืองหลวงจริงก็จะใช้ให้คนไปบอกจงซกต้านมาอยู่เมืองท่าน ถ้าจงซกต้านออกจากเมืองเกียเสียแล้ว ข้าพเจ้าจะอยู่รักษาเมืองไว้ จงซกต้านคงจะผ่านหน้าเมืองหลิมเอียนมา ท่านจงให้ทหารล้อมจับ แม้นจงซกต้านจะหนีกลับไปเมือง ข้าพเจ้าก็จะปิดประตูเมืองเสีย จงซกต้านหาที่อาศัยเป็นที่มั่นมิได้แล้ว เราคงจะตามจับตัวได้โดยง่าย หงอเสงก็เห็นชอบด้วย ก๋งจูดีก็คำนับลาออกมาบอกทหารทั้งปวงว่า วันเพ็ญเดือนแปดหงอเสงจะเข้าไปทำราชการในเมืองหลวง แล้วก๋งจูดีจึงสั่งทหารคนสนิทว่า ให้ไปคอยอยู่ที่ทางจะไปเกียเสีย ถ้าผู้ใดเดินไปมาเห็นท่วงทีผิดประหลาด มีผู้ใช้สอยไปจงจับตัวมาให้เรา คนสนิทก็ไปคอยดูอยู่ตามสั่ง

ฝ่ายนางเกียงฮูหยิน ตั้งแต่หงอเสงได้ครองเมืองเตง จงซกต้านไปอยู่เกียเสีย นางเกียงฮูหยินไม่สบายใจ คิดตรึกตรองแต่จะให้หงอเสงเข้าไปรับราชการ ณ เมืองหลวง จะให้จงซกต้านมาชิงเอาสมบัติในเมืองเตงอยู่มิได้ขาด มีผู้มาบอกว่าเพ็ญเดือนแปดเจ้าเมืองเตงจะเข้าไปรับราชการในหลวง นางเกียงฮูหยินมีความยินดีนัก จึงคิดว่าหงอเสงจะละเมืองเสียครั้งนี้ ก็เพราะบุญของจงซกต้านจะได้เป็นใหญ่ในเมืองเตงต่อไป นางเกียงฮูหยินจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า บัดนี้หงอเสงจะเข้าไปรับราชการในเมืองหลวง ณ วันเพ็ญเดือนแปด ถ้าหงอเสงออกจากเมืองแล้ว เราจะให้ปักธงขาวบนเชิงเทินเป็นสำคัญ ให้จงซกต้านจงยกเข้ามาครองเมืองเตงแทนบิดาเถิด นางเกียงฮูหยินจึงส่งหนังสือลับให้คนสนิทถือไป

ฝ่ายนายทหารคนสนิทของก๋งจูดีซึ่งไปคอยอยู่ที่ทางเกียเสีย แลเห็นผู้นั้นเดินมาดูกิริยาลนลานรีบเดินเห็นประหลาดอยู่จึงจับตัวไว้แล้วขู่ถาม ครั้นแจ้งความว่านางเกียงฮูหยินใช้มา จึงค้นได้หนังสือฉบับหนึ่ง ก็รีบพาตัวผู้ถือหนังสือกลับมาคำนับแจ้งความแก่ก๋งจูดี ก๋งจูดีรับหนังสือมาอ่านแจ้งดังนั้นแล้ว จึงให้เอาตัวผู้ถือหนังสือไปฆ่าเสียแล้วเอาหนังสือไปให้หงอเสง หงอเสงจึงให้คนใช้ถือหนังสือไปให้จงซกต้าน คนใช้ก็คำนับลาไปถึงเกียเสีย จึงเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้จงซกต้าน จงซกต้านรับหนังสือมาอ่านแจ้งความดังนั้นก็ดีใจ ด้วยสำคัญว่าเป็นหนังสือมารดาให้มา จึงส่งหนังสือให้ก๋งซุนคุดผู้บุตรดูแล้วปรึกษาว่า เมืองเตงเป็นเมืองใหญ่ มีขุนนางและทหารเป็นอันมาก ถึงหงอเสงจะเข้าไปเมืองหลวง เห็นจะจัดแจงทหารให้ไว้อยู่รักษาเมือง ซึ่งมารดาเราให้หนังสือกำหนดวันมา ครั้นเราจะยกเข้าไปตามสัญญา ทหารผู้อยู่รักษาเมืองก็จะคิดอ่านสู้รบป้องกันเมืองเป็นสามารถ ทหารเราน้อยเห็นจะหักเอาเมืองมิได้ เจ้าจงไปยืมทหารเจ้าเมืองโอย ถ้าได้แล้วจงยกหนุนตามเราไป เมื่อเราได้เมืองเตงแล้ว จึงจะจัดสิ่งของไปแทนคุณเจ้าเมืองโอยโดยสมควร ก๋งซุนคุดรับคำขึ้นม้าออกจากเกียเสียไปเมืองโอย

ฝ่ายหงอเสงจัดแจงทหารเกวียนสองร้อย ทหารม้าสองร้อยพร้อมแล้ว ครั้นถึงวันกำหนดก็เข้าไปคำนับลามารดาแล้วพาก๋งจูดีออกจากเมืองเตงไปซุ่มอยู่ริมเมืองเกียเสีย ก๋งจูดีจึงแต่งทหารเกวียนสิบเล่มให้นุ่งห่มปลอมเป็นคนค้าขาย แล้วสั่งให้ขับเกวียนเข้าไปปลอมเป็นชาวเกียเสียอยู่ ถ้าจงซกต้านออกจากเมืองเมื่อไร ท่านจงจุดเพลิงที่หอคอยขึ้นให้เราเห็นเป็นสำคัญ ทหารเกวียนสิบเล่มก็ไปทำตามสั่ง

ฝ่ายจงซกต้านครั้นถึงวันกำหนดจะยกทัพ จึงแกล้งบอกลวงทหารทั้งปวงว่า เจ้าเมืองเตงพี่เราจะเข้าไปรับราชการ ณ เมืองหลวงหาผู้ใดจะรักษาเมืองเตงไม่ จึงสั่งมาให้เราพาทหารเข้าไปฝึกหัดที่สนามในเมืองเตง จะได้ป้องกันรักษาเมืองด้วย ทหารทั้งปวงสำคัญว่าจริงก็เข้ามารวมกองทัพพร้อมกัน จงซกต้านก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวน พาทหารออกจากเมืองจะไปเมืองเตง

ฝ่ายทหารก๋งจูดีซึ่งปลอมอยู่ในเมือง ก็จุดเพลิงไหม้หอคอยขึ้น ก๋งจูดีซุ่มทหารอยู่นอกเมือง เห็นแสงเพลิงไหม้ในเมืองก็รู้ว่าจงซกต้านออกจากเมืองแล้ว จึงพาทหารยกสวนเข้าในเมือง กำชับทหารมิให้ผู้ใดทำร้ายแก่ชาวเมือง ให้เขียนหนังสือไปปิดไว้ที่ประตูเมืองว่า จงซกต้านเป็นกบฏคิดประทุษร้ายต่อเจ้าเมืองเตงผู้พี่ บัดนี้ยกทัพไปจะชิงสมบัติของพี่ทำการผิดอย่างธรรมเนียม ขุนนางและชาวเมืองทั้งปวงจงพร้อมใจกันช่วยกันกำจัดจงซกต้านเสีย ก๋งจูดีก็จัดแจงอาณาประชาราษฎร์ชาวเมืองเกียเสียให้ราบคาบปกติเหมือนแต่ก่อน

ฝ่ายจงซกต้านยกไปได้สองวัน พอทหารตามมาบอกว่าก๋งจูดียกทัพมาชิงเอาเมืองได้แล้ว จงซกต้านได้ฟังดังนั้นตกใจจึงกลับทัพรีบมา ครั้นถึงชานกำแพงเมืองแลเห็นธงปักบนเชิงเทินจารึกอักษรว่าเตงจงก๋ง แล้วได้ยินทหารซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินร้องบอกทหารในกองทัพจงซกต้านว่าจงซกต้านเป็นคนอกตัญญูต่อพี่

ขณะนั้นทหารในกองทัพจงซกต้านที่มีบ้านเรือนและบุตรภรรยาพี่น้องอยู่ในเมือง ต่างคนเอาใจออกหากหนีเข้าเมืองประมาณกึ่งหนึ่ง จงซกต้านเห็นทหารระส่ำระสายนัก เกรงทหารของตัวจะจับตัวไปให้ก๋งจูดีก็ขับม้าหนีไปอาศัยอยู่เมืองจงเสียซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองเตง

ฝ่ายหงอเสงซุ่มทัพคอยจงซกต้านอยู่นอกเมืองหลิมเอียนมิได้เห็นจงซกต้านมา พอทหารซึ่งไปสืบราชการลับกลับมาบอกว่าก๋งจูดีตีเมืองเกียเสียได้ จงซกต้านหนีไปอยู่เมืองจงเสีย หงอเสงแจ้งดังนั้นก็ขึ้นม้าพาทหารรีบตามไปเมืองจงเสีย พอก๋งจูดียกออกจากเมืองมาพบกันเข้า สองทัพก็ประจบกันเข้ายกตามจงซกต้านไป เข้าล้อมเมืองจงเสียไว้เป็นหลายชั้น จงซกต้านให้ทหารปิดประตูเมืองไว้มั่นคง ครั้นจะออกสู้รบเล่าทหารก็น้อยตัว จึงคิดว่าการซึ่งเป็นดังนี้ก็เพราะมารดาผู้เดียว หงอเสงพี่เราจึงโกรธแค้นเป็นอันมาก ครั้นจะออกไปงอนง้อขอชีวิตเล่าก็อายแก่ทหารทั้งปวง จงซกต้านน้อยใจมารดาเป็นอันมากจึงชักกระบี่ออกเชือดคอตายเสีย ทหารทั้งปวงในเมืองจงเสียครั้นเห็นจงซกต้านตายแล้ว ก็เปิดประตูออกมารับหงอเสง หงอเสงรู้ว่าจงซกต้านผู้น้องเชือดคอตาย มีความอาลัยนักเข้าไปอุ้มศพน้องขึ้นแล้วร้องไห้รักว่า เพราะมารดาทำให้เราพี่น้องวิวาทกัน ซึ่งพี่ยกทัพตามมาทั้งนี้หวังจะว่ากล่าวสั่งสอน แล้วจะยกที่แดนให้เจ้าตามปรารถนา มิได้ตั้งใจว่าจะฆ่าน้องเลย ควรหรือเจ้ามาเชือดคอตายเสียพี่มีความอาลัยนัก หงอเสงจึงจัดแจงทำการฝังศพจงซกต้านเสร็จแล้ว คิดแค้นมารดาดังจะเป็นบ้า จึงยกทัพออกจากเมืองจงเสียกลับไปเมืองเตง

หงอเสงจึงเอาหนังสือลับของมารดาซึ่งให้ไปแก่จงซกต้านนั้นออกให้มารดาดูแล้วว่า มารดาทำให้พี่น้องผิดกันสมควรแล้วหรือ นางเกียงฮูหยินเห็นหนังสือของตัวก็อายใจ มิได้โต้ตอบประการใดก็นั่งนิ่งอยู่ หงอเสงคิดแค้นใจอดความโกรธมิได้จึงสาบานตัวว่า หวงจ๋วน เป็นคำไทยว่ามารดากับเราตกจมอยู่ใต้ดินถึงน้ำเมื่อใดจึงให้พบกันเถิด หงอเสงก็ให้ทหารเชิญนางเกียงฮูหยินขึ้นขี่เกวียน ส่งไปอยู่เมืองเองอีบซึ่งเป็นเมืองขึ้นกับเมืองเตง ครั้นอยู่มาหลายวันหงอเสงค่อยคลายความโกรธลง คิดถึงน้องผู้ตายและมารดาซึ่งขับไปเสียนั้น ครั้นจะให้ไปรับกลับมาเล่า ก็ได้สาบานตัวไว้มิรู้ที่จะทำประการใด หงอเสงทุกข์โศกถึงมารดาอยู่ทุกวันมิได้ขาด

ฝ่ายเองขอซกซึ่งเป็นขุนนางเมืองเองอีบนั้น เป็นคนมีกตัญญูต่อบิดามารดา ครั้นแจ้งความว่าหงอเสงขับนางเกียงฮูหยินให้มาอยู่เองอีบ เองขอซกก็จัดทำที่อาศัยให้นางเกียงฮูหยินโดยสมควร ครั้นอยู่มาหลายวันเองขอซกคิดว่าหงอเสงจะมารับมารดาคืนไป ก็มิได้เห็นหงอเสงมารับมารดา จึงแกล้งไปซื้อนกโฮมาตัวหนึ่งเป็นของกำนัลไปคำนับหงอเสง ณ เมืองเตง

หงอเสงจึงถามว่า ท่านได้นกอะไรมาให้เรา เองขอซกจึงบอกว่า นกโฮ นกโฮตัวนี้ฟักฟองลูก พอลูกออกจากฟองแล้วอุตส่าห์พิทักษ์รักษาบุตรจนเติบใหญ่ขึ้นปีกหางบริบูรณ์ ถ้าถึงฤดูมารดาผลัดขนจึงอยู่กับรัง ลูกนกนั้นหากินในที่อื่นมิได้แล้วกลับมาจิกเนื้อมารดาตัวกิน หงอเสงได้ฟังเองขอซกบอกดังนั้น นึกถึงความที่ตัวทำโทษแก่มารดาคล้ายกันกับนกโฮ ก็เมินหน้านิ่งทอดใจใหญ่ จึงสั่งคนใช้ให้เอาเนื้อแพะถาดหนึ่งมาให้เองขอซกเป็นของตอบแทน เองขอซกจึงปูผ้าลงรับเอาเนื้อแพะสุกห่อผ้าไว้ หงอเสงเห็นดังนั้นจึงว่า เราให้เนื้อแพะสุกท่านกินเหตุไรจึงไม่กิน เองขอซกจึงว่า เนื้อแพะท่านให้กับข้าพเจ้านี้เป็นของดี ครั้นจะกินเสียมารดาข้าพเจ้าอยู่บ้านจะไม่ได้กินด้วย ข้าพเจ้าจะขอเอาเนื้อแพะไปให้มารดาข้าพเจ้ากินก่อน เหลือแล้วข้าพเจ้าจะกินต่อภายหลัง หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็คิดถึงมารดากลั้นน้ำตามิได้ อุตส่าห์ขืนใจตอบเองขอซกว่า ท่านเป็นแต่ขุนนางเมืองน้อยยังมีความกตัญญูต่อมารดา มีสิ่งใดก็อุตส่าห์เอาไปฝากมารดา ท่านดีกว่าเราเป็นเจ้าเมืองใหญ่อีก ทุกวันนี้เรามีมารดาก็เหมือนหาไม่

เองขอซกได้ยินดังนั้นก็ทำเป็นไม่รู้ความ จึงคำนับถามว่า ซึ่งท่านว่ามีมารดาเหมือนไม่มีนั้น มารดาท่านทุกวันนี้ไปอยู่แห่งใดหรือ หงอเสงจึงเล่าความแต่หลังให้ฟังแล้วว่า ซึ่งมารดาเราทำมิชอบน้องเราตายนั้น เรามีความแค้นให้ไปอยู่เมืองเองอีบ เราได้สาบานตัวไว้ว่า ถ้าเราได้อยู่ใต้ดินจมถึงนํ้าเมื่อใดจึงให้พบมารดา ครั้นหายแค้นแล้วจะรับมารดากลับมาก็ได้สาบานตัวเราไว้เสียแล้ว ทุกวันนี้พิเคราะห์ดูเราเหมือนหนึ่งนกโฮ ซึ่งอกตัญญูจิกเนื้อมารดากิน เราหาความสุขมิได้

เองขอซกจึงว่า ซึ่งท่านได้สาบานไว้ดังนั้น ข้าพเจ้าจะรับแก้ไขโดยอุบายมิให้ท่านเสียความสัตย์อย่าวิตกเลย หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนักจึงว่า ซึ่งท่านจะอุบายให้เรากับมารดาได้พบกันและมิให้เสียสัตย์นั้น คุณท่านจะติดเราไปคุ้มวันหน้า ท่านจะต้องการสิ่งใดบ้างก็จัดแจงเอาไปกว่าจะสำเร็จเถิด เองขอซกก็พาทหารห้าร้อยไปนอกเมือง ถึงตำบลซกอิวจึงให้ขุดบ่อลึกสิบห้าตึ้ง คิดเป็นไทยเส้นสามวา ศอกคืบหกนิ้ว ถึงตานํ้าไหลออกมาขังบ่ออยู่ แล้วเอากระดานฉำฉามาต่อเป็นเก๋งน้อยอันหนึ่ง ฟั่นเชือกเป็นสาแหรกสำหรับหย่อนเก๋งลงไปในบ่อ แล้วชักขึ้นได้โดยสะดวก แล้วทำบันไดใหญ่ให้หยั่งลงไปถึงพื้นบ่อ เตรียมการเสร็จแล้ว เองขอซกก็ไปเมืองเองอีบ เชิญนางเกียงฮูหยินมาถึงให้เข้านั่งอยู่ในเก๋งน้อยนั้นแล้ว ให้ทหารผูกเชือกโรยเก๋งน้อยลงไปถึงพื้นบ่อเพียงนํ้า เองขอซกก็ไปเชิญหงอเสงให้ลงไปตามบันได หงอเสงลงไปถึงเก๋งน้อยก็เข้าไปคำนับร้องไห้ขออภัยมารดา

นางเกียงฮูหยินจึงว่า การเกิดขึ้นทั้งนี้ก็เพราะมารดาคิดผิดเอง เจ้าหาโทษมิได้ นางเกียงฮูหยินกับหงอเสงก็ร้องไห้รักกัน เองขอซกก็ให้ทหารขันฉ้อเก๋งน้อยขึ้นจากบ่อ เชิญนางเกียงฮูหยินกับหงอเสงขึ้นเกวียนกลับเข้าเมือง ราษฎรทั้งปวงก็ดีใจสรรเสริญสติปัญญาเองขอซกอื้ออึงทั้งเมือง หงอเสงจึงตั้งให้เองขอซกเป็นที่ไตหูขุนนางผู้ใหญ่ ให้กองชุนอีไปอยู่รักษาเมืองเกียเสีย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ