๖๓

ฝ่ายจิ้นเปงก๋งถึงเพลาก็ออกว่าราชการแล้วจึงถามหวมบ๊องว่า ซึ่งพวกลวนหยงนั้นท่านให้ไปจับตัวมาได้สิ้นแล้วหรือ หวมบ๊องจึงว่าข้าพเจ้าให้หวมเอี๋ยงกับซุนหงอไปจับได้พวกลวนหยงมาคือกีกุยหนึ่ง อึงเอี๋ยนหนึ่ง ซกเฮาหนึ่ง อีจีเซียหนึ่ง อีจีพันหนึ่ง ตีกีหนึ่ง ตงฮางฮีหนึ่ง เจียเอียมหนึ่ง จิวปินหนึ่ง สิบคนนี้ข้าพเจ้าให้ทหารคุมตัวไว้ตามแต่ท่านจงเมตตาเถิด จิ้นเปงก๋งได้ฟังหวมบ๊องว่าดังนั้นจึงคิดว่าอีจีเซียอีจีพันสองคนนี้เห็นจะไม่คิดทำร้ายเราเป็นมั่นคง แล้วจึงถามเงาอองหูว่าซกเฮาเป็นพวกพ้องลวนหยงก็จริง แต่อีจีเซียอีจีพันนี้จะเป็นพวกพ้องลวนหยงด้วยหรือ เงาอองหูได้ฟังดังนั้นก็นึกโกรธจึงว่า อีจีเซียอีจีพันนั้นร่วมบิดากับซกเฮาเห็นจะคิดเข้าด้วยกัน จิ้นเปงก๋งครั้นแจ้งความแล้วก็ให้เอาพวกคิดร้ายทั้งสิบคนไปจำเสีย ณ คุก แล้วสั่งให้ซีเข่านั้นปรึกษาเอาโทษคนเหล่านั้น

ขณะเมื่อจิ้นเปงก๋งสั่งให้ซีเข่าปรึกษาโทษ กีเฮาซึ่งเป็นบุตรกีฮีเป็นเพื่อนรักกับอีจีเซียอีจีพันนั่งอยู่ที่นั่น แจ้งความแล้วกลับออกมาบ้านสั่งคนสนิทให้ไปบอกกีฮีว่า บัดนี้จิ้นเปงก๋งทำโทษอีจีเซียอีจีพัน ขอให้ท่านมีหนังสือมาถึงหวมบ๊องช่วยว่ากล่าวจิ้นเปงก๋ง ขอโทษอีจีเซียอีจีพันไว้ด้วย คนสนิทก็คำนับลามาแจ้งความกับกีฮีตามกีเฮาสั่งทุกปรการ กีฮีครั้นรู้ดังนั้นก็ตกใจนัก จึงว่าอีจีเซียอีจีพันสองคนนี้เป็นขุนนางสัตย์ซื่อเหตุใดจิ้นเปงก๋งจึงทำโทษ ควรเราจะขอโทษเองจึงจะชอบ แล้วกีฮีขึ้นเกวียนรีบมาในกลางคืน ครั้นถึงเมืองจึงไปยังบ้านหวมบ๊อง เห็นประตูเปิดอยู่จึงเคาะร้องเรียกเข้าไป หวมบ๊องจึงออกมาเปิดรับให้เข้าไป เชิญให้นั่งที่สมควรแล้วคำนับถามว่า เหตุใดท่านมาแต่ในเพลากลางคืนหนาวนักมีธุระประการใดหรือ กีฮีจึงว่าซึ่งเรามานี้ด้วยธุระราชการบ้านเมือง หวมบ๊องได้ฟังดังนั้นก็ติดใจจึงถามว่า ท่านจะว่าด้วยการสิ่งใด ขอท่านบอกให้ข้าพเจ้ารู้ด้วย

กีฮีจึงว่า อีจีแจะคนนี้เป็นคนสัตย์ซื่อได้มีความชอบไว้เป็นอันมาก ครั้นตายแล้วอีจีเซียอีจีพันได้เป็นไตหูแทนบิดา ก็มีความชอบอยู่เหมือนกัน เราได้ยินว่าจิ้นเปงก๋งให้ทำโทษอีจีเซียอีจีพันว่าเป็นพี่น้องกันกับซกเฮาผู้กระทำผิดนั้น เรานึกเวทนาอยู่ด้วยพี่น้องสองคนนี้หามีผิดไม่ ซึ่งจิ้นเปงก๋งทำให้ผิดอย่างธรรมเนียมนั้น บ้านเมืองจะมิเกิดจลาจลขึ้นหรือ หวมบ๊องได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงว่าข้าพเจ้าหาได้คิดเห็นเหมือนท่านว่าไม่ ขอท่านจงงดอยู่บ้านข้าพเจ้าสักคืนหนึ่งก่อน ต่อรุ่งขึ้นเพลาเช้าจึงเข้าไปหาจิ้นเปงก๋งด้วยกัน กีฮีก็นอนค้างอยู่บ้านหวมบ๊องคืนหนึ่ง

ครั้นรุ่งขึ้นเพลาเช้าก็พากันเข้าไปหาจิ้นเปงก๋ง ณ ที่ว่าราชการ กีฮีคำนับแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าท่านให้ทำโทษอีจีเซียอีจีพันว่าเป็นพวกพ้องลวนหยง ข้าพเจ้าจึงเข้ามาหวังจะบอกท่านให้แจ้งว่า อีจีเซียอีจีพันสองคนนี้ถึงเป็นพี่น้องกันกับซกเฮาก็จริง แต่สันดานใจคอหาเหมือนกันไม่ อีจีเซียอีจีพันสองคนพี่น้องก็ได้มีความชอบมามาก จิ้นเปงก๋งก็เห็นด้วย แล้วสั่งให้ถอดอีจีเซียอีจีพันออกแล้วให้คงอยู่ในที่ขุนนางตามเดิม แต่ตีกี ตงฮางฮี เจียเอียม จิวปิน ซินยู ห้าคนให้ถอดเป็นไพร่ ซกเฮา กีกุย อึงเอี๋ยน สั่งให้เอาไปฆ่าเสีย

ฝ่ายอีจีเซียอีจีพัน ครั้นพ้นโทษแล้วก็มีความยินดีพากันเข้าไปคำนับจิ้นเปงก๋งแล้วกลับออกมา อีจีเซียจึงว่าซึ่งเราพี่น้องรอดจากความตายคงอยู่ในยศศักดิ์ครั้งนี้ก็เพราะกีฮีไตหูมีใจกรุณาช่วยว่ากล่าว เราจะพากันไปคำนับขอบใจจึงจะควร อีจีพันจึงว่าซึ่งเราพ้นโทษครั้งนี้ พี่เห็นว่ารอดเพราะกีฮีไตหูเมตตานั้นข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ ซึ่งกีฮีไปว่ากล่าวให้เจ้าเมืองยกโทษครั้งนี้ก็เพราะเห็นแก่ความดีของเรากับบิดาซึ่งทำไว้แต่ก่อน หาควรเราจะไปคำนับไม่ พี่จะไปก็ตามเถิด ข้าพเจ้าหาไปไม่ ว่าแล้วก็ขับเกวียนไปบ้าน อีจีเซียเห็นน้องชายทำดังนั้นก็หาสู้ชอบใจไม่ ด้วยสันดานตัวเป็นคนมีอัธยาศัยคิดแล้วก็ไปบ้านกีเฮา ซึ่งเป็นบุตรกีฮีไตหู กีฮีไตหูเคยไปมาอาศัยอยู่บ้านบุตร อีจีเซียมาครั้งนี้หาพบกีฮีไตหูไม่ พบแต่กีเฮา อีจีเซียจึงว่าบิดาท่านอยู่ไหนข้าพเจ้าจะมาคำนับ กีเฮาจึงว่าบิดาข้าพเจ้าวันนี้ออกจากเฝ้าเจ้าเมืองแล้วก็ไปบ้านนอก อีจีเซียจึงว่าบิดาท่านมีคุณกับเราครั้งนี้มากจึงจะมาคำนับ แต่บิดาท่านหาหยุดอยู่ให้เราขอบคุณไม่ เห็นบิดาท่านจะเห็นความเหมือนน้องเราคิดแล้ว ควรเราจะนับถือปัญญาอีจีพันสืบไป ว่าแล้วก็ลากีเฮาไปบ้าน

ฝ่ายจิวปินครั้นต้องถอดออกจากที่ขุนนางแล้วก็ยิ่งไปมาหานางฮูหยินกีเนืองๆ หวมบ๊องรู้ความดังนั้นก็โกรธว่ายังหาเข็ดไม่ จะมาพาลูกสาวเราชั่วต่อไป คิดแล้วก็สั่งทหารคนสนิทไปคอยแทงจิวปินถึงแก่ความตาย

ฝ่ายไตหูสูง้อซึ่งไปรักษาตัวอยู่ซกอักนั้น แต่ก่อนเคยทำราชการอยู่กับลวนจือ ครั้นรู้ว่าลวนหยงผู้เป็นหลานลวนจือมาทางนั้นก็ออกไปรับให้เข้ามาในเมือง แล้วถามว่าท่านจะไปราชการตำบลใด ลวนหยงจึงบอกว่าจิ้นเปงก๋งใช้ให้ข้าพเจ้าไปจัดแจงเมืองตูอิบ สูง้อจึงว่าปู่ย่าตายายของท่านได้มีคุณแก่ข้าพเจ้ามามาก ท่านมาแต่ทางไกลจงหยุดพักอยู่สักสองสามวันพอหายเหนื่อยจึงค่อยไป ข้าพเจ้าจะจัดคนที่ซกอักนี้ให้ไปช่วยบ้าง

ฝ่ายลวนงักซึ่งเป็นพวกพ้องลวนหยง ครั้นเมื่อในเมืองเกิดวุ่นวายก็กลัว พาครอบครัวสมัครพรรคพวกหนีไปตามลวนหยง พบที่ตำบลซกอักแล้วแจ้งความซึ่งเกิดเหตุในเมืองให้ลวนหยงฟังทุกประการ บัดนี้จิ้นเปงก๋งก็ใช้ให้เอียงปิดคุมทหารตามมาไล่ท่าน มิให้อยู่ในแผ่นดินเมืองจิ้น ต๊กหยงซึ่งเป็นทหารของลวนหยงได้ยินดังนั้นจึงว่า การครั้งนี้ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นเจ้าเมืองจิ้นจะไม่เลี้ยงพวกเรา ถ้าเอียงปิดมาถึงก็จะหยาบช้าว่ากล่าวให้เราได้รับความอับอาย ข้าพเจ้าคิดจะสู้ท่านจะเห็นประการใด จิ๋วโต๋กับเฮงโก้ยซึ่งมากับลวนงักจึงว่า ถ้อยคำซึ่งต๊กหยงว่านั้นข้าพเจ้าเห็นด้วย ซึ่งข้าพเจ้ามาทั้งนี้ก็เพราะเห็นว่ากำลังท่านน้อยกว่ากำลังเอียงปิดนัก ข้าพเจ้าจึงมาช่วยท่าน ลวนหยงจึงว่าอันตัวเราก็หามีความผิดไม่เขาใส่โทษเอาทั้งนี้ ถ้าเราสู้รบจะมิเป็นคนประทุษต่อแผ่นดินจริงหรือ ถ้าเราคิดหลบหลีกเอาตัวรอด นานไปจิ้นเปงก๋งก็คงจะเห็นว่าเราเป็นคนสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน สูง้อได้ฟังดังนั้นจึงว่าซึ่งท่านว่านี้ชอบแล้ว ท่านจงไปหาที่พึ่งแต่พอพ้นอันตรายก่อนเถิด ลวนหยงก็คำนับลาสูง้อ ต่างคนต่างร้องไห้รักกันแล้วก็ขึ้นเกวียนรีบไปเมืองฌ้อ

ฝ่ายเอียงปิดครั้นมาถึงเมืองตูอิบก็ให้ทหารไปเที่ยวค้นคว้าหาลวนหยงก็มิได้พบ จึงถามผู้รักษาเมืองแจ้งว่าลวนหยงยังพักทหารอยู่ตำบลซกอัก หาได้มาเมืองตูอิบไม่ เห็นจะหนีไปเสียแล้ว เอียงปิดก็ให้ทหารประกาศป่าวร้องแก่ประชาราษฎร์ทั้งปวงว่า ลวนหยงยังมีความผิดต่อแผ่นดินอยู่อย่าให้ราษฎรคบค้าเอาไว้เป็นอันขาดทีเดียว ชาวเมืองครั้นได้ยินคำประกาศดังนั้นก็นึกแต่ในใจว่าลวนหยงหาความผิดมิได้ ต่างคนต่างคิดสงสารอยู่ทุกคน แล้วเอียงปิดก็พาพวกทหารกลับมาเมืองจิ้น

ฝ่ายหวมบ๊องอยู่ ณ บ้านคิดวิตกว่า ซึ่งจิ้นเปงก๋งปล่อยให้พวกพ้องลวนหยงออกได้นั้นเห็นจะมีอันตรายแก่บ้านเมืองเป็นมั่นคง ครั้นหวมบ๊องคิดดังนั้นแล้วก็มาหาจิ้นเปงก๋งแจ้งความว่า ซึ่งท่านให้ถอดตีกี ตงฮางฮี เจียเอียม ซินยู ออกจากที่ขุนนางนั้นคงมีใจเจ็บแค้น ถ้าหนีไปคบคิดกับลวนหยงก็จะกลับมาแก้แค้นท่าน ขอท่านจงแต่งคนที่ไว้ใจให้ระวังดูแลอยู่ที่ประตูเมืองให้ทั่วทุกแห่ง อย่าให้คนเหล่านี้หนีไปได้ จิ้นเปงก๋งก็เห็นชอบด้วยจึงให้ทำตามถ้อยคำหวมบ๊องนั้นทุกประการ แล้วให้ไปว่ากับคนสี่คนว่าอย่าให้ออกไปจากเมืองถ้าแม้นไปจะฆ่าเสีย

ฝ่ายซินยูรู้ดังนั้นจึงคิดว่าจิ้นเปงก๋งคงคิดทำอันตรายแก่เราเป็นมั่นคง จำจะคิดหนีไปตามลวนหยงไปเมืองฌ้อให้จงได้ แล้วก็จัดแจงทรัพย์สิ่งของบรรทุกเกวียนอพยพครอบครัวหนีออกจากบ้าน มาถึงประตูเมืองพวกนายประตูก็จับเอาตัวซินยูนั้นมาให้กับจิ้นเปงก๋ง จิ้นเปงก๋งครั้นเห็นซินยูจึงว่าเราได้ห้ามปรามแล้ว ทำไมท่านจึงพาครอบครัวอพยพหนีเรา ซินยูจึงว่าข้าพเจ้าเป็นคนหาสติปัญญามิได้ ซึ่งท่านห้ามปรามนั้นจะได้รู้เหตุผลว่าร้ายและดีนั้นข้าพเจ้าหาแจ้งไม่ จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งท่านไปบัดนี้เราก็รู้อยู่ว่าจะไปหาลวนหยง อันลวนหยงนี้เป็นคนหากตัญญูมิได้ เราจึงห้ามมิให้ไปคบค้ากันกับลวนหยง ซึ่งท่านจะไปหานั้นจะมิเป็นคนอกตัญญูด้วยหรือ ซินยูจึงตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าจะไปบัดนี้เพราะมีกตัญญูด้วยปู่และบิดา ลวนหยงก็ได้มีคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ครั้นแจ้งว่าลวนหยงไปตกยากอยู่ ข้าพเจ้าจึงได้จัดแจงสิ่งของจะไปให้ลวนหยงแทนคุณที่ได้เลี้ยงดูข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านห้ามแต่คนอกตัญญู บัดนี้ข้าพเจ้ามีกตัญญูเหตุใดท่านจึงห้ามด้วยเล่า

จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าซินยูคนนี้เป็นคนมีกตัญญูเป็นอันมาก แล้วจึงว่าแก่ซินยูว่า ท่านอยู่ด้วยเราเถิด เราจะเลี้ยงท่านให้เป็นที่ไตหูแทนลวนหยง ซินยูจึงว่า เกิดเป็นชายทุกวันนี้ ซึ่งจะมีนายถึงสองคนนั้นหาควรไม่ ฝูงคนจะนินทาว่าข้าพเจ้าเป็นสองใจ ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าเป็นขุนนางนี้ก็ขอบคุณของท่านอยู่แล้ว แต่ข้าพเจ้าจะรับนั้นมิได้จะขอไปตามลวนหยงนายข้าพเจ้า จิ้นเปงก๋งได้ฟังดังนั้นเห็นว่าซินยูจะหาอยู่ด้วยไม่ก็ยอมให้ไปตามลวนหยง แล้วว่าท่านจงไปให้สำเร็จความปรารถนาของท่านเถิด ซินยูก็ดีใจคำนับลาจิ้นเปงก๋งมาขึ้นเกวียนพาครอบครัวอพยพจากเมืองจิ้นไปตามลวนหยง ณ เมืองฌ้อ

ฝ่ายลวนหยงอยู่ ณ เมืองฌ้อหลายเดือนแล้วยังหาได้ไปหาเจ้าเมืองฌ้อไม่ ครั้นจะไปก็คิดเกรงเจ้าเมืองฌ้อ ด้วยได้ทำศึกกันมาแต่ก่อนกลัวจะมีใจพยาบาทอยู่ ครั้นจะไปเมืองเจ๋ก็ขัดด้วยเสบียงอาหารที่จะคิดเดินทางไป ขณะนั้นพอซินยูมาถึงจึงเข้าไปหาลวนหยงแจ้งความให้ฟังทุกประการ ลวนหยงได้ฟังดังนั้นยินดีนักด้วยเห็นว่าซินยูได้เสบียงมาพอจะเดินทางไปเมืองเจ๋ได้ ก็พาซินยูกับทหารขึ้นเกวียนอพยพไปเมืองเจ๋

ฝ่ายเจ๋จงก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ตั้งแต่ทำไมตรีกับเมืองจิ้นมามิได้รบพุ่งกันนั้น ใจคิดรักคนที่มีกำลังและฝีมือรบพุ่งชำนาญ จึงให้เกลี้ยกล่อมได้สิดโต๋หนึ่ง กวยจวยหนึ่ง เกากูหนึ่ง เปียซูหนึ่ง กงซุนเหงาหนึ่ง หงกีหนึ่ง เต๊กฮูหนึ่ง ทรงอุนหนึ่ง เหราอิ๋นหนึ่ง เก้าคนนี้เป็นคนมีกำลัง เจ๋จงก๋งก็ให้หัดฝึกไว้จนชำนิชำนาญ แล้วก็ตั้งให้เป็นนายทหาร เพลาวันหนึ่งเจ๋จงก๋งออกที่ว่าราชการ พอมีคนเข้ามาบอกว่าลวนหยงซึ่งเป็นขุนนางอยู่เมืองจิ้นจะมาหาท่าน เจ๋จงก๋งได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนัก จึงว่าลวนหยงคนนี้เป็นคนมีฝีมือจะมาหานั้นเห็นจะมาอยู่ด้วยเรา จึงสั่งทหารให้ออกไปรับ

วันเอ๋งจึงห้ามว่า ซึ่งลวนหยงมาหาท่านนี้เห็นจะทำผิดไว้ในเมืองจิ้นจึงหนีมา ท่านจะให้ไปรับเข้ามานั้น ถ้าจิ้นเปงก๋งรู้ไปก็จะโกรธขาดไมตรีกันกับท่าน แม้นจิ้นเปงก๋งให้คนมาต่อว่าท่าน ท่านจะโต้ตอบแก้ไขประการใด เจ๋จงก๋งจึงหัวเราะแล้วว่า ซึ่งเราทำไมตรีกับเมืองจิ้นนั้นเป็นกลอุบาย ไม่เหมือนเมืองโจ๋ เมืองลู เมืองโอย เมืองจู สี่หัวเมืองนี้เขาทำสัตย์มั่นคงอยู่ ซึ่งท่านห้ามนี้เราหาเห็นด้วยไม่ จึงให้คนออกไปรับลวนหยงเข้ามา ลวนหยงเข้ามาคำนับแล้วร้องไห้ แจ้งความแต่หลังทุกประการแล้วว่า ข้าพเจ้าจะขอทำราชการอยู่ในท่าน เจ๋จงก๋งได้ฟังดังนั้นคิดสงสารจึงว่าท่านอย่าวิตกเลย เราจะเลี้ยงให้เหมือนจิ้นเปงก๋งนั้นแล้วจึงให้ยกโต๊ะเข้ามาเลี้ยงลวนหยง

ขณะนั้นเจ๋จงก๋งแลเห็นทหารลวนหยงยืนอยู่สองคนรูปร่างสูงใหญ่สมเป็นทหาร จึงถามว่าท่านทั้งสองนี้ชื่อใด จิ๋วโต๋กับเฮงโก้ยได้ฟังดังนั้นจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อจิ๋วโต๋ เฮงโก้ย เจ๋จงก๋งได้ฟังดังนั้นคิดขึ้นได้จึงว่า เมื่อครั้งทำศึกที่ตำบลเม่งอิ๋ม ท่านจับสิดโต๋กวยจวยทหารเราไปได้ ท่านหรือผู้ใด จิ๋วโต๋ เฮงโก้ยตกใจนัก คุกเข่าลงคำนับแล้วจึงว่าข้าพเจ้าทำผิดครั้งนั้นขอท่านอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย เจ๋จงก๋งว่าอย่าตกใจเลยเราไม่ทำอันตรายท่านดอก เรารู้ว่าท่านมีฝีมืออยากจะได้ท่านนานแล้ว ยังหาสมความคิดไม่ จึงสั่งให้ยกโต๊ะมาให้เฮงโก้ยกับจิ๋วโต๋กิน แล้วว่ากับลวนหยงว่า อันทหารสองคนนี้เราจะขอไว้เป็นเพื่อน ตัวท่านจะให้หรือมิให้ ลวนหยงจึงว่า แต่ตัวข้าพเจ้าก็มาอยู่ด้วยท่าน อันทหารสองคนนี้ก็เป็นบ่าวท่านเหมือนกันสุดแล้วแต่ท่านจะกรุณาเถิด

เจ๋จงก๋งได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงตั้งให้จิ๋วโต๋เฮงโก้ยเป็นนายทหารเหมือนกันกับเก้าคนนั้น แล้วให้เงินทองของข้าวเหย้าเรือนกับลวนหยงเฮงโก้ยจิ๋วโต๋พอสมควร ลวนหยงก็คำนับลาพาพวกพ้องของตัวกลับมา เมื่อลวนหยงกลับมากลางทางนั้นคิดว่าเป็นบุญของเรานัก เจ๋จงก๋งจึงมิได้เห็นตัวต๊กหยง ถ้าเห็นแล้วก็คงจะขอเราเป็นมั่นคง แล้วก็ให้คนใช้ขับเกวียนมายังที่อยู่

ฝ่ายจิ๋วโต๋กับเฮงโก้ย เพลาวันหนึ่งเข้าไปคำนับเจ๋จงก๋ง จิ๋วโต๋แลเห็นสิดโต๋กวยจวยจึงสะกิดบอกเฮงโก้ยว่า ไอ้สองคนนี้เป็นคนโทษอยู่ในเมืองเรา เหตุใดมาอยู่เมืองนี้ กวยจวยได้ยินเข้าจึงร้องตอบไปว่า ซึ่งมึงจับกูได้นั้นเพราะกูหลงอุบายมึงดอกจึงเสียที ไม่เหมือนมึงบ่าวนายเที่ยวซัดเซไม่มีที่อยู่ต้องมาพึ่งเมืองเรา จิ๋วโต๋ได้ฟังดังนั้นก็โกรธนักจึงว่า กูจับมึงไปได้นั้นอุปมาเหมือนของกินอยู่ในปาก ถ้าแม้นจะกลืนเข้าไปก็จะตายยังจะมาพูดต่อไปเล่า สิดโต๋แค้นนักจึงว่า เองเข้ามาอยู่ในเมืองกูนั้นอุปมาเหมือนชิ้นหมูอยู่ในจานจะเอาตะเกียบหยิบเมื่อใดก็ได้เมื่อนั้น เฮงโก้ยจึงตอบว่า ถึงพวกเองจะมิให้กูอยู่เมืองนี้กูจะกลับไปเมืองกู กวยจวยได้ยินก็โกรธนักจึงร้องตอบไปว่า ถ้ามิได้เองสองคนมาอยู่ในเมืองเรา เราจะสิ้นคนมีฝีมือแล้วหรือ ต่างคนต่างโกรธทุ่มเถียงโต้ตอบ แล้วชักกระบี่ออกจะสู้รบกัน เจ๋จงก๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงร้องห้ามว่ากับจิ๋วโต๋เฮงโก้ยว่า เรารู้อยู่ดอกว่าท่านไม่กลัวทหารเมืองเจ๋ ซึ่งท่านจะทำราชการเป็นพวกเดียวกันกับสิดโต๋กวยจวยนั้นเห็นจะไม่ได้ จึงแยกให้เป็นสองพวกออกไป ให้ทหารเก้าคนนั้นเป็นนายทหารฝ่ายซ้าย ครั้งนั้นเจ๋จงก๋งเกลี้ยกล่อมได้ทหารอีกสองคนชื่อโลเปากุยหนึ่ง อองหอหนึ่ง ก็ให้มาสมทบเป็นนายทหารฝ่ายซ้ายด้วยกัน แต่สิดโต๋กวยจวยจิ๋วโต๋เฮงโก้ยสี่คนนี้ยังพยาบาทคิดแค้นกันอยู่ในใจมิได้ขาด

ฝ่ายซุยทูกับเข้งห้อง ซึ่งเป็นที่เซียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองเจ๋ แต่ซุยทูภรรยาเดิมนั้นตายเสียจึงไปขอน้องสาวตงโก้ยเอี๋ยนชื่อจงเกี๋ยงซึ่งเป็นภรรยาซงก๋ง เกิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อจงบู๊ ครั้นซงก๋งตายแล้วจึงมาได้กับซุยทูอยู่กินเป็นผัวเมียกัน อันซุยทูคนนี้เจ้าเมืองรักใคร่ไปมากินโต๊ะอยู่ที่บ้านเนืองๆ วันหนึ่งเจ๋จงก๋งกินโต๊ะอยู่กับซุยทู ซุยทูเรียกภรรยาให้ออกมารินสุราให้เจ๋จงก๋งกิน เจ๋จงก๋งครั้นเห็นภรรยาซุยทูเข้ามาก็ให้นึกรักนางจงเกี๋ยงนัก รับสุรามากินแล้วชายตาดูนางเนืองๆ ยิ่งมีความรักมากขึ้น ครั้นกินสุราแล้วกลับมาที่อยู่ จึงใช้คนสนิทให้ไปหาตงโก้ยเอี๋ยนเข้ามาแล้วถามว่า นางจงเกี๋ยงเป็นน้องของท่านหรือ ตงโก้ยเอี๋ยนก็รับว่าเป็นน้องของข้าพเจ้า เจ๋จงก๋งจึงว่าเหตุใดจึงไปยกให้แก่ซุยทูเสียเล่า เรามีใจนึกรักอยู่ทำไมจะได้เป็นภรรยา

ตงโก้ยเอี๋ยนได้ยินดังนั้นจึงตอบว่า ท่านอย่าวิตกเลยข้าพเจ้าจะช่วยจัดแจงให้สมความคิดท่าน แล้วตงโก้ยเอี๋ยนก็คำนับลาไปหาน้องสาวคิดอ่านพูดจาให้ยินยอมพร้อมใจแล้วก็กลับมาบอกเจ๋จงก๋ง เจ๋จงก๋งยินดีนัก ถ้าซุยทูไม่อยู่ก็ลอบไปหานางจงเกี๋ยงเนืองๆ ฝ่ายซุยทูรู้ระแคะระคายว่านางจงเกี๋ยงผู้ภรรยาลอบทำชู้กับเจ๋จงก๋ง จึงเรียกภรรยาเข้ามาแล้วแกล้งถามว่า อันทุกวันนี้ใจของเจ้าจะรักเป็นฮูหยินดีหรือ หรือจะรักเป็นแต่ภรรยาขุนนาง เราอยากรู้ว่านํ้าใจของเจ้าจะรักสถานใดจงบอกให้เราแจ้งด้วย นางจงเกี๋ยงได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งใจจึงคิดว่าความลับของเรานี้ซุยทูคงรู้แล้วเห็นจะปิดไว้ไม่มิด ก็ทำเป็นร้องไห้ซบหน้าลงแล้วบอกว่า ซึ่งข้าพเจ้าทำนอกใจท่านนั้นเพราะกลัวเจ๋จงก๋ง เจ๋จงก๋งว่าจะฆ่า ข้าพเจ้าเสียใจ ข้าพเจ้าเป็นหญิงอยู่ผู้เดียวจึงต้องจำใจชั่ว ขอท่านจงได้กรุณาข้าพเจ้าเถิด ซุยทูจึงว่าเหตุใดตัวจึงนิ่งเสียหาบอกให้เรารู้เสียแต่แรกไม่ จนเป็นถึงเพียงนี้ นางจงเกี๋ยงจึงบอกว่าข้าพเจ้าได้ทำผิดแล้วครั้นจะบอกท่านก็ยังเกรงกลัวอยู่จึงหาอาจบอกกับท่านไม่ ซุยทูได้ฟังดังนั้นก็นิ่งถอนใจใหญ่อยู่ด้วยรักนางจงเกี๋ยงเป็นอันมาก จึงคิดว่าเจ๋จงก๋งมาทำข่มเหงนักจำจะคิดฆ่าเสียให้จงได้แต่ยังมิได้ช่องก็นิ่งอยู่

ฝ่ายก๋งจูหวนตั้งแต่ได้เป็นเจ้าเมืองหงอก็ยังหามีภรรยาไม่ จึงให้ขุนนางไปขอลูกสาวจิ้นเปงก๋งมาเป็นภรรยา จิ้นเปงก๋งก็ยอมยกให้แต่ยังหาได้รับมาเมืองไม่ ขณะนั้นกิตติศัพท์รู้ไปถึงเมืองเจ๋ เจ๋จงก๋งจึงปรึกษาด้วยซุยทูว่า เดิมเราได้รับคำลวนหยงไว้ว่าจะไปตีเมืองจิ้นก็ยังหาได้ช่องไม่ บัดนี้เมืองหงอขอลูกสาวเจ้าเมืองจิ้นก็ได้ทีอยู่แล้ว จำเราจะจัดแจงเครื่องบรรณาการไปช่วยเจ้าเมืองจิ้น แล้วจะได้เอาลวนหยงไปซ่อนอยู่ที่ซกอักด้วย สูง้อเจ้าเมืองซกอักก็เป็นเพื่อนรักกับลวนหยงคงจะรับไว้ ท่านจะเห็นประการใด

ซุยทูได้ฟังดังนั้นจึงคิดแต่ในใจว่าการเราคิดไว้เห็นจะสำเร็จครั้งนี้แล้ว ด้วยเจ๋จงก๋งจะเอาลวนหยงไปไว้ที่ซกอัก เราจะไปยุยงให้จิ้นเปงก๋งโกรธกับเจ๋จงก๋งจงได้ ถ้าเมืองจิ้นกับเมืองเจ๋เกิดรบกันขึ้นแล้ว เราจะตัดศีรษะเจ๋จงก๋งไปให้กับจิ้นเปงก๋ง การซึ่งเราคิดไว้นั้นก็จะสำเร็จเป็นมั่นคง จึงว่ากับเจ๋จงก๋งว่า ซึ่งจะให้ลวนหยงไปทำการด้วยสูง้อนั้นข้าพเจ้าเห็นจะสู้รบเขามิได้ ด้วยทแกล้วทหารลวนหยงกับสูง้อนั้นน้อยนัก ขอให้ท่านยกทัพตามไปด้วย เมื่อไปถึงกลางทางให้ท่านแยกทัพออกเป็นสองกองทัพหนึ่งไปทางทิศเหนือ ถ้าใครถามให้บอกว่าจะไปตีเมืองโอย แล้วยกโอบไปตีเมืองจิ้น แล้วท่านจึงยกไปเมืองจิ้น ถึงพร้อมกันแล้วจึงค่อยยกเข้าตีเมืองทั้งสองทัพ เห็นจะได้โดยง่าย เจ๋จงก๋งก็เห็นชอบด้วยจึงปรึกษาด้วยลวนหยงว่า การที่ซุยทูว่านี้ถูกแก่ใจข้าพเจ้าอยู่แล้ว ขอท่านจงทำตามคำซุยทูเถิด ลวนหยงก็ลากลับมาบ้าน

ซินยูครั้นเห็นลวนหยงกลับมาบ้านจึงเข้าไปว่า ซึ่งข้าพเจ้าตามท่านมาครั้งนี้ก็มีกตัญญูคิดถึงคุณท่าน ท่านก็ต้องคิดถึงคุณเจ้าเมืองจิ้นด้วยจึงจะชอบ ลวนหยงได้ฟังดังนั้นจึงว่าเจ้าเมืองจิ้นใส่ความเอาว่าเราคิดร้ายแล้วขับไล่เสียจากเมือง ซึ่งท่านจะให้คิดถึงคุณเจ้าเมืองจิ้นนั้น เราหาเห็นด้วยไม่ ซินยูจึงว่าแต่ครั้งแผ่นดินห้องสินนั้น พระเจ้าติวอ๋องให้โทษแก่บุนอ๋อง บุนอ๋องก็มิได้คิดพยาบาทแก่พระเจ้าติวอ๋องยังมีกตัญญูคิดถึงคุณอยู่ บัดนี้เจ้าเมืองจิ้นก็จะคิดเวทนาท่านว่าหาความผิดมิได้ บัดนี้ท่านคิดกับเจ้าเมืองเจ๋จะไปทำร้ายจิ้นเปงก๋งผู้มีคุณนั้น ราษฎรจะมินึกว่าท่านคิดร้ายเจ้าเมืองจิ้นหรือ ความนินทาก็จะถึงข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าขอตายเสียก่อนท่าน แล้วซินยูก็ชักกระบี่ออกเชือดคอตายต่อหน้าลวนหยง ลวนหยงเห็นดังนั้นก็ร้องไห้รักซินยูเป็นอันมาก

ขณะนั้นเจ๋จงก๋งจัดแจงเครื่องบรรณาการซึ่งจะเอาไปให้เจ้าเมืองจิ้นพร้อมแล้วก็ให้ลวนหยงกับสมัครพรรคพวกพร้อมกันซ่อนอยู่ในเกวียน จึงให้เซ็กกุยหูนำเครื่องบรรณาการจะไปเมืองจิ้น จิ๋วโต๋เฮงโก้ยซึ่งเป็นทหารลวนหยงนั้นจึงว่ากับเจ๋จงก๋งว่า ข้าพเจ้าจะขอตามไปด้วย เจ๋จงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าลวนหยงกับสมัครพรรคพวกถ้าไปแล้วเห็นจะไม่กลับมา จึงสั่งให้สิดโต๋กับกวยจวยไปด้วยลวนหยง แล้วจึงสั่งว่าท่านไปกับลวนหยงอย่าทำดื้อดึง จงเกรงกลัวลวนหยงให้เหมือนกับกลัวเรา

เซ็กกุยหูลวนหยงกับทหารทั้งปวงก็คำนับลามาทำตามเจ๋จงก๋งสั่งแล้วไปยังเมืองจิ้น ครั้นถึงเมืองซกอักพอคํ่าลงลวนหยงกับพวกพ้องก็ปลอมเป็นชาวเมืองเข้าไปหายังบ้านสูง้อ สูง้อครั้นเห็นลวนหยงมาก็ตกใจนัก จึงถามว่าท่านไปอยู่เมืองเจ๋แล้ว เหตุใดจึงมาถึงนี้จะธุระประการใดหรือ ลวนหยงจึงว่าที่นี่ยังพูดมิได้ท่านจงไปที่ลับเถิดเราจึงจะแจ้งความ สูง้อก็พาลวนหยงเข้าไปในห้อง ลวนหยงจะแจ้งความมิใคร่จะได้ นํ้าตาไหลซบหน้าลงร้องไห้ สูง้อสงสัยนักจึงว่าท่านอย่าร้องไห้เลยจงเล่าความให้เราฟัง แม้นช่วยได้ก็จะช่วยให้สิ้นความทุกข์ของท่าน ลวนหยงได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงคำนับแล้วแจ้งความว่า ข้าพเจ้าพลัดบ้านเมืองก็เพราะหวมบ๊องกับเตียวบู๊ยุยงจิ้นเปงก๋งให้กำจัดข้าพเจ้าเสียจากเมืองจิ้น นี้หากว่าเจ๋จงก๋งรักใคร่จึงได้กลับมาเห็นหน้าท่าน บัดนี้เจ๋จงก๋งจะมาตีเมืองจิ้น ให้ข้าพเจ้ามาบอกกับท่านให้ท่านจัดกองทัพยกไปเมืองจิ้น ช่วยจับตัวหวมบ๊องกับเตียวบู๊นั้นฆ่าเสีย ข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขุนนางอยู่ในเมืองจิ้นเหมือนกับแต่ก่อน

สูง้อได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันเมืองจิ้นทุกวันนี้ทแกล้วทหารยังมั่งคั่งบริบูรณ์อยู่ แล้วเตียวบู๊หวมบ๊องตีกีซุนง้อสี่คนนี้ ก็พร้อมใจช่วยรักษาเมืองไว้ เห็นความที่เราคิดจะไม่สำเร็จเป็นมั่นคง ลวนหยงจึงว่าข้าพเจ้ามีทหารคนหนึ่งชื่อต๊กหยง มีกำลังและฝีมือสู้คนได้พันหนึ่ง แล้วจิ๋วโต๋เฮงโก้ยลวนงักลวนหังสี่คนนี้มีฝีมือเป็นอันมาก อนึ่งทหารในเมืองเจ๋ที่มีกำลังยังบริบูรณ์เห็นจะสู้ทหารเมืองจิ้นได้ ประการหนึ่งงุยสีซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในเมืองจิ้นก็ชอบพอกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้หนังสือลับไปนัดให้รู้ ก็คงจะเป็นไส้ศึกอยู่ในเมือง การครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าจะชนะฝ่ายเดียว ถ้ามิสมความคิด ชีวิตข้าพเจ้าจะตายก็มิได้เสียดายเลย สูง้อจึงว่าท่านอย่าวิตก เราจะปรึกษาทแกล้วทหารดูเสียก่อน จะได้รู้ว่าผู้ใดจะเต็มใจหรือจะมิเต็มใจ

ครั้นเพลาเช้า สูง้อก็ให้เชิญขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมากินโต๊ะที่บ้านแล้วเล่าความว่า คืนนี้เราฝันเห็นว่าไทจู๊มาขออาหารเรากิน เราได้ถามว่าท่านอดอยากมิได้มีอาหารจะบริโภคหรือ ซินเสงไทจู๊จึงว่าเซียงเต้เขาขับไล่เราเสียจากเมือง จึงไม่มีอาหารจะบริโภค เราก็ตกใจตื่นขึ้น วันนี้จึงได้ทำโต๊ะเซ่นไทจู๊ แล้วจึงเลี้ยงท่านทั้งปวงด้วย อันไทจู๊ได้ความลำบากก็เหมือนกับลวนหยง ขุนนางทั้งปวงจึงว่าอันลวนหยงซึ่งไล่เสียจากเมืองนั้นคนทั้งหลายเขาไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้อยากพบลวนหยงอยู่ สูง้อจึงว่าท่านอยากพบกับลวนหยงนั้นด้วยเหตุประการใด ขุนนางทั้งปวงจึงว่า ถ้าลวนหยงมาเป็นต้นคิดแล้วข้าพเจ้าทั้งปวงก็จะช่วยแก้แค้นแทนลวนหยงให้จงได้ สูง้อก็เรียกลวนหยงออกมา ขุนนางต่างคนก็คำนับแล้วปรึกษากันที่จะไปตีเมืองจิ้น ลวนหยงจึงเขียนหนังสือลับฉบับหนึ่งให้คนสนิทลอบถือไปในเมืองจิ้นให้กับงุยสี งุยสีฉีกผนึกออกอ่านได้ใจความว่า ข้าพเจ้าลวนหยงขอคำนับมาถึงไตหูด้วย บัดนี้ข้าพเจ้าจะยกกองทัพมาจับเตียวบู๊กับหวมบ๊องฆ่าเสีย ขอท่านจงช่วยจัดแจงการในเมืองด้วย งุยสีครั้นแจ้งในหนังสือนั้นแล้ว จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ถ้าลวนหยงยกกองทัพมาเมื่อใด เราจะจัดการในเมืองให้สมความคิดท่าน แล้วก็ส่งหนังสือให้คนใช้ถือกลับไปให้กับลวนหยง ลวนหยงได้หนังสืองุยสีแล้วฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความยินดีนัก จึงเข้าไปบอกสูง้อทุกประการ

สูง้อรู้ดังนั้นก็จัดแจงทหารที่ในเมืองได้สองหมื่น กับทหารที่มากับลวนหยงสองทัพบรรจบกันให้ต๊กหยงเป็นทัพหน้า ลวนงักหนึ่ง สิดโต๋หนึ่งเป็นปีกขวา ลวนหังหนึ่ง กวยจวยหนึ่งเป็นปีกซ้าย ลวนหยงเป็นแม่ทัพ จิ๋วโต๋หนึ่ง เฮงโก้ยหนึ่ง เป็นทัพหนุน ครั้นเพลาคํ่าลงก็ยกทหารออกจากซกอักมาทางหกสิบลี้ ครั้นสว่างขึ้นก็ถึงเมืองจิ้นหาเห็นคนรักษาหน้าที่เชิงเทินไม่ จึงให้ทหารกรูกันเข้าในประตูเมืองคนในเมืองหารู้ไม่ ต่างคนก็ตกใจตื่นอื้ออึงขึ้น เงาอองหูได้ยินเสียงคนอื้ออึงก็วิ่งออกมาดูเห็นลวนหยงกับทหารไล่ฆ่าฟันผู้คนในเมืองเป็นอลหม่านก็ตกใจ จึงวิ่งไปหาหวมบ๊อง ณ บ้าน

ขณะนั้นหวมบ๊องกำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ เงาอองหูก็วิ่งเข้ามาบอกหวมบ๊องว่า ลวนหยงตีเข้ามาประตูทิศใต้ได้แล้ว หวมบ๊องได้ฟังดังนั้นจึงเรียกหวมเอี๋ยงผู้บุตรเข้ามา จัดแจงทหารให้ออกไปต้านทานไว้แต่พออย่าให้ลวนหยงรุกเข้ามาในที่อยู่เจ้าเมืองได้ เงาอองหูจึงว่าการครั้งนี้จวนตัวนัก ซึ่งจะคิดสู้รบเห็นจะเหลือกำลัง ขอท่านจงพาเจ้าเมืองหนีออกทางประตูหลังเมือง ไปอาศัยอยู่ ณ เมืองโกกะหยงก่อน เมืองโกกะหยงนี้เป็นที่ชัยภูมิมั่นคง ข้าวปลาเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ หวมบ๊องจึงว่าพิเคราะห์ดูเห็นว่า ซึ่งลวนหยงกระทำการรวดเร็วเข้ามาได้ครั้งนี้มิใช่กำลังความคิดของลวนหยงเอง คงจะมีพวกพ้องเป็นไส้ศึกช่วยคิดอ่านอยู่ในเมืองเราเป็นมั่นคง เงาอองหูจึงว่าขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนในเมืองนี้หาเห็นผู้ใดชอบพอรักใคร่ลวนหยงไม่ จะเป็นพวกพ้องร่วมคิดการก็แต่งุยสีผู้เดียว ท่านจงให้ทหารคนสนิทรีบไปหาตัวงุยสีว่าเจ้าเมืองจิ้นให้หา ได้ตัวมาแล้วจงคุมไว้ให้มั่นคงจึงค่อยคิดการต่อไป หวมบ๊องก็เห็นด้วย จึงใช้หวมเอี๋ยงผู้บุตรคุมทหารไปหาตัวงุยสี แล้วหวมบ๊องกับเงาอองหูรีบเข้าไปแจ้งกับเจ้าเมืองจิ้นว่า ลวนหยงคบคิดกับงุยสีเป็นขบถยกทัพเข้ามาได้ถึงในเมืองแล้ว ข้าพเจ้าเห็นการครั้งนี้จวนตัว ซึ่งจะสู้รบรับรองแต่ในเมืองเห็นเหลือกำลังนัก ขอท่านจงจัดแจงผ่อนผันครอบครัวหลบไปอาศัยอยู่ ณ เมืองโกกะหยงก่อน

เจ้าเมืองจิ้นได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงจัดแจงครอบครัวข้าวของเสบียงอาหารบรรทุกเกวียนรีบหนีไป ณ เมืองโกกะหยง ฝ่ายหวมเอี๋ยงครั้นไปถึงบ้านงุยสีเห็นงุยสีกำลังจัดแจงทหารเครื่องศัสตราวุธจะยกไปช่วยลวนหยง หวมเอี๋ยงเห็นดังนั้นก็ลงจากเกวียนเข้าไปบอกกับงุยสีว่าลวนหยงเป็นขบถตีเข้ามาได้ในเมืองแล้ว เจ้าเมืองจิ้นก็พาครอบครัวและขุนนางหนีไป ณ เมืองโกกะหยง บัดนี้สั่งข้าพเจ้ามารับท่าน จะได้ไปช่วยกันคิดราชการต่อไป แล้วแสร้งว่าเรามาเห็นท่านจัดแจงทหารจะไปช่วยเจ้าเมืองจิ้นครั้งนี้ เรามีความยินดีนัก มิเสียแรงที่ท่านเป็นนายทหารรู้การก่อนเราเสียอีก ว่าแล้วหวมเอี๋ยงก็โจนขึ้นเกวียนงุยสี มือหนึ่งถือดาบมือหนึ่งจับมืองุยสีไว้ แล้วรีบขับเกวียนไป พวกทหารงุยสีเห็นดังนั้นก็ถามว่า ท่านจะพาข้าพเจ้าทั้งปวงไปทำการแห่งใด หวมเอี๋ยงก็ชิงบอกว่า เราจะพากันไปช่วยเจ้าของเราที่เมืองโกกะหยง

ขณะนั้นงุยสีกำลังตกตะลึงด้วยจวนตัว หารู้แห่งที่จะคิดกลับตัวแก้ไขได้ไม่ ฝ่ายหวมบ๊องครั้นพาเจ้าเมืองไปอาศัยอยู่ ณ เมืองโกกะหยงแล้ว ก็วิตกถึงการที่ตัวใช้ให้บุตรไปหาตัวงุยสีกลัวจะไม่สำเร็จ จึงขึ้นไปยืนคอยบุตรอยู่บนเชิงเทิน พอแลเห็นหวมเอี๋ยงขับเกวียนพางุยสีมาก็ดีใจจึงคิดว่าลวนหยงครั้งนี้เห็นไม่สมความคิด แล้ว ด้วยเราชิงตัดกำลังเสียได้ก่อน แล้วก็ลงไปเปิดประตูรับหวมเอี๋ยงเข้าไปในเมือง แลเห็นหน้างุยสีหาปกติไม่ จึงพูดจาเอาใจว่าท่านอย่ากลัวเลยเรารู้น้ำใจท่านอยู่ว่าท่านเป็นคนกตัญญู แต่คนข้างนอกที่หาสติปัญญาไม่ก็ว่าท่านไปเข้ากับลวนหยง ท่านก็เป็นคนมีสติปัญญาและฝีมือ จงคิดทำราชการแก้ตัวจับพวกขบถให้ได้แล้วจึงจะสิ้นความนินทามีความชอบ เราก็จะขอที่เมืองซกอักให้เป็นบำเหน็จท่าน ท่านอย่าวิตกไปเลย จงตั้งสติอารมณ์ให้เป็นสุขจะได้ช่วยคิดอ่านการที่จะจับเอาตัวพวกขบถมาฆ่าเสีย และการที่จะคิดทำไปภายหน้านั้นท่านก็เป็นคนมีสติปัญญาอยู่แล้วตามแต่จะคิดเถิด หรือว่าจะทำเป็นกลอุบายประการใดจึงจะจับพวกขบถได้ แต่เราคิดตรึกตรองอยู่ทุกวันก็ยังหาได้ช่องที่จะแก้แค้นให้สมควรไม่ และครั้งนี้เราเห็นหน้าท่านก็มีความยินดีนักเหมือนหนึ่งได้สติปัญญามาก็เหมือนกัน การที่เราคิดไว้ครั้งนี้ก็เห็นจะสำเร็จเป็นมั่นคง แต่การทั้งนี้เราเห็นว่าจะคิดกลางหนทางนั้นหาควรไม่ จำจะพาท่านเข้าไป ณ เมืองโกกะหยง จึงจะคิดการต่อภายหลัง แต่ตัวท่านมาครั้งนี้จิ้นเปงก๋งก็ยังหารู้ว่าท่านมาไม่ จำเราจะพาท่านไปคำนับจิ้นเปงก๋งก่อน แล้วจะได้ช่วยกันรักษาเมืองโกกะหยงและเราคิดอ่านการทั้งนี้ท่านจะเห็นอย่างไร

งุยสีได้ฟังดังนั้นหารู้แห่งที่จะตอบประการใดไม่ จึงว่าการครั้งนี้ก็สุดแต่ท่านจะเมตตาเถิด ท่านเห็นดีประการใดข้าพเจ้าก็จะทำตาม แล้วหวมบ๊องก็พางุยสีไปคำนับจิ้นเปงก๋ง พอเตียวบู๊หนึ่ง ซุนหงอหนึ่ง ติซกหนึ่ง ฮันบูขีหนึ่ง ฮันคี้หนึ่ง กิหงอหนึ่ง อีจีเซียหนึ่ง อีจีพันหนึ่ง เตียวเมงยกหนึ่ง ขุนนางเก้าคนนี้พาทหารตามเจ้าเมืองจิ้นไปยังเมืองโกกะหยงสิ้น ขณะนั้นในเมืองจิ้นขุนนางและราษฎรก็เบาบาง หามีใครเข้าด้วยลวนหยงไม่ ฝ่ายหวมบ๊องครั้นเห็นขุนนางและราษฎรตามจิ้นเปงก๋งมาเมืองโกกะหยงมากก็มีความยินดี จึงสั่งให้เตียวบู๊กับซุนหงอคุมทหารไปรักษาประตูเฉียงใต้ ฮันบูขีหนึ่ง ฮันคี้หนึ่ง ไปรักษาประตูเฉียงเหนือ กิหงอกับขุนนางทั้งปวงคุมทหารเที่ยวตรวจตราดูแลทั้งสี่ด้าน แต่ตัวหวมบ๊องกับหวมเอี๋ยงผู้บุตรนั้นคุมทหารอยู่รักษาจิ้นเปงก๋ง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ