๘๓

ฝ่ายของจูอยู่ในเมืองโอย แจ้งข่าวว่าในเมืองโอยเกิดรบพุ่งกันขึ้น จึงคิดว่าเกาซากับจูฬ่อศิษย์ของเราสองคนนี้เป็นขุนนางอยู่ในเมือง บัดนี้จะร้ายดีประการใดยังมิได้แจ้ง จึงนิ่งตรึกตรองอยู่เป็นครู่แล้วถอนใจใหญ่ บอกกับศิษย์ว่าจูฬ่อที่อยู่ในเมืองนั้นเห็นจะตายเสียแล้ว แต่เกาซาคงหนีมาได้ ศิษย์ทั้งปวงได้ฟังดังนั้นนึกแคลงนักจึงถามว่า อันเกาซาจูฬ่อก็เป็นศิษย์ของท่านทั้งสองคนเหตุใดจึงจะหนีมาได้แต่คนเดียวข้าพเจ้ายังสงสัยอยู่ ของจูจึงว่าท่านทั้งปวงยังไม่รู้เราจะเล่าให้ฟัง อันเกาซาคนนี้มีสติปัญญาทั้งใจก็หนักแน่นจึงเห็นว่าจะคิดอ่านหนีมาได้ อันจูฬ่อนี้มีฝีมือและกำลังมากก็จริง แต่ไม่มีความคิดเอาแต่โทโสเข้าหักเอาฝ่ายเดียว เราจึงเห็นว่าจะตาย ขณะนั้นพอเกาซาเดินขึ้นมาบนตึก พวกศิษย์ครั้นเห็นเกาซาแต่ไกลก็สรรเสริญขึ้นพร้อมกันว่าซินแสของเราคาดการณ์แม่นนักหาผู้เสมอมิได้ ครั้นเกาซาเข้ามาใกล้ก็คุกเข่าลงคำนับแล้วร้องไห้แจ้งความให้ของจูฟังทุกประการแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าจะมานี้พบกับจูฬ่อที่กลางทาง ได้ห้ามว่าอย่าเข้าไปในเมืองเลย จูฬ่อมิฟังขืนไป บัดนี้จะเป็นหรือตายข้าพเจ้ายังหาแจ้งไม่ ของจูจึงว่าอันจูฬ่อนั้นเราเห็นว่าคงจะตาย พอมีผู้หนึ่งเข้ามาบอกว่าจูฬ่อตายเสียแล้ว ของจูกับศิษย์ทั้งปวงรู้ดังนั้นก็ร้องไห้รักเป็นอันมาก

ฝ่ายโอยจงก๋งแจ้งว่าจูฬ่อนั้นเป็นศิษย์ของจูจึงแกล้งให้เชือดเนื้อศพจูฬ่อย่างให้สุก แล้วใส่หีบใช้คนเอาไปให้ของจูยังบ้าน คนใช้คำนับยกหีบรีบมาหาของจูแล้วแจ้งความว่า โอยจงก๋งได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ เห็นว่าท่านเป็นอาจารย์เข้ามาอยู่ในแดนนี้ จึงให้ข้าพเจ้าเอาของดีมาคำนับท่าน ของจูได้ฟังดังนั้นคุกเข่าลงคำนับรับเอามาเปิดดูเห็นเป็นเนื้อย่างก็รู้ว่าเนื้อจูฬ่อ จึงปิดหีบเสียแล้วถามว่านี่เนื้อจูฬ่อหรือ คนใช้ได้ยินนึกสงสัยจึงถามว่าเหตุใดท่านจึงรู้ดังนี้เล่า ของจูจึงว่าโอยจงก๋งฆ่าศิษย์เราเสีย ซึ่งเอาเนื้อมาให้เรานี้เราจึงรู้ว่าเนื้อจูฬ่อ แล้วก็ร้องไห้ว่าจูฬ่อไม่ควรจะตายเลย จึงใช้ศิษย์ให้เอาเนื้อไปฝังเสีย ตั้งแต่นั้นมาของจูก็ไม่มีความสบายเลย คิดเสียใจนักไม่เป็นกินเป็นนอนจนป่วยลง ศิษย์ทั้งปวงหาแพทย์มาพยาบาลก็ไม่หาย โรคนั้นกลับมากขึ้นก็ถึงแก่ความตาย เมื่อของจูตายนั้นอายุได้เจ็ดสิบสามปีเป็นวันเดือนสี่สิบสองคํ่า ศักราชพระเจ้าจิวเค่งอ๋องได้สี่สิบเอ็ดปี เกาซากับศิษย์ทั้งนั้นครั้นเห็นของจูตายก็ร้องไห้เป็นอันมาก จึงจัดแจงศพนั้นไปฝังไว้ที่ตำบลปักฮู แล้วก่อตึกสวมศพไว้เป็นสำคัญ อันที่ฝังศพของจูนั้นเทพยดาบันดาลมิให้สัตว์ทั้งหลายเข้ามายํ่ายีได้ กว้างออกไปจากที่ฝังศพข้างละสิบห้าเส้น หัวเมืองและราษฎรทั้งปวงที่เคยนับถือของจูนั้น ครั้นรู้ก็จัดแจงข้าวของมาคำนับศพทุกปีมิได้ขาด แล้วเขียนชื่อของจูไว้เป็นที่นับถือ

ฝ่ายโอยจงก๋งตั้งแต่เป็นเจ้าเมืองขึ้นให้คิดแคลงขงลี้อยู่ ด้วยเห็นว่าขงลี้เป็นขุนนางของโอยซุดก๋ง โอยซุดก๋งรักใคร่เป็นมาก อนึ่งเมื่อจะคิดการนั้นขงลี้ก็หาเต็มใจไม่ หากมารดาข่มขี่ให้ทำสัตย์สาบานกับเราขงลี้จึงได้ยอม อันจะเลี้ยงไว้นั้นอันตรายก็จะมีแก่เราเป็นมั่นคง จำจะคิดกำจัดเสียให้ได้จึงจะค่อยมีความสุข ครั้นเวลาว่าราชการขุนนางทั้งปวงมาพร้อมกัน โอยจงก๋งจึงให้แต่งโต๊ะมากินด้วยขุนนาง แล้วแกล้งทำเป็นเสพสุรามากเมาเหลือกำลังซบหน้าลงกับเก้าอี้เหมือนหนึ่งหลับ

ขณะนั้นขงลี้หยิบถ้วยสุรามาจะกิน เผอิญถ้วยนั้นตกลงแตก โอยจงก๋งได้ทีจึงแกล้งทำสะดุ้งตกใจเงยหน้าขึ้นตวาดว่า อ้ายขงลี้มึงถือตัวว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่หรือจึงหากลัวกูไม่ กูนอนหลับอยู่เอ็งแกล้งทิ้งถ้วยให้ดังจนกูตื่นขึ้น โทษเอ็งผิดเป็นอันมากจงไปเสียจากเมืองนี้ ถ้าขืนอยู่ก็จะให้ทหารฆ่าเสีย ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืนทำเซเหมือนเมาสุรามากแล้วเดินเข้าไปข้างใน ขงลี้ได้ฟังดังนั้นโกรธนักจึงคิดว่าโอยจงก๋งชะรอยจะแคลงใจเราจึงแกล้งหยิบผิดเอาดังนี้ เราก็มิขออยู่ในเมืองให้ได้ความลำบาก คิดแล้วก็มาบ้านเล่าความให้มารดาฟังทุกประการ จึงจัดแจงสิ่งของทองเงินเป็นอันมากลงบรรทุกเกวียนเสร็จแล้วก็พาภรรยาและสมัครพรรคพวกไปอยู่เมืองซอง

ฝ่ายโอยจงก๋ง ตั้งแต่ขับขงลี้ไปจากเมืองจึงคิดว่าบ้านเมืองเราก็ราบคาบแล้ว แต่เงินทองที่จะใช้สอยนั้นหามีไม่ ด้วยก๋งจูเตียดผู้บุตรเมื่อหนีนั้นเอาไปเสียจนสิ้น จำเราจะหาเพิ่มเติมลงให้คงอยู่ดังเก่า คิดแล้วจึงให้ฮุยเลียงฮูเข้าไปข้างในจึงปรึกษาว่า ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะได้เงินและทองที่ก๋งจูเตียดเอากลับคืนมาได้ อุยเลียงฮูจึงตอบว่า ก๋งจูเตียดเป็นบุตรของท่าน ถ้าให้ไปเรียกก็เห็นไม่แข็งขัด ถ้าตัวมาแล้วก็คงจะเอาของกลับคืนมาด้วย ท่านอย่าวิตกเลย แล้วฮุยเลียงฮูคำนับลามาบ้าน

ขณะนั้นมีคนลอบเอาความที่โอยจงก๋งกับฮุยเลียงฮูพูดกันนั้นไปบอกแก่ไทจูจิบ ไทจูจิบรู้เข้าจึงคิดว่าแม้นก๋งจูเตียดกลับมาบิดาก็จะตั้งให้เป็นไทจู เราจะคิดอ่านมิให้ก๋งจูเตียดกลับมาได้ แล้วจึงจัดแจงแต่งตัวถืออาวุธสำหรับมือพาทหารสนิทไว้ใจได้ประมาณเจ็ดคนแปดคนรีบเข้าไปในวัง แลเห็นบิดานั่งอยู่บนเก้าอี้จึงตรงเข้าไปจับรวบมือทั้งสองไว้ ขู่ถามว่าท่านจะไปรับก๋งจูเตียดมาจริงหรือ

โอยจงก๋งจึงบอกไปว่า ฮุยเลียงฮูดอกคิดจะให้ไปรับก๋งจูเตียด เราก็ตรึกตรองอยู่ยังหาแต่ลงไม่ ไทจูจิบจึงว่าการที่จะไปรับก๋งจูเตียดนั้นง่ายดอก แต่ให้ท่านฆ่าฮุยเลียงฮูเสียก่อน ข้าพเจ้าจึงจะค่อยคิดอ่านให้ก๋งจูเตียดกลับมาจงได้ โอยจงก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันฮุยเลียงฮูนี้เราได้สัญญากับเขาไว้ว่า ถ้าผิดจนถึงสามครั้งยังไม่เอาโทษถึงตาย ไทจูจิบจึงว่าท่านได้สัญญาไว้แต่เพียงสามข้อ เราค่อยจับผิดเอาที่ข้อสี่เห็นจะไม่เสียสัตย์ดอก

โอยจงก๋งก็ยอมว่าจะทำตาม ไทจูจิบไม่เชื่อจึงให้สาบาน เสร็จแล้วก็พาทหารกลับมาที่อยู่ของตัว เวลาวันหนึ่งโอยจงก๋งให้จัดแจงแต่งโต๊ะแล้วใช้คนไปเชิญขุนนางทั้งปวง ไทจูจิบก็เข้ามาด้วย ขณะนั้นฮุยเลียงฮูคิดกำเริบใจว่าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ จึงจัดแจงใส่เสื้อแดงชั้นในเสื้อขนหนูชั้นนอกเหน็บกระบี่เดินเข้ามาในที่ว่าราชการกินโต๊ะด้วยขุนนางทั้งปวง ไทจูจิบเห็นได้ทีจึงให้ทหารจับตัวฮุยเลียงฮูจะให้ไปฆ่าเสีย ฮุยเลียงฮูจึงว่าท่านจะฆ่าเราเสียนั้นเราผิดสิ่งใด ไทจูจิบจึงว่าท่านผิดถึงสามประการ ข้อหนึ่งใส่เสื้อแดง ข้อหนึ่งใส่เสื้อขนหนู ข้อหนึ่งเหน็บกระบี่เข้ามาในที่ห้าม ให้ผิดอย่างธรรมเนียมไปเราจึงจะฆ่าท่านเสีย

ฮุยเลียงฮูได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เราผิดก็จริง แต่โอยจงก๋งสัญญาไว้ว่าเราผิดจนสามข้อก็ไม่เอาโทษ ไทจูจิบตรึกตรองหาข้อผิดขึ้นได้แล้วจึงว่า ท่านยังมีผิดอีกประการหนึ่ง ซึ่งคิดอ่านให้บิดาเรากำจัดก๋งจูเตียดผู้พี่เราเสีย ท่านเป็นแต่ผู้อื่นมายุยงอย่างนี้ผิดข้อใหญ่ ควรที่จะตายอยู่แล้ว ฮุยเลียงฮูก็จนใจอยู่มิรู้ที่จะโต้ตอบประการใด ไทจูจิบก็สั่งให้ทหารเอาตัวฮุยเลียงฮูไปฆ่าเสีย กงจูจิบกับขุนนางทั้งปวงครั้นกินโต๊ะแล้วก็ลาเจ้าเมืองกลับมาบ้าน เวลาวันหนึ่งโอยจงก๋งนอนหลับอยู่ที่ข้างใน ฝันเห็นว่าปีศาจผู้หนึ่งน่ากลัวยืนสยายผมแล้วเดินเข้ามาใกล้เตียงนอน ร้องว่าตัวเราชื่อเลียงฮู หาผิดมิได้ บุตรท่านฆ่าเสียเราคิดแค้นท่านอยู่ โอยจงก๋งก็ตกใจตื่นขึ้นมีความกลัวยิ่งนัก จึงออกมาที่ว่าราชการสั่งให้คนไปเรียกซูนิเซียหมอดูเข้ามาเล่าความฝันให้ฟังทุกประการ แล้วถามว่าจะดีหรือร้าย ซูนิเซียพิเคราะห์ดูรู้ว่าบ้านเมืองจะไม่เป็นสุข ครั้นจะทายตามจริงก็กลัวโอยจงก๋งอยู่จึงแกล้งอุบายบอกว่า ท่านเสียดายฮุยเลียงฮูอยู่จึงได้ฝันดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นจะไม่พอเป็นไรนักแล้วก็ลากลับมาบ้านจึงเที่ยวบอกราษฎรว่า ตั้งแต่นี้ไปบ้านเมืองเราจะไม่สบายเพราะเจ้าเมืองฝันเห็นร้ายนัก แล้วก็จัดแจงครอบครัวอพยพหนีไปอยู่เมืองซอง แต่โอยจงก๋งได้เป็นเจ้าเมืองอยู่สองปี

ฝ่ายจิ้นเกงก๋งเจ้าเมืองจิ้นแจ้งว่ากวยกุยได้เป็นเจ้าเมืองโอยขึ้นหาเอาของมาตอบแทนเป็นไมตรีกันไม่ คิดขัดเคืองอยู่จึงให้เตียวเอียงเป็นแม่ทัพคุมทหารสามหมื่นให้ไปตีเมืองโอย เตียวเอียงก็คำนับลายกทหารมาถึงเมืองโอยก็ให้ตั้งค่ายประชิดเมืองไว้ ราษฎรเมืองโอยแจ้งทัพเมืองจิ้นยกมาก็พร้อมใจกันเข้าไปว่าเจ้าเมืองว่า บัดนี้จิ้นเกงก๋งให้เตียวเอียงยกทัพมาก็เพราะท่านผู้เดียวทำหาดีไม่ จะให้ราษฎรทั้งปวงพลอยตายด้วย จงไปเสียจากเมืองเถิด ถ้าท่านขืนอยู่เราจะจับตัวส่งออกไปให้ข้าศึก โอยจงก๋งได้ฟังดังนั้นตกใจนักกลัวราษฎรจะจับตัวส่งออกไป ก็พาไทจูจิบและครอบครัวหนีไปอาศัยอยู่เมืองหยง ราษฎรในเมืองหยงแจ้งว่าโอยจงก๋งกับไทจูจิบหนีเตียวเอียงมา คิดเกรงทัพเมืองจิ้นจะตามมาตีเมืองก็พร้อมใจกันจับโอยจงก๋งกับไทจูจิบฆ่าเสีย ฝ่ายเตียวเอียงครั้นแจ้งว่าโอยจงก๋งหนีไปแล้วก็เลิกทัพกลับไปเมืองจิ้น ขุนนางและราษฎรในเมืองโอยรู้ว่าเตียวเอียงกลับไปแล้วจึงตั้งพวนซือน้องโอยจงก๋งเป็นเจ้าเมืองแทน

ขณะนั้นตังเหงอยู่ในเมืองเจ๋ แจ้งว่าในเมืองโอยเกิดวุ่นวายกันขึ้น ราษฎรขับโอยจงก๋งเสีย เอาพวนซือตั้งเป็นเจ้าเมือง จึงคิดว่าจำเราจะไปกำจัดพวนซือเสีย หาผู้อื่นที่อยู่ในบังคับบัญชาเราตั้งขึ้นแทน แล้วจัดแจงทแกล้วทหารเป็นอันมากยกมาเมืองโอย ก๋งจูคี้ก็เปิดประตูออกไปรับทัพตังเหงเข้ามาในเมือง ตังเหงจึงไล่พวนซือเสียเอาก๋งจูคี้น้องพวนซือขึ้นเป็นเจ้าเมืองแล้วเลิกทัพกลับไป เจียโพ้ขุนนางในเมืองโอยจึงคิดว่าก๋งจูคี้ได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นครั้งนี้ บ้านเมืองเห็นจะไม่เป็นสุข ด้วยก๋งจูคี้หาสติปัญญาไม่ คิดแล้วก็ไปรับก๋งจูเตียดมาจากเมืองฬ่อตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองกำจัดก๋งจูคี้เสีย ก๋งจูเตียดครั้นได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นตามเดิมแล้วคิดว่าเจียโพ้จะไปเชิญเอาผู้อื่นมาเป็นเจ้าเมืองอีกก็ขับเจียโพ้ไปเสียจากเมือง ขุนนางทั้งปวงรู้ดังนั้นจึงว่ากับก๋งจูเตียดว่า เจียโพ้มีคุณแก่ท่าน ท่านจะขับไปเสียนั้นหาควรไม่ ขุนนางก็พร้อมใจกันขับก๋งจูเตียดเสีย เอาก๋งจูมิดน้องก๋งจูคี้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน

โอยจงก๋งครั้นได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นแล้ว จึงคิดว่าบ้านเมืองยังไม่ราบคาบ เกลือกหัวเมืองทั้งปวงจะยกมาเราก็จะเสียที จึงจัดแจงสิ่งของพอสมควร ใช้ขุนนางไปให้เตียวเอียงยังเมืองจิ้นขอเป็นไมตรีด้วย ฝ่ายก๋งจูเค่งอยู่ในเมืองฌ้อให้คิดแค้นเตงตั๋นก๋งว่าฆ่าไทจูเกี๋ยนบิดาเสีย คิดจะไปตีอยู่เนืองๆ แต่กีดอยู่ด้วยเมืองเตงนั้นมาขึ้นกับฌ้อเจียวอ๋อง อนึ่งเตงตั๋นก๋งก็ชอบพออยู่กับหงอจูสู่ผู้มีคุณกับตัวมิรู้ที่จะคิดประการใดก็นิ่งอยู่

ขณะนั้นฌ้อเจียวอ๋องป่วยลงก็ถึงแก่ความตาย ศักราชพระเจ้าจิวเค่งอ๋องได้สามสิบเอ็ดปี ขุนนางในเมืองฌ้อก็ตั้งไทจูเจียงขึ้นเป็นเจ้าเมืองชื่อฌ้อฮุยอ๋อง อันก๋งจูเจียงคนนี้เป็นบุตรฌ้อเจียวอ๋อง มารดานั้นเป็นบุตรเจ้าเมืองอวด ฌ้อฮุยอ๋องครั้นได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นแล้ว จึงจัดแจงฝังศพบิดาไว้ที่อันสมควร จึงให้จือชายซึ่งเป็นที่เลงอินนั้นไปเรียกก๋งจูเซงให้มาทำราชการ จือชายได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าก๋งจูเซงนี้เป็นคนหาซื่อตรงไม่ ซึ่งจะให้เข้ามาทำราชการนั้นเห็นจะไม่มีความสุข จึงแกล้งทำคำนับแล้วลุกออกไป

ฝ่ายก๋งจูเซง ครั้นก๋งจูเจียงได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นมิได้มาเรียกให้ไปทำราชการก็นึกน้อยใจนัก ครั้นได้ยินกิตติศัพท์ว่าหงอจูสู่ตาย จึงคิดว่าครั้งนี้สิ้นที่กีดขวางเราแล้ว จำจะไปแก้แค้นเตงตั๋นก๋งให้จงได้ จึงให้คนไปเชิญจือชาย จือชายก็มายังบ้านก๋งจูเซง ก๋งจูเซงจึงว่าข้าพเจ้าเชิญท่านมาบัดนี้ หวังจะให้ช่วยคิดอ่านไปตีเมืองเตงแก้แค้นของข้าพเจ้า เลงอินจือชายจึงว่า ฌ้อฮุยอ๋องพึ่งได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ บ้านเมืองยังหาปกติเหมือนแต่ก่อนไม่ ซึ่งจะให้เราช่วยนั้นเห็นเหลือกำลังนัก ท่านจงงดอยู่ก่อนเถิดให้บ้านเมืองราบคาบบริบูรณ์แล้วจึงคิดต่อภายหลัง ก๋งจูเซงเห็นจือชายพูดบิดพลิ้วอยู่ จึงแกล้งอุบายตอบว่าท่านว่านี้ชอบอยู่แล้ว บัดนี้บ้านเมืองเรายังไม่ราบคาบ เกลือกว่าหงออ๋องรู้จะยกทัพมาตีเมืองเรามิเสียทีหรือ ข้าพเจ้าจะลาท่านไปตั้งค่ายอยู่นอกเมืองคอยทัพเมืองหงอมิให้ยกเข้ามาถึงเชิงกำแพงได้ อันก๋งจูเซงแกล้งอุบายดังนี้หวังจะซ่องสุมซ้อมหัดทแกล้วทหารให้ชำนาญ แล้วจะยกไปตีเมืองเตง เลงอินจือชายจึงว่าท่านคิดดังนี้ดีนักจงไปเถิด แล้วก็ลากลับบ้าน ก๋งจูเซงก็จัดทแกล้วทหารออกมาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง เกลี้ยกล่อมผู้คนได้เป็นอันมาก เห็นพอจะสู้ทหารเมืองเตงได้ก็กลับเข้ามาหาจือชาย แจ้งความว่าข้าพเจ้าไปตั้งค่ายคอยทัพเมืองหงออยู่ก็ไม่เห็นยกมา บัดนี้หมายจะชวนท่านไปตีเมืองเตงแก้แค้นของข้าพเจ้า

ขณะนั้นเตียวเอียง ขุนนางเมืองจิ้นยกทัพมาตีเมืองเตง เตงตั๋นก๋งจึงให้คนถือหนังสือมาขอกองทัพจือชาย จือชายแจ้งดังนั้น จึงคิดว่าเราจะลวงเอาทหารก๋งจูเซงไปช่วยเมืองเตงให้จงได้ แล้วอุบายบอกกับก๋งจูเซงว่า บัดนี้ทัพเมืองจิ้นยกมาตีเมืองเตงก็ได้ท่วงทีอยู่แล้ว เราจะพลอยยกเป็นทัพกระหนาบเมืองเตงก็จะแตกโดยง่าย จงจับเตงตั๋นก๋งฆ่าเสียให้สมที่แค้นของท่าน ก๋งจูเซงได้ยินดังนั้นมิทันที่จะสงสัยก็เห็นชอบด้วย จึงจัดแจงทหารของตัวเข้าบรรจบกับทัพจือชายเสร็จแล้ว ก๋งจูเซงเป็นทัพหน้า เลงอินจือชายเป็นแม่ทัพยกมาถึงเมืองเตงก็ให้ตั้งค่ายประชิดทัพเตียวเอียงไว้ เตียวเอียงเห็นว่าทัพเมืองฌ้อยกมาช่วยเมืองเตง จึงคิดว่าทหารที่มานี้น้อยนักเห็นจะสู้มิได้ ครั้นคํ่าลงก็เลิกทัพกลับไปเมือง

ฝ่ายจือชายครั้นรู้ว่าทัพเมืองจิ้นกลับไปแล้ว ก็ให้ตรวจตราทแกล้วทหารพร้อมแล้วก็ยกทัพกลับมา ก๋งจูเซงจะขัดขืนมิได้ ด้วยเลงอินจือชายเป็นแม่ทัพ ตัวเป็นแต่ผู้น้อยก็ยกตามมาด้วย ครั้นมาถึงเมืองให้โกรธจือชายยิ่งนัก จึงคิดว่าเดิมจือชายว่าจะคิดตีเมืองเตง ครั้นยกไปก็หาเหมือนอย่างพูดไว้ไม่ กลับไปช่วยเมืองเตงเสียอีกเล่า ลวงเราได้ครั้งนี้คงจะคิดกำเริบใจว่ามีสติปัญญาหาผู้เสมอมิได้ จะต้องคิดฆ่าจือชายเสียก่อนจึงจะไปตีเมืองเตงต่อภายหลัง คิดแล้วจึงให้คนไปเรียกแปะเสียนซึ่งเป็นเพื่อนรักกันมาเล่าความที่จือชายลวงนั้นให้ฟังทุกประการ แล้วจึงว่าท่านจงช่วยคิดอ่านฆ่าจือชายเสียให้จงได้ แปะเสียนจึงว่าจือชายนี้ก็เป็นขุนนางอยู่ในฌ้อฮุยอ๋อง ซึ่งจะฆ่าเสียนั้นก็เหมือนหากตัญญูต่อเจ้าเมืองไม่ ซึ่งจะให้เราช่วยนั้นเหลือสติปัญญาอยู่ ท่านอย่าน้อยใจเลย ว่าแล้วก็ลาไปบ้าน ก๋งจูเซงได้ฟังดังนั้นโกรธแปะเสียนนัก จึงคิดว่าถ้าไม่ได้แปะเสียนมาช่วยแล้วเราจะฆ่าจือชายไม่ได้หรือ แล้วเรียกเจียวงึดซึ่งเป็นทหารเอกเข้ามาปรึกษาว่า จือชายจือขีสองคนนี้มีกำลังเป็นอันมาก แต่ผู้เดียวอาจสู้คนถึงห้าร้อย ท่านก็มีฝีมืออยู่จะสู้ได้หรือมิได้ เจียวงึดจึงตอบว่าข้าพเจ้าพอจะสู้ได้อยู่ แต่ผู้เดียวเห็นจะเหลือกำลัง ข้าพเจ้ารู้จักอยู่คนหนึ่งแซ่ฮิมชื่องีเหลียวบ้านอยู่ริมตลาดทิศใต้ ถ้าได้ตัวมาช่วยรบแล้วก็จะสำเร็จโดยง่าย ก๋งจูเซงได้ฟังดังนั้นยินดีนัก ก็พาเจียวงึดกับทหารประมาณยี่สิบคนมายังบ้านฮิมงีเหลียว ฮิมงีเหลียวเห็นก็ตกใจนัก ออกไปรับก๋งจูเซงขึ้นมาบนตึกแล้วว่า ท่านเป็นเชื้อสายเจ้าเมืองมาบ้านข้าพเจ้านี้หาสมควรไม่ ธุระสิ่งใดหรือ ก๋งจูเซงจึงบอกว่า เรารู้ว่าท่านมีกำลังและฝีมือเป็นอันมาก สู้อุตส่าห์มานี้หวังจะชวนท่านไปช่วยคิดอ่านฆ่าจือชายจือขีเสีย ครั้งนี้เราไม่เห็นใคร เห็นแต่ท่านผู้เดียวและจะช่วยการของเราให้สำเร็จได้ ท่านอย่าบิดพลิ้วไปเลย ฮิมงีเหลียวจึงว่า อันจือชายจือขีสองคนนี้เป็นขุนนางมีความชอบไว้ในแผ่นดินมาก อนึ่งก็มิได้ขัดเคืองกับข้าพเจ้า ซึ่งจะให้ฆ่าเสียนั้นข้าพเจ้ารับหาได้ไม่

ก๋งจูเซงได้ฟังดังนั้นก็โกรธนัก ชักกระบี่ชี้เข้าที่คอฮิมงีเหลียวแล้วว่า ท่านไม่ไปกับเรา เราจะฆ่าเสีย ฮิมงีเหลียวมิได้ตกใจยิ้มแล้วจึงว่า ซึ่งท่านจะฆ่าข้าพเจ้าเสียนี้ อุปมาเหมือนขยี้มดและเลือดไรให้ตายก็เหมือนกัน ตามแต่ท่านจะเมตตาเถิด ก๋งจูเซงได้ฟังดังนั้นทิ้งกระบี่เสียแล้วว่า เราลองใจดูดอกท่านอย่าโกรธเลย บัดนี้เรารู้แล้วว่าท่านเป็นเชื้อชาติทหารแท้แล้วจึงไม่กลัวแก่ความตาย ก๋งจูเซงก็อ้อนวอนต่างๆ ฮิมงีเหลียวขัดมิได้ก็ยอม ก๋งจูเซงก็พาฮิมงีเหลียวขึ้นเกวียนกลับไปบ้าน ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงฮิมงีเหลียวแล้วพูดจาสนิทสนมมิให้เคืองใจ จะนอนก็ชวนฮิมงีเหลียวนอนด้วย จะกินก็กินด้วยกัน ฮิมงีเหลียวก็รักใคร่ก๋งจูเซงเป็นอันมาก

ก๋งจูเซงจึงคิดว่าบัดนี้เราก็ได้ทหารคู่มือมาแล้ว จะคิดประการใดจึงจะฆ่าจือชายจือขีพี่น้องสองคนนี้ได้ ก็นิ่งตรึกตรองคิดหาอุบายได้อย่างหนึ่งดีใจนัก จึงจัดแจงแต่งตัวตามธรรมเนียมเสร็จแล้วก็เข้าไปหาฌ้อฮุยอ๋อง ฌ้อฮุยอ๋องเห็นก๋งจูเซงมาจึงว่า เราให้จือชายไปเรียกท่านก็หาพบไม่ บัดนี้ท่านเข้ามาประสงค์สิ่งใดหรือ ก๋งจูเซงจึงแกล้งตอบตามอุบายที่คิดไว้ว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าเมืองหงอจะยกมาตีเมืองเราอีกจึงได้มาบอกท่านให้รู้ ฌ้อฮุยอ๋องคิดว่าจริงจึงว่า แต่เท่านั้นท่านจงคุมทหารของท่านไปตั้งค่ายคอยรับทัพเมืองหงออยู่เถิด แม้นทัพเมืองหงอยกมาเหลือกำลัง ท่านจะต้านทานมิได้แล้วก็จงบอกมาถึงเรา เราจะเพิ่มเติมทหารให้อีก ก๋งจูเซงได้ฟังดังนั้นเห็นสมควรกับอุบายของตัวยินดีนัก คำนับลามาจัดแจงทหารพร้อมแล้วก็ยกทัพรีบไปเมืองหงอ ครั้นเวลาคํ่าลงก็เข้าปล้นตำบลบ้านเล็กบ้านน้อยที่แดนเมืองหงอได้เครื่องศัสตราวุธม้าเกวียนแล้วก็ยกทัพกลับมา ครั้นถึงค่ายที่นอกเมืองจึงเอาของของตัวเติมลงไปบ้างพอสมควรแล้วจึงไปหาเลงอินจือชาย แจ้งความว่าข้าพเจ้ายกทัพไปพอพบทัพเมืองหงอเข้าที่กลางทางได้รบพุ่งกันจนถึงตะลุมบอน ทหารเมืองหงอสู้มิได้แตกหนีไป ข้าพเจ้าเก็บได้สิ่งของทองเงินและเกวียนมาประมาณร้อยเล่ม เวลาพรุ่งนี้ขอท่านจงเข้าไปที่ว่าราชการ ข้าพเจ้าจะนำสิ่งของที่ได้มานั้นเข้าไปให้ฌ้อฮุยอ๋องด้วย จือชายได้ฟังดังนั้นมิทันที่จะคิดก็เชื่อถือสำคัญว่าจริง จึงว่าท่านมีความชอบมาครั้งนี้ ฌ้อฮุยอ๋องจะบำเหน็จท่านให้ถึงขนาด

ก๋งจูเซงได้ฟังดังนั้นรู้ว่าจือชายไม่สงสัยก็ลากลับมาค่าย ครั้นรุ่งขึ้นฮิมงีเหลียว เจียวงึดแต่งตัวเหน็บกระบี่คุมทหารพันหนึ่ง ขนของและเกวียนตามเข้าไปในเมือง แล้วให้ฮิมงีเหลียวเจียวงึดเอาของไว้แต่เพียงข้างนอก ตัวก็เข้าไปหาฌ้อฮุยอ๋อง แลเห็นจือชายจือขีอยู่ที่นั่นด้วยจึงแจ้งความว่า ท่านใช้ข้าพเจ้าไปรักษาแดนเมือง พอพบทหารเมืองหงอก็ได้สู้รบกัน ทหารเมืองหงอเสียทีทิ้งเครื่องศัสตราวุธหนีไป ข้าพเจ้าจึงเก็บสิ่งของบรรทุกได้ร้อยเล่มเอามาให้ท่าน บัดนี้ให้ขนเอาไว้ข้างนอก ฌ้อฮุยอ๋องได้ฟังดังนั้นยินดีนักจึงลุกขึ้นเดินออกมาดูสิ่งของทั้งปวง พอเห็นทหารสองคนยืนอยู่รูปร่างสูงใหญ่ แต่งตัวประหนึ่งว่าจะออกสงคราม

ฌ้อฮุยอ๋องถามก๋งจูเซงว่าทหารของท่านนี้ชื่อใด ก๋งจูเซงเห็นได้ทีจึงบอกว่าคนที่ยืนอยู่ข้างหน้านั้นชื่อฮิมงีเหลียวข้างหลังนั้นชื่อเจียวงึด เมื่อทัพข้าพเจ้ารบกับทัพเมืองหงอนั้น ก็ได้ทหารสองคนนี้ช่วยสู้รบจึงมีชัยชนะแก่ข้าศึก บัดนี้ข้าพเจ้าพามาหวังจะให้เป็นบ่าวท่าน แล้วเรียกฮิมงีเหลียวเจียวงึดขึ้นมาข้างบน จือขีจึงห้ามว่าทหารสองคนนี้เป็นบ่าวก๋งจูเซง ซึ่งจะขึ้นมานั้นหาถูกด้วยอย่างธรรมเนียมไม่ ฮิมงีเหลียวเจียวงึดก็มิฟัง ทหารที่รักษาฌ้อฮุยอ๋องอยู่นั้นก็พากันเข้ากั้นไว้มิให้เข้ามา ฮิมงีเหลียวเจียวงึดก็ผลักทหารเหล่านั้นล้มลงสิ้น เจียวงึดก็เข้ารวบมือจือชายไว้ได้ ก๋งจูเซงเข้ากอดตัวฌ้อฮุยอ๋องไว้ ห้ามว่าท่านอย่าตกใจเลย ฮิมงีเหลียวก็ตรงไปจับมือจือขี จือขีสะบัดหลุดแล้วชิงทวนที่มือทหารเข้ารบกับฮิมงีเหลียวเป็นสามารถ จือขีเอาทวนปัดกระบี่ที่มือฮิมงีเหลียวตกลง ฮิมงีเหลียวก็คว้าเอาด้ามทวนไว้ได้ แต่ฉุดชิงกันอยู่ประมาณครู่หนึ่ง จือขีก็คว้ากระบี่ที่ตกนั้นได้ ฟันถูกฮิมงีเหลียวเข้าบ่าขวา ฮิมงีเหลียวโกรธนักเอาปลายทวนเสือกไปด้วยโทโส ถูกท้องจือขีล้มลงทั้งสองคนก็ขาดใจตาย

ก๋งจูเซงเห็นดังนั้นจึงร้องเรียกทหารให้มาช่วยกัน ทหารก๋งจูเซงก็กรูกันขึ้นมาช่วยจับมือจือชายมัดไว้มั่นคง ขณะนั้นขุนนางและทหารของเจ้าเมืองฌ้อที่อยู่ในที่ว่าราชการนั้นเกรงทหารก๋งจูเซงอยู่ก็ตะลึงไป มิอาจเข้าสู้รบช่วยฌ้อฮุยอ๋องกับจือชายได้ไม่ จือชายต้องถูกมัดสะบัดมิหลุดเสียใจนักไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใด จึงว่ากับก๋งจูเซงว่า เดิมเราก็มีคุณไว้กับท่านบ้าง บัดนี้ท่านมาทำเราดังนี้ จงคิดถึงความหลังบ้างก่อนเถิด ก๋งจูเซงจึงตอบว่า ท่านทำคุณกับเราไว้ครั้งก่อนก็จริง บัดนี้ท่านทำให้เราได้ความแค้นถึงสาหัส เราเห็นท่านเป็นพวกพ้องเตงตั๋นก๋ง จะฆ่าท่านแก้แค้นเจ้าเมืองเตงซึ่งฆ่าพี่ของเราเสียอย่าพูดจาให้อ่อนใจเลย คงไม่รอดชีวิตตลอดไปแล้ว จือชายได้ฟังดังนั้นถอนใจใหญ่คิดว่าเราไม่เชื่อคำซิมจูเจียวจึงจะมาสิ้นชีวิต ก็มิได้ตอบประการใดนิ่งก้มหน้าอยู่ ก๋งจูเซงก็ชักกระบี่ออกตัดศีรษะจือชาย จือชายก็ถึงแก่ความตาย แล้วให้ทหารขนศพทั้งสามนั้นไปฝังเสียแต่ที่ฝังศพ ฮิมงีเหลียวนั้นให้ก่อตึกสวมลงไว้งดงามยิ่งนัก เจียวงึดจึงว่ากับก๋งจูเซงว่าท่านทำการเกินมาถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าแม้นมิฆ่าฌ้อฮุยอ๋องภัยก็จะมีมาถึงตัวท่าน

ก๋งจูเซงจึงว่า อันฌ้อฮุยอ๋องนี้ยังเด็กอ่อนแก่ความคิดอยู่ เราเห็นพอไม่เป็นไรนัก อนึ่งก็มิได้ขัดแค้นเคืองใจแก่เรา ซึ่งจะให้ฆ่านั้นเราทำหาได้ไม่ เจียวงึดจึงว่าถ้าดังนั้นขอท่านจงเอาฌ้อฮุยอ๋องไปขังเสียที่ตึกสงัด อย่าให้ใครเข้าออกพูดจากันได้ ก๋งจูเซงก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทำตามถ้อยคำเจียวงึดทุกประการ แล้วให้เชิญอ๋องจูคี้บุตรฌ้อเพงอ๋องมาแล้วว่าเราจะให้ท่านเป็นเจ้าเมือง

อ๋องจูคี้ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าก๋งจูเซงเป็นคนทำผิด ซึ่งเราจะเข้าเป็นพวกพ้องถ้าหัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะยกทัพมาพลอยฆ่าเราเสียด้วยหาต้องการไม่ จึงตอบว่าเรามีสติปัญญาน้อย ท่านจะตั้งให้เราเป็นเจ้าเมืองนั้นเราหาเป็นได้ไม่ ก๋งจูเซงได้ฟังอ๋องจูคี้พูดบิดพลิ้วดังนั้นก็โกรธ จึงสั่งให้ทหารเอาตัวไปฆ่าเสีย ทหารก็ทำตามสั่ง เจียวงึดจึงว่ากับก๋งจูเซงว่า บัดนี้ก็ไม่มีใครเป็นเจ้าเมืองแล้ว ขอท่านจงตั้งตัวขึ้นเองเถิด ก๋งจูเซงจึงตอบว่าเกลือกหัวเมืองทั้งปวงจะไม่ยอม จำจะให้ไปหาหัวเมืองซึ่งขึ้นกับเมืองฌ้อมาปรึกษาดูก่อน ถ้าเขายอมพร้อมใจแล้วเราจึงจะมีความสุขไม่มีอันตราย

ขณะนั้นกวนซิวซึ่งเป็นขุนนางนายทหารในเมืองฌ้อ รู้ว่าก๋งจูเซงทำบังอาจจะฆ่าขุนนาง แล้วเอาเจ้าเมืองไปขังไว้มีความโกรธนักจึงพาพวกพ้องรีบเข้ามา พอพบก๋งจูเซงก็เข้ารบด้วยก๋งจูเซง ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันเป็นสามารถจนถึงสามวันก็ไม่ได้แพ้ชนะกัน เวลาวันหนึ่งกวนซิวพลาดท่าเสียทีลง ก๋งจูเซงโถมเข้าฟันกวนซิวคอขาดตาย ก๋งจูเซงก็มีใจกำเริบขึ้นกว่าแต่ก่อน

ฝ่ายอี้กงเอี๋ยงครั้นแจ้งว่าก๋งจูเซงเอาเจ้าเมืองไปขังไว้ที่ตึกสงัด จึงใช้ทหารไปลอบขุดอุโมงค์ลอดกำแพงเข้าไปลักพาตัวฌ้อฮุยอ๋องมาได้ จึงเอาไปซ่อนไว้ที่ตึกนางเจียวฮูหยินผู้เป็นมารดาฌ้อฮุยอ๋อง ขณะนั้นกิตติศัพท์รู้ไปถึงซิมจูเหลียงซึ่งเป็นที่เอียบก๋งเจ้าเมืองเอียบเป็นเมืองขึ้นกับเมืองฌ้อ ซิมจูเหลียงก็จัดแจงทหารยกมาตามระยะทาง ครั้นถึงด่านเมืองฌ้อราษฎรที่บ้านอยู่ตามด่านทางก็ชวนกันออกไปคำนับซิมจูเหลียงแล้วว่า ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านมาก็ยินดีนัก อุปมาเหมือนหนึ่งทารกร้องไห้เห็นมารดามาก็ดีใจด้วยจะได้กินนม บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นท่านมิได้ใส่เกราะและถืออาวุธ ถ้ามีอันตรายมาถึงตัวท่านข้าพเจ้าทั้งปวงจะพึ่งผู้ใดเล่า ซิมจูเหลียงได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงแต่งตัวถืออาวุธรีบยกมาถึงเชิงกำแพงเมืองฌ้อ ราษฎรที่บ้านเรือนอยู่ริมเมืองก็ออกมาคำนับแล้วว่า บัดนี้ในเมืองฌ้อเกิดวุ่นวายขึ้น อุปมาเหมือนหนึ่งข้าวแพงหาฝนมิได้ ท่านมานี้ดังฝนตกตามฤดูให้คนทำนาได้ผลมาก ข้าวปลาอาหารก็จะบริบูรณ์ บางคนเปรียบว่าเหมือนหนึ่งพวกเราตายแล้วมีเทพยดามาช่วยชุบชีวิตให้รอดคืนกลับมาได้ บางพวกจึงว่าท่านยกมาครั้งนี้ อาณาประชาราษฎร์ทั้งแก่และหนุ่มก็จะเข้ากับท่านเป็นอันมาก

ซิมจูเหลียงได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงให้ตั้งทัพอยู่ที่เชิงกำแพงเมืองแล้วให้ทำธงเขียนชื่อและแซ่ของตัวปักไว้บนเกวียนเป็นสำคัญ ฝ่ายเจียนอึนซึ่งเป็นเพื่อนกับก๋งจูเซงนั้น บ้านอยู่นอกเมืองฌ้อ ครั้นรู้ว่าเกิดฆ่าฟันกันขึ้นในเมืองก็คุมสมัครพรรคพวกรีบมาหมายจะมาช่วยก๋งจูเซง พอมาถึงแลเห็นกองทัพตั้งอยู่ มีธงจารึกชื่อซิมจูเหลียงปักไว้บนเกวียนก็รู้ว่าซิมจูเหลียงยกมา จึงคิดว่าซิมจูเหลียงคนนี้เป็นคนซื่อ ราษฎรรักใคร่เป็นอันมากเห็นก๋งจูเซงจะสู้มิได้ จำเราจะเข้าด้วยซิมจูเหลียงจึงจะไม่มีภัย คิดแล้วก็พาพรรคพวกเข้าไปหาแจ้งความว่าข้าพเจ้าจะมาช่วยท่าน ซิมจูเหลียงจึงตอบว่าขอบใจท่านแล้ว ขณะนั้นราษฎรในเมืองรู้ว่ากองทัพยกมาก็ขึ้นไปดูบนเชิงเทินเห็นธงจารึกอักษรเป็นสำคัญก็รู้ว่าซิมจูเหลียงยกมายินดีนัก ชวนกันเปิดประตูออกไปรับกองทัพเข้ามาในเมืองแล้วก็ถือเครื่องศัสตราวุธวิ่งมาเข้าด้วยเป็นอันมาก

ฝ่ายก๋งจูเซงครั้นแจ้งว่าซิมจูเหลียงยกทัพเข้ามาในเมืองได้ ก็ให้เจียวงึดจัดแจงทหารพร้อมแล้ว พอซิมจูเหลียงมาถึงเข้ารบพุ่งกันเป็นสามารถ จนเวลาเย็นลงเจียวงึดแลเห็นทหารล้มตายเป็นอันมากเห็นจะสู้มิได้ จึงให้ทหารที่เหลือตายนั้นป้องกันรอรบไว้ ตัวก็รับก๋งจูเซงขึ้นเกวียนหนีออกทางประตูทิศตะวันตกไปถึงเขาเลงซัว จึงปรึกษากันว่าจะไปอยู่เมืองไหนดียังไม่ตกลงกัน ขณะนั้นซิมจูเหลียงยกทหารติดตามมาจะใกล้ถึง ก๋งจูเซงจึงคิดว่าจะหนีก็ไม่พ้นก็เชือดคอตายเสีย

เจียวงึดเห็นดังนั้นก็ร้องไห้รักก๋งจูเซงเป็นอันมาก จึงยกเอาศพนั้นไปฝังเสียที่หลังเขา หวังมิให้ใครเอาไปได้แล้วก็กลับมา พอทหารซิมจูเหลียงตามมาทันก็จับตัวเจียวงึดได้ พาไปให้ซิมจูเหลียง ซิมจูเหลียงถามเจียวงึดว่าก๋งจูเซงหนีไปอยู่ไหน เจียวงึดจึงว่าตายเสียแล้ว ซิมจูเหลียงก็มิได้เชื่อจึงว่าถ้าตายจริงดังเอ็งว่าแล้ว เหตุใดจึงไม่เห็นซากศพเล่า เจียวงึดก็นิ่งเสียมิได้บอกประการใด ซิมจูเหลียงจึงซักถามเป็นหลายครั้ง ครั้นเห็นเจียวงึดไม่แจ้งความก็โกรธ จึงให้ทหารยกกระทะใหญ่มาต้มนํ้าให้เดือดแล้วจึงว่า แม้นมึงไม่บอกกู กูจะให้ทหารมัดมึงเหมือนอย่างสุกร ทิ้งลงในกระทะต้มเสียให้ตาย เจียวงึดหัวเราะมิได้กลัวเกรง จึงว่าเราเป็นบ่าวก๋งจูเซง ถ้าแม้นนายได้ดีก็จะเป็นสุขสืบไป แม้นนายตายก็จะตายไปด้วย ว่าแล้วก็กระโดดลงในกระทะถึงแก่ความตาย ซิมจูเหลียงเห็นดังนั้นก็สั่งให้เลิกทัพกลับมาเมือง จึงชวนขุนนางทั้งปวงไปเชิญฌ้อฮุยอ๋องมาตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองตามเดิม ฌ้อฮุยอ๋องตั้งให้จือหลงบุตรจือชายเป็นที่เลงอิน จึงให้จือควรบุตรจือขีเป็นที่สุมา แล้วว่ากับซิมจูเหลียงว่าครั้งนี้ท่านมีคุณกับเราเป็นอันมาก เราไม่ลืมคุณท่านเลย

ขณะนั้นมีทหารเข้ามาบอกฌ้อฮุยอ๋องว่า เจ้าเมืองตีนยกทัพมาตีเมืองเรา จะใกล้ถึงเชิงกำแพงเมืองอยู่แล้ว ฌ้อฮุยอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงให้ซิมจูเหลียงยกทัพไปรบด้วยเจ้าเมืองตีน ซิมจูเหลียงก็คำนับลาจัดแจงทหารออกไปได้รบกัน เจ้าเมืองตีนเห็นจะต้านทานมิได้ก็ล่าทัพหนีกลับไปเมือง ซิมจูเหลียงก็ยกทหารติดตามมาล้อมกำแพงเมืองตีนเข้าไว้ ให้ทหารพังประตูเมืองเข้าไปได้จับเจ้าเมืองตีนฆ่าเสีย แล้วเก็บเอาข้าวของเกวียนและม้าได้เป็นอันมาก ก็ให้เลิกทัพกลับมาเมืองฌ้อ เข้าไปแจ้งความกับฌ้อฮุยอ๋องทุกประการ แล้วว่าข้าพเจ้าจะลาท่านกลับไปรักษาเมืองอย่างเดิม ฌ้อฮุยอ๋องคิดเสียดายนัก อยากจะใคร่ได้ไว้ในเมืองด้วย แต่ขัดมิได้ก็ยอมให้ไป ซิมจูเหลียงก็คำนับลาพาทหารกลับไปเมืองเอียบ ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องครองสมบัติในเมืองตังจิวไม่มีภัยเบียดเบียนพระองค์ และราษฎรก็เป็นสุขสบายมาได้สี่สิบสองปี

ฝ่ายหงออ๋องเจ้าเมืองหงอ ตั้งแต่เกาเจียนเจ้าเมืองอวดเป็นไมตรีเป๊กพียกทัพเลิกไปครั้งนั้นมิได้มีศึกมาติดเมืองเลย หงออ๋องคิดกำเริบใจว่าหัวเมืองทั้งปวงเกรงฝีมือก็มิได้เอาใจใส่ในการบ้านเมือง เสพสุราหาผู้หญิงที่รูปงามๆ มาเป็นภรรยา เวลาวันหนึ่งหงออ๋องให้แต่งโต๊ะมากินด้วยนางไซซีที่ข้างใน จึงว่ากับนางไซซีว่า เจ้าจงเลือกเอาเพลงขิมที่อย่างดีดีดให้เราฟังสักหน่อยเถิด นางไซซีก็หยิบขิมมาเทียบสายย้ายยักดีดเพลงต่างๆ หวังจะให้หงออ๋องชอบใจ หงออ๋องเสพสุราพลางฟังพลาง จึงแกล้งว่าจะให้นางไซซีดีใจว่าบุญตัวเรานักจึงได้มาฟังเพลงขิมอันไพเราะอย่างนี้ เราเห็นว่าหญิงทั้งแผ่นดินก็หามีใครเสมอเหมือนเจ้าไม่ นางไซซีได้ฟังหงออ๋องชมดังนั้นก็แกล้งชำเลืองตาทำหน้าตึงเหมือนหนึ่งโกรธ วางขิมเสียสะบัดแขนเสื้อลุกยืนขึ้น หงออ๋องก็ตกใจนักคิดว่านางไซซีโกรธ จึงเดินเข้าไปใกล้แล้วว่า ซึ่งเราชมเจ้านี้มิได้เอาความเท็จมากล่าวเลย จึงฉุดชายเสื้อนางไซซีมานั่งบนเก้าอี้แล้วว่า เจ้ากับข้านี้ชะรอยเทพยดาจะให้เกิดมาเป็นคู่ครองกัน ถึงจะไกลสักเท่าใดๆ ก็คงจะให้มาพบกันจงได้ แล้วเผอิญดลใจให้เจ้าดีดขิมคล่องแคล่ว ยักย้ายได้ว่องไวก็เพราะจะให้เราฟังเป็นผาสุกสบาย นางไซซีจึงตอบว่า อันเพลงขิมนี้ใช่จะดีดดีแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวหามิได้ ภรรยาที่ท่านได้มาใหม่หลายคนรูปร่างก็งามๆ ดีดขิมก็เพราะยิ่งนัก เห็นว่าตัวข้าพเจ้านี้เป็นคนเก่า คงจะจืดจางไม่เหมือนอย่างเดิม ครั้นท่านชมจึงคิดไปว่าเกลือกจะไม่จริง หงออ๋องได้ฟังนางไซซีพูดเป็นแยบคายดังนั้นจึงตอบว่า เจ้าอย่าสงสัยเลย อันตัวของเจ้านี้ผิวพรรณงามยิ่งนัก จะใส่เสื้อและหมวกก็รับรองดังหนึ่งทองกับหยกอย่างดี สมที่จะเป็นฮูหยินภรรยาหลวง ถึงจะได้หญิงมาใหม่สักหมื่นแสนไม่เหมือนแม้นอย่างเจ้า เรารักยิ่งกว่าหญิงทั้งปวง นางไซซีได้ฟังดังนั้นก็แกล้งทำจริตกิริยาชายตาดูหงออ๋องแล้วเอามือปิดปากยิ้มอยู่มิได้ว่าประการใด

หงออ๋องจึงรินสุราส่งให้นางไซซี นางไซซีก็รินคำนับส่งให้บ้างต่างคนต่างรักใคร่กัน แต่นั้นมาหงออ๋องก็เพลิดเพลินไปด้วยนางข้างในมิได้ออกว่าราชการเลย ทำให้ผิดอย่างธรรมเนียมไป ขุนนางทั้งปวงก็วุ่นวายต่างเข้าไปประชุมกันที่ว่าราชการทุกเวลามิได้ขาด ขณะนั้นกิตติศัพท์ก็เลื่องลือรู้ไปถึงอวดอ๋องเจ้าเมืองอวด จึงคิดว่าฮูเฉซึ่งเป็นหงออ๋องนี้เป็นคนพาลเสพแต่สุรามัวเมาไปด้วยอิสตรี มิได้เอาใจใส่ในราชการบ้านเมือง ถึงเราจะยกไปตีเมืองหงอก็หามีผู้ใดนินทาไม่ จึงปรึกษาด้วยฮวมเล้บุนจงเห็นพร้อมแล้วก็จัดแจงทหารเข้าเป็นขบวนทัพใหญ่ยกมา อวดอ๋องยกไปครั้งนี้เอาทหารที่มีฝีมือไปจนสิ้น เหลือไว้ให้เฝ้าเมืองแต่ผู้ที่มีปัญญา ครั้นยกทัพมาถึงกลางทาง พบเต่าตัวหนึ่งโตโหญ่คลานเข้ามาริมเกวียน อวดอ๋องเห็นก็ลุกขึ้นยืนดูเต่าตัวนั้น ทหารทั้งปวงจึงถามว่าท่านดูเต่านั้นด้วยเหตุอันใด อวดอ๋องจึงตอบว่าเราคิดรักเต่าตัวนี้ เต่าตัวนี้ก็เป็นแต่เพียงสัตว์ยังอุตส่าห์คลานเข้ามาหาเราได้ พวกทหารได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าอวดอ๋องนายเรานี้แต่เต่าคลานเข้ามายังคิดรัก ตัวเราเป็นทหารถ้าใช้ไปไหนก็สำเร็จคงจะรักใคร่เราเป็นอันมาก แล้วพูดจากันว่าการครั้งนี้ที่จะไปตีเมืองหงอนั้นคงจะเอาชัยชนะได้โดยง่าย อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นยินดีนัก แล้วคิดว่าเรายกทหารมาคราวนี้มากกว่าทุกครั้ง ถ้าเราไปอยู่นานยังมิได้กลับมา เกลือกหัวเมืองทั้งปวงรู้เข้าก็จะยกมาตีเมืองเรา อนึ่งเสบียงอาหารจะเอามาส่งกองทัพก็จะพร่องยุ้งฉางลงไป จำจะแบ่งทหารให้ไปอยู่รักษาเมืองบ้าง จะได้ทำนาเอาข้าวขึ้นยุ้งฉางให้คงตามเดิม คิดแล้วจึงสั่งว่าถ้าผู้ใดมีลูกมาด้วยในกองสองคนก็ให้กลับไปเมือง ที่มีพี่ก็ให้พี่นั้นกลับไป ช่วยกันทำไร่ทำนาให้ได้ข้าวให้จงมาก ถ้าท่านไปถึงจงบอกขุนนางที่รักษาเมืองให้จัดแจงเรือรบมาคอยอยู่ที่แม่นํ้ากังเค้า อันเราจะไปตีเมืองหงอครั้งนี้จะต้องไปทางเรือจึงจะได้ชัยชนะ ทหารทั้งปวงได้ฟังก็แบ่งกันออกแล้วคำนับลามาเมือง อวดอ๋องก็ยกทัพรีบไป ขณะเมื่ออวดอ๋องยกทหารมานั้น ทหารในกองทัพเจ็บป่วยลง อวดอ๋องก็เอาใจใส่ดูแลรักษาจนหาย ทหารก็ยิ่งรักใคร่อวดอ๋องเป็นอันมาก ยังมีทหารคนหนึ่งมาในกองทัพผิดลง อวดอ๋องก็สั่งให้ฆ่าเสีย ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็กลัวเกรงยิ่งนัก ครั้นยกทัพมาถึงฝั่งแม่นํ้ากังเค้าพอเรือรบนั้นมาถึง อวดอ๋องก็ให้ทหารลงเรือรบครบลำแล้ว ก็รีบไปถึงแม่น้ำกังเค้าใกล้แดนเมืองหงอ ก็ให้จอดเรือรบตั้งเป็นขบวนทัพหยุดอยู่ที่นั้น

ขณะนั้นฮูเฉซึ่งเป็นหงออ๋อง แจ้งว่าอวดอ๋องยกทัพเรือมาตั้งอยู่ที่แม่นํ้ากังเค้าตกใจนัก ก็ออกมาที่ว่าราชการเห็นขุนนางฝ่ายพลเรือนและทหารมาอยู่พร้อมกัน จึงสั่งให้จัดแจงเรือรบเป็นอันมาก ทหารลงครบลำให้ก๋งจือเกาโจ๋เป็นนายเรือกองหน้า กองซุนลูเป็นปีกซ้าย หงออ๋องเป็นทัพหลวง ครั้นได้ฤกษ์ก็ยกทัพเรือมาตามปากอ่าว ถึงแม่นํ้ากังปักใกล้กับทัพเมืองอวดประมาณห้าร้อยเส้น

ฝ่ายอวดอ๋องครั้นแจ้งว่าหงออ๋องยกออกมาจึงสั่งฮวมเล้ว่า เวลาคํ่าวันนี้ท่านจงคุมเรือรบไปตั้งซุ่มอยู่ให้ใกล้ทัพหงออ๋องประมาณสองร้อยเส้น ครั้นเวลาสามยามก็ให้ตีกลองรบและม้าล่ออื้ออึงขึ้น แล้วสั่งบุนจงว่า ท่านจงคุมทหารไปตั้งอยู่ให้ใกล้กองทัพเรือหงออ๋องทางประมาณร้อยเส้น ถ้าได้ยินเสียงกลองรบและม้าล่อเมื่อใดก็ให้ทำเหมือนหนึ่งจะเข้ารบด้วยทัพหงออ๋อง ฮวมเล้กับบุนจงก็ไปคอยอยู่ตามอวดอ๋องสั่ง ครั้นเวลาคํ่าอวดอ๋องก็จัดแจงเรือรบเป็นอันมากรีบแจวโอบหลังทัพเมืองหงอไปตั้งอยู่ทิศตะวันออก

ฝ่ายฮวมเล้ครั้นเห็นได้เวลาแล้วก็ให้ทหารตีกลองและม้าล่อดังสนั่นขึ้นตามสัญญา บุนจงได้ยินดังนั้นก็ให้ระดมตีกลองจุดประทัดรับแล้วให้แจวเรือรอไว้เหมือนจะรบด้วยทัพเมืองหงอ หงออ๋องได้ยินเสียงอื้ออึงดังนั้นก็ให้ทหารจุดคบเพลิงและถือเครื่องศัสตราวุธไว้ทุกลำเรือคอยจะรบด้วยอวดอ๋อง อวดอ๋องจอดเรือคอยอยู่ พอได้ยินเสียงอื้ออึงขึ้นดังนั้นก็ให้รีบแจวเรือขนานหน้ากันเข้าตีทัพเมืองหงอ ฮวมเล้กับบุนจงเห็นดังนั้นก็ให้ทหารแจวเรือระดมตีทัพเมืองหงอเข้าไป หงออ๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจนัก ก็ให้ทหารรบต้านทานอยู่ทั้งสองฝ่าย ครั้นเห็นเรือรบล่มทหารล้มตายเป็นอันมาก เห็นจะสู้มิได้ก็ให้แจวเรือรีบหนีมาถึงปากอ่าว ก็ให้รอไว้คอยเรือทหารที่เหลืออยู่ พอเรืออวดอ๋องกับทหารทั้งปวงตามมาทันเข้า อวดอ๋องก็ให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ไปเป็นอันมาก ถูกก๋งจือเกาโจ๋กับซูมึงทหารหงออ๋องตาย หงออ๋องเห็นดังนั้นยิ่งมีความกลัวนัก ให้ทหารรีบแจวเรือเข้าไปริมฝั่ง ก็พากองซุนลูกับทหารที่เหลือตายรีบหนีเข้าเมืองได้ก็ให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้

ฝ่ายอวดอ๋องครั้นรู้ว่าหงออ๋องหนีขึ้นบกเข้าเมืองได้แล้ว ก็พาทหารรีบขึ้นบกติดตามมาถึงกำแพงข้างประตูซูหมึง จึงให้สร้างเมืองทำกำแพงสูงเสมอกับกำแพงเมืองหงอให้ชื่อเมืองอวดเสีย จึงสั่งให้ทหารตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ประมาณสิบวัน ราษฎรในเมืองจะทำมาหากินก็ขัดสน หงออ๋องแจ้งดังนั้นคิดวิตกนักจึงใช้ทหารให้ไปเรียกเป๊กพี เป๊กพีก็บอกป่วยเสียไม่เข้ามา หงออ๋องจึงถามขุนนางทั้งปวงว่าใครจะอาสาออกไปพูดจาให้อวดอ๋องเป็นไมตรีกับเราได้ กองซุนลูได้ฟังดังนั้นจึงว่าข้าพเจ้าจะขออาสาท่านไปมิได้คิดแก่ชีวิตเลย หงออ๋องก็ยอมให้ไป กองซุนลูก็คำนับลงมาถอดเสื้อเสียก็ขึ้นนั่งบนสาแหรกให้ทหารหย่อนลงไปนอกกำแพงเมือง แล้วแกล้งคุกเข่าคลานตรงเข้าไปในค่ายอวดอ๋องคำนับแล้วแจ้งว่า หงออ๋องใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านว่าให้ท่านคิดถึงความเดิมบ้าง ครั้งเมื่อรบกันที่ตำบลกวยกีท่านแพ้กับหงออ๋อง หงออ๋องก็มิได้พยาบาททำอันตรายแก่ท่าน จนท่านได้กลับไปครองเมืองเป็นสุข ขอท่านคิดถึงคุณหงออ๋องบ้างเลิกทัพกลับไปเสียเถิด

อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นก็อ่อนใจลง คิดจะให้เลิกทัพกลับไป ฮวมเล้รู้กิริยาอวดอ๋องจึงคำนับแล้วแจ้งว่า ซึ่งกองซุนลูมาพูดจาทั้งนี้ขอท่านอย่าได้เชื่อฟังเลย แต่ท่านคิดจะมาตีเมืองหงอนั้นก็ได้ถึงยี่สิบปีแล้วพึ่งจะสำเร็จความคิด ซึ่งหงออ๋องอยู่ในที่ล้อมครั้งนี้อุปมาเหมือนหนึ่งเสือติดจั่น แม้นท่านจะเลิกทัพกลับไปก็เหมือนหนึ่งปล่อยเสือให้เข้าป่า คงจะกลับมาคอยคิดทำอันตรายท่านอยู่เนืองๆ อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงว่ากับกองซุนลูว่า เมื่อนายท่านเอาเราไปไว้เมืองนั้นก็ทำให้ได้ความลำบากถึงสาหัส เราจึงได้ยกทัพมาจะจับหงออ๋องฆ่าเสียให้สมที่แค้น กองซุนลูได้ฟังดังนั้นก็มิรู้ที่จะโต้ตอบประการใด ก็กลับมาแจ้งความแก่หงออ๋อง หงออ๋องก็ให้ไปอ้อนวอนอีกเป็นหลายครั้งอวดอ๋องก็มิได้ยอม จึงสั่งให้นายทัพนายกองเร่งทหารเข้าหักเอาเมืองให้จงได้ พวกทหารในเมืองก็รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้เป็นสามารถ ครั้นเวลาคํ่าลงฮวมเล้จึงปรึกษาบุนจงว่า เวลากลางคืนวันนี้เราจะเอาไฟเผาประตูซูหมึงเข้าไปในเมืองให้จงได้ ขณะเมื่อพูดกันอยู่นั้นแลไปเห็นลูกตาหงอจูสู่ติดอยู่ที่ประตูซูหมึง มีแสงส่องสว่างไปไกลประมาณห้าเส้น กับกะโหลกศีรษะที่ทิ้งไว้นั้นก็บันดาลให้โตเท่าเรือนเกวียน แล้วสยายผมและหนวดดูพิลึกยิ่งนัก ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นก็สะดุ้งตกใจกลัวให้ขนพองสยองศีรษะตะลึงแลดูตากันอยู่ ปีศาจหงอจูสู่ก็ทำให้เป็นพายุพัดหอบเอาก้อนศิลาและกรวดทรายมาตกถูกทหารเจ็บป่วยลงเป็นอันมาก แล้วฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมิได้หยุด ทหารทั้งปวงต่างคนต่างก็หนีเข้าค่าย ฮวมเล้กับบุนจงเห็นดังนั้นก็รู้ว่าปีศาจหงอจูสู่แกล้งทำฤทธิ์ต่างๆ จึงชวนกันมาคำนับศพหงอจูสู่แล้วว่า อันฮูเฉเจ้าเมืองหงอคนนี้หาอยู่ในยุติธรรมไม่ ฆ่าท่านผู้หาผิดมิได้ นายข้าพเจ้าจึงยกทัพมาตีเมืองหงอหวังจะแก้แค้นแทนท่าน ขอท่านอย่าทำให้ทหารและไพร่พลตกใจเจ็บป่วยเหมือนอย่างนี้อีกเลย พอว่าขาดคำลงฝนและพายุก็เสื่อมสูญไป ฮวมเล้กับบุนจงเห็นดังนั้นยินดีนัก ก็คำนับกลับมานอนอยู่ในค่าย พอม่อยหลับลงฝันเห็นหงอจูสู่แต่งตัวใส่เสื้อเกราะถือกระบี่ขี่ม้าขาวเหมือนอย่างเป็นมายืนอยู่หน้าค่ายแล้วร้องบอกว่า เดิมเรารู้อยู่ว่าทัพเมืองอวดจะยกมาทำอันตรายแก่เมืองหงอ เราได้เตือนสติหงออ๋องเป็นหลายครั้งก็หาเชื่อฟังไม่ กลับฆ่าเราเสีย เราจึงให้เอาตาติดไว้ที่ประตูหวังจะดูหน้าทัพนาย บัดนี้ท่านจะคิดหักเข้าทางประตูซูหมึงที่เราอยู่นั้น เราจึงบันดาลให้เป็นต่างๆ เพราะว่ามิให้ท่านเข้าไปทำอันตรายแก่เมืองหงอได้ ครั้นพิเคราะห์ดูเห็นว่าเทพยดาทั้งปวงจะให้เมืองหงอเสียแก่ข้าศึกอยู่แล้ว เราจึงได้มาบอกท่านให้เข้าทางประตูตังหมึง เราจะช่วยยกแผ่นดินนำทางให้ท่านเข้าไปได้โดยง่าย ฮวมเล้กับบุนจงก็ตื่นขึ้น ต่างคนต่างเล่าความฝันก็ถูกต้องกันดีใจนัก รีบมาหาอวดอ๋องแจ้งความให้ฟังทุกประการ

อวดอ๋องแจ้งดังนั้นจึงว่า ซึ่งหงอจูสู่จะช่วยยกแผ่นดินให้นั้นเราเห็นว่าจะต้องขุดเป็นทางเข้าไปจึงจะได้ ครั้นเห็นพร้อมกันแล้วก็ยกทหารออกมาตั้งอยู่หน้าค่าย เกณฑ์คนให้ช่วยกันระดมขุดคลองอ้อมไปทางประตูตังหมึง ครั้นใกล้จะถึงพบเหวอยู่ใต้ดินกว้างใหญ่นักมีปลาฝูงหนึ่งชื่อจอนฮูอยู่ในนั้น ทหารทั้งปวงก็ชวนกันดูเสียมิได้ขุดต่อไป พอเกิดพายุพัดนํ้าในเหวท่วมขึ้นมา ปลาทั้งปวงก็กระโดดโดนประตูตังหมึงตาย นํ้าก็แห้งปลาและพายุก็หายไป อวดอ๋องฮวมเล้บุนจงเห็นมหัศจรรย์ประจักษ์ดังนั้น ก็เร่งทหารยกเข้าในเมืองไล่ฆ่าฟันทหารที่รักษาหน้าที่เชิงเทินล้มตายเป็นอันมาก เป๊กพีรู้ดังนั้นก็มาหาอวดอ๋องยอมเข้าด้วย

ฝ่ายหงออ๋องแจ้งว่าข้าศึกเข้าเมืองได้แล้วตกใจนัก ก็พาบุตรและกองซุนลูกับคนสนิทประมาณสามสิบคนรีบหนีมาทั้งกลางวันและกลางคืน ครั้นถึงเอียงซัวก็อิดโรยกำลังลง จึงว่ากับคนสนิทว่าเราหิวนัก ท่านจงไปเที่ยวหาอาหารมาให้เรากิน คนใช้ก็รีบไปหาข้าวสาลีตามเขาก็มิได้มี พบแต่ถั่วก็เอาเม็ดถั่วนั้นมาให้หงออ๋อง หงออ๋องก็รับเอาถั่วดิบนั้นมากินด้วยความอยากอาหารเป็นกำลัง คอก็แห้งอยากนํ้านัก จึงถามคนใช้ว่าท่านเอาอะไรมาให้เรากิน คนใช้ก็บอกว่าถั่วดิบ หงออ๋องก็คิดขึ้นได้ ซึ่งคำกองซุนเซงที่ทำนายไว้แต่ก่อนนั้น แล้วว่ากับกองซุนลูว่าเราเสียดายกองซุนเซงนัก ไม่ควรจะฆ่าเสียเลย

กองซุนลูจึงว่าท่านไม่ตรึกตรอง เชื่อแต่เป๊กพีการจึงได้เป็นถึงเพียงนี้ บัดนี้ท่านหนีข้าศึกมาอยู่ที่เขาเอียงซัว เขาเอียงซัวก็กันดารนัก แล้วไม่มีที่แอบแฝง ขอท่านจงหนีไปหาที่อยู่ให้พ้นภัยเถิด หงออ๋องจึงตอบว่าอันความตายนี้ก็ย่อมเป็นธรรมดา จะอยู่ที่ใดๆ แม้นถึงตายแล้วก็คงจะหนีไปไม่พ้นทุกตัวคน กองซุนลูได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านคิดนี้ก็ชอบอยู่ แต่ท่านได้เอาศีรษะกองซุนเซงมาฝังไว้ที่เขานี้ เกลือกปีศาจมีใจเจ็บแค้นอยู่จะมาทำอันตราย ขอท่านจงลองเรียกดูว่าจะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ หงออ๋องก็ร้องเรียกชื่อกองซุนเซง ผีนั้นก็ขานรับถึงสามหนว่าเราอยู่นี่ หงออ๋องยิ่งกลัวนักก็พาพวกพ้องหนีไปอยู่เขาอุยซู

ฝ่ายอวดอ๋องครั้นเข้าเมืองได้ รู้ว่าหงออ๋องหนีไปแล้วก็ยกทหารติดตามมาถึงเขาอุยซู แจ้งว่าหงออ๋องอยู่ในเขานี้ จึงสั่งให้ทหารล้อมเขาไว้หลายชั้นมิให้หนีไปได้ หงออ๋องเห็นข้าศึกมาล้อมไว้มีความสะดุ้งตกใจเป็นอันมาก จะคิดหนีออกทางใดก็ไม่ได้ จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงลงไปที่กองทัพอวดอ๋อง ทหารที่ล้อมอยู่นั้นเก็บได้จึงเอาไปให้ฮวมเล้กับบุนจง ฮวมเล้รับหนังสือมาอ่านดูใจความว่า ซึ่งท่านทั้งสองเป็นทหารอวดอ๋องยกมาตีเมืองหงอครั้งนี้ แม้นการสำเร็จแล้วคงจะมีอันตรายมาถึงตัวท่าน อุปมาเหมือนหนึ่งนายพรานเที่ยวยิงเนื้อในป่าก็ย่อมเอาสุนัขนั้นไปด้วย แม้นสิ้นเนื้อในป่าจะหาต่อไปมิได้ก็จะฆ่าสุนัขนั้นกินต่างเนื้อ ขอท่านจงตรึกตรองดู ถ้าแจ้งความแล้วจงเมตตาข้าพเจ้าให้รอดจากความตายเถิด ฮวมเล้บุนจงรู้ดังนั้นก็โกรธจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ซึ่งว่านี้เราไม่เห็นด้วย อันอวดอ๋องนั้นมีใจโอบอ้อมอารีรักขุนนางและราษฎรเป็นอันมากหาเหมือนท่านไม่ ท่านนี้มีข้อผิดอยู่ถึงหกประการ ข้อหนึ่งหงอจูสู่ผู้สัตย์ซื่อต่อแผ่นดินหาผิดมิได้ก็ฆ่าเสีย อนึ่งเล่ากองซุนเซงมาทำนายฝันว่าตามจริง ท่านกลับโกรธฆ่าให้ถึงแก่ความตาย อนึ่งเป๊กพีก็เป็นคนสอพลอยุยงเจ้าหาซื่อตรงต่อแผ่นดินไม่ ท่านกลับเลี้ยงให้เป็นที่ไจเสียงขุนนางผู้ใหญ่ได้ว่าราชการสิทธิ์ขาด ประการหนึ่งเมืองเจ๋กับเมืองจิ้นก็มิได้มีข้อผิดสิ่งใด ท่านยกทัพไปทำอันตรายให้อาณาประชาราษฎร์ได้ความลำบากเป็นอันมาก ข้อหนึ่งเมืองอวดกับเมืองหงอควรจะเป็นไมตรีด้วยอยู่ใกล้กัน นี่ท่านหาทำอย่างธรรมเนียมไม่ ยกไปตีเมืองอวด ก็ควรอวดอ๋องจะมาแก้แค้นบ้าง อนึ่งอับหลีซึ่งเป็นปู่ท่านได้สั่งไว้ว่า ถ้าจับเจ้าเมืองอวดได้ให้ฆ่าเสีย ท่านก็หาทำตามคำไม่ กลับปล่อยอวดอ๋องให้กลับไปเมือง ก็เหมือนท่านหามีกตัญญูต่อปู่ท่านไม่ เป็นหกข้อด้วยกัน ครั้งก่อนเทพยดาช่วยอุปถัมภ์เมืองหงอท่านจึงจับอวดอ๋องได้ บัดนี้เทพยดาเห็นว่าท่านหาอยู่ในยุติธรรมไม่ จึงกลับเข้าข้างเมืองอวด อวดอ๋องจึงยกทัพมาตีเมืองหงอได้โดยสะดวก ท่านอย่าขอชีวิตเลยเห็นจะไม่รอดแล้ว ครั้นเสร็จสั่งให้ทหารผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงไปให้หงออ๋อง

หงออ๋องได้หนังสือมาอ่านดูแจ้งความแล้วถอนใจใหญ่คิดว่าเรามิได้ฆ่าอวดอ๋องดังปู่เราสั่งนั้นผิดจริง เป็นคนอกตัญญูหารู้จักคุณท่านไม่บ้านเมืองจึงได้เสียแก่ข้าศึก คิดน้อยใจซบหน้าลงร้องไห้ กองซุนลูเห็นดังนั้นจึงว่ากับหงออ๋องว่า ข้าพเจ้าจะขอไปพูดจาอ้อนวอนอวดอ๋องดูอีกสักครั้งหนึ่ง หงออ๋องจึงว่าดีแล้ว ถ้าท่านไปจงบอกว่าแม้นมิคืนเมืองหงอให้ จะขอแต่หัวเมืองเล็กน้อยซึ่งขึ้นกับเมืองหงอจะได้อยู่ทำมาหากินเลี้ยงตัวไปกว่าจะหาชีวิตไม่ กองซุนลูก็คำนับลามาถึงอวดอ่อง ฮวมเล้บุนจงเห็นกองซุนลูมาจึงคิดว่าคงจะมาอ้อนวอนนายเรา จึงสั่งให้ทหารขับไปเสีย กองซุนลูก็เดินร้องไห้จะกลับมา

ขณะนั้นอวดอ๋องออกมายืนอยู่ประตูค่ายเห็นดังนั้นให้คิดสงสารนัก จึงให้ทหารไปถามดูว่ามีธุระสิ่งใด ครั้นแจ้งความแล้วจึงใช้ทหารให้ขึ้นไปบอกหงออ๋องว่า หงออ๋องก็ได้มีคุณกับเรามา เราจะยกตำบลทงตั๋งให้กับคนห้าร้อยครัว จงพาพวกพ้องไปอยู่เถิด คนใช้ก็คำนับลาพากองซุนลูไปแจ้งความกับหงออ๋องทุกประการ หงออ๋องจึงว่าเราให้ไปขอหัวเมือง บัดนี้จะให้ตำบลบ้านแก่เรา ครั้นจะไปอยู่ก็อับอายแก่หัวเมืองทั้งปวง จะสู้ตายเสียดีกว่าอย่าให้คนเห็นหน้าสืบไป ทหารอวดอ๋องได้ยินดังนั้นกลับมาแจ้งความกับเจ้าเมืองอวด เจ้าเมืองอวดจึงถามฮวมเล้บุนจงว่ามาล้อมอยู่หลายวันแล้ว เหตุใดท่านจึงไม่จับหงออ๋องฆ่าเสียเล่า ฮวมเล้บุนจงจึงตอบว่าข้าพเจ้าเป็นแต่ทหารท่านยังมิได้สั่ง ซึ่งจะให้ฆ่าหงออ๋องเสียนั้นหาถูกด้วยขนบธรรมเนียมไม่

อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงออกมาหน้าค่าย สั่งทหารให้ร้องบอกหงออ๋องว่า อันมนุษย์เกิดมาก็ย่อมตายทุกตัวคน ถึงจะเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองก็หาหนีความตายพ้นไม่ บัดนี้ท่านนิ่งอยู่ไม่คิดอ่านจะให้คนต้องคมอาวุธทหารเราหรือ ทหารก็ร้องขึ้นไปตามอวดอ๋องสั่ง หงออ๋องแจ้งความดังนั้นจึงคิดว่าถ้าเราเชื่อคำหงอจูสู่กับกองซุนเซงไหนจะเป็นถึงเพียงนี้ เราตายไปอยู่เมืองผีจะดูหน้าเขากระไรได้ จึงใช้ให้คนสนิทเอาแพรโล่มาซ้อนเข้าสามชั้นปิดหน้าผูกเข้าไว้ให้แน่น คิดมานะมิได้อาลัยแก่ชีวิตก็ชักกระบี่ออกเชือดคอก็ขาดใจตาย กองซุนลูก็ร้องไห้รักเป็นอันมาก ถอดเสื้อของตัวออกห่อศพหงออ๋องเสร็จแล้วก็เอาแพรรัดคอตายอยู่ริมข้างศพหงออ๋อง อวดอ๋องจึงให้จัดการฝังศพหงออ๋องกับกองซุนลูตามธรรมเนียมด้วยเห็นว่ามีความสัตย์ซื่อต่อเจ้า แล้วให้บุตรหงออ๋องกับสมัครพรรคพวกไปอยู่เขาเล่งบวยซัวแดนเมืองปูหงวนซึ่งขึ้นกับเมืองหงอ แล้วอวดอ๋องก็ยกทัพกลับเข้ามาในเมืองหงอไปยังที่ว่าราชการ ขุนนางและนายทัพนายกองก็อยู่พร้อมกัน

ขณะนั้นเป๊กพีตามมาด้วย คิดทะนงใจว่าตัวได้มีคุณกับอวดอ๋องเป็นอันมาก คงจะเลี้ยงให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่จึงมิได้เกรงกลัว เดินเข้ามาอยู่ข้างอวดอ๋อง อวดอ๋องเห็นดังนั้นจึงว่า หงออ๋องตั้งท่านให้เป็นที่ไจเสียง ซึ่งเราจะเอาท่านไว้ใช้สอยสืบไปข้างหน้าเห็นเกินวาสนาเรานัก จงตามหงออ๋องไปอยู่ที่เขาอุยซูเถิด เป๊กพีได้ฟังดังนั้นก็ตกใจหน้าซีดสลดลงเดินก้มถอยออกไป อวดอ๋องจึงสั่งให้ทหารเอาเป๊กพีไปฆ่าเสียแล้วให้จับพวกพ้องลูกเมียประหารชีวิตเสียจนสิ้น จึงว่ากับขุนนางทั้งปวงว่าเป๊กพีนี้หาซื่อตรงไม่ คิดอ่านยุยงให้หงออ๋องฆ่าหงอจูสู่ผู้สัตย์ซื่อเสีย เราจึงได้ฆ่าเป๊กพีแก้แค้นแทนหงอจูสู่บ้าง ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าอวดอ๋องนี้รักคนสัตย์ซื่อเป็นอันมาก อวดอ๋องจึงให้ทหารที่มีฝีมือคุมข้าวของทองเงินบรรทุกเกวียนกับนางไซซีภรรยาหงออ๋องนั้นกลับไปเมืองอวด แล้วจัดแจงทหารเข้าเป็นขบวนทัพจะยกไปเมืองหลวง ขณะนั้นราษฎรรู้ว่าอวดอ๋องจะกลับไปก็ชวนกันมาคำนับเป็นอันมาก อวดอ๋องจึงว่ากับชาวเมืองว่าท่านจงทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนาเถิด จึงให้ขุนนางที่มีสติปัญญาอยู่รักษาเมืองหงอแล้วก็ยกทัพรีบไปเมืองตังจิว

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ้นหนึ่ง เจ้าเมืองเจ๋หนึ่ง เจ้าเมืองซองหนึ่ง เจ้าเมืองฬ่อหนึ่งแจ้งว่าอวดอ๋องยกไปตีเมืองหงอฆ่าหงออ๋องเสีย บัดนี้จะยกมาเมืองตังจิว จำเราจะไปต้อนรับให้เป็นทางไมตรีไว้ ต่างคนก็จัดทัพรีบมาคอยอยู่ที่ตำบลซูจิวพร้อมกัน พออวดอ๋องยกทัพมาถึง เจ้าเมืองทั้งสี่ก็ออกไปต้อนรับคำนับกันตามธรรมเนียมประเพณี แล้วจึงว่า ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านยกมาทางนี้จึงได้มาคอยรับ อวดอ๋องจึงตอบว่า มาพบท่านทั้งสี่เรามีความยินดีนัก เราไม่ไปเฝ้าเจ้าเมืองหลวงแล้ว จะอยู่พูดเล่นด้วยท่านให้สบายใจ แล้วแต่งหนังสือฉบับหนึ่งกับเครื่องบรรณาการให้ขุนนางคุมไปเมืองตังจิว ขุนนางก็คำนับลารีบมายังเมืองหลวง ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องประชวรหนักลงก็สวรรคต ขุนนางจึงตั้งไทจูหยินขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมืองตังจิว ถวายพระนามว่าพระเจ้าจิวงวนอ๋อง พอขุนนางเมืองอวดมาถึงจึงเข้าเฝ้าพระเจ้าจิวงวนอ๋อง เอาเครื่องบรรณาการกับหนังสือเข้าไปถวาย ขุนนางเจ้าพนักงานก็รับเอาหนังสือมาฉีกผนึกออกอ่านดูใจความว่า ข้าพเจ้าเกาเจียนเจ้าเมืองอวดขอคำนับมาให้ไตอ๋องทราบว่า บัดนี้ฮูเฉเจ้าเมืองหงอหาอยู่ในยุติธรรมไม่ เสพแต่สุราหาแต่ผู้หญิงที่รูปงามมาเป็นภรรยา ขุนนางทั้งปวงจะห้ามปรามก็มิได้เชื่อถ้อยคำ ทำให้อาณาประชาราษฎร์ได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจึงได้ยกทัพไปปราบปรามเมืองหงอ ฮูเฉรู้ว่าตัวผิดจึงได้เชือดคอตายเสีย

พระเจ้าจิวงวนอ๋องจึงตรัสว่า อันเกาเจียนเจ้าเมืองอวดนี้เป็นคนสัตย์ซื่อหาผู้เสมอมิได้ จึงประทานคันเกาทัณฑ์กับลูกและของที่สำหรับจะใส่ลูกเกาทัณฑ์นั้น อีกเข็มขัดศีรษะประดับหยกสายหนึ่งมอบให้ขุนนางแล้วสั่งว่า เราให้เมืองอวดเป็นหัวเมืองเอกกว่าเมืองทั้งปวงแล้ว ขุนนางก็คำนับลาเอาของรีบมาถึงตำบลซูจิ๋นก็เอาไปให้อวดอ๋องแจ้งความให้ฟังทุกประการ

อวดอ๋องมีความยินดีรับเอาสิ่งของมาแล้วคำนับตามธรรมเนียม เจ้าเมืองทั้งสี่รู้ดังนั้นก็จัดแจงสิ่งของเอามาให้เป็นอันมาก ฝ่ายฌ้อฮุยอ๋องครั้นรู้ว่าพระเจ้าจิวงวนอ๋องตั้งเมืองอวดให้เป็นหัวเมืองเอกแล้วอวดอ๋องยกทัพไปอยู่ที่ตำบลซูจิ๋น จึงจัดแจงเครื่องบรรณาการใช้ขุนนางคุมไปให้อวดอ๋องเป็นทางไมตรีไว้ ขุนนางก็รีบมาถึงตำบลซูจิ๋นก็เอาของไปให้อวดอ๋องแล้วแจ้งความว่า ฌ้อฮุยอ๋องรู้ว่าท่านมีชัยกับเมืองหงอมีความยินดี จึงให้ข้าพเจ้าเอาของมาให้ท่าน อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงว่าเราขอบใจฌ้อฮุยอ๋องนัก จึงเอาเมืองหวยเจี้ยวที่ขึ้นกับเมืองฌ้อและหงออ๋องตีไปได้นั้นกลับคืนไปให้ฌ้อฮุยอ๋องตามเดิม แล้วเอาหัวเมืองของฬ่ออายก๋งและของเจ้าเมืองซองที่หงออ๋องชิงมาไว้กลับคืนให้ไปขึ้นกับเจ้าของดังเก่า แล้วจัดแจงสิ่งของตอบแทนให้เจ้าเมืองเจ๋เจ้าเมืองจิ้นพอสมควร เจ้าเมืองจิ้นหนึ่ง เจ้าเมืองเจ๋หนึ่ง เจ้าเมืองซองหนึ่ง เจ้าเมืองฬ่อหนึ่ง กับขุนนางเมืองฌ้อต่างคนต่างยินดีก็ลาอวดอ๋องกลับไปเมือง

อวดอ๋องจัดแจงทหารพร้อมแล้วก็ยกทัพรีบมาเมืองหงอ ครั้นมาถึงตำบลกวยกีจึงหยุดตั้งทัพอยู่ที่ตำบลนั้น ให้ทหารปลูกหอสูงไว้หวังจะให้แก้อายซึ่งแพ้หงออ๋องนั้นแล้วก็ยกทัพเข้าในเมืองหงอ ก็แต่งโต๊ะมาเลี้ยงขุนนางและนายทัพนายกองยังที่ว่าราชการ จึงให้จัดหาคนที่ชำนาญขับร้องเข้ามาแล้วสั่งว่า ท่านจงดีดเพลงร้อยเรื่องที่มีชัยชนะแก่เมืองหงอให้เราฟังเล่นพอสบายใจ คนขับคำนับแล้วหยิบขิมมาดีดประสานเสียง คิดขับเป็นกลอนเพลงว่า ลัวอั๋วอ๋อง สินบู๊ฉก เบ็กอุยอาย ตู้บ้อเต๋าทิ้งหั้วลี้ ไตฮู้จงเล้เจ๋งตี้สู หงอฉัดตงสินหงอจูสู่กิมปุดอวด หงออิวห้อซูเสียงสิ้นจิบป๋องเหงงเทียนฮี อิดเจี้ยนไคเกี๋ยงเซียนตี้อู๋โคยๆ กงเลียบขืนเซียงอี๋ เซียป้อฉ้อเหลียนฮวดปุดอุย กุนฉินตักลักจีววั่งอี้ แปลเป็นคำไทยสรรเสริญว่าไตอ๋องนี้มีปัญญางามสง่าดังหงส์ทอง ทั้งน้ำใจก็รักทหาร ยกมาทำการปราบสัตว์ฆ่าผู้กระทำผิด ได้ฮวมเล้กับบุนจงเป็นที่ปรึกษาจึงกล้าแข็งทำการใหญ่ หลวงหลอกให้หงออ๋องโกรธฆ่าหงอจูสู่ ก็ควรอยู่ที่จะได้เมืองหงอเป็นเมืองขึ้น ทั้งนี้ประกอบด้วยสติปัญญาเทพยดาช่วยอุดหนุน เมืองหงอเขตแดนกว้างกว่าพันลี้ มาตีได้โดยง่ายอุปมาเหมือนหยิบชิ้นหมูใส่ปาก นายทัพนายกองและขุนนางต่างๆ มีความชอบโดยสุจริต ถ้าผู้ใดผิดต้องโทษผู้นั้น ใครมีความชอบก็บำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก บัดนี้เสร็จสำเร็จการแล้วจึงเลี้ยงโต๊ะ พวกเราเอยจงร้องรำเล่นให้สบายใจ ขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างคนก็หัวเราะรื่นเริงด้วยมีความยินดีเป็นอันมาก แต่อวดอ๋องนั้นนิ่งเฉยอยู่มิได้ว่าประการใด

ฮวมเล้เห็นกิริยาอวดอ๋องจึงถอนใจใหญ่ คิดว่าอวดอ๋องได้ยินขับดังนี้เห็นจะคิดแคลงใจเรา อยู่นานไปคงจะทำร้ายแก่เราเหมือนหนังสือหงออ๋องว่าไว้ พอกินโต๊ะเสร็จแล้วฮวมเล้และขุนนางทั้งปวงก็ไปที่อยู่ ครั้นรุ่งเช้าฮวมเล้จึงเข้าไปหาอวดอ๋องคำนับแล้วว่า เดิมข้าพเจ้าผิดข้อใหญ่เพราะไม่คิดป้องกันให้พ่ายแพ้แก่ข้าศึก โทษถึงที่ตายอยู่แล้วท่านก็ไม่ฆ่าเสีย ครั้นข้าพเจ้าจะฆ่าตัวเสียเองก็เห็นว่ายังแก้แค้นหงออ๋องไม่ได้ จึงอยู่ช่วยท่านคิดอ่านการศึกจนสำเร็จ บัดนี้ข้าพเจ้าก็ชราทั้งสติปัญญาก็น้อยถอยกำลังลง จะขอลาท่านออกจากราชการไปทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนา

อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นก็คิดเสียดายร้องไห้นํ้าตาไหลลงเปียกเสื้อแล้วจึงว่า เพราะได้ท่านไว้เป็นคู่คิดจึงได้สมความปรารถนาก็ยังมิได้ทำนุบำรุงท่านให้สมความชอบไม่ ซึ่งจะไปเสียนี้อุปมาเหมือนหนึ่งคนเอากระบี่มาตัดแขนขวาเราเสียให้ขาดไปจากตัว ท่านอย่าไปเลยจงอยู่ด้วยเราเถิดจะเลี้ยงให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ถึงกระทำผิดเราก็ไม่เอาโทษ แม้นขืนไปจะจับบุตรภรรยาฆ่าเสีย ฮวมเล้จึงว่าจงทำโทษข้าพเจ้าเองเกิด ซึ่งจะฆ่าบุตรภรรยาผู้หาผิดมิได้นั้นข้าพเจ้าขอไว้สักครั้งหนึ่ง ถึงท่านจะห้ามมิห้ามก็คงจะไปให้จงได้ ว่าแล้วก็ลามาที่อยู่ พอเวลาคํ่าลงจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้คนใช้แล้วว่า เวลาพรุ่งนี้จงเอาไปให้กับบุนจงแล้วท่านหนีไปเสียอย่าให้พบตัว

ฮวมเล้ก็จัดแจงเสบียงอาหารพาคนสนิทลอบลงเรือหนีไปทางแม่นํ้าชำกัง ครั้นเช้าขึ้นอวดอ๋องออกมาที่ว่าราชการ ให้คนไปเรียกฮวมเล้ก็มิได้พบรู้ว่าหนีไปก็โกรธ จึงปรึกษากับบุนจงว่า เราจะยกไปตามฮวมเล้ท่านจะเห็นประการใด บุนจงจึงว่าฮวมเล้นี้มีสติปัญญาลึกซึ้งมาก อันท่านจะตามไปนั้นข้าพเจ้าเห็นจะหาได้ตัวไม่ อวดอ๋องก็เห็นชอบด้วย บุนจงก็ลามาที่อยู่ ขณะนั้นคนใช้ของฮวมเล้ก็เอาหนังสือมาให้บุนจง บุนจงรับหนังสือมาอ่านดูใจความว่า ท่านลืมความในหนังสือของหงออ๋องเสียแล้วหรือ อนึ่งเราดูลักษณะอวดอ๋องนี้ เห็นคอยาวริมฝีปากนั้นแหลม เป็นคนหามีความอายไม่ เมื่อคราวทุกข์ก็จะให้ช่วย ครั้นเป็นสุขก็จะลืมคุณเราเสีย แม้นท่านอยู่ทำราชการไปก็เห็นจะมีอันตรายแก่ตัวท่าน บุนจงแจ้งดังนั้นนิ่งตรึกตรองว่าจะไปตามฮวมเล้ดีหรือ หรือจะอยู่ทำราชการดี ยังคิดเป็นสองใจอยู่ยังหาตกลงไม่ จึงเรียกคนถือหนังสือมาหมายจะถามถึงฮวมเล้ว่าหนีไปอยู่แห่งใดก็ไม่ได้ตัว ยิ่งมีความวิตกหาสบายใจไม่

ฝ่ายอวดอ๋องครั้นมาอยู่เมืองหงอนานแล้วให้คิดถึงเมืองอวด จึงให้จัดแจงทหารลงเรือพร้อมกันแล้วก็ยกทัพมาทางแม่นํ้ากังหนำ ขณะนั้นนางฮูหยินซึ่งเป็นภรรยาอวดอ๋องเห็นรูปร่างนางไซซีงามยิ่งนัก จึงคิดว่าอวดอ๋องให้พามาไว้นี้เห็นจะเลี้ยงเป็นภรรยามั่นคงก็มีจิตหึงหวง ครั้นเวลาคํ่าจึงให้คนสนิทพี่น้องของตัวลอบไปลวงนางไซซีให้ออกมานอกตึกได้ จึงจับตัวนางไซซีมัดใส่กระสอบเอาเชือกรัดให้แน่นหนาแล้วเอาศิลาผูกถ่วงให้หนัก ยกไปทิ้งเสียที่แม่น้ำอันลึก นางไซซีก็ขาดใจตาย

ครั้นอวดอ๋องมาถึงเมืองก็เข้าไปข้างใน นางฮูหยินก็มาคำนับแล้วแกล้งอุบายบอกว่า อันนางไซซีคนนี้ ข้าพเจ้าพิเคราะห์เห็นว่าเป็นคนกาลีบ้านเมือง ตกไปอยู่เมืองหงอก็ทำให้เมืองแตกยับเยิน ซึ่งท่านเอากลับมานี้อันตรายก็จะพลอยมีแก่เมืองเรา ข้าพเจ้าจึงให้เอาตัวไปถ่วงเสียหวังจะให้เป็นสุขสืบไป อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นก็พลอยเห็นจริงไปด้วยมิได้ว่าประการใด จึงให้คนไปเรียกภรรยาฮวมเล้เข้ามาแล้วบอกว่า ฮวมเล้นั้นหนีเราไปหารู้ว่าจะไปอยู่แห่งใดไม่เราคิดเสียดายนัก ท่านจงเอาที่นาร้อยลี้ไปทำมาหากินเลี้ยงบุตรกับตัวเองเถิด ภรรยาฮวมเล้ได้ฟังดังนั้นดังใครถอดเอาดวงใจไปจากกายก็ร้องไห้คิดถึงฮวมเล้เป็นอันมาก แล้วก็คำนับลากลับมาบ้านของตัว อวดอ๋องยิ่งคิดถึงฮวมเล้ยิ่งนักจึงให้ช่างที่ฉลาดหล่อรูปให้เหมือนฮวมเล้ตั้งไว้ที่ว่าราชการ ถ้ารำลึกจะได้ดูต่างหน้า

ฝ่ายฮวมเล้หนีมาอยู่เมืองเจ๋ จึงเปลี่ยนชื่อว่าจูผี แต่เจ๋เปงก๋งนั้นรู้จึงตั้งให้เป็นขุนนาง ครั้นฮวมเล้รู้ว่าอวดอ๋องมิได้ฆ่าบุตรและภรรยาจึงให้คนสนิทลอบไปพามาอยู่เมืองเจ๋ด้วยกัน แล้วคิดเกรงว่าอวดอ๋องรู้ว่าเรามาทำราชการด้วยเจ๋เปงก๋งก็จะโกรธ จึงเข้าไปหาเจ้าเมืองเจ๋ว่าข้าพเจ้าจะลาท่านไปอยู่เขาเอียงซัว เจ๋เปงก๋งขัดมิได้ก็ยอมให้ไป ฮวมเล้ก็กลับมาอพยพครอบครัวยกไปอยู่ที่เขาเอียงซัว ตั้งบ้านเรือนเรียบร้อยหมดจดสะอาดสะอ้านอยู่เป็นปกติ เลี้ยงไก่และเป็ดขายได้เงินทองเป็นอันมาก ครั้นนานมาชาวบ้านจึงเรียกฮวมเล้ว่าเอียงจูก๋ง

ฝ่ายอวดอ๋องตั้งแต่มีชัยกับเมืองหงอก็คิดกำเริบว่าตัวมีสติปัญญา และการที่คิดถึงฮวมเล้ก็ค่อยคลายลง แต่นั้นมาก็มิได้ทำใจโอบอ้อมอารีเหมือนแต่ก่อน ทำเพิกเฉยไปเสีย ทหารที่มีความชอบช่วยรบพุ่งเมืองหงอชนะก็ไม่ปูนบำเหน็จรางวัลให้ อยู่แต่ที่ข้างในเสพสุราฟังเสียงหญิงขับร้องต่างๆ บางวันจึงออกมาว่าราชการขุนนางเข้าไปพร้อมกัน อวดอ๋องก็มิได้พูดจาปราศรัยด้วยประการใด ถามแต่ราษฎรบ้านเมืองแล้วก็นิ่งอยู่ ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็เสียใจจึงคิดว่า อันอวดอ๋องนี้เมื่อคราวมีธุระแล้วก็ทำเป็นโอบอ้อมเอาใจทหาร ครั้นเสร็จการก็เฉยเสียมิได้เอื้อเฟื้อรักใคร่ พออวดอ๋องกลับเข้าไปข้างในขุนนางต่างคนก็มาบ้าน เวลาเช้าเสียบหยงจึงไปคอยหาอวดอ๋อง ครั้นอวดอ๋องออกมาที่ว่าราชการเสียบหยงจึงคำนับแล้วว่าบัดนี้บ้านเมืองก็เป็นสุข ตัวข้าพเจ้าก็ชราลงจะขอลาท่านไปทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนากว่าจะหาชีวิตไม่ อวดอ๋องก็ยอมให้ไป เสียบหยงก็กลับมาพาบุตรและภรรยาพวกพ้องไปอยู่ยังบ้านเดิม

ฝ่ายบุนจงตั้งแต่ได้หนังสือฮวมเล้ให้คิดวุ่นวายหนักใจอยู่ จึงบอกป่วยเสียมิได้ไปที่ว่าราชการ ขณะนั้นคนสนิทของอวดอ๋องมีใจโกรธบุนจงอยู่ จึงเข้าไปยุยงอวดอ๋องว่าบุนจงคิดน้อยใจว่าทำความชอบไว้ในท่านเป็นอันมาก ก็หาได้บำเหน็จรางวัลไม่จึงบอกป่วยเสีย ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเอาใจออกห่างจากท่านเป็นมั่นคง

อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า เรารู้ใจบุนจงแล้วจึงมิได้เลี้ยงให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่สมกับความชอบไม่ ด้วยเห็นว่าจะคิดกำเริบใจทำอันตรายแก่เรา เขาก็มีสติปัญญาและฝีมือเป็นอันมากจำจะคิดกำจัดเสียจึงจะได้ แต่ยังไม่มีข้อผิดสิ่งใดเราจึงนิ่งอยู่ ครั้นเวลาคํ่าอวดอ๋องนอนตรึกตรองคิดอุบายได้อย่างหนึ่ง พอรุ่งเช้าก็พาทหารขึ้นเกวียนมาเยี่ยมบุนจงยังบ้าน บุนจงรู้ดังนั้นจึงแกล้งให้คนสนิทพยุงตัวออกไปคำนับ อวดอ๋องเข้ามานั่งที่สมควร จึงว่าข้าพเจ้าป่วยอยู่มิได้เข้าไปหาท่าน อวดอ๋องจึงตอบว่าเรารู้ว่าท่านเจ็บจึงได้มาเยี่ยมหวังจะเตือนสติว่า ธรรมดาคนมีสติปัญญาก็ย่อมมานะมิได้กลัวแก่ความตาย เกรงแต่จะไม่สมความคิดที่นึกไว้ อนึ่งท่านบอกกับเราว่ามีกลอุบายอยู่เจ็ดอย่างใช้เสียสามอย่าง คือที่เอาไม้อกไก่กับนางไซซีไปให้หงออ๋อง แล้วคิดอ่านยืมข้าวมาต้มเป็นสามประการด้วยกัน ยังอยู่อีกสี่อย่าง บัดนี้เหตุใดท่านจึงไม่คิดอ่านเล่า บุนจงจึงว่าข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะใช้ที่ตรงไหนได้ อวดอ๋องจึงตอบว่า ถ้าท่านทำไม่ได้แล้วจงให้เราทำเหมือนหงออ๋องเถิดหรือ ว่าแล้วก็แกล้งทำลืมกระบี่ไว้เดินมาขึ้นเกวียนกลับไปกับทหาร บุนจงครั้นเห็นอวดอ๋องมิได้เอากระบี่ไปก็นึกแคลงใจอยู่ จึงหยิบเอากระบี่มาถอดออกดู เห็นหนังสือสองตัวว่าจิมหลูก็รู้ว่ากระบี่ของหงออ๋องซึ่งทิ้งให้หงอจูสู่ฆ่าตัวเสียเองนั้น จึงคิดว่าอวดอ๋องพูดจาเป็นกลอุบายทำลืมกระบี่ไว้หวังจะให้เราฆ่าตัวเหมือนหงอจูสู่ แล้วเงยหน้าขึ้นดูฟ้าถอนใจใหญ่ว่า ถึงจะมีความชอบสักเท่าใดๆ ก็หาช่วยตัวได้ไม่ ถูกกับคำฮวมเล้ทุกประการ ซึ่งจะให้อวดอ๋องฆ่าเราเสียนั้น ราษฎรก็จะเลื่องลือว่าเราหาปัญญาไม่ จำจะฆ่าเสียให้เหมือนอย่างหงอจูสู่ ชื่อจะได้ปรากฏไว้ในแผ่นดินสืบไป ก็เอากระบี่จิมหลูเชือดคอตัวเองขาดใจตาย อวดอ๋องครั้นแจ้งว่าบุนจงตายแล้วยินดีนักด้วยสมความคิด จึงให้เอาศพไปฝังไว้ที่เขาออเลียงซัวเสร็จแล้ว เวลาวันหนึ่งอวดอ๋องป่วยลง หมอวางยาก็ไม่ต้องโรค โรคนั้นกำเริบขึ้นก็ถึงแก่ความตาย อวดอ๋องได้เป็นเจ้าเมืองอยู่สิบเจ็ดปี ขุนนางทั้งปวงจึงเอาบุตรอวดอ๋องตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองอวด

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ