๕๔

ฝ่ายซุนลิมฮูครั้นผ่อนพลข้ามแม่น้ำอึงโหสิ้นแล้ว มิได้เห็นทหารเมืองฌ้อตามมาก็เลิกทัพกลับไปเมืองจิ้น เข้าไปคำนับแจ้งความแก่จิ้นเกงก๋ง จิ้นเกงก๋งโกรธว่าซุนลิมฮูยกทัพไปรบกับเมืองฌ้อแพ้กลับมาครั้งนี้ทำให้เสียทหารเป็นอันมากเราจะฆ่า ขุนนางทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางทั้งปวงจึงคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าขอชีวิตซุนลิมฮูไว้สักครั้งหนึ่งเถิด ด้วยซุนลิมฮูนี้เป็นขุนนางมีความชอบมาหลายชั่วแผ่นดินแล้ว ครั้งนี้แพ้กองทัพเมืองฌ้อมาก็เพราะเซียนก๊กไม่ฟังบังคับบัญชา ซุนลิมฮูพวกเมืองฌ้อจึงดูหมิ่นท่านได้ ขอท่านให้ฆ่าเซียนก๊กเสียจึงจะควร จิ้นเกงก๋งก็เห็นชอบด้วยแล้วสั่งทหารให้เอาเซียนก๊กไปฆ่าเสีย ตัวซุนลิมฮูนั้นให้คงที่ขุนนางตามเดิมแล้วให้ไปตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คนไว้จะได้ไปแก้แค้นชาวเมืองฌ้อ

ครั้งนั้นพระเจ้าจิวเตงอ๋องเสวยราชสมบัติได้สิบสองปี เป็นเดือนสาม ซุนซกเหงาซึ่งเป็นที่เลงอินขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองฌ้อป่วยหนักลง จึงเรียกซุนอั๋นผู้บุตรเข้ามาสั่งว่า ถ้าเราหาชีวิตไม่แล้ว ฌ้อจองอ๋องจะตั้งเจ้าให้เป็นขุนนาง และให้ที่นาบ้านส่วยแก่เจ้า เจ้าจงบิดพลิ้วเสีย เจ้าอย่าได้รับ ถ้ามิฟังจะขืนให้เป็นก็จงเอานาที่ซิมขิว พอจะได้ทำมาหาชีวิตไม่ ด้วยที่ซิมขิวเป็นที่ไม่ดีมิได้มีผู้แย่งชิงเอา ว่าแล้วก็หยิบเอาหนังสือที่เขียนไว้แต่แรกล้มเจ็บ ส่งให้ซุนอั๋นไปให้กับฌ้อจองอ๋อง อยู่มาหน่อยหนึ่งซุนซกเหงาก็กระทำกาลกิริยาตาย ซุนอั๋นก็ร้องไห้รักบิดาเป็นอันมาก แล้วเอาหนังสือที่บิดามอบไว้เข้าไปแจ้งความกับฌ้อจองอ๋อง ฌ้อจองอ๋องรู้ว่าซุนซกเหงาตายอาลัยนัก จึงรับเอาหนังสือจากมือซุนอั๋นมาฉีกผนึกออกอ่านเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าผู้ชื่อซุนซกเหงาได้เป็นเลงอินก็เพราะบุญไตอ๋องชุบเลี้ยง จะยกกองทัพไปรบครั้งใดก็มีชัยชนะ เพราะบุญท่านปกแผ่ไปจึงมิได้มีอันตราย จนกลับมาสิ้นชีวิตอยู่ในเมืองฌ้อพร้อมด้วยบุตรภรรยาก็เพราะบารมีไตอ๋อง อันตัวข้าพเจ้านี้สติปัญญาน้อยแต่มีนํ้าใจรักใคร่ท่านมาก จึงฝากหนังสือไว้ ซึ่งซุนอั๋นผู้บุตรข้าพเจ้านั้นหาสติปัญญามิได้ ท่านจะเอาตั้งเป็นขุนนางนั้นไม่ควร ขอท่านกรุณาเอาอุ้ยเพ้งผู้หลานข้าพเจ้ามาตั้งไว้ให้รับราชการ ด้วยอุ้ยเพ้งผู้นั้นมีสติปัญญาพอจะรับราชการฉลองพระคุณท่านไปได้ อนึ่งทัพเมืองจิ้นที่แตกแพ้ทหารเราไปนั้น เขาก็คงจะมาคิดแก้แค้นอยู่ ท่านอย่าไปประมาท จงฝึกปรือทแกล้วทหารให้ชำนาญไว้แล้วป่าวร้องให้ราษฎรทำไร่ทำนาให้ได้ข้าวขึ้นฉางไว้จงมาก จะได้เป็นกำลังแก่ทหาร ข้อหนึ่งหัวเมืองใดมิได้มาทำอันตรายกับเมืองท่าน ก็อย่าให้ยกไปยํ่ายีเมืองเขาให้ได้ความเดือดร้อน ถ้าท่านได้แจ้งหนังสือนี้แล้วจงตรึกตรองดูตามควรเถิด

ฌ้อจองอ๋องครั้นแจ้งในหนังสือนั้นแล้วก็มีความอาลัยในซุนซกเหงานัก จึงว่าอันขุนนางในเมืองเรานี้จะหาใครสัตย์ซื่อเหมือนซุนซกเหงาเป็นอันยาก แต่จะตายยังอุตส่าห์คิดถึงคุณเราทำหนังสือไว้ให้ บัดนี้ก็ตายเสียแล้วจำจะพากันไปเยี่ยมศพ แล้วก็ชวนขุนนางไปบ้านซุนซกเหงา ฌ้อจองอ๋องเห็นศพเข้าเสียดายก็ร้องไห้ ขุนนางที่ชอบพอกับซุนซกเหงาก็ร้องไห้เป็นอันมาก ฌ้อจองอ๋องจึงให้จัดแจงเอาศพไปฝังไว้ตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่เสร็จแล้วก็กลับมา ครั้นรุ่งขึ้น ฌ้อจองอ๋องออกว่าราชการขุนนางเข้ามาคำนับพร้อมกัน ฌ้อจองอ๋องจึงตั้งก๋งจูเองเป็นที่เลงอินนายทหารใหญ่แทนที่ซุนซกเหงา ให้อุ้ยเพ้งเป็นที่เจียมอึนนายทหารรอง ตั้งซุนอั๋นเป็นที่กงเจี้ยที่ขุนนางพลเรือน ซุนอั๋นจึงว่าบิดาข้าพเจ้าเมื่อจะตายนั้นสั่งไว้ว่า ท่านจะให้เป็นขุนนางก็อย่าให้รับ แม้นจะรับเอาที่ขุนนางไว้ก็เหมือนหนึ่งหาอยู่ในถ้อยคำบิดาข้าพเจ้าไม่ ฌ้อจองอ๋องว่ากล่าวเป็นหลายครั้ง ซุนอั๋นก็บิดพลิ้วหารับไม่ แล้วลากลับมาบ้านไปเที่ยวตัดไม้ตัดฟืนขายเลี้ยงชีวิตทุกวัน

ฝ่ายเม่งจูหยูเป็นคนขับรำของฌ้อจองอ๋อง มีรูปร่างงามสูงประมาณห้าศอก วันหนึ่งเม่งจูหยูไปเที่ยวเล่นเห็นซุนอั๋นหาบฟืนมาคิดประหลาดใจ เดินเข้าไปใกล้แล้วถามว่า ท่านก็เป็นบุตรเลงอินขุนนางผู้ใหญ่ ทำไมจึงมาหาบฟืนขายฉะนี้ เรามีความสงสัยนัก ซุนอั๋นจึงตอบว่า บิดาเราเป็นขุนนางก็จริงอยู่ แต่ทำราชการโดยสุจริตมิได้คิดเบียดเบียนฉ้อราษฎร์และฉ้อหลวงมาเป็นอาณาประโยชน์ บิดาเราจึงยากจน เราจึงต้องตัดฟืนขายอยู่ฉะนี้ เม่งจูหยูได้ฟังดังนั้นก็ยิ่งมีความสงสารซุนอั๋นมากขึ้น จึงว่าท่านอุตส่าห์ทำกินอยู่ก่อนเถิด เราจะช่วยแก้ไขให้ท่านเป็นขุนนางแทนบิดาจงได้ พูดกันแล้วต่างคนก็ไปที่อยู่ของตัว เม่งจูหยูครั้นมาถึงบ้านก็จัดแจงเอาเสื้อหมวกอย่างขุนนางสำหรับเล่นงิ้วนั้นใส่ตัวเข้าแล้วก็หัดเดินทำกิริยาอาการเหมือนซุนซกเหงา แต่หัดทำดังนี้ประมาณสามสี่วัน พอเพลาวันหนึ่งฌ้อจองอ๋องกินโต๊ะกับขุนนางอย่างแต่ก่อน จึงให้พวกงิ้วเข้ามาเล่น เม่งจูหยูก็จัดแจงแต่งตัวเป็นซุนซกเหงา จัดงิ้วผู้หนึ่งเป็นฌ้อจองอ๋องนั่งอยู่ข้างหน้ามีโต๊ะ เม่งจูหยูก็ทำกิริยาเหมือนซุนซกเหงา เข้าไปเฝ้าฌ้อจองอ๋องที่เป็นงิ้วนั้น ฌ้อจองอ๋องกำลังเมาสุราลืมสติ เห็นเม่งจูหยูทำเหมือนซุนซกเหงาจริงจึงเรียกเม่งจูหยูเข้ามาแล้วฉามว่า ซุนซกเหงาท่านสิตายแล้วเหตุใดจึงเป็นมาได้ เม่งจูหยูจึงทูลว่า ข้าพเจ้ามิใช่ซุนซกเหงา ข้าพเจ้าชื่อเม่งจูหยูดอก ฌ้อจองอ๋องจึงว่า เราดูท่านเหมือนซุนซกเหงา เรามีใจรักใคร่นัก ท่านจงเป็นที่เลงอินแทนซุนซกเหงาเถิด เม่งจูหยูจึงแสร้งว่า ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าเป็นที่เลงอินนั้น ข้าพเจ้าก็ยินดีอยู่ แต่ข้าพเจ้าจะไปปรึกษาภรรยาดูก่อน ถ้าเขายอมแล้วข้าพเจ้าจึงจะรับ ว่าแล้วก็คำนับลาออกมา พอลับตาฌ้อจองอ๋องแล้วกลับเข้ามาคำนับว่า ภรรยาข้าพเจ้าหายอมให้เป็นขุนนางไม่ แล้วเขาว่าสุภาษิตให้ข้าพเจ้าฟังเป็นความสี่ข้อ ข้อหนึ่งว่าผู้ซึ่งมิได้มีใจสัตย์ซื่อ คิดแต่จะเบียดเบียนราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนแล้ว ฉลาดประจบประแจงก็ได้เป็นขุนนาง ข้อหนึ่งผู้ซึ่งอยู่ในยุติธรรมมิได้เบียดเบียนราษฎรให้ได้ความเดือดร้อนยากแค้น ควรที่จะได้เป็นขุนนาง แต่ไม่ฉลาดในการสอพลอก็หาได้เป็นขุนนางไม่ ข้อหนึ่งตัวยังมิได้เป็นขุนนาง แสร้งทำเป็นสัจธรรมให้เจ้านายรักใคร่เชื่อถือ เอามายกย่องตั้งแต่งเป็นขุนนาง แล้วละความดีเสียประพฤติทำการทุจริตเบียดเบียนเอาทรัพย์ราษฎรมาเป็นอาณาประโยชน์ของตน ก็มั่งมีมากตราบเท่าลูกหลาน ข้อหนึ่งผู้ที่เป็นขุนนางแล้วประพฤติแต่การสุจริต มิได้คิดฉ้อราษฎรและฉ้อหลวงเอามาเป็นประโยชน์ของตน ตัวก็ยากจนกันดาร ลูกหลานก็ได้ยากคับแค้น เหมือนซุนซกเหงาซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ในท่าน มิได้ฉ้อราษฎรฉ้อหลวงทำราชการโดยซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดิน บัดนี้บุตรซุนซกเหงาก็ยังมีอยู่ ขอท่านจงดำริดูแต่ควรเถิด

ฌ้อจองอ๋องได้ฟังเม่งจูหยูว่าดังนั้นก็คิดสงสารซุนซกเหงาจนน้ำตาตก จึงให้เม่งจูหยูไปหาตัวซุนอั๋นมา ฌ้อจองอ๋องเห็นซุนอั๋นใส่เสื้อกางเกงขาด ผิวเนื้อฝ้าดำเพราะตรากตรำแดดลมมีความสงสารนัก เรามิได้รู้ว่าบุตรซุนซกเหงายากจนถึงเพียงนี้เลย เม่งจูหยูนั่งเคียงซุนอั๋นจึงทูลแทนซุนอั๋นว่า เมื่อซุนซกเหงายังมีชีวิตอยู่นั้นกระทำราชการโดยสุจริต มิได้คิดเบียดเบียนอาณาประชาราษฎร์ให้ได้ความเดือดร้อนเพราะว่ามีกตัญญูต่อท่าน บุตรซุนซกเหงาจึงต้องไปตัดฟืนขายเลี้ยงชีวิตได้ความลำบากถึงเพียงนี้ ฌ้อจองอ๋องจึงว่า เดิมนั้นเราก็จะตั้งให้ซุนอั๋นเป็นที่เลงอินแทนบิดา ซุนอั๋นก็มิได้รับ เดี๋ยวนี้เราเห็นซุนอั๋นได้รับความลำบากเรามีใจสงสาร จะยกบ้านส่วยให้กับซุนอั๋นสักหมื่นเรือน ซุนอั๋นจงรับเอาเก็บกินไปเถิด ซุนอั๋นก็มิได้รับ ฌ้อจองอ๋องจึงว่าเราให้บ้านส่วยแก่ท่านเหตุใดจึงไม่เอา ซุนอั๋นคำนับแล้วว่า ซึ่งท่านจะให้บ้านส่วยแก่ข้าพเจ้าก็เพราะมีความกรุณา พระคุณหาที่สุดมิได้ แต่เกินวาสนาข้าพเจ้านัก ความนินทาจะมีแก่ท่าน ข้าพเจ้าจะขอรับประทานแต่ที่ซิมขิวตำบลหนึ่ง ก็พอทำเลี้ยงชีวิตไปได้

ฌ้อจองอ๋องได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่า ที่ซิมขิวนั้นเป็นที่ดอน จะปลูกผลไม้สิ่งใดก็หามีผลไม่ ท่านจะเอาไว้ประโยชน์อันใด ซุนอั๋นจึงทูลว่า ซึ่งข้าพเจ้าจะรับประทานแต่ที่ตำบลซิมขิวนั้น เพราะคำบิดาสั่งไว้ว่าที่ซิมขิวเป็นที่ไม่ดีหามีผู้ต้องการไม่ จึงจะได้เป็นของข้าพเจ้าอยู่นานชั่วบุตรและหลาน ฌ้อจองอ๋องก็อนุญาตให้ตามใจ บรรดาขุนนางทั้งปวงก็สรรเสริญซุนซกเหงาผู้เป็นบิดาซุนอั๋นว่ารู้จักประมาณการพอสมควรกับอัชฌาสัยบุตรที่จะเลี้ยงชีวิตต่อไป ซุนอั๋นเล่าก็เป็นคนมีกตัญญูหาละคำบิดาสั่งไม่ ครั้นฌ้อจองอ๋องกินโต๊ะแล้วก็กลับเข้าข้างใน ขุนนางทั้งปวงก็ไปที่อยู่

ฝ่ายซุนลิมฮูขุนนางเมืองจิ้น ครั้นแจ้งข่าวว่าซุนซกเหงาขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองฌ้อตาย ก็คิดเห็นว่าการศึกเมืองเรากับเมืองฌ้อจะสงบแล้วเราจำจะคิดทำการเอาเมืองเตงสืบต่อไปจึงจะชอบ คิดแล้วก็เข้าไปคำนับแจ้งความกับจิ้นเกงก๋งว่า ซุนซกเหงาขุนนางผู้ใหญ่เมืองฌ้อตายเห็นการศึกเมืองฌ้อจะถอยกำลังลง ถึงเราจะยกไปกระทำเมืองเตงครั้งนี้เห็นจะได้โดยง่าย แม้นชาวเมืองฌ้อรู้จะมาช่วยก็ไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อน ด้วยซุนซกเหงาซึ่งเป็นกำลังศึกหาไม่แล้ว จิ้นเกงก๋งก็เห็นชอบด้วย แล้วอนุญาตให้ซุนลิมฮูว่าที่แม่ทัพยกไปตีเมืองเตงแก้แค้น ซุนลิมฮูยกไปตีเมืองเตงครั้งนั้นหาตั้งใจไปตีเมืองเตงไม่ ไปตีเอาบ้านเล็กน้อยปลายแดนเมืองเตง กวาดได้ครอบครัวแต่พอเป็นฤกษ์คุ้มค่าเสบียงก็เลิกทัพกลับมาเมืองจิ้น พวกทหารทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงว่า การครั้งนี้ได้ทีแล้วทำไมท่านจึงหายกรีบเข้าไปเอาเมืองเตงไม่เล่า ซุนลิมฮูจึงว่า เรารู้อยู่อันการซึ่งจะไปกระทำกับเมืองเตงนั้นใช่จะสำเร็จในวันสองวันนั้นหาไม่ ถ้าช้าไปเมืองฌ้อรู้ก็จะยกมาตีกระหนาบ เราจะมิจนเสียหรือ เราทำการครั้งนี้มิใช่จะหมายมาดเอาแต่เมืองเตงฝ่ายเดียวหามิได้ เราทำนี้แต่พอให้ชาวเมืองเตงเกรงฝีมือไว้แล้วจะได้คิดการอื่นต่อไป

ฝ่ายเตงเซียงก๋ง ครั้นได้แจ้งว่ากองทัพเมืองจิ้นมาตีเอาหัวเมืองปลายด่าน กวาดเอาผู้คนไปเป็นอันมาก ก็แต่งเครื่องบรรณาการให้คนคุมไปเมืองฌ้อ ขอก๋งจูเตียวฮวน ก๋งจูคิวจิด น้องชายสองคนซึ่งให้ไปเป็นจำนำอยู่เมืองฌ้อนั้นมาช่วยราชการเมืองเตง ฌ้อจองอ๋องแจ้งข้อความแล้วจึงว่า เราจะต้องการอะไรกับคนจำนำสองคน ถ้าเจ้าเมืองเตงไม่คงอยู่ในสัจแล้วถึงจะมีจำนำสักสิบคนก็หาต้องการไม่ แล้วฌ้อจองอ๋องก็อนุญาตให้น้องชายเจ้าเมืองเตงทั้งสองคนกลับไปช่วยราชการพี่ชาย แล้วฌ้อจองอ๋องก็ให้ประชุมขุนนางผู้ใหญ่น้อยปรึกษาราชการว่า เราจะคิดประการใดจึงจะปราบเมืองจิ้นให้อยู่ในอำนาจ อย่าให้คิดการกำเริบดูถูกเราต่อไปได้

ก๋งจูเจ๊กจึงว่า ทุกวันนี้เมืองเรากับเมืองเจ๋ชอบกัน เมืองจิ้นนั้นเขาชอบกันกับเมืองซอง การซึ่งเราจะช่วยเมืองเตงครั้งนี้ หาต้องการที่จะรบกับเมืองจิ้นซึ่งหน้าไม่ เรายกไปตีเมืองซองเกี่ยวไว้ กองทัพเมืองจิ้นก็คงจะยกไปช่วยเมืองซอง ก็จักได้ชื่อว่าเราช่วยเมืองเตงได้เหมือนกัน ฌ้อจองอ๋องจึงว่า ความคิดนี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่เราหามีข้อขัดเคืองกับเมืองซองไม่ ยกไปรบเขาความครหานินทาก็จะมี แต่ครั้งก่อนนั้นเจ้าเมืองฌ้อคนเก่ามีความขัดเคืองยกกองทัพไปรบเมืองซอง เจ้าเมืองซองคนก่อนก็ออกรบกัน เจ้าเมืองซองเสียทีถูกเกาทัณฑ์ที่ต้นขาล่าทัพกลับไปเมือง ภายหลังออกมากระทำสัตย์กันที่ตำบลกวดลกแดนต่อแดน เจ้าเมืองซองก็เคารพยำเกรงเจ้าเมืองฌ้อฉันผู้ใหญ่ผู้น้อย ครั้นเจียวก๋งเจ้าเมืองซองผู้นั้นตาย เป๋งผู้เป็นบุตรได้ครองเมืองแทนบิดามาถึงสิบแปดปี ก็ยังหาข้อขัดเคืองกับเราไม่ ครั้งนี้เราจะเอาเหตุอันใดไปยกโทษกระทำเขา ก๋งจูเองจึงทูลว่า การซึ่งจะหาเหตุกระทำกับเมืองซองนั้นหาสู้ยากไม่ ข้าพเจ้าเห็นอุบายอย่างหนึ่ง ด้วยเจ้าเมืองเจ๋มีเครื่องบรรณาการมาคำนับเราหลายครั้งแล้ว เราหาได้ตอบแทนเขาไม่ ขอท่านจงจัดแจงคุมสิ่งของไปตอบแทนเมืองเจ๋ และสั่งให้เดินผ่านไปในแดนเมืองซอง ถ้าเมืองซองไม่ว่ากล่าวประการใดก็เห็นว่ายังคิดถึงไมตรีกันอยู่ ถ้าเจ้าเมืองซองว่า เราดูถูกไม่บอกกล่าวจับกุมกักขังมิให้เราไป เราก็จะเอาเหตุอันนี้แลยกขึ้นว่ากระทำกับเมืองซอง ด้วยเราเป็นเมืองใหญ่ เมืองซองเป็นเมืองเล็กบังอาจห้ามปราม

เจ้าเมืองฌ้อจึงว่า ถ้ากระนั้นท่านจะเห็นผู้ใดฺซึ่งจะคุมสิ่งของไปเมืองเจ๋เล่า ก๋งจูเองจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่ซินบู๊อุ๋ยผู้เดียว ด้วยเจ้าเมืองซองรู้จักครั้งเมื่อไปทำสัตย์ด้วยเจ้าเมืองฌ้อคนเก่าที่ตำบลแดนกวดลกนั้น เจ้าเมืองฌ้อก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ซินบู๊อุ๋ยคุมเครื่องบรรณาการไปเมืองเจ๋ ซินบู๊อุ๋ยจึงทูลกับฌ้อจองอ๋องว่า ซึ่งไต้อ๋องจะให้ข้าพเจ้าไปครั้งนี้ ถ้าไม่มีหนังสือบอกกล่าวด่านทางเขาที่ไหนเขาจะให้ไป ฌ้อจองอ๋องจึงว่า ท่านกลัวชาวเมืองซองนักหรือ ซินบู๊อุ๋ยจึงทูลว่า เมื่อครั้งเจ้าเมืองฌ้อคนเก่าออกไปกระทำสัตย์กับหัวเมืองทั้งปวงที่ตำบลกวดลก ครั้งนั้น เจ้าเมืองซองมาช้าเจ้าเมืองฌ้อก็โกรธ สั่งให้ข้าพเจ้าจับเอาคนใช้เจ้าเมืองซองฆ่าเสียคนหนึ่ง ชาวเมืองซองยังพยาบาทข้าพเจ้าอยู่มาก ถ้าท่านไม่มีหนังสือไปแล้ว เขาก็คงจับข้าพเจ้าฆ่าเสียเป็นมั่นคง เจ้าเมืองฌ้อจึงว่า ถ้ากระนั้นเราจะผลัดชื่อท่านเสียใหม่ชื่อซินจิว เห็นชาวเมืองซองจะแปลก ซินบู๊อุ๋ยจึงว่า เขาแปลกก็แต่ชื่อ หน้าตารูปร่างนั้นเขายังจำได้อยู่ ฌ้อจองอ๋องได้ฟังซินบู๊อุ๋ยพูดจาบิดพลิ้วไม่ไปก็โกรธแล้วว่า เราเห็นได้ราชการแล้วเราจึงใช้ไป ถ้าชาวเมืองซองจับท่านฆ่าเสีย เราก็จะยกกองทัพใหญ่ไปเหยียบเมืองซองเสียให้แหลก จงไปเถิดอย่าขัดเราเลย ซินบู๊อุ๋ยก็จนใจต้องรับคำนับลาไปบ้าน ครั้นรุ่งเช้าจึงพาซินไสผู้บุตรเข้ามาคำนับฌ้อจองอ๋องแล้วว่า ซึ่งตัวข้าพเจ้าจะไปราชการครั้งนี้เพราะกตัญญู ที่ไหนชีวิตข้าพเจ้าจะรอดมาเห็นหน้าไต้อ๋อง ข้าพเจ้าขอฝากซินไสผู้บุตร จงช่วยเมตตาทำนุบำรุงด้วย ฌ้อจองอ๋องจึงว่าท่านอย่ามีความวิตกเลย ซินบู๊อุ๋ยก็คำนับรับของเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียนกับคนใช้ออกจากเมืองฌ้อ ซินไสก็ตามส่งบิดาจนออกนอกเมือง ซินบู๊อุ๋ยจึงสั่งบุตรว่า บิดาไปครั้งนี้เห็นจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าเจ้า เจ้าจงฝากตัวกับฌ้อจองอ๋อง แล้วทูลให้เร่งยกกองทัพไปแก้แค้นบิดาจงเร็ว พ่อลูกต่างคนต่างร้องไห้รักสั่งเสียกันแล้ว ซินบู๊อุ๋ยก็รีบขับเกวียนไปเมืองซอง ซินไสส่งบิดาจนลับตาแล้วก็กลับเข้าเมือง

ฝ่ายซินบู๊อุ๋ยก็รีบมาถึงเมืองซูเอ๋งแดนเมืองซอง นายด่านจึงออกมาถามว่า ท่านมาแต่เมืองไหนจะไปตำบลใด มีหนังสือเบิกด่านมาหรือไม่ ซินบู๊อุ๋ยจึงว่า ฌ้อจองอ๋องใช้เราไปเมืองเจ๋ มีแต่หนังสือถึงเมืองเจ๋ผนึกอยู่ หนังสือเบิกด่านเมืองนี้หามีไม่ ด้วยว่าเมืองซองกับเมืองฌ้อเหมือนพี่น้องกัน จึงหาเอาหนังสือซึ่งจะเบิกด่านมาไม่ ชาวด่านได้ฟังดังนั้นก็จับเอาตัวซินบู๊อุ๋ยไปคุมไว้ แล้วมีหนังสือบอกข้อราชการเข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองซองทุกประการ ฮ้อหงวนขุนนางเมืองซองจึงว่ากับซองบุนก๋งว่า เมืองฌ้อกับเมืองเราก็เป็นอริกันมาหลายชั่วเจ้าเมืองมาแล้ว ครั้งนี้เจ้าเมืองฌ้อใช้ขุนนางเดินเหยียบแดนมาเมืองเราจะไปเมืองเจ๋ หามีหนังสือมาบอกกล่าวขอหนทางเราไม่ ก็เป็นที่ดูถูกข้อใหญ่นัก ขอให้ท่านฆ่าขุนนางเมืองฌ้อซึ่งมานี้เสียเถิด ซองบุนก๋งจึงว่า ถ้าเราฆ่าขุนนางของเขาเสีย เขาก็โกรธยกกองทัพมาเมืองเรา จะมิเป็นข้อพยาบาทต่อกันไปหรือ ฮ้อหงวนจึงว่าการซึ่งเขาไม่บอก เดินผ่านแดนมาแต่ผู้คนเล็กน้อยดังนี้ ข้าพเจ้ามีความแค้นมากกว่ายกกองทัพใหญ่เหยียบแดนมาอีก แล้วสั่งให้ทหารออกไปเอาตัวซินบู๊อุ๋ยที่ด่านซูเอียงเข้ามา ฮ้อหงวนครั้นเห็นหน้าซินบู๊อุ๋ยขุนนางเมืองฌ้อก็มีความแค้นมาก จึงว่าอ้ายคนนี้ครั้งก่อนจับเอาคนใช้ของเจ้าเมืองคนเก่าฆ่าเสีย ครั้งก่อนนั้นกูยังหาหายแค้นมึงไม่ บัดนี้ยังกลับมาดูถูกอีกเล่า มึงจะมาหาที่ตายแล้วหรือ

ซินบู๊อุ๋ยก็โกรธแล้วจึงว่า กูก็รู้ว่าพวกมึงหาสติปัญญามิได้ กูเป็นทูตเมืองใหญ่จะไปเมืองใหญ่ หาควรจะบอกกล่าวขอทางชาวเมืองเล็กน้อยไม่ มึงจะฆ่ากูเสียก็ตามเถิด กูจะประกาศความชั่วเจ้ามึงไว้ในแผ่นดิน ด้วยเจ้ามึงเอาย่าน้อยเลี้ยงเป็นภรรยาหาความละอายไม่ เจ้าเมืองซองจึงสั่งให้จับตัดสินซินบู๊อุ๋ยแล้วให้ประหารชีวิตเสีย เมื่อซินบู๊อุ๋ยตายนั้น ณ วันเดือนหกข้างแรม สิ่งของเครื่องบรรณาการและหนังสือไปเมืองเจ๋นั้นก็สั่งให้เอาเผาไฟเสียสิ้น คนใช้ซึ่งมากับซินบู๊อุ๋ยต่างก็หนีเล็ดลอดไปเมืองฌ้อได้สิ้น จึงเอาเนื้อความเข้าไปแจ้งกับฌ้อจองอ๋อง พอเป็นเพลากลางวัน ฌ้อจองอ๋องสั่งให้พ่อครัวยกโต๊ะมากินพอแจ้งความว่าเจ้าเมืองซองฆ่าซินบู๊อุ๋ยและเผาข้าวของเสียก็มีความโกรธเป็นกำลัง ทิ้งตะเกียบเสียแล้วลุกขึ้นยืนร้องสั่งให้ก๋งจูเจ๊กจัดทหารเป็นทัพใหญ่ กูจะยกไปเหยียบเมืองซองเสียให้ยับเยิน ให้ซุนซกสิเป็นปลัดทัพ ซินไสเป็นทัพหน้า จัดแจงทหารเกวียนทหารม้าเป็นอันมาก เสร็จแล้วฌ้อจองอ้องก็รีบยกไปด้วยกำลังโกรธ พอเดือนสิบเอ็ดข้างขึ้นก็ถึงแดนเมืองซอง จึงสั่งให้ทหารตั้งค่ายล้อมเมืองซูเอียงเข้าไว้ทั้งสี่ด้าน แล้วให้ทำหอรบสูงกว่ากำแพงเมืองสำหรับขึ้นดูการในเมือง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ