๗๑

ฝ่ายจิ้นเจียวก๋งครั้นแจ้งว่าเมืองเจ๋บริบูรณ์ด้วยผู้คนเสบียงอาหาร ข้างฝ่ายเมืองตะวันออกก็มาขอขึ้นเป็นหลายเมือง จิ้นเจียวก๋งก็คิดเกรงเมืองเจ๋อยู่ ฝ่ายเจ๋เก๋งก๋งจึงให้ปูนบำเหน็จซันไคเกียงซึ่งไปตีเมืองภูสุยได้นั้นตามสมควร ซันไคเกียงจึงว่ากับเจ๋เก๋งก๋งว่า มีชายคนหนึ่งชื่อกงซุนเจียบมีลักษณะโตใหญ่สูงแปดศอก หน้าเป็นสีคราม ลูกตานั้นถลนแหลมออกมา มีกำลังมากยกของหนักได้ถึงพันชั่ง ท่านจงให้เอาตัวมาไว้เป็นทหารเถิด เจ๋เก๋งก๋งจึงเอาตัวกงซุนเจียบเข้ามาเห็นรูปพรรณกงซุนเจียบสูงใหญ่ลํ่าสันสมเป็นทหารมีความยินดี ตั้งให้เป็นทหารสำหรับรักษาตัว ไปไหนเอาไปด้วย อยู่มาวันหนึ่งเจ๋เก๋งก๋งไปเที่ยวป่าล่าไล่เนื้อเล่นตามสบายกับทหารทั้งปวง จึงให้กงซุนเจียบนั่งมาท้ายเกวียน พอพบเสือโคร่งตัวหนึ่งหน้าผากขาว กระโดดมาจะกินม้าเทียมเกวียนของเจ๋เก๋งก๋ง เจ๋เก๋งก๋งตกใจนัก กงซุนเจียบเห็นดังนั้นหาทันจับอาวุธสิ่งใดไม่ ก็โจนจากเกวียนไปสู้กับเสือ มือซ้ายกอดคอเสือเข้าไว้ มือขวาก็ทุบต่อยตามตัวถูกซี่โครงเสือหักสองซี่เสือขาดใจตาย เจ๋เก๋งก๋งมีความยินดีนัก สรรเสริญกงซุนเจียบต่างๆ แล้วกลับมาเมืองจึงให้รางวัลแก่กงซุนเจียบเป็นอันมาก

ครั้นอยู่นานมา ซันไคเกียง กงซุนเจียบ เกาเอียจือ ผู้มีฝีมือทั้งสามคนก็ผูกสมัครรักใคร่เป็นพี่น้องร่วมสุขทุกข์ตายด้วยกัน แล้วพูดว่าเราสามคนนี้มีกำลังฝีมือเป็นอันมากหามีผู้ใดเสมอเราไม่ ควรที่เราจะไว้ตัวให้มีสง่าคนทั้งปวงจึงจะกลัว ตั้งแต่นั้นมาซันไคเกียง กงซุนเจียบ เกาเอียจือมีใจกำเริบขึ้นมิได้ยำเกรงเจ๋เก๋งก๋งและขุนนางทั้งปวง มีขุนนางในเมืองเจ๋สองคนชื่อเลียงคิวกือคนหนึ่ง ชื่อตันบูอูคนหนึ่ง ครั้นเห็นซันไคเกียง กงซุนเจียบ เกาเอียจือ สามคนนี้มีฝีมือเจ้าเมืองเจ๋รักใคร่เป็นอันมาก คนทั้งสองก็ไปประจบประแจงให้ชอบพอไว้ แต่ตันบูอูนั้นเที่ยวสอพลอรู้จักไว้กับขุนนางพลเรือนและทหารซึ่งทำราชการหลักแหลมกว้างกว่าเลียงคิวกือ

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ตันบูอูได้สิ่งของประหลาดหลายสิ่ง ก็ไปหาซันไคเกียง ณ บ้าน จึงเอาสิ่งของเหล่านั้นให้แก่ซันไคเกียง ซันไคเกียงจึงถามว่าท่านมาหาเรามีธุระสิ่งใดหรือ ตันบูอูจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาหาท่านนี้จะได้มีธุระประการใดหามิได้ มาครั้งนี้ปรารถนาจะฝากตัวท่าน ด้วยแจ้งว่าท่านเป็นคนโปรดปรานอยู่ในเจ๋เก๋งก๋ง ถ้าสืบไปเมื่อข้าพเจ้าผิดพลั้งลงในราชการขอท่านจงอนุเคราะห์อุดหนุนแก่ข้าพเจ้าด้วย ซันไคเกียงจึงว่าท่านอย่าวิตกเลยเราจะช่วย แล้วตันบูอูก็กลับมาบ้าน

ฝ่ายวันเอ๋งซึ่งเป็นเสียงก๊กแจ้งความว่าตันบูอูเที่ยวเกลี้ยกล่อมทหารทั้งปวง แล้วก็ไปมาชอบพอกันกับซันไคเกียง ก็พิเคราะห์เห็นว่านานไปซันไคเกียงกับตันบูอูจะคิดร้ายต่อเจ๋เก๋งก๋งเป็นมั่นคง ครั้นจะเอาความอันนี้ไปบอกกับเจ๋เก๋งก๋งนั้นก็กลัวจะไม่เชื่อ ด้วยเจ๋เก๋งก๋งกำลังรักซันไคเกียงอยู่ ครั้นจะนิ่งเสียเล่าถ้าบ้านเมืองวุ่นวายขึ้น เจ๋เก๋งก๋งจะติโทษเราได้ วันเอ๋งคิดเรรวนอยู่ไม่ตกลงมีความรำคาญนัก ฝ่ายฬ่อเจาก๋งเจ้าเมืองฬ่อ ขณะเมื่อไปเป็นไมตรีกับเจ้าเมืองจิ้นครั้งนั้น ครั้นจิ้นเจียวก๋งจับเอาขุนนางไปจำไว้สองคน ฬ่อเจาก๋งก็คิดโทมนัส จึงพูดกับซกซุนนับเป็นที่เสียงก๊กว่า จิ้นเจียวก๋งทำแก่เราครั้งนี้หาคิดถึงซึ่งกระทำความสัจกันไว้ไม่ เราคิดจะไปเป็นไมตรีเสียกับเมืองเจ๋ ท่านจะเห็นประการใด ซกซุนนับจึงว่า ซึ่งท่านจะไปขึ้นกับเมืองเจ๋ก็ชอบอยู่แล้ว ด้วยเจ้าเมืองเจ๋มีใจอารีอารอบ แล้วก็เป็นคราววาสนาชะตาขึ้น ฬ่อเจาก๋งก็มีความยินดี จึงให้จัดเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียนเป็นหลายเล่ม ฬ่อเจาก๋งกับซกซุนนับก็ขึ้นเกวียนไปเมืองเจ๋

เจ๋เก๋งก๋งแจ้งว่าฬ่อเจาก๋งมาหา จึงให้วันเอ๋งออกไปรับเข้ามา ต่างคนต่างคำนับกันตามธรรมเนียม เจ๋เก๋งก๋งจึงให้เจ้าพนักงานยกโต๊ะเข้ามาเชิญฬ่อเจาเก๋งกิน ฬ่อเจาก๋งกับซกซุนนับนั่งข้างหนึ่ง เจ๋เก๋งก๋งกับวันเอ๋งนั่งข้างหนึ่งกินโต๊ะเดียวกัน ซันไคเกียง เกาเกียจือ กงซุนเจียบ สามคนนี้เหน็บมีดซ่อนไว้ในเสื้อ เข้ามายืนอยู่ข้างเจ๋เก๋งก๋งทำกิริยาองอาจประหนึ่งหากลัวเจ๋เก๋งก๋งไม่ ขณะเมื่อเสพสุราอยู่นั้น วันเอ๋งชายตาดูเห็นคนทั้งสามกำเริบก็ยิ่งไม่มีความสบายใจ จึงคิดว่าถ้าเรามิกำจัดคนเหล่านี้เสีย ที่ไหนเจ๋เก๋งก๋งจะมีความสุขสืบไป วันเอ๋งเสพสุราพลางตรองหาอุบายจนหาเป็นอันเสพสุราไม่ จึงคิดเห็นอุบายอย่างหนึ่งจึงว่าแก่เจ๋เก๋งก๋งว่า หน้าฤดูเดือนนี้ลูกโถในสวนที่สูงของท่านสุกเป็นหลายผล ถ้าไปเก็บมาให้ฬ่อเจาก๋งกินแกล้มสุราเล่นเห็นจะดีอยู่ เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงใช้ให้คนไปเก็บ วันเอ๋งจึงว่าจะให้คนอื่นไปเก็บนั้นไม่ได้ ด้วยลูกกุญแจประตูสวนนั้นข้าพเจ้าให้คนรักษาไว้ ข้าพเจ้าจะไปเก็บเอง ว่าแล้วก็ลุกไป จึงมีคำกลางว่า ซึ่งวันเอ๋งมิให้คนอื่นไปนั้นเพราะกลัวจะเก็บผลโถมาน้อยๆ มากๆ ไม่ต้องกับความคิดตัวจึงต้องไปเอง

ขณะเมื่อวันเอ๋งไปแล้ว เจ๋เก๋งก๋งว่าแก่ฬ่อเจาก๋งว่า ลูกโถนี้เดิมในเมืองข้าพเจ้าหามีไม่ มีผู้เอามาให้แต่หัวเมืองตะวันออกเฉียงใต้ข้างชายทะเล แต่ต้นโถนั่นงามบริบูรณ์ แต่หามีผลไม่กว่าสามสิบปี เป็นวาสนาของท่านจึงเผอิญให้ต้นโถมีผลขึ้นฤดูนี้ พอพูดกันขาดคำลงวันเอ๋งก็เอาผลโถเข้ามาให้เจ๋เก๋งก๋ง เจ๋เก๋งก๋งจึงถามวันเอ๋งว่า ท่านไปเก็บลูกโถมาได้เท่าใด วันเอ๋งจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเก็บได้ผลโถที่สุกนั่นหกผล ยังเหลือลูกโถอ่อนอยู่ที่ต้นอีกสี่ผล เจ๋เก๋งก๋งได้แจ้งดังนั้นก็สั่งให้วันเอ๋งรินสุราใส่ถ้วย ส่งให้ฬ่อเจาก๋งกับผลโถเท่าผลมะพร้าวอ่อนผลหนึ่ง ฬ่อเจาก๋งก็รับสุรากับผลโถมากิน แล้วออกปากชมว่าผลโถอย่างนี้มีรสหอมหวานดีกว่าผลไม้ทั้งปวง สมควรจะเป็นของที่จะแกล้มสุราของท่านผู้มีวาสนา เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังยิ้มแล้วกินผลหนึ่งกับสุราแล้ว ส่งให้ซกซุนนับซึ่งเป็นเสียงก๊กเมืองฬ่อผลหนึ่ง

ซกซุนนับก็ลุกขึ้นคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นคนวาสนาน้อย หาสมควรจะรับประทานผลไม้อย่างนี้ไม่ จึงเอาผลโถนั้นคำนับส่งให้วันเอ๋งซึ่งเป็นเสียงก๊กเมืองเจ๋ เจ๋เก๋งก๋งจึงว่า ท่านก็เป็นเสียงก๊กทั้งสองคนจงกินกันคนละผลเถิด ว่าแล้วก็ส่งให้คนละผล เสียงก๊กทั้งสองก็คำนับรับผลโถมากินคนละผล เจ๋เก๋งก๋งกินผลหนึ่ง ฬ่อเจาก๋งกินผลหนึ่ง วันเอ๋งกินผลหนึ่ง ซกซุนนับกินผลหนึ่ง ยังเหลืออยู่สองผลวันเอ๋งจึงแสร้งอุบายพูดกับเจ๋เก๋งก๋งว่า ผลโถนี้เป็นผลไม้วิเศษ ท่านจะเก็บไว้รับประทานเองหรือ หรือจะให้กับผู้ใดซึ่งมีความชอบก็ตาม เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังหารู้ในอุบายของวันเอ๋งไม่ จึงว่าจะเก็บไว้ไยกับผลไม้สดไม่ต้องการ แล้วหันหน้ามาถามว่าผู้ใดมีความชอบไว้แต่เดิมบ้างจงว่าให้เราฟัง เราจะให้ผลโถผลหนึ่งกับสุราถ้วยหนึ่ง กงซุนเจียบจึงว่า ข้าพเจ้าได้มีความดีไว้เมื่อท่านไปเที่ยวป่า เสือจะกินท่านข้าพเจ้าได้ฆ่าเสือตาย วันเอ๋งว่าควรอยู่แล้ว เจ๋เก๋งก๋งเห็นว่ามีความชอบจริงก็ให้ผลโถกับสุราแก่กงซุนเจียบ เกาเอียจือเห็นดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าได้ฆ่าเต่าใหญ่เมื่อท่านไปเมืองจิ้นความชอบของข้าพเจ้าก็มากอยู่ วันเอ๋งจึงแสร้งยั่วใจว่า เกาเอียจือนี้ได้ลงนํ้าดำไปฆ่าเต่าความชอบอัศจรรย์นัก เจ๋เก๋งก๋งก็ส่งผลโถซึ่งยังเหลืออยู่ผลเดียวกับสุราให้เกาเอียจือ

ฝ่ายซันไคเกียงเห็นคนทั้งสองได้ผลโถกับสุราดังนั้นจึงคิดว่า ความชอบของเรา ถ้าจะว่าก็มีมากกว่าคนทั้งสองอีก คิดแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าก็มีความชอบ ได้ไปตีเมืองฝ่ายตะวันออกให้มาขึ้นอยู่ในท่าน วันเอ๋งจึงทำเป็นตกใจว่า เสียดายจริงๆ อย่าว่าแต่ให้ผลโถผลหนึ่งเลย ถึงสักสองสามผลก็ยังหาพอความชอบซันไคเกียงซึ่งตีได้หัวเมืองมาขึ้นไม่ เจ๋เก๋งก๋งจึงว่ากับซันไคเกียงว่า ความชอบของท่านมีอยู่กับเรามากจริง แต่ลูกโถนั้นสิ้นเสียแล้ว ต่อปีหน้าลูกโถสุกจึงค่อยกินเกิด ซันไคเกียงได้ฟังเจ๋เก๋งก๋งว่าจะให้กินผลโถต่อปีหน้าดังนั้นมีความน้อยใจทั้งอายแก่ฬ่อเจาก๋งด้วย จึงคิดตอบว่า ข้าพเจ้าได้ทำความชอบไว้ในท่านมากกว่าเกาเอียจือกงซุนเจียบอีกหาได้กินลูกโถไม่ จะอยู่ไปทำไมอายแก่ทหารทั้งปวง ว่าดังนั้นแล้วก็ชักมีดที่ซ่อนมาในเสื้อออกเชือดคอตายเสีย เกาเอียจือ กงซุนเจียบ เห็นซันไคเกียงเชือดคอตายจึงคิดว่า ซันไคเกียงก็ได้สาบานไว้แก่เราทั้งสองคนว่าจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน บัดนี้ ซันไคเกียงก็ตายแล้ว เราจะอยู่เอาความสุขแต่ตัวนั้นหาควรไม่ ครั้นคิดแล้วต่างคนก็เชือดคอตายเสียทั้งสองคน ฬ่อเจาก๋งเห็นดังนั้นตกใจ ลุกจากเก้าอี้มาดูอาการศพทั้งสามมีความสังเวชนัก จึงถามวันเอ๋งว่า ทหารมีฝีมือใจคอองอาจเช่นผู้ตายนี้ ยังมีอีกหรือ หรือไม่มีแล้ว วันเอ๋งจึงแกล้งอุบายบอกว่า ฝีมือเช่นสามคนนี้เป็นแต่อย่างกลาง ฝีมือดีกว่านี้เป็นทหารเอกนั้นยังมีอยู่อีกสักยี่สิบห้ายี่สิบหกคน ฝีมือเพียงตรีนั้นมีอยู่หลายสิบคนจะประมาณนั้นหาถ้วนไม่ อันผู้มีสติปัญญาซึ่งเป็นที่ปรึกษาและแม่ทัพนายคนนั้นเล่าก็มีอยู่เป็นอันมาก

ขณะเมื่อวันเอ๋งคิดอุบายกำจัดคนทั้งสามเสียได้วันนั้น วันเอ๋งมีความยินดีนัก ประดุจดังว่ายกภูเขาอันหนักออกจากอกก็เหมือนกัน แต่เจ๋เก๋งก๋งนั้นหาได้รู้ไม่ ครั้นเห็นทหารทั้งสามคนตายก็มีความอาลัยนัก วันเอ๋งเห็นดังนั้นจึงรินสุราคำนับส่งให้เจ๋เก๋งก๋งหวังจะให้บรรเทาความทุกข์ เจ๋เก๋งก๋งรับจอกสุรามาจากวันเอ๋ง กำลังเสียดายทหารทั้งสามคนกลืนสุราหาลงคอไม่ ฬ่อเจาก๋งเห็นกิริยาเจ๋เก๋งก๋งไม่ปกติดังนั้นก็คำนับลากลับไปเมืองฬ่อ

เจ๋เก๋งก๋งจึงสั่งให้เอาศพทหารทั้งสามคนไปฝังไว้ตำบลเขาโละอิมลี้ข้างทิศตะวันออกแดนเมืองเจ๋ ครั้นเพลารุ่งเช้าเจ๋เก๋งก๋งออกที่ว่าราชการพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวง เจ๋เก๋งก๋งจึงถามวันเอ๋งว่า ท่านบอกกับฬ่อเจาก๋งว่าทหารมีฝีมือยังมีอยู่มากมายนั้น ท่านเห็นผู้ใดจงบอกให้แจ้งด้วย วันเอ๋งจึงว่า อันจะหาคนมีฝีมือและกำลังเหมือนคนทั้งสามทหารนั้นยากนัก ซึ่งข้าพเจ้าบอกกับฬ่อเจาก๋งนั้นเพราะจะให้เป็นสง่ากับเมืองเจ๋ แต่ทว่าเมืองเราบริบูรณ์ด้วยผู้คนมาก ถ้าต้องการจะเอาแล้วคงจะหาได้ บัดนี้ข้าพเจ้าก็รู้จักอยู่คนหนึ่ง แซ่ซันชื่อเซียงเซียะเป็นบุตรคนอนาถา มีสติปัญญาและฝีมือดีกว่าทหารทั้งสามคนที่ตายนั้นอีก บัดนี้ไปตั้งทำมาหากินอยู่ตำบลตังไฮ้ริมชายทะเล ท่านจงเอามาทำนุบำรุงเลี้ยงไว้เป็นทหารเถิด

เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังวันเอ๋งว่าก็มีความยินดี จึงจัดแจงสิ่งของให้วันเอ๋งไปเชิญซันเซียงเซียะมา วันเอ๋งก็คำนับรับของแล้วลาไป ครั้นมาถึงตำบลตังไฮ้ริมชายทะเล จึงเอาสิ่งของเข้าไปให้ซันเซียงเซียะ ต่างคนคำนับกัน วันเอ๋งจึงแจ้งความว่า เจ๋เก๋งก๋งให้มาเชิญท่านไปทำราชการด้วย ซันเซียงเซียะแจ้งดังนั้นมีความยินดีนัก จึงรับสิ่งของมาให้ภรรยาแล้วก็มากับวันเอ๋ง ครั้นมาถึงเมืองเจ๋วันเอ๋งก็พาซันเซียงเซียะเข้าไปคำนับเจ๋เก๋งก๋ง เจ๋เก๋งก๋งยังหาทันพูดจาทักทายไม่ พอมีผู้ถือหนังสือสองฉบับเข้ามาแต่หัวเมืองใจความต้องกันว่าจิ้นเจียวก๋งกับพวกพ้องเมืองเอียนยกทหารมาจะตีเอาเมืองปักพีซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองเจ๋ เจ๋เก๋งก๋งแจ้งหนังสือดังนั้นจึงว่า เมืองจิ้นเมืองเอียนกับเราจะได้มีข้อขัดเคืองกันหามิได้ เหตุใดจึงมาทำกับเรา ขุนนางผู้หนึ่งจึงแจ้งความว่า อันเมืองจิ้นเมืองเอียนมากระทำการทั้งนี้เพราะแจ้งว่าซันไคเกียง เกาเอียจือ กงซุนเจียบ ซึ่งเป็นทหารเอกในเมืองเจ๋นั้นตายแล้ว จึงยกมาตีหัวเมืองสองตำบลไปเป็นเมืองขึ้น

เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังดังนั้นจึงหัวเราะว่า คนเหล่านี้จะสำคัญว่าเรานี้สิ้นคนดีแล้วกระมังจึงดูหมิ่นเราฉะนี้ ว่าแล้วก็หันหน้ามาพูดกับซันเซียงเซียะว่า ท่านนี้สวามิภักดิ์สมัครมาทำราชการกับเราครั้งนี้เพราะจะช่วยทำนุบำรุงเรา เรายินดีนัก ยังหาทันมีสิ่งใดซึ่งจะขอบใจท่านไม่ พอมีราชการศึกมาท่านจงรับเป็นที่เจียงกุนแม่ทัพใหญ่ ไปปราบศัตรูให้ปรากฏปัญญาและฝีมือไว้ชื่อสักครั้งหนึ่ง ซันเซียงเซียะคำนับแล้วว่า ซึ่งท่านตั้งข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพใหญ่นั้นหาคุณที่สุดมิได้ แต่ขุนนางนายทัพนายกองและทหารทั้งปวงยังหาทันนับถือข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าจะขอผู้มีสติปัญญาซื่อสัตย์ต่อท่านไปช่วยดูแลผิดชอบสักคนหนึ่ง เจ๋เก๋งก๋งจึงให้จึ่งเกียะซึ่งเป็นที่ไตหู เป็นผู้กำกับไปแก่ซันเซียงเซียะ ซันเซียงเซียะกับจึ่งเกียะก็คำนับลาออกมาถึงที่ท้องสนามซึ่งประชุมทหาร จึ่งเกียะถามซันเซียงเซียะว่า ท่านจะยกทัพเพลาไร ซันเซียงเซียะจึงว่า พรุ่งนี้เพลาห้าโมงเช้าฤกษ์ดีเราจะยกทัพ ท่านจะกลับไปบ้านก็ไปเถิด แต่กลับมาให้ทันกำหนด จึ่งเกียะก็ลามาบ้าน ซันเซียงเซียะก็ไปอาศัยอยู่ที่กงก๊วน ครั้นเพลาเช้าซันเซียงเซียะก็มาที่ประชุมทหาร ทหารและนายทัพนายกองก็คอยอยู่พร้อมกัน ซันเซียงเซียะจึงให้ทหารเอาไม้ไปปักไว้ปรารถนาจะกำหนดเวลา

จึ่งเกียะครั้นรุ่งสว่างขึ้น พี่น้องและญาติทั้งปวงแจ้งว่าจึ่งเกียะจะไปทัพก็ชวนกันมาเยี่ยมเยียนไต่ถามต่างๆ การจึงช้าอยู่หาทันเพลาฤกษ์ในห้าโมงเช้าไม่ ตอนเพลาบ่ายสามโมงแล้วจึ่งเกียะไปที่ประชุมทหารจึงไปหาซันเซียงเซียะ ซันเซียงเซียะเห็นจึ่งเกียะมา จึงถามทหารว่าบ่ายแล้วหรือยัง ทหารบอกว่าบ่ายแล้ว ทั้งไม้ท่านให้ปักไว้นั้นก็มีเงาข้างตะวันออก ซันเซียงเซียะก็ให้ทหารถอนไม้ไปทิ้งเสีย แล้วทำกิริยาหน้าตึงจึงถามจึ่งเกียะว่า เราได้สัญญาแก่ท่านว่าเพลาพรุ่งนี้เที่ยงมาให้ทันฤกษ์ นี่ท่านมาเพลาบ่ายฉะนี้ถ้าจะใส่ด้วยบทพระอัยการศึกโทษท่านก็ถึงตายอยู่แล้ว จึ่งเกียะได้ฟังหาสู้หวาดหวั่นไม่ ด้วยถือใจว่าเป็นคนเก่า แม่ทัพเป็นคนใหม่ ยกมือขึ้นคำนับพอเป็นทีแล้วจึงว่า ข้าพเจ้ามาช้านั้นเพราะเพื่อนฝูงพี่น้องมาเยี่ยมเยียนจึงมาไม่ทันฤกษ์ ซันเซียงเซียะจึงตอบว่า บัดนี้เมืองจิ้นเมืองเอียนมาตีเมืองสองตำบล เจ๋เก๋งก๋งจะกินอาหารก็ไม่ลงคอ จะนอนตาก็ไม่หลับ จึงให้ท่านกับเราเป็นแม่ทัพไปปราบศัตรู ควรเราทั้งสองจะเจ็บร้อนด้วยเจ้านายจึงจะชอบ นี่ท่านไปรักพี่น้องและญาติมากกว่าบ้านเมืองและราชการอีก อนึ่งผู้เป็นทหารถ้าเจ้าใช้ก็อย่าให้อาลัยแก่บ้านและบุตรภรรยา ประการหนึ่งแม่ทัพผู้ถืออาญาสิทธิ์บังคับบัญชาการสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ให้อยู่ในถ้อยคำ ประการหนึ่งถ้าได้ยินเสียงกลองรบถึงลูกเกาทัณฑ์จะมาเป็นห่าฝน ก็อย่าให้หลบหลีกรักชีวิตจึงจะชอบ

จึ่งเกียะจึงว่า ตัวเราก็เป็นขุนนางมาหลายชั่วแล้ว อันขนบธรรมเนียมและกฎหมายเราก็รู้อยู่บ้าง ซึ่งท่านกำหนดให้มาพรุ่งนี้เพลาเที่ยง เรามาเพลาบ่ายไปหน่อยหนึ่งแต่ยังหาข้ามคืนไม่ฉะนี้จะมีความผิดเจียวหรือ ซันเซียงเซียะได้ฟังจึ่งเกียะไม่สารภาพดังนั้นมีความโกรธเป็นอันมาก เอามือตบโต๊ะลงแล้วว่า ท่านถือตัวว่าเจ้านายรักใคร่จึงหาอยู่ในบังคับเราไม่ แล้วหันมาถามขุนนางผู้รักษาบทพระอัยการว่าโทษจึ่งเกียะเป็นประการใด ผู้รักษาบทจึงว่าจึ่งเกียะไม่อยู่ในบังคับแม่ทัพดังนี้ โทษก็ถึงตายแล้วแต่จะโปรด ซันเซียงเซียะจึงสั่งทหารให้เอาตัวจึ่งเกียะไปฆ่าเสีย จึ่งเกียะได้ฟังซันเซียงเซียะสั่งให้ฆ่าดังนั้นตกใจ สารภาพว่าข้าพเจ้าผิดไปแล้ว ขอชีวิตไว้ทำราชการแก้ตัวครั้งหนึ่งเถิด ซันเซียงเซียะก็นิ่งเสีย ทหารก็คุมเอาตัวจึ่งเกียะไปตัดศีรษะเสียบไว้

ขณะนั้นจออิวเป็นบ่าวอยู่ในจึ่งเกียะ ได้ยินซันเซียงเซียะสั่งให้ฆ่าจึ่งเกียะเสีย ก็รีบเข้าไปแจ้งความแก่เจ๋เก๋งก๋งว่า บัดนี้ซันเซียงเซียะสั่งให้ฆ่าจึ่งเกียะเสีย เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังตกใจนัก จึงให้เลียงจูกือขุนนางเอาเกวียนที่เจ๋เก๋งก๋งขี่กับหนังสือออกไปให้ซันเซียงเซียะขอโทษจึ่งเกียะไว้ครั้งหนึ่ง เลียงจูกือก็คำนับลามาขึ้นเกวียนออกไปที่ทหารประชุม เลียงจูกือถือตัวว่าเป็นผู้ถือรับสั่งเจ๋เก๋งก๋ง ขี่เกวียนเข้าไปในที่ล้อมวงตรงหน้าซันเซียงเซียะ ซันเซียงเซียะนั่งอยู่บนเหลาไต้แลเห็นเลียงจูกือขี่เกวียนเข้ามาในที่ประชุมทัพ จึงให้ทหารไปจับตัวและเกวียนมาคุมไว้ ซันเซียงเซียะจึงถามผู้ถือกฎหมายว่า เลียงจูกือขี่เกวียนเข้ามาในที่ห้ามนั้นโทษจะเป็นประการใด ผู้ถือกฎหมายจึงว่า เลียงจูกือละเมิดขี่เกวียนเข้ามาในที่ล้อมโทษก็ถึงตาย เลียงจูกือได้ยินก็ตกใจจึงบอกว่าเจ๋เก๋งก๋งให้ออกมาขอโทษจึ่งเกียะดอก ซันเซียงเซียะจึงว่า จึ่งเกียะโทษผิดเราตัดศีรษะเสียบไว้ที่ประตู โทษท่านก็ถึงตาย แต่ได้ถือรับสั่งออกมาจึงให้ยกโทษไว้ แต่ม้านั้นมีโทษเอาไปฆ่าเสีย เลียงจูกือจึงตอบว่าม้าและเกวียนนั้นเป็นของเจ๋เก๋งก๋งให้ข้าพเจ้าขี่ออกมา

ซันเซียงเซียะจึงว่าเป็นของเจ๋เก๋งก๋งก็จริง แต่จะยกโทษเสียนั้นไม่ได้ จึงให้ทหารไปตัดเชือกผูกม้าออกเสียจากเกวียน เกวียนนั้นให้ทลายกงออกจากเกวียนเสีย เลียงจูกือรอดจากความตายก็คำนับลาไปแจ้งความแก่เจ๋เก๋งก๋งทุกประการ เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังก็คิดเคืองซันเซียงเซียะ แต่จนใจด้วยได้ตั้งเขาเป็นแม่ทัพ ครั้นจะกลับคำก็กลัวนินทาอยู่จึงต้องนิ่งเสีย

ฝ่ายซันเซียงเซียะครั้นเห็นเลียงจูกือกลับไปแล้ว จึงให้ทหารทั้งปวงยกทัพออกจากเมืองเจ๋ นายทัพนายกองแจ้งว่าซันเซียงเซียะสั่งให้ยกทัพดังนั้นหามีผู้ใดขัดขวางไม่ เกรงอำนาจเป็นอันมาก ก็ยกทัพไปเมืองซกโอ๋ ทหารนายทัพเมืองจิ้นครั้นแจ้งว่า ซันเซียงเซียะทหารเมืองเจ๋ยกมามีสติปัญญาสิทธิ์ขาด เห็นว่าจะสู้มิได้ก็ให้ล่าเลิกทัพหนีไป นายทัพเมืองเอียนครั้นแจ้งว่าทหารเมืองจิ้นหนีไปแล้ว จึงคิดว่าทัพเมืองเจ๋ยกมาครั้งนี้เห็นมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ทหารเมืองจิ้นจึงกลัวยกหนีไป ครั้นเราจะขืนต่อสู้เล่าก็เห็นจะทานกำลังทหารเมืองเจ๋มิได้ คิดแล้วก็เลิกทัพกลับไปบ้าง

ฝ่ายซันเซียงเซียะครั้นแจ้งว่าทหารเมืองจิ้นหนีไปแล้ว ก็รีบยกไปเมืองปักพีหมายจะตีทัพเมืองเอียน ครั้นมาถึงเมืองปักพีแจ้งว่าทัพเมืองเอียนหนีไปเพลาเช้า จึงรีบยกตามไปทันกลางทาง จึงสั่งให้ทหารตีท้ายทัพทหารเมืองเอียน ได้ฆ่าทหารเลวเสียประมาณหมื่นเศษ แม่ทัพเมืองเอียนสู้มิได้ก็หนีเข้าเมือง จึงเอาความซึ่งแตกมานั้นแจ้งให้เจ้าเมืองฟังทุกประการ เจ้าเมืองก็ให้คนคุมเครื่องบรรณาการออกไปคำนับซันเซียงเซียะแม่ทัพเมืองเจ๋ขอเป็นไมตรีด้วย ซันเซียงเซียะก็ให้รับไว้แล้วเลิกทัพกลับไปเมืองเจ๋ เจ๋เก๋งก๋งครั้นแจ้งว่าซันเซียงเซียะมีชัยยกทัพกลับมา ก็ออกไปคอยรับอยู่ที่ประตูเมือง ครั้นซันเซียงเซียะมาถึงก็พากันเข้าไปในเมือง

เจ๋เก๋งก๋งนั่งที่ว่าราชการ ซันเซียงเซียะคำนับตามธรรมเนียมแล้วนั่งตามสมควร จึงแจ้งความแก่เจ๋เก๋งก๋งว่าทัพเมืองจิ้นหนีไป แต่เมืองเอียนนั้นเอาเครื่องบรรณาการออกมาขอเป็นไมตรีด้วย เจ๋เก๋งก๋งแจ้งดังนั้นมีความยินดีนัก จึงตั้งให้ซันเซียงเซียะเป็นที่ไตหูม้านายทหาร ซันเซียงเซียะก็คำนับลาไปที่อยู่

ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงครั้นแจ้งกิตติศัพท์ว่าเจ๋เก๋งก๋งได้ซันเซียงเซียะมาไว้เป็นนายทหาร มีขุนนางชื่อวันเอ๋งเป็นผู้ว่าข้างฝ่ายพลเรือน สองคนนี้มีสติปัญญาเป็นอันมาก หัวเมืองทั้งปวงก็ยำเกรงหาคิดมาเบียดเบียนแก่เมืองเจ๋ต่อไปไม่ ตั้งแต่นั้นมาเมืองเจ๋ก็บริบูรณ์เป็นสุขมาช้านาน ฝ่ายเจ๋เก๋งก๋งครั้นเห็นบ้านเมืองเรียบราบปราศจากข้าศึกศัตรูก็กำเริบใจเสพแต่สุราเนืองๆ แล้วชวนขุนนางที่สนิทไปเที่ยวไล่เนื้อมาทำแกล้มสุรามิได้ขาด เพลาวันหนึ่งเจ๋เก๋งก๋งนั่งเสพสุราอยู่กับภรรยาที่ข้างในแต่เช้าจนคํ่า จึงว่าแก่ภรรยาว่า เรากินแต่สองคนหาสู้สนุกสบายไม่ เราจะไปกินกับวันเอ๋งจึงจะสนุกสบาย ว่าแล้วก็สั่งคนใช้คุมโต๊ะไป ณ บ้านวันเอ๋ง แล้วเจ๋เก๋งก๋งก็ขึ้นเกวียนตามไป

ฝ่ายวันเอ๋งครั้นแจ้งว่าเจ๋เก๋งก๋งจะมาเสพสุราที่บ้าน ก็จัดแจงใส่เสื้ออย่างขุนนางผู้ใหญ่ ออกมาคอยรับอยู่ที่ประตู ครั้นเจ๋เก๋งก๋งขับเกวียนมาถึงที่ประตูบ้าน วันเอ๋งจึงทำเป็นตกใจเข้าไปที่หน้าเกวียนแล้วคำนับถามว่า ท่านมาเพลากลางคืนป่านนี้ ทิ้งบ้านเมืองเสียมีกิจธุระสิ่งใดหรือ หรือมีข้าศึกมาติดเมืองท่าน เจ๋เก๋งก๋งตอบว่า ไม่มีข้าศึกมาติดเมืองดอก วันเอ๋งจึงถามว่า หรือข้างในเมืองเกิดเหตุประการใด เจ๋เก๋งก๋งจึงบอกว่าหามีเหตุสิ่งใดไม่ วันเอ๋งจึงตอบว่าเพลาคํ่ามืดป่านนี้แล้ว ท่านไม่มีกิจธุระมาทำไมเล่า เจ๋เก๋งก๋งจึงว่าเรามาเพลาคํ่าวันนี้ ด้วยรำลึกถึงจะมาเสพสุรากับท่านให้สบาย ครั้นจะมาเพลากลางวันเล่า ท่านติดราชการอยู่ วันเอ๋งจึงว่า ประเพณีเจ้าบ้านผ่านเมืองจะกินสุรานั้น ต้องกินกับภรรยาและคนสนิทแต่ในบ้านเรือนจึงจะชอบ อันจะกินกับข้าพเจ้าเป็นคนข้างนอกหาควรไม่ เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังดังนั้นก็คิดละอายใจ จึงนึกว่าเสียแรงมาหาเพื่อนกินให้ได้ คิดแล้วจึงให้คนล่วงหน้าไปบอกซันเซียงเซียะก่อน ว่าเราจะไปเสพสุราด้วยแล้วก็รีบขับเกวียนตามไป

ฝ่ายซันเซียงเซียะครั้นแจ้งว่าเจ๋เก๋งก๋งจะมาหาก็ใส่เสื้อและหมวกสำหรับแม่ทัพออกมาคอยอยู่ประตูบ้าน ครั้นเจ๋เก๋งก๋งมาถึงซันเซียงเซียะคำนับแล้วจึงถามเจ๋เก๋งก๋งเหมือนกับวันเอ๋งถาม เจ๋เก๋งก๋งก็บอกกับซันเซียงเซียะ ซันเซียงเซียะก็ตอบดุจวันเอ๋ง เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังดังนั้นคิดท้อใจ จึงแลดูตาจออือซึ่งเป็นคนใช้เบื้องซ้ายขวา จออือจึงถามว่าท่านจะกลับไปในเมืองหรือจะไปไหนอีกเล่า เจ๋เก๋งก๋งจึงว่าเราจะไปบ้านเลียงคิ้วกี๋ซึ่งเป็นไตหู แล้วก็ขับเกวียนไป ฝ่ายเลียงคิ้วกี๋ครั้นแจ้งว่าเจ๋เก๋งก๋งจะมาเสพสุราด้วยก็มีความยินดีนัก จึงใส่เสื้อและหมวกตำแหน่งที่ของตัว มือซ้ายถือขิม มือขวาถือไม้เคาะจังหวะออกมาที่ประตูบ้าน มือดีดขิมปากร้องเพลงตั้งตาคอยเจ๋เก๋งก๋งอยู่ เจ๋เก๋งก๋งครั้นมาถึงเห็นเลียงคิ้วกี๋ออกมาคอยรับอยู่ดังนั้นมีความยินดีนัก จึงให้ยกโต๊ะสุราเข้าไปในบ้าน แล้วชวนเลียงคิ้วกี๋ขึ้นไปบนตึกเสพสุราพลางๆ ฟังกระจับปี่สีซอเล่นอยู่จนเพลารุ่งสว่างแล้วๆ กลับมาที่อยู่

ฝ่ายวันเอ๋งซันเซียงเซียะ ครั้นรุ่งเช้าก็ไปหาเจ๋เก๋งก๋งคุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ซึ่งข้าพเจ้าไม่เสพสุรากับท่านนั้นขออภัยเถิด อันธรรมเนียมเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองไปเที่ยวเสพสุรากับขุนนางนั้นห้ามอยู่ ถ้าเขาคิดร้ายต่อมิเป็นอันตรายหรือ เจ๋เก๋งก๋งจึงว่า ท่านทั้งสองนี้เรารักเหมือนหนึ่งแขนซ้ายแขนขวาของเรา เราหามีความรังเกียจไม่ วันเอ๋งซันเซียงเซียะได้ฟังมีความยินดีนักก็คำนับลามาบ้าน

ฝ่ายจิ้นเจียวก๋งเจ้าเมืองจิ้นป่วยลง แพทย์ประกอบยาให้กินก็ไม่หาย โรคนั้นกำเริบหนักขึ้นถึงแก่กรรม จิ้นเจียวก๋งได้กินเมืองอยู่หกปี ขุนนางทั้งปวงจึงยกก๋งจูคิวจิดเป็นจิ้นควังก๋งเจ้าเมืองจิ้น ในปีนั้นปลายปีอีจีพันฮันคี้ป่วยลงถึงแก่กรรม งุยสู่ฮวมเอี๋ยงซุนเอียกเป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการ มีขุนนางผู้หนึ่งชื่อคีหยง มีคนใช้อยู่สองคนชื่อคีเล้งคนหนึ่ง อูจังคนหนึ่ง คีเล้งไปทำชู้ด้วยภรรยาอูจัง อูจังจึงไปฟ้องกับคีหยงผู้นาย นายจึงเอาตัวคีเล้งมาทำโทษ คีเล้งโกรธจึงเอาของกำนัลไปให้ซุนเอียกแล้วใส่ความว่าคีหยงคิดเป็นขบถ ซุนเอียกจึงนำเอาความไปแจ้งกับจิ้นควังก๋ง จิ้นควังก๋งโกรธจึงสั่งให้ไปจับตัวคีหยง ฝ่ายอีจีเจืออ้อซึ่งเป็นบุตรอีจีพัน เป็นเพื่อนฝูงกับคีหยงแจ้งว่าคีเล้งยุยงใส่ความคีหยงดังนั้นก็โกรธนัก จึงเรียกบ่าวมาเก้าสิบคนส่งอาวุธให้สำหรับมือทุกคน ตัวนั้นถือกระบี่รีบไปบ้านคีหยงจับคีเล้งมาฆ่าเสีย จิ้นควังก๋งแจ้งว่าอีจีเจืออ้อฆ่าคีเล้งเสียมีความโกรธเป็นอันมากจึงให้ทหารซ้ำไปอีกพวกหนึ่ง จับอีจีเจืออ้อกับคีหยงฆ่าเสียทั้งสามชั่วโคตร ราษฎรชาวเมืองชวนกันติเตียนนินทาจิ้นควังก๋งต่างๆ ขณะนั้นเจ๋เก๋งก๋งเจ้าเมืองเจ๋มีอำนาจ หัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา มีความยำเกรงเป็นอันมาก

ศักราชพระเจ้าจิวเกงอ๋องเสวยราชย์ได้สิบเก้าปี ฝ่ายอีมุยเจ้าเมืองหงอได้เป็นเจ้าเมืองสี่ปีถึงแก่กรรม เจ้าเมืองคนเก่าซึ่งเป็นบิดาอีมุย เมื่อตายนั้นสั่งขุนนางผู้ใหญ่ ไว้ว่าให้บุตรหัวปีเป็นเจ้าเมือง เป็นลำดับกันมาสองชั่วแล้วจนถึงอีมุย ครั้นอีมุยตาย ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันจะยกกุยจับขึ้นเป็นเจ้าเมือง กุยจับไม่ยอมจึงว่า อันได้สมบัติเป็นเจ้าบ้านผ่านเมืองนั้น เปรียบเหมือนลมพัดมากระทบหูวู่เดียวก็หายไป เราหาต้องการในยศฐานาศักดิ์ไม่ ท่านจงเอาคนอื่นเป็นที่แทนเราเถิด ครั้นว่าดังนั้นแล้วก็อพยพครอบครัวไปอยู่ตำบลเอียมเหลงเป็นเขตแดนเมืองหงอ ขุนนางทั้งปวงจึงยกบุตรอีมุยชื่อจิวอูเป็นเจ้าเมือง ขนานนามว่าอ๋องเหลียว มีผู้หนึ่งชื่อกิกวางเป็นบุตรจูหวน จูหวนพ่อกิกวางคนนี้เป็นเจ้าเมืองหงอที่สองพี่ชายอ๋องเหลียว อ๋องเหลียวกับกิกวางเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน อ๋องเหลียวแจ้งว่ากิกวางใจคอองอาจเข้มแข็งจึงแต่งตั้งเป็นทหาร ขณะนั้นเมืองหงอกับเมืองฌ้อเป็นอริกัน ทหารเมืองหงอฆ่าแม่ทัพเมืองฌ้อตายคนหนึ่งชื่อก๋งจูหวงเป็นที่สุม้า ฌ้อเพงอ๋องขยาดมือทหารเมืองหงอ จึงให้ขุนนางคุมคนมาทำป้อมก่อกำแพงที่ตำบลอูลายหมายจะรับทัพเมืองหงอ

ฝ่ายชัวเพงก๋งเจ้าเมืองชัว จึงปรึกษากับเซียวเหงาขุนนางว่าตัวเราชราลงทุกวัน เราคิดจะตั้งซีจีจูขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน ท่านจะเห็นอย่างไร เซียวเหงาจึงว่าท่านจะตั้งซีจีจูผู้บุตรภรรยาใหญ่แทนท่านนั้นก็ต้องด้วยขนบธรรมเนียมชอบอยู่แล้ว ขณะนั้นตกก๊กซึ่งเป็นบุตรภรรยาน้อยชัวเพงก๋งแจ้งว่าเซียวเหงาปรึกษาจะตั้งซีจีจูขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนบิดา ตกก๊กคิดริษยาจึงทำหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่าให้กำจัดเซียวเหงาเสีย กับของกำนัลให้คนลอบไปให้ฮุยบอเก๊กซึ่งเป็นขุนนางอยู่เมืองฌ้อ ฮุยบอเก๊กเป็นคนโลภเห็นแก่ลาภ ครั้นได้ของกำนัลและแจ้งในหนังสือมีความยินดีนัก จึงทำหนังสือแอบรับสั่งฌ้อเพงอ๋องมาถึงเจ้าเมืองชัวให้ตั้งตกก๊กเป็นเจ้าเมืองแล้วให้ไล่เซียวเหงาเสียด้วย ชัวเพงก๋งสำคัญว่าหนังสือฌ้อเพงอ๋องจริงขัดมิได้จึงให้ไล่เซียวเหงาเสีย เซียวเหงาก็อพยพครอบครัวไปอยู่ ณ เมืองเตง

ครั้นชัวเพงก๋งตาย ขุนนางจึงตั้งตกก๊กขึ้นเป็นเจ้าเมืองชัว กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงฌ้อเพงอ๋อง ฌ้อเพงอ๋องถึงถามฮุยบอเก๊กว่าชัวเพงก๋งตาย ตามอย่างธรรมเนียมต้องตั้งซีจีจูซึ่งเป็นบุตรผู้ใหญ่จึงจะชอบ นี่เราได้ยินว่าขุนนางในเมืองชัวตั้งตกก๊กซึ่งเป็นบุตรภรรยาน้อยนั้นท่านเห็นควรแล้วหรือ ฮุยบอเก๊กจึงบอกว่า ข้าพเจ้าได้ยินราษฎรชาวเมืองชัวลือกันว่าซีจีจูได้เป็นเจ้าเมืองชัวแล้วจะคิดขบถตีเอาเมืองฌ้อ ขุนนางในเมืองชัวจึงตั้งตกก๊กขึ้นเป็นเจ้าเมือง

ฌ้อเพงอ๋องได้ยินฮุยบอเก๊กว่าดังนั้นยังสงสัยอยู่แต่หาว่าประการใดไม่ ฮุยบอเก๊กก็คำนับลาออกมา แล้วคิดว่าฌ้อเพงอ๋องมีบุตรอยู่คนหนึ่งชื่อไทจูเกี๋ยน ไทจูเกี๋ยนกับเราเป็นอริกัน ทุกวันนี้ฌ้อเพงอ๋องไว้เนื้อเชื่อใจไทจูเกี๋ยน ไทจูเกี๋ยนสั่งการงานสิทธิ์ขาด จำเราจะกำจัดให้ไปจากฌ้อเพงอ๋องเสียเราจึงจะสำเร็จราชการได้ ครั้นคิดดังนั้นแล้วจึงเข้าไปว่ากับฌ้อเพงอ๋องว่า ไทจูเกี๋ยนซึ่งเป็นบุตรของท่านควรมีภรรยาได้อยู่แล้ว ข้าพเจ้าได้ยินว่าน้องสาวเจ้าเมืองจิ๋นมีอยู่คนหนึ่ง ท่านจงแต่งคนที่มีสติปัญญาไปว่ากล่าวขอมาให้บุตรท่าน ถ้าให้แล้วเจ้าเมืองจิ๋นกับท่านก็จะเป็นเกี่ยวดองกัน กำลังท่านก็จะมากขึ้น หัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะยำเกรงขึ้น ท่านจงดำริดูเถิด ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วยจึงว่า ท่านก็มีปัญญาอยู่อย่าเห็นแก่เหนื่อยเลยจงไปว่าแก่จิ๋นอายก๋งให้รู้ตัวพอเป็นคำมั่นไว้ก่อนเถิด

ฮุยบอเก๊กครั้นฌ้อเพงอ๋องสั่งให้ไปเมืองจิ๋นสมคะเนดังนึกไว้มีใจยินดีนัก ออกมาบ้านบอกบ่าวให้จัดแจงเกวียนเสร็จแล้วก็รีบไป ณ เมืองจิ๋น ครั้นถึงบอกนายประตูว่าเรามาแต่เมืองฌ้อ จะขอเข้าไปคำนับจิ๋นอายก๋ง นายประตูก็เข้าไปคำนับจิ๋นอายก๋ง จิ๋นอายก๋งจึงให้มาพาตัวเข้าไป ฮุยบอเก๊กคำนับแล้วจึงว่า ฌ้อเพงอ๋องให้ข้าพเจ้ามาเป็นการมงคล ด้วยแจ้งว่าท่านมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง จะขอให้เป็นภรรยาบุตรชายฌ้อเพงอ๋อง จิ๋นอายก๋งจึงให้หาขุนนางมาพร้อมแล้วปรึกษาว่า ฌ้อเพงอ๋องให้มาว่าจะเป็นเกี่ยวดองด้วยท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางทั้งปวงคำนับแล้วจึงว่า แต่ก่อนนั้นเมืองจิ้นกับเมืองเราเป็นเกี่ยวดองกัน การก็เนิ่นนานจืดจางมาแล้ว อันเมืองฌ้อนั้นในทุกวันนี้ก็เป็นเมืองใหญ่อยู่ ซึ่งท่านจะเป็นเกี่ยวดองนั้นก็ชอบแล้ว จิ๋นอายก๋งได้ฟังขุนนางเห็นพร้อมกันดังนั้นจึงให้หญิงคนใช้ไปแจ้งความแก่นางเม่งหยงน้องสาวทุกประการ

นางเม่งหยงแจ้งดังนั้นจึงว่ากับหญิงคนใช้ว่า อันการประเพณีจะมีลูกผัวนั้น เราก็หาสู้คิดฝักฝ่ายไม่ แต่ทุกวันนี้บิดามารดาก็หาไม่แล้ว สุดแต่จิ๋นอายก๋งผู้พี่จะเห็นดี เจ้าจงบอกจิ๋นอายก๋งตามเราว่าเถิด หญิงคนใช้ก็คำนับลามาแจ้งความกับจิ๋นอายก๋งตามนางเม่งหยงว่าทุกประการ จิ๋นอายก๋งแจ้งดังนั้นมีความยินดีนัก จึงว่ากับฮุยบอเก๊กว่า ท่านจงไปบอกฌ้อเพงอ๋องเถิดว่าเราอนุญาตแล้ว ฮุยบอเก๊กก็คำนับลามาขึ้นเกวียนรีบไปเมืองฌ้อ ครั้นถึงจึงเข้าไปคำนับฌ้อเพงอ๋องแจ้งความตามจิ๋นอายก๋งปรึกษาขุนนางและคำน้องสาวว่าให้ฌ้อเพงอ๋องฟัง ฌ้อเพงอ๋องจึงให้จัดแจงสิ่งของสำหรับคำนับบิดามารดาเจ้าสาวนั้นส่งให้ฮุยบอเก๊กไปคำนับจิ๋นอายก๋ง ฮุยบอเก๊กก็คำนับรับของมาบรรทุกเกวียนเป็นหลายเล่มแล้วรีบไปเมืองจิ๋น ครั้นถึงเมืองจิ๋นจึงเอาของเข้าไปคำนับจิ๋นอายก๋ง จิ๋นอายก๋งจึงให้รับของทั้งปวงไว้แล้วสั่งให้หญิงคนใช้ไปแต่งตัวนางเม่งหยงตามตำแหน่งน้องสาวเจ้าเมือง กับหญิงคนใช้ยี่สิบคนมอบให้ก๋งจูผู้มาส่ง นางเม่งหยงก็คำนับลาพี่ชายมาเกวียน ก๋งจูผู้ฮุยบอเก๊กก็คำนับลารีบไป ครั้นมาถึงกลางทางฮุยบอเก๊กเห็นนางเม่งหยงรูปงามสมควรจะเป็นเมียเจ้าบ้านผ่านเมืองแล้วเห็นนางสาวใช้คนหนึ่งรูปร่างคล้ายคลึงกับนางเม่งหยง แต่หาปรากฏชื่อและแซ่ไม่ นางสาวใช้คนนี้แต่ก่อนบิดานางอยู่เมืองเจ๋แล้วมาทำราชการอยู่เมืองจิ๋น จึงเอาลูกสาวคนนี้ให้แก่จิ๋นอายก๋ง จิ๋นอายก๋งจึงมอบให้นางเม่งหยงใช้สอย เพื่อนหญิงทั้งปวงจึงเรียกนางคนนี้ว่าเจ๋หนึง แปลออกเป็นคำไทยว่านางเมืองเจ๋ ครั้นเพลากลางวันแดดกล้า จึงพานางเม่งหยงขึ้นประทับร้อนอยู่ที่สำนักแห่งหนึ่ง

ฮุยบอเก๊กจึงให้หานางเจ๋หนึงเข้ามากระซิบบอกความลับว่า เราเห็นเจ้ารูปร่างราศีสมควรเป็นเมียไทจู เราคิดเอ็นดูจะให้เจ้าได้มีวาสนา แต่เจ้าอย่าแพร่งพรายความลับของเราให้ผู้ใดรู้ นางเจ๋หนึงได้ฟังดังนั้นมีความละอายมาก ด้วยตัวเป็นสาวหาตอบประการใดไม่ก้มหน้านิ่งอยู่ ฮุยบอเก๊กเห็นนางเจ๋หนึงนิ่งอยู่ดังนั้นเข้าใจว่ายอมตามถ้อยคำของตัวแล้วมีความยินดีนัก จึงว่าแก่ก๋งจูผู้ว่า ข้าพเจ้าจะรีบไปเมืองบอกเจ้าพนักงานจะได้จัดแจงรับรอง ว่าแล้วก็รีบล่วงหน้าไปเมืองฌ้อก่อน จึงเข้าไปแจ้งความแก่ฌ้อเพงอ๋องว่านางเม่งหยงทางยังอีกครึ่งวันจะมาถึง ฌ้อเพงอ๋องจึงถามฮุยบอเก๊กว่า เมื่อมากลางทางท่านเห็นนางเม่งหยงงามอยู่หรือ ฮุยบอเก๊กได้ฟังฌ้อเพงอ๋องถามดังนั้นสมคะเนที่ตัวคิดไว้ ยอบตัวลงคำนับบอกว่า ในแผ่นดินอันนี้ซึ่งจะหาหญิงรูปงามเหมือนนางเม่งหยงนั้นยากนัก ถึงนางขันกีซึ่งเป็นเมียติ้วอ๋องเมื่อครั้งแผ่นดินห้องสิน ก็นับแต่ปากหากคนสรรเสริญหาเห็นแก่ตาไม่ อันนางเม่งหยงคนนี้งามเป็นหนึ่งจะหาให้เสมอเป็นสองไม่มีแล้ว ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังฮุยบอเก๊กยอโฉมนางเม่งหยงและออกชื่อนางขันกีดังนั้นราคะกำเริบขึ้นให้นึกกำหนัดในนาง สีหน้าก็วิปลาสแดงเหมือนสีพุทราสุก นิ่งนึกอยู่เป็นครู่แล้วจึงว่า ตัวเราเป็นถึงเจ้าเมืองแต่วาสนาน้อยจึงหาได้ชมของดีไม่ ฮุยบอเก๊กเห็นอาการฌ้อเพงอ๋องดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่งจะว่าให้ท่านฟังแต่สองต่อสองจึงจะได้ ฌ้อเพงอ๋องก็ขับคนใช้ออกไปเสีย ฮุยบอเก๊กจึงว่า นางเม่งหยงคนนี้หายากนัก ข้าพเจ้าคิดว่าท่านเอาเสียอย่าให้ไทจูเกี๋ยนเลย ฌ้อเพงอ๋องจึงตอบว่า เราทำดังนั้นหาควรไม่ ไทจูเกี๋ยนและขุนนางทั้งปวงรู้ไปก็จะคิดติเตียนเราได้ ฮุยบอเก๊กจึงตอบว่า อันความนินทาและสรรเสริญนั้นเปรียบเหมือนเอานทีมาทุ่มเทลงในแผ่นดินก็แห้งหายไปหายั่งยืนไม่ ท่านอย่าวิตกเลย เมื่อข้าพเจ้ามากลางทางนั้นเห็นนางสาวใช้ของนางเม่งหยงคนหนึ่ง รูปร่างคล้ายคลึงกันกับนางเม่งหยง จงเอานางคนนี้ยกให้แก่ไทจูเกี๋ยนเสีย ก๋งจูเกี๋ยนก็จะสำคัญว่าน้องสาวเจ้าเมืองจิ๋น นางเม่งหยงก็จะตกอยู่กับเราท่านอย่ารังเกียจเลย ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังฮุยบอเก๊กว่าดังนั้นนึกยิ้มอยู่เห็นดีด้วย จึงตอบว่าท่านคิดอย่างนี้ก็ชอบแล้ว แต่อย่าให้ความอันนี้แพร่งพรายไป

ขณะนั้นพอก๋งจูผู้นำเกวียนนางมาถึงเมืองฌ้อ ฮุยบอเก๊กออกมารับแล้วทำเป็นอุบายว่าแก่ก๋งจูผู้ว่า ธรรมเนียมเมืองฌ้อแต่งขันหมากกันนั้นหาเหมือนหัวเมืองทั้งปวงไม่ ต้องเอาตัวเจ้าสาวไปมอบให้บิดามารดาเจ้าบ่าวสั่งสอนและอวยพรให้แล้วจึงส่งตัวให้แก่เจ้าบ่าว ก๋งจูผู้หารู้กลไม่จึงว่าสุดแต่ท่านจะจัดแจงตามธรรมเนียมบ้านเมืองเถิด จึงมอบตัวนางเม่งหยงกับหญิงคนใช้ให้ฮุยบอเก๊กแล้วคำนับลามาเมืองจิ๋น ฮุยบอเก๊กจัดแจงเถ้าแก่ออกมารับนางและหญิงคนใช้เข้าไปที่ข้างใน จึงส่งนางเมืองเจ๋ซึ่งเป็นสาวใช้นางเม่งหยงไปให้กับไทจูเกี๋ยน ไทจูเกี๋ยนสำคัญว่าน้องสาวเจ้าเมืองจิ๋นก็รับไว้เป็นภรรยา นางเม่งหยงก็ตกอยู่เป็นภรรยาฌ้อเพงอ๋อง ฌ้อเพงอ๋องจึงให้คนไปบอกก๋งจูเกี๋ยนว่า ก๋งจูเกี๋ยนเป็นหนุ่มมีภรรยาแล้วอย่าให้ไปมาข้างในเร้ารุมความผิดจะมี ฌ้อเพงอ๋องห้ามก๋งจูเกี๋ยนนั้น ปรารถนาจะมิให้พบกับนางเม่งหยง ตั้งแต่นั้นมาฌ้อเพงอ๋องก็รักใคร่ลุ่มหลงเพลิดเพลินเสพสุรากับนางเม่งหยงทุกเพลา หาได้ออกว่าราชการไม่เป็นหลายเดือน อันความซึ่งฌ้อเพงอ๋องเอานางเม่งหยงเลี้ยงเป็นภรรยานั้น นางเม่งหยงก็รู้อยู่ว่าผิดตัวด้วยหากจนใจด้วยความละอายจึงต้องเสียกายไปตามเกิน กิตติศัพท์อันนี้ก็เลื่องลือไปแก่ราษฎรทั้งปวง แต่หามีผู้ใดว่าความอันนี้ขึ้นไป

ฝ่ายฮุยบอเก๊กครั้นนานมากลัวความจะรู้ถึงก๋งจูเกี๋ยน จึงเข้าไปหาฌ้อเพงอ๋อง แล้วอุบายว่าแก่ฌ้อเพงอ๋องว่า ท่านจงให้ก๋งจูเกี๋ยนไปอยู่ตำบลเซงหูซึ่งเป็นเขตแดนเมืองฌ้อเถิด ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังดังนั้นหาทันคิดไม่ยังนิ่งอยู่ ฮุยบอเก๊กเห็นฌ้อเพงอ๋องนิ่งอยู่ดังนั้นจึงเข้าไปใกล้แล้วกระซิบว่า ข้าพเจ้าจะให้ก๋งจูเกี๋ยนไปอยู่ตำบลเซงหูนั้น เพราะกลัวก๋งจูเกี๋ยนจะรู้ความนางเม่งหยงเข้า ฌ้อเพงอ๋องเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ก๋งจูเกี๋ยนอพยพครอบครัวไปอยู่ที่ตำบลเซงหู ฌ้อเพงอ๋องจึงมีหนังสือออกไปถึงขุนนางซึ่งให้ไปรักษาตำบลเซงหูอยู่แต่ก่อนนั้นฉบับหนึ่ง ใจความในหนังสือว่าจงเอาใจก๋งจูเกี๋ยนไว้ให้ดีด้วย

ฝ่ายหงอเซียเป็นบิดาหงอหวันซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในเมืองฌ้อ หงอเซียนั้นรู้อยู่ว่าฮุยบอเก๊กคนนี้เป็นคนชั่วหาซื่อตรงไม่ ครั้นแจ้งความว่าฮุยบอเก๊กคิดการให้ฌ้อเพงอ๋องเปลี่ยนตัวบุตรสะใภ้มาเป็นภรรยาดังนั้นมีความวิตกนัก ครั้นจะเข้าไปพูดจาว่ากล่าวให้สติตักเตือนฌ้อเพงอ๋องเล่า ฌ้อเพงอ๋องก็หาออกมาที่ว่าราชการไม่ หงอเซียก็จนใจอยู่ ความซึ่งหงอเซียคิดนี้รู้ถึงฮุยบอเก๊ก ฮุยบอเก๊กกลัวความผิดจะมาถึงตัวจึงคิดว่าจะกำจัดหงอเซียเสียจึงจะได้ ครั้นคิดแล้วจึงไปหาฌ้อเพงอ๋องข้างในคํ่าวันนั้นคำนับแล้วจึงว่า ตำบลเซงหูนั้นเป็นเมืองด่านสำคัญอยู่ ซึ่งท่านให้ก๋งจูเกี๋ยนไปอยู่นั้นจะไว้ใจมิได้ ด้วยก๋งจูเกี๋ยนเป็นเด็กหนุ่มยังอ่อนความคิดอยู่ ข้าพเจ้าคิดเห็นว่าหงอเซียซึ่งมีสติปัญญาและฝีมือไปอยู่ช่วยราชการก๋งจูเกี๋ยนจึงจะวางใจได้

ฌ้อเพงอ๋องไม่ทันคิดก็เห็นชอบด้วย จึงให้หงอเซียไปอยู่ด้วยช่วยก๋งจูเกี๋ยนที่ตำบลเซงหู หงอเซียก็พาบุตรภรรยาไปอยู่ตำบลเซงหู

ฝ่ายก๋งจูเกี๋ยนครั้นอยู่นานมาแจ้งว่าฌ้อเพงอ๋องเปลี่ยนสาวใช้ให้มาเป็นภรรยาดังนั้นเสียใจนัก แต่หาออกปากประการใดไม่ด้วยเกรงใจบิดาอยู่ จึงมีคำกลางว่า ฌ้อเพงอ๋องคนนี้เป็นคนแก่ชรา อันนางเม่งหยงนั้นพึ่งเจริญรุ่นสาวขึ้นกำดัดจะเชยชม ฌ้อเพงอ๋องจึงลุ่มหลงเปรียบเสมือนโคแก่ได้หญ้าอ่อน จึงกำจัดมารดาก๋งจูเกี๋ยนซึ่งเป็นที่ฮูหยินนั้นให้ไปอยู่เมืองหวันเป็นเมืองขึ้นเมืองชัว แล้วตั้งนางเม่งหยงเป็นที่ฮูหยินแทน กิตติศัพท์อันนี้แจ้งไปถึงก๋งจูเกี๋ยนว่าขับมารดาเสียมีความโทมนัสนัก คิดเห็นว่าฌ้อเพงอ๋องให้เราอยู่เสียตำบลเซงหูนี้เป็นอุบายปรารถนาจะมิให้เราแจ้งความนางเม่งหยงด้วย อันฌ้อเพงอ๋องกระทำแก่เราและมารดาเราดังนี้หามีกรุณาแก่เราผู้เป็นบุตรไม่

ฝ่ายฌ้อเพงอ๋องอยู่ด้วยนางเม่งหยงประมาณปีหนึ่ง นางมีครรภ์ครั้นถ้วนกำหนดนางคลอดบุตรออกมาเป็นชาย ฌ้อเพงอ๋องรักเหมือนแก้วในจักขุอันวิเศษ จึงให้ชื่อว่าจิ๋นจู แปลคำไทยว่าแก้วอันวิเศษ จึงให้พี่เลี้ยงนางนมตามตำแหน่งลูกเจ้าเมือง ตั้งแต่นางเม่งหยงมาเป็นภรรยาฌ้อเพงอ๋องนั้นหามีความสุขไม่ จนอายุบุตรได้ขวบหนึ่งก็ไม่มีความสบาย เพราะฌ้อเพงอ๋องเป็นคนทุจริต อยู่มาวันหนึ่ง ฌ้อเพงอ๋องเห็นกิริยานางเม่งหยงไม่สบายจึงถามว่า แต่เจ้ามาเป็นภรรยาเรา เราก็เลี้ยงให้เจ้าเป็นถึงที่ฮูหยินสมควรกับเจ้าที่เป็นน้องสาวเมืองใหญ่ ครั้นมีบุตรออกมา เราก็รักใคร่ยิ่งกว่าบุตรทั้งปวง ควรที่เจ้าจะมีความยินดี ทุกวันนี้เราดูเจ้าหน้าตามึนตึง หาเบิกบานสบายเหมือนหญิงทั้งปวงไม่นั้นด้วยเหตุประการใด

นางเม่งหยงได้ยินฌ้อเพงอ๋องถามถึงความทุกข์ดังนั้น ยอบตัวลงคำนับแล้วตอบว่า เดิมท่านให้ฮุยบอเก๊กไปขอข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าก็เห็นสมควรอยู่แล้ว ด้วยเมืองใหญ่ควรที่จะเป็นเกี่ยวดองกัน แต่มาคิดเสียดายอยู่หน่อยหนึ่งด้วยท่านเกิดก่อน ข้าพเจ้าเกิดภายหล้ง ไม่ได้ปฏิบัติรักษาท่านแต่แรก การซึ่งเป็นทั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าเพราะวาสนาหนหลังได้ทำมา ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังดังนั้นสะดุ้งใจด้วยแจ้งว่านางรู้ความเดิมจึงตอบว่า แรกเราให้ไปขอเจ้านั้น ถ้าความจริงเหมือนเรื่องเดิมที่ไหนเจ้าจะได้ตั้งอยู่ในที่ฮูหยินเล่า นี่หากวาสนาของเจ้าจึงได้ดังนี้เจ้าอย่าเสียใจเลย จะทำนุบำรุงบุตรเจ้าและตัวเจ้าให้ดีกว่าคนทั้งปวง อันจิ๋นจูบุตรเจ้านั้นเราจะตั้งให้เป็นที่ซีจูผู้ใหญ่จะได้สืบแซ่เราไป นางเม่งหยงได้ฟังผัวว่าถูกใจดังนั้นก็ค่อยคลายความทุกข์ขึ้นกว่าแต่ก่อน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ