๗๐

ครั้งนั้นศักราชพระเจ้าจิวเกงอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวได้สิบสองปี ฝ่ายฌ้อเลงอ๋องตั้งแต่ฆ่าเจ้าเมืองตินเมืองชัวเสีย จึงให้ซวนฮองสุดขุนนางไปรักษาเมืองติน ให้ก๋งจูคีจิดผู้น้องเป็นเจ้าเมืองชัว จึงปรึกษากับแต้ตันขุนนางว่า เมืองชัวหนึ่ง เมืองหูหนึ่ง เมืองซิ้นหนึ่ง เมืองตาวหนึ่ง เมืองปังหนึ่ง เมืองสินหนึ่ง ทั้งหกหัวเมืองข้างตะวันออกก็เป็นเขตแดนของเราควรจะตั้งตัวเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำจะให้ขอกิวเตงกระทะทองคำเก้าใบในเมืองหลวงมาไว้เมืองเรา ท่านจะเห็นประการใด

แต้ตันจึงว่าเมืองทั้งหกตำบลข้างทิศตะวันออกเป็นของท่านก็จริงอยู่ แต่เมืองเจ๋เมืองจิ้นสองเมืองนี้ก็เป็นเมืองใหญ่เสมอกับเมืองเรา อนึ่งเมืองหงอ เมืองอวดเล่า ท่านก็ยังหาตีได้ไม่ ซึ่งท่านจะให้ไปขอกระทะทองคำในเมืองหลวงมาไว้ในเมืองเรานั้น พระเจ้าจิวเกงอ๋องเห็นจะหายอมให้ไม่ด้วยกิวเตงเป็นของวิเศษสำหรับกษัตริย์ในเมืองหลวง หัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะครหาติเตียนว่าท่านกำเริบตั้งตัวเอาเอง ข้าพเจ้าเห็นไม่ควร ถ้าบุญถึงแล้วการทั้งปวงหากจะเป็นเอง หาต้องงอนง้อขอแก่ผู้ใดไม่ ขอท่านจงดำริดูเถิด

ฌ้อเลงอ๋องจึงว่าซึ่งท่านว่านี้ชอบแล้ว อันเมืองฉูนี้แต่ก่อนก็ขึ้นกับเมืองเรา เดี๋ยวนี้กลับขึ้นเสียกับเมืองหงอ เราคิดว่าจะไปตีเมืองฉูซึ่งเป็นทางเมืองหงอเสียก่อน เราจึงจะรวบรวมเสบียงอาหารไว้ ณ เมืองฉู ไปตีเอาเมืองหงอเห็นจะได้โดยง่าย ว่าแล้วสั่งให้จัดแจงทแกล้วทหารเครื่องศัสตราวุธพร้อม จึงให้ซีจูลกผู้บุตรกับเอียนผีชัวอิวขุนนางอยู่เฝ้าเมือง ถึงวันฤกษ์ดีฌ้อเลงอ๋องก็ยกไป ณ เมืองฉู ถึงตำบลเขียนกีสั่งให้ตั้งค่ายลงเสร็จแล้ว จึงเกณฑ์ทหารเกวียนสามร้อยเล่มให้สุม้าเป็นนายทัพยกไปตีเมืองฉู ครั้นมาถึงเมืองฉูจึงสั่งให้ทหารตั้งค่ายประชิดเมืองไว้ ขณะเมื่อฌ้อเลงอ๋องยกมาครั้งนั้น พระเจ้าจิวเกงอ๋องเสวยราชย์ในเมืองตังจิวได้สิบห้าปี

ฌ้อเลงอ๋องได้เป็นเจ้าอยู่ในเมืองฌ้อสิบเอ็ดปี ขณะนั้นเป็นเหมันตฤดูหนาวนัก นํ้าในแม่นํ้าแข็งหนาประมาณสองศอกเศษ ฌ้อเลงอ๋องหนาวนักจึงให้เอาเสื้อและถุงเท้าประดับด้วยขนหนูที่เจ้าเมืองจิ้นให้มาเป็นของกำนัลแต่ก่อนนั้นใส่ตัวเข้าพร้อมแล้วออกไป ณ ที่ว่าราชการ จึงว่ากับแต้ตันว่าปีนี้หนาวกว่าทุกปี แต้ตันจึงว่า ท่านใส่เสื้อและถุงเท้าฉะนี้ยังว่าหนาวเล่า อันสุม้าซึ่งท่านใช้ให้ไปตีเมืองฉูนั้นจะไม่ได้ความลำบากหนาวยิ่งกว่าท่านอีกหรือ ขอท่านจงเลิกทัพกลับไปฝึกหัดทหารและซ่องสุมเสบียงอาหารให้บริบูรณ์ พอหายหนาวจึงยกมาทำแก่เมืองฉูใหม่ ก็จะได้ชัยชนะแก่เมืองฉูเป็นมั่นคง

ฌ้อเลงอ๋องจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่านี้ไม่ชอบ แต่ก่อนนั้นเรายกไปตีเมืองใดก็ย่อมมีชัยทุกครั้ง เรายกมาครั้งนี้ก็ได้ลงทุนเสบียงอาหารเป็นอันมาก ซึ่งท่านจะให้เลิกทัพกลับนั้น จะมิขาดทุนเสียเปล่าหรือ บัดนี้เราคิดคะเนดูการซึ่งสุม้าไปตีเมืองฉูนั้นจะสำเร็จเป็นมั่นคง ถ้าสุม้ามีชัยกลับมาแล้วถึงท่านจะให้เลิกทัพก็ตามเถิด

แต้ตันได้ฟังฌ้อเลงอ๋องว่าดังนั้นไม่เห็นด้วย จึงตอบว่าอันเมืองฉูนี้เป็นเมืองเล็กก็จริงอยู่ แต่ไปขอขึ้นกับเมืองหงอ แม้เมืองฉูมีหนังสือไปถึงเมืองหงอ เมืองหงอยกมาตีกระหนาบหลังเข้า สุม้าอยู่ในระหว่างทัพกระหนาบจะทนได้หรือ ท่านก็ต้องยกหนุนไปช่วย ข้าพเจ้าเห็นว่าการนั้นยังยืดยาวอยู่ อนึ่งเมืองเราซึ่งท่านให้บุตรอยู่รักษานั้นจะเหมือนตัวท่านรักษาอยู่เองหรือ การครั้งนี้ข้าพเจ้าหนักใจอยู่ ถ้าฉุกเป็นอันตรายขึ้นเมื่อปลายมือ ตัวท่านก็อยู่ไกลจะแก้ไขยากจงตรึกตรองดูเถิด

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังแต้ตันว่าดังนั้นหัวเราะแล้วว่า ซึ่งท่านเป็นห่วงด้วยเมืองฌ้อนั้นหาควรไม่ เราให้ซีจูลกบุตรเรากับเอียนผีชัวอิวอยู่รักษาเมืองทั้งสามคนแล้ว อันเมืองตินเมืองชัวก็ใกล้กับเมืองเรา เราให้ซวนฮองสุดกับก๋งจูคีจิดอยู่รักษา ทั้งสองคนนี้ก็มีฝีมือเข้มแข็ง ถึงมาตรว่าเมืองฌ้อจะเกิดอันตรายขึ้นทั้งสองเมืองก็จะยกไปช่วยท่านอย่าวิตกเลย แต้ตันได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่านี้ก็จริง แต่ข้าพเจ้าได้ยินคำผู้ใหญ่เล่าไว้ว่า เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าจิวหมกอ๋องเสด็จออกไปเที่ยวประพาสป่าล่าเนื้อเพลิดเพลินพระทัย ประทับรอนแรมอยู่ช้านาน มีขุนนางผู้หนึ่งชื่อมองหูทำหนังสือเพลงฉบับหนึ่ง เพลงนั้นเป็นของขุนนางชื่อคีเจียวเข้าไปถวายเตือนพระสติพระเจ้าจิวหมกอ๋อง พระเจ้าจิวหมกอ๋องแจ้งในหนังสือดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงเสด็จกลับคืนเข้าพระราชวัง คำเพลงนั้นดีนักข้าพเจ้าจึงไปถามอัวเสียงผู้รู้หนังสือลึกซึ้งว่ารู้คำเพลงครั้งนั้นหรือไม่ อัวเสียงก็ไม่รู้ ฌ้อเลงอ๋องจึงว่าอัวเสียงไม่รู้แล้วตัวท่านนั้นรู้บ้างหรือไม่เล่า แต้ตันจึงว่าข้าพเจ้าจำได้อยู่บ้างจะว่าให้ฟังในคำเพลงนั้นว่า คี้เจียวฮิม คี้เจียวฮิมเซกเจียวเต๊กฮิมซีวอัวว่งตัวยุเง๊กยุกิม สุดหมืนจือลัดยือบ่อจูยปาจือซิม แปลออกเป็นคำไทยได้ความว่า ธรรมเนียมพระมหากษัตริย์แต่ก่อนนั้น ไปประพาสป่าแห่งใดให้ระมัดระวังพระองค์ อย่าให้เนิ่นนานนัก เกลือกจะมีราชศัตรูมาลอบทำร้าย ถ้าแม้นเสียที อยู่ภายหลังบ้านเมืองและราชสมบัติก็จะเป็นอันตรายต่างๆ สิ้นคำเพลงแต่เท่านี้ขอท่านจงทราบเถิด

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังแต้ตันว่าคำเพลงชักธรรมเนียมกษัตริย์แต่ก่อนดังนั้น เข้าใจว่าแต้ตันมาว่ากล่าวทั้งนี้จะให้เรากลับคืนไปเมือง จึงว่าท่านจงกลับออกไปก่อนเถิด เราจะตรึกตรองดูก่อน ครั้นแต้ตันกลับออกไปแล้ว พอม้าใช้เอาความเข้าแจ้งกับฌ้อเลงอ๋องว่า ทหารเมืองฉูออกมารบกับสุม้าเป็นหลายครั้ง สู้ฝีมือสุม้าได้ไม่ บัดนี้ซือเบ๊เข้าตั้งล้อมเมืองทั้งสี่ด้าน ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังมีความยินดีนักจึงคิดว่าเมืองฉูนี้เห็นจะได้เป็นมั่นคง ตั้งแต่นั้นมาฌ้อเลงอ๋องหาได้คิดที่จะกลับไปบ้านเมืองไม่ จึงให้ไปป่าวร้องราษฎรชาวบ้านมาทำเก๋งสูงและเก๋งตํ่าหลายหลังเป็นที่ข้างหน้าข้างใน เสร็จแล้วจึงสั่งให้เซียนกีอยู่เฝ้าเก๋งนั้น ตัวฌ้อเลงอ๋องกับทหารทั้งปวงเพลาเช้าก็ขึ้นม้าถือเกาทัณฑ์กับอาวุธต่างๆ ไปเที่ยวไล่เนื้อนกในป่าตามสบายมิได้ขาดทุกวัน แต่ฌ้อเลงอ๋องทำดังนี้อยู่ถึงสามเดือนเศษ

ฝ่ายกุ้ยเซง ซึ่งเป็นไตหูอยู่เมืองชัวมีบุตรคนหนึ่งชื่อเซียวเหงาทำราชการอยู่กับบิดา เพลาวันหนึ่งเซียวเหงาจึงให้ไปเชิญตัวกวนฉงมา ณ บ้าน คำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว เซียวเหงาจึงว่าแก่กวนฉงว่า แต่ก่อนฌ้อเลงอ๋องฆ่าเจ้าเมืองชัวซึ่งเป็นนายของเราเสีย ให้ก๋งจูคีจิดมารักษาเมืองชัวอยู่ เราคิดจะกำจัดฌ้อเลงอ๋องแก้แค้นแทนนายเราท่านจะเห็นประการใด กวนฉงจึงว่า เราคิดจะกำจัดฌ้อเลงอ๋องมานานแล้ว แต่หาได้ช่องโอกาสไม่ บัดนี้ฌ้อเลงอ๋องไปตีเมืองฉูทิ้งเมืองไว้ให้แต่บุตรอยู่รักษาเห็นว่าเป็นทีกระทำอยู่ ถ้าว่าเราไม่คิดอ่านเสียโดยเร็วฉะนี้ นานไปฌ้อเลงอ๋องกลับมาเมืองการที่เราคิดกันที่ไหนจะสำเร็จ จงเร่งกระทำเสียครั้งนี้เถิด เห็นราษฎรเมืองฌ้อก็กำลังชิงชังฌ้อเลงอ๋องอยู่ก็จะสำเร็จโดยง่าย ถ้าท่านเห็นด้วยแล้วเราทำเป็นหนังสือของก๋งจูคีจิดไปเชิญก๋งจูกันอยู่ ณ เมืองจิ้น ก๋งจูเซกอยู่ ณ เมืองเตง ก๋งจูทั้งสองนี้มาถึงแล้วเราจึงจะบอกว่าก๋งจูคีจิดให้ร่วมคิดกับเราไปตีเมืองฌ้อ ได้เมืองฌ้อแล้วจะยกสมบัติในเมืองฌ้อให้ก๋งจูกัน ทั้งเมืองชัวก็จะยอมเป็นเมืองขึ้นด้วย ถ้าได้ก๋งจูทั้งสองมาเป็นกำลังของเราแล้วเห็นว่าจะได้เมืองฌ้อโดยง่าย

เซียวเหงาได้ฟังกวนฉงว่าดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงว่าท่านอย่าเห็นแก่เหนื่อยเลย จงอุตส่าห์ไป ณ เมืองจิ้นเมืองเตง เชิญก๋งจูทั้งสองมาหาเราโดยเร็ว กวนฉงก็ลาไป ครั้นถึงเมืองจิ้นเมืองเตง จึงบอกแก่ก๋งจูกันก๋งจูเซกว่า ก๋งจูคีจิดเจ้าเมืองชัวให้หาท่านปรึกษาด้วยการยกไปตีเมืองฌ้อ ก๋งจูกันก๋งจูเซกแจ้งดังนั้นก็มีความยินดีนัก แล้วมากับกวนฉง ครั้นมาถึงเมืองชัว กวนฉงจึงให้ก๋งจูกันก๋งจูเซกอยู่นอกเมือง กวนฉงก็เข้าไปบอกแก่เซียวเหงา เซียวเหงาแจ้งดังนั้นก็มารับก๋งจูกันก๋งจูเซกไป ณ บ้าน แล้วแจ้งความจริงให้ฟังว่าซึ่งเราเอาชื่อเจ้าเมืองชัวให้หาตัวมานั้นเป็นคำลวง เรานี้ให้เชิญมาเองดอก

ก๋งจูทั้งสองได้ฟังดังนั้นตกใจหาทันพูดประการใดไม่ เซียวเหงาจึงซ้ำว่าท่านอย่าเสียใจเลย เราให้หามาครั้งนี้ด้วยแจ้งว่าท่านมีใจเจ็บแค้นฌ้อเลงอ๋องอยู่แต่ก่อน บัดนี้ฌ้อเลงอ๋องหาอยู่ไม่ทิ้งเมืองฌ้อไว้ให้บุตรเฝ้า เห็นการครั้งนี้ได้ทีทำอยู่แล้ว ถ้าท่านกับเราพร้อมกันยกไปเมืองฌ้อก็จะได้ ประการหนึ่งเราจะชวนก๋งจูคีจิด ก๋งจูคีจิดเห็นด้วยเราแล้ว ก็จะชักชวนโตเซียงเหยียนซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในเมืองฌ้อให้รับเป็นไส้ศึก ด้วยโตเซียงเหยียนกับก๋งจูคีจิดเป็นคนชอบกัน อนึ่งซวนฮองสุดซึ่งเป็นเจ้าเมืองตินนั้น เราก็แจ้งว่าหาเต็มใจทำราชการด้วยฌ้อเลงอ๋องไม่ ทั้งเป็นคนชอบอัชฌาสัยกับก๋งจูคีจิดด้วย ถ้ารู้ว่าก๋งจูคีจิดคิดกำจัดฌ้อเลงอ๋องแล้วเห็นว่าซวนฮองสุดก็จะมาเข้าด้วย ถ้าคนเหล่านี้พร้อมใจกันไปตีเมืองฌ้อก็จะได้ อุปมาเหมือนผ้าอยู่ในหีบเปิดขึ้นหยิบเอาโดยง่าย ท่านอย่าวิตกเลย

ก๋งจูกันก๋งจูเซกได้ฟังเซียวเหงาว่าดังนั้น สิ้นสงสัยคลายวิตกเห็นชอบด้วยจึงว่า ซึ่งท่านช่วยชี้แจงดังนี้เรามีความยินดีนัก ถ้าท่านจะทำประการใดเราจะปฏิบัติตาม เซียวเหงาจึงว่า การซึ่งเราคิดกันครั้งนี้เป็นการใหญ่อยู่ ท่านกับเราจงสาบานกันให้เป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวจึงจะควร ก๋งจูทั้งสองก็ลงชื่อสาบานกับเซียวเหงา เซียวเหงาจึงทำบัญชีรายชื่อผู้ซึ่งร่วมใจกันนั้น ลักเอาชื่อก๋งจูคีจิดเจ้าเมืองชัวเป็นต้นคิด จึงเอาหนังสือที่ลงชื่อนั้นใส่หีบเหล็กฝังไว้ใต้ดิน เซียวเหงาก็พาก๋งจูกันก๋งจูเซกไป ณ บ้านก๋งจูคีจิด วันนั้นก๋งจูคีจิดเดินออกมาที่ว่าราชการ แลเห็นเซียวเหงาพาก๋งจูทั้งสองมา ก๋งจูคีจิดเห็นประหลาดคิดจะหลบเสียก็เดินกลับเข้าไป เซียวเหงาก็เดินรีบเข้าไปยึดเอาชายเสื้อก๋งจูคีจิดไว้แล้วว่า การมาถึงตัวท่านแล้วจะหนีไปไหนเล่า ก๋งจูกันก๋งจูเซกก็เข้ากอดเอาก๋งจูคีจิดด้วย แล้วว่า ฌ้อเลงอ๋องทำการทุจริตฆ่าพี่และหลานเสีย ชิงเอาสมบัติเป็นของตัว ครั้นได้เมืองแล้วก็หาชุบเลี้ยงข้าพเจ้าผู้เป็นแซ่เดียวกันไม่ ข้าพเจ้าได้ความเจ็บแค้นนักจึงหนีไปอยู่เสียเมืองอื่น ถึงตัวท่านก็เหมือนกัน นี้หากว่าว่องไวเข้มแข็งอยู่จึงได้เป็นเจ้าเมืองชัว ถ้าหาไม่ก็จะซ้ำร้ายยิ่งกว่าข้าพเจ้าอีก ครั้งนี้เห็นได้ท่วงทีจึงมาขอพึ่งท่านพอเป็นกำลังศึกไปตีเมืองฌ้อได้แล้วจะยกสมบัติให้แก่ท่าน

ก๋งจูคีจิดได้ฟังดังนั้นยังคิดเรรวนอยู่หาทันพูดประการใดไม่ เซียวเหงาจึงว่ากับก๋งจูคีจิดว่า การซึ่งจะตีเมืองฌ้อครั้งนี้ก็ได้ช่องอยู่แล้ว ถ้าท่านจะทำรีบทำเสียโดยเร็วเถิด แล้วเซียวเหงาแสร้งผินหน้ามาอุบายว่ากับขุนนางเมืองชัวทั้งปวงว่า ก๋งจูคีจิดให้ไปหาก๋งจูกันก๋งจูเซกมาบัดนี้ จะไปแก้แค้นตีเอาเมืองฌ้อ แล้วเซียวเหงาจึงสั่งให้ก๋งจูกันก๋งจูเซกยกไปเมืองฌ้อ ก๋งจูคีจิดจึงว่าท่านจะเอาความมิดีมาใส่เรานั้นหาควรไม่ เซียวเหงาจึงว่าท่านอย่าบิดพลิ้วเลย เมื่อจะสาบานกันนั้นให้ลงชื่อท่านต้นคิด ถึงผิดชอบก็หาพ้นตัวท่านไม่ แล้วเซียวเหงาก็ออกมาประกาศแก่ราษฎรทั้งปวงกล่าวโทษฌ้อเลงอ๋องต่างๆ ว่า บัดนี้ก๋งจูคีจิดจะไปตีเมืองฌ้อแก้แค้นแทนเจ้านายเรา ถ้าผู้ใดมีใจกตัญญูเจ็บแค้นฌ้อเลงอ๋อง จะไปก็เร่งตระเตรียมศัสตราวุธไปกับก๋งจูเซกเถิด แล้วเซียวเหงาก็กลับเข้ามาแจ้งแก่ก๋งจูคีจิดตามซึ่งประกาศนั้นให้ก๋งจูคีจิดฟังทุกประการ

ก๋งจูคีจิดได้ฟังตกใจนักจึงว่า ท่านไปป่าวร้องดังนั้นความจะมิอื้ออึงไปหรือ อุปมาเหมือนท่านจะให้เราขึ้นขี่หลังเสือ ถ้าเพลี่ยงพลํ้าลงก็จะเป็นอันตรายเมื่อปลายมือ ซึ่งท่านคิดการครั้งนี้น้อยตัวนักเราเห็นหาสำเร็จไม่ เซียวเหงาได้ฟังก๋งจูคีจิดว่าดังนั้นมีความยินดีนักจึงตอบว่า ซึ่งว่าน้อยตัวนั้นอย่าวิตกเลย ไว้เป็นพนักงานข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปเกลี้ยกล่อมซวนฮองสุด ซึ่งเป็นเจ้าเมืองตินให้ลงใจด้วยเราจงได้ ตัวท่านรีบไปสมทบทัพก๋งจูกันก๋งจูเซกเถิด ก๋งจูคีจิดได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า การครั้งนี้เซียวเหงาลักเอาชื่อไปประกาศอื้ออึงแล้วราษฎรชาวเมืองก็นิยมพร้อมใจกัน ครั้นเราจะมิทำตามคำเซียวเหงาตัวเราก็หาพ้นผิดไม่ ด้วยชื่อเราเขาลักใส่เป็นต้นคิด คิดแล้วก็จำใจจัดแจงกองทัพยกไปสมทบกับก๋งจูกันก๋งจูเซกซึ่งยกไปก่อนนั้น เซียวเหงาครั้นส่งก๋งจูคีจิดไปแล้วก็มีความยินดีนัก จึงให้กวนฉงรีบไปหาซวนฮองสุด ณ เมืองตินในเพลาคืนวันนั้น ครั้นกวนฉงมาถึงกลางทางพบแหซีซึ่งเป็นเพื่อนกันมาแต่เมืองติน แหซีคนนี้เป็นเหลนของแหเตงสู แหซีจึงถามว่าท่านจะไปไหน กวนฉงจึงบอกว่าก๋งจูคีจิดให้เรามาชวนซวนฮองสุดไปตีเมืองฌ้อ ถ้าได้เมืองฌ้อแล้วเมืองชัวก็จะกลับเป็นของเรา แหซีจึงตอบว่า การที่ท่านว่านี้เราคิดจะกำจัดฌ้อเลงอ๋องแทนคุณเจ้าเมืองฌ้ออยู่นานแล้ว บัดนี้ซวนฮองสุดป่วยหนักอยู่ท่านอย่าไปหาเลย จงกลับไปแจ้งแก่ก๋งจูคีจิดเถิด ภายหลังเราจะชักชวนทแกล้วทหารและราษฎรในเมืองตินยกหนุนไปช่วยท่านกองหนึ่ง กวนฉงก็กลับมาแจ้งกับเซียวเหงา เซียวเหงาจึงทำหนังสือฉบับหนึ่งเป็นของก๋งจูคีจิดมาถึงชัวอิวให้รับเป็นไส้ศึกในเมืองฌ้อ แล้วสั่งให้คนใช้เอาไปให้ชัวอิว ณ เมืองฌ้อ

ชัวอิวครั้นแจ้งในหนังสือแล้วจึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า จงกลับไปบอกกับนายของตัวเถิดว่าเรารับธุระแล้วอย่าวิตกเลย คนใช้ก็คำนับลามาแจ้งแก่เซียวเหงาที่ค่าย ซึ่งมาตั้งรวบรวมทแกล้วทหารอยู่นอกเมืองชัว ก๋งจูคีจิดเซียวเหงาได้ฟังคนใช้มาแจ้งความดังนั้น จึงสั่งให้สูบอมังเป็นทัพหน้า สืออับเป็นทัพหนุน กวนฉงเป็นสารวัตรสำหรับตรวจตราราษฎรในเมืองฌ้อซึ่งมาเข้าด้วยกองทัพนั้น ตัวก๋งจูคีจิดเป็นแม่ทัพ ขณะเมื่อก๋งจูคีจิดจัดแจงกองทัพอยู่นั้น พอแหซีคุมทัพเมืองตินยกมาถึง จึงแจ้งกับก๋งจูคีจิดว่าซวนฮองสุดผู้สร้างเมืองตินนั้นถึงแก่กรรมเสียแล้ว ก๋งจูคีจิดจึงให้แหซีคุมคนเมืองตินเป็นปีกซ้าย ให้เซียวเหงาคุมคนเมืองชัวเป็นปีกขวา ก๋งจูคีจิดจึงประกาศว่า บัดนี้ฌ้อเลงอ๋องหาอยู่ไม่ พวกเราจงทำการให้เต็มมือรีบไปตีเมืองฌ้อให้ได้โดยเร็ว ถ้าสำเร็จราชการเมืองฌ้อแล้วจะปูนบำเหน็จให้ถึงขนาด ครั้นได้ฤกษ์ก๋งจูคีจิดก็ยกทัพไปเมืองฌ้อ

ฝ่ายชัวอิวซึ่งรับเป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองฌ้อนั้น ชัวอิวคนนี้แต่ก่อนเป็นลูกเจ้าเมืองชัวคนเดิม ฌ้อเลงอ๋องไปตีเมืองชัว ชัวอิวมีใจเจ็บแค้นฌ้อเลงอ๋องอยู่ ครั้นแจ้งว่าก๋งจูคีจิดยกมาใกล้เมือง จึงให้โตเซียงเหยียนออกไปเปิดประตูรับกองทัพก๋งจูคีจิด ฝ่ายเอียนผีซึ่งฌ้อเลงอ๋องให้อยู่รักษาเมืองนั้น ครั้นแจ้งว่าโตเซียงเหยียนเปิดประตูเมืองรับกองทัพดังนั้นก็ตกใจนัก จึงรีบออกมาหมายจะปิดประตูเมืองไว้ก็หาทันไม่ พอกองทัพหน้ากรูกันเข้าเมืองได้ เอียนผีคิดจะไปรับเอาซีจูลกซึ่งเป็นบุตรฌ้อเลงอ๋องนั้นก็เข้าไปไม่ได้ ด้วยกองทัพก๋งจูคีจิดล้อมบ้านเจ้าเมืองอยู่ เอียนผีคิดเสียใจนัก ก็กลับมาบ้านเชือดคอตายเสีย

สูบอมังซึ่งเป็นทัพหน้าของก๋งจูคีจิดนั้นแกล้งร้องประกาศว่า ฌ้อเลงอ๋องซึ่งไปตีเมืองฉูนั้น ก๋งจูคีจิดใช้ให้ทหารไปลอบฆ่าเสียแล้ว ซึ่งทัพก๋งจูคีจิดตีเมืองฌ้อได้ครั้งนี้ เพราะเหตุว่าทหารและราษฎรมีใจเจ็บแค้นฌ้อเลงอ๋องอยู่หามีผู้ใดต่อสู้ไม่ ก๋งจูคีจิดจึงเข้าเมืองได้โดยสะดวก ฝ่ายก๋งจูคีจิดจึงให้ทหารเข้าไปข้างใน จับซีจูลก ก๋งจูพีเต๊กลูกฌ้อเลงอ๋องไปตัดศีรษะเสีย แล้วให้ทหารไปป่าวประกาศแก่ราษฎรชาวเมืองว่า ก๋งจูคีจิดทำการทั้งนี้เพราะฌ้อเลงอ๋องทำการทุจริตต่างๆ หาอยู่ในยุติธรรมไม่ อย่าให้ราษฎรตกใจเลย จงตั้งทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนาของตัวเถิด แล้วก๋งจูคีจิดก็เข้าไปในที่ราชการ จึงให้หานายทัพนายกองมาพร้อมกันแล้วปรึกษาว่า ให้ก๋งจูกันซึ่งเป็นพี่ชายนั้นเป็นเจ้าเมืองฌ้อ ก๋งจูเซกเป็นเลงอินขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือน ตัวเรานั้นจะขอเป็นแต่สุมาขุนนางฝ่ายทหาร เซียวเหงาได้ฟังคำปรึกษาดังนั้นจึงตอบว่า การที่มาตีเมืองฌ้อครั้งนี้ก็ได้ลงชื่อท่านเป็นต้นคิด ท่านเป็นเจ้าเมืองจึงจะชอบ ซึ่งจะให้ผู้อื่นเป็นนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย ก๋งจูคีจิดจึงตอบว่า ซึ่งเราจะให้ก๋งจูกันผู้พี่ขึ้นเป็นเจ้าเมืองนั้นต้องด้วยขนบธรรมเนียมแต่ก่อน อันตัวเราเป็นน้อง ท่านจะให้เป็นเจ้าเมืองก่อนพี่นั้นคนทั้งปวงจะติเตียนเราได้ อนึ่งเล่าฌ้อเลงอ๋องก็อยู่เมืองฉูควบคุมทหารอยู่เป็นอันมาก บ้านเมืองก็หาเป็นปกติไม่ ถ้าเราช่วยกันกำจัดฌ้อเลงอ๋องเสียได้เมื่อใดแล้วเราจึงค่อยคิดการต่อไปเถิด

เซียวเหงาได้ฟังก๋งจูคีจิดว่าดังนั้นรู้ในอัชฌาสัยจึงตอบไปว่า ซึ่งท่านว่านี้ก็ควรอยู่ แต่ข้าพเจ้ามีอุบายอย่างหนึ่งจะว่าให้ท่านฟัง ท่านจงแต่งคนซึ่งมีฝีปากลอบไปค่ายฌ้อเลงอ๋องว่า ท่านมาตีเมืองฌ้อได้ มีใจโอบอ้อมอารีไพร่บ้านพลเมืองมิได้กระทำยํ่ายีให้ได้ความเดือดร้อน บิดามารดาของชาวทัพทั้งปวงซึ่งไปกับฌ้อเลงอ๋องนั้น ท่านก็ชุบเลี้ยงให้ได้ความสุขต่างๆ ซึ่งข้าพเจ้าคิดนี้เพราะรู้ว่าฌ้อเลงอ๋องเป็นคนโลเลไม่สุจริต ทแกล้วทหารคิดจะเอาใจออกห่างอยู่ทุกวัน ถ้าแจ้งว่าเมืองฌ้อเสียแก่ท่าน และท่านให้ทำนุบำรุงบุตรภรรยาของตัวไว้ก็จะมีนํ้าใจรักท่าน คิดหนีมาหาเราเป็นมั่นคง กำลังฌ้อเลงอ๋องก็จะน้อยลงทุกที เราจึงจะยกไปตีต่อภายหลังก็จะได้โดยง่าย

ก๋งจูคีจิดได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้หากวนฉงเข้ามาแล้วสั่งตามอุบายซึ่งคิดกับเซียวเหงานั้นให้กวนฉงฟังทุกประการ กวนฉงก็คำนับลาไปค่ายฌ้อเลงอ๋อง เที่ยวเล็ดลอดลอบพูดจากับทหารฌ้อเลงอ๋องว่าก๋งจูคีจิดมาตีเอาเมืองฌ้อได้แล้ว ฆ่าก๋งจูทั้งสองซึ่งเป็นบุตรฌ้อเลงอ๋อง อนึ่งเราได้ยินเจ้าเมืองฌ้อคนใหม่ว่า ถ้าผู้ใดหนีฌ้อเลงอ๋องไปถึงก่อน เจ้าเมืองจะคืนบุตรภรรยาและที่ไร่นาของตัวให้ทำมาหากินอยู่คงตามเดิม ถ้าผู้ใดรู้ความอันนี้แล้วหาไปไม่ ถ้าและมาตีจับตัวได้จะให้ประหารชีวิตสามชั่วโคตร อนึ่งผู้ใดเอาเสบียงอาหารมาส่งพวกกองทัพนี้ ถ้าจับได้จะเอาโทษเสมอกับทหารซึ่งอยู่ด้วยฌ้อเลงอ๋อง

พวกทหารซึ่งอยู่ในทัพฌ้อเลงอ๋อง ครั้นแจ้งดังนั้นก็หนีออกจากฌ้อเลงอ๋องประมาณครึ่งหนึ่ง ขณะเมื่อฌ้อเลงอ๋องมาตั้งค่ายอยู่ครั้งนั้น มิได้คิดคืนไปบ้านเมืองเลย ตั้งแต่เสพสุราทุกวันมิได้ขาด เพลาวันหนึ่งแต้ตันซึ่งเป็นขุนนางอยู่ในกองทัพฌ้อเลงอ๋อง จึงเข้าไปแจ้งกับฌ้อเลงอ๋องว่า บัดนี้มีข่าวมาว่าก๋งจูคีจิดมาตีเมืองฌ้อได้ ฆ่าบุตรท่านเสียทั้งสองคน ทั้งทหารในกองทัพเราก็เอาใจออกห่างหนีไปประมาณครึ่งหนึ่งแล้ว ฌ้อเลงอ๋องกำลังเสพสุราได้ยินแต้ตันเข้ามาบอกว่ามีผู้ฆ่าบุตรทั้งสองเสีย ตกใจสิ้นสติพลัดตกจากเตียงแล้วร้องไห้รำพันไปต่างๆ แต้ตันจึงว่า ท่านจะมาร้องไห้รักบุตรอยู่ฉะนี้ จะไม่คิดแก้แค้นเขาหรือ ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังแต้ตันว่าดังนั้นได้สติขึ้นมาเช็ดน้ำตาแล้วจึงว่า อันผู้อื่นรักลูกนั้นจะเหมือนเรารักหรือ แต้ตันจึงว่า ขึ้นชื่อว่าเป็นบุตรแล้วก็ต้องรัก อย่าว่าแต่มนุษย์เลยถึงเป็นสัตว์เดรฉานก็ย่อมมีความอาลัยแก่ลูกของตัว

ฌ้อเลงอ๋องจึงว่าท่านว่านี้ชอบแล้ว อันธรรมดาเกิดมาเป็นทหารแล้วเราฆ่าเขา เขาฆ่าเราเหมือนกงเกวียนกำเกวียน ขณะเมื่อพูดกันอยู่นั้นมีผู้หนึ่งมาบอกกับฌ้อเลงอ๋องว่า เจ้าเมืองฌ้อคนใหม่ให้ก๋งจูคีจิดเป็นแม่ทัพกับโตเซียงเหยียนเป็นกองหน้ายกมาจับท่าน ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังจึงว่า โตเซียงเหยียนคนนี้แต่ก่อนเราได้ชุบเลี้ยงให้ความสุขเป็นอันมาก โตเซียงเหยียนหารู้จักคุณเราไม่ ประทุษร้ายเป็นไส้ศึกแล้วมิหนำกลับมาทำอันตรายเราอีกเล่า อันเกิดมาเป็นชายภัยมีมาถึงตัวแล้วจะนิ่งให้เขามัดนั้นหาควรไม่ ฌ้อเลงอ๋องจึงสั่งให้แต้ตันจัดแจงทหารที่ยังเหลืออยู่นั้นยกกลับมาถึงเมืองเลียงจิว พอทหารในกองทัพนั้นหนีอีก ฌ้อเลงอ๋องจับได้จึงให้ตัดศีรษะเสียห้าคนหกคน ทหารก็ยังหลบหนีอยู่เนืองๆ ครั้นเดินทัพมาถึงฉือเหลียง ฌ้อเลงอ๋องสั่งให้ตรวจตราดูยังอยู่ร้อยหนึ่ง ฌ้อเลงอ๋องแจ้งดังนั้นเสียใจนักจนตกตะลึงไปเป็นช้านานแล้วคิดว่า ตัวเราเห็นจะสิ้นวาสนาเสียครั้งนี้เป็นมั่นคง จะใส่เสื้อหมวกสำหรับที่เจ้าเมืองไปไยเล่า คิดแล้วเปลื้องเสื้อและหมวกสำหรับที่เจ้าเมืองนั้นออกแขวนไว้บนต้นไม้

แต้ตันเห็นดังนั้นจึงปลอบว่า ท่านอย่าเพ่อเสียใจก่อน จงรีบยกเข้าไปในเขตแดนเมืองฌ้อฟังดูว่าราษฎรยังมีใจรักเราอยู่หรือ หรือจะเอาใจออกห่างจากเราสิ้นแล้ว ฌ้อเลงอ๋องจึงว่า บ้านเมืองก็เสียกับเขาแล้ว ที่ไหนชาวเมืองจะเข้ากับเรา ท่านอย่าว่าต่อไปเลย แต้ตันจึงว่า เมืองใดที่ท่านเคยมีคุณและชอบอัชฌาสัยกับท่าน ท่านจงไปขอกองทัพมาช่วยให้เป็นกำลังมากขึ้นคิดคืนเอาเมืองเราให้จงได้ ฌ้อเลงอ๋องจึงว่า ท่านจะให้เราไปงอนง้อขอกองทัพหัวเมืองทั้งปวงเราอายนัก อนึ่งหัวเมืองทั้งปวงถ้าแจ้งว่าเราเสียบ้านเมืองยับเยินดังนี้แล้วที่ไหนใครจะเห็นแก่เรา เราไม่เห็นด้วย แต้ตันได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าเราตักเตือนให้สติดีนั้น ฌ้อเลงอ๋องก็หาเห็นด้วยไม่ เห็นว่าฌ้อเลงอ๋องจะสิ้นวาสนาแล้ว ครั้นจะอยู่ทำราชการด้วยก็ป่วยการเสียเปล่า แต้ตันคิดดังนั้นแล้ว ครั้นได้ช่องก็ชวนอีเซียงซึ่งเป็นทหารหนีไปอยู่เมืองฌ้อ ฌ้อเลงอ๋องครั้นแจ้งว่าแต้ตันพาอีเซียงหนีไปแล้ว ทั้งทหารเลวก็หนีสิ้นยังแต่ตัวผู้เดียว ครั้งนั้นฌ้อเลงอ๋องสิ้นสติจนสีหน้าดำคลํ้าเป็นฝ้า จะยกเท้าก้าวไปมาสั่นรัวตั้งตัวเดินไม่ได้ ประดุจดังคนไข้อนาถาควรจะสังเวชนัก ชั้นอาหารแต่สักเม็ดก็หามีจะกินไม่ ครั้นจะไปเที่ยวขออาหารตามชาวนาเล่าก็ไม่รู้จักแห่ง จนใจนักลงนั่งอยู่ข้างทางปรารถนาจะให้พบคนเดินทางไปมา

ฝ่ายพวกชาวนาเดินไปเห็นฌ้อเลงอ๋องอยู่แต่ผู้เดียวให้คิดสงสารนัก ครั้นจะให้ข้าวปลาอาหารแก่ฌ้อเลงอ๋องเล่าก็เกรงเจ้าเมืองฌ้อคนใหม่ ด้วยได้ประกาศไว้ว่า ถ้าผู้ใดให้เสบียงอาหารแก่พวกกองทัพฌ้อเลงอ๋องจะประหารชีวิตเสียสามชั่วโคตร ชาวนาทั้งปวงคิดดังนั้นแล้วก็ไปเสีย หามีผู้ใดที่จะอาจให้เสบียงอาหารแก่ฌ้อเลงอ๋องไม่ ฌ้อเลงอ๋องอดอาหารอยู่หลายเพลาจนสิ้นกำลังลงนอนอยู่แต่ตาลืมคอยดูว่าผู้ใดจะเดินมารู้จักเราบ้างจะได้ขออาหารกิน พอเกี้ยนยืนทิวเดินมา ฌ้อเลงอ๋องเห็นก็จำได้ว่าผู้นี้แต่ก่อนเป็นคนเฝ้าประตูของเรา จึงกวักมือเรียกเข้ามาแล้วว่า แต่เรานอนอดอาหารมาถึงสามวันแล้ว ท่านได้เอ็นดูขอข้าวสุกให้เรากินสักมื้อหนึ่งเถิด เกี้ยนยืนทิวจึงว่า ข้าพเจ้ากลัวอาชญาเจ้าเมืองใหม่นักไม่อาจให้ท่าน ฌ้อเลงอ๋องจึงวอนว่า ท่านไม่ให้อาหารเราก็แล้วไปเถิด แต่ท่านได้เอ็นดูแก่เรานั่งลงให้เราเอาศีรษะวางบนตักท่านแต่พอนอนให้สบายสักประเดี๋ยวหนึ่งเถิด เกี้ยนยืนทิวได้ฟังฌ้อเลงอ๋องวอนว่าดังนั้นมีความสังเวชนัก จึงนั่งลงให้ฌ้อเลงอ๋องนอนบนตักจนหลับ เกี้ยนยืนทิวจึงคิดว่า ถ้าผู้ใดมาเห็นเข้าว่าเราเป็นพวกฌ้อเลงอ๋องก็จะมีโทษ จึงหยิบเอาก้อนดินมารองศีรษะฌ้อเลงอ๋องแล้วหนีไป ฌ้อเลงอ๋องตื่นขึ้นสำคัญว่าเกี้ยนยืนทิวยังอยู่จึงร้องเรียกว่า เกี้ยนยืนทิวเอ๋ย ก็หาขานรับไม่ เอามือคว้าไปไม่พบตัว จึงคิดว่าเราจะเป็นที่พึ่งเขาไม่ได้แล้วเขาจึงหนีตัวเสีย

ขณะนั้นมีชายพ่อค้าเกวียนคนหนึ่งชื่อซินไฮ้ขับเกวียนมา ฌ้อเลงอ๋องนอนร้องไห้นํ้าตาอาบหน้าอยู่ ครั้นเห็นพ่อค้าเกวียนจึงร้องเรียกเข้ามาแล้วถามว่าท่านชื่ออะไรจะไปไหน ซินไฮ้จึงตอบว่า ข้าพเจ้าชื่อซินไฮ้เป็นบุตรซินบูอู๊ เมื่อบิดาข้าพเจ้าจะตายนั้นสั่งไว้ว่าท่านได้มีคุณเป็นอันมาก ถ้าสืบไปเมื่อหน้าท่านได้ความยากแค้นประการใดก็ให้อุดหนุนสนองคุณท่าน ข้าพเจ้าแจ้งว่าเมืองฌ้อก็เสียแก่ก๋งจูกันแล้ว และตัวท่านทแกล้วทหารก็หนีไปหมด ข้าพเจ้าจึงขับเกวียนมาหมายจะสืบเสาะหาท่าน บัดนี้มาพบท่านเหมือนเทพยดาเข้าดลใจ จะให้ได้ปฏิบัติท่านสนองคุณท่านตามคำบิดาสั่ง ขอเชิญท่านขึ้นบนเกวียนไปกับข้าพเจ้าเถิด

ฌ้อเลงอ๋องได้ฟังดังนั้นมีความยินดียิ่งนักจึงว่า เราอดอาหารมาสามวันแล้ว หามีแรงจะลุกขึ้นได้ไม่ ซินไฮ้จึงเอาข้าวตากในไถ้ส่งให้ฌ้อเลงอ๋อง ฌ้อเลงอ๋องรับเอาข้าวตากมากิน ค่อยมีแรงแข็งใจยืนขึ้น ซินไฮ้ก็ช่วยพยุงส่งขึ้นบนเกวียน แล้วพากันไปบ้าน บ้านซินไฮ้นั้นมุงด้วยฟางข้าวตามเพศบ้านชาวนา ฌ้อเลงอ๋องเห็นดังนั้นจึงคิดว่าเมื่อครั้งเราอยู่ในเมืองฌ้อนั้นเคยอยู่แต่ตึกโตรโหฐาน ประกอบไปด้วยทรัพย์ศฤงคารบริวารเป็นอันมาก บัดนี้ไร้ทรัพย์อัปภาคยากจนมาทนทุกข์ ครั้นคิดแล้วจึงเข้าไปในโรง ซินไฮ้ก็จัดแจงข้าวปลาอาหารเชิญให้ฌ้อเลงอ๋องกิน

ฌ้อเลงอ๋องกำลังทุกข์ กินข้าวพลางเคี้ยวพลางๆ วิตกถึงบ้านเมือง กลืนข้าวหาลงคอไม่ก็อิ่มเสีย ซินไฮ้เห็นดังนั้นมีความสงสารนักจึงปลอบว่า ท่านอุตส่าห์กินข้าวปลาอาหารเสียให้สบายเถิด อันบ้านข้าพเจ้านี้เป็นบ้านป่าหามีใครมาเห็นท่านไม่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปในเมืองฌ้อ เที่ยวสืบดูว่าใครมีกตัญญูต่อท่าน จะชักชวนมาไว้เป็นกำลังมากขึ้นจึงค่อยคิดการต่อไป แล้วว่าท่านจงเข้าไปเอนหลังเสียในที่นอนข้าพเจ้าให้สบายเสียก่อนเถิด

ฌ้อเลงอ๋องก็เข้าไปนอนหลับหาหลับไม่ คิดเป็นทุกข์ไปต่างๆ แล้วก็ร้องไห้ ซินไฮ้นั่งอยู่ห้องนอกได้ยินเสียงฌ้อเลงอ๋องร้องไห้มีความสงสารนัก จึงให้ลูกสาวทั้งสองเข้าไปปฏิบัติฌ้อเลงอ๋องหวังจะให้ค่อยคลายความทุกข์ ขณะเมื่อซินไฮ้สั่งบุตรีทั้งสองนั้นฌ้อเลงอ๋องอยู่ในห้องแต่ผู้เดียวไม่มีความสุข แต่ตรึกตรองจะหาอุบายที่จะแก้ไขเอาตัวรอดก็หาได้ไม่ จึงคิดว่าครั้งนี้เราเป็นคนสิ้นวาสนาเสียจริงแล้ว จะอยู่ไปไยให้อายคน คิดแล้วก็แก้เอาสายรัดเอวออกผูกคอตายเสีย

ฝ่ายบุตรีหญิงซินไฮ้ทั้งสอง ครั้นจัดแจงแต่งกายแล้วก็พากันเข้าไปหมายจะปฏิบัติฌ้อเลงอ๋อง พอเห็นฌ้อเลงอ๋องผูกคอตายก็ตกใจพากันกลับออกมาบอกกับบิดาว่าฌ้อเลงอ๋องผูกคอตายเสียแล้ว ซินไฮ้ได้ฟังดังนั้นเสียใจนัก จึงรีบเข้าไปเห็นฌ้อเลงอ๋องตายก็ร้องไห้รักรำพันไปต่างๆ ครั้นสร่างโศกแล้วก็เอาศพฌ้อเลงอ๋องไปทำการฝังไว้ ณ วัดร้างริมบ้าน แล้วซ้ำฆ่าลูกสาวสองคนเสีย เอาไปฝังกับฌ้อเลงอ๋องด้วยกันหมายจะให้ปฏิบัติฌ้อเลงอ๋อง

ฝ่ายก๋งจูคีจิด เซียวเหงา แหซี โตเซียงเหยียนยกทหารออกไปติดตามจะจับฌ้อเลงอ๋อง มาถึงตำบลตันเขพบแต้ตัน อีเซียง แต้ตันอีเซียงคำนับแจ้งความว่า ฌ้อเลงอ๋องทแกล้วทหารเอาใจออกห่างหนีไปหมดแล้วยังเหลือแต่ตัวผู้เดียว ทั้งตัวข้าพเจ้าสองคนก็หนีมา ก๋งจูคีจิดถามว่าท่านทั้งสองนี้จะไปไหนเล่า แต้ตันจึงว่าข้าพเจ้าสองคนนี้จะกลับไปเมืองฌ้อ ก๋งจูคีจิดจึงว่าท่านจงทำราชการอยู่ด้วยเราเถิด ไปสืบจับฌ้อเลงอ๋องได้แล้วจึงกลับไปเมืองฌ้อด้วยกัน แต้ตันอีเซียงก็ยอมอยู่ด้วยก๋งจูคีจิด

ก๋งจูคีจิดก็ยกกองทัพมาถึงตำบลฉือเหลียง ให้ทหารไปเที่ยวสืบดูก็หาพบฌ้อเลงอ๋องไม่ มีชายชาวนาคนหนึ่งจึงเอาเสื้อหมวกที่ฌ้อเลงอ๋องแขวนไว้บนกิ่งไม้แต่ก่อนนั้นมาให้ก๋งจูคีจิด ก๋งจูคีจิดจึงถามว่าเองได้เสื้อหมวกนี้มาแต่ไหน ชายชาวนาจึงแจ้งว่า เสื้อหมวกอันนี้แขวนอยู่บนกิ่งไม้ แต่ข้าพเจ้าได้มาสามวันแล้ว ครั้นรู้ว่าท่านยกมาจับฌ้อเลงอ๋องจึงเอาเสื้อหมวกมาให้ท่านหมายจะได้บำเหน็จความชอบบ้าง ก๋งจูคีจิดจึงให้บำเหน็จแก่ชายชาวนาตามสมควร แล้วถามว่าฌ้อเลงอ๋องจะตายเป็นประการใดยังรู้บ้างหรือไม่ ชายชาวนาจึงบอกว่าข้าพเจ้าหาแจ้งไม่ แล้วก็คำนับลาไป ก๋งจูคีจิดจะยกไปตามฌ้อเลงอ๋องอีก เซียวเหงาจึงว่า ซึ่งฌ้อเลงอ๋องทิ้งเสื้อหมวกเสียนั้นก็เห็นว่าสิ้นความคิดอยู่แล้ว อันท่านจะยกตามไปนั้นเห็นจะป่วยการทแกล้วทหารเสียเล่า บัดนี้เมืองฌ้อซึ่งท่านให้ก๋งจูกันอยู่รักษานั้น ถ้าเขาเกลี้ยกล่อมให้ราษฎรรักใคร่เป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันแล้ว อันเราจะกลับไปเมืองฌ้อเห็นจะได้ความลำบากทแกล้วทหารเป็นมั่นคง

ก๋งจูคีจิดจึงว่าซึ่งท่านว่านี้ก็ชอบแล้วเราคิดประการใดจึงจะดี เซียวเหงาจึงว่า ขอให้ท่านแต่งทหารเลวสักร้อยเศษ ทำเป็นพวกเราแตกหนีฌ้อเลงอ๋องไปประกาศแก่ชาวเมืองฌ้อว่า ฌ้อเลงอ๋องฆ่าท่านเสียแล้ว บัดนี้ฌ้อเลงอ๋องจะยกทัพใหญ่มาตีเมืองฌ้อในวันพรุ่งนี้เป็นมั่นคง ก๋งจูกันก๋งจูเซกเป็นคนหาปัญญามิได้ ถ้าแจ้งว่าท่านเสียทัพแล้วก็เชือดคอตายเป็นแท้ เราจะลอยชายเข้าเมืองโดยสะดวก ก๋งจูคีจิดได้ฟังเซียวเหงาว่าดังนั้นจึงให้กวนฉงคุมทหารร้อยเศษทำเป็นแตกทัพหนีไปเมืองฌ้อ

กวนฉงก็คำนับลาพาคนร้อยเศษไปเมืองฌ้อ ร้องประกาศแก่ชาวเมืองตามซึ่งปรึกษากันนั้น ราษฎรชาวเมืองที่มีกตัญญูกับฌ้อเลงอ๋องเจ้าเมืองเดิมนั้น ครั้นแจ้งว่าก๋งจูคีจิดแตกแล้ว ฌ้อเลงอ๋องผู้นายเดิมของตัวจะกลับมามีความยินดีนักจึงชวนกันขึ้นไปบนเชิงกำแพงคอยอยู่ ก๋งจูคีจิดจึงให้โตเซียงเหยียนคุมทหารทำเป็นแตกซ้ำมาอีกพวกหนึ่ง โตเซียงเหยียนก็เข้าไปแจ้งแก่ก๋งจูกันซึ่งเป็นเจ้าเมืองฌ้อนั้นว่าฌ้อเลงอ๋องโกรธท่านว่าแย่งเอาเมืองฌ้อ จะยกทัพใหญ่มาจับท่านทำโทษเหมือนเจ้าเมืองเจ๋ฆ่าพวกเคงหองซึ่งเป็นขบถแย่งเอาเมืองเจ๋นั้น ท่านจงเร่งคิดแก้ไขเอาตัวรอดเถิด ครั้นบอกความแล้วโตเซียงเหยียนก็ทำหนีรีบไป ก๋งจูกันจึงให้หาก๋งจูเซกมาแล้วบอกความตามโตเซียงเหยียนเล่านั้นให้ก๋งจูเซกฟังทุกประการ ก๋งจูกันก๋งจูเซกกอดคอกันเข้าแล้วก็ร้องไห้ว่า เราทั้งสองคิดทำการมาจนได้ดีก็เพราะพึ่งกำลังก๋งจูคีจิด

ขณะนั้นพอมีคนเข้ามาบอกว่าบัดนี้ฌ้อเลงอ๋องยกทัพเข้าเมืองได้แล้ว ก๋งจูกัน ก๋งจูเซกสิ้นสติหาคิดสู้ไม่ ต่างคนต่างชักกระบี่ออกเชือดคอตายเสียในเมืองฌ้อ ครั้งนั้นได้ยินแต่เสียงผู้หญิงร้องไห้อยู่ที่ข้างในอื้ออึงไป ศพก๋งจูกันก๋งจูเซกก็ยังนอนตายอยู่ในห้องหามีผู้ใดฝังไม่ โตเซียงเหยียนครั้นรู้ว่าก๋งจูกันก๋งจูเซกตายแล้ว ก็กลับเข้าไปในเมือง จัดแจงฝังศพก๋งจูทั้งสองเสร็จแล้วก็ชวนขุนนางทั้งปวงออกไปรับก๋งจูคีจิดเข้าเมือง ทั้งราษฎรก็ตั้งโต๊ะที่บูชาทุกหน้าบ้านไว้คอยรับเจ้าเมืองจะเข้ามา ก๋งจูคีจิดเห็นขุนนางทั้งปวงมีความยินดีนักก็พาขุนนางและทแกล้วทหารยกไปในเมือง ราษฎรสำคัญว่าฌ้อเลงอ๋องเจ้าเมืองคนเดิม ครั้นเห็นก๋งจูคีจิดต่างคนต่างนินทาว่า การทั้งนี้ก๋งจูคีจิดอุบายเป็นขบถชิงเอาเมืองฌ้อเอง ครั้นก๋งจูคีจิดมาถึงเข้าในเมืองนั่ง ณ ที่ว่าราชการพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวง จึงตั้งตัวขึ้นเป็นฌ้อเพงอ๋อง ฌ้อเพงอ๋องคนนี้ เมื่อยังเด็กนั้นฌ้อคังอ๋องผู้บิดาเอาตราที่เจ้าเมืองไปฝังไว้ ณ ที่ฝังศพปู่ย่าตายาย แล้วฌ้อคังอ๋องอธิษฐานเสี่ยงทายว่าบุตรผู้ใดจะเป็นเจ้าสืบแซ่ต่อไปก็ให้บุตรผู้นั้นเข้าไปตรงที่ฝังตรานั้นเถิด ครั้นอธิษฐานแล้วจึงให้บุตรทั้งห้าคนเข้าไปไหว้ศพปู่ย่าตายาย พี่ชายทั้งห้าคนนั้นก็เข้าหาถูกตรงที่ฝังตราไว้ไม่ แต่ก๋งจูคีจิดนั้นยังเด็กอยู่ เดินเข้าไปไหว้ศพจำเพาะถูกตรงที่ฝังตรา ฌ้อคังอ๋องผู้บิดาจึงทำนายว่าก๋งจูคีจิดสุดท้องคนนี้นานไปจะได้เป็นเจ้าเมืองฌ้อ ก๋งจูคีจิดเป็นเจ้าขึ้นครั้งนี้เห็นว่าสมกับคำทำนาย

ฝ่ายราษฎรชาวเมืองสำคัญว่าฌ้อเลงอ๋องยังหาตายไม่ จะคิดกลับมาตีเอาเมืองฌ้อคืน ต่างคนก็ต่างพูดจาเอิกเกริกอื้ออึงไป ความอันนี้รู้ไปถึงฌ้อเพงอ๋อง ฌ้อเพงอ๋องจึงคิดเป็นอุบายให้กวนฉงไปเที่ยวหาได้ศพราษฎรคนหนึ่งจึงเอาเสื้อหมวกของฌ้อเลงอ๋องที่ได้มาบนกิ่งไม้แต่ก่อนนั้นมาใส่ศพเข้าแล้วลอยน้ำมา จึงให้โตเซียงเหยียนไปแบกเอาศพนั้นมาแล้วแกล้งอุบายพูดว่าได้ศพฌ้อเลงอ๋องลอยน้ำมาที่ตำบลฉือเหลียง ซึ่งฌ้อเลงอ๋องไปตั้งค่ายอยู่แต่ก่อนนั้น จึงได้เสื้อหมวกเป็นสำคัญ ฌ้อเพงอ๋องจึงเอาศพนั้นไปฝังไว้ตามตำแหน่งเจ้าเมืองแต่ก่อน ฌ้อเพงอ๋องทำการทั้งนี้หวังจะให้ราษฎรชาวเมืองเข้าใจว่าฌ้อเลงอ๋องตายเสียแล้ว ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงครั้นแจ้งว่าฌ้อเลงอ๋องเจ้าเมืองคนเดิมตายเป็นแท้ก็สิ้นสงสัย

ครั้นอยู่มาประมาณสามเดือนฌ้อเพงอ๋องคิดวิตกถึงฌ้อเลงอ๋องจะตายหรือจะเป็นยังรู้แน่ไม่ จึงให้คนไปเที่ยวซับทราบสืบดูว่าจะตายหรือยังอยู่ กิตติศัพท์รู้ไปถึงซินไฮ้ ซินไฮ้จึงเข้าไปแจ้งแก่ฌ้อเพงอ๋องว่า ศพฌ้อเลงอ๋องนั้นข้าพเจ้าฝังไว้เอง ฌ้อเพงอ๋องแจ้งดังนั้นสิ้นความวิตกมีความยินดีนัก จึงให้ซินไฮ้นำไปขุดศพฌ้อเลงอ๋องลอบมาฝังไว้ ให้ขุดศพปลอมนั้นขึ้นเสีย เอาศพฌ้อเลงอ๋องลงฝังไว้ตามตำแหน่งเจ้าเมือง แล้วให้ขุดเอาศพก๋งจูกันก๋งจูเซกนั้นไปฝังเสียที่ริมศพฌ้อเลงอ๋องด้วย จึงจัดแจงปราบปรามราษฎรตั้งที่ทำมาหากินอยู่ตามภูมิลำเนาเรียบร้อยมาเหมือนแต่ก่อน จึงให้ปูนบำเหน็จทแกล้วทหารตามสมควร แล้วตั้งโตเซียงเหยียนเป็นที่เลงอิน ตั้งเอียงมังเป็นจออิน ตั้งเป๊กเต๊กอ้อนลูกเป๊กจิวหลีเป็นอิวอิน ตั้งอ้อนเสียอ้อนออกเป็นที่เซงไตหู ตั้งเซียวเหงาแหซีชังอิวเป็นเฮียไตหู ก๋งจูหองเป็นซือม้า ตั้งหงอเซียเป็นเสียนก๋งเจ้าเมืองเหลียน หงอเซียคนนี้เป็นลูกหงอกือ หงอเซียมีลูกอีกสองคน ชื่อหงอเซียงหงอหวัน ฌ้อเพงอ๋องตั้งให้หงอเซียงพี่หงอหวันเป็นเจ้าเมืองถัง แต้ตันอวนคีเกียงนั้นเป็นขุนนางอยู่คงที่เดิม แต่กวนฉงนั้นจะตั้งให้เป็นขุนนาง กวนฉงไม่ยอมจะขอเป็นที่พกอินตำแหน่งที่ของบิดา ฌ้อเพงอ๋องก็ยอมตาม

ฝ่ายเซียวเหงาชัวอิวซึ่งเป็นที่เฮียไตหูจึงว่า อันเมืองชัวเมืองตินนั้นหามีผู้ใดรักษาไม่ ขอท่านไปสืบหาบุตรและหลานเจ้าเมืองชัวเมืองตินคนก่อนนั้นมาเป็นเจ้าเมืองจึงจะชอบ ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงให้ไป ณ เมืองชัวเมืองตินสืบได้บุตรเจ้าเมืองชัวชื่อก๋งจูหลู ได้บุตรเจ้าเมืองตินชื่อก๋งจูเหงา จึงตั้งใจให้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดาทั้งสองคน ก๋งจูหลูเจ้าเมืองชัวเป็นชัวเพงก๋ง ก๋งจูเหงาเจ้าเมืองตินเป็นตินฮุยก๋ง จึงให้เซียวเหงาชัวอิวไปเป็นขุนนางอยู่เมืองชัวตามเดิม แหซีนั้นให้ไปเป็นขุนนางอยู่ในตินฮุยก๋งเจ้าเมืองติน แต่บรรดาทรัพย์สิ่งของของเมืองชัวเมืองตินซึ่งฌ้อเลงอ๋องตีมาได้แต่ก่อนนั้นคืนให้ไปตามเดิม

ครั้งนั้นขุนนางและราษฎรเห็นฌ้อเพงอ๋องจัดแจงดังนั้น ก็ชวนกันสรรเสริญฌ้อเพงอ๋องต่างๆ ฌ้อเพงอ๋องมีบุตรคนหนึ่งชื่อก๋งจูเกี๋ยนตั้งให้เป็นที่ไทจือ ตั้งให้หงอเซียงพี่หงอหวันเป็นไทซือ ตั้งให้ฮุยบอเก๊กเป็นที่เสียงซือ ทั้งสองคนนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในไทจือ แต่ฮุยบอเก๊กซึ่งเป็นเสียงซือนั้นเป็นคนสอพลอประจบประแจงฌ้อเพงอ๋องรักใคร่อยู่ ตั้งฮุนกิดเป็นตั้งเก๊กซูม้า ตั้งเก๊กซูม้าคนนี้ก็อยู่ในไทจือด้วย ตั้งแต่นั้นมาฌ้อเพงอ๋องก็มีใจกำเริบ เสพสุราแล้วให้หญิงรูปงามมาดีดสีและขับร้องให้ฟังทุกเพลา ฮุยบอเก๊กซึ่งเป็นที่เสียงซืออยู่ในไทจือนั้น มาพูดจาประจบประแจงให้เสพสุราและเล่นอิสตรีอยู่มิได้ขาด

ไทจือเกี๋ยนแจ้งว่าฮุยบอเก๊กเป็นคนสอพลอ ไทจือเกี๋ยนโกรธไล่เสียมิให้เป็นขุนนางต่อไป ฮุยบอเก๊กก็ไปทำราชการในฌ้อเพงอ๋อง โตเซียงเหยียนซึ่งเป็นที่เลงอินถือตัวว่าได้ทำความชอบไว้ จะบังคับการงานสิ่งใดก็ทำตามอำเภอใจมิได้ปรึกษาหารือฌ้อเพงอ๋องให้รู้ด้วย ฮุยบอเก๊กจึงเข้าไปว่ากับฌ้อเพงอ๋องว่า โตเซียงเหยียนซึ่งท่านตั้งให้เป็นที่เลงอินสำเร็จราชการนั้น บัดนี้มีใจกำเริบขึ้นเป็นอันมาก นานไปเห็นจะเป็นขบถต่อท่าน ขอให้จับเอาตัวโตเซียงเหยียนไปฆ่าเสียจึงจะสิ้นเสี้ยนหนามแผ่นดิน ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงให้จับโตเซียงเหยียนฆ่าเสีย จึงตั้งเอียงมังเป็นที่เลงอินแทนโตเซียงเหยียน

ไทจือเกี๋ยนครั้นแจ้งว่าฌ้อเพงอ๋องฆ่าโตเซียงเหยียนเสีย จึงเข้าไปว่ากับฌ้อเพงอ๋องผู้เป็นบิดาว่า โตเซียงเหยียนหามีความผิดสิ่งใดไม่ ซึ่งบิดาให้ฆ่าเสียนั้นเห็นจะมีผู้ครหาติเตียนท่าน ฮุยบอเก๊กรู้ว่าไทจือเกี๋ยนเข้าไปว่าฌ้อเพงอ๋องดังนั้นก็ตกใจนัก ด้วยตัวพูดยุแยงให้ฆ่าโตเซียงเหยียนเสีย ตั้งแต่นั้นมาฮุยบอเก๊กกับไทจือเกี๋ยนก็หาชอบกันไม่ ครั้นฌ้อเพงอ๋องออกมาว่าราชการ ฮุยบอเก๊กจึงเข้าไปว่ากับฌ้อเพงอ๋องว่า เอียนจ้งซืออยู่ในเมืองเรา ข้าพเจ้าเห็นว่ามีสติปัญญาอยู่ ขอท่านจงเอามาไว้ทำราชการด้วยเถิด ฌ้อเพงอ๋องได้ฟังเห็นชอบด้วยจึงให้ไปหาเอียนจ้งซือเข้ามา แล้วตั้งให้เป็นอิวเนี้ยขุนนางฝ่ายพลเรือน

ฝ่ายจิ้นเปงก๋งเจ้าเมืองจิ้น เห็นบ้านเมืองราบคาบก็ให้สร้างเหลาไต๋สูงเป็นที่นั่งเย็นไว้แห่งหนึ่ง จิ้นเปงก๋งขึ้นไปกินโต๊ะเสพสุรากับคนสนิทอยู่เนืองๆ หาเป็นอันที่ว่าราชการบ้านเมืองไม่ ขุนนางหัวเมืองทั้งปวงอาณาประชาราษฎร์แจ้งกิตติศัพท์จิ้นเปงก๋งดังนั้นก็ติเตียนจิ้นเปงก๋งต่างๆ ขุนนางในเมืองจิ้นเบื่อหน่ายคิดจะเอาใจออกห่างอยู่ ครั้นจิ้นเปงก๋งตายแล้วบุตรผู้ใหญ่ได้เป็นเจ้าเมืองชื่อจิ้นเจียวก๋ง แจ้งว่าบิดาทำดังนั้นขุนนางและราษฎรได้ความเดือดร้อน จิ้นเจียวก๋งจะให้บ้านเมืองเป็นสุข อยู่มาวันหนึ่งจิ้นเจียวก๋งแจ้งว่าเจ๋เก๋งก๋งให้วันเอ๋งขุนนางผู้ใหญ่เอาเครื่องบรรณาการไปให้ฌ้อเลงอ๋องขอเป็นไมตรี จิ้นเจียวก๋งโกรธจึงให้คนไปเมืองเจ๋แจ้งความแก่เจ๋เก๋งก๋งว่า ซึ่งเจ๋เก๋งก๋งไปเป็นไมตรีเสียกับเมืองฌ้อนั้น จิ้นเจียวก๋งมีความน้อยใจท่านอยู่ เจ๋เก๋งก๋งกับคนใช้เมืองจิ้นว่า ตัวจงกลับไปบอกจิ้นเจียวก๋งว่าอย่าน้อยใจเราเลย เราจะให้เอาเครื่องบรรณาการไปขอเป็นไมตรีด้วย คนใช้ก็คำนับลาไป

เจ๋เก๋งก๋งครั้งนั้นคิดจะตั้งตัวเป็นใหญ่ จึงเอาเครื่องบรรณาการไปให้เมืองฌ้อเมืองจิ้นเป็นไมตรีนั้น หมายจะดูตื้นลึกหนักเบาในเมืองฌ้อเมืองจิ้นดอก ครั้นคนใช้เมืองจิ้นไปแล้ว เจ๋เก๋งก๋งจึงให้จัดเรือกับทหารพร้อมแล้ว เจ๋เก๋งก๋งก็ชวนเกาเอียจือทหารให้ไปด้วย แล้วสั่งให้หิงหยินไปเอาม้าตัวหนึ่งสำหรับเทียมเกวียนเบื้องซ้ายเป็นของรักเจ๋เก๋งก๋งใส่เรือไปด้วย สั่งให้ผูกไว้ที่ศีรษะเรือแล้วออกเรือไปถึงกลางทาง เพลาวันหนึ่งเจ๋เก๋งก๋งให้เอาถั่วดำและหญ้าไปให้ม้ากิน เจ๋เก๋งก๋งก็นั่งดูอยู่นั้นด้วย

ขณะนั้นเกิดลมพายุกล้าฝนตกหนัก มีเต่าใหญ่ตัวหนึ่งผุดขึ้นมาตรงศีรษะเรือคาบเอาม้าพาหนีไปในนํ้า เจ๋เก๋งก๋งเห็นดังนั้นประหลาดใจนักตกตะลึงนิ่งอยู่ เกาเอียจือจึงว่า ท่านอย่าตกใจเลย ข้าพเจ้าจะรับอาสาไปตามเอามาให้ท่าน ว่าแล้วถอดเสื้อออกเสีย ถือกระบี่โดดลงนํ้ารีบตามไป เจ๋เก๋งก๋งแลดูเกาเอียจือว่ายนํ้าไปครั้งนั้นจมหายไปบ้าง ผุดขึ้นมาบ้าง กำลังคลื่นใหญ่แลตามไปจนสุดสายตาหาเห็นเกาเอียจือไม่ เจ๋เก๋งก๋งทอดใจใหญ่คิดว่าเกาเอียจือเห็นจะถูกคลื่นจมนํ้าตายเสียเป็นมั่นคง พอว่าขาดคำลงก็แลเห็นสายนํ้านั้นแดงดังสีโลหิตประมาณครู่หนึ่งก็เห็นเกาเอียจือผุดขึ้นมา มือซ้ายฉุดหางม้ามือขวาถือกระบี่กับศีรษะเต่าชูว่ายนํ้าตรงมา อุ้มม้าขึ้นบนเรือแล้วคำนับเจ๋เก๋งก๋ง

เจ๋เก๋งก๋งมีความยินดีสรรเสริญเกาเอียจือว่า ท่านไม่เสียแรงเกิดมาเป็นชายชาติทหารเอก มีอานุภาพประดุจดังเทพยดาอันมีฤทธิ์ อันความชอบซึ่งท่านไปแก้เอาม้าเรารอดมาครั้งนี้มากนัก เดิมเจ้าเมืองเจ๋เก่าจัดแจงของไว้จะบำเหน็จรางวัลคนที่มีกำลังก็ยังหาได้สมความคิดไม่ จนตัวตายของนั้นยังค้างอยู่ในคลัง บัดนี้ท่านมีความชอบประหลาด เราจะยกเอารายสิ่งของซึ่งค้างอยู่นั้นรางวัลท่านจึงจะสมควร ว่าแล้วก็ให้เอาบัญชีรายการสิ่งของนั้นมามอบให้เกาเอียจือสิ้นแล้ว ก็รีบใช้ใบไปเข้าแดนเมืองจิ้น ชาวด่านก็เอาข้อราชการไปแจ้งกับจิ้นเจียวก๋ง จิ้นเจียวก๋งก็แต่งให้ขุนนางออกไปรับเข้ามาถึงประตูเมือง

ขณะนั้นจิ้นเจียวก๋งก็สั่งให้จัดแจงทางบ้านเมืองให้รโหฐาน แล้วก็แต่งตัวไปรับเจ้าเมืองเจ๋เข้ามาถึงที่แต่งไว้ ต่างคนก็คำนับกันแล้วจิ้นเจียวก๋งจึงสั่งให้ยกโต๊ะอย่างดีออกมาเลี้ยงเจ๋เก๋งก๋ง และโต๊ะขุนนางสำหรับเลี้ยงขุนนางทั้งสองฝ่ายด้วยแล้ว จิ้นเจียวก๋งกับเจ๋เก๋งก๋งกินโต๊ะร่วมกัน จิ้นเจียวก๋งจึงว่า เรากินโต๊ะครั้งนี้หามีอะไรเล่นสนุกไม่ คิดจะให้เอาสุรามาตั้งไว้ ท่านกับข้าพเจ้าเอาลูกเกาทัณฑ์มาพุ่งให้ลงไปในปากไหสุราดูว่าใครจะแม่นกว่ากัน เจ๋เก๋งก๋งก็เห็นด้วย จิ้นเจียวก๋งจึงให้เอาไหใส่สุรามาตั้งลงตรงหน้าโต๊ะประมาณสี่ศอก จิ้นเจียวก๋งจึงเอาลูกเกาทัณฑ์ให้เจ๋เก๋งก๋งพุ่งก่อน เจ๋เก๋งก๋งว่าท่านเป็นเจ้าบ้านพุ่งก่อนจึงจะชอบ จิ้นเจียวก๋งจึงรับลูกคำเกาทัณฑ์พุ่งลงไปในไหสุราได้ดอกหนึ่งดังนั้นก็ดีใจ ขุนนางจิ้นก็พากันคำนับสรรเสริญจิ้นเจียวก๋งเจ้านายของตัวต่อเจ๋เก๋งก๋ง เจ๋เก๋งก๋งเห็นจิ้นเจียวก๋งพุ่งลูกเกาทัณฑ์ลงตรงปากไหสุรานั้นก็หามีความสบายไม่ แล้วก็จับลูกเกาทัณฑ์มาถือไว้ จึงว่ากับจิ้นเจียวก๋งว่า ข้าพเจ้าจะพุ่งลูกเกาทัณฑ์ให้เหมือนกับท่าน ว่าดังนั้นแล้วเจ๋เก๋งก๋งก็พุ่งลูกเกาทัณฑ์ลงในไหสุราดอกหนึ่งเหมือนกัน

วันเอ๋งขุนนางเมืองเจ๋ก็คำนับเจ๋เก๋งก๋งสรรเสริญว่า ท่านก็พุ่งดีมีฝีมือเสมอกันกับจิ้นเจียวก๋ง จิ้นเจียวก๋งได้ฟังดังนั้นก็คิดโกรธแต่ในใจ อีจีพันขุนนางเมืองจิ้นจึงว่ากับวันเอ๋งว่า ท่านจะชมอะไรกับการเล่นว่าดีมีปัญญาและฝีมือนั้นข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย วันเอ๋งนิ่งอยู่ เกาเอียจือจึงว่ากับเจ๋เก๋งก๋งว่าเพลาเช้าแล้วทั้งท่านก็เมาสุราจงเลิกเล่นเสียเถิด เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังเกาเอียจือว่าดังนั้นเห็นชอบด้วยก็ลาจิ้นเจียวก๋งกลับมาเรือ ครั้นเพลาเช้าเจ๋เก๋งก๋งก็ไม่ขึ้นไปลาจิ้นเจียวก๋งจึงให้ออกเรือกลับมาเมืองเจ๋ อีจีพันรู้ว่าเจ๋เก๋งก๋งกลับไปเมืองเสียแล้ว หาได้ลาจิ้นเจียวก๋งไม่ จึงไปว่ากับจิ้นเจียวก๋งว่า เจ๋เก๋งก๋งมาหาท่านว่าจะเป็นไมตรีกัน เมื่อจะไปนั้นหาได้บอกกล่าวลาท่านไม่ อันซึ่งจะคบค้ากันต่อไปนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าจะมิปรกติ จิ้นเจียวก๋งจึงว่าท่านว่านี้ชอบอยู่ แต่เราจะให้ขึ้นไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเมืองหลวง ให้มีรับสั่งไปถึงสิบสองหัวเมืองให้มาพร้อมกันที่เพงคิ้วทำสัจต่อกัน อย่าให้ผู้ใดกระทำยํ่ายีข่มเหงซึ่งเขตแดนแก่กัน ถ้าผู้ใดตั้งตัวเป็นใหญ่ข่มขี่หัวเมืองทั้งปวงก็ให้ขึ้นไปกราบทูลให้ทราบ จึงให้ขุนนางในเมืองจิ้นไปเมืองหลวง ขุนนางก็บังคมลาไป ครั้นถึงเมืองหลวงพอเสด็จออกว่าราชการ ขุนนางเมืองจิ้นก็เข้าไปคุกเข่าลงถวายบังคม แล้วกราบทูลซึ่งคิดกันนั้นให้พระเจ้าจิวเกงอ๋องฟังทุกประการ พระเจ้าจิวเกงอ๋องทราบดังนั้นดีพระทัยนักจึงสั่งขุนนางเมืองจิ้นว่า ถึงเดือนเจ็ดกำหนดจะให้หัวเมืองมาพร้อมกัน ณ ตำบลเพงคิ้ว ขุนนางก็รับสั่งถวายบังคมลามาเมืองจิ้น จึงเข้าไปแจ้งแก่จิ้นเจียวก๋งตามข้อรับสั่งทุกประการ

จิ้นเจียวก๋งแจ้งดังนั้นมีความยินดีนัก จึงให้ขุนนางที่มีสติปัญญาพูดจาเฉลียวฉลาด ไปประกาศแก่สิบสองหัวเมืองให้มาพร้อมกัน ณ ตำบลเพงคิ้วตามรับสั่ง ขุนนางก็คำนับลาไป ครั้นถึงเดือนเจ็ดจิ้นเจียวก๋งจึงจัดทหารสามสิบหมื่น เกวียนสี่พันเล่มกับขุนนางคือ ซุนเหงาหนึ่ง อุยสือหนึ่ง อีจีพันหนึ่ง อีจีหูหนึ่ง เจียถำหนึ่ง เหนียวเปงหนึ่ง เตียกะหนึ่ง ดิเอียกหนึ่ง ทหารแปดคนนี้ไปกับจิ้นเจียวก๋ง จิ้นเจียวก๋งจึงให้ฮันคี้อยู่รักษาเมืองแล้วยกทหารไป ณ ตำบลเพงคิ้วตั้งค่ายรายไปหลายค่าย

ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงแจ้งข้อรับสั่ง ครั้นถึงกำหนดก็จัดแจงยกมา ณ ตำบลเพงคิ้ว เจ้าเมืองเจ๋หนึ่ง เมืองฬ่อหนึ่ง เมืองซองหนึ่ง เมืองโอยหนึ่ง เมืองเตงหนึ่ง เมืองจอหนึ่ง เมืองกี๋หนึ่ง เมืองตูหนึ่ง เมืองเถงหนึ่ง เมืองซีหนึ่ง เมืองคีหนึ่ง เมืองเลกหนึ่ง ต่างตั้งค่ายเรียงกันไป ครั้นแลเห็นจิ้นเจียวก๋งยกทหารมาเป็นกระบวนทัพใหญ่ดังนั้น ต่างคนคิดเกรงอยู่ จิ้นเจียวก๋งจึงให้หาสิบสองหัวเมืองมาพร้อมกันที่ค่าย ต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียม อีจีพันถือกระถางสุราสำหรับใส่โลหิต จึงว่ากับเจ้าเมืองทั้งปวงว่า บัดนี้มีรับสั่งพระเจ้าจิวเกงอ๋อง ให้เจ้าเมืองมาทำสัจสาบานมิให้กระทำยํ่ายีซึ่งกันและกัน ถ้าผู้ใดจะยอมมิยอมจงว่ามาให้แจ้ง

เจ๋เก๋งก๋งจึงว่า ตัวเราเป็นเมืองใหญ่ก็จริง แต่มิได้ข่มเหงเมืองเล็กจะสาบานด้วยเหตุอันใดเล่า อีจีพันจึงตอบว่า พระเจ้าจิวเกงอ๋องมีรับสั่งให้จิ้นเจียวก๋งนายเราออกมาดูผิดและชอบ และท่านมาพูดดังนี้เหมือนขัดรับสั่ง จิ้นเจียวก๋งก็มีทหารมาถึงสามสิบหมื่น เกวียนรบสี่พันเล่ม ท่านจะมาดูหมิ่นนายเราผู้เป็นต้นรับสั่งดังนี้จะมิต้องรบกันหรือ เจ้าเมืองทั้งสิบเอ็ดคนได้ยินอีจีพันว่าดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงให้ตีกลองสัญญาขึ้น ทหารทั้งสิบเอ็ดหัวเมืองได้ยินเสียงกลองรบเป็นสำคัญ ก็จัดแจงถืออาวุธไว้ครบมือทุกตัวคน เจ๋เก๋งก๋งเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงว่า ท่านทั้งปวงอย่าวุ่นวายเลย เราจะยอมทำสัจตามรับสั่ง

จิ้นเจียวก๋งเห็นเจ๋เก๋งก๋งยอมดังนั้นจึงว่า เราเป็นต้นรับสั่งจะสาบานก่อนจึงจะชอบด้วยอย่างธรรมเนียม จิ้นเจียวก๋งจึงแทงเอาโลหิตออกปนกับสุรา สาบานตัวตามรับสั่งแล้วกินสุราเข้าไป เจ๋เก๋งก๋งก็สาบานเป็นที่สอง เจ้าเมืองซองก็ทำสัจเป็นที่สาม เจ้าเมืองทั้งปวงก็สาบานตามผู้น้อยผู้ใหญ่ตามลำดับกันลงไปทั้งสิบสองเมือง ครั้นกระทำสัจสาบานกันแล้ว ต่างคนก็คำนับลากันกลับไปเมือง

แต่เมืองตูเมืองกี๋มาถึงกลางทาง จึงเข้าไปคำนับจิ้นเจียวก๋งแล้วแจ้งความว่า ฬ่อเจาก๋งข่มเหงเบียดเบียนข้าพเจ้าทั้งสองเมืองเป็นหลายครั้งแล้ว จิ้นเจียวก๋งแจ้งดังนั้นโกรธนัก จึงให้ทหารไป ณ เมืองฬ่อ เอาตัวขุนนางมาเป็นจำนำแทนเจ้าเมือง ทหารก็คำนับลาไปเมืองฬ่อ คุมเอาตัวกิซุนอิยู้ ขุนนางเมืองฬ่อสองคนไปให้จิ้นเจียวก๋ง จิ้นเจียวก๋งมิได้ไต่ถามให้เป็นสัจให้เห็นผิดแลชอบ จึงเอาตัวกิซุนอิยู้ไปขังไว้ในตึก

ขณะนั้นจูหกเป็นขุนนางอยู่เมืองฬ่อ มาเที่ยวเยี่ยมเยียนพี่น้อง ณ เมืองจิ้น แจ้งว่าจิ้นเจียวก๋งให้เอาขุนนางเมืองฬ่อมาขังไว้ จึงไปหาซุนเหงาขุนนางเมืองจิ้น ซุนเหงากับจูหกเป็นเพื่อนกันมาแต่ก่อน จูหกจึงว่าแก่ซุนเหงาว่า เมืองตูเมืองกี๋มากล่าวโทษเจ้าเมืองฬ่อว่าข่มเหง จิ้นเจียวก๋งสั่งให้ขังกิซุนอิยูไว้นั้นก็ควรอยู่ แต่เมืองตูเมืองกี๋เป็นเมืองเล็กน้อย เมืองฬ่อเป็นเมืองใหญ่ ถ้าฬ่อเจาก๋งคิดกลับใจไปขึ้นเสียกับเมืองเจ๋ หัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะเอาใจออกห่างเสียสิ้น กำลังเมืองจิ้นก็จะน้อยลง อันเมืองตูเมืองกี๋นั้นจะดีกว่าเมืองฬ่อหรือท่านจงตรองดูเถิด

ซุนเหงาได้ฟังก็ตกใจ จึงว่าความทั้งนี้เราหารู้ไม่ เราจะไปว่ากับนายเราให้ปล่อยขุนนางเมืองฬ่อเสีย ท่านอย่าวิตกเลย จูหกก็คำนับลามา ซุนเหงาก็เอาความทั้งนี้ไปเล่าให้ฮันคี้ฟัง ฮันคี้จึงว่านายเราทำการดังนี้ถ้าหัวเมืองทั้งปวงรู้ไปจะมิติเตียนได้หรือ ฮันคี้จึงเข้าไปหาจิ้นเจียวก๋งแล้วชี้แจงแจ้งความตามซึ่งปรึกษากันนั้นให้จิ้นเจียวก๋งฟังทุกประการ จิ้นเจียวก๋งได้ฟังฮันคี้ว่าดังนั้นสะดุ้งใจได้คิดเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ปล่อยกิซุนอิยู้เสีย กิตติศัพท์ทั้งนี้รู้ไปถึงหัวเมืองทั้งปวง ต่างคนต่างติเตียนว่าจิ้นเจียวก๋งกระทำแก่เมืองฬ่อครั้งนี้เสียสัจ หาอยู่ในยุติธรรมไม่ ตั้งแต่นั้นมาหัวเมืองทั้งสิบสองเมืองก็เอาใจออกห่างปราศจากสามัคคีกับเมืองจิ้น

ฝ่ายเจ๋เก๋งก๋งกลับมาถึงเมือง จึงคิดว่าจิ้นเจียวก๋งครั้งนี้มีทแกล้วทหารเป็นอันมากเห็นจะมีใจกำเริบขึ้น ซึ่งเราไปสาบานด้วยกันนั้นเห็นหาเป็นประโยชน์ไม่ จึงว่าแก่วันเอ๋งว่า จิ้นเจียวก๋งเป็นใหญ่อยู่ฝ่ายทิศตะวันตก เราคิดว่าจะตั้งตัวขึ้นเป็นเมืองใหญ่อยู่ฝ่ายทิศตะวันออกบ้างท่านจะเห็นประการใด วันเอ๋งจึงตอบว่า ทุกวันนี้จิ้นเจียวก๋งทำเก๋งสูงกะเกณฑ์เอาราษฎรชาวเมืองมาทำให้ได้ความคับแค้นต่างๆ หัวเมืองทั้งปวงเล่าก็คิดเอาใจออกห่างอยู่สิ้น ซึ่งท่านจะตั้งตัวเป็นใหญ่นั้นก็ควรอยู่ แต่ผู้ซึ่งจะตั้งตัวเป็นใหญ่ให้อยู่ในยุติธรรม อาณาประชาราษฎร์จึงรักใคร่ เจ๋เก๋งก๋งจึงว่า จะให้ชาวเมืองรักใคร่เรานั้นจะให้ทำประการใด จงช่วยแจงให้เราเข้าใจบ้าง

วันเอ๋งจึงตอบว่าจะให้ราษฎรชาวเมืองรักใคร่นั้น ถ้าราษฎรกระทำผิดโทษถึงตัดศีรษะให้แต่จำใส่คุกไว้ โทษถึงใส่คุกก็ขังไว้พอเข็ดหลาบแล้วปล่อยไป ถ้าโทษแต่เพียงเฆี่ยนตีก็ให้ภาคทัณฑ์ไว้ ถ้าผู้นั้นมิฟังขืนกระทำอยู่จึงให้เอาโทษตามกฎหมาย อนึ่งอากรขนอนตลาดบรรดาเจ้าภาษีซึ่งทำเงินในคลังของท่านก็ให้ลดเสียกึ่งหนึ่ง ถ้าท่านทำได้ดังนี้ราษฎรก็จะรักใคร่ได้ความสุข บ้านเมืองก็จะบริบูรณ์ไปด้วยเสบียงอาหาร หัวเมืองทั้งปวงรู้ไปก็จะมาขอเป็นไมตรีมีพวกพ้องมากขึ้นจึงจะเป็นเมืองใหญ่ได้ เจ๋เก๋งก๋งได้ฟังวันเอ๋งชี้แจงดังนั้นเห็นชอบด้วยมีความยินดีนัก จึงสั่งขุนนางเจ้าพนักงานทั้งปวงให้กระทำตามถ้อยคำวันเอ๋งว่าทุกประการ แต่นั้นมาราษฎรเมืองเจ๋ก็บริบูรณ์มั่งคั่งเป็นสุขขึ้นกว่าแต่ก่อน

เจ๋เก๋งก๋งจึงให้ไปเกลี้ยกล่อมซือจิ้วเจ้าเมืองภูสุย ฝ่ายทิศตะวันออกเป็นเมืองเล็ก ซือจิ้วหายอมไม่ เจ๋เก๋งก๋งก็โกรธ จึงให้ซันไคเกียงเป็นแม่ทัพยกไปตีเมืองภูสุย ซันไคเกียงก็คำนับลาออกมาจัดทหารพร้อมแล้วยกไปเมืองภูสุย จึงให้ตั้งค่ายลงดูกำลังเจ้าเมืองภูสุยจะคิดประการใด ซือจิ้วแจ้งว่าซันไคเกียงขุนนางเมืองเจ๋ยกมา จึงให้เอียงซ้องคุมทหารออกไป เอียงซ้องก็คำนับลาออกมาพาทหารเลวยกไป ได้รบกันกับซันไคเกียงแม่ทัพเมืองเจ๋เป็นหลายเพลง ซันไคเกียงได้ทีฆ่าเอียงซ้องทหารเมืองภูสุยตาย ซือจิ้วแจ้งดังนั้นตกใจนัก จึงจัดแจงเครื่องบรรณาการออกไปขอขึ้นกับเมืองเจ๋ ซันไคเกียงเห็นเจ้าเมืองออกมาอ่อนน้อมคำนับจึงให้รับเอาเครื่องบรรณาการไว้แล้วยกทหารกลับไปเมืองเจ๋ จึงนำเอาเครื่องบรรณาการเข้าไปแจ้งความตามเจ้าเมืองภูสุยมาขอขึ้นแก่เจ๋เก๋งก๋ง เจ๋เก๋งก๋งแจ้งดังนั้นมีความยินดีนัก จึงให้มีหนังสือไปถึงซือจิ้วเจ้าเมืองภูสุยให้ไปเกลี้ยกล่อมอีจิ้วเอียมจิวเจ้าเมืองเล็กน้อยฝ่ายทิศตะวันออก เจ้าเมืองทั้งสองก็ยอมมาขึ้นตามหนังสือ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ