๓๖

ฝ่ายต๋งนีครั้นได้เป็นจิ้นบุนก๋งแล้ว จึงคิดว่าก๋งจูหึงหนีไปอยู่ตำบลโปเหลียง ครั้นจะละไว้มิได้จะเป็นเสี้ยนศัตรู จึงสั่งให้ทหารติดตามไปฆ่าเสีย ทหารรับคำจิ้นบุนก๋งแล้วก็รีบไปถึงตำบลโปเหลียง พบก๋งจูหึงซ่อนอยู่ในบ้านป่าผู้เดียวก็จับเอาตัวมาฆ่าเสีย แล้วก็กลับมาแจ้งความแก่จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งแจ้งดังนั้นก็ยินดี ฝ่ายบุดถีมีธุระไปครั้นกลับมาถึงที่อยู่เห็นก๋งจูหึงตายก็ร้องไห้ จึงเอาศพก๋งจูหึงไปฝังไว้แล้วบุดถีก็กลับมาอยู่เมืองจิ้น

ฝ่ายลีอี้เสงคับโยยจึงปรึกษากันว่า จิ้นบุนก๋งได้เป็นเจ้าเมืองถึงสิบห้าวันแล้ว ก็ยังหายกความชอบตั้งแต่งผู้ใดขึ้นเป็นที่ตามตำแหน่งไม่ เราทั้งสองได้ทำความชอบมาแต่เดิม จิ้นบุนก๋งก็ไม่ชุบเลี้ยง เราจะทำราชการด้วยต่อไปก็จะได้ความอัปยศแก่ทหารจิ้นบุนก๋งหาต้องการไม่ จึงคิดกันว่าบุดถีนั้นเป็นคนผิดกันอยู่กับจิ้นบุนก๋งหลายครั้ง แล้วเป็นคนมีฝีมือเข้มแข็ง จำจะหาตัวมาคิดการปรึกษากัน แล้วจึงให้ไปหาตัวบุดถีมาจึงว่า แต่ก่อนท่านก็ได้ทำความผิดไว้แก่จิ้นบุนก๋งหลายครั้ง บัดนี้ท่านคิดจะเป็นขุนนางทำราชการด้วยต๋งนี ท่านเห็นว่าต๋งนียังจะชุบเลี้ยงท่านอยู่หรือ

บุดถีจึงตอบว่า ข้าพเจ้าก็รู้อยู่ว่าต๋งนีมีความพยาบาทหาเลี้ยงข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าก็ไม่สมัครเป็นขุนนางสืบไปแล้ว ลีอี้เสงจึงว่า ซึ่งท่านไม่สมัครด้วยต๋งนีนั้นก็เหมือนใจเราทั้งสอง บัดนี้เราคิดกันว่าจะจัดทหารให้ไปซุ่มสกัดอยู่ทุกประตู แล้วจะเอาไฟเผาที่อยู่ต๋งนีเข้า ถ้าต๋งนีหนีมาทางประตูใดจับตัวได้แล้ว เราจะฆ่าเสียท่านจะเห็นประการใด บุดถีก็เห็นชอบจึงว่าข้าพเจ้าจะรับเป็นผู้จุดเพลิง ลีอี้เสงคับโยยครั้นบุดถีคิดต้องใจจึงรินสุราลงแล้วสามนายก็ให้สัตย์สาบานกัน กำหนดว่าจะทำการเป็นแน่ ณ วันเดือนยี่แรมสิบห้าคํ่า ลีอี้เสงคับโยยก็จัดแจงทหารซึ่งเป็นสมัครพรรคพวกตระเตรียมไว้พร้อม

บุดถีครั้นกลับมาบ้านจึงคิดว่า ครั้งก่อนจิ้นเฮียนก๋งซึ่งเป็นบิดาต๋งนีใช้เราให้ไปฆ่าต๋งนี ณ ตำบลปัดเสีย เราก็หาทำอันตรายได้ไม่ ครั้นจิ้นฮุยก๋งได้เป็นเจ้าเมืองจิ้น ก็ใช้เราให้ไปฆ่าต๋งนีอีกครั้งหนึ่ง ต๋งนีก็หนีได้ บัดนี้ก๋งจูหึงก็ตายแล้ว ต๋งนีได้เป็นจิ้นบุนก๋ง บ้านเมืองก็ค่อยเป็นปกติ ลีอี้เสงคับโยยจะมาชวนเราทำร้ายจิ้นบุนก๋งครั้งนี้อีกเล่า จิ้นบุนก๋งมีบุญมากเห็นจะเป็นอันตรายไม่ ลีอี้เสงคับโยยจะมาพาเราตายเสียเปล่า จำจะเอาความไปแจ้งแก่จิ้นบุนก๋งเป็นความชอบของเราเถิด คิดดังนั้นแล้วคํ่าลงจึงไปบ้านเฮาเอียน ร้องเรียกเฮาเอียนให้เปิดประตูรับ เฮาเอียนได้ยินดังนั้นคิดประหลาด จึงออกมาเปิดประตูเห็นบุดถีก็ตกใจจึงถามว่า ท่านมานี้ด้วยธุระอะไรหรือ บุดถีจึงบอกว่า ข้าพเจ้าจะมาหาท่านให้พาไปหาจิ้นบุนก๋งแจ้งความลับ เฮาเอียนได้ยินดังนั้นจึงว่า ความลับเป็นประการใดจึงจะไปเวลากลางคืน แล้วตัวท่านแต่ก่อนก็มีความผิดอยู่เป็นอันมาก จิ้นบุนก๋งเห็นหน้าท่านก็จะโกรธขึ้นจะมิฆ่าท่านเสียหรือ บุดถีจึงว่า ถ้าท่านเห็นดังนั้นมิพาตัวข้าพเจ้าไปก็ตามเถิด ขอเชิญท่านเข้าไปแจ้งความกับจิ้นบุนก๋งว่า ข้าพเจ้าจะขอเข้ามาแจ้งความลับเป็นข้อใหญ่ เฮาเอียนก็คิดสงสัย จึงให้บุดถีนั่งอยู่ที่นั้น แต่ตัวไปหาจิ้นบุนก๋ง เห็นจิ้นบุนก๋งนั่งอยู่คนเดียวจึงเข้าไปใกล้คำนับแล้วแจ้งความตามคำบุดถี

จิ้นบุนก๋งแจ้งดังนั้นจึงว่า ซึ่งบุดถีจะเข้ามาหาเราและว่าจะบอกความลับนั้น เรายังแคลงใจอยู่ เกลือกจะเป็นกลอุบายด้วยบุดถีทำความผิดไว้แก่เราเป็นหลายครั้ง คิดกลัวผิดแกล้งจะเข้ามาแก้ตัวจึงว่ากล่าวดังนี้ ท่านจะเชื่ออะไรกับบุดถี เฮาเอียนจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่าบุดถีเป็นคนกระทำความผิดมาแต่ก่อนนั้นก็จริงอยู่ แต่ว่าท่านพึ่งได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่ถึงผู้ใดจะทำความผิดหนักเบาประการใดก็ดี จำจะอดกลั้นไว้ก่อนให้ไพร่บ้านพลเมืองรู้ว่าท่านเป็นคนใจดีจึงจะชอบ จิ้นบุนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้ทหารออกไปถามบุดถีว่า ครั้งก่อนบุดถีเอากระบี่ฟันเรา เราหลบได้ไม่ตายถูกแต่มือเสื้อขาด เสื้อที่ขาดนั้นก็ยังอยู่ เราเห็นเสื้อแล้วก็ยังคิดแค้นบุดถีอยู่ ครั้งเมื่อเราไปอยู่เมืองเต๊ก อีฮูสั่งบุดถีว่าอีกสามวันให้บุดถีไปฆ่าเราเสีย บุดถีก็หารั้งรอให้ครบสามวันไม่ รีบไปทำร้ายเราแต่ในสองวันผิดกับคำอีฮูสั่ง หากเทพยดาช่วยเราจึงรอดชีวิต บัดนี้เราก็ได้เป็นเจ้าเมือง ชีวิตบุดถีอยู่ในเงื้อมมือเราแล้ว ชอบแต่บุดถีจะหลบหลีกหนีไปเสียให้พ้นจึงจะควร อันจะเอาคอมารอคมอาวุธอยู่ดังนี้ก็เห็นจะตายเสียเป็นมั่นคง ทหารรับคำแล้วก็ออกไปว่ากล่าวกับบุดถีตามถ้อยคำจิ้นบุนก๋งสั่ง

บุดถีได้ฟังดังนั้นก็มิได้มีความสะดุ้งตกใจ จึงทำเป็นหัวเราะขึ้นให้ดังจะให้จิ้นบุนก๋งได้ยิน แล้วว่า เมื่อจิ้นเฮียนก๋งบิดาจิ้นบุนก๋งและอีฮูซึ่งเป็นน้องจิ้นบุนก๋งเป็นเจ้าเมือง ข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าตัวข้าพเจ้าก็เป็นข้าท่าน ท่านทั้งสองจะใช้ให้ทำประการใด ข้าพเจ้าก็ทำตามบังคับ บัดนี้ท่านทั้งสองก็ตายแล้ว จิ้นบุนก๋งได้เป็นเจ้าเมือง ข้าพเจ้าก็จะเป็นข้าอยู่ในบังคับสืบไป จิ้นบุนก๋งจะใช้ข้าพเจ้าประการใดก็จะอาสาไปทำตามสั่งโดยประเวณีเจ้ากับข้า อันท่านจะมาถือโทษพยาบาทข้าพเจ้าผู้เป็นข้าก็จนอยู่ ซึ่งท่านจะให้ข้าพเจ้าหนีไปนั้นข้าพเจ้าหารู้ที่จะหนีไปพึ่งผู้ใดไม่ ท่านเป็นเจ้าไม่เลี้ยงข้าพเจ้าไว้ จะฆ่าข้าพเจ้าเสียก็ตามแล้วแต่จะกรุณา และความข้อหนึ่งครั้งก๋งจูเสียวแปะกับก๋งจูกิวผู้พี่มาชิงสมบัติ กวนต๋งเป็นทหารก๋งจูกิวเอาเกาทัณฑ์ยิงก๋งจูเสียวแปะถูกรักแร้หาตายไม่ ครั้นก๋งจูเสียวแปะได้เป็นเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ก็ไม่มีความพยาบาทเอากวนต๋งมาเลี้ยงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ บังคับบัญชาสิทธิ์ขาดทั้งแผ่นดิน และในเวลานี้จิ้นบุนก๋งจะมิให้ข้าพเจ้าเข้าไปหาแจ้งความลับ เห็นภัยจะมีแก่จิ้นบุนก๋งโดยเร็ว ทหารก็จำถ้อยคำของบุดถีแล้วกลับเข้าไปแจ้งความแก่จิ้นบุนก๋งทุกประการ

จิ้นบุนก๋งได้ยินความประหลาดก็นิ่งตรึกตรองอยู่ เฮาเอียนจึงว่า ข้าพเจ้าฟังถ้อยคำบุดถีว่ากล่าวนี้องอาจนัก เห็นจะมีความใหญ่เป็นมั่นคง ขอท่านจงหาตัวบุดถีเข้ามาซักไซ้ดูก่อน จิ้นบุนก๋งก็เห็นชอบจึงให้หาบุดถีเข้ามา บุดถีครั้นเข้ามาถึง คำนับแล้วยิ้มแย้มทำกิริยารื่นเริงมิได้ขอโทษตัวที่ทำผิด จิ้นบุนก๋งจึงว่า แต่เรามาได้เป็นเจ้าเมืองนี้ก็หลายวัน ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็มาคำนับสวามิภักดิ์สิ้นทั้งเมือง เหตุใดตัวจึงไม่มา

บุดถีจึงตอบว่า ซึ่งคนทั้งปวงมาคำนับท่านนั้นด้วยหารู้การว่าท่านจะมีอันตรายไม่ วันนี้ข้าพเจ้าได้พบท่านแล้ว เห็นท่านจะพ้นอันตรายมีความสุขสืบไป จิ้นบุนก๋งได้ฟังบุดถีว่า เห็นถ้อยคำเป็นความหลักแหลมอยู่ จึงขับคนใช้ไปเสียสิ้น ให้อยู่แต่เฮาเอียนผู้เดียว แล้วเรียกบุดถีเข้ามาใกล้จึงถามว่า ท่านเห็นเหตุเป็นประการใดจึงว่าดังนี้ บุดถีจึงกระซิบบอกว่า บัดนี้ลีอี้เสงคับโยยจัดแจงทหารไว้ จะเข้าลอบล้อมเผาที่อยู่ท่านจะจับตัวท่านฆ่าเสีย ท่านจงเร่งหนีเอาตัวรอดในวันนี้ให้จงได้ ครั้นบุดถีบอกความคำนับลาจิ้นบุนก๋งไปหาลีอี้เสงคับโยยหวังมิให้มีความสงสัย

จิ้นบุนก๋งครั้นแจ้งความแล้วก็ตกใจ ด้วยจวนตัวนักจะจัดแจงทหารป้องกันตัวประการใดก็มิทัน จึงว่ากับเฮาเอียนว่า เราจะนิ่งช้าอยู่ฉะนี้เห็นจะไม่ได้ จะเสียท่วงทีแก่ศัตรู จำจะหนีไปหาเจ้าเมืองจิ๋นเอาตัวรอดก่อน ภายหลังจึงจะค่อยคิดการ ท่านจงเร่งไปจัดเกวียนมาคอยรับเราที่หลังบ้าน เวลาดึกวันนี้เราจะลอบหนีไป เฮาเอียนก็เห็นชอบด้วย จึงออกไปจัดเกวียนมาคอยเตรียมไว้ตามคำจิ้นบุนก๋งสั่ง จิ้นบุนก๋งครั้นสั่งเฮาเอียนแล้วจึงเขียนหนังสือไปปิดไว้ที่ประตูที่ออกขุนนางว่า เราไม่สบายป่วยท้องกินยาสักสองวันสามวัน อย่าเพิ่งให้ขุนนางและผู้ใดเข้ามาหาเลย ครั้นเวลาดึกจึงบอกคนใช้ว่าปวดท้องจะไปหลังบ้าน ให้คนสนิทจุดโคมนำไป พอพบเฮาเอียนก็พากันขึ้นเกวียนรีบหนีไป ครั้นถึงเมืองซินเสียซึ่งเป็นแดนเมืองจิ๋น จึงเขียนหนังสือแจ้งความลับไปถึงก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋น ให้เชิญออกมา ณ เมืองซินเสีย ครั้นเขียนหนังสือแล้วก็ผนึกส่งให้ทหารรีบเข้าไปให้ก๋งจูบุน ก๋งจูบุนดูหนังสือแล้วจึงคิดว่า ต๋งนีเห็นจะมีเหตุร้ายสิ่งใดเป็นมั่นคง แล้วแกล้งสั่งขุนนางให้เตรียมม้าที่มีฝีเท้าไว้ให้พร้อม พรุ่งนี้เราจะไปไล่เนื้อสักเวลาหนึ่ง ครั้นรุ่งเช้าก๋งจูบุนก็ขึ้นม้าพาทหารออกจากเมืองรีบไปถึงเมืองซินเสีย

จิ้นบุนก๋งเห็นเจ้าเมืองจิ๋นมาก็มีความยินดี จึงเล่าความให้ฟังทุกประการ ก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นแจ้งดังนั้นหัวเราะแล้วจึงว่า ลีอี้เสงคับโยยและทหารทั้งปวงเป็นคนบุญน้อย ถึงจะคิดอ่านประการใดแก่ท่านก็หาสำเร็จไม่ อย่าวิตกเลยเราจะช่วยคิดอ่านให้ แล้วสั่งกงซุนกีให้คุมทหารไปตั้งอยู่ที่ฝั่งนํ้าปลายแดน คอยฟังข่าวลีอี้เสงคับโยย แต่ให้พูดจาว่ามาตั้งอยู่คอยเอาสินบนจิ้นบุนก๋งซึ่งว่าไว้กลัวจะกลับกลายไปเหมือนเช่นอีฮู

ฝ่ายลีอี้เสงคับโยยไม่รู้ว่าต๋งนีซึ่งเป็นจิ้นบุนก๋งหนีไปได้ ครั้นคํ่าจึงเกณฑ์ทหารไปสกัดอยู่ประตูเมือง แต่ตัวลีอี้เสงคับโยยพาทหารเข้าล้อมที่อยู่ต๋งนีไว้ แล้วให้เอาไฟเผาวัง คอยต๋งนีหนีเพลิงออกมาจะจับฆ่าเสีย ครั้นไฟไหม้ลุกสว่างขึ้นสองนายก็แยกกันสกัดค้นหาตัวต๋งนีทุกแห่ง ฝ่ายขุนนางชาวเมืองจิ้นเห็นเพลิงไหม้ที่อยู่เจ้าเมืองขึ้นต่างคนก็ตกใจ บ้างได้พร้าขอและถังนํ้าวิ่งมาช่วยดับเพลิงเป็นอันมาก ฝ่ายเตียวสวยเห็นไฟไหม้ที่อยู่จิ้นบุนก๋ง ไม่รู้ว่าเหตุผลประการใด จึงเรียกทหารให้ถืออาวุธพร้อมกันรีบมาช่วย แล้วชวนกันเที่ยวหาจิ้นบุนก๋งก็ไม่พบ ต่างคนก็แยกย้ายกันเที่ยวไปหาทุกแห่งยังมิได้รู้เหตุผลประการใด

บุดถีเห็นเตียวสวยพาทหารมา จึงว่ากับลีอี้เสงคับโยยว่า เราทำการครั้งนี้ไม่สมคิดหาได้ตัวจิ้นบุนก๋งไม่ เวลาก็จวนจะสว่างแล้วเตียวสวยก็พาทหารมาเป็นอันมาก เราจะอยู่ที่นี่เตียวสวยก็จะรู้ว่าเราทำการขบถจะจับเอาตัวไป จำเราจะพากันไปเสียนอกเมืองอย่าให้เตียวสวยสงสัย ลีอี้เสงคับโยยก็เห็นชอบจึงพากันไป ครั้นรุ่งขึ้นบุดถีจึงว่า เราซ่อนอยู่ที่นี้เห็นมิได้ ด้วยเราทำผิดเกินแล้ว เราจะไปหาก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นหลอกลวงก๋งจูบุนว่าเกิดเพลิงไหม้เมืองขึ้นจิ้นบุนก๋งตายเสียในเพลิงแล้ว จะขอรับเอาซีจูเอ๋งซึ่งเป็นบุตรเจ้าเมืองจิ๋นมาครองเมืองแทนจิ้นบุนก๋ง ลีอี้เสงคับโยยจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะพาเราไปเมืองจิ๋นนั้น เราคิดกลัวเจ้าเมืองจิ๋นพยาบาทโกรธเราที่คิดลวงว่าจะให้เมืองขึ้นห้าหัวเมืองเป็นสินบน ครั้งเมื่ออีฮูจะมาเป็นเจ้าเมืองจิ้น

บุดถีได้ยินสองนายว่าบิดพลิ้วดังนั้น จึงทำเป็นโกรธแล้วว่า ท่านไม่ไปจะอยู่ให้เขาฆ่าก็ตามใจเกิด เราจะหนีไปเอาตัวรอดคนเดียว ว่าแล้วก็เดินไป สองนายเห็นบุดถีโกรธดังนั้น ครั้นจะอยู่ก็กลัวภัยหารู้จะไปพึ่งหาผู้ใดไม่ จึงพากันเดินไปตามบุดถี บุดถีครั้นมาถึงที่กงซุนกีอยู่จึงเข้าไปหากงซุนกี แล้วกระซิบบอกความว่า ลีอี้เสงคับโยยคิดการจุดเพลิงทำร้ายจิ้นบุนก๋ง บัดนี้จะลวงเจ้าเมืองจิ๋นนายท่านอีก ขอท่านจงคิดอ่านจับตัวลีอี้เสงคับโยยให้ได้ กงซุนกีแจ้งความดังนั้นจึงว่า ถ้าลีอี้เสงคับโยยตกมาถึงเมืองเราแล้ว เราคงจะล่อลวงเอาตัวไปให้นายเราให้จงได้ บุดถีได้ฟังก็มีความยินดี ว่าเราจะลาท่านไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองจิ๋นกับจิ้นบุนก๋งให้แจ้งก่อน ว่าแล้วก็รีบไป พอลีอี้เสงคับโยยมาถึงเข้าไปหากงซุนกีแล้วเล่าความว่าเมืองจิ้นเกิดเพลิงไหม้จิ้นบุนก๋งตายจะขอซีจูเอ๋งมาเป็นเจ้าเมืองจิ้น กงซุนกีจึงแกล้งชมว่า ซึ่งท่านคิดอ่านนี้ก็ชอบแล้ว เราจะพาท่านไปหาเจ้าเมืองจิ๋น เราจะช่วยว่ากล่าวให้ได้ซีจูเอ๋งสมความคิดท่าน กงซุนกีก็พาลีอี้เสงคับโยยไป ณ เมืองซินเสีย

ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นแจ้งความว่ากงซุนกีพาลีอี้เสงคับโยยมา จึงให้จิ้นบุนก๋งซ่อนตัวอยู่หลังลับแล แต่ตัวเจ้าเมืองจิ๋นนั้นออกมานั่งข้างนอก จึงร้องเรียกลีอี้เสงคับโยยเข้ามาถามว่า ท่านมาหาเรานี้ด้วยธุระอะไรหรือ ลีอี้เสงคับโยยคุกเข่าลงคำนับ แล้วทำร้องไห้บอกว่าบัดนี้เกิดไฟไหม้เมืองจิ้น จิ้นบุนก๋งเจ้าข้าพเจ้านั้นตายเสียในไฟแล้วไม่มีผู้ที่จะเป็นที่พึ่งต่อไป ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันให้ข้าพเจ้ามาขอซีจูเอ๋งซึ่งเป็นบุตรของท่านไปเป็นเจ้าเมืองจิ้น

เจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังดังนั้นทำเป็นตกใจว่า จิ้นบุนก๋งไปเป็นเจ้าเมืองไม่ทันถึงเดือน มีเหตุดังนี้เล่า เราคิดเสียดายจิ้นบุนก๋งนักแล้วว่า ซึ่งท่านจะมาขอซีจูเอ๋งไปเป็นเจ้าเมืองจิ้นนั้นก็สมควรอยู่แล้ว เจ้าเมืองจิ๋นทำเป็นร้องเรียกว่า ซีนกุ๋นเจ้าเมืองใหม่จงออกมาเถิด จิ้นบุนก๋งได้ยินก๋งจูบุนเรียกเป็นแยบคายก็เข้าใจจึงออกมานั่งลงข้างหลัง ก๋งจูบุน ลีอี้เสงคับโยยเห็นจิ้นบุนก๋งก็ตกใจดังจะสิ้นชีวิต จึงคิดว่าเราชวนกันทำการนั้นก็มิดชิดไม่แพร่งพราย แต่หากบุญเขาไม่ควรตายจึงหนีมาได้ อันตัวเราครั้งนี้ที่ไหนจะพ้นตาย ลีอี้เสงคับโยยมิรู้ที่จะทำประการใดก็ก้มหน้านิ่งอยู่

จิ้นบุนก๋งแลดูหน้าลีอี้เสงคับโยยแล้วก็ยิ่งคิดแค้นสุดที่จะอดกลั้น จึงร้องด่าว่าไอ้โจร เอ็งโกรธเราด้วยไม่ตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่หรือจึงจะเผาเราเสีย หากบุดถีมาบอกเราจึงได้รอดชีวิต บัดนี้ตัวก็มาเข้าอยู่ในเงื้อมมือเราแล้ว จะคิดทำเป็นประการใดเล่า สองนายครั้นได้ฟังดังนั้นมิรู้ที่จะแก้ไขประการใด ให้คิดแค้นบุดถีที่ไม่ตรงการลับจึงกลับกลายไป ต้องการอะไรจะมานิ่งตายแต่ตัวเล่า จำจะว่ากล่าวให้บุดถีตายด้วย คิดแล้วจึงตอบว่า ซึ่งข้าพเจ้าประมาททำร้ายแก่ท่านนั้นโทษข้าพเจ้าผิดถึงที่ตายแล้ว แต่เป็นความสัตย์ความจริง ซึ่งข้าพเจ้าทำการทั้งนี้เพราะบุดถีเป็นต้นคิด แล้วได้ให้สัญญาว่าจะตายด้วยกัน ข้าพเจ้าจึงองอาจทำแก่ท่านทั้งนี้ตามแต่ท่านจะโปรด จิ้นบุนก๋งได้ฟังลีอี้เสงคับโยยว่าดังนั้น จึงสั่งให้พีป๋าซึ่งเป็นคนสนิทกันเอาตัวคนทั้งสองไปฆ่าเสียแล้วเอาศีรษะมาให้เรา พีป๋าคำนับแล้วก็พาเอาตัวลีอี้เสงคับโยยไปทำตามจิ้นบุนก๋งสั่ง แล้วตัดเอาศีรษะคนทั้งสองเข้ามา จิ้นบุนก๋งครั้นเห็นศีรษะคนทั้งสอง จึงสั่งบุดถีให้เอาศีรษะไปเสียบไว้ ณ เมืองจิ้นให้คนทั้งปวงรู้ความจงทั่ว แล้วให้บุดถีบอกแก่ขุนนางทั้งปวงเร่งพากันมารับเราที่ริมฝั่งแม่นํ้า ปลายแดนเมืองจิ้น บุดถีรับคำแล้วเอาศีรษะลีอี้เสงคับโยยมาเสียบประจานไว้ตามถ้อยคำจิ้นบุนก๋งสั่ง แล้วก็เข้าไปในเมืองแจ้งความแก่ขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้จิ้นบุนก๋งไปอยู่ ณ เมืองจิ๋นให้ท่านทั้งปวงเร่งจัดแจงไปรับ

เตียวสวยแจ้งความดังนั้นก็ยินดี จึงสั่งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยให้จัดเกวียนและม้าทั้งเครื่องแห่พร้อมแล้ว รุ่งขึ้นเตียวสวยก็พาขุนนางยกไปถึงริมฝั่งแม่นํ้า แต่บุดถีนั้นรีบไปแจ้งแก่จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งแจ้งดังนั้นก็ยินดีจึงเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋นแล้วว่า เมื่อข้าพเจ้าลอบหนีมาจากเมืองจิ้นกับเฮาเอียนเป็นเวลากลางคืน ขุนนางผู้ใดมิได้รู้ ครั้นข้าพเจ้าจะกลับไปบ้านเมือง ข้าพเจ้าจึงสั่งบุดถีให้ขุนนางทั้งปวงมารับ บัดนี้มาถึงแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าจะใคร่รับเอานางป๋วยเอ๋งซึ่งเป็นบุตรของท่านไปด้วย แล้วจะได้ให้ขุนนางแห่แหนไปให้เป็นเกียรติยศ

ก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะรับนางป๋วยเอ๋งไปด้วยนั้นเราก็มิได้ขัด แต่เราคิดว่านางป๋วยเอ๋งนี้ได้เป็นภรรยาก๋งจูหึง เขาทิ้งขว้างเสียครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งท่านว่าจะรับลูกเราไปเมืองจิ้นหวังจะเป็นเกียรติยศแก่เรานั้น เราเห็นว่าบุตรเป็นหญิงหม้ายท่านจะไปยกย่องเป็นภรรยาใหญ่นั้นก็เห็นหาสมควรไม่ ถ้าท่านจะเอาไปเป็นแต่ภรรยาน้อยใช้สอยก็ตามเถิด

ต๋งนีคำนับแล้วตอบว่าข้าพเจ้าได้บ้านเมืองครั้งนี้ก็เพราะท่าน พระคุณหาที่สุดมิได้ ถึงนางป๋วยเอ๋งเป็นหม้ายก็ตามเถิด ข้าพเจ้าจะตั้งเป็นภรรยาใหญ่จึงควร ท่านอย่าวิตกดังนั้นเลย ก๋งจูบุนได้ฟังก็ยินดีมิได้ตอบประการใด ครั้นเวลาบ่ายก็พาต๋งนีกลับไปเมืองจิ๋น จึงเรียกนางเป๊กกีผู้เป็นภรรยามาสั่งว่า ต๋งนีจะกลับไปเมืองจิ้นครั้งนี้จะรับนางป๋วยเอ๋งไปด้วย เจ้าจงจัดแจงสิ่งของและผู้คนให้ไปกับบุตรเราจงมาก นางเป๊กกีรับคำแล้วก็จัดแจงเงินทองของใช้เป็นอันมากให้นางป๋วยเอ๋ง เจ้าเมืองจิ๋นจึงสั่งขุนนางว่า เวลาพรุ่งนี้เราจะไปส่งต๋งนีไปเมืองจิ้น ให้จัดแจงทหารสามพันกับม้าและเกวียนไว้ให้พร้อม เจ้าพนักงานก็ออกมาจัดม้าและเกวียน ทหารและคู่แห่ เตรียมพร้อมตามคำสั่งเจ้าเมืองจิ๋น ครั้นรุ่งเช้าก็ให้ไปบอกต๋งนี นางป๋วยเอ๋งจัดแจงแต่งตัวขึ้นเกวียนแล้วตีม้าล่อเอาฤกษ์ ทหารถือธงและอาวุธเป็นแถวๆ ตามกระบวน ยกออกจากเมืองจิ๋นมาส่งถึงฝั่งแม่น้ำซึ่งเป็นแดนเมืองจิ๋น เห็นขุนนางเมืองจิ้นมาคอยรับอยู่ฟากฝั่งข้างแม่นํ้าเมืองจิ้นเป็นอันมาก ก๋งจูบุนก็หยุดที่นั้น จึงให้จัดเรือให้ต๋งนีและนางป๋วยเอ๋ง ให้แห่เป็นกระบวนเรือข้ามฟากส่งไปยังฝั่งแดนเมืองจิ้น ให้ทหารไปส่งบุตรด้วยสามพัน

ฝ่ายเตียวสวยครั้นเห็นเจ้าเมืองจิ๋นมาส่งจิ้นบุนก๋งถึงฝั่งก็ดีใจจึงตรวจเตรียมทหารออกตั้งแถวคอยแห่ ครั้นจิ้นบุนก๋งข้ามมาถึงที่แล้วก็เชิญขึ้นเกวียนสำหรับที่ท่านเจ้าเมืองขี่ ให้จุดประทัดใหญ่เป็นสำคัญ ตีกลองและม้าล่อประโคม สั่งให้ทหารเดินแห่จิ้นบุนก๋งกับนางป๋วยเอ๋งไป ครั้นมาถึงเมืองจิ้นเห็นที่อยู่นั้นเขาตบแต่งทำขึ้นไว้ใหม่ดีกว่าเก่าก็ยินดี จึงพานางป๋วยเอ๋งเข้าไปในวัง แล้วมอบสิ่งทั้งปวงให้สิทธิ์ขาด ตั้งนางป๋วยเอ๋งเป็นฮูหยิน ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นครั้นส่งจิ้นบุนก๋งกับนางป๋วยเอ๋งไปอยู่เมืองจิ้นแล้วก็ยกกลับไปเมืองจิ๋น

ฝ่ายต๋งนีซึ่งเป็นจิ้นบุนก๋งมาครองเมืองขึ้นได้สามวัน ครั้นเช้าออกว่าราชการพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวงจึงว่า พวกลีอี้เสงคับโยยซึ่งเป็นศัตรูกับเรานั้นก็เห็นจะมีอยู่เป็นอันมาก จะละไว้ก็จะคบคิดกันเป็นเสี้ยนหนามจำจะให้จับมาฆ่าให้สิ้นพวก จึงสั่งขุนนางให้เที่ยวสืบเอาตัวพวกลีอี้เสงคับโยยให้สิ้นเชิง เตียวสวยได้ยินดังนั้นคำนับแล้วจึงว่า อันลีอี้เสงคับโยยซึ่งเป็นต้นเหตุนั้นก็ตายแล้ว ท่านก็พึ่งกลับมาอยู่เมืองจิ้นใหม่ๆ อาณาประชาราษฎร์ก็ยังหาราบคาบเป็นปกติไม่ ซึ่งจะให้จับพรรคพวกลีอี้เสงคับโยยนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าไพร่บ้านพลเมืองที่เป็นพวกและไม่เป็นพวกจะสะดุ้งตกใจวุ่นวายไป ขอท่านจงดับพยาบาทเสียบ้านเมืองของท่านจึงจะราบคาบเป็นสุข

จิ้นบุนก๋งได้ฟังเตียวสวยว่าก็เห็นด้วย จึงสั่งให้ขุนนางเขียนหนังสือไปปิดไว้ทุกประตูเมืองว่า ผู้ใดที่เป็นพวกพ้องได้คิดอ่านด้วยลีอี้เสงคับโยยทำร้ายเรานั้น เป็นบุญของเราหาอันตรายไม่ บัดนี้เราได้กลับคืนมาอยู่บ้านเมืองแล้ว เราจะคิดอ่านทำร้ายคนทั้งปวงก็จะเป็นพยาบาทหาควรไม่ เราละความพยาบาทไม่คิดทำร้ายผู้ใดให้ได้เดือดร้อน อย่าให้คนทั้งปวงคิดกลัวเลย ให้มาอยู่ทำมาหากินเป็นปกติตามภูมิลำเนาของตัวเถิด ฝ่ายพรรคพวกลีอี้เสงคับโยย ครั้นรู้หนังสือที่ปิดไว้ที่ประตูเมืองนั้นต่างคนต่างคิดสงสัย จึงชักชวนพวกเพื่อนๆ พูดจากันซุบซิบคิดอ่านกันเป็นพวกๆ

ฝ่ายเทาสูซึ่งเป็นผู้คุมเกวียนบรรทุกเงินทองของต๋งนีครั้งเมื่อต๋งนีหนีอีฮู เทาสูไม่ตรงต่อต๋งนีพาเอาเงินทองหนีมาอยู่เมืองจิ้น ครั้นต๋งนีกลับมาเป็นจิ้นบุนก๋งเจ้าเมืองจิ้น เทาสูก็มีความกลัวต๋งนีนัก พอรู้ข่าวว่าพรรคพวกลีอี้เสงคับโยยซุบซิบพูดจากัน จึงคิดว่าครั้งนี้เราจะเอาข่าวชาวเมืองทั้งปวงเป็นของกำนัลจิ้นบุนก๋งเถิด เห็นจะแก้ความผิดเราได้ คิดแล้วเทาสูก็มาบอกนายประตูว่า เราจะขอเข้าไปคำนับจิ้นบุนก๋ง นายประตูจึงว่า จิ้นบุนก๋งอาบนํ้าอยู่ข้างใน ท่านจะเข้าไปยังไม่ได้ เทาสูจึงว่า ซึ่งท่านมิให้เราเข้าไปก็ตามเถิด จงไปแจ้งความกับจิ้นบุนก๋งว่าเราชื่อเทาสูเป็นบ่าวเก่าจะเข้ามาคำนับ นายประตูเข้าไปแจ้งแก่จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งได้ยินออกชื่อว่าเทาสู ก็คิดขึ้นได้ว่าเทาสูนี้เป็นคนหาตรงไม่ ลักเอาเงินทองของเราไปจนเราได้ความอดอยากยากเย็น อย่าให้มันเข้ามาให้เราเห็นหน้าต่อไปเลย นายประตูก็รับคำแล้วออกมาบอกเทาสูตามคำจิ้นบุนก๋ง เทาสูแจ้งความดังนั้นจึงให้นายประตูเข้าไปบอกจิ้นบุนก๋งว่า แต่บุดถีกระทำผิดจะฆ่าจิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งยังงดโทษเลี้ยงดูเป็นขุนนาง อันข้าพเจ้านี้ผิดแต่ลักเอาเงินทองของท่านไป ซึ่งจิ้นบุนก๋งยังพยาบาทข้าพเจ้าอยู่มิให้เข้าไปคำนับ อันนี้ก็เหมือนจิ้นบุนก๋งหารักเมืองจิ้นและชีวิตไม่

จิ้นบุนก๋งแจ้งความนายประตูบอกก็คิดสงสัย จึงสั่งให้นายประตูไปพาตัวเทาสูเข้ามา เทาสูครั้นเข้าไปถึงจึงคุกเข่าลงกราบคำนับขอโทษตัวซึ่งทำผิดไว้แต่หลัง แล้วจึงถามจิ้นบุนก๋งว่า พวกลีอี้เสงคับโยยนั้นยังมีมากหรือน้อย จิ้นบุนก๋งได้ฟังคิดสะดุ้งใจจะใคร่รู้เหตุจึงถามว่า ซึ่งท่านทำความผิดไว้แต่ก่อนนั้นก็แล้วไปเถิด เราไม่เอาโทษท่านและพรรคพวกลีอี้เสงคับโยยนั้นเราเห็นว่าจะมีมากอยู่ ท่านรู้เหตุเห็นจะเป็นอย่างไรหรือ

เทาสูจึงว่า ซึ่งท่านให้เขียนหนังสือไปปิดประตูเมืองไว้นั้น พรรคพวกลีอี้เสงคับโยย และชาวเมืองทั้งปวงมีความสงสัยท่าน ต่างคนชักชวนกันพูดจาซุบซิบเป็นเหล่าๆ หลายพวกอยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าละไว้ช้าก็จะเกิดขบถทำร้ายแก่บ้านเมืองและตัวของท่านเป็นมั่นคง จิ้นบุนก๋งจึงว่า ซึ่งท่านอุตส่าห์ฟังข่าวมาบอกเรานั้นก็ขอบใจแล้ว แต่ใจของท่านจะคิดอ่านอย่างไรจึงจะให้คนทั้งปวงสงบเป็นปกติได้ เทาสูจึงว่า ซึ่งท่านจะให้คนทั้งปวงเป็นปกตินั้น ก็เห็นจะได้ด้วยตัวข้าพเจ้าเป็นคนผิด ลักเอาเงินทองของท่านที่บรรทุกเกวียนไปเสียครั้งก่อนนั้น ชาวเมืองทั้งปวงเห็นแล้วก็จะคิดเห็นจริงในใจของท่านว่า หามีความพยาบาทแก่ผู้กระทำความผิดไม่ จิ้นบุนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ ครั้นรุ่งขึ้นจึงให้ขุนนางเข้ามาสั่งว่าวันพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวเลียบเมืองให้เร่งบอกกล่าวจัดแจงกันให้พร้อม ขุนนางคำนับแล้วออกมาจัดแจงทหารแห่หน้าหลัง ม้าและเกวียนที่สำหรับจิ้นบุนก๋งขี่นั้นเตรียมไว้ ครั้นรุ่งเช้าจิ้นบุนก๋งแต่งตัวใส่เสื้อหมวกสำหรับยศออกมาขึ้นนั่งบนเกวียน จึงให้เทาสูนั่งหน้าเป็นคนขับเกวียนไป

ฝ่ายหญิงชายชาวเมืองจิ้น บรรดาตึกบ้านร้านอยู่ริมถนน ครั้นเห็นจิ้นบุนก๋งเที่ยวเลียบเมืองก็ชวนกันแอบมองดู บรรดาที่เป็นพรรคพวกลีอี้เสงคับโยยนั้น ครั้นเห็นเทาสูซึ่งกระทำความผิดนั่งมาบนเกวียนด้วยจิ้นบุนก๋ง ก็พูดจากันว่าจิ้นบุนก๋งนี้ใจดีไม่ผูกพยาบาทผู้ใดเลย ตั้งแต่นั้นมาต่างคนต่างสิ้นความวิตก บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุขราบคาบเป็นปกติ

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ