๙๓

ฝ่ายเตียวปูเลงอ๋องครั้นไปสร้างเมืองแล้วก็กลับมาเมืองเตียว ชาวเมืองหุ้นตงเมืองไต้จิวก็ติดตามมาอยู่เมืองเตียวเป็นอันมาก เตียวปูเลงอ๋องก็ให้เอาสุราไปเลี้ยงคนที่สมัครมาอยู่ด้วยนั้นถึงสี่ห้าวัน คนทั้งปวงกินสุราสนุกนัก ครั้นครบห้าวันแล้วเตียวปูเลงอ๋องก็ตั้งให้เป็นขุนนางบ้าง ให้เงินเบี้ยหวัดตามสมควร ครั้นเวลาวันหนึ่งเตียวปูเลงอ๋องกับเตียวฮุยอ๋องนั่งอยู่ที่ว่าราชการ แต่เตียวฮุยอ๋องนั้นอยู่ที่ว่าราชการต่าแหน่งเจ้าเมือง เตียวปูเลงอ๋องนั่งอยู่ข้างหนึ่งมิได้ร่วมกัน

ขณะนั้นอันเอี๋ยงกุ๋นก็เข้ามาคำนับเตียวฮุยอ๋อง เตียวปูเลงอ๋องเห็นดังนั้นก็คิดสงสารว่าอันเอี๋ยงกุ๋นเป็นลูกผู้ใหญ่ กลับมาคำนับเตียวฮุยอ๋องผู้น้อง ครั้นถึงเวลาขุนนางทั้งปวงกลับไปบ้านแล้ว แต่กงจูเสียงยังกลับไปไม่ เตียวปูเลงอ๋องจึงถามกงจูเสียงว่า ท่านเห็นอันเอี๋ยงกุ๋นคำนับเตียวฮุยอ๋องหรือไม่ เราดูเป็นทีจะหาเต็มใจคำนับไม่ด้วยเตียวฮุยอ๋องเป็นน้อง แต่จำใจทำไปตามธรรมเนียม เราจะต้องแบ่งที่เมืองเตียวออกเป็นสองส่วน ให้กงจูเจี๋ยงไปอยู่เมืองไต้จิวตั้งให้เป็นไต้จิวอ๋อง เราคิดจะแบ่งให้เท่ากันดังนี้ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ กงจูเสียงจึงตอบว่า ซึ่งท่านคิดไว้แต่เดิมนั้นผิดเสียแล้ว เอาผู้น้อยมาเป็นผู้ใหญ่ แล้วจะกลับจัดแจงตั้งเสียใหม่เหมือนท่านคิดดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าสืบไปเบื้องหน้าเมืองเตียวก็จะหาความสุขมิได้ เตียวปูเลงอ๋องได้ฟังกงจูเสียงพูดดังนั้นจึงว่า อันตัวเรานี้ก็เป็นใหญ่กว่าคนทั้งปวงในเมืองเตียว เราเห็นดีอย่างไรก็จะจัดแจงตามชอบใจของเรา ซึ่งท่านทัดทานไว้ดังนั้นเราหาเชื่อถ้อยคำไม่ เตียวปูเลงอ๋องว่าแล้วก็ลุกกลับเข้าไปในตึก

ฝ่ายนางเง่ากุยภรรยาเห็นหน้าตาเตียวปูเลงอ๋องมัวหมองลงกว่าแต่ก่อนหามีความสุขไม่ นางเง่ากุยจึงถามเตียวปูเลงอ๋องว่า วันนี้ท่านออกไปชำระถ้อยความขัดข้องเป็นประการใดหรือ ข้าพเจ้าเห็นหน้าท่านหาสดสร่างเหมือนอย่างทุกวันไม่ เตียวปูเลงอ๋องจึงบอกนางเง่ากุยว่า วันนี้เราออกไปยังที่ว่าราชการเห็นอันเอี๋ยงกุ๋นเข้ามาคำนับเตียวฮุยอ๋องน้องชาย ก็นึกรำคาญใจว่าอันเอี๋ยงกุ๋นนั้นผู้ใหญ่กลับมาไหว้น้อง เพราะเราตั้งแต่งผิดขนบธรรมเนียม ครั้นมาคิดขึ้นได้ว่าจะให้อันเอี๋ยงกุ๋นไปเป็นที่ไต้จิวอ๋องอยู่เมืองไต้จิว เราปรึกษากงจูเสียงก็หาเห็นด้วยไม่ ความข้อนี้เราคิดยังไม่ตกลงจึงหามีความสบายใจไม่ นางเง่ากุยจึงว่าแต่ก่อนเมืองจิ้น จิ้นมักเหามีบุตรสองคน บุตรคนใหญ่นั้นชื่อกงจิวฉิวน้องชายชื่อกงจือเซงซือ ครั้นจิ้นมักเหาตายแล้ว กงจิวฉิวได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นไปตั้งอยู่ที่เมืองเอก ให้กงจือเซงซือไปเป็นเจ้าเมืองเคียบออก กงจือเซงซือก็ซ่องสุมทหารได้มากแล้วกลับยกมาตีเมืองเอก ฆ่าเจ้าเมืองเอกพี่ชายเสียทั้งบุตรภรรยา เยี่ยงอย่างก็มีมาดังนี้ท่านย่อมทราบอยู่กับใจของท่านแล้ว เหตุใดท่านจะมาตั้งแต่งบุตรท่านให้เกิดวิวาทกันเล่า ข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ เตียวปูเลงอ๋องฟังภรรยาว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย หาได้จัดแจงแบ่งเมืองเตียวเหมือนคิดไว้แต่ก่อนไม่

อยู่มาภายหลังมีคนใช้ของอันเอี๋ยงกุ๋นคนหนึ่งเป็นข้าหลวงเดิมมาเก่าแก่ เข้ามาหาอันเอี๋ยงกุ๋นแจ้งความว่า ข้าพเจ้าทราบว่าจูหูจะตั้งให้ท่านเป็นไต้จิวอ๋องให้ไปอยู่เมืองไต้จิว นางเง่ากุยห้ามจูหูเสีย ท่านจึงหาได้เป็นที่ไต้จิวอ๋องไม่ อันเอี๋ยงกุ๋นได้ฟังดังนั้นก็ไปหาซันปุดลี้ แล้วเล่าความที่บ่าวมาบอกให้ซันปุดลี้ฟังทุกประการ ซันปุดลี้จึงว่าซึ่งจูหูบิดาท่านคิดอ่านจะแบ่งปันให้นั้นถูกด้วยอย่างธรรมเนียมแล้ว แต่นางเง่ากุยห้ามเสียจูหูจึงหาได้ให้เมืองเตียวกับท่านไม่ ข้าพเจ้าจะช่วยเตือนสติท่าน ถ้าเห็นได้ช่องได้โอกาสของท่านแล้ว จงคิดชิงเอาราชสมบัติเสียเถิด ถึงบิดาท่านรู้เห็นหาทำอันตรายไม่ด้วยท่านก็เป็นบุตรเหมือนกัน อันเอี๋ยงกุ๋นจึงว่าถ้าเราคิดอ่านสำเร็จแล้ว ท่านกับเราคงจะได้ดีด้วยกัน อันเอี๋ยงกุ๋นพูดเท่านั้นแล้วก็กลับมา

ภายหลังหลีต๋อยแจ้งความอันนี้เข้าก็ไปหาปุ้ยหงีเสียงก๊กขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองเตียว แล้วเล่าความว่า ข้าพเจ้าแจ้งว่าอันเอี๋ยงกุ๋นไปพูดปรึกษากันกับซันปุดลี้ว่าจะชิงเอาที่เตียวฮุยอ๋อง ทุกวันนี้อันเอี๋ยงกุ๋นก็มีทแกล้วทหารมากขึ้น แต่ความคิดผู้เดียวแล้วมิหนำยังซันปุดลี้ก็ช่วยกันเป็นสองความคิดเข้า อนึ่งซันปุดลี้คนนี้เป็นคนทิฐิมาก ถ้าได้ดันไปทางไหนแล้วจะกลับถอยมานั้นหามิได้ ข้าพเจ้าเห็นจะเกิดวุ่นวายขึ้นในเร็วๆ หาช้าไม่ ท่านจงคิดอ่านออกตัวเสียเถิด เข้าไปบอกป่วยว่าโรคเบียดเบียนท่านนักจะทำราชการหาได้ไม่ ขอให้กงจือเสงว่าที่เสียงก๊กแทนท่านเถิด ถึงบ้านเมืองจะเป็นอันตรายท่านจะมิได้เกี่ยวข้องด้วย เสียงก๊กได้ฟังดังนั้นจึงว่า เจ้านายตั้งให้เราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ ยังไม่ทันเห็นว่าการดีและร้ายประการใดจะมาออกตัวเสียก่อนนั้น หาต้องด้วยขนบธรรมเนียมขุนนางที่สำเร็จราชการทั้งปวงไม่ หลีต๋อยจึงตอบว่า ท่านรู้แต่การทำนุบำรุงบ้านเมืองก็จริง แต่เป็นคนหามีความคิดไม่ หลีต๋อยว่าดังนั้นก็ร้องไห้แล้วก็ลาเสียงก๊กกลับไป

ขณะเมื่อหลีต๋อยกลับไปแล้ว เสียงก๊กก็มาตรึกตรองถึงถ้อยคำที่หลีต๋อยว่าจนกินข้าวปลาอาหารนั้นมิได้ จะนอนก็ไม่หลับ จึงเรียกก่อเซ่งคนใช้เข้ามาสั่งว่าถ้าเตียวฮุยอ๋องให้คนมาหาเราแล้วท่านจงเข้ามาบอกเราเสียก่อน อย่าให้ทันเขาเข้ามาหาเรา คนใช้ก็รับคำเสียงก๊กแล้วมาคอยระวังดูแลอยู่ที่ประตูบ้านมิได้ขาด เวลาวันหนึ่งเตียวปูเลงอ๋องกับเตียวฮุยอ๋อง อันเอี๋ยงกุ๋น ทั้งสามคนพากันออกไปเที่ยวเล่นกับทหารทั้งปวงที่ตำบลซัวคิว ที่ตรงนั้นเซียงคิวอ๋องเจ้าเมืองคนก่อนสร้างเก๋งสูงไว้สองแห่ง ทางไกลกันประมาณหกลี้เป็นร้อยห้าสิบเส้นของไทย ครั้นเตียวปูเลงอ๋องมาถึงแล้วก็ขึ้นไปนั่งอยู่เก๋งหนึ่ง เตียวฮุยอ๋องเก๋งหนึ่ง แต่อันเอี๋ยงกุ๋นนั้นไปทำที่กงก๊วนอยู่ในท่ามกลาง ด้วยเก๋งมีอยู่แต่สองหลัง

ขณะนั้นซันปุดลี้ก็เข้าไปหาอันเอี๋ยงกุ๋นแล้วบอกว่า บัดนี้เตียวปูเลงอ๋องกับเตียวฮุยอ๋องก็ออกมาไกลเมืองแล้ว ถึงทแกล้วทหารจะมามากก็จริงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าจะหารู้ตัวพร้อมกันทุกคนไม่ ข้อหนึ่งเตียวปูเลงอ๋องกับเตียวฮุยอ๋องก็อยู่ไกลกัน ข้าพเจ้าเห็นได้ช่องที่เราคิดไว้แล้ว ท่านจงใช้คนให้ไปลวงเตียวฮุยอ๋องว่าเตียวปูเลงอ๋องให้หา แต่พอเตียวฮุยอ๋องมาถึงกลางทางเราก็ให้ทหารคอยสกัดตัดศีรษะเสีย แล้วจึงบอกคนทั้งปวงว่าเตียวปูเลงอ๋องสั่งให้ฆ่าเตียวฮุยอ๋องเสีย อันเอี๋ยงกุ๋นก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งคนใช้ที่สนิทไปแจ้งความตามถ้อยคำซันปุดลี้ว่านั้น แล้วสั่งทหารประมาณแปดสิบคนให้ไปคอยฆ่าเตียวฮุยอ๋องเสียที่กลางทาง คนใช้กับพวกทหารก็พากันไปตามถ้อยคำอันเอี๋ยงกุ๋นสั่ง

ขณะเมื่ออันเอี๋ยงกุ๋นคิดประทุษร้ายเตียวฮุยอ๋องนั้นเป็นเวลากลางคืน ครั้นคนใช้มาถึงเตียวฮุยอ๋องแล้วก็เข้าไปแจ้งความว่าเตียวปูเลงอ๋องป่วยหนัก ให้ข้าพเจ้ามาเชิญท่านไปหาเตียวปูเลงอ๋อง ขณะนั้นก่อสิ้นอยู่ที่นั่น ได้ยินคนมาบอกเตียวฮุยอ๋องดังนั้นก็วิ่งมาแจ้งความให้ปุ้ยหงีเสียงก๊กฟัง เสียงก๊กรู้ดังนั้นจึงว่าเตียวปูเลงอ๋องนั้นเราหาเห็นป่วยไข้ไม่ ผิดพลาดดังนี้จะมาเชิญเตียวฮุยอ๋องไปเราสงสัยอยู่ เสียงก๊กว่าแล้วก็เข้ามาหาเตียวฮุยอ๋อง คำนับแล้วจึงว่าข้าพเจ้าจะไปฟังดูก่อน ถ้าบิดาท่านป่วยจริงแล้วท่านจึงไปเยี่ยมบิดาท่านเถิด เตียวฮุยอ๋องก็ยอมตามถ้อยคำเสียงก๊ก เสียงก๊กจึงสั่งให้ก่อสิ้นอยู่รักษาประตูดูระวังให้จงดี ปุ้ยหงีเสียงก๊กกับบ่าวก็พากันไปหาเตียวปูเลงอ๋อง ครั้นมาถึงกลางทางพวกทหารอันเอี๋ยงกุ๋นก็สำคัญว่าเตียวฮุยอ๋องมา ต่างคนก็เข้ากลุ้มรุมกันฆ่าปุ้ยหงีเสียงก๊กกับบ่าวนั้นตายเสียสิ้น ซันปุดลี้เห็นทหารกลุ้มรุมกันฆ่าเสียงก๊กครั้งนั้นก็สงสัยว่าจะเป็นเตียวฮุยอ๋องหรือมิใช่ ซันปุดลี้ก็ถือคบไฟมาส่องดูจึงรู้ว่าปุ้ยหงีเสียงก๊กตาย ซันปุดลี้ก็ตกใจนัก คิดว่าความอันนี้จะอื้ออึงรู้ไปถึงเตียวฮุยอ๋องก็จะอันตรายเรา ความที่คิดไว้ก็จะเสียที ซันปุดลี้คิดดังนั้นแล้วก็เรียกทหารมาพร้อมกันสั่งให้ยกไปจับเตียวฮุยอ๋องที่เก๋งสูง อันเอี๋ยงกุ๋นกับซันปุดลี้ก็รีบให้ทหารเข้าตีเก๋งที่เตียวฮุยอ๋องอยู่

ขณะนั้นก่อสิ้นซึ่งเฝ้าประตูก็สั่งทหารให้ต่อสู้กับพวกทหารอันเอี๋ยงกุ๋น ซันปุดลี้จะหักเข้าไปมิได้ พอเพลาสว่างขึ้นก่อสิ้นให้พวกทหารเกาทัณฑ์ขึ้นบนหลังคาเก๋งแล้วยิงระดมลูกเกาทัณฑ์ลงมาถูกพวกทหารอันเอี๋ยงกุ๋นเจ็บปวดล้มตายเป็นอันมาก ทหารบางคนไม่มีลูกเกาทัณฑ์จะยิงก็รื้อเอากระเบื้องหลังคาปาทิ้งถูกทหารอันเอี๋ยงกุ๋น อันเอี๋ยงกุ๋นก็สั่งให้ทหารเอาก้อนหินขว้างขึ้นไปถูกคนบ้าง ถูกประตูเก๋งบ้าง เตียวฮุยอ๋องอยู่ในเก๋งได้ยินเสียงผู้คนอื้ออึงดังนั้นก็ตกใจนัก

ฝ่ายกงจือเสงกับหลีต๋อยอยู่ในเมืองเตียวคิดกันว่าเราจะยกทหารตามเตียวฮุยอ๋องออกไป ด้วยเราหาไว้ใจอันเอี๋ยงกุ๋นกับซันปุดลี้ไม่ กลัวจะทำอันตรายแก่เตียวฮุยอ๋อง ขุนนางสองคนคิดกันดังนั้นแล้วก็ยกทหารติดตามมาภายหลัง พอมาเห็นอันเอี๋ยงกุ๋นกับซันปุดลี้กำลังสู้รบกันอยู่กับทหารเตียวฮุยอ๋อง กงจือเสงกับหลีต๋อยก็สั่งทหารให้เข้าตีพวกทหารอันเอี๋ยงกุ๋น ทหารอันเอี๋ยงกุ๋นน้อยกว่าสู้มิได้ก็พากันแตกหนีไป อันเอี๋ยงกุ๋นกับซันปุดลี้เห็นเสียทีแล้วก็หนีไปด้วยกันทั้งสองคน อันเอี๋ยงกุ๋นจึงปรึกษาซันปุดลี้ว่าเราจะหนีไปทางไหน ซันปุดลี้จึงว่าเราพากันหนีไปหาเตียวปูเลงอ๋องเข้าไปร้องไห้ให้ท่านช่วยเราจึงจะรอดตาย อันเอี๋ยงกุ๋นกับซันปุดลี้ก็ขี่ม้าหนีไปหาเตียวปูเลงอ๋อง อันเอี๋ยงกุ๋นเข้าไปร้องไห้อยู่ที่ตรงหน้าเตียวปูเลงอ๋อง ซันปุดลี้ก็ขับม้าพาทหารกลับมารบกับหลีต๋อยกงจือเสง ซันปุดลี้ก็เสียทีกลางขบวนรบ หลีต๋อยก็เอากระบี่ตัดศีรษะซันปุดลี้ตาย ภายหลังหลีต๋อยจึงว่ากับกงจือเสงว่า อันเอี๋ยงกุ๋นนั้นเราเห็นว่าคงจะหนีไปหาเตียวปูเลงอ๋อง หลีต๋อยพูดดังนั้นแล้วก็ชวนกงจือเสงมาตามอันเอี๋ยงกุ๋นกับทหารพร้อมกัน

ขณะนั้นเตียวปูเลงอ๋องก็เอาอันเอี๋ยงกุ๋นไปซ่อนไว้แล้วสั่งให้คนปิดประตูเก๋งเสีย หลีต๋อยมาถึงเห็นประตูปิดอยู่ก็สั่งให้ทหารพังประตูเข้าไป หลีต๋อยก็ถือกระบี่เดินนำหน้ากงจือเสงเข้าไปหาเตียวปูเลงอ๋อง คำนับแล้วหลีต๋อยจึงว่า ซึ่งท่านจะคบค้าอันเอี๋ยงกุ๋นเป็นคนคิดขบถไว้นั้นหาชอบไม่ ขอท่านได้ส่งตัวอันเอี๋ยงกุ๋นมาให้แก่ข้าพเจ้า เตียวปูเลงอ๋องจึงว่าอันเอี๋ยงกุ๋นหาได้มาหาเราไม่ หลีต๋อยก็อ้อนวอนเตียวปูเลงอ๋องถึงสามครั้ง เตียวปูเลงอ๋องก็ปฏิเสธเสียหารับไม่ หลีต๋อยจึงคิดว่าเราได้มาถึงนี่แล้ว ถ้าเราไม่ค้นหาดูก็จะหาได้ตัวอันเอี๋ยงกุ๋นไม่ ถ้าแม้นค้นมิพบอันเอี๋ยงกุ๋นจึงค่อยขอสมาท่านต่อภายหลัง หลีต๋อยคิดแล้วก็สั่งให้พวกทหารเข้าไปค้นดู ทหารก็ค้นพบตัวอันเอี๋ยงกุ๋นแล้วจับมือจูงออกมา หลีต๋อยก็เอากระบี่ตัดศีรษะอันเอี๋ยงกุ๋นเสีย กงจือเสงเห็นดังนั้นจึงว่ากับหลีต๋อยว่าใจท่านนี้เร็วนัก หลีต๋อยจึงตอบว่าถ้าเรานิ่งช้าไว้เตียวปูเลงอ๋องจะมาขอโทษเสีย ท่านเป็นผู้ใหญ่ครั้นจะมิให้ก็ไม่ดี เราจึงฆ่าเสียก่อน หลีต๋อยพูดดังนั้นแล้วก็ถือศีรษะอันเอี๋ยงกุ๋นเดินออกมา ได้ยินเสียงเตียวปูเลงอ๋องร้องไห้อยู่จึงบอกกับกงจือเสงว่า เตียวปูเลงอ๋องเห็นจะเป็นใจกันกับอันเอี๋ยงกุ๋นจึงเอามาซ่อนไว้ ครั้นเราค้นบ้านฆ่าอันเอี๋ยงกุ๋นตายนี้ เห็นเตียวปูเลงอ๋องจะพาลเอาโทษเราก็จะพากันตายเสียทั้งโคตร หลีต๋อยว่าครั้นเราจะปรึกษาเล่าเตียวอุยอ๋องก็ยังย่อมเยาว์นัก เห็นจะหามีสติปัญญาช่วยเราคิดอ่านได้ไม่ เราคิดเอาตัวรอดแต่ลำพังเถิด หลีต๋อยว่าดังนั้นแล้วก็สั่งให้พวกทหารเข้าล้อมเก๋งที่เตียวปูเลงอ๋องอยู่ จึงสั่งให้คนแกล้งร้องว่า เตียวปูเลงอ๋องรับสั่งมาว่า ถ้าคนอยู่ในนี้ใครหนีไปได้ก่อนก็จะยกโทษเสีย ถ้าใครอยู่ในเก๋งเป็นพวกพ้องของอันเอี๋ยงกุ๋นแล้วจะประหารชีวิตเสีย

ขณะนั้นคนทั้งปวงที่เป็นบ่าวเตียวปูเลงอ๋องได้ยินเสียงร้องประกาศดังนั้น ต่างคนก็ต่างตกใจกลัวพากันหนีออกจากเก๋งนั้นสิ้น เหลืออยู่แต่เตียวปูเลงอ๋องผู้เดียว หลีต๋อยเห็นดังนั้นก็แกล้งทำเป็นเข้าไปร้องเรียกหามีผู้ใดขานออกมาสักคนหนึ่งไม่ หลีต๋อยก็สั่งให้ทหารล้อมไว้ประมาณเจ็ดวันแปดวัน

ฝ่ายเตียวปูเลงอ๋องหามีผู้ใดเอาอาหารไปให้กินไม่ลมก็กำเริบขึ้น เตียวปูเลงอ๋องก็ตายอยู่ที่บนเก๋งนั้นแต่ผู้เดียว พวกเตียวปูเลงอ๋องกับพวกหลีต๋อยก็หารู้ไม่ ด้วยไม่มีผู้ใดอาจเปิดประตูเข้าไปดู แต่ล้อมอยู่ได้ประมาณหลายวัน หลีต๋อยกับกงจือเสงจึงเปิดประตูเข้าไปดูก็เห็นซากศพเตียวปูเลงอ๋องโทรมอยู่ กงจือเสงก็รีบเอาความไปแจ้งให้เตียวฮุยอ๋องฟัง เตียวฮุยอ๋องครั้นแจ้งดังนั้นก็มาจัดแจงเอาศพเตียวปูเลงอ๋องบิดาฝังไว้ตามธรรมเนียมเจ้าเมืองแต่ก่อน แล้วก็พากันยกเข้าไปเมืองเตียว เตียวฮุยอ๋องจึงตั้งให้หลีต๋อยเป็นที่ซื่อโค่ขุนนางผู้ใหญ่ แล้วตั้งกงจือเสงเป็นที่เสียงก๊ก เสียงก๊กทำราชการได้ประมาณเดือนหนึ่งก็ป่วยตาย

เตียวฮุยอ๋องจึงตั้งกงจือเสียงเป็นที่เสียงก๊ก ยกที่เพงง่วนให้ชื่อว่าเพงง่วนกุน ซึ่งกงจือเสียงได้เป็นที่เสียงก๊กนั้นเพราะมีความชอบที่ได้ห้ามปรามเตียวปูเลงอ๋องมิให้แบ่งเมืองเตียวเป็นสองส่วน เสียงก๊กคนนี้เป็นคนเจ้าหน้า อยากให้คนทั้งปวงที่มีสติปัญญามาหาแล้วพูดเกลี้ยกล่อมไว้ได้ประมาณสักห้าพันคน

ที่บ้านเพงง่วนกุนนั้นทำเป็นเก๋งสูงขึ้นหลังหนึ่ง ประดับประดาไว้เป็นอันดี แล้วจัดเอาหญิงสาวๆ ที่รูปงามนั้นให้ขึ้นไปอยู่ในเก๋งชั้นบน ขณะนั้นชายคนหนึ่งเป็นคนเสียขาเดินมาที่บ้านเพงง่วนกุน พวกหญิงอยู่บนเก๋งได้เห็นคนพิการดังนั้นต่างคนก็พากันหัวเราะแล้วแลดู ฝ่ายคนพิการนั้นครั้นมาถึงหน้าบ้านเพงง่วนกุน เพงง่วนกุนเห็นก็ออกไปรับขึ้นมาบนเรือน ชายคนนั้นจึงพูดว่าข้าพเจ้าอยู่บ้านไกลหนทางได้ถึงพันลี้ ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านเป็นคนมีน้ำใจอารีแก่คนทั้งปวงจึงมาหาท่าน ขณะเมื่อข้าพเจ้าเดินมานั้น หญิงที่อยู่บนเก๋งสูงเห็นก็หัวเราะเยาะข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยากจะได้ศีรษะหญิงพวกนั้น เพงง่วนกุนได้ยินชายขาหักพูดก็หัวเราะจึงว่าท่านมีความปรารถนาแล้วเราก็จะให้ท่าน ชายนั้นก็หาตอบประการใดไม่ คำนับลาแล้วก็กลับไป เพงง่วนกุนจึงมาคิดแต่ในใจว่าคนๆ นี้หาสติปัญญามิได้ แต่เขาหัวเราะก็โกรธ มีความพยาบาทถึงชีวิต หาคิดถึงตัวที่เป็นคนพิการไม่

ตั้งแต่วันคนเสียขาเข้ามาหาเพงง่วนกุนแล้วและกลับไปนั้น คนในบ้านเพงง่วนกุนที่สมัครมาอยู่ด้วยก็เบาบางลง ธรรมเนียมบ้านเพงง่วนกุนแต่ก่อนนั้น ถึงเดือนแล้วเอาบัญชีที่คนเข้ามาอยู่ในบ้านออกมาอ่านดูว่าจะมากขึ้นสักเท่าใด จะได้เบิกเงินและข้าวแจกให้ ครั้นอยู่มาประมาณครึ่งปี คนก็กลับน้อยลงครึ่งหนึ่ง เพงง่วนกุนก็สงสัยว่าเหตุไฉนคนจึงน้อยไป แล้วจึงสั่งให้คนเอาม้าล่อไปตีเป็นสัญญา ประชุมคนที่ยังเหลืออยู่ในบ้านนั้นว่าจะมีอยู่มากน้อยสักเท่าใด คนทั้งปวงได้ยินเสียงม้าล่อก็มาประชุมพร้อมกัน เพงง่วนกุนจึงถามว่าท่านทั้งปวงมีความน้อยใจเราประการใดหรือจึงพากันกลับไปเสียจากบ้านเรามากกว่ามาก

ขณะนั้นมีคนผู้หนึ่งพูดขึ้นในท่ามกลางคนทั้งปวงว่า เพราะท่านไม่ตัดศีรษะหญิงที่หัวเราะเยาะให้คนที่เสียขามานั้น คนทั้งปวงเห็นว่าท่านมิได้ทำเหมือนวาจาที่ท่านออกปากให้เขา จึงได้พากันกลับไปเสียจากบ้านท่าน ถึงพวกข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ก็จะพากันไปหมดด้วยกัน เพงง่วนกุนได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าท่านทั้งปวงอย่าไปเลย การข้อนี้ข้าพเจ้ารับผิดแล้ว ครั้นเพงง่วนกุนพูดดังนั้นแล้วก็ชักกระบี่ออกจากเสื้อส่งให้ทหารคนหนึ่งขึ้นไปตัดศีรษะหญิงที่อยู่บนเก๋งสูง ทหารก็ไปตัดศีรษะหญิงมาส่งให้เพงง่วนกุน เพงง่วนกุนรับศีรษะหญิงนั้นแล้วก็นำไปถึงบ้านชายที่เสียขา คำนับแล้วก็ส่งให้แล้วเพงง่วนกุนจึงว่า ข้าพเจ้าเอาศีรษะมาให้ท่านสมความปรารถนา ท่านจงงดโทษแก่เรา ชายขาหักคนนั้นก็ชอบใจจึงสรรเสริญว่าท่านนี้มีสติปัญญาอยู่ เพงง่วนกุนก็ลากลับมาบ้าน กิตติศัพท์อันนั้นก็ลือชาปรากฏไป คนทั้งปวงจึงกลับมาอยู่ในบ้านเพงง่วนกุนดังเก่า

ความที่เพงง่วนกุนกระทำครั้งนั้นก็แจ้งไปถึงเจียวเสียงอ๋องเมืองจิ๋น เจียวเสียงอ๋องจึงเล่าให้เอียงซิวขุนนางฟังทุกประการ เอียงซิวจึงตอบว่า เพงง่วนกุนเกลี้ยกล่อมคนใช้ได้มากก็จริงอยู่ แต่สติปัญญายังสู้เบ๋งเสียงกุ๋นขุนนางเมืองเจ๋หาได้ไม่ เบ๋งเสียงกุ๋นคนนี้เป็นบุตรสุดท้องเตียนกี๋ ถึงเป็นบุตรสุดท้องก็จริง แต่การงานในบ้านเตียนกี๋บิดานั้น เบ๋งเสียงกุ๋นได้ว่ามาแต่ยังหาได้เป็นขุนนางไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าเบ๋งเสียงกุ๋นดีกว่าเพงง่วนกุน คนที่มีสติปัญญาจึงมาอยู่ด้วยเป็นอันมาก ประการหนึ่ง บรรดาหัวเมืองทั้งปวงได้ทำนายเบ๋งเสียงกุ๋นไว้กับเตียนกี๋บิดาว่า ท่านตั้งเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นใหญ่เถิด ท่านตายแล้วจะได้ว่าราชการแทนท่าน ครั้นเตียนกี๋ตายแล้ว เบ๋งเสียงกุ๋นก็ได้เป็นสีก๋งขึ้นแล้ว แต่บรรดาคนทั้งปวงที่มีสติปัญญาที่มาอยู่ในบ้านเบ๋งเสียงกุ๋นนั้นจะนุ่งห่มกินอยู่ก็เหมือนกับเบ๋งเสียงกุ๋น หามีใครเอาใจออกห่างไม่ ซึ่งท่านจะมาสรรเสริญว่าเพงง่วนกุนมีสติปัญญานั้นข้าพเจ้ายังไม่เห็นด้วย ด้วยเพงง่วนกุนคนนี้คิดการงานหาควรไม่ คนทั้งปวงที่เขาเกลี้ยกล่อมหนีไปเสียเป็นอันมาก ต่อภายหลังเพงง่วนกุนได้ตัดศีรษะหญิงคนทั้งปวงรู้จึงกลับมาดังเก่า ขุนนางเมืองเจ๋กับเมืองเตียวนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าสติปัญญาขุนนางเมืองเจ๋เป็นต่อเมืองเตียวอยู่ เจียวเสียงอ๋องได้ฟังเอียงซิวว่าดังนั้น จึงว่าท่านสรรเสริญเบ๋งเสียงกุ๋นว่ามีสติปัญญาดีนั้น ทำไมเราจะได้เห็นหน้าเบ๋งเสียงกุ๋นสักครั้งหนึ่ง

เอียงซิวจึงตอบว่า ท่านมีความปรารถนาจะใคร่พบ ทำไมจึงไม่ไปหาตัวเบ๋งเสียงกุ๋นมาเล่า เจียวเสียงอ๋องจึงว่าเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นเสียงก๊กอยู่ในเมืองเจ๋เราให้หาเขาจะมาหรือ เอียงซิวจึงตอบว่าความคิดข้าพเจ้าเห็นอยู่อย่างหนึ่ง ถ้าท่านให้เกงเอียงกูนไปเป็นตัวจำนำอยู่เมืองเจ๋แล้ว เห็นเจ้าเมืองเจ๋จะยอมให้เบ๋งเสียงกุ๋นมาเมืองเรา ด้วยเขาเห็นว่าท่านเป็นคนสัตย์ซื่อจึงให้บุตรไปอยู่แทน ถ้าเบ๋งเสียงกุ๋นตกมาในเมืองเราแล้วท่านพูดจาเกลี้ยกล่อมตั้งให้เป็นเสียงก๊กอยู่ในเมืองจิ๋น เจ้าเมืองเจ๋รู้ก็จะตั้งเกงเอียงกูนเป็นเสียงก๊กในเมืองเจ๋ ถ้าเราคิดอ่านให้เมืองเจ๋กับเมืองเราเป็นมิตรไมตรีกันแล้ว ถึงท่านจะยกทัพไปตีเมืองอื่นทั้งปวงก็คงจะสำเร็จความปรารถนาของท่าน

เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงให้เกงเอียงกูนขึ้นไปหาเจ้าเมืองเจ๋ เกงเอียงกูนก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋แล้วแจ้งความว่า เจียวเสียงอ๋องบิดาข้าพเจ้าได้ยินว่าเบ๋งเสียงกุ๋นมีสติปัญญามากอยากจะใคร่พบ จึงให้ข้าพเจ้ามาอยู่ในเมืองท่านเป็นตัวจำนำ ขอให้เบ๋งเสียงกุ๋นไปเมืองจิ๋นจะได้รู้จักกันไว้ ขณะนั้นคนทั้งปวงที่อยู่บ้านเบ๋งเสียงกุ๋นได้ยินว่าเกงเอียงกูนจะมาอยู่แทนตัวเบ๋งเสียงกุ๋นจะให้เบ๋งเสียงกุ๋นไปอยู่เมืองอื่น ก็มาแจ้งความให้เบ๋งเสียงกุ๋นฟังทุกประการ

ขณะนั้นยังมีผู้หนึ่งชื่อโซต๋ายมาแต่เมืองเอี๋ยนได้ยินความดังนั้นจึงเข้าไปหาเบ๋งเสียงกุ๋นแล้วพูดอุปมาว่า ข้าพเจ้าเดินมาถึงกลางทางพบคนผู้หนึ่งเอาดินมาปั้นเป็นรูปคนขึ้นคนหนึ่ง ทำรูปด้วยไม้คนหนึ่ง แต่พูดได้ด้วยกันทั้งสองอย่าง รูปไม้นั้นพูดกับรูปดินว่า ท่านนี้เป็นดินถ้าฝนตกหนักลงมาแล้วท่านก็คงจะละลายไปเป็นดินดังเก่า รูปดินหัวเราะแล้วตอบว่า ซึ่งเราเป็นดินแล้วเราจะกลับไปเป็นดินดังเก่าเราหาวิตกไม่ เราวิตกอยู่แต่ท่านนั้นเป็นไม้ ถ้าฝนตกลงมาท่านจะลอยไปอยู่ที่ตำบลไหนก็หารู้ไม่ รูปไม้ได้ฟังดังนั้นก็หาตอบประการใดไม่

โซต๋ายพูดอุปมาให้เบ๋งเสียงกุ๋นฟังแล้วจึงว่า เจียวเสียงอ๋องนั้นข้าพเจ้าเห็นเป็นคนร้ายเปรียบประดุจเสือ แต่ฌ้อโหยอ๋องตกอยู่ในเมืองอื่นจนฌ้อโหยอ๋องหนีไปเที่ยวตามถึงแดนเมืองงุย บุตรฌ้อโหยอ๋องได้เป็นเจ้าเมืองครองราชสมบัติในเมืองฌ้อแล้วก็ยังไม่อาจแก้แค้นแทนบิดาได้ ซึ่งท่านจะไปเมืองอื่นนั้น ข้าพเจ้ายังหาเห็นชอบไม่ เบ๋งเสียงกุ๋นได้ฟังโซต๋ายพูดอุปมาและห้ามปรามก็คิดตรึกตรองไม่เต็มใจไปเมืองอื่น

ขณะนั้นค่างเจียงขุนนางฝ่ายทหาร เข้าไปอยู่ในที่ว่าราชการได้ยินเกงเอียงกูนบุตรเจ้าเมืองจิ๋นมาแจ้งความกับเจ๋มินอ๋องดังนั้น ก็คิดว่าเจียวเสียงอ๋องอยากจะเป็นไมตรีกับเมืองเจ๋จึงใช้เกงเอียงกูนมา ซึ่งจะเป็นกลอุบายหามิได้ คิดดังนั้นแล้วจึงพูดกับเจ๋มินอ๋องว่า ซึ่งเจียวเสียงอ๋องให้เกงเอียงกูนอยู่เมืองนี้ ข้าพเจ้าเห็นเจียวเสียงอ๋องอยากจะใคร่ชอบพอกับเบ๋งเสียงกุ๋น การที่จะเป็นกลอุบายล่อลวงนั้นข้าพเจ้ายังหาเห็นอุบายไม่ ถ้าเจียวเสียงอ๋องเป็นคนไม่สัตย์ซื่อแล้วไหนจะให้เกงเอียงกูนมาอยู่ในเงื้อมมือท่าน ถ้าท่านจะไม่เชื่อถือมิยอมให้เบ๋งเสียงกุ๋นไปเมืองจิ๋นนั้น เห็นว่าเจียวเสียงอ๋องจะมีความน้อยใจท่านก็คงแหนงใจกันเสียเปล่าๆ ขอท่านได้ยอมให้เบ๋งเสียงกุ๋นนำเอาของกำนัลไปให้เจียวเสียงอ๋อง แล้วส่งเกงเอียงกูนให้กลับคืนไปเมืองจิ๋นจะได้เป็นทางไมตรีกันโดยแท้

เจ๋มินอ๋องได้ฟังค่างเจียงว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงหาตัวเบ๋งเสียงกุ๋นเข้ามา สั่งให้จัดแจงของบรรทุกเกวียนลงหลายเล่มเต็มไปด้วยของที่มีราคา แล้วก็มอบให้เบ๋งเสียงกุ๋นนำเอาสิ่งของทั้งปวงนั้นเข้าไปให้เจียวเสียงอ๋อง แล้วจึงพูดเอาใจเบ๋งเสียงกุ๋นว่าท่านเป็นคนมีสติปัญญา จงไปพูดกับเจียวเสียงอ๋องให้ต้องตามขนบธรรมเนียมอย่าให้เสียราชการได้ เจ๋มินอ๋องสั่งเบ๋งเสียงกุ๋นเสร็จแล้วจึงพูดกับเกงเอียงกูนว่า ท่านจะมาอยู่เป็นตัวจำนำเบ๋งเสียงกุ๋นนั้น เราหามีความสงสัยสิ่งหนึ่งสิ่งใดในบิดาของท่านไม่ ท่านจงพาเบ๋งเสียงกุ๋นไปเมืองจิ๋นเถิด เกงเอียงกูนกับเบ๋งเสียงกุ๋นก็คำนับลาเจ๋มินอ๋องพากันมาเมืองจิ๋น

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องแจ้งว่าเบ๋งเสียงกุ๋นกับเกงเอียงกูนมาถึงก็ออกไปรับถึงประตู เห็นเบ๋งเสียงกุ๋นนำสิ่งของมาด้วยเป็นอันมาก มีความยินดีนักก็ทักทายปราศรัยว่า เรารำลึกถึงอยากจะใคร่เห็นหน้าท่านก็พึ่งสมคิดวันนี้ ท่านมาแต่ตัวมิหนำยังเอาของกำนัลมาให้เราด้วยขอบใจนัก แล้วก็พาเบ๋งเสียงกุ๋นเข้ามาข้างในให้นั่งที่สมควร เบ๋งเสียงกุ๋นคำนับเจียวเสียงอ๋องแล้วเอาเสื้อขนเสือปลาที่มาแต่ชัวตังเป็นอย่างดี มีสีขนนั้นขาว ช่วงขนยาวได้สองชุ่นว่าเป็นสี่นิ้วไทย ราคาถึงพันตำลึงทองให้แก่เจียวเสียงอ๋องตัวหนึ่ง แล้วว่าข้าพเจ้ามาแต่เมืองไกล หามีสิ่งใดจะคำนับท่านไม่ มีแต่เสื้อขนตัวเดียวเท่านั้น ของนอกนั้นเป็นของเจ๋มินอ๋องให้นำมาเป็นของกำนัลท่าน เจียวเสียงอ๋องเห็นเสื้อนั้นก็ยินดีนัก พูดสรรเสริญว่าท่านนี้สมควรที่เป็นเสียงก๊กในเมืองเจ๋ แต่เราได้ยินข่าวชาวเมืองทั้งปวงชมเชยท่านนั้น พึงปรากฏกับตาเราครั้งนี้ ท่านจงอยู่เป็นที่เสียงก๊กในเมืองจิ๋นเถิด จะได้ดูแลแทนตาแทนตัวเรา อันจะหาคนที่จะประกอบไปด้วยสติปัญญาเหมือนดังท่านอย่างนี้หายากนัก ต่อถึงวันดีเราจึงจะตั้งให้เป็นเสียงก๊ก แล้วก็ให้พาเบ๋งเสียงกุ๋นออกไปอยู่ที่กงก๊วน จัดแจงโต๊ะเลี้ยงเบ๋งเสียงกุ๋นกับทหารที่มาแต่เมืองเจ๋นั้นให้บริบูรณ์ เจียวเสียงอ๋องก็ใส่เสื้อขนตัวนั้นเดินเข้ามาข้างในไปบอกกับภรรยาว่า เสื้ออย่างดีมีราคาเป็นของหายาก นางเอี๋ยนกีได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านสรรเสริญว่าเสื้อขนเสือปลาเป็นของอย่างดีข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ เจียวเสียงอ๋องจึงตอบนางเอี๋ยนกีว่า เจ้านี้ยังไม่รู้จักของดีและชั่วไม่ อันเสื้อขนชนิดนี้ต่อถึงพันปีขนครีบเท้าเสือปลาจึงขาว กว่าจะหาครีบเสือปลาได้แต่ละตัวมาเย็บเข้ามาประสมกันได้ตัวหนึ่งนั้นหายากนั้น เสื้อชนิดนี้มีจำเพาะเมืองเจ๋ด้วยเขาเป็นเมืองสูงจึงหาได้ อันเสื้อขนนี้สำหรับใส่แต่ฤดูหนาว ว่าแล้วก็ถอดเสื้อส่งให้คนที่เป็นพนักงานเก็บไว้ ครั้นอยู่มาประมาณเดือนหนึ่งเจียวเสียงอ๋องให้หาฤกษ์ดีจะตั้งเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นที่เสียงก๊ก

ขณะนั้นงกลีเจ๊กเป็นเสียงก๊กในเมืองจิ๋น รู้ข่าวว่าเจียวเสียงอ๋องจะตั้งเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นขุนนางเสมอกับตนก็มีจิตริษยาว่า ถ้าเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นเสียงก๊กขึ้นแล้วลาภสการของที่เคยได้แต่ก่อนนั้นก็จะเสื่อมถอยน้อยไป ด้วยเบ๋งเสียงกุ๋นคนนี้เป็นคนดีมีสติปัญญาทั้งพวกพ้องก็มาอยู่เป็นอันมากแต่ล้วนคนฉลาด ครั้นเราจะนิ่งเสียนั้นเห็นจะหาความสบายมิได้ เจียวเสียงอ๋องก็จะนับถือเบ๋งเสียงกุ๋นมากกว่าเรา งกลีเจ๊กคิดดังนั้นแล้วจึงหาตัวกองซุนเซ็กเข้ามาเล่าความให้ฟังเสร็จแล้วจึงใช้ให้กองซุนเซ็กเข้าไปหาเจียวเสียงอ๋อง พูดเป็นอุบายว่าซึ่งท่านจะตั้งเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นเสียงก๊กนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเบ๋งเสียงกุ๋นคนนี้เป็นชาวเมืองเจ๋รากเหง้าตั้งอยู่เมืองโน้น ท่านจะเอาเขามาตั้งเป็นขุนนางสำเร็จราชการเมืองนี้ ถ้านานไปข้าพเจ้าเห็นการตื้นลึกหนาบางในเมืองเราจะมีประการใดก็คงจะรู้ไปถึงเจ๋มินอ๋อง เจ๋มินอ๋องคงจะให้เบ๋งเสียงกุ๋นคอยสอดแนมดู ถ้าสมคะเนเข้าเมื่อใดเบ๋งเสียงกุ๋นก็จะเป็นไส้ศึกยุยงให้เจ๋มินอ๋องยกทัพมาตีเมืองจิ๋น ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเสียทีเจ้าเมืองเจ๋ ด้วยท่านไว้ใจเบ๋งเสียงกุ๋น เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ยังหาเชื่อไม่ จึงหาตัวงกลีเจ๊กเข้ามาปรึกษาตามถ้อยคำกองซุนเซ็กให้ฟังทุกประการ

งกลีเจ๊กคำนับแล้วจึงตอบว่า ซึ่งกองซุนเซ็กพูดนั้นต้องด้วยขนบธรรมเนียมควรจะเชื่อฟังได้ ถึงใจของข้าพเจ้าก็เห็นด้วยว่าลักษณะคนมีสติปัญญามาแต่เมืองเจ๋ มิได้มีความเจ็บร้อนจากสำนักคนที่ชุบเลี้ยงให้ได้ดีนั้น และท่านจะมาไว้ใจให้เป็นขุนนางสำเร็จราชการบ้านเมืองทั้งปวงแล้ว ก็คงจะคิดหาความชอบสนองคุณเจ้านายของเขาที่ชุบย้อมมาแต่ก่อน ซึ่งท่านจะตั้งเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นที่เสียงก๊กนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองจิ๋นจะหามีความสุขไม่

เจียวเสียงอ๋องได้ฟังเสียงก๊กว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วยจึงว่า ถ้าดังนั้นเราจะส่งเบ๋งเสียงกุ๋นให้กลับคืนไปเมืองเจ๋เสียดังเก่า อูลีกิดจึงตอบว่าเบ๋งเสียงกุ๋นได้มาอยู่เมืองจิ๋นประมาณได้เดือนเศษแล้ว การทั้งปวงในเมืองเรานี้เบ๋งเสียงกุ๋นก็รู้เห็นสารพัด ประการหนึ่ง คนที่มาอยู่สำนักเบ๋งเสียงกุ๋นนั้นแต่ล้วนคนดีมีสติปัญญามาด้วยถึงพันคน ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าจะให้เบ๋งเสียงกุ๋นกลับไปเมืองเจ๋นั้น คงจะเก็บเอาความในเมืองเราไปเล่าให้เจ้าเมืองเจ๋ฟัง ท่านอย่าส่งเบ๋งเสียงกุ๋นกับพวกพ้องกลับไปเลย เราคิดฆ่าเบ๋งเสียงกุ๋นและคนที่มาด้วยนั้นเสียให้สิ้นจึงจะชอบ อย่าให้ทันเอาเรื่องบ้านเมืองไปเล่าถึงเมืองเจ๋เลย ปรึกษากันดังนั้นแล้วเจียวเสียงอ๋องก็ยังนิ่งตรึกตรองอยู่ อูลีกิดก็คำนับลากลับมาบ้าน

เจียวเสียงอ๋องกลับเข้าไปข้างใน กิตติศัพท์อันนั้นก็รู้ไปถึงเกงเอียงกูน เกงเอียงกูนก็คิดว่าเมื่อเราไปอยู่เมืองเจ๋นั้น เบ๋งเสียงกุ๋นอุปถัมภ์บำรุงมิให้อนาทรร้อนใจ ซึ่งเบ๋งเสียงกุ๋นมาอยู่ในเมืองจิ๋นครั้งนี้ก็หามีความผิดสิ่งใดไม่ อูลีกิดพูดจายุยงจะให้ฆ่าเบ๋งเสียงกุ๋นเสียนั้นหาชอบไม่ จำเราจะเอาความอันนี้ไปบอกเบ๋งเสียงกุ๋นให้รู้ตัวไว้ก่อนจะได้ลบล้างบุญคุณของเบ๋งเสียงกุ๋นที่เกี่ยวข้องอยู่กับเรา เกงเอียงกูนคิดดังนั้นแล้วก็ลอบมาหาเบ๋งเสียงกุ๋นแจ้งความให้ฟังทุกประการ

เบ๋งเสียงกุ๋นรู้ว่าคนยุยงเจียวเสียงอ๋องดังนั้นก็มีความตกใจเป็นอันมาก เบ๋งเสียงกุ๋นก็พูดจาอ้อนวอนเกงเอียนกูนว่า ซึ่งท่านเมตตาข้าพเจ้าครั้งนี้บุญคุณอยู่กับข้าพเจ้าหาที่สุดมิได้ ท่านช่วยแก้ไขข้าพเจ้าให้กลับบ้านด้วยสติปัญญาของท่านเถิด เกงเอียงกูนจึงตอบว่าเจียวเสียงอ๋องยังตรึกตรองอยู่ หาเชื่อคำคนยุยงลงเป็นแน่นอนไม่ ข้าพเจ้าเห็นช่องอยู่อย่างหนึ่งที่ท่านจะกลับไปได้ อันคนอื่นนอกจากนางเอี๋ยนกีนั้นเห็นจะคิดอ่านเป็นอันยาก ด้วยนางเอี๋ยนกีคนนี้เป็นภรรยาที่รักของเจียวเสียงอ๋อง ถ้านางเอี๋ยนกีพูดจาว่ากล่าวแล้วเห็นเจียวเสียงอ๋องจะเชื่อถือ ท่านจงจัดแจงของกำนัลมาให้ข้าพเจ้าตามสมควรเถิด ข้าพเจ้าจะนำไปให้นางเอี๋ยนกี จะได้พูดจาอ้อนวอนให้นางช่วยว่ากล่าวกับเจียวเสียงอ๋องให้ปล่อยท่านกลับเมืองเจ๋ เบ๋งเสียงกุ๋นแจ้งดังนั้นก็จัดแจงเอากำไลหยกคู่หนึ่งมาส่งให้เกงเอียงกูนนำไปเป็นของกำนัลนางเอี๋ยนกี

เกงเอียงกูนก็เข้าไปหานางเอี๋ยนกีแล้วแจ้งความว่า กำไลหยกคู่นี้ของเบ๋งเสียงกุ๋นให้แก่ท่านให้ท่านอ้อนวอนเจียวเสียงอ๋องให้ปล่อยเบ๋งเสียงกุ๋นกลับไปเมือง ด้วยเบ๋งเสียงกุ๋นนั้นมาอยู่ในเมืองจิ๋นนานประมาณถึงเดือนเศษแล้ว นางเอี๋ยนกีได้ฟังดังนั้นจึงว่า กำไลหยกคู่นี้เราหาสู้ชอบใจไม่ อยากจะได้แต่เสื้อขนขาวที่เบ๋งเสียงกุ๋นเอามาให้เจียวเสียงอ๋องนั้น ท่านจงกลับไปบอกเถิดว่าถ้าหาเสื้อมาให้เราได้แล้วเมื่อใด เบ๋งเสียงกุ๋นก็จะได้ไปเมืองเจ๋เมื่อนั้น เกงเอียงกูนก็ลานางเอี๋ยนกีเอากำไลกลับมาส่งให้เบ๋งเสียงกุ๋น แล้วเล่าความตามนางเอี๋ยนกีสั่งมาให้ฟังทุกประการแล้ว เกงเอียงกูนก็กลับมาบ้าน

ขณะนั้นเบ๋งเสียงกุ๋นก็นั่งคิดตรึกตรองว่า เราได้เสื้อมาตัวเดียวเท่านั้นก็ให้เจียวเสียงอ๋องเสียแล้ว เราจะได้ที่ไหนมาให้นางเอี๋ยนกีอีกเล่า เบ๋งเสียงกุ๋นคิดดังนั้นแล้วจึงเรียกพวกพ้องที่มีสติปัญญาที่มาแต่เมืองเจ๋เข้ามาพร้อมกันแล้ว เบ๋งเสียงกุ๋นจึงปรึกษาว่าเสื้อขนของเราเป็นของมีราคาหายาก บัดนี้เราเอาเข้าไปเป็นของกำนัลเจียวเสียงอ๋อง ปรารถนาจะล่อนํ้าใจว่าเรามีของดีมาแต่เมืองเจ๋ แต่ในใจของเราคิดว่าจะลองใจเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นก็หามีความอายแก่เราไม่ เอาเสื้อขนให้คนเอาไปเก็บไว้เสียในคลัง เรามีความปรารถนาจะคืนเอาของเรามาท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด

ขณะนั้นคนที่เบ๋งเสียงกุ๋นเลี้ยงเป็นคนสนิทที่สามนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอรับอาสาไปคืนเอาเสื้อของท่านมาให้จงได้ เบ๋งเสียงกุ๋นจึงถามว่าท่านจะทำประการใดจึงจะเอาเสื้อมาให้เราได้ คนผู้นั้นจึงตอบว่าข้าพเจ้าจะกระทำเป็นเสียงสุนัขเข้าไปเห่า แล้วจึงจะเอาลูกกุญแจไขเอาออกมา เบ๋งเสียงกุ๋นได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ จึงว่าท่านจงไปทำตามความคิดของท่านเถิด ครั้นเพลาคํ่าลงชายผู้นั้นก็เอาลูกกุญแจพวงผูกเอวเข้าแล้วก็ลอบเข้าไปที่คลังข้างใน ที่ตรงนั้นมีช่องสุนัขเข้าออกได้อยู่แต่เดิม ชายผู้นั้นก็ค่อยลอดตัวเข้าไปถึงในคลัง แล้วทำเป็นเสียงสุนัขเห่าหอนให้คล้ายเสียงสุนัข

ฝ่ายคนที่เฝ้าคลังอยู่นั้นก็มิได้มีความสงสัยเข้าใจว่าเป็นสุนัขจริง จึงนิ่งเสียหาได้ด้อมมองดูไม่ ครั้นเพลาดึกก็ดับตะเกียงนอนหลับไป ชายผู้นั้นเห็นได้ทีไม่มีคนระวังนั่งยามแล้วก็ย่องเข้าไปไขประตูคลัง เอาชุดไฟที่สำหรับมือถือมานั้นส่องดูแล้วก็เลือกลูกกุญแจที่ไขหีบได้ เที่ยวค้นหาจึงเห็นเสื้อขนตัวนั้นก็จำได้ จึงหยิบเอาออกนอกหีบแล้วก็ลั่นกุญแจไว้ดังเก่า คนที่เฝ้าอยู่ก็หารู้ไม่ คนผู้นั้นก็นำเอาเสื้อขนมาส่งให้เบ๋งเสียงกุ๋น เบ๋งเสียงกุ๋นเห็นเสื้อแล้วก็รับเอาไว้ พอเพลาจวนสว่างเบ๋งเสียงกุ๋นก็เอาเสื้อห่อผ้าซ่อนถือมาหาเกงเอียงกูนแล้วบอกว่า ท่านช่วยเอาเสื้อขนตัวนี้เข้าไปให้นางเอี๋ยนกีด้วย แล้วบอกว่าข้าพเจ้าสั่งมาให้ช่วยอ้อนวอนเจียวเสียงอ๋องให้ปล่อยข้าพเจ้ากลับไปให้เร็ว เกงเอียงกูนรับคำเบ๋งเสียงกุ๋นแล้วก็เข้าไปหานางเอี๋ยนกี คำนับแล้วจึงเอาเสื้อนั้นออกส่งให้ นางเอี๋ยนกีเห็นเสื้อขนขาวตัวนั้นก็ดีใจ จึงคิดว่าเสื้อตัวนี้ดีเสมอกับเสื้อของเจียวเสียงอ๋อง นางเอี๋ยนกีคิดแล้วจึงว่าท่านกลับไปบอกเบ๋งเสียงกุ๋นเถิด ว่าเราจะพูดกับเจียวเสียงอ๋องในเพลาคํ่าวันนี้ เกงเอียงกูนก็กลับมาแจ้งความให้เบ๋งเสียงกุ๋นฟังตามคำนางเอี๋ยนกีสั่งมานั้น เบ๋งเสียงกุ๋นก็ลากลับมาที่กงก๊วนดังเก่า ครั้นเพลาคํ่าวันนั้นนางเอี๋ยนกีก็จัดแจงแต่งโต๊ะตั้งสุราหาแกล้มไว้คอยท่าเจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องครั้นเวลามากินสุราที่ห้องนอนนางเอี๋ยนกี มานั่งลงที่โต๊ะนางเอี๋ยนกีจัดตั้งไว้นั้น

ฝ่ายนางเอี๋ยนกีก็มารินสุราให้เจียวเสียงอ๋องกิน นางเอี๋ยนกีก็กินกับเจียวเสียงอ๋องตามเคยมาแต่ก่อน ขณะเมื่อเจียวเสียงอ๋องกินสุราอยู่นางเอี๋ยนกีจึงถามว่า ข้าพเจ้าได้ยินว่าเบ๋งเสียงกุ๋นมาแต่เมืองเจ๋นั้น แต่ก่อนเขาเป็นที่เสียงก๊ก ครั้นตกมาอยู่กับท่าน ท่านก็หาได้ตั้งแต่งเป็นขุนนางใช้สอยสิ่งใดไม่ ประการหนึ่งได้ยินว่าท่านคิดจะฆ่าเขาเสียนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าเบ๋งเสียงกุ๋นหามีความผิดสิ่งใดไม่ แต่ก่อนนั้นท่านอยากจะให้เขามา แล้วจะกลับฆ่าเสียเล่า ข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ ถ้าท่านฆ่าคนหาความผิดมิได้เสียแล้ว ภายหลังกิตติศัพท์อันนั้นคงจะเลื่องลือไปทั่วหัวเมืองทั้งปวง คนที่มีสติปัญญาก็จะพากันเข็ดขยาดมิอาจเข้ามาหาท่าน อนึ่ง เจ๋มินอ๋องนั้นก็คิดแค้นอยู่คงจะเป็นข้าศึกกันสืบไปเบื้องหน้า

เจียวเสียงอ๋องได้ฟังนางเอี๋ยนกีว่าดังนั้นก็นึกตรึกตรองอยู่เป็นครู่จึงเห็นด้วย ครั้นเวลารุ่งเช้าเจียวเสียงอ๋องออกมายังที่ว่าราชการ จึงสั่งให้จัดแจงเกวียนและหนังสือเบิกด่านที่จะให้เบ๋งเสียงกุ๋นกลับไปเมืองเจ๋ คนทั้งปวงยังกำลังหาเกวียนและเขียนหนังสืออยู่ ขณะนั้นมีคนมาบอกเบ๋งเสียงกุ๋นว่า เจียวเสียงอ๋องจะให้ท่านกลับไปเมืองเจ๋ในเพลาพรุ่งนี้ เบ๋งเสียงกุ๋นแจ้งความดังนั้นดีใจนัก จึงปรึกษาคนทั้งปวงว่าเจียวเสียงอ๋องจะปล่อยให้เรากลับไปพรุ่งนี้แล้ว ถ้าคํ่าวันนี้มีขุนนางผู้ใดไปยุยงเจียวเสียงอ๋องก็จะคิดกลับใจเสีย หาให้เราไปเมืองเจ๋ไม่ เราคิดว่าจะหนีไปเสียในกลางคืนวันนี้ ท่านจะเห็นประการใด

ขณะนั้นมีคนสนิทผู้หนึ่งจึงว่า ท่านจะหนีไปในคํ่าวันนี้นั้นข้าพเจ้าเห็นขัดอยู่ด้วยไม่มีหนังสือเบิกด่านเห็นจะหาไปได้ไม่ เบ๋งเสียงกุ๋นก็เห็นด้วยนิ่งตรึกตรองอยู่ ครั้นคิดได้จึงให้เขียนหนังสือเบิกด่านฉบับหนึ่งแต่ไม่ใช่ชื่อเบ๋งเสียงกุ๋น ใส่แต่ชื่อทหารทั้งปวงแล้วลอบแกะตราดวงหนึ่งให้เหมือนตราเจ้าเมืองตีลงในหนังสือใบนั้นเข้าผนึกเสร็จแล้วจึงให้ขนของของตัวและของทหารลงบรรทุกเกวียนหลายเล่ม พอเวลายามเศษเบ๋งเสียงกุ๋นก็พาทหารพันหนึ่งหนีออกจากเมืองจิ๋น ครั้นมาถึงด่านหำก๊กกวนด่านเมืองจิ๋น พอเวลาดึกสองยามเศษ พวกรักษาด่านปิดประตูเสียแล้วเบ๋งเสียงกุ๋นตกใจกลัวว่าเจ้าเมืองจิ๋นจะใช้ให้ทหารตามมาจับ เบ๋งเสียงกุ๋นจึงปรึกษากับคนที่สนิทว่า บัดนี้ประตูด่านหำก๊กกวนปิดเสียแล้ว ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใดจึงจะไปถึงเมืองเจ๋ได้

ขณะนั้นยังมีคนที่สนิทชั้นสองของเบ๋งเสียงกุ๋นคนหนึ่งจึงรับอาสาว่า การครั้งนี้ก็ผิดเวลาแล้ว แต่ข้าพเจ้าคิดเห็นอุบายอยู่อย่างหนึ่ง เห็นว่าคนที่รักษาประตูหลับหมดแล้วจะคะเนเวลาหาได้ไม่ ข้าพเจ้าจะเข้าไปยืนอยู่ที่ใกล้ประตู จะทำเสียงให้คล้ายกับไก่ที่ขันในเวลาใกล้สว่างนั้น เห็นว่าชาวด่านทั้งปวงก็จะเปิดประตูหำก๊กกวนด้วยสำคัญว่ารุ่งแล้ว เราคงจะไปได้ เบ๋งเสียงกุ๋นได้ยินคนสนิทคิดดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงอนุญาตยอมให้ทำตามความคิด คนใช้ก็คำนับลาเบ๋งเสียงกุ๋นไปยืนที่ประตูหำก๊กกวน แล้วโก่งคอขันขึ้นให้เหมือนเสียงไก่ ไก่ทั้งปวงที่อยู่ตามละแวกบ้านด่านหำก๊กกวนนั้นได้ยินคนมาขันก็สำคัญว่าเวลาจะสว่าง ต่างตัวก็พาขันขึ้นพร้อมๆ กัน ขณะนั้นคนที่รักษาด่านหำก๊กกวนตื่นขึ้นได้ยินเสียงไก่ก็สำคัญว่าเป็นเวลารุ่งแล้วจึงลุกออกมาเปิดประตูด่านหำก๊กกวน

ฝ่ายเบ๋งเสียงกุ๋นก็เอาหนังสือส่งให้ ขุนด่านอ่านดูหาทันพิจารณาไม่ ก็ปล่อยให้คนทั้งปวงไป เบ๋งเสียงกุ๋นกับทหารพันหนึ่งก็พากันไปพ้นด่านหำก๊กกวน ครั้นเบ๋งเสียงกุ๋นเดินมาถึงกลางทางจึงพูดสรรเสริญคนสนิทสองคนที่มีสติปัญญาแก้ไขให้พ้นมาจากเมืองจิ๋นได้ว่า แต่ก่อนเราหารู้ไม่ว่าท่านทั้งสองประกอบไปด้วยความคิดเป็นอันมาก ท่านช่วยสงเคราะห์เราครั้งนี้อุปมาเหมือนเนื้อตกเข้าไปในปากเสือแล้ว เพราะได้ท่านช่วยคิดอ่านทำอุบายเป็นเสียงสุนัข ลักเอาเสื้อมาให้เราได้แล้ว ขันขึ้นเป็นเสียงไก่ลวงให้เปิดประตู เราจึงหนีมาได้จากเมืองจิ๋น ท่านทั้งปวงมีบุญคุณอยู่กับเราเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาเบ๋งเสียงกุ๋นก็เป็นที่ไว้ใจคนทั้งสองยิ่งกว่าคนทั้งปวง

ฝ่ายคนที่มีสติปัญญามาด้วยเบ๋งเสียงกุ๋นครั้งนั้นต่างคนต่างก็มีความละอายแก่คนทั้งสองด้วยตนหามีความชอบสิ่งใดไม่ เบ๋งเสียงกุ๋นกับคนทั้งปวงก็พากันรีบเดินไป ครั้นเวลารุ่งขึ้นงกลีเจ๊กแจ้งว่าเบ๋งเสียงกุ๋นหนีไปแล้วก็ตกใจนัก จึงรีบเข้าไปบอกเจียวเสียงอ๋องว่าเบ๋งเสียงกุ๋นหนีไปแต่เวลาคืนนี้แล้วท่านยังหารู้ไม่หรือ เจียวเสียงอ๋องจึงตอบว่า อันเบ๋งเสียงกุ๋นนี้เราก็ปล่อยให้ไปแล้ว งกลีเจ๊กจึงว่าเหตุใดท่านจึงปล่อยเสียเล่า ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าไม่ฆ่าก็ให้เอาตัวไว้ในเมืองเรา ซึ่งหนีไปได้ครั้งนี้ท่านเสียทีกับเบ๋งเสียงกุ๋นแล้ว เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็กลับคิดขึ้นได้จึงใช้ให้ทหารไปติดตามเบ๋งเสียงกุ๋น พวกทหารทั้งปวงก็รีบตามมาถึงด่านหำก๊กกวนจึงถามผู้รักษาด่านว่าเวลาวันนี้มีคนมาทางนี้บ้างหรือไม่ นายด่านจึงแจ้งความว่าเมื่อเวลาไก่ขันนั้นมีคนมาทางนี้ประมาณพันหนึ่ง ขี่ม้าและเกวียนออกไปแต่แรกข้าพเจ้าเปิดด่าน แล้วก็หยิบหนังสือเบิกด่านให้นายทหารดู นายทหารก็รับหนังสือมาอ่านดูหาเห็นมีชื่อเบ๋งเสียงกุ๋นไม่ จึงนึกว่าเบ๋งเสียงกุ๋นนี้ยังไม่มาถึง จึงนั่งคอยอยู่แต่เช้าจนเที่ยงก็หาเห็นเบ๋งเสียงกุ๋นมาไม่จึงถามนายด่านว่า นอกจากพวกนั้นมีใครมาทางนี้บ้างหรือไม่ นายด่านจึงแจ้งความว่า แต่เวลาไก่ขันนั้นมีคนมาทางนี้พวกเดียว หนังสือที่ข้าพเจ้าให้ท่านดูนั้นของพวกที่มาแต่เวลาเช้า ทหารทั้งปวงได้ยินดังนั้นจึงถามว่าเราจะตามทันหรือไม่ทัน คนที่รักษาด่านหำก๊กกวนจึงตอบว่า เห็นจะหาทันไม่ด้วยเขาไปนานแล้ว ทหารทั้งปวงก็พากันกลับมาแจ้งความแก่เจียวเสียงอ๋องทุกประการ เจียวเสียงอ๋องแจ้งดังนั้นก็เสียนํ้าใจถอนใจใหญ่ แล้วออกปากสรรเสริญเบ๋งเสียงกุ๋นว่ามีสติปัญญาเปรียบประดุจเทพยดา เราจะคิดไว้สิ่งใดเบ๋งเสียงกุ๋นก็รู้ทันความคิดเรา จึงเอาตัวรอดหนีไปพ้นเงื้อมมือเราได้ เจียวเสียงอ๋องพูดดังนั้นแล้วก็กลับเข้าไปข้างใน

ขณะนั้นนางเอี๋ยนกีจึงเอาเสื้อที่เบ๋งเสียงกุ๋นให้ใส่มาอวดเจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องเห็นเสื้อจึงถามนางเอี๋ยนกีว่า เสื้อตัวนี้เจ้าได้มาแต่ไหน นางเอี๋ยนกีจึงตอบว่าเบ๋งเสียงกุ๋นให้คนเอามาให้ข้าพเจ้า เจียวเสียงอ๋องได้ยินดังนั้นจึงพิจารณาดูเสื้อเห็นคล้ายกับเสื้อที่เบ๋งเสียงกุ๋นเอามาให้เป็นของกำนัล จึงใช้ให้คนที่เก็บเสื้อไว้นั้นไปหยิบเอามา คนใช้คำนับแล้วก็ไปในคลังไขกุญแจเปิดหีบออกหาเห็นเสื้อไม่ ตกใจนัก จึงเอาเนื้อความมาแจ้งแก่เจียวเสียงอ๋องว่าเสื้อที่ข้าพเจ้าเก็บไว้นั้นหายไปแล้ว เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่าเบ๋งเสียงกุ๋นคงจะคิดอุบายใช้ให้ทหารมาลักเอาไปได้ด้วยเขามีสติปัญญา แล้วคนที่ดีก็อยู่ด้วยเป็นอันมาก ในเมืองเรานี้ที่จะมีคนฉลาดหลักแหลมเหมือนเบ๋งเสียงกุ๋นนั้นหาไม่ได้แล้ว เจียวเสียงอ๋องก็มิได้เอาโทษคนที่เก็บเสื้อ กลับเอาเสื้อนั้นให้นางเอี๋ยนกี ฝ่ายเบ๋งเสียงกุ๋นรีบมาถึงแดนเมืองเตียว กิตติศัพท์ก็รู้มาถึงเพงง่วนกุน เพงง่วนกุนเป็นน้องเจ้าเมืองเตียว เพงง่วนกุนจึงจัดแจงทหารออกมาต้อนรับเบ๋งเสียงกุ๋นประมาณทางสามร้อยเจ็ดสิบเส้นนับข้างจีนได้สามร้อยลี้ ครั้นเพงง่วนกุนออกมาถึงเบ๋งเสียงกุ๋นต่างคนคำนับแล้ว เพงง่วนกุนจึงว่าเจ้าเมืองจิ๋นปล่อยให้ท่านกลับมาแล้วหรือ เบ๋งเสียงกุ๋นจึงบอกว่าเราไปอยู่เมืองจิ๋นนานแล้วรำลึกถึงบ้านเราก็ลากลับมา เพงง่วนกุนได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านจงไปให้เป็นสุขเถิด แล้วเบ๋งเสียงกุ๋นก็ลาไปทางเมืองเตียว

ขณะนั้นชาวเมืองเตียวได้ยินข่าวว่าเบ๋งเสียงกุ๋นมาถึงกลางทาง ด้วยแต่ก่อนยังมิได้เห็นรูปร่างเป็นแต่คำคนสรรเสริญว่ามีสติปัญญาหาผู้ใดเสมอไม่ ต่างคนก็พากันออกมาดู ครั้นเห็นเบ๋งเสียงกุ๋นมีรูปนั้นตํ่าสัณฐานคล้ายคนเตี้ย คนทั้งปวงก็เอามือปิดปากหัวเราะ บางคนจำพวกออกปากว่า แต่ก่อนเราสำคัญว่ารูปร่างเบ๋งเสียงกุ๋นจะสูงใหญ่งดงามสมกับคำคนเล่าลือว่ามีสติปัญญา มิรู้ว่ารูปร่างตํ่าเตี้ยเหมือนเด็กน้อยหาสมกับคนสรรเสริญไม่ ก็ชวนกันหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

ครั้นเวลาคํ่าวันนั้น ชาวเมืองเตียวยังหาทันกลับไปถึงเมืองเตียวไม่ด้วยหนทางนั้นไกล ก็พากันนอนค้างอยู่กลางทาง ฝ่ายทหารเบ๋งเสียงกุ๋นคิดว่าชาวเมืองเตียวพากันออกมาหัวเราะเยาะนายเราครั้งนี้ล้วนแต่คนไม่มีสติปัญญา เข้าใจเสียว่าพวกเราหามีผู้ใดจะสู้รบได้ไม่ ทหารทั้งปวงก็คิดกันว่าเราตามไปฆ่าเสียจึงจะสมแก่นํ้าใจ ครั้นคิดกันแล้วก็ติดตามชาวเมืองไป ครั้นเห็นคนเหล่านั้นยังนอนค้างอยู่กลางทาง พวกทหารเบ๋งเสียงกุ๋นเห็นได้ทีก็ลอบเข้าไปเอากระบี่ตัดศีรษะเสียเป็นอันมากแล้วก็กลับมา กิตติศัพท์อันนั้นเพงง่วนกุนก็รู้เข้า จึงคิดว่าเห็นจะเป็นทหารเบ๋งเสียงกุ๋นฆ่าคนเหล่านั้นเสีย เพงง่วนกุนก็นิ่งอยู่ ด้วยเกรงสติปัญญาและพวกพ้องเบ๋งเสียงกุ๋นเป็นอันมาก

ฝ่ายเบ๋งเสียงกุ๋นก็พากันตัดตรงไปเมืองเจ๋ ฝ่ายเจ๋มินอ๋องเมื่อให้เบ๋งเสียงกุ๋นไปอยู่เมืองจิ๋นนั้นไม่มีความสบายเลย เปรียบเหมือนแขนทั้งสองข้างขาดไปจากกาย ด้วยคิดว่าเจ้าเมืองจิ๋นจะไม่ปล่อยให้เบ๋งเสียงกุ๋นกลับมาเมืองเจ๋ ครั้นแจ้งว่าเบ๋งเสียงกุ๋นกลับมาถึงกลางทางมีความยินดีนักเหมือนหนึ่งเทวดาเอาแขนทั้งสองข้างที่ขาดนั้นมาติดเข้าดังเก่า จึงออกไปรับเบ๋งเสียงกุ๋นเข้ามาตั้งให้เป็นที่เสียงก๊กทำราชการอยู่ในเมืองเจ๋ตามเดิม

ฝ่ายเบ๋งเสียงกุ๋นมาอยู่บ้านเป็นปกติแล้ว จึงจัดแจงคนที่กลับมาแต่เมืองจิ๋นทั้งสามชนิดนั้นเลื่อนที่ขึ้นเป็นสามจำพวกๆ หนึ่งให้กินเนื้อและกับข้าวอย่างอื่นเป็นหลายสิ่งและมีเกวียนขี่ พวกที่สองให้กินแต่เนื้อปลามิได้ขี่เกวียน พวกที่สามนั้น เลี้ยงดูให้กินข้าวกับผักกาดและหอยเค็มตามธรรมเนียม แล้วชักเอาคนทั้งสามที่มีความชอบแก้ไขให้มาถึงเมืองเจ๋ได้นั้น แต่ก่อนสองคนนี้อยู่ในชนิดที่สาม ครั้นมีความชอบจึงยกขึ้นไปให้อยู่กับพวกที่หนึ่ง เบ๋งเสียงกุ๋นเลี้ยงคนสามตระกูลอย่างนี้เพราะเหตุว่าคนที่หนึ่งนั้นใช้ต่างหูต่างตาได้ให้ชื่อว่าเท้ยเสีย คนที่สองนั้นเป็นแต่พอใช้งานการได้เป็นปานกลาง พวกที่สามนั้นต่อมีการเหลือกำลังทั้งสองจำพวกนั้นแล้วจึงมาช่วยระดมพร้อมกันกระทำ แล้วเบ๋งเสียงกุ๋นก็ยกตำบลซีอิบเป็นบ้านส่วยเดิมให้คนทั้งสามชนิดเก็บกินข้าวส่วยในบ้านซีอิบก็หาพอไม่ เบ๋งเสียงกุ๋นจึงเอาเงินออกให้คนบ้านซีอิบกู้ เก็บดอกเบี้ยมาเพิ่มเติมเลี้ยงดูให้คนทั้งสามจำพวกกิน

อยู่มาเวลาวันหนึ่ง มีซินแสคนหนึ่งปลอมมาเหมือนคนโซ ใส่เสื้อขาด ใส่รองเท้ากรองด้วยหญ้า มีดาบเล่มหนึ่งหาฝักมิได้เหน็บเอวมา เมื่อซินแสเดินมาใกล้บ้านเบ๋งเสียงกุ๋นแล้วแกล้งพูดว่า เราชื่อบั้งก่วนจะมาหาเบ๋งเสียงกุ๋น ขณะนั้นเบ๋งเสียงกุ๋นรู้ก็ออกมาต้อนรับให้ขึ้นไปนั่งที่สมควร แล้วถามว่าท่านมาหาข้าพเจ้านี้มีธุระประการใดหรือ ซินแสจึงตอบว่า ข้าพเจ้าได้ยินเขาสรรเสริญว่าท่านเป็นคนเมตตาคนอนาถาและคนมีสติปัญญา ถ้าผู้ใดมาหาท่านแล้วท่านก็รับไว้มิได้ผลักเสีย ข้าพเจ้าแจ้งจึงมาหาจะอาศัยอยู่ด้วยท่าน เบ๋งเสียงกุ๋นแจ้งดังนั้นก็ว่าท่านจะมาอยู่ด้วยเราก็ตามใจ เบ๋งเสียงกุ๋นให้อยู่กับคนชนิดที่สาม

ครั้นหลายวันมา เบ๋งเสียงกุ๋นจึงถามนายหมวดใหญ่ที่ดูแลคนจำพวกนั้นว่า ซินแสที่มาอยู่ใหม่นั้นกินข้าวแล้วกระทำการสิ่งใดบ้าง นายหมวดจึงบอกว่า ข้าพเจ้าเห็นกินข้าวแล้วชักดาบออกมาเคาะแล้วร้องเพลงว่า มีข้าวกินไม่มีเนื้อกิน เบ๋งเสียงกุ๋นก็ให้ซินแสไปอยู่กับคนชั้นสอง ซินแสก็กระทำดังเก่า เบ๋งเสียงกุ๋นถามนายหมวดชั้นสอง นายหมวดชั้นสองก็แจ้งความว่า ซินแสกินข้าวแล้วร้องเพลงว่ามีข้าวกินมีเนื้อกิน ไม่มีเกวียนขี่ เอาดาบนั้นตีเป็นจังหวะ เบ๋งเสียงกุ๋นก็ให้ซินแสเลื่อนขึ้นไปอยู่กับคนที่หนึ่ง ครั้นมีข้าวกินมีเนื้อกินมีเกวียนขี่ ซินแสก็ยังเอาดาบเคาะร้องเพลงสืบต่อไปว่า สิ่งของที่ปรารถนานั้นก็ได้เหมือนใจแล้วแต่ภรรยาหามีไม่ เบ๋งเสียงกุ๋นแจ้งความว่าซินแสมีความปรารถนาจะหาภรรยานั้น เบ๋งเสียงกุ๋นจึงว่า ซินแสคนนี้มีความโลภนัก แต่เราตามใจมาจนซินแสได้ความสุขแล้ว คำที่เบ๋งเสียงกุ๋นว่าครั้งนั้นก็รู้ไปถึงบั้งก่วน บั้งก่วนซินแสก็มิได้ร้องเพลงเคาะดาบเหมือนดังแต่ก่อนสืบต่อไปไม่ อยู่มาประมาณสักปีหนึ่ง คนที่สำหรับเบิกข้าวให้พวกคนในบ้านเบ๋งเสียงกุ๋นกินทุกวันนั้นก็มาแจ้งความว่าข้าวนั้นยังเหลืออยู่ประมาณสักเดือนหนึ่ง

เบ๋งเสียงกุ๋นได้แจ้งดังนั้นก็นึกว่าข้าวที่จะเลี้ยงคนสืบต่อไปนั้นยังน้อยนัก เบ๋งเสียงกุ๋นจึงเรียกเอาบัญชีรายเงินดอกเบี้ยบ้านซีอิบนั้นมาคิดดู ก็เห็นดอกเบี้ยยังคงค้างอยู่เป็นอันมาก เบ๋งเสียงกุ๋นจึงถามคนทั้งสามจำพวกว่า ผู้ใดจะรับอาสาไปเก็บดอกเบี้ยที่บ้านซีอิบได้บ้าง พวกที่เบ๋งเสียงกุ๋นเลี้ยงไว้ที่หนึ่งจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นแต่ซินแสบั้งก่วนที่มาอยู่ใหม่เป็นคนสัตย์ซื่อ หาทำการสิ่งใดไม่ ท่านจงให้หาตัวมาลองใช้ดูสักครั้งหนึ่งเถิด เบ๋งเสียงกุ๋นได้ยินดังนั้นจึงเรียกบั้งก่วนซินแสมาบอกว่าเราจะให้ท่านไปเก็บดอกเบี้ยที่บ้านซีอิบท่านจะไปได้หรือมิได้

บั้งก่วนซินแสก็รับว่าข้าพเจ้าจะไปเก็บมาให้ท่าน เบ๋งเสียงกุ๋นก็เอาบัญชีรายชื่อคนที่กู้เงินนั้นมอบให้ บั้งก่วนซินแสก็ลาเบ๋งเสียงกุ๋นมาจัดแจงเกวียนเสร็จแล้วก็ขึ้นขับเกวียนไปถึงบ้านซีอิบ บั้งก่วนก็เข้าไปนั่งกงฮู้ แปลว่าเก๋งที่ประชุมคนเป็นที่เก็บส่วยมาแต่ก่อนนั้น บั้งก่วนจึงบอกให้ชาวบ้านที่เป็นลูกหนี้เบ๋งเสียงกุ๋นมาชุมนุมพร้อมกันแล้วก็เก็บได้ดอกเบี้ยเป็นอีแปะสิบหมื่น บั้งก่วนจึงเอาอีแปะนั้นไปซื้อสุรากับเนื้อแกล้มมาจนสิ้นอีแปะที่เก็บได้นั้น ภายหลังบั้งก่วนก็ร้องเรียกลูกหนี้มาพร้อมกัน แล้วก็บอกให้กินสุรากับแกล้มทุกคนด้วยกันในที่ประชุมนั้น ครั้นคนทั้งปวงกินสุราเพลินอยู่ บั้งก่วนก็เที่ยวเดินดูคนเหล่านั้นแล้วสังเกตไว้ว่า พวกนี้มั่งมี พวกโน้นจน เมื่อคนทั้งปวงกินเสร็จแล้วบั้งก่วนซินแสก็เอาบัญชีมาคิดดูแล้วเก็บที่คนพอจะเก็บได้ก็ให้ผัดส่งตามนัด บั้งก่วนก็คัดไว้บ้านหนึ่ง ที่คนจนเห็นเหลือกำลังจะหาให้ไม่ได้ก็หักเอาออกฉบับหนึ่ง คนที่ยากจนก็เข้าอ้อนวอนว่ากับบั้งก่วนว่าข้าพเจ้ายังหามีดอกเบี้ยจะมาให้ท่านไม่ ท่านจงได้กรุณาแก่ข้าพเจ้าก่อนเถิด

บั้งก่วนได้ฟังดังนั้นจึงเรียกเอาไฟมาเผาบัญชีเสียมิให้มีชื่อติดค้างอยู่ แล้วบั้งก่วนจึงว่ากับคนทั้งปวงว่า เบ๋งเสียงกุ๋นเอาเงินออกให้ท่านทั้งปวงกู้ครั้งนี้ กลัวว่าท่านทั้งปวงจะหามีเงินใช้สอยไม่ ใช่จะมีความปรารถนาเอาดอกเบี้ยนั้นหามิได้ กับหนึ่งคนที่กินอยู่ในบ้านเสียงก๊กก็หลายพัน เหตุดังนั้นจึงให้มาเก็บแต่คนที่พอจะคิดเอาดอกเบี้ยได้ ท่านเหล่านี้ไม่มีจะให้ เราจึงเอาบัญชีเผาไฟเสีย ท่านทั้งปวงจงคิดถึงคุณเบ๋งเสียงกุ๋นเสียงก๊กให้จงมากเถิด คนทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็พากันสรรเสริญเบ๋งเสียงกุ๋น ครั้งนั้นเสียงเอิกเกริกเป็นอันมาก ออกปากว่าเบ๋งเสียงกุ๋นมีบุญคุณเสมอกับบิดามารดาที่อุปถัมภ์บำรุงข้าพเจ้ามาแต่คลอดออกจากครรภ์

ขณะนั้นมีคนไปแจ้งความกับเบ๋งเสียงกุ๋นว่า บั้งก่วนเอาบัญชีมาเผาไฟเสีย เบ๋งเสียงกุ๋นได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงใช้ให้คนไปตามตัวบั้งก่วนซินแสมา ครั้นบั้งก่วนกลับมาก็มาแต่มือเปล่าจึงเข้าไปหาเบ๋งเสียงกุ๋น เบ๋งเสียงกุ๋นก็แกล้งถามว่า ท่านไปเที่ยวเก็บดอกเบี้ยนั้นได้มามากน้อยเท่าใด บั้งก่วนจึงบอกว่า ข้าพเจ้าไปเก็บได้สิบหมื่นอีแปะ แต่ข้าพเจ้าเอาอีแปะนั้นทำทานให้ท่านเสียหมดแล้ว เบ๋งเสียงกุ๋นก็ถามว่าบัญชีที่เอาไปอยู่ไหนเล่า บั้งก่วนก็บอกว่าข้าพเจ้าเผาไฟเสียแล้ว เบ๋งเสียงกุ๋นก็กลับถามว่า ท่านไม่รู้หรือว่าข้าวปลาก็จวนเจียนจะหมดหามีจะเลี้ยงคนทั้งปวงไม่ จึงใช้ให้ไปเก็บดอกเบี้ย ที่ท่านบอกว่าทำทานให้เรานั้นท่านทำเป็นประการใดบ้าง ทั้งบัญชีของเราก็เอาไปเผาไฟเสียด้วย เราจะได้อันใดมาซื้อหาให้คนทั้งปวงกิน บั้งก่วนเห็นเบ๋งเสียงกุ๋นโกรธนัก จึงว่าท่านอย่าเพิ่งโกรธข้าพเจ้าเลย ทานของท่านนั้นคนทั้งปวงสรรเสริญเป็นอันมาก ที่ตัวข้าพเจ้าเผาบัญชีเสียนั้นเหมือนข้าพเจ้าดูหมิ่นทรัพย์ของท่าน แล้วบั้งก่วนจึงว่าข้าพเจ้ากระทำครั้งนี้ปรารถนาจะให้คนทั้งปวงนับถือบุญคุณของท่านอย่างนี้และเรียกว่าข้าพเจ้าทำทานให้ท่าน กับประการหนึ่ง ถ้าข้าพเจ้าไม่เผาบัญชีเสียทิ้งไว้นานไปเงินดอกเบี้ยก็คงจะค้าง คนที่ยากจนนั้นมากขึ้น คนทั้งปวงก็จะพากันหนีไปอยู่เมืองอื่นๆ คนในบ้านนั้นก็จะเบาบางไป จะไม่มีผู้ใดทำนาหาข้าวส่วยมาส่งให้ ภายหลังทรัพย์ของท่านก็จะเปลืองมากไปยิ่งกว่าข้าพเจ้าเอาดอกเบี้ยไปซื้อเหล้าและเผาบัญชีชื่อลูกหนี้ที่ยากจนนั้นเสียอีก เบ๋งเสียงกุ๋นได้ฟังดังนั้นก็จนใจจึงแกล้งพูดว่าท่านทำทานให้เราก็ดีแล้ว

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องเจ้าเมืองจิ๋นแจ้งว่าเบ๋งเสียงกุ๋นกลับไปถึงเมืองเจ๋ เจ๋มินอ๋องตั้งให้เป็นที่เสียงก๊กดังเก่า เจียวเสียงอ๋องไม่มีความสบายคิดกลัวว่า เบ๋งเสียงกุ๋นจะพูดจายุยงให้เจ๋มินอ๋องโกรธให้ยกทัพมาตีเมืองเรา เราจะคิดอ่านประการใดจึงจะกำจัดเบ๋งเสียงกุ๋นเสียจากเจ๋มินอ๋องได้ เมื่อเจียวเสียงอ๋องตรองไปก็เห็นอุบายอย่างหนึ่งที่จะให้เจ๋มินอ๋องกับเบ๋งเสียงกุ๋นเกิดกินแหนงกัน เจียวเสียงอ๋องจึงให้หาคนใช้ที่สนิทนั้นหลายคนเข้ามาแจ้งความว่า ท่านจงไปเมืองเจ๋แล้วเที่ยวทำเป็นพูดว่า ได้ยินชาวเมืองทั้งปวงสรรเสริญเบ๋งเสียงกุ๋นว่าเป็นใหญ่อยู่ในเมืองเจ๋หามีผู้หนึ่งผู้ใดรู้ว่าในเมืองนั้นมีเจ๋มินอ๋อง ไม่นานไปเห็นเบ๋งเสียงกุ๋นคงจะกลับเป็นเจ๋มินอ๋องแทนเจ้าเมืองเจ๋ ท่านจงไปเที่ยวพูดดังนี้ให้กิตติศัพท์อันนั้นอื้ออึงไปทั้งเมืองเจ๋แล้วจึงค่อยกลับมา คนใช้คำนับลาแล้วก็ไปเมืองเจ๋ ครั้นคนใช้มาถึงเมืองเจ๋แล้วก็เที่ยวพูดมาว่ากับชาวเมืองทั้งปวงตามคำเจียวเสียงอ๋องสั่งทุกประการ ข่าวอันนั้นก็รู้ไปถึงเจ๋มินอ๋อง เจ๋มินอ๋องก็คิดแคลงเบ๋งเสียงกุ๋นอยู่ แต่คอยหาช่องที่จะพาลเอาผิดเบ๋งเสียงกุ๋นหาได้ไม่ก็นิ่งไว้

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องเมื่อใช้คนไปเมืองเจ๋แล้ว ภายหลังก็คิดว่าเมืองฌ้อกับเมืองเราก็ยังอริกันอยู่ บัดนี้เมืองเจ๋ก็จะเป็นศัตรูกันต่อไป เราจะต้องคิดอ่านให้เมืองฌ้อกับเมืองจิ๋นเป็นไมตรีกันเสียจึงจะชอบ ถึงมาตรว่าเมืองเจ๋นั้นจะมาทำอันตรายแก่เรา ถ้าเมืองเรากับเมืองฌ้อชอบกันแล้ว ทแกล้วทหารก็จะบรรจบเข้าทั้งสองเมืองก็จะมีกำลังมากขึ้น เจียวเสียงอ๋องคิดดังนั้นแล้วจึงเรียกคนใช้คนหนึ่งเข้ามาแจ้งความว่า ท่านจงไปเมืองฌ้อแจ้งความให้ฌ้อฮันเสียงอ๋องฟังว่า เราสั่งมาถึงฮันเสียงอ๋องว่า ซึ่งฌ้อโหยอ๋องบิดาฌ้อฮันเสียงอ๋องมาตายอยู่ในเมืองเรานี้ เพราะเหตุว่าเบ๋งเสียงกุ๋นให้เราเอาตัวไว้ เราเชื่อเบ๋งเสียงกุ๋นจึงได้เอาตัวฌ้อโหยอ๋องกักขังไว้ ขอให้ฌ้อฮันเสียงอ๋องตรึกตรองดูเถิด แต่ครั้งเมื่อเมืองฌ้อนัดหัวเมืองทั้งหกเมืองจะมาตีเมืองจิ๋น หัวเมืองนั้นเต็มใจช่วยเมืองฌ้อทำศึกจริง แต่เมืองเจ๋นั้นแกล้งทำล่าเสียหาเต็มใจไม่ ครั้นเลิกทัพไปแล้ว เบ๋งเสียงกุ๋นจึงมาพูดกับเราว่าให้ลวงเอาฌ้อโหยอ๋องมาขังไว้เมืองจิ๋น ซึ่งตัวเราจะได้เอาฌ้อโหยอ๋องไว้เองนั้นหามิได้ บัดนี้เราจะขอเป็นไมตรีกับเมืองฌ้อ ให้ฌ้อฮันเสียงอ๋องมารับเอาบุตรสาวเราไปเป็นภรรยาฌ้อฮันเสียงอ๋องเป็นตัวจำนำเถิด

คนใช้ได้ฟังดังนั้นก็คำนับลาเจียวเสียงอ๋องแล้วก็ไปเมืองฌ้อ ครั้นคนใช้มาถึงประตูเมืองฌ้อ ก็เข้าไปแจ้งความให้นายประตูฟังว่าเจียวเสียงอ๋องจะยกบุตรสาวให้ฌ้อฮันเสียงอ๋อง นายประตูแจ้งความแล้วก็เข้าไปเล่าความให้ฌ้อฮันเสียงอ๋องฟัง ฌ้อฮันเสียงอ๋องจึงสั่งนายประตูให้พาคนใช้เข้ามา คนใช้ก็คำนับฌ้อฮันเสียงอ๋องแล้วจึงแจ้งความที่เจียวเสียงอ๋องสั่งมาให้ฌ้อฮันเสียงอ๋องฟังทุกประการ

ฝ่ายฌ้อฮันเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงสั่งให้คนใช้จัดแจงเกวียนและพวกเถ้าแก่ไปรับนางในเมืองจิ๋น คนที่มาแต่เมืองจิ๋นกับพวกเมืองฌ้อก็ลาฌ้อฮันเสียงอ๋องพากันกลับมาเมืองจิ๋น เจียวเสียงอ๋องจัดแจงแต่งตัวบุตรสาวคนหนึ่งที่รูปร่างงดงามกับหญิงสาวคนใช้ส่งไปให้ฌ้อฮันเสียงอ๋องเจ้าเมืองฌ้อ คนใช้ที่มารับก็คำนับลาเจียวเสียงอ๋องแล้วก็พานางนั้นมาส่งให้ฌ้อฮันเสียงอ๋อง ฌ้อฮันเสียงอ๋องก็รับนางเข้าไปตั้งไว้เป็นที่ภรรยา ตั้งแต่วันนั้นมาเมืองจิ๋นก็เป็นไมตรีกัน

อยู่มาเวลาวันหนึ่ง ฌ้อฮันเสียงอ๋องคิดแค้นเบ๋งเสียงกุ๋นว่าไปยุยงเจียวเสียงอ๋องจึงได้เอาตัวฌ้อโหยอ๋องไว้ ฌ้อฮันเสียงอ๋องโกรธเบ๋งเสียงกุ๋นนักจึงพาคนใช้เข้ามาสั่งให้ไปเที่ยวพูดจาในเมืองเจ๋เหมือนดังเจียวเสียงอ๋องใช้ให้คนไปพูดจาแต่ก่อนนั้น กิตติศัพท์อันนั้นก็รู้ไปถึงเจ๋มินอ๋อง เจ๋มินอ๋องจึงคิดว่าแต่ก่อนชาวเมืองจิ๋นก็มาพูดจาครั้งหนึ่งแล้ว บัดนี้ชาวเมืองฌ้อก็มาพูดจาซ้ำเข้าอีก ถ้าเราจะนิ่งไว้นานไปเห็นเบ๋งเสียงกุ๋นจะคิดร้ายต่อเรา เจ๋มินอ๋องคิดดังนั้นแล้วจึงให้หาเบ๋งเสียงกุ๋นเข้ามาแล้วคืนเอาตราถอดจากที่เสียงก๊กไล่เสียมิให้อยู่ในเมืองเจ๋ ขณะนั้นคนที่เบ๋งเสียงกุ๋นเลี้ยงไว้รู้ว่าเบ๋งเสียงกุ๋นออกจากราชการแล้วต่างคนก็พากันออกจากสำนักนี้ ยังเหลืออยู่แต่บั้งก่วนผู้เดียว เบ๋งเสียงกุ๋นก็ขึ้นเกวียนไปอาศัยอยู่ในบ้านซีอิบ ขณะนั้นชาวบ้านทั้งปวงรู้ว่าเบ๋งเสียงกุ๋นมาก็พากันอุ้มลูกจูงหลานออกมาต้อนรับเบ๋งเสียงกุ๋นสิ้นทั้งบ้าน จัดแจงอาหารออกมาให้เป็นอันมาก

เบ๋งเสียงกุ๋นเห็นดังนั้นก็คิดถึงคุณบั้งก่วนว่า เพราะบั้งก่วนทำทานไว้แต่ก่อน คนทั้งปวงจึงพากันนับถือเราดังนี้ เบ๋งเสียงกุ๋นก็พูดสรรเสริญบั้งก่วน บั้งก่วนจึงว่าท่านอย่าวิตกเลยข้าพเจ้าจะคิดอ่านให้ท่านได้ส่วยสาอากรมากขึ้นกว่านี้ ท่านจงจัดเกวียนให้ข้าพเจ้าสักเล่มหนึ่งเถิด อยู่มาวันหนึ่งเบ๋งเสียงกุ๋นก็จัดเกวียนให้บั้งก่วน บั้งก่วนก็ลาขึ้นเกวียนขับมาถึงเมืองจิ๋นเข้าไปแจ้งความว่า ถ้าคนๆ หนึ่งมาอยู่ในเมืองท่านแล้ว ท่านก็จะบริบูรณ์ขึ้นกว่าเมืองเจ๋ ถ้าคนๆ นี้ไปอยู่เมืองเจ๋ เมืองเจ๋ก็จะแข็งแรงขึ้นกว่าเมืองจิ๋น เจียวเสียงอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงถามว่าคนนั้นจะเป็นผู้ใด บั้งกวนจึงตอบว่า ท่านไม่รู้หรือว่าเจ้าเมืองเจ๋เชื่อคำคนยุยงถอดเบ๋งเสียงกุ๋นเสียจากที่เสียงก๊กไล่เสียจากเมืองเจ๋แล้ว เจียวเสียงอ๋องจึงว่าเราได้ยินอยู่แต่ยังหาเชื่อไม่ บั้งก่วนจึงว่าถ้าท่านจัดแจงเกวียนไปรับเข้ามาไว้แล้ว บ้านเมืองท่านก็จะมั่นคงเพราะเบ๋งเสียงกุ๋น

เจียวเสียงอ๋องได้ยินดังนั้น จึงสั่งคนให้จัดเกวียนสิบเล่มกับทองร้อยลิ่มลอบมารับเบ๋งเสียงกุ๋น ขณะเมื่อบั้งก่วนมาพูดกับเจ้าเมืองจิ๋น อูลีกิดที่เป็นเสียงก๊กตายแล้ว หามีใครทัดทานเจียวเสียงอ๋องไม่ บั้งก่วนเห็นดังนั้นก็คำนับลาเจียวเสียงอ๋องมา ขับเกวียนรีบไปเมืองเจ๋หามาบอกเบ๋งเสียงกุ๋นไม่ ครั้นบั้งก่วนมาถึงเมืองเจ๋แล้วก็เข้าไปแจ้งความแก่เจ๋มินอ๋องว่า บัดนี้เจ้าเมืองจิ๋นจะมารับเบ๋งเสียงกุ๋นไปยังเมืองจิ๋น ถ้าเบ๋งเสียงกุ๋นไปอยู่ด้วยเจียวเสียงอ๋องแล้ว ความตื้นลึกหนาบางในเมืองเจ๋นี้ก็คงรู้ถึงเจียวเสียงอ๋อง เจียวเสียงอ๋องก็คงจะยกทัพมาตีเมืองเจ๋ด้วยเบ๋งเสียงกุ๋นโกรธท่านนัก ถ้าท่านไม่เชื่อข้าพเจ้าจงใช้ให้คนไปสอดแนมดูเถิด เจ๋มินอ๋องแจ้งดังนั้นก็สั่งให้คนรีบมาดู คนใช้เห็นจริงดังนั้นก็กลับมาแจ้งกับเจ๋มินอ๋อง เจ๋มินอ๋องก็ให้ไปรับเบ๋งเสียงกุ๋นกลับมาอยู่เมืองเจ๋แล้วตั้งให้เป็นที่เสียงก๊กดังเก่า เพิ่มบ้านส่วยให้อีกพันหนึ่ง

ฝ่ายพวกเมืองจิ๋นก็ขับเกวียนมารับเบ๋งเสียงกุ๋นก็หาพบไม่ พากันไต่ถามชาวบ้านซีอิบ ก็แจ้งว่าเจ๋มินอ๋องให้กลับมารับเบ๋งเสียงกุ๋นเข้าไปในเมืองเจ๋ ชาวเมืองจิ๋นก็ขับเกวียนรีบมาแจ้งกับเจียวเสียงอ๋องตามที่ตนได้ไต่ถามนั้นทุกประการ ขณะเมื่อเบ๋งเสียงกุ๋นกลับเข้ามาอยู่ในเมืองเจ๋ได้ที่ฐานันดรเป็นปรกติแล้ว กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงคนทั้งปวงที่ออกจากสำนักเบ๋งเสียงกุ๋น ต่างคนก็จะพากันกลับมาอยู่ดังเก่า ข่าวอันนั้นแจ้งถึงเบ๋งเสียงกุ๋น เบ๋งเสียงกุ๋นจึงปรึกษาบั้งก่วนว่า บัดนี้เราได้ยินว่าคนทั้งปวงที่เขาไปเสียจากเรานั้นจะพากันกลับมาอยู่กับเรา คนเหล่านั้นเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยามเราดีมีวาสนาพากันมาอยู่พร้อมหมายจะพึ่งเรา ถ้าเป็นตัวของท่านจะกลับมาหาเรานั้นจะผินหน้ามาพูดกับเราอย่างไรได้

บั้งก่วนจึงตอบว่า ประเพณีอย่างนี้เป็นสำหรับแผ่นดินสืบๆ กันมา อุปมาตัวท่านเหมือนตลาด เวลาเช้าแล้วฝูงแม่ค้าทั้งปวงก็หาบของมาขายเต็มอยู่มิได้ขาด ครั้นเวลาตลาดเลิก คนทั้งหลายขายซื้อกันเสร็จแล้วก็กลับไป ที่ตลาดแห่งนั้นก็ว่างเปล่าอยู่ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเหมือนตัวท่านครั้งนี้ เมื่อยามมั่งมีคนทั้งปวงพากันมาอาศัย ยามเมื่อท่านตกไร้แล้ว ต่างคนก็พากันไปในประเทศอื่นๆ ธรรมเนียมอันนี้มีความเปรียบเหมือนแม่นํ้า ถ้านํ้าลงแล้วก็ย่อมเป็นหลักตอและพื้นโคลนอยู่เปล่าไม่มีผู้ใดจะมาตักนํ้าในแม่นํ้า ถ้าเวลานํ้าขึ้นเปี่ยมตลิ่งและมิได้เห็นหลักตอและโคลนตม คนทั้งหลายก็พากันชื่นชม หาบถังและครุมาตักนํ้านั้นไปกินอาบได้ดังความปรารถนา ธรรมดาโลกทั้งปวงก็หมายจะพึ่งอาศัยแต่คนที่มั่งมี ท่านอย่าได้ถือเลย เมื่อคนที่เขาไปแล้วจะกลับมานั้นก็ตามอัชฌาสัยเขาเถิด เบ๋งเสียงกุ๋นได้ฟังบั้งก่วนว่าดังนั้นก็ออกปากสรรเสริญว่า ท่านนี้เป็นคนมีสติปัญญามาก แล้วเบ๋งเสียงกุ๋นก็ให้ไปรับคนทั้งสามจำพวกกลับมาอยู่ในบ้านดังเก่า

ฝ่ายงุยเจียวอ๋องเมืองงุยกับหันลีอ๋องเจ้าเมืองหัน สองเมืองพากันขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าจิวอันอ๋อง พระเจ้าจิวอันอ๋องมีรับสั่งให้งุยเจียวอ๋อง หันลีอ๋อง ยกทัพสมทบกันไปตีเมืองจิ๋น งุยเจียวอ๋องกับหันลีอ๋องก็กลับมาจัดทหารได้ประมาณสามสิบหมื่น พร้อมไปด้วยศัสตราวุธสำหรับศึกเสร็จแล้ว ครั้นได้ฤกษ์ดี งุยเจียวอ๋องก็ยกทัพมาถึงตำบลอีเคียดแล้วให้ตั้งค่ายมั่นอยู่ ขณะนั้นนายด่านหำก๊กกวนเอาความมาแจ้งกับเจียวเสียงอ๋องว่ากองทัพสองเมืองนั้นยกมา เจียวเสียงอ๋องแจ้งดังนั้นจึงสั่งแปะคี้ให้เป็นแม่ทัพออกไปต้านทานทัพเมืองงุยเมืองหัน ทัพเมืองงุยเมืองหันตายด้วยคมง้าวและกระบี่ครั้งนั้นเป็นอันมาก แปะคี้มีชัยชนะจับทหารเมืองหันได้คนหนึ่งชื่อกงซุนฮี แล้วได้ที่ตำบลบูสุยกว้างร้อยลี้กับแดนเมืองงุยชื่อห้อตงกว้างสี่ร้อยลี้ แปะคี้ก็ยกทัพกลับมาเมืองจิ๋นแจ้งความให้เจียวเสียงอ๋องฟังทุกประการ

ฝ่ายเจียวเสียงอ๋องก็มีจิตคิดกำเริบหนักขึ้น แล้วเจียวเสียงอ๋องมานึกว่าหัวเมืองทั้งเจ็ดนั้นเขาก็ตั้งตัวว่าเป็นอ๋องเสมอกับเราทั้งนั้น แต่บัดนี้จะตั้งตัวเราเป็นอ๋องเต้ให้ใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง แต่ยังกีดเจ๋มินอ๋องอยู่เมืองเดียว จำเราจะไปชวนให้เจ๋มินอ๋องเป็นอ๋องเต้ด้วยอีกเมืองหนึ่งให้เป็นใหญ่อยู่ทิศตะวันออก เมืองเราจะได้อยู่ทิศตะวันตก แล้วจะได้ยกทัพไปเที่ยวตีเมืองทั้งปวง แบ่งกันเป็นสองส่วน เจียวเสียงอ๋องตรึกตรองเสร็จแล้วจึงให้คนไปหาเจ้าเมืองเจ๋แจ้งความตามซึ่งคิดไว้ คนใช้คำนับลามายังเมืองเจ๋ ครั้นถึงจึงเข้าไปหาเจ๋มินอ๋องแล้วแจ้งความว่าเจียวเสียงอ๋องใช้ให้ข้าพเจ้ามาบอกกับท่านว่า หัวเมืองจิ๋นสิ้นทั้งนั้นแล้ว บัดนี้เจียวเสียงอ๋องจะต้องเป็นอ๋องเต้ จะให้ท่านเป็นอ๋องเต้ขึ้นด้วยกันสองเมือง จะได้เป็นใหญ่กว่าเมืองทั้งปวง เมืองเจ๋จะได้เป็นใหญ่อยู่ฝ่ายข้างตะวันออก เมืองจิ๋นจะได้เป็นเมืองใหญ่อยู่ฝ่ายข้างตะวันตก เจ๋มินอ๋องจึงตอบว่าเราจะตรึกตรองดูก่อน คนใช้ก็คำนับลากลับไปเมืองจิ๋น

ฝ่ายเจ๋มินอ๋องก็ตรึกตรองอยู่ว่าจะเป็นดีหรือไม่ดี เนื้อความข้อนี้ก็ยังหาตกลงไม่ จึงปรึกษากับเบ๋งเสียงกุ๋นตามเจียวเสียงอ๋องให้คนมาชวนดังนั้น เบ๋งเสียงกุ๋นจึงตอบว่า เมืองจิ๋นตั้งเนื้อตั้งตัวว่าเป็นคนแข็งแรง แต่หัวเมืองทั้งปวงชิงชังเป็นอันมาก ท่านอย่าเอาอย่างเขาเลย หัวเมืองทั้งปวงนั้นจะพลอยชังท่านเสีย ครั้นจะไม่ยอมเป็นเมืองจิ๋นก็จะขัดใจ ครั้นจะยอมเป็นอ๋องเต้ หัวเมืองก็จะชังท่านเหมือนเมืองจิ๋น เจ๋มินอ๋องได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่

ครั้นอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง เจียวเสียงอ๋องก็ใช้คนมาฟังในเมืองเจ๋แล้วให้มาชวนเจ๋มินอ๋องยกทัพไปตีเมืองเตียวด้วย ขณะนั้นโซต๋ายมาแต่เมืองเอี๋ยนเข้าไปหาเจ๋มินอ๋อง เจ๋มินอ๋องก็เล่าความที่เจียวเสียงอ๋องมาชวนเป็นอ๋องเต้ให้โซต๋ายฟัง แล้วถามว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ โซต๋ายจึงตอบว่าซึ่งเจียวเสียงอ๋องมาชักชวนท่านเป็นอ๋องเต้นั้นท่านจงรับไว้แต่ปาก ตัวท่านอย่าเป็นเลย ค่อยนิ่งค่อยอยู่ไปก่อน ถ้าเมืองจิ๋นเป็นอ๋องเต้ขึ้นแล้ว หัวเมืองทั้งปวงเขาเห็นดีเขาก็คงจะยกท่านเป็นอ๋องเต้ขึ้นเสมอกับเมืองจิ๋น อันจะชิงสุกก่อนห่ามนั้นข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ นิ่งไว้ให้เมืองจิ๋นเขาเป็นก่อนเถิด ไม่ช้านักท่านก็คงเป็นอ๋องเต้เหมือนกัน

เจ๋มินอ๋องได้ฟังโซต๋ายพูดดังนั้นก็นิ่งอยู่แล้วจึงถามว่า บัดนี้เจียวเสียงอ๋องมาชวนเราไปตีเมืองเตียว ท่านจะให้เราไปดีหรือไม่ไปดี โซต๋ายจึงตอบว่า อันเมืองเตียวนั้นเขาหามีความผิดสิ่งใดไม่ ท่านจะไปทำอันตรายเมืองเตียวนั้นคนจะนินทาท่านได้ด้วยเขาไม่มีความผิด ประการหนึ่งท่านจะไปช่วยเมืองจิ๋นนั้น ถ้าตีเมืองเตียวได้ท่านก็หาได้เป็นของท่านไม่ ถึงจะได้คนๆ ก็จะตกไปเป็นของเจียวเสียงอ๋อง เหมือนตีงูให้กาอิ่มหาต้องการไม่ ถ้าท่านจะไปตีเมืองเตียวแล้วไปตีเมืองซองเสียดีกว่า ด้วยเมืองซองนั้นทำทุจริตมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรมหาผู้ใดจะนินทาไม่ ด้วยเมืองซองนั้นมีความชั่ว ถ้าตีได้แล้วเมืองนั้นก็จะเป็นของท่านด้วย ท่านอย่าไปช่วยเลย จงบอกกับเจียวเสียงอ๋องว่าหาว่างไม่จะไปตีเมืองซอง ข้าพเจ้าเห็นว่าทำศึกแต่ลำพังนั้นดีกว่าเข้ากันเป็นสอง อนึ่งท่านจงสั่งไปว่า ที่อ๋องเต้นั้นท่านก็จะเป็นแล้วขออย่าให้เจียวเสียงอ๋องขัดใจเลย

เจ๋มินอ๋องได้ฟังโซต๋ายว่าก็เห็นด้วย จึงพูดกับคนใช้ที่มาแต่เมืองจิ๋นว่า ท่านจงกลับไปบอกเจียวเสียงอ๋องเถิดว่าซึ่งเมืองเรากับเมืองจิ๋นนั้นก็จะเป็นอ๋องเต้ด้วยกัน แต่ที่จะให้เรายกทัพไปตีเมืองเตียวนั้น เราได้เกณฑ์กองทัพไว้ว่าจะไปตีเมืองซอง พวกทหารตระเตรียมเสบียงและไปสอดแนมดูบ้างแล้ว เห็นจะหาได้ไปช่วยไม่ด้วยธุระอยู่อย่างนี้ ให้เจียวเสียงอ๋องยกไปเมืองเตียวเถิด คนใช้เมืองจิ๋นได้ยินดังนั้นก็คำนับลามาแจ้งความให้เจียวเสียงอ๋องฟังทุกประการ เจียวเสียงอ๋องก็ตั้งตัวเป็นอ๋องเต้ อยู่ได้ประมาณสักสองเดือนก็ได้ยินข่าวว่าเมืองเจ๋ยังหายกตัวขึ้นเป็นอ๋องเต้ไม่ เจียวเสียงอ๋องก็ลดที่ลงมากลับเป็นอ๋องดังเก่า

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ