๑๙

ครั้นเจ๋ฮวนก๋งยกทัพไปถึงเมืองแล้ว กวนต๋งจึงเข้าไปแจ้งความว่า ซึ่งเรายกไปปราบปรามหัวเมืองอื่นๆ ก็อ่อนน้อมกับเราแล้ว แต่เมืองเตงนั้นเรายังหาได้ปราบปรามไม่ และเมืองเตงนั้นหน้าเมืองมีภูเขากั้นหลังเมืองมีแม่นํ้ากั้น เหมือนตั้งค่ายไว้หน้าเมืองและหลังเมือง ข้าศึกจะเข้าตีเอาเมืองได้โดยยาก ก๋งจูเมียดจึงขัดรับสั่ง ตั้งสง่าแข็งเมืองอยู่ หามาสาบานเป็นพรรคพวกท่านไม่ กลับไปเป็นพวกพ้องกับเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อนั้นก็ตั้งตัวเป็นเจ้า เพราะถือว่าที่ทำเลเมืองกว้างขวางมั่นคง ทั้งทแกล้วทหารก็มีฝีมือเข้มแข็ง เจ้าเมืองฌ้อจึงกำเริบใจจะคิดประทุษร้ายต่อพระเจ้าเมืองหลวง ถ้าท่านจะช่วยปราบปรามแผ่นดินให้สิ้นเสี้ยนหนาม จงคิดอ่านยกไปตีเมืองเตง เมืองฌ้อให้ได้ แผ่นดินจะจึงราบคาบเป็นปกติ

เจ๋ฮวนก๋งจึงตอบว่า ซึ่งจะยกไปตีเมืองเตงนั้นเราก็นึกอยู่นานแล้ว แต่ยังหาได้ท่วงทีจะเอาชัยชนะประการใดไม่เราจึงงดอยู่ เลงเซ็กได้ฟังดังนั้นจึงแจ้งความแก่เจ๋ฮวนก๋งว่า เมืองเตงนั้นบังเกิดวิปริตมาแต่ครั้งก๋งจูคุดได้เป็นเจ้าเมือง หนีชัวจกไปจากเมืองเตง ชัวจกจึงตั้งก๋งจูฮุดเจ้าเมืองเตงขึ้น ครั้นอยู่มาโกกีนีคิดขบถ ให้โจรฆ่าก๋งจูฮุดเสียยกก๋งจูหมีขึ้นเป็นเจ้าเมือง อยู่มาบิดาท่านจึงยกไปตีจับก๋งจูหมีฆ่าเสียแล้วตั้งก๋งจูเมียดเป็นเจ้าเมืองเตง ก๋งจูคุดไปอยู่เมืองถันก็ตายแล้ว กองซุนคุดบุตรจงซกต้านหนีหงอเสงไปอยู่เมืองเกียดแดนเมืองโอยครั้งก่อนนั้น คิดเกลี้ยกล่อมผู้มีสติปัญญาจะไปตีเมืองเตงแก้แค้นแทนบิดา ทุกวันนี้เมืองเตงนั้นหามีคนความคิดดีและฝีมือกล้าหาญไม่ ข้าพเจ้าเห็นอุบายอย่างหนึ่ง ท่านจงจัดทหารที่กล้าแข็งให้ยกทัพไปหากองซุนคุด ณ เมืองเกียด แล้วให้ชักชวนกองซุนคุดยกทัพสมทบไปช่วยกันตีเมืองเตง แม้นกองซุนคุดได้เมืองเตงแล้ว จะคิดถึงคุณท่านคงสามิภักดิ์ขึ้นอยู่กับท่าน

เจ๋ฮวนก๋งก็เห็นชอบด้วย จึงใช้ปินซูปูให้ยกทัพไปตามคำเลงเซ็กว่า ปินซูปูก็คำนับลาพาทหารทั้งปวงยกออกจากเมืองเจ๋ไปตามคำเจ๋ฮวนก๋งสั่ง ครั้นไปถึงชานเมืองเกียดแล้ว หยุดพรรคพวกทหารไว้นอกเมือง ให้คนใช้ที่ชอบกันกับกองซุนคุดเข้าไปบอกกองซุนคุด กองซุนคุดก็ออกมารับปีนซูปู ต่างคนคำนับกัน ปีนซูปูแจ้งความตามเจ๋ฮวนก๋งใช้มาให้ฟังทุกประการ กองซุนคุดก็ยินดีนักจึงเชิญปินซูปูเข้าไปในเมือง ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงปินซูปู ปินซูปูกับกองซุนคุดกินโต๊ะเสพสุราพูดจากันเป็นที่สบาย พอคนสนิทกองซุนคุดให้เข้าไปปลอมฟังราชการ ณ เมืองเตงมาแจ้งความว่า ข้าพเจ้าไปในเมืองเตงครั้งนี้ได้เห็นงูสองตัว งูตัวหนึ่งยาวห้าศอก ศีรษะเขียว หางเหลือง อยู่ริมประตูทิศใต้ในกำแพงเมืองเตง งูตัวหนึ่งยาวห้าศอกหกนิ้ว ศีรษะแดง หางเขียว อยู่นอกประตู และงูซึ่งอยู่นอกกำแพงเลื้อยไปจะเข้าเมือง งูซึ่งอยู่ในกำแพงจึงเลื้อยออกสกัดไว้ งูสองตัวก็สู้กัน หญิงชายชาวเมืองเตงก็แตกตื่นมาดูงูสองตัวสู้กันถึงสิบเจ็ดวันสิบเจ็ดคืน งูซึ่งอยู่นอกกำแพงขบงูในกำแพงนั้นตายแล้วเลื้อยเข้าไปในเมือง ขึ้นไปบนหอไทเบี้ยวก็หายตัวไป

ปินซูปูได้ฟังดังนั้นก็คุกเข่าคำนับกองซุนคุดแล้วจึงว่า บุญของท่านที่จะตีเมืองเตงได้คืนโดยสะดวก กองซุนคุดก็ถามว่า เหตุไฉนเล่าท่านจึงรู้ ปินซูปูจึงตอบว่า ซึ่งงูสองตัวขบกันนั้นเป็นเหตุลางจะเกิดเหตุ และงูอยู่นอกกำแพงชนะนั้น ข้าพเจ้าเห็นจะได้กับตัวท่าน งูซึ่งอยู่ในกำแพงเมืองถึงแก่ความตายนั้นเห็นจะได้กับก๋งจูเมียด ถ้ายกทัพไปตีเมืองเตงครั้งนี้ท่านคงได้สมบัติในเมืองเตงเป็นมั่นคง กองซุนคุดจึงว่า ถ้าท่านช่วยข้าพเจ้าตีเมืองเตงได้ดังว่าฉะนั้น เราจะแทนคุณท่านให้ถึงขนาด ปินซูปูก็ปรึกษากองซุนคุดว่า เราคิดอ่านยกทัพไปตีเมืองไต้เหลงเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปตีเมืองเตงท่านจะเห็นประการใด กองซุนคุดเห็นชอบด้วย จึงยกทัพออกจากเมืองเกียดไปถึงชานเมืองไต้เหลง แต่ยังหาทันขับทหารเข้าตีเมืองไม่

ฝ่ายเปาเหียผู้รักษาเมืองไต้เหลงแจ้งความว่า กองซุนคุดกับปินซูปูยกทัพประจบกันมาจะตีเมือง จึงจัดทหารเป็นกระบวนทัพยกออกมาทำศึกกับกองซุนคุดอยู่หน้าเมือง ปินซูปูก็ยกกองทัพออกรบไปข้างหลังไต้เหลง แล้วให้ทหารเข้าทำลายประตูเมือง เข้าไปในเมืองได้จึงยกธงซึ่งจารึกชื่อเมืองเจ๋ขึ้น ฝ่ายเปาเหียกองซุนคุดรบกันอยู่ไม่แพ้ไม่ชนะ เปาเหียได้ยินเสียงเอิกเกริกขึ้นหลังเมืองก็ตกใจ เหลียวหน้าไปดูเห็นธงชัยจารึกชื่อเมืองเจ๋ปักอยู่บนเชิงเทิน รู้ว่าศึกยกไปหลังเมืองแหกเข้าไปได้แล้ว เปาเหียก็เสียใจยอมแพ้เข้าด้วยกองซุนคุด กองซุนคุดผูกพยาบาทเปาเหียอยู่ครั้งเปาเหียยกมารักษาเมืองไต้เหลงและสกัดกั้นทางไว้มิให้ยกเข้าไปตีเมืองเตง กองซุนคุดจึงสั่งทหารให้จับเปาเหียไปฆ่าเสีย เปาเหียก็อ้อนวอนขอโทษตัวว่า ท่านจงโปรดเอาชีวิตข้าพเจ้าไว้ครั้งหนึ่งเถิด ข้าพเจ้าจะรับอาสาเข้าไปคิดฆ่าก๋งจูเมียดเจ้าเมืองเตงเสียให้จงได้ กองซุนคุดจึงว่า ท่านมีวิชากล้าหาญสิ่งไรจึงจะอาสาเราไปฆ่าก๋งจูเมียดได้ เปาเหียตอบว่า ข้าพเจ้ากับซกเหลียมซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการในเมืองเตงนั้นเป็นคนรักใคร่ชอบใจกันนัก แม้นท่านกรุณาโปรดข้าพเจ้าได้รอดจากความตายแล้ว ข้าพเจ้าจะเข้าไปคิดอ่านกันกับซกเหลียมฆ่าก๋งจูเมียดเสีย ท่านก็จะได้เมืองเตงโดยง่ายไม่พักลำบากทหาร

กองซุนคุดจึงว่า ท่านแกล้งกล่าวกลอุบายล่อลวงเราให้ปล่อยพอพ้นโทษ แล้วจะพาซกเหลียมและทหารมาสกัดทางทำศึกกับเราอีก เราหาเชื่อท่านไม่ ปินซูปูจึงว่ากับกองซุนคุดว่า บัดนี้พี่น้องพวกพ้องของเปาเหียก็อยู่ในเงื้อมมือเรา เราเอาจำขังไว้เป็นจำนำก่อนจึงปล่อยเปาเหียไป แม้นเปาเหียไม่คิดฆ่าก๋งจูเมียดได้เหมือนดังว่าแล้ว ท่านจึงฆ่าบุตรภรรยาเปาเหียเสีย กองซุนคุดเห็นชอบจึงชวนปินซูปูยกทัพพาทหารเข้าไปในเมืองประทับอยู่ในเมืองไต้เหลง แล้วสั่งให้เอาบุตรภรรยาเปาเหียจำขังไว้ จึงปล่อยเปาเหียไปเมืองเตง เปาเหียคำนับลาพาพวกบ่าวไพร่ประมาณสองร้อยคนขึ้นม้ามาถึงเมืองเตง พอเป็นเพลาพลบคํ่า จึงลงจากหลังม้าแล้วก็เข้าไปหาซกเหลียม ซกเหลียมเห็นเปาเหียมาก็เชิญให้นั่ง แล้วนึกประหลาดใจจึงถามเปาเหียว่าท่านมีธุระร้อนสิ่งใดหรือ เปาเหียกระซิบบอกว่า เจ้าเมืองเจ๋ให้ปินซูปูยกทัพมาช่วยกองซุนคุดตีเอาเมือง บัดนี้ปินซูปูกับกองซุนคุดยกทัพมาตีเมืองไต้เหลงซึ่งข้าพเจ้ารักษานั้นแตกแล้วจะยกเข้ามาตีเมืองเตง ข้าพเจ้าเห็นกองทัพทั้งสองหัวเมืองยกมาบรรจบกันครั้งนี้ ทแกล้วทหารแต่ล้วนมีฝีมือกล้าแข็งนัก เมืองเราเห็นจะเสียแก่ข้าศึก ท่านกับพวกพี่น้องลูกหลานจะพลอยฉิบหายตายเสียสิ้น ถ้าท่านคิดกลับใจไปเข้าด้วยกองซุนคุดแล้ว เราจะช่วยกันคิดฆ่าก๋งจูเมียดเสีย เปิดประตูออกไปรับกองซุนคุดให้เข้าในเมืองได้โดยดี ท่านคงจะรอดความตายได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่มียศถาบรรดาศักดิ์สมบัติสืบไป ซกเหลียมได้ฟังดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่เป็นช้านาน แล้วปรึกษาเปาเหียว่าเราจะคิดฆ่าก๋งจูเมียดด้วยกลอุบายประการใด

เปาเหียจึงตอบว่าท่านจงมีหนังสือกลับไปถึงกองซุนคุดให้เร่งยกทัพมาล้อมเมืองไว้ ก๋งจูเมียดก็คงจะปรึกษากับท่าน ท่านจึงอาสายกทหารออกไปรบกับกองซุนคุด ข้าพเจ้าจะเชิญชวนก๋งจูเมียดขึ้นดูบนป้อมใหญ่ ท่านจงทำเสียทีหนีเข้าไปในเมือง ข้าพเจ้าจะจับก๋งจูเมียดฆ่าเสีย เราก็เชิญกองซุนคุดยกเข้ามาในเมืองโดยง่ายสะดวก ซกเหลียมก็เห็นด้วย จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง ครั้นเวลารุ่งเช้าก็ให้ม้าใช้ถือหนังสือลักลอบไปให้กองซุนคุด กองซุนคุดแจ้งในหนังสือลับก็มีความยินดีนัก จึงชวนปินซูปูยกทหารออกจากเมืองไต้เหลงเดินเป็นกระบวนทัพไปตามระยะทาง

ฝ่ายซกเหลียมกับเปาเหียก็พากันเข้าไปคำนับก๋งจูเมียด เปาเหียจึงบอกก๋งจูเมียดว่าเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ใช้ปินซูปูนายทหารยกทัพมาช่วยกองซุนคุดที่เมืองไต้เหลง ก๋งจูเมียดก็ตกใจจึงคิดว่าถ้ากองซุนคุดตีเมืองไต้เหลงได้แล้วก็จะมาตีเมืองเตงเป็นมั่นคง จึงสั่งให้ซกเหลียมจัดสิ่งของให้คนใช้คุมไปคำนับเชิญเจ้าเมืองฌ้อยกมาช่วย ซกเหลียมคำนับลาออกมาแกล้งจัดสิ่งของหน่วงช้าไว้ถึงสองวัน พอมีผู้มาบอกว่ากองซุนคุดกับปินซูปูยกทัพบรรจบกันมาตั้งค่ายประชิดล้อมเมืองไว้ ก๋งจูเมียดได้ฟังดังนั้นก็ตกใจจึงให้หาซกเหลียมเข้ามาปรึกษาแล้วว่า การซึ่งเราคิดจะให้เอาของกำนัลไปคำนับเจ้าเมืองฌ้อให้รีบยกมาช่วยนั้นเห็นจะไม่ทันท่วงที ด้วยข้าศึกตั้งมั่นล้อมไว้แล้ว เราจะคิดอ่านผ่อนปรนประการใดจึงจะสู้รบข้าศึกได้

ซกเหลียมจึงว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจะยกทัพออกไปต่อสู้กับข้าศึกให้มีชัยชนะจงได้ ก๋งจูเมียดก็ดีใจ ซกเหลียมก็ลามาจัดทหารพร้อมแล้วก็แต่งตัวใส่เกราะถือกระบี่ขึ้นม้ายกทัพออกจากเมือง เปาเหียจึงเชิญก๋งจูเมียดขึ้นไปดูฝีมือซกเหลียมรบกับข้าศึกบนป้อมใหญ่ ฝ่ายกองซุนคุดกับปินซูปูเห็นซกเหลียมยกทัพออกมาเหมือนหนังสือนัดก็ดีใจ จึงแต่งตัวถือทวนขึ้นม้าพาทหารออกจากค่ายมายืนม้าคุมเชิงดูแยบคายซกเหลียม ซกเหลียมเห็นกองซุนคุดออกมาก็ทำเป็นรำกระบี่เข้าไป กองซุนคุดจึงขับม้ารำทวนออกรบแกล้งต่อสู้กับซกเหลียมเป็นหลายเพลง ปินซูปูก็ขับม้ารำง้าวเข้าไปช่วยกองซุนคุด กองซุนคุดจึงพยักหน้าให้ซกเหลียม ซกเหลียมทำเป็นเสียทีชักม้าหนีเข้าเมือง กองซุนคุดกับปินซูปูก็ขับพาทหารไล่ตามเข้ามา

ฝ่ายเปาเหียนั่งดูอยู่บนป้อมกับจูเมียด เห็นซกเหลียมทำเสียทีหนีข้าศึกเข้ามา เปาเหียก็ทำเป็นเสียใจลุกขึ้นทำทีจะวิ่งหนีแล้วแกล้งว่า ชีวิตข้าพเจ้ากับชีวิตท่านวันนี้เห็นไม่พ้นคมอาวุธข้าศึก ท่านจะหลบหนีไปประการใดก็เร่งคิดเอาตัวรอดเถิด ก๋งจูเมียดได้ฟังดังนั้นก็สิ้นสติตัวสั่นผินหน้าจะวิ่งหนีลงจากป้อม เปาเหียเห็นได้ที เอาทวนแทงก๋งจูเมียดล้มลงขาดใจตาย แล้วก็วิ่งเข้าไปในตึกก๋งจูเมียดฆ่าบุตรชายก๋งจูเมียดสิบสองคน ฝ่ายกองซุนคุดกับปินซูปูก็ขับม้าพาทหารไล่ตามซกเหลียมเข้ามาถึงประตูเมือง ซกเหลียมก็โดดลงจากม้านั่งคำนับกองซุนคุด พอเปาเหียวิ่งกลับไปถึงจึงคำนับกองซุนคุดแล้วบอกว่า ข้าพเจ้าฆ่าก๋งจูเมียดเสียแล้ว กองซุนคุดก็มิได้ตอบประการใด ซกเหลียมมาเชิญกองซุนคุดให้ไปหยุดประทับอยู่ ณ ที่กงก๊วนริมกำแพง จึงให้ไปป่าวร้องราษฎรบรรดาอยู่ในเมืองและขุนนางให้ออกมารับแห่กองซุนคุดเข้าไปในเมือง แล้วซกเหลียมก็เชิญกองซุนคุดขึ้นเป็นเจ้าเมือง มอบบำเหน็จรางวัลแก่ปินซูปูและทหารซึ่งมีความชอบได้รบพุ่งข้าศึกตามสมควร ปินซูปูครั้นได้ของรางวัลบำเหน็จแล้วจึงว่า การศึกสำเร็จแล้วข้าพเจ้าก็จะลาท่านกลับไปแจ้งความกับเจ๋ฮวนก๋ง กองซุนคุดจึงสั่งว่า ท่านจงบอกเจ๋ฮวนก๋งด้วยว่า ซึ่งเราได้เมืองเตงคืนนี้ก็เพราะเจ๋ฮวนก๋งช่วยกันทำนุบำรุงจึงสำเร็จราชการ เรามิได้ลืมคุณ ถ้าเจ๋ฮวนก๋งจะให้เราทำสัตย์สาบาน ณ ตำบลที่ใดจงบอกให้แน่จะได้ไปทำสัตย์ ปินซูปูรับคำแล้วคำนับลาออกมาจัดทหารพร้อมแล้ว ก็ออกจากเมืองไปตามระยะทาง

ฝ่ายกองซุนคุดครั้นปินซูปูไปแล้ว จึงให้หาตัวเปาเหียเข้ามาจะปรึกษาโทษว่า ตัวไปรักษาเมืองไต้เหลงสกัดกั้นทางเราไว้ถึงสิบเจ็ดปี ครั้นเราตีเมืองไต้เหลงแตก ตัวกลัวหนีมาอยู่เมืองเตง ก๋งจูเมียดก็ชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนาง ครั้นเรายกมาตีเมืองเตงตัวกลับมาเป็นไส้ศึกฆ่าก๋งจูเมียดเสีย แม้นเราจะเลี้ยงท่านไว้นาน ไปเมื่อหน้าท่านก็จักฆ่าเราเสียเหมือนก๋งจูเมียดเห็นจะเลี้ยงไว้ไม่ได้ ว่าแล้วก็สั่งทหารให้เอาตัวเปาเหียไปฆ่าเสีย แล้วปูนบำเหน็จให้ขุนนางและทหารจึงมีความชอบในการศึกตามสมควร จึงตั้งซกเหลียมเป็นเลียงเขงผู้สำเร็จราชการ ตั้งซกซีบุตรซกเหลียมเป็นที่ไตหู ให้เงินทองเสื้อผ้าและเครื่องยศตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่

ฝ่ายปินซูปูมาถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าไปคำนับแจ้งความตามซึ่งไปช่วยกองซุนคุดตีเมืองเตง แล้วกองซุนคุดสั่งมาเล่าให้เจ๋ฮวนก๋งฟังทุกประการ เจ๋ฮวนก๋งมีความยินดี จึงปรึกษากวนต๋งว่า เราจะนัดหัวเมืองให้มาสาบานเป็นพรรคพวกด้วยเรา ณ ตำบลใดจึงจะดี กวนต๋งจึงว่า ท่านจงยกทัพไป ณ ตำบลฮีวแดนเมืองซอง แล้วจึงให้คนไปที่กำหนดนัดหัวเมืองทั้งปวงให้มาทำสัตย์สาบาน ณ ตำบลฮีวจึงจะสมควร เจ๋ฮวนก๋งก็เห็นชอบด้วย ครั้นถึงเดือนสิบสองข้างขึ้นก็ยกเป็นกระบวนทัพไปถึงตำบลฮีวแดนเมืองซอง แล้วก็ให้ม้าใช้ขี่ไปบอกเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองซอ เจ้าเมืองทั้งสี่เมืองแจ้งความตามกำหนดดังนั้นต่างคนก็ยกทัพไป ณ ตำบลฮีว เจ๋ฮวนก๋งจึงเชิญเจ้าเมืองทั้งสี่ให้นั่งที่สมควร ต่างคนก็คำนับกันแล้วก็พูดจากันด้วยกิจสุขทุกข์บ้านเมือง แล้วเจ๋ฮวนก๋งจึงให้เจ้าเมืองทั้งสี่ทำสัตย์สาบานเป็นพรรคพวกเหมือนพี่น้องร่วมแซ่เดียวกัน เจ้าเมืองทั้งสี่ก็ยอมพร้อมใจกันตั้งเจ๋ฮวนก๋งขึ้นเป็นหัวเมืองเอก ครั้นสำเร็จแล้วต่างก็ยกทัพกลับไปเมือง เมื่อเจ๋ฮวนก๋งประชุมสี่หัวเมืองให้ทำสัตย์สาบานครั้งนั้น พระเจ้าจิวลิวอ๋องเสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองตังจิวได้สามปี

ฝ่ายฌ้อบุนอ๋องเจ้าเมืองฌ้อ ตั้งแต่ไปได้นางอุยสีภรรยาเจ้าเมืองเซ็กมาตั้งเป็นฮูหยินก็รักใคร่นางอุยสี นางอุยสีมีบุตรชายสองคน พี่ชายชื่อฮิมฮี น้องชายชื่อฮิมอูน อยู่มาวันหนึ่งฌ้อบุนอ๋องออกว่าราชการ ผู้มีชื่อมาบอกว่าเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ให้ปินซูปู นายทหารยกทัพมาช่วยกองซุนคุดตีเอาเมืองเตงคืนได้แล้ว บัดนี้กองซุนคุดเจ้าเมืองเตงก็สาบานเป็นพรรคพวกกับเจ๋ฮวนก๋ง ฌ้อบุนอ๋องได้ฟังก็โกรธจึงว่า แต่ก่อนเมืองเตงเอาเครื่องบรรณาการมาคำนับขึ้นกับเรา บัดนี้กลับไปขึ้นแก่เมืองเจ๋ตามอำเภอใจ จึงจะยกทัพไปตีเอาเมืองเตงคืนมาขึ้นกับเราดังเก่า คิดแล้วก็สั่งให้ทหารเตรียมเป็นกระบวนทัพสรรพด้วยเครื่องสาตราวุธ แล้วยกออกจากเมืองฌ้อเดินทัพไปถึงชานเมืองเตง ให้ตั้งค่ายมั่นลงล้อมเมืองเข้าไว้ทั้งสี่ด้าน

ฝ่ายกองซุนคุดเจ้าเมืองเตง รู้ว่าทัพเมืองฌ้อยกมาล้อมเมืองไว้จึงคิดว่าทหารเมืองฌ้อเข้มแข็งในการศึกนัก เห็นทหารเมืองเราจะต้านทานมิได้ จำจะอ่อนน้อมขอเป็นเมืองขึ้นกับฌ้อบุนอ๋อง บ้านเมืองเราจึงจะไม่วุ่นวาย กองซุนคุดคิดแล้วจึงจัดสิ่งของเครื่องบรรณาการออกไปคำนับขอโทษ ยอมขึ้นกับเจ้าเมืองฌ้อดังเก่า ฌ้อบุนอ๋องก็ยกโทษให้แล้วเลิกทัพกลับไปเมือง ครั้งนั้นศักราชพระเจ้าจิวลิวอ๋อง เสวยราชสมบัติได้สี่ปี

ฝ่ายเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋ แจ้งความว่ากองซุนคุดเจ้าเมืองเตงกลับไปขึ้นกับเจ้าเมืองฌ้อดังเก่าก็โกรธ จึงให้คนถือหนังสือไปติโทษกองซุนคุด กองซุนคุดแจ้งในหนังสือแล้วก็แต่งหนังสือตอบฉบับหนึ่ง เข้าผนึกส่งให้ซกเหลียมซึ่งเป็นเสียงเขงขุนนางผู้ใหญ่เอาไปให้เจ๋ฮวนก๋ง ซกเหลียมก็คำนับลาพาบ่าวออกจากเมืองเตงไปถึงเมืองเจ๋ จึงเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้เจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งฉีกผนึกออกอ่านใจความว่า ข้าพเจ้ากองซุนคุดขอคำนับมาถึงเจ๋ฮวนก๋ง ด้วยเมืองฌ้อยกมาตีเมืองเตง ทแกล้วทหารในเมืองเตงต่อสู้ฝีมือมิได้ จึงต้องจำใจขึ้นกับเมืองฌ้อ ถ้าแม้นท่านยกทัพไปปราบปรามเมืองฌ้อให้อยู่ในอำนาจแล้ว ข้าพเจ้าจะสามิภักดิ์ขึ้นกับเมืองท่านตราบเท่าชีวิต

เจ๋ฮวนก๋งแจ้งดังนั้นก็โกรธจึงว่า กองซุนคุดนี้อกตัญญูกลับความสัตย์เสียหาซื่อตรงต่อเราไม่ หากว่าตัวเป็นผู้ถือหนังสือมา ถ้าหาไม่เราจะจับขังไว้เสีย ซกเหลียมตกใจสุดก็หลีกหนีออกมารีบกลับไปถึงเมืองเตง จึงแจ้งความตามเจ๋ฮวนก๋งว่ากล่าวหยาบช้าให้กองซุนคุดฟังทุกประการ กองซุนคุดได้ฟังก็โกรธ คิดพยาบาทเจ๋ฮวนก๋งไว้ ฝ่ายพระเจ้าจิวลิวอ๋องได้เสวยราชสมบัติอยู่ห้าปี แล้วประชวรโรคลมหนักลงก็สวรรคต

ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยจึงคิดการฝังพระศพตามตำแหน่งพระมหากษัตริย์เสร็จแล้ว ก็ตั้งไทจูหลานพระราชบุตรให้เสวยราชสมบัติแทน ทรงพระนามพระเจ้าจิวอุยอ๋อง พระเจ้าจิวอุยอ๋องครองราชสมบัติตามประเพณีพระมหากษัตริย์สืบไปได้ถึงสองปี ครั้นอยู่มาฌ้อบุนอ๋องเจ้าเมืองฌ้อคิดจะไปปราบปรามเมืองซึมให้อยู่ในอำนาจ จึงยกทัพไปชวนเจ้าเมืองเปา เจ้าเมืองเปาจัดทหารพร้อมแล้วก็ยกไปกับเจ้าเมืองฌ้อ ถึงกลางทางเจ้าเมืองฌ้อเสพสุราสิ้นสติ จึงพูดจาอวดกำลังและความคิดด่าว่าดูหมิ่นเจ้าเมืองเปาเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ เจ้าเมืองเปาโกรธก็ยกทัพกลับไปเมือง เจ้าเมืองฌ้อก็หายกไปตีเมืองซึมไม่ จึงให้เลิกทัพกลับไป

ฝ่ายเจ้าเมืองเปา ครั้นยกทัพกลับมาถึงเมืองก็ไม่มีความสบาย ผูกใจแค้นคิดพยาบาทเจ้าเมืองฌ้อเป็นอันมาก จึงสั่งให้เกณฑ์ทหารเป็นกระบวนทัพยกออกจากเมืองเปา เดินรีบมาทั้งกลางวันกลางคืนถึงตำบลซิวหยงแดนเมืองฌ้อ เห็นทัพเหงียมเหงาตั้งค่ายมั่นรักษาเขตแดนอยู่เป็นสามารถ เจ้าเมืองเปาก็ให้ทหารเข้าโจมตีปล้นค่ายเหงียมเหงา เหงียมเหงากับทหารทั้งปวงต้านทานฝีมือทหารเมืองเปามิได้ก็แตกหนีพลัดพรากกันไป แต่ตัวเหงียมเหงาหนีเข้าไปเมืองฌ้อ แจ้งความแก่ฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องโกรธจึงว่า ตัวเป็นนายทหารเอกผู้ใหญ่ เราไว้ใจให้ออกไปขัดทัพรักษาเขตแดนไว้เป็นมั่นคง เหตุใดตัวมิได้เที่ยวสอดแนมดูเหตุผลบอกข้อราชการมาถึงเรา นิ่งเสียจนข้าศึกยกล่วงเข้ามาในเขตแดนฆ่าผู้คนเสียฉะนี้โทษตัวถึงตาย ครั้นจะยกโทษเสีย นายทหารทั้งปวงจะดูเยี่ยงอย่าง การศึกข้างหน้านั้นมีอยู่ ว่าแล้วสั่งทหารให้เอาตัวเหงียมเหงาไปฆ่าเสีย และบรรดาพรรคพวกพี่น้องเหงียมเหงาประมาณสามร้อยก็ผูกใจโกรธฌ้อบุนอ๋อง พูดจาปรึกษากันซุบซิบคิดจะทำร้ายฌ้อบุนอ๋อง จึงใช้ให้คนสนิทถือหนังสือลับไปให้เจ้าเมืองเปา เจ้าเมืองเปารับหนังสือมาฉีกผนึกดูแจ้งความในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นพวกพี่น้องเหงียมเหงาผู้ตาย จะสมัครเข้ามาทำราชการอยู่ด้วยเจ้าเมืองเปา ให้เจ้าเมืองเปายกทัพเข้าตั้งตำบลอีจีน ถ้าฌ้อบุนอ๋องจะยกออกไปตั้งค่ายรบ เพลากลางคืนข้าพเจ้าจุดประทัดขึ้นในค่าย ท่านจงตีระดมหักค่ายเข้าไป ข้าพเจ้าจะฆ่าฌ้อบุนอ๋องเสียแล้วจึงจะเปิดประตูค่ายรับท่าน

เจ้าเมืองเปาแจ้งในหนังสือลับดังนั้นก็ยินดี จึงสั่งให้นายทัพนายกองยกเข้าไปตั้งค่ายลงที่ตำบลอีจีน ฌ้อบุนอ๋องแจ้งดังนั้นก็โกรธจึงยกทัพออกไปตั้งลงใกล้ค่ายเมืองเปาประมาณยี่สิบเส้น ฝ่ายพรรคพวกพี่น้องเหงียมเหงาก็เข้ากระบวนทัพไปด้วยเจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อจึงยกทหารออกไปรบกับเจ้าเมืองเปาเป็นสามารถ แต่ยังหาแพ้ชนะกันไม่ต่างก็กลับเข้าค่าย ครั้นเพลาคํ่าพรรคพวกเหงียมเหงาประมาณสามร้อยจึงจุดประทัดสัญญาณขึ้นในค่าย ต่างคนถืออาวุธวิ่งแข่งหน้ากันจะเข้าทำร้ายฌ้อบุนอ๋อง ทหารฌ้อบุนอ๋องก็ต้านทานไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายเจ้าเมืองเปาได้ยินเสียงประทัดสัญญาณขึ้นดังนั้น ก็สั่งทหารให้ระดมตีค่ายเมืองฌ้อแตกเข้าไป ฌ้อบุนอ๋องโดดขึ้นหลังม้ารำทวนเข้าไปจะฟันเจ้าเมืองเปา ทหารเมืองเปาก็ยิงเกาทัณฑ์มาถูกหน้าผากฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องก็ชักม้าหนี ทหารเมืองฌ้อก็แตกหนีตามฌ้อบุนอ๋องไป เจ้าเมืองเปามีชัยชนะข้าศึกแล้วก็ให้ตีม้าล่อเรียกทหารทั้งปวงกลับเข้าค่าย แต่บรรดาพรรคพวกพี่น้องเหงียมเหงาก็ชวนกันเข้าไปคำนับยอมอยู่ด้วยเจ้าเมืองเปา เจ้าเมืองเปาก็ดีใจยกทัพกลับไปเมือง

ฝ่ายฌ้อบุนอ๋องเสียทัพหนีไปในเพลากลางคืน ถึงประตูเมืองจึงร้องเรียกฮกขวันซึ่งเป็นนายประตูผู้ใหญ่ให้เปิดรับ ฮกขวันก็ร้องถามออกไปว่าท่านมีชัยชนะข้าศึกหรือ หรือเสียทีมา ฌ้อบุนอ๋องก็บอกว่า ครั้งนี้เราได้ความอัปยศเพราะพวกพ้องเหงียมเหงาเป็นไส้ศึกขึ้นในค่าย ฮกขวันแจ้งดังนั้นจึงว่า แต่ก่อนท่านไปทำศึกในทิศใดก็มีชัยชนะมาทุกครั้ง บัดนี้ท่านเสียทีเจ้าเมืองเปาอันเป็นเมืองน้อยฉะนี้จะมิเสียเกียรติยศหรือ ประการหนึ่งราษฎรและหัวเมืองทั้งปวงจะดูหมิ่นประมาทว่าท่านย่อท้อต่อการสงคราม บัดนี้เจ้าเมืองอุยก็ยังหามาอ่อนน้อมยอมขึ้นกับเมืองเราไม่ แม้นท่านยกไปปราบปรามเมืองอุยให้อยู่ในอำนาจได้แล้วเห็นจะลบล้างความอัปยศซึ่งท่านแพ้เจ้าเมืองเปานั้นหายได้

ฌ้อบุนอ๋องครั้นได้ฟังก็เห็นชอบ จึงสั่งนายกองทั้งปวงให้ยกเลยล่วงระยะทางไปในกลางคืน จนรุ่งเช้าก็ถึงตำบลชูเลงแดนเมืองอุย ให้ตั้งค่ายมั่นลงพักทหารพอหายอิดโรยแล้วจึงจะตีเมืองอุย ฝ่ายเจ้าเมืองอุยแจ้งความว่าทัพเมืองฌ้อยกมาตั้งประชิดเมืองไว้ ก็จัดทหารเป็นกระบวนทัพยกออกไปถึงหน้าค่ายฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องยกทัพออกไปต่อรบกับเจ้าเมืองอุยเป็นสามารถ ทหารเมืองฌ้อเข้มแข็งในการศึกไล่แทงฟันทหารเมืองอุยเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันขาด เจ้าเมืองอุยกับทหารทั้งปวงต้านทานฝีมือข้าศึกมิได้ก็แตกทัพกลับเข้าเมือง

ฌ้อบุนอ๋องก็พาทหารกลับเข้าค่าย ครั้นเพลาคํ่าฌ้อบุนอ๋องนอนหลับอยู่ในค่าย ฝันเห็นว่าเซ็กเฮาเจ้าเมืองเซ็กผู้ตายรูปร่างโตใหญ่หน้าดำดังสีคราม ใส่เสื้อแดงนุ่งกางเกงแดงเดินเข้ามายืนอยู่ริมศีรษะฌ้อบุนอ๋อง แล้วถลึงตาร้องตวาดว่าเรามิได้มีโทษผิดสิ่งใด ตัวบังอาจไปชิงเอาสมบัติบ้านเมืองและเมียเรามา วันนี้เราจะทำทดแทนให้ถึงสิ้นชีวิต เซ็กเฮานั้นก็เอานิ้วมือชี้ลงที่หน้าผากตรงแผลเกาทัณฑ์ที่ถูกทหารเมืองเปายิง แล้วก็เดินออกไป ฌ้อบุนอ๋องสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นแผลซึ่งถูกลูกเกาทัณฑ์นั้นก็กำเริบโลหิตไหลมิหยุด ที่พิษสงเจ็บปวดนั้นมากขึ้น ฌ้อบุนอ๋องก็เสียใจสิ้นสติ และทหารคนสนิทก็ตกใจช่วยกันอุ้มพยุงยกขึ้นบนเกวียน แล้วก็เลิกทัพกลับมาถึงตำบลฮีวแดนเมืองฌ้อ เพลาสามยามเศษฌ้อบุนอ๋องก็ขาดใจตาย ทหารทั้งปวงจึงรีบขับเกวียนศพฌ้อบุนอ๋องไปถึงเมืองฌ้อ ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ช่วยกันฝังศพฌ้อบุนอ๋องตามตำแหน่งเจ้าเมือง แล้วจึงตั้งฮีมฮีผู้บุตรฌ้อบุนอ๋องเป็นเจ้าเมืองฌ้อ

ฝ่ายฮกขวันซึ่งเป็นขุนนางนายประตูผู้ใหญ่ รู้ว่าฌ้อบุนอ๋องตายก็ร้องไห้รัก คิดถึงความหลังเมื่อครั้งเราทำล่วงเกินจะฟันฌ้อบุนอ๋อง ฌ้อบุนอ๋องรู้ก็ไม่โกรธให้อภัยเรา เราจะอยู่ทำไมจงตายตามฌ้อบุนอ๋องไปเถิด คิดแล้วก็เรียกบุตรและภรรยาญาติทั้งปวงเข้ามาสั่งว่า เราตายแล้วจงเอาศพไปฝังไว้ให้เคียงที่ศพฌ้อบุนอ๋อง คนทั้งปวงก็รับคำฮกขวัน ฮกขวันจึงเอาดาบเชือดคอตาย บุตรภรรยาญาติทั้งปวงก็เอาศพฮกขวันไปฝังไว้ตามสั่ง ฮีมฮีเจ๋าเมืองฌ้อแจ้งว่าฮกขวันเชือดคอตายเพราะกตัญญูก็ยิ่งคิดอาลัยนัก จึงสั่งให้หาตัวบุตรฮกขวันมาตั้งเป็นไทเกาะ ขุนนางผู้ใหญ่สืบไป

ฝ่ายกองซุนคุดเจ้าเมืองเตงแจ้งความว่าฌ้อบุนอ๋องตายแล้วก็ยินดี จึงว่ากับซกเหลียมว่า ฌ้อบุนอ๋องตายแล้วทีนี้เมืองเราค่อยมีความสบาย ซกเหลียมตอบว่าข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองเรายังหามีความสบายไม่ ด้วยเจ๋ฮวนก๋งเจ้าเมืองเจ๋โกรธแค้นคิดพยาบาทอยู่ จะยกทัพมาทำอันตรายเราเมื่อไรก็หารู้ไม่ ถ้าท่านจะให้ได้ความสบายแล้ว จงใช้ขุนนางคุมเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าเมืองหลวง พระเจ้าเมืองหลวงก็จะโปรดปรานีรักใคร่ท่าน ถึงมาตรว่าทัพเมืองเจ๋หัวเมืองใหญ่ยกมาตีเมืองเรา เราก็จะให้ขุนนางไปทูลพระเจ้าเมืองหลวง พระเจ้าเมืองหลวงก็จะมีรับสั่งให้ไปห้ามปรามเจ้าเมืองเจ๋ เมืองเราจึงจะสิ้นเสี้ยนศัตรู

กองซุนคุดก็เห็นด้วย จึงให้ไตหูซกซือคุมเอาสิ่งของเครื่องบรรณาการอย่างดีไปถวายพระเจ้าเมืองหลวง ไตหูซกซือก็คำนับลาคุมเครื่องบรรณาการไปเมืองหลวง พอมีผู้บอกความแก่ซกซือ ซกซือรู้เหตุดังนั้นก็รีบเอาเครื่องบรรณาการกลับมาถึงเมืองเตง แล้วบอกกองซุนคุดว่าเมืองหลวงนั้นเกิดวิบัติ เพราะก๋งจูทวยบุตรนางสนมพระเจ้าจองอ๋องซึ่งสวรรคตล่วงไป กับไตหูงุยก๊ก ไตหูเปียนเป๊ก ไตหูจิวขึม ไตหูจกกุ๋ย ไตหูเจียมหู ห้าคนคบคิดกันกำจัดพระเจ้าจิวอุยอ๋องเสียจากราชสมบัติไป อยู่ ณ ตำบลเอียนแดนเมืองหลวง

บัดนี้ไตหูงุยก๊กยกก๋งจูทวยขึ้นเป็นกษัตริย์ ก๋งจูทวยนั้นทำการทุจริตหยาบช้าหาตั้งอยู่ในสัจธรรมไม่ อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงได้ความเดือดร้อนเป็นอันมาก ขอท่านจงให้ขุนนางไปเชิญพระเจ้าจิวอุยอ๋องมาประทับอยู่ ณ เมืองเอียดแดนเมืองเรา เราจึงค่อยคิดจับก๋งจูทวยกับขุนนางห้าคนซึ่งเป็นเสี้ยนศัตรูแผ่นดินฆ่าเสีย แล้วจึงเชิญพระเจ้าจิวอุยอ๋องให้เสวยราชสมบัติในเมืองหลวงดังเก่า พระเจ้าจิวอุยอ๋องคิดถึงคุณก็จะทรงพระเมตตาโปรดปราน กิตติศัพท์และเกียรติยศท่านก็จะปรากฏไปในทิศทั้งสี่ ข้อหนึ่งหัวเมืองทั้งปวงก็จะสรรเสริญว่าท่านมีกตัญญูซื่อตรงต่อพระมหากษัตริย์โดยสุจริตธรรม กองซุนคุดได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงให้ไตหูซูซกเป๊ก ไปทูลเชิญพระเจ้าจิวอุยอ๋องมาประทับอยู่ ณ เมืองเอียดแล้ว กองซุนคุดก็จัดของไปคำนับพระเจ้าจิวอุยอ๋อง พระเจ้าจิวอุยอ๋องก็มีพระทัยยินดีนัก แล้วกองซุนคุดก็ถวายบังคมลามาถึงเมืองก็ไม่มีความสบายให้วิตกในการแผ่นดินนัก จึงให้ม้าใช้ถือหนังสือไปเชิญเขกก๋งเจ้าเมืองเขกให้ยกทัพมาช่วยตีเอาเมืองหลวงถวายพระเจ้าจิวอุยอ๋องคืน ม้าใช้ก็คำนับลาไปถึงเมืองเขก จึงเข้าไปคำนับส่งหนังสือให้เขกก๋งแล้วลากลับมา

เขกก๋งแจ้งในหนังสือดังนั้นก็เกณฑ์กองทัพยกออกจากเมืองมาถึงที่ตำบลแดนเมืองเตง กองซุนคุดรู้ข่าวว่าเขกก๋งยกทัพมาถึงตำบลนีเหมือนหนังสือนัด ก็จัดทแกล้วทหารพร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งปวงยกไปรับเขกก๋ง เขกก๋งกับกองซุนคุดก็บรรจบทัพยกไปเมืองเอียด กองซุนคุดจึงเชิญเสด็จพระเจ้าจิวอุยอ๋องให้ยกกองทัพหลวงไปด้วย พระเจ้าจิวอุยอ๋องก็สั่งขุนนางซึ่งสนิทให้จัดทัพยกสมทบกันออกไปถึงชานเมืองหลวง กองซุนคุดจึงให้ตั้งค่ายมั่นล้อมเมืองเข้าไว้ทั้งสี่ด้าน

ฝ่ายไตหูงุยก๊กขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองหลวงแจ้งว่าพระเจ้าจิวอุยอ๋องกับกองซุนคุดเขกก๋งยกทัพบรรจบกันมาล้อมเมืองไว้มั่นคงทั้งสี่ด้านก็ตกใจ จึงเข้าไปบอกก๋งจูทวย ก๋งจูทวยได้ฟังก็ตกใจ จึงให้หาไตหูเปียนเป๊ก ไตหูจิวขึม ไตหูจกกุ๋ย ไตหูเจียมหู เข้ามาสั่งว่า ท่านจงยกออกไปสู้รบกับข้าศึกดูสักครั้งหนึ่งก่อน ถ้าเห็นหนักแน่นเหลือกำลังก็ให้คนเข้ามาบอกแก่เรา เราจะยกหนุนออกไปช่วย ไตหูทั้งสี่ก็คำนับรับสั่งแล้วถวายบังคมลาออกมาตระเตรียมทหารสองหมื่น และทหารทั้งปวงนั้นหามีผู้ใดเป็นใจด้วยก๋งจูทวยไม่ ไตหูทั้งสี่ก็แต่งตัวขึ้นขี่ม้าพาทหารยกทัพออกจากเมือง

ฝ่ายกองซุนคุดกับเขกก๋งนั่งปรึกษาการศึกอยู่บนหอรบแลไปเห็นไตหูสี่คนยกออกมา ต่างคนก็แต่งตัวใส่เกราะถืออาวุธสำหรับมือขึ้นขี่ม้าพาทหารออกจากค่าย กองซุนคุดก็ขับม้ารำทวนเข้ารบกับเปียนเป๊ก เขกก๋งก็ขับม้าเข้าสู้กับจกกุ๋ย ทหารเลวทั้งสองฝ่ายต่างสู้รบกันเป็นอลหม่าน กองซุนคุดกับเปียนเป๊กสู้กันได้แปดเพลง เปียนเป๊กเสียทีกองซุนคุดเอาทวนแทงเปียนเป๊กตกม้าตาย จิวขึมเห็นเปียนเป๊กตายก็โกรธ จึงขับม้ารำกระบี่เข้าฟันกองซุนคุด กองซุนคุดเอาทวนรับแล้วทำเสียทีชักม้าหนี จิวขึมไม่รู้ในกระบวนรบก็ขับม้าไล่ตาม กองซุนคุดครั้นได้ทีเอาทวนแทงจิวขึมพลัดตกจากหลังม้าแล้วแทงซ้ำอีกทีหนึ่งจิวขึมขาดใจตาย

เขกก๋งกับจกกุ๋ยสู้กันได้สิบเพลง จกกุ๋ยทนทานกำลังมิได้ชักม้าหนี เขกก๋งยิงเกาทัณฑ์ไปถูกไหล่รวบ จกกุ๋ยตกจากหลังม้าตาย เจียมหูเห็นเปียนเป๊ก จิวขึม จกกุ๋ยตายก็ตกใจนักชักม้าหนีเข้าเมือง ทหารเมืองหลวงแตกกระจัดพลัดพรายไม่เป็นใจรบ ทหารเมืองเตงกับทหารเมืองเขกก็ไล่ตามฆ่าฟันทหารเมืองหลวงไปถึงประตูเมือง เจียมหูควบม้ากลับเข้าในเมืองได้ให้ทหารปิดประตูไว้มั่นคง กองซุนคุดจึงขับทหารให้ทำลายประตูเข้าไปในเมืองได้ไล่ตามจับตัวเจียมหูมาฆ่าเสียแล้วขับม้าพาทหารตรูเข้าไปในวัง

ฝ่ายก๋งจูทวยรู้ว่าข้าศึกหักเข้าเมืองได้ก็คิดกลัวความตาย จึงพาทหารซึ่งสนิทสามสิบคนหนีออกจากวัง กองซุนคุดแลเห็นก็ควบม้าตามไปทันก๋งจูทวยที่ประตูทิศตะวันออก จึงเอาทวนแทงก๋งจูทวยล้มลงขาดใจตาย เขกก๋งก็ขับทหารแยกไปประตูทิศเหนือ หมายจะจับตัวไตหูงุยก๊กฆ่าเสีย ไตหูงุยก๊กนั้นเตรียมตัวจะหนีออกจากเมือง พอได้ยินเสียงทหารอื้ออึงเข้ามาริมบ้านก็ตกใจ ครั้นจะหนีไปเห็นจะไม่พ้นมือข้าศึกจึงเอากระบี่เชือดคอตาย เขกก๋งเห็นว่างุยก๊กเชือดคอตายแล้วรีบมาบอกกับกองซุนคุด กองซุนคุดแจ้งดังนั้นก็ยินดี จึงให้ขุนนางไปเชิญเสด็จพระเจ้าจิวอุยอ๋อง พระเจ้าจิวอุยอ๋องได้ทรงฟังก็ดีพระทัยจึงเสด็จเข้าไปในเมืองหลวง กองซุนคุดก็เชิญพระเจ้าจิวอุยอ๋องให้ครองราชสมบัติเหมือนแต่ก่อน พระเจ้าจิวอุยอ๋องก็มีความยินดี จึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงกองซุนคุดกับเขกก๋งและทหารทั้งปวง แล้วก็สั่งเจ้าพนักงานให้จัดเอาสิ่งของทองเงินและเครื่องยศมาประทานกองซุนคุดเป็นอันมาก แล้วปูนบำเหน็จให้เขกก๋งกับทหารทั้งปวงตามความชอบมากและน้อย กองซุนคุดกับเขกก๋งครั้นได้รับพระราชทานบำเหน็จแล้ว ก็ถวายบังคมลาแยกทางกันเลิกทัพกลับไปเมือง กองซุนคุดมาถึงเมืองเตงได้วันหนึ่งก็ป่วยเป็นปัจจุบันตาย ขุนนางทั้งปวงจึงเอาศพกองซุนคุดใส่หีบไม้หอม แห่ไปฝังไว้ตามตำแหน่งที่เจ้าเมืองแล้ว ก็ตั้งก๋งจูเจียบซึ่งเป็นผู้บุตรผู้ใหญ่ของกองซุนคุดขึ้นเป็นเจ้าเมืองเตง ชื่อเตงบุนก๋ง เมื่อก๋งจูเจียบได้ครองเมืองเตงครั้งนั้น พระเจ้าจิวอุยอ๋องเสวยราชสมบัติได้สี่ปี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ