๔๕

ฝ่ายพระเจ้าเมืองหลวง และก๋งจูหลันเจ้าเมืองเตง เซียงก๋งเจ้าเมืองโอย โจ๋จงก๋งเจ้าเมืองโจ๋ เตียงเยียดเจ้าเมืองฌ้อ ก๋งจูสินเจ้าเมืองฬ่อ แจ้งว่าต๋งนีซึ่งเป็นอ๋องเป๋าตาย ก็จัดแจงสิ่งของบรรทุกเกวียนมา ณ เมืองจิ้นพร้อมกัน แต่พระเจ้าจิวเซียงอ๋องนั้นให้ขุนนางคุมสิ่งของมาช่วยการฝังศพเจ้าเมืองจิ้นพร้อมกันกับหัวเมืองทั้งปวง ก๋งจูหวนก็ให้ยกศพบิดาขึ้นรถ เทียมด้วยม้าตั้งกระบวนแห่ชักศพออกไปถึงประตูทิศตะวันตก พอได้ยินเสียงศพนั้นร้องดังเสียงโค รถที่ใส่ศพก็หยุดอยู่

เจ้าเมืองจิ้นเห็นประหลาดจึงถามกวยกิว กวยกิวพิเคราะห์ดูรู้แล้วจึงบอกก๋งจูหวนว่า นานไปเบื้องหน้าหัวเมืองฝ่ายตะวันตกจะยกมาตีเมืองเรา ผีบิดาท่านที่ตายมีความกรุณา จึงบังเกิดเหตุให้ท่านเห็นประจักษ์จะได้คิดระวังตัว ก๋งจูหวนกับขุนนางทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็มีความสงสารนัก ต่างคนคุกเข่าลงคำนับศพแล้วร้องไห้ ขณะนั้น ม้าซึ่งเทียมรถก็ชักรถเลื่อนออกจากประตูเมือง ก๋งจูหวนกับขุนนางทั้งปวงก็ตามไปตำบลซกอัก ก็ช่วยกันทำการศพ

ฝ่ายก๋งจูหยงมาถึงเมืองจิ๋น จึงเข้าไปคำนับแจ้งความแก่ก๋งจูบุนผู้ตาว่า บิดาข้าพเจ้ามอบสมบัติให้ก๋งจูหวน ให้ข้าพเจ้ามาอยู่กับตา บัดนี้บิดาข้าพเจ้าก็ตายแล้ว ข้าพเจ้าจึงมาตามคำบิดาข้าพเจ้าสั่งไว้ ก๋งจูบุนแจ้งว่าต๋งนีตายก็พาหลานเข้ามาบอกนางเป๊กกี นางเป๊กกีจึงว่าต๋งนีตายแล้วข้าพเจ้าจะขอไปช่วยฝังศพ เมื่อเสร็จการจึงจะรับมารดาก๋งจูหวนมาอยู่กับบุตรด้วย ก๋งจูบุนก็ยอมให้ไป จึงออกมาสั่งให้พนักงานจัดแจงสิ่งของบรรทุกเกวียนตามสมควร และจัดขุนนางกับคนใช้เป็นอันมากให้นางเป๊กกีไปช่วยการศพ ณ เมืองจิ้น

ฝ่ายก๋งจูหวนครั้นหัวเมืองซึ่งเป็นญาติร่วมแซ่มาพร้อมแล้วจึงทำการฝังศพถึงสี่เดือน สำเร็จการศพแล้วเจ้าเมืองทั้งปวงก็กลับไปเมือง และตำบลซกอักที่ฝังศพเจ้าเมืองจิ้นเป็นที่เกิดปรอทเป็นอันมากคุ้มมาเท่าทุกวันนี้ ฝ่ายกีจู หองสุน เอียนสุน นายทหารทั้งสามซึ่งเจ้าเมืองจิ๋นให้คุมทหารสามพันกำกับอยู่ในเมืองเตงครั้งก่อนนั้น ครั้นก๋งจูเจียบเจ้าเมืองเตงตาย ก๋งจูหลันได้เป็นเจ้าเมืองแล้ว จึงปรึกษากันว่า ครั้งเมื่อก๋งจูเจียบยังมีชีวิตอยู่นั้นก็ยำเกรงเจ้าเมืองจิ๋นนายเราอยู่ ตั้งแต่ก๋งจูหลันได้เป็นเจ้าเมืองเตง ก๋งจูหลันก็ไปขึ้นกับเมืองจิ้นแล้ว มิได้ทำนุบำรุงเรา จึงจะมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองจิ๋นให้ยกทัพมาตีเมืองเตง ต๋งนีก็ตายแล้วหามีกองทัพเมืองใดมาช่วยเมืองเตง เมืองเตงก็จะได้แก่นายเราเป็นมั่นคง ครั้นปรึกษากันแล้วก็แต่งหนังสือฉบับหนึ่งเข้าผนึกส่งให้คนสนิทถือไปเมืองจิ๋น คนสนิทก็รับหนังสือลาขึ้นม้าออกจากเมืองเตงรีบไปเมืองจิ๋น

ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋น ครั้นให้นางเป๊กกีผู้ภรรยาไปทำการศพเจ้าเมืองจิ้นแล้ว อยู่วันหนึ่งเจ้าเมืองจิ๋นออกว่าราชการขุนนางพร้อมกัน พอม้าใช้เข้าคำนับบอกว่า ทหารสามนายซึ่งไปอยู่เมืองเตงให้ถือหนังสือบอกมา เจ้าเมืองจิ๋นรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านแจ้งความแล้วจึงปรึกษากับกวนซกว่า นายทหารทั้งสามคนซึ่งเราให้คุมทหารสามพันไปกำกับอยู่เมืองเตงครั้งก่อนนั้น มีหนังสือมาถึงเราแล้ว ก๋งจูเจียบเจ้าเมืองเตงตายแล้ว ก๋งจูหลันกลับไปขึ้นกับเจ้าเมืองจิ้น บัดนี้ต๋งนีก็ตายแล้ว เราจะยกทัพไปตีเมืองเตง ท่านจะเห็นประการใด

กวนซกจึงตอบว่า เมืองเรากับเมืองเตงก็ไกลนัก หนทางที่จะไปนั้นกันดาร ฤดูนี้ก็เป็นฤดูฝน จะยกทัพใหญ่ไปนั้นทแกล้วทหารจะได้ความลำบากนัก ขอท่านจงงดกองทัพไว้ไปต่อเดือนสี่ปีหน้าจึงคิดอ่านต่อไป ก๋งจูบุนจึงว่า อันเมืองจิ้นนั้นที่แดนกว้างใหญ่ เราจัดแจงต๋งนีไปครองสมบัติมาหลายปี บัดนี้ต๋งนีตายแล้ว ก๋งจูหวนได้เป็นเจ้าเมือง เราจะคิดไปตีเมืองเตง ได้แล้วจะเอาไปเปลี่ยนที่แดนโฮตังซึ่งขึ้นแก่เมืองจิ๋นจะเอาโฮตังเป็นที่มั่น จึงจะคิดตีเมืองจิ้นต่อไป ถ้าได้เมืองจิ้นแล้ว เขตแดนเมืองจิ๋นก็จะกว้างขวาง จะได้คิดตั้งตัวสืบไป ซึ่งท่านจะให้งดกองทัพไว้เห็นจะช้า ก๋งจูบุนจึงแต่งหนังสือลับตอบไปถึงทหารทั้งสามว่า จะยกทัพใหญ่ไปตีเมืองเตงให้ทันในเดือนสี่ปีนี้ ให้นายทหารทั้งสามคอยกองทัพอยู่ในเมืองเตงฝ่ายทิศเหนือ คิดอ่านเป็นไส้ศึกคอยเปิดประตูเมืองรับกองทัพ ครั้นแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึกส่งให้ม้าใช้ถือไปให้แก่นายทหารทั้งสาม คนใช้รับหนังสือแล้วคำนับลาขึ้นม้ารีบไปตามเจ้าเมืองจิ๋นสั่ง ครั้นถึงเมืองเตงก็เข้าไปคำนับส่งหนังสือให้กีจู แล้วแจ้งความตามเจ้าเมืองจิ๋นสั่งมาทุกประการ

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ๋น ครั้นให้ม้าใช้ถือหนังสือไปถึงเมืองเตงแล้ว ณ วันเดือนยี่ข้างขึ้น จึงจัดแจงทหารหมื่นหนึ่งเข้ากระบวนทัพ ให้เป๊กอิดเปียบุตรกวนซกเป็นทัพหน้า เป๊กลีเบ้งเบ๋งบุตรเป๊กลีเหเป็นทัพหลวงมีปีกซ้ายขวาหน้าหลัง ซีคิดสุดเป็นกองหนุน คุมเกวียนเสบียงอาหารตั้งกระบวนคอยฤกษ์ยามอยู่ กวนซกเห็นว่ากองทัพซึ่งจะยกไปตีเมืองเตงเห็นไม่สำเร็จ ทัดทานก๋งจูบุนมิฟังก็เสียใจ มีความอาลัยแก่เป๊กอิดเปียนัก จึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งเข้าไปหาบุตร ณ ที่ประชุมทัพ จึงส่งหนังสือให้แล้วจับมือบุตรเข้าร้องไห้ว่า เจ้าจะไปทำการศึกครั้งนี้เห็นจะไม่ได้กลับมาเห็นหน้าบิดาสืบไปแล้ว

เป๊กอิดเปียได้ฟังดังนั้นก็คิดเสียใจนัก จึงพากวนซกผู้บิดาเข้าไปคำนับ แจ้งความให้ก๋งจูบุนฟังทุกประการ ก๋งจูบุนได้ฟังก็โกรธจึงว่ากับกวนซก เราให้จัดทัพพร้อมจะคอยฤกษ์ ท่านมาร้องไห้ให้เป็นลางแก่กองทัพให้เสียฤกษ์ฉะนี้ เห็นสมควรแก่ตัวซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่แล้วหรือ กวนซกจึงตอบว่า ข้าพเจ้ากับบุตรจะจากกันกลั้นนํ้าตามิได้ ใช่ว่าข้าพเจ้าจะแกล้งทำให้เป็นลางร้ายแก่กองทัพนั้นหามิได้ ขอท่านอย่าถือโทษโกรธข้าพเจ้าเลย ก๋งจูบุนได้ฟังก็นิ่งอยู่ กวนซกเห็นหน้าบุตรเศร้าสลดลงจึงว่า ตัวเจ้าเกิดมาเป็นชายชาติทหารจะย่อท้อต่อความตายนั้นไม่ควร หนังสือที่ให้ไปนั้น ถ้าอับจนเข้าแล้วจงทำตามหนังสือทุกประการเถิด เป๊กอิดเปียก็รับคำ พอได้ฤกษ์ก็คำนับลาขึ้นม้าถือทวนยกทัพออกจากเมือง เป๊กลีเบ้งเบ๋งกับซีคิดสุดก็ยกตามทัพหน้าไป ก๋งจูบุนกับกวนซกเป๊กลีเห ก็พาขุนนางทั้งปวงออกไปส่งกองทัพถึงที่สำนักจับลีเตงนอกเมืองทางร้อยห้าสิบเส้น ครั้นกองทัพยกไปแล้วก็พาขุนนางกลับเข้าเมือง กวนซกกลับมาถึงบ้านทุกข์ตรอมถึงบุตรจึงบอกป่วยอยู่ มิได้ไปว่าราชการตามตำแหน่งเป็นหลายวัน

เป๊กลีเหแจ้งว่ากวนซกป่วย จึงไปเยี่ยมเยียนถึงที่อยู่แล้วถามว่า ข้าพเจ้าดูรูปร่างท่านผ่ายผอมลงกว่าแต่ก่อน อาการโรคป่วยเป็นประการใด กวนซกจึงตอบว่า ข้าพเจ้าป่วยครั้งนี้เพราะทุกข์ถึงบุตรซึ่งยกทัพไปนั้นหนทางไกลกันดาร ถ้าได้รบกันเข้ากับชาวเมืองเตงศึกติดพันกันเข้าเห็นจะขัดสนด้วยเสบียงอาหาร ประการหนึ่งบุตรท่านกับบุตรข้าพเจ้าก็ยังหนุ่มนัก ไม่ชำนาญในการศึก มีแต่ฝีมือกล้าแข็งทำเอาโดยโวหาร ถ้าข้าศึกแต่งกลอุบายล่อลวงก็เห็นจะพากันตายเสียสิ้น ข้าพเจ้ามีความวิตกนัก เป๊กลีเหได้ฟังดังนั้นจึงตอบว่า การทั้งนี้ข้าพเจ้าก็เห็นความอยู่ ขณะเมื่อท่านทัดทานเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นมิฟังท่านแล้ว ครั้นจะซ้ำเติมว่ากล่าวห้ามปรามขึ้นอีก ก็เห็นเจ้าเมืองจิ๋นจะขัดเคืองหนักไป ข้าพเจ้าก็เป็นทุกข์ใจอยู่ บัดนี้ท่านกับข้าพเจ้าเห็นการซึ่งจะเกิดอันตรายแก่กองทัพแล้ว จำจะแก้ไขให้บุตรให้พ้นภัยกลับมา คนทั้งปวงจึงจะไม่ครหานินทาได้ ท่านจะคิดอุบายประการใด

กวนซกจึงว่า ขณะเมื่อบุตรข้าพเจ้ายกทัพไปนั้น ข้าพเจ้าเขียนหนังสือให้ไปสำหรับตัวฉบับหนึ่งว่า ถ้าถึงที่อับจนให้หนีมา ณ ตำบลโฮตัง หาเรือข้ามปากอ่าวทะเลกลับมาเมืองจึงจะรอดชีวิต ขอท่านจงให้กงซุนกีจัดเรือรีบไปคอยอยู่ ณ ปากอ่าวโฮตัง เกลือกเป๊กลีเบ้งเบ๋งเป๊กอิดเปียเสียทีแก่ข้าศึกมาถึงโฮตังจะได้ลงเรือกงซุนกีกลับมาเมือง เป๊กลีเหได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงให้คนใช้ไปเชิญตัวกงซุนกีมาสั่งว่า ท่านจงจัดเรือสองร้อยลำบรรทุกเสบียงอาหารไปคอยกองทัพบกอยู่ ณ ที่ปากอ่าวโฮตัง กงซุนกีก็รับคำลาออกมาให้ทหารจัดเรือสองร้อยลำ บรรทุกเสบียงอาหารพร้อมแล้วก็ให้ถอนสมอชักใบแล่นเรือออกจากท่าไป ครั้นถึงปากอ่าวโฮตังก็ทอดสมอจอดเรือคอยกองทัพบกอยู่ตามเป๊กลีเหสั่ง

ฝ่ายกวนซกครั้นกงซุนกียกทัพเรือไปประมาณสองสามวันจึงคิดว่าเจ้าเมืองจิ๋นนี้แต่ก่อนเราว่ากล่าวสิ่งใดก็เชื่อฟัง เราก็ตั้งใจจะช่วยทำนุบำรุงไปกว่าจะสิ้นชีวิต บัดนี้ให้บุตรเรายกทัพไปตีเมืองเตง เราเห็นว่าการจะไม่สำเร็จจึงว่ากล่าวทัดทานไว้ เจ้าเมืองจิ๋นก็มิได้เชื่อฟัง ครั้นจะอยู่ทำราชการสืบไปก็เห็นจะได้ความอัปยศแก่ขุนนางทั้งปวง กวนซกคิดแล้วจึงเข้าไปคำนับก๋งจูบุนแล้วว่า แต่ข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่ในท่านก็ช้านานจนชราแล้ว จะขอลาออกจากที่ขุนนางไปอยู่บ้านป่าหาความสบาย ขอท่านจงกรุณาแก่ข้าพเจ้าเถิด

ก๋งจูบุนได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านให้บุตรไว้ทำราชการแทนตัวแล้วจะไปอยู่บ้านป่าหาความสุขก็ตามใจ จึงจัดทองคำหนักยี่สิบชั่งกับอิสตรีรูปงามสิบคน คนใช้ชายหญิงร้อยหนึ่ง ผ้าแพรและสิ่งของเป็นอันมากให้แก่กวนซก กวนซกก็คำนับลาออกมาบ้าน จัดสิ่งของบรรทุกเกวียนเป็นหลายเล่ม พาคนใช้ชายหญิงออกจากเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นกับเป๊กลีเหและขุนนางทั้งปวงก็ออกไปส่งกวนซกถึงนอกเมืองแล้วกลับมา กวนซกออกไปตั้งบ้านอยู่นอกเมืองฉี และเมืองฉีนี้ครั้งแผ่นดินพระเจ้าเปงอ๋องนั้นชื่อเมืองสิน เองไขเจ้าเมืองจิ๋นชนะศึกเกียงหยง เองไขมีความชอบ พระเจ้าเปงอ๋องจึงประทานเมืองสินให้เป็นเมืองขึ้นแก่เมืองจิ๋น เองไขจึงเปลี่ยนชื่อเมืองเสียใหม่ เรียกว่าเมืองฉีแต่นั้นมา วันหนึ่งกวนซกไปเที่ยวเล่นในเมืองฉี เห็นหญิงชายชาวเมืองเป็นโรคพุพอง กวนซกเที่ยวไปตามถนนตลาด เห็นชาวตลาดขายเผือกมันถั่วลิสง ก็รู้ว่าคนทั้งเมืองกินของสามสิ่งจึงบังเกิดเป็นฝีพุพอง กวนซกจึงให้ชาวเมืองปลูกต้นหุน คำไทยว่าต้นยาสูบ แล้วสั่งว่าใบยาสูบมาหั่นเป็นเส้น แล้วสูบด้วยกล้องจงทุกวันโรคพุพองจึงจะหาย ชาวเมืองทั้งปวงก็ทำ โรคพุพองนั้นก็หายสิ้นทุกคน

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพออกจากแดนเมืองจิ๋น เดินทัพมาตามระยะทางมาเข้าแดนเมืองหลวง ชาวด่านเมืองหลวงเห็นประหลาดจึงปิดประตูด่านเสียมิให้เข้ามา เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงคิดว่าหนทางเมืองเตงจำเพาะเดินผ่านหน้าเมืองหลวง จึงจะไปตีเมืองเตงได้ ครั้นจะไปทางอื่นก็มีแต่ภูเขาและห้วยธารเดินมิได้ เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงคิดอุบายให้ทหารกองหน้าบอกชาวด่านว่าเจ้าเมืองจิ้นใช้ให้มาเฝ้าถวายเครื่องบรรณาการแก่เจ้าเมืองหลวง ชาวด่านสำคัญว่าจริงก็เปิดประตูให้ไป ครั้นไปไกลเมืองหลวงทางประมาณพันเศษ เป๊กลีเบ้งเบ๋งเห็นทหารเดินทางอิดโรยนัก จึงตั้งค่ายพักทหารอยู่ ณ ชายป่า พอเวลาเย็นจึงให้คนใช้ไปเชิญเป๊กอิดเปียเข้ามาถามว่า ขณะเมื่อกองทัพจะยกออกจากเมืองนั้น เราเห็นบิดาท่านส่งหนังสือให้ฉบับหนึ่ง ในหนังสือนั้นถ้อยความประการใด ท่านจงไปหยิบมาให้เราดูบัดเดี๋ยวนี้

เป๊กอิดเปียจึงตอบว่า หนังสือฉบับนี้บิดาข้าพเจ้าสั่งมาว่าต่อถึงที่อับจนจึงให้แก้หนังสือออกดู ซึ่งท่านจะดูหนังสือเมื่อขณะนี้ข้าพเจ้าเห็นไม่ควร เป๊กลีเบ้งเบ๋งเห็นเป๊กอิดเปียบิดพลิ้วอยู่ ก็ว่ากล่าวเนืองๆ ว่าจะขอดูหนังสือ เป๊กอิดเปียเกรงเป๊กลีเบ้งเบ๋งจะโกรธ จึงหยิบหนังสือซึ่งซ่อนไว้ในกลีบเสื้อมาส่งให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งอ่านดู ในหนังสือนั้นว่าจะทำศึกกับหัวเมืองฝ่ายตะวันออกนั้น ถ้าถึงตำบลเขาเงาซัวให้นายทัพนายกองทั้งปวงระมัดระวังตัวจงดี ด้วยเป็นหนทางช่องแคบ ถ้าทัพเสียทีให้หนีไป ณ ตำบลโฮตังจึงจะรอดชีวิต เป๊กลีเบ้งเบ๋งแจ้งความหนังสือดังนั้นก็โกรธ ฉีกหนังสือทิ้งเสียแล้วว่า บิดาท่านเขียนหนังสือให้มาทั้งนี้ เหมือนจะแช่งให้เราเป็นอันตรายในการศึกจะเชื่อฟังมิได้ เป๊กอิดเปียเห็นเป๊กลีเบ้งเบ๋งฉีกหนังสือเสีย ครั้นจะว่ากล่าวห้ามปรามก็เกรงใจ ด้วยเป๊กลีเบ้งเบ๋งเป็นแม่ทัพถืออาญาสิทธิ์ เป๊กอิดเปียคำนับลามาที่อยู่

ขณะนั้นมีทหารเลวคนหนึ่งชื่อซกถา ครั้นรู้ว่ากองทัพจะตั้งพักอยู่หลายวัน จึงคิดว่าเพื่อนสนิทมีอยู่คนหนึ่งชื่อเหียนโก๋ เป็นชาวเมืองเตงมาค้าขายอยู่เมืองตังจิว จำจะเข้าไปหาให้พบ จะให้ขอสิ่งของไปกินกลางทาง ซกถาคิดแล้วก็ออกจากค่ายเข้าไปเมืองหลวงเที่ยวไต่ถามหาเหียนโก๋ตามถนนตลาด

ฝ่ายเหียนโก๋ตั้งร้านขายของอยู่ริมถนน แลเห็นซกถาเดินมาก็จำได้จึงออกไปรับซกถามาบนตึก ทั้งสองคำนับกันตามธรรมเนียม เหียนโก๋จึงว่า ท่านกับเราจากกันมาช้านาน ท่านไปอยู่แห่งใดเราพึ่งได้เห็นหน้าวันนี้ ซกถาจึงว่าแต่จากท่านไปได้ความทุกข์ยาก บัดนี้เข้าอยู่เป็นทหารเจ้าเมืองจิ๋น ซึ่งได้มาทัพครั้งนี้เพราะกีจู หองสุน เอียงสุน นายทหารสามคนซึ่งเจ้าเมืองจิ้นให้คุมทหารเลวสามพันอยู่เมืองเตง แต่ครั้งก๋งจูเจียบเป็นเจ้าเมืองเตงอยู่นั้น ครั้นก๋งจูเจียบตายแล้วก๋งจูหลันได้เป็นเจ้า เมืองเตงไปขึ้นกับเมืองจิ้น ทหารทั้งสามนายบอกหนังสือลับไปถึงเจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นจึงเกณฑ์ทหารหมื่นหนึ่ง ให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งเป็นแม่ทัพจะมาตีเมืองเตง เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพออกจากเมืองจิ๋น แต่ ณ เดือนยี่ข้างขึ้น เดินทางมายี่สิบวันถึงแดนเมืองหลวง เป็นฤดูฝนหนทางเดินยาก ทหารเมื่อยล้าเป็นอันมาก ตั้งพักกองทัพอยู่ ณ ชายป่าทิศเหนือ ทางไกลเมืองหลวงประมาณพันเส้นเศษ เรารู้ว่าท่านมาค้าขายอยู่ ณ เมืองนี้จึงมาสืบเสาะหา ซึ่งท่านมิได้ลืมเราผู้เพื่อนเก่าเสียนั้นขอบคุณยิ่งนัก

เหียนโก๋แจ้งความว่ากองทัพเมืองจิ๋นจะไปตีเมืองเตงดังนั้นก็ตกใจ จึงว่าเรามาค้าขายแต่ตัว บุตรภรรยายังอยู่เมืองเตง แม้นเป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพไปตีเมืองเตงได้ บุตรภรรยาเราก็จะได้ความฉิบหายเสียสิ้น เราจะคิดกลอุบายไปห้ามทัพเป๊กลีเบ้งเบ๋งไว้ ความทั้งนี้ท่านอย่าแพร่งพรายไป ซกถาจึงว่าท่านจะคิดประการใดก็ตามเถิด เราหาไปบอกแก่ผู้ใดไม่ ท่านอย่าสงสัยเลย เหียนโกพูดกับซกถาแล้วก็ให้คนใช้ยกโต๊ะมาตั้ง ทั้งสองกินโต๊ะเสพสุราแต่เวลาบ่ายจนคํ่าลง แล้วให้ซกถานอนอยู่ ณ ตึกคืนหนึ่ง ครั้นเวลาเช้าเหียนโกก็จัดแจงสิ่งของเสบียงอาหารให้แก่ซกถาตามสมควร ซกถาก็ลากลับไปค่าย

เหียนโก่จึงให้คนใช้จัดเนื้อแผ่นกับข้าวสารบรรทุกเกวียนออกจากเมืองหลวง ไปถึงค่ายจึงบอกนายประตูให้เข้าไปแจ้งความแก่เป๊กลีเบ้งเบ๋ง เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงให้หาตัวเหียนโก๋เข้าไป ณ ค่ายแล้วถามว่า ท่านชื่อไรมาแต่ไหน เหียนโก๋จึงแกล้งบอกเป็นกลอุบายว่า ข้าพเจ้าชื่อเหียนโก๋ เป็นขุนนางอยู่ในเมืองเตง เจ้าเมืองเตงรู้ข่าวว่าเจ้าเมืองจิ๋นให้ท่านเป็นแม่ทัพยกออกจากเมืองจิ๋น ณ เดือนยี่ จะไปตีเมืองจิ้น เจ้าเมืองเตงจึงให้ข้าพเจ้าคุมเสบียงอาหารมารับ ถ้าพบกองทัพท่านที่ใดตำบลใดก็ให้เสบียงอาหารซึ่งข้าพเจ้าคุมมานี้ให้แก่ท่าน จะได้จ่ายทหารในกองทัพ แล้วเจ้าเมืองเตงก็จะให้กีจู หองสุน เอียงสุนทหารทั้งสามนาย ให้คุมทหารเลวสามพันยกตามท่านไปตีเมืองจิ้นด้วย เป๊กลีเบ้งเบ๋งได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า กีจูให้หนังสือลับไปถึงเมืองจิ๋นให้ยกทัพไปตีเมืองเตง เจ้าเมืองจิ๋นได้มีหนังสือลับไปให้นายทหารทั้งสามเป็นไส้ศึกอยู่ในเมือง เราจึงยกกองทัพมาหมายจะไปเมืองเตงได้โดยง่าย การทั้งนี้เป็นความลับรู้แต่ทหารทั้งสามนาย เหตุใดเจ้าเมืองเตงจึงรู้กลับให้คุมเสบียงอาหารมารับเราอีกเล่า คิดสงสัยทหารทั้งสามนายอยู่จึงถามเหียนโก๋ว่า ทหารทั้งสามนายซึ่งไปอยู่เมืองเตงนั้นก๋งจูหลัน เจ้าเมืองเตงทำนุบำรุงให้เป็นสุขอยู่หรือ

เหียนโก๋จึงแกล้งบอกว่า ทหารทั้งสามนายนั้นเจ้าเมืองเตงนายข้าพเจ้ามีความกรุณานัก จัดแจงตึกกว้านบ้านช่องและภรรยาคนใช้สอยเลี้ยงดูทหารทั้งสามถึงขนาด ข้าพเจ้าเห็นว่าทหารสามนายเพลิดเพลินไปด้วยบุตรภรรยาและทรัพย์สมบัติทั้งปวง จะมิได้คิดกลับคืนไปเมืองจิ๋นแล้ว ขณะเมื่อข้าพเจ้าคุมสิ่งของมา ทหารทั้งสามนายก็สั่งกำชับมาให้บอกแก่ท่านว่า ยังตั้งอยู่ ณ ริมประตูฝ่ายเหนือดังเก่า และทหารทั้งสามนายไปอยู่บ้านที่นายข้าพเจ้าจัดแจงให้ หาอยู่ข้างประตูทิศเหนือไม่ เป๊กลีเบ้งเบ๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นว่าทหารทั้งสามคนเอาใจออกห่างเจ้าเมืองจิ๋นแล้ว การซึ่งคิดไว้ไม่สำเร็จ เป๊กลีเบ้งเบ๋งไม่สบายใจ เหียนโก๋เห็นกิริยาเป๊กลีเบ้งเบ๋งระส่ำระสายอยู่ก็รู้ว่าเป๊กลีเบ้งเบ๋งเชื่อฟังคำตน ต้องในกลอุบายแล้ว ก็คำนับลาไปเมืองหลวง ครั้นถึงบ้านจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งส่งไปให้คนสนิทถือไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเตง คนสนิทรับหนังสือแล้วคำนับลาออกจากเมืองหลวงขึ้นม้ารีบไปตามเหียนโก๋สั่ง

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋ง ครั้นเหียนโก๋กลับไปแล้ว พอเวลาคํ่าลงจึงให้หาเป๊กอิดเปียกับซีคิดสุดมาปรึกษาว่า เดิมกีจู หองสุน เอียงสุนมีหนังสือกล่าวโทษก๋งจูหลันเจ้าเมืองเตงใหม่ว่าไปขึ้นแก่เมืองจิ้น ให้นายเรายกทัพมาตีเมืองเตง นายเราจึงมีหนังสือกลับไปให้นายทหารทั้งสามเป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองเตง ความทั้งนี้เป็นความลับมิให้เจ้าเมืองเตงและขุนนางในเมืองเตงรู้ บัดนี้ก๋งจูหลันรู้ว่าเรายกกองทัพมา ก๋งจูหลันให้เหียนโก๋คุมเสบียงอาหารมารับเรา แล้วเหียนโก๋บอกเราว่าทหารทั้งสามนายนั้นเจ้าเมืองเตงก็เกลี้ยกล่อมทำนุบำรุงถึงขนาด เราเห็นว่านายทหารทั้งสามจะเป็นใจเข้าด้วยก๋งจูหลัน มีหนังสือไปล่อลวงให้นายเรายกกองทัพมาตีเมืองเตง แล้วนายทหารทั้งสามจะช่วยเจ้าเมืองเตงต้านทานกองทัพไว้ ถ้ารู้ถึงเจ้าเมืองจิ้นก็คงจะยกทัพมาช่วยเมืองเตง ศึกได้ติดพันกันเข้าเสบียงอาหารเราก็น้อยลงทุกวัน เห็นจะเสียทีแก่ทหารเมืองเตงเป็นมั่นคง ท่านจะเห็นประการใด

เป๊กอิดเปียกับซีคิดสุดจึงว่า ซึ่งท่านว่านั้นก็ชอบอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่ากองทัพเรายกออกจากเมืองเดินทางยี่สิบวัน ต้องจ่ายเสบียงอาหารรายวันให้แก่ทหารทั้งปวงกินสิ้นไปเป็นอันมาก ครั้นจะกลับไปเมืองเล่า เจ้าเมืองจิ๋นจะติโทษท่านว่าใช้มาไม่ได้ราชการเปลืองเสบียงอาหารเสียเปล่า ข้าพเจ้าคิดว่าจะยกเข้าปล้นตีเมืองน้อยซึ่งขึ้นแก่เมืองหลวงสักเมืองหนึ่ง พอได้สิ่งของและเสบียงอาหารแล้วจึงค่อยกลับคืนไปเมือง อย่าให้เสียทีได้ยกทัพใหญ่มาเลย เป๊กลีเบ้งเบ๋งก็เห็นชอบด้วย จึงว่า เรายกมาถึงตำบลนี้จะเดินทัพไปทางประมาณสามวัน จะถึงเมืองคุด เมืองคุดนี้ข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์ เราจะรีบยกไปอย่าให้ชาวเมืองคุดรู้ตัว ก็เห็นจะปล้นเอาเมืองได้โดยง่าย ถ้าเราได้เมืองคุดแล้วจะกวาดต้อนครอบครัวยกกลับไปเมือง ถึงเราไม่ได้เมืองเตง ก็ได้ทรัพย์สิ่งของครอบครัวเมืองคุดไปให้เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองจิ๋นก็เห็นจะหาติโทษเราไม่ ครั้นปรึกษาพร้อมแล้ว เป๊กอิดเปียกับซีคิดสุดก็คำนับลาเป๊กลีเบ้งเบ๋งไปที่อยู่ ครั้นเวลารุ่งเช้าเป๊กลีเบ้งเบ๋งก็ยกทัพเดินตามทางไปประมาณสามวันถึงตำบลเทียนจิ๋น พอเวลาเย็นจึงหยุดกองทัพซุ่มอยู่ในป่า แล้วสั่งนายทัพนายกองว่า เวลาเย็นวันนี้ให้ทหารทั้งปวงหุงอาหารกินให้อิ่ม แล้วต่อยหม้อข้าวเสียเวลาคํ่าวันนี้ ยกไปกินข้าวเช้าเมืองคุดให้จงได้ ถ้านายทัพนายกองย่อหย่อนอยู่ตีเมืองคุดมิได้ อย่าให้กองลำเลียงจ่ายข้าวให้กินเลย จะเอานายทัพนายกองเป็นโทษตามอาญาศึก นายทัพนายกองก็ไปประกาศแก่ทหารเลวทุกหมวดทุกกองตามแม่ทัพสั่ง ครั้นเวลาใกล้จะพลบค่ำ เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพรีบเข้าถึงเชิงกำแพงเมือง ประตูเมืองยังมิทันปิด ทหารกองหน้าตรูกันเข้าเมืองได้ไล่ฆ่าฟันชาวเมืองอลหม่าน

ขุนนางและทหารชาวเมืองคุดมิทันรู้ว่ากองทัพเมืองใดยกมา สำคัญว่าโจรก็ตกใจแตกตื่นหนีออกป่า ฝ่ายเจ้าเมืองคุดได้ยินผู้คนและม้าล่อกลองรบเสียงอื้ออึง ไม่แจ้งความประการใด พอมีผู้วิ่งเข้ามาบอกว่าโจรปล้นเมือง ตีเข้ามาได้ในเมืองแล้ว เจ้าเมืองคุดตกใจนัก มิทันจัดแจงด้วยการจวนตัวจึงผลัดเสื้อเปลี่ยนหมวกที่สำหรับเจ้าเมืองออกเสีย นุ่งห่มอย่างไพร่ปลอมเป็นชาวบ้านหนีไปเมืองเต๊กในเวลากลางคืน เป๊กลีเบ้งเบ๋งเข้าในเมืองได้ให้จับพวกขุนนางในเมืองคุดมาถามได้ความว่าเจ้าเมืองคุดหนีไปแล้ว ก็ให้ทำบัญชีครอบครัวเก็บริบทรัพย์สิ่งของของเจ้าเมืองคุดและขุนนางทั้งปวงมารวบรวมไว้แล้วตั้งพักทหารอยู่ในเมือง

ฝ่ายคนสนิทซึ่งเหียนโก๋ใช้ให้ถือหนังสือไปเมืองเตง ครั้นถึงเมืองเตงจึงเข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่พาเข้าไปคำนับแจ้งความแก่ก๋งจูหลันตามหนังสือบอกทุกประการ ก๋งจูหลันได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงชมเหียนโก๋ว่ามีสติปัญญา ครั้งนี้ถ้าเหียนโก๋ไม่คิดอุบายล่อลวงไว้ เห็นกองทัพเมืองจิ๋นจะรีบยกมาตีเมืองเรา จึงสั่งขุนนางให้ไปเชิญเหียนโก๋มาตั้งเป็นขุนนางแล้วปรึกษาจกบูกับซกเหลียมว่า เหียนโก๋มีหนังสือลับมาบอกเราว่า นายทหารเมืองจิ๋นทั้งสามคนซึ่งมาอยู่เมืองเรามีหนังสือลับไปบอกนัดกองทัพเมืองจิ๋นให้ยกมา นายทหารทั้งสามจะเป็นไสัศึก บัดนี้เจ้าเมืองจิ๋นก็ให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งคุมทหารหมื่นหนึ่งยกมาแล้ว เราคิดว่าจะจับนายทหารทั้งสามฆ่าเสียก่อน ท่านจะเห็นประการใด

จกบูซกเหลียมจึงว่า ซึ่งท่านจะฆ่านายทหารทั้งสามเสียนั้น เจ้าเมืองจิ๋นรู้ก็พยาบาทมากขึ้น คงจะยกทัพใหญ่มาตีเมืองเรา ข้าพเจ้าคิดอุบายสิ่งหนึ่ง ขอท่านจงทำทอดสนิทรักใคร่ให้ทรัพย์ของแก่นายทหารทั้งสาม ให้ออกไปอยู่ ณ ตำบลงวนอิวทางไกลเมืองห้าวัน จึงจัดแจงค่ายประตูหอรบ ตระเตรียมทแกล้วทหารให้พรักพร้อม แล้วให้มีหนังสือบอกไปขอกองทัพเมืองจิ้นฉบับหนึ่งด้วย ทหารสามนายรู้ก็จะเข้าใจว่าท่านล่วงรู้ในความลับกลัวท่านจะคิดฆ่าเสีย ต่างคนก็จะหนีไปเอง ก๋งจูหลันได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงให้จกบูจัดทองคำหนักสามสิบชั่งกับแพรและสิ่งของไปให้แก่นายทหารทั้งสาม จกบูคำนับลาคุมสิ่งของออกไปแบ่งปันให้แก่กีจู หองสุน เอียงสุนแล้วว่า เจ้าเมืองเตงมีความกรุณาท่านนักเห็นว่าท่านมาอยู่ที่นี่ที่ทางก็คับแคบ เวลาพรุ่งนี้ให้เชิญท่านยกไปอยู่ ณ ตำบลงวนอิวเป็นที่กว้างขวางสบาย กีจู หองสุน เอียงสุนได้ฟังดังนั้นครั้นจะบิดพลิ้วอยู่ก็เกรงเจ้าเมืองเตงจะโกรธ

นายทหารทั้งสามจึงว่า ซึ่งเจ้าเมืองเตงมีความกรุณาให้ท่านนำสิ่งของมาให้ข้าพเจ้าทั้งสามครั้งนี้ ขอบคุณยิ่งนัก เวลาพรุ่งนี้จึงจะพากันยกออกไปอยู่งวนอิว ซกเหลียมก็ลาออกมาแจ้งความกับก๋งจูหลันทุกประการ ครั้นเวลารุ่งเช้าก๋งจูหลันก็พาขุนนางทั้งปวงออกไปจัดที่งวนอิวให้นายทหารทั้งสามอยู่แล้วก็กลับเข้าเมือง จึงแต่งม้าใช้สองพวกๆ หนึ่งให้ถือหนังสือบอกข้าราชการไปขอกองทัพเมืองจิ้น พวกหนึ่งให้ไปสืบกองทัพเมืองจิ๋น ม้าใช้ทั้งสองคำนับลาขึ้นม้าออกจากเมืองแยกทางกันไปตามเจ้าเมืองเตงสั่ง

ฝ่ายม้าใช้ไปถึงปลายแดนเมืองเตง สืบชาวด่านได้ความว่ากองทัพเมืองจิ๋นยกแยกทางไปตีเมืองคุดได้ ณ เดือนสามขึ้นสิบสี่คํ่าแล้ว เข้าตั้งค่ายพักทหารอยู่ในเมือง ม้าใช้จึงกลับเข้ามาเมืองเตง เข้ามาคำนับแจ้งความก๋งจูหลันทุกประการ ก๋งจูหลันแจ้งดังนั้นจึงว่ากับซกเหลียมว่า เป๊กลีเบ้งเบ๋งแม่ทัพเมืองจิ๋นหลงกลอุบายเหียนโก๋ล่อลวงจึงแยกกองทัพไปตีเมืองคุด เห็นจะหามาตีเมืองเราไม่แล้ว ท่านจงออกไปบอกแก่นายทหารทั้งสามคนให้เร่งไปช่วยแม่ทัพกวาดต้อนครอบครัวเมืองคุดไปส่งถึงเมืองจิ๋น ซกเหลียมก็คำนับลาออกไปบอกแก่กีจู หองสุน เอียงสุน ตามคำก๋งจูหลันสั่ง แล้วว่ากล่าวเหน็บแนมเป็นในที หวังจะให้นายทหารสะดุ้งสะเทือนแล้ว ซกเหลียมกลับมาเมือง

ฝ่ายกีจูครั้นซกเหลียมกลับไปแล้วจึงพูดกับเอียงสุน หองสุนว่า เจ้าเมืองเตงใช้ซกเหลียมออกมาบอกเราให้ไปช่วยเป๊กลีเบ้งเบ๋งกวาดครอบครัวเมืองคุด และซกเหลียมพูดจาหลักแหลมนัก เราเห็นว่าเจ้าเมืองเตงจะล่วงรู้ในกลอุบายเรา ซึ่งให้ออกมาอยู่นอกเมืองทั้งนี้เพราะเกรงว่ากองทัพเมืองจิ๋นจะยกมาล้อมเมือง เราทั้งสามจะเข้าเป็นไส้ศึกขึ้นในเมือง บัดนี้การก็หาสำเร็จไม่ เราจะอยู่ช้าหลายวันไป ก๋งจูหลันก็จะคิดฆ่าเราเสีย ครั้นจะกลับไปเมืองจิ๋นเล่า เจ้าเมืองจิ๋นก็จะเอาโทษ ประการหนึ่งเจ้าเมืองจิ๋นมีหนังสือบอกมาถึงเราครั้งก่อนว่าจะให้ยกทัพมาตีเมืองเตง บัดนี้เป๊กลีเบ้งเบ๋งยกแยกทางไปตีเมืองคุดมิได้มาตีเมืองเตงนั้น เราเห็นว่าเจ้าเมืองจิ๋นจะคิดสงสัยเราว่าเข้าด้วยเจ้าเมืองเตงเป็นมั่นคง ครั้นจะไปหาเป๊กลีเบ้งเบ๋งก็จะจับส่งไปให้เจ้าเมืองจิ๋นฆ่าเสีย เราจะคิดหนีไปอาศัยอยู่เมืองเจ๋ ท่านทั้งสองจะคิดอ่านประการใดเล่า หองสุน เอียงสุนจึงว่า ท่านจะไปอยู่เมืองเจ๋แล้ว ข้าพเจ้าทั้งสองก็จะไปอาศัยเมืองซอง นายทหารทั้งสามคิดกันแล้ว พอเวลาคํ่าก็พาพวกคนสิบคนหนีไป

ฝ่ายทหารเลวสามพัน ครั้นเพลารุ่งขึ้นรู้ว่าตัวนายหนีไปแล้วต่างคนเข้ามาบอกซกเหลียมว่า นายข้าพเจ้าทั้งสามพาพรรคพวกหนีไปแต่เวลากลางคืนแล้ว ข้าพเจ้าทั้งปวงจะขอลาไปบ้านบ้าง ซกเหลียมได้ฟังก็ดีใจ จึงเข้าไปแจ้งความกับก๋งจูหลัน ก๋งจูหลันจึงให้ซกเหลียมจ่ายข้าวปลาอาหารเสบียงกลางทางให้แก่ทหารสามพัน ทหารสามพันได้เสบียงอาหารแล้วก็พากันไปเมืองจิ๋น

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งพักทหารอยู่ในเมืองถึงเจ็ดวัน จึงสั่งเป๊กอิดเปียและนายทัพนายกองตรวจเตรียมทั้งปวงให้พร้อม เวลารุ่งพรุ่งนี้ให้กวาดต้อนครอบครัว ยกผ่านปลายแดนเมืองจิ้นไปทางด่านจีนตี๋ เป๊กอิดเปียจึงว่าทางด่านจีนตี๋นี้เป็นทางช่องแคบจะเดินม้าและเดินเกวียนก็กันดาร ถ้าเจ้าเมืองจิ้นรู้จะแต่งทหารมาซุ่มทัพอยู่หว่างเขาเงาซัวสกัดตีชิงเอาครอบครัวเห็นจะเสียที ถ้าจะยกไปตามทางเก่าข้าพเจ้าเห็นจะเดินทัพสะดวกกว่าทางจีนตี๋อีก

เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงตอบว่า เมื่อเรายกทัพมาจากเมืองจิ๋นนั้นหนทางผ่านเข้าไปในด่านเมืองหลวง เราได้คิดอุบายล่อลวงชาวด่านจึงเปิดด่านเดินทัพมาปลายเมืองฌ้อ แล้วแยกทางปลายเมืองเตงมาเมืองคุด ครั้นจะพาครอบครัวกลับไปทางเก่าก็เป็นทางอ้อม ประการหนึ่งเจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองฌ้อรู้ว่าเรากวาดต้อนครอบครัวเมืองคุดมา ก็จะแต่งทหารออกสกัดตี เราจะหนีพ้นแดนเมืองฌ้อไปได้ถึงแดนเมืองหลวง ชาวด่านเมืองหลวงก็คงจะปิดด่านทางไว้ ถ้าเนื้อความทราบถึงพระเจ้าเมืองหลวงก็จะทรงพระโกรธสั่งทหารให้ตีชิงเอาครอบครัวเมืองคุดไว้ อันทางด่านจีนตี๋เป็นทางตรง ทุกวันนี้เจ้าเมืองจิ้นก็ทำการเซ่นศพบิดาอยู่ยังหาครบกำหนดสามปีไม่ จะมิได้กำชับตรวจตราทางด่าน เรารีบเดินทัพออกจากจีนตี๋ พอถึงหลังเขาเงาซัวแล้วก็จะเข้าแดนเมืองจิ๋น ถึงมาตรว่าทหารเมืองจิ้นจะติดตามมาก็หาทำอะไรเราได้ไม่ เป๊กลีเบ้งเบ๋งก็ให้ทหารเก็บริบทรัพย์สิ่งของเจ้าเมืองและขุนนางชาวเมืองคุดบรรทุกเกวียนได้ห้าร้อย กวาดต้อนครอบครัวเสบียงอาหารออกจากเมืองคุดเดินทัพไปตามทาง ฝ่ายเซียงก๋งเจ้าเมืองโอยรู้ว่ากองทัพเมืองจิ๋นมาตีเมืองคุดได้แล้วกวาดครอบครัวไป เห็นว่าเมืองคุดร้างอยู่ จึงแต่งขุนนางให้ไปอยู่รักษาเมืองคุดซึ่งขึ้นแก่เมืองหลวงนั้นไปขึ้นแก่เมืองโอย

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ้นออกไปทำการเซ่นศพบิดาอยู่ ณ ตำบลซกอักพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวง พอม้าใช้เมืองเตงถือหนังสือมาแจ้งความว่ากองทัพเมืองจิ๋นยกมาจะตีเมืองเตง เจ้าเมืองจิ้นจึงปรึกษาเซียนเฉียกับซูฉิน เตียวสวยว่า ก๋งจูหลันเจ้าเมืองเตงก็รักใคร่กันกับเราเหมือนพี่น้องร่วมแซ่กัน เมืองเตงกับเมืองเราเหมือนฝีปากกับฟัน ถ้ากองทัพเมืองจิ๋นตีเมืองเตงได้ ก็เหมือนฟันอันหาฝีปากจะปกปิดมิได้ ทัพเมืองจิ๋นก็คงมายํ่ายีเมืองเรา ครั้นจะเกณฑ์กองทัพยกไปช่วยเมืองเตงเล่า การเซ่นศพบิดาเราก็ยังไม่สำเร็จ ครั้นจะมิยกทัพไปช่วยเมืองเตงครั้งนี้ เจ้าเมืองเตงก็ได้บอกขอกองทัพมา ท่านทั้งสามจะคิดอ่านผ่อนปรนประการใด

เซียนเฉียจึงว่า กองทัพหัวเมืองตะวันตกยกมาครั้งนี้ก็ต้องด้วยเหตุลางเมื่อขณะชักศพบิดาท่านออกจากเมือง ซึ่งเจ้าเมืองเตงบอกมาว่าเจ้าเมืองจิ๋นยกกองทัพมาจะตีเมืองเตงนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าเมืองเตงเสียแก่กองทัพเมืองจิ๋นแล้ว ข้าศึกก็คงจะยกมาตีเมืองเราจะไว้ใจแก่ราชการมิได้ ขอท่านจงแต่งกองทัพไปช่วยเมืองเตงทัพหนึ่งแล้วให้ทหารไปรักษาด่านจีนตี๋ไว้ให้มั่นคง ขณะนั้นพอชาวด่านซึ่งรักษาด่านปลายแดนเมืองจิ้นเข้ามาคำนับแจ้งความว่า กองทัพเมืองจิ๋นยกมาทางเมืองเตงแล้ว แยกทางไปตีเมืองคุดได้แต่ ณ เดือนสามขึ้นสิบสี่คํ่า บัดนี้กวาดต้อนครอบครัวยกออกจากเมืองคุดจะมาทางด่านจีนตี๋

เจ้าเมืองจิ้นได้ฟังดังนั้นจึงจัดแจงทหารให้เซียนเฉียกับเซียนเฉียกีคุมทหารห้าพันไปตั้งซุ่มอยู่ริมทางที่ช่องแคบข้างขวา ณ ตำบลเขาเงาซัว ให้ซูฉินกับเฮาจกคุมทหารห้าพันไปตั้งซุ่มอยู่เขาเงาซัวข้างซ้าย ฮูเฉียโกกับฮันกันคุมทหารห้าพันไปตั้งซุ่มอยู่ทางตะวันตก ให้เลียงอิวมีกับไลขีคุมทหารห้าพันไปตั้งซุ่มอยู่ทางตะวันออก ให้คับพวดกับขุนนางทั้งปวงอยู่รักษาเมือง เราจะคุมทหารห้าพันยกไปตั้งค่ายอยู่ ณ ต้นทางเขาเงาซัว ถ้ากองทัพเมืองจิ๋นยกล่วงเข้ามาถึงทางเจียวเทียนกุยเข้าที่ล้อมแล้ว เราจะจุดประทัดใหญ่เป็นสำคัญ ให้ทหารกองซุ่มเอาไฟเผาป่าขึ้นให้รอบ นายทหารรับคำแล้วยกแยกทางกันไปซุ่มทหารอยู่ตามเจ้าเมืองจิ้นสั่ง

เจ้าเมืองจิ้นก็คุมทหารห้าพันยกไปซุ่มอยู่ต้นทาง ไกลเขาเงาซัวทางประมาณสองร้อยเส้นเศษคอยทัพเมืองจิ๋นอยู่

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งพาครอบครัวเมืองคุดเดินทัพตามระยะทางมาถึงตำบลจีนตี๋ เป็นเดือนสี่ข้างแรม ครั้นใกล้ถึงปากทางช่องแคบจึงตั้งพักทหารอยู่ เป๊กอิดเปียจึงว่ากับเป๊กลีเบ้งเบ๋งว่า เราจะเดินทางหว่างเขาเงาซัวเป็นทางช่องแคบ ม้าและเกวียนจะเดินกันดารนัก ขอท่านจงมีหนังสือให้ม้าเร็วถือไปถึงหัวเมืองปลายแดนเมืองจิ๋น ให้จัดแจงเรือมารับกองทัพ ณ ปากอ่าวไฮตัง จะได้บรรทุกครอบครัวไปเมืองจิ๋นโดยง่าย

เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงว่า ซึ่งท่านจะให้มีหนังสือไปกว่าจะได้เรือมาก็เห็นจะช้าอยู่ประมาณเดือนเศษ ถ้าจะยกไปทางเขาเงาซัวนี้ ทางห้าวันก็จะเข้าแดนเมืองจิ๋น ถึงจะเดินยากก็เป็นทางตรง เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงสั่งโปปันจูทหารเอกให้คุมทหารเลวซึ่งได้มาแต่เมืองคุดไปทำทาง โปปันจูก็คำนับลาขึ้นม้าถือทวนหนักสองร้อยชั่งพาทหารไปถึงตำบลปากทางเจียวเทียนกุย แปลคำไทยว่าบันไดฟ้า และทางนี้ครั้งแผ่นดินห้องสินนั้นจิ้นบุนอ๋องมาพบหลุยจิ๋นจู จิ้นบุนอ๋องเอาไปเป็นบุตรเลี้ยง ขณะเมื่อโปปันจูทำทางไปถึงที่เจียวเทียนกุยนั้น เห็นไม้ล้มทับทางอยู่เป็นอันมากก็ให้ทหารเอาขวานบั่นทอนฉุดชักออกเสียริมทาง

ฝ่ายไลขีทหารเมืองจิ้นซึ่งตั้งซุ่มรักษาทางด่านตะวันออกนั้น ครั้นได้ยินเสียงผู้คนมาทำทางอื้ออึง ก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกมา เห็นนายทหารคนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ขี่ม้าถือทวนเร่งทหารให้ทำทางอยู่ ไลขีจึงขับม้าเข้าไปร้องถามว่าท่านชื่อใด ใครใช้มาทำทางจะเอาเลือดมาล้างคมอาวุธเราหรือ โปปันจูได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า เราชื่อโปปันจู เป็นทหารเป๊กลีเบ้งเบ๋ง เป๊กลีเบ้งเบ๋งเป็นแม่ทัพเมืองจิ๋นให้เรามาทำทางจะยกไปเมืองจิ๋น ตัวท่านชื่อไรจึงบังอาจออกมาถามเรา แม้นมิไปเสียให้พ้นทาง เราจะให้ทหารเลวจับตัวมาตัดศีรษะเสีย

ไลขีได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า เราผู้ชื่อไลขี เป็นทหารเจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นให้มาคอยท่าเป๊กลีเบ้งเบ๋ง ว่าแล้วก็ขับม้ารำทวนเข้ารบกับโปปันจูได้สิบเพลงทวน ต้านทานกำลังโปปันจูมิได้ก็ขับม้าพาทหารหลีกออกข้างทาง เข้าป่าไปหาเลียงอิวมี เลียงอิวมีได้ฟังดังนั้นจึงว่า กองทัพเมืองจิ๋นยกมาทางนี้ เหมือนหนึ่งปลาเข้าอยู่ในแห และนกเข้าอยู่ในกรง ถึงมาตรว่าโปปันจูจะพ้นจากมือเราก็จะไปพบทัพซุ่มฮูเฉียโกกับฮันกัน เราจะสงบทหารไว้ให้ทัพเป๊กลีเบ้งเบ๋งยกมาถึง ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณแล้วจึงจะได้จุดเพลิงอ้อมเข้าไปฆ่าเสียทั้งกองทัพ เลียงอิวมีก็ให้เตรียมเชื้อเพลิงฟังประทัดสัญญาณอยู่

ฝ่ายโปปันจูครั้นไลขีหนีขึ้นม้าไปแล้ว ก็ให้ทหารทำทางไปถึงตำบลโลเปฮอ ฝ่ายฮูเฉียโกกับฮันกันซุ่มทัพรักษาทางโลเปฮออยู่นั้น ครั้นเห็นนายทหารเมืองจิ๋นทำทางมา สองนายก็ใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนขับทหารออกสกัดทางไว้ โปปันจูเห็นดังนั้นก็ขับม้ารำทวนเข้ารบกับนายทหารทั้งสอง สู้กันแต่เช้าจนเวลาเย็นยังมิได้เพลี่ยงพลํ้าแก่กัน ฮันกันเห็นทหารเมืองจิ๋นกำลังมาก ฝีมือก็เข้มแข็งชำนาญในเพลงทวนเห็นจะต้านทานมิได้ ก็ขับม้าหลีกออกข้างทาง ได้ทีก็ยิงเกาทัณฑ์ถูกคอม้าโปปันจูล้มถลำตกลงในห้วย โปปันจูตกลงจากม้าทวนพลัดจากมือกระเด็นไป ทหารเลวฮันกันก็กรูกันเข้าจับมัดโปปันจูไปส่งฮันกัน ฮันกันกับฮูเฉียโกก็ให้ทำกรงขังโปปันจูไว้ ขับทหารเลวทั้งปวงไล่ฆ่าฟันทหารโปปันจูล้มตายแตกหนี ที่เหลือตายก็ยอมเข้าอยู่กับฮันกันฮูเฉียโก ฮันกันฮูเฉียโกเก็บได้ม้าและเกวียนและสิ่งของเครื่องสาตราวุธเป็นอันมาก

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋ง ครั้นให้โปปันจูทำทางไปถึงสองวันแล้วสำคัญว่าไม่มีทัพซุ่ม จึงยกทัพเดินตามทางเจียวเทียนกุยไปถึงตำบลตุยหุยก๊ก ฝ่ายเซียนเฉียกับเซียนเฉียกีผู้บุตรซุ่มทัพอยู่ในป่าริมทางตุยหุยก๊กได้ยินเสียงม้าและเกวียนกับทหารอื้ออึงมา ทั้งสองก็ใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกสกัดทางไว้ เป๊กลีเบ้งเบ๋งเห็นก็ขับม้ารำง้าวออกรบกับเซียนเฉียได้ห้าสิบเพลง เป๊กอิดเปียเห็นเป๊กลีเบ้งเบ๋งจะเสียทีก็ขับม้ารำทวนออกช่วยเป๊กลีเบ้งเบ๋ง เซียนเฉียกีก็ขับม้ารำทวนออกช่วยเซียนเฉียรบ ซีคิดสุดก็ขับม้ารำง้าวสู้กับเซียนเฉียกี ทหารเลวทั้งสองฝ่ายก็พุ่งศาสตราวุธยิงเกาทัณฑ์ รบกันแต่เวลาบ่ายจนถึงเวลาพลบคํ่ายังมิได้แพ้ชนะแก่กัน

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ้นซึ่งมาซุ่มทัพอยู่ ณ เชิงเขาเงาซัวรู้ว่าเป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพถลำเข้าไปได้รบกับเซียนเฉียแล้ว จุดประทัดสัญญาณให้ทหารกองซุ่มจุดเพลิง ฝ่ายเซียนเฉียรบกับเป๊กลีเบ้งเบ๋ง พอได้ยินเสียงประทัดก็ถอยทัพออกมา ให้ทหารจุดเพลิงขึ้น นายทหารบรรดาตั้งทัพซุ่มจุดเพลิงขึ้นพร้อมกัน ฝ่ายทหารและครอบครัวเห็นเพลิงไหม้ลุกลามเข้ามารอบต่างคนยิ่งตกใจ วิ่งเสือกสนฝ่าเพลิงออกไปตายในเพลิงบ้าง ที่ออกไปพ้นเพลิง ทหารเมืองจิ้นก็ฆ่าฟันตายเสียเป็นอันมาก เป๊กลีเบ้งเบ๋งเห็นเพลิงลุกลามเข้ามาไหม้ม้าเกวียนและทหารครอบครัวล้มตาย มิรู้ที่จะหนีไปแห่งใด ไฟไหม้ใกล้เข้ามาร้อนเหลือที่จะทนก็ชักกระบี่ออกจะเชือดคอ เป๊กอิดเปียซีคิดสุดก็ช่วยกันชิงกระบี่ไว้แล้วว่า ท่านอย่าเพิ่งเชือดคอตายเสียเลย ว่าแล้วก็พาเป๊กลีเบ้งเบ๋งลงไปอาศัยแอบซอกศิลาอยู่ในลำธารริมเชิงเขา เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงว่าแก่เป๊กอิดเปียว่า เกิดเหตุทั้งนี้เพราะเราไม่เชื่อฟังหนังสือท่านที่ให้มา จึงมีอันตรายเสียทหารและครอบครัวล้มตายเสียสิ้น จะคิดหนีไปก็ไปมิได้ เพลิงก็ยิ่งไหม้รุกเข้ามา ทั้งสามนายทหารก็เข้าแฝงศพม้าและศพทหารอยู่ในลำธาร

ฝ่ายเซียนเฉียทหารขึ้นอยู่บนเนินเขา เห็นเพลิงลุกลามไหม้กองทัพเมืองจิ๋นล้มตายเป็นอันมาก ครั้นเพลิงสงบแล้วก็พาทหารเดินตามลำธารเข้าไป ได้ตัวเป๊กลีเบ้งเบ๋งกับเป๊กอิดเปีย ซีคิดสุดกับครอบครัวและทหารซึ่งซ่อนตัวในลำธารประมาณสองร้อยเศษแล้วให้ดับเพลิง เก็บได้เงินทองและเครื่องสาตราวุธเป็นอันมาก เอาส่งไปถึงค่ายเจ้าเมืองจิ้น แล้วแจ้งความตามซึ่งไฟไหม้ทหารและครอบครัวชาวเมืองคุดตายให้เจ้าเมืองจิ้นฟัง จึงว่าการซึ่งเราคิดคลอกกองทัพเมืองจิ๋นครั้งนี้ก็สำเร็จแล้ว แต่สงสารด้วยหญิงชายชาวเมืองคุด กองทัพเมืองจิ๋นกวาดต้อนมาพลอยตายเสียสิ้น ขณะนั้นพอนายทัพนายกองมาถึงพร้อมกัน เลียงอิวมีจึงคุมโปปันจูและสิ่งของเครื่องสาตราวุธเข้าไปส่งแก่เจ้าเมืองจิ้น แล้วบอกว่าโปปันจูคนนี้มีกำลังถือทวนหนักสองร้อยชั่ง ฝีมือกล้าแข็งนัก ซึ่งจับได้ทั้งนี้เพราะฮันกันยิงเกาทัณฑ์ถูกม้าโปปันจูขี่ล้มมา จึงช่วยกันจับได้ เจ้าเมืองจิ้นจึงว่า โปปันจูมีกำลังและฝีมือกล้าแข็งนั้น เราจะให้สอบสวนอาวุธกันกับคับพวด ถ้าต้านทานคับพวดได้เราจะเลี้ยงไว้เป็นทหาร แต่เป๊กลีเบ้งเบ๋ง เป๊กอิดเปีย ซีคิดสุดสามคนนั้น เราจะเอาไปตัดศีรษะเซ่นศพบิดาเรา ณ ที่ซกอัก

ครั้น ณ วันเดือนห้าขึ้นคํ่าหนึ่ง เจ้าเมืองจิ้นออกขุนนาง ณ ที่กาคิวเป็นสนามหัดทหาร จึงสั่งคับพวดว่า ท่านจงสอบสวนเพลงอาวุธดูฝีมือโปปันจู ถ้าสู้ท่านได้ เราจะเลี้ยงเป็นทหาร แล้วจัดม้าให้คับพวดกับโปปันจูขี่ ถือทวนหนักสองร้อยชั่งคนละเล่ม คับพวดกับโปปันจูต่างคนขับม้ารำทวนออกสู้กันจนสิ้นเพลงทวนมิได้แพ้ชนะแก่กัน ทั้งสองลงจากม้าทิ้งทวนเสีย แล้วเข้าชกกันจนสิ้นเพลงมวย แล้วเข้าปล้ำกันด้วยกำลังก็มิได้แพ้ชนะกัน เจ้าเมืองจิ้นร้องห้ามว่าเราเห็นฝีมือแล้วอย่าสู้รบกันเลย คับพวดก็ละโปปันจูเสียเข้ามาคำนับเจ้าเมืองจิ้น แต่โปปันจูนั้นยืนอยู่กลางสนามมิได้คำนับ เจ้าเมืองจิ้นเห็นกำลังและฝีมือโปปันจูสู้คับพวดได้ คิดจะใคร่เอาไว้เป็นทหารจึงสั่งซูฉินให้ไปว่ากล่าวเกลี้ยกล่อมโปปันจู ซูฉินก็ไปว่ากับโปปันจูว่า ท่านจงยอมอยู่ทำราชการกับเจ้าเมืองจิ้นเถิด จะตั้งให้เป็นทหารเอกคู่กับคับพวด

ฝ่ายโปปันจูจึงว่า เราเป็นทหารรับอาสาเจ้าเมืองจิ๋นมาทำการศึก ซึ่งนายท่านให้ทหารจับเรามาได้ เราก็ถึงที่ตายอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าเมืองจิ้นจะเลี้ยงเอาไว้เป็นทหารนั้น เราได้ยินคำโบราณว่า เกิดมาเป็นชายชาติทหารมิให้เป็นข้าสองเจ้า เป็นหญิงมิให้มีผัวสองคน แม้นท่านจะปล่อยเราเสีย เราก็จะกลับไปหาเจ้าเมืองจิ๋น ซึ่งเราจะอยู่เป็นทหารนายท่านนั้นก็จะมีผู้นินทาว่าเป็นสองเจ้า หาต้องด้วยคำโบราณไม่ นายท่านจะฆ่าเราเสียก็ตามเถิด

ซูฉินได้ฟังดังนั้น กลับมาแจ้งความตามคำโปปันจูว่าให้เจ้าเมืองจิ้นฟังทุกประการ ก๋งจูหวนเจ้าเมืองจิ้นจึงว่า โปปันจูเป็นคนสัตย์ซื่อต่อเจ้า จะฆ่าเสียก็เสียดายนัก แม้นเราจะปล่อยไป โปปันจูจะกลับมาสู้รบกับเราอีก โปปันจูไม่สมัครอยู่กับเราแล้วก็ตามเถิด จึงสั่งไลขีกับคับพวดว่าจงเอาตัวโปปันจูไปตัดศีรษะเสีย ไลขีกับคับพวดก็คำนับลาออกมาจับโปปันจูมัดจูงออกไปจากเมือง แล้วตัดศีรษะโปปันจูเสียบไว้ริมประตูเมืองตามคำเจ้าเมืองจิ้นสั่ง เจ้าเมืองจิ้นจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า ซึ่งเจ้าเมืองเตงเกรงกองทัพเจ้าเมืองจิ๋นจะยกไปตีมีหนังสือบอกขอกองทัพมานั้น บัดนี้ทัพเมืองจิ๋นตีได้ครอบครัวเมืองคุดยกมาทางด่านจีนตี๋ เราแต่งกองทัพไปซุ่มคิดอุบายจับนายทัพนายกองได้แล้ว อย่าให้เจ้าเมืองเตงทุกข์ร้อนเลย ครั้นแต่งหนังสือแล้วเข้าผนึก ส่งให้ม้าใช้ไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองเตง ม้าใช้ได้หนังสือแล้วคำนับลาขึ้นม้ารีบไปเมืองเตงตามเจ้าเมืองจิ้นสั่ง

ฝ่ายนางเป๊กกีขณะเมื่อเจ้าเมืองจิ๋นผู้ผัวใช้ให้คุมสิ่งของมาทำการศพต๋งนี นางเป๊กกีทำการเซ่นศพยังไม่กลับไปเมืองจิ๋น ครั้นแจ้งว่าก๋งจูหวนจับเป๊กลีเบ้งเบ๋ง ซึ่งเป็นแม่ทัพเมืองจิ๋นกับเป๊กอิดเปียซีคิดสุดมาจำขังไว้ จะเอาไปตัดศีรษะเซ่นศพเสียก็ตกใจ จึงมาหาก๋งจูหวนแล้วว่า ซึ่งเจ้าไปทำศึกมีชัยชนะหาอันตรายมิได้ครั้งนี้ ยายก็มีความยินดีด้วย แต่เมื่อครั้งยายจะมาจากเมืองจิ๋นนั้น ยายรู้ว่าเจ้าเมืองจิ๋นผู้ตาเจ้าให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งเป็นแม่ทัพมาตีเมืองเตง บัดนี้เป๊กลีเบ้งเบ๋งก็กวาดต้อนครอบครัวเมืองคุดยกมาทางปลายแดนเมืองเจ้า หาไปตีเมืองเตงตามตาเจ้าสั่งมาไม่ ซึ่งเจ้าไปจุดไฟเผาคลอกกองทัพตายเสีย ด้วยแต่ก่อนตาเจ้าได้มีคุณอยู่กับบิดาเจ้าเป็นหลายครั้ง บิดาเจ้าจึงได้ครองเมืองเป็นสุขสืบมาจนสิ้นชีวิตแล้ว เจ้าก็ได้ว่าราชการเมืองสืบมา ถ้าเจ้าเมืองจิ๋นรู้ว่าเจ้าจับนายทัพนายกองได้ให้ฆ่าเสียก็จะคิดน้อยใจ ทั้งจะติโทษยายได้ว่าไม่ทัดทานห้ามปรามเจ้า ขอให้ปล่อยทหารเมืองจิ๋นไปเมืองเถิด เจ้าเมืองจิ๋นจึงจะไม่มีความขัดเคืองเจ้า ทั้งยายก็จะไม่มีความผิด ถึงมาตรว่าเป๊กลีเบ้งเบ๋งจะรอดพ้นมือเจ้าไปเมืองจิ๋นเล่า เจ้าเมืองจิ๋นก็คงจะฆ่าเสีย เพราะเป๊กลีเบ้งเบ๋งไปกวาดต้อนครอบครัวเมืองคุดซึ่งขึ้นแก่พระเจ้าเมืองหลวงให้ผิดคำสั่ง ถ้าเจ้ามิฟัง จะฆ่านายกองทั้งสามคนเสียแล้ว ก็ให้ตัดศีรษะยายไปเซ่นศพบิดาเจ้าเสียด้วยเถิด ก๋งจูหวนได้ฟังดังนั้นตรึกตรองความแต่หลังก็เห็นได้ จึงออกไปสั่งขุนนางว่า นายทัพนายกองและทหารเลวเมืองจิ๋นซึ่งจับมาได้นั้นให้ปล่อยไปเมืองจิ๋น แต่ครอบครัวเมืองคุดที่เราได้ไว้มากน้อยเท่าใด ก็ให้ปล่อยกลับคืนไปเมืองคุด ขุนนางก็ออกไปปล่อยนายทัพนายกองและครอบครัวไปตามเจ้าเมืองจิ้นสั่ง

เป๊กลีเบ้งเบ๋งกับเป๊กอิดเปียซีคิดสุด และทหารเลวสามสิบเอ็ดคน ครั้นออกจากโทษได้แล้วต่างคนก็ดีใจนัก พากันออกจากเมืองจิ้น เป๊กอิดเปียจึงว่ากับเป๊กลีเบ้งเบ๋งว่า เมื่อจะยกกองทัพมาบิดาข้าพเจ้าให้หนังสือมาว่าถึงที่อับจนแล้วจะหนีข้าศึกกลับไปเมืองจิ๋นให้ไปทางโฮตัง ท่านไม่เชื่อขืนมาทางด่านจีนตี๋ ต้องกลศึกชาวเมืองจิ้นจึงจับเราได้ เดชะบุญเราไม่เดนตาย นางเป๊กกีขอชีวิตไว้จึงรอดจากความตาย ข้าพเจ้าเกรงแต่จะมีผู้ว่ากล่าวเจ้าเมืองจิ้นขึ้นอีก เจ้าเมืองจิ้นจะให้ทหารตามมาจับตัวคืนไป ขอท่านจงรีบกลับไปทางโฮตัง หาเรือข้ามปากอ่าวโฮตังไปเสียโดยเร็วเถิดจึงจะพ้นความตาย เป๊กลีเบ้งเบ๋งได้ฟังก็เห็นชอบจึงรีบเดินตามทางไปโฮตัง

ฝ่ายเซียนเฉียครั้นรุ่งขึ้นจึงเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ้น ถามเจ้าเมืองจิ้นว่าทหารเมืองจิ๋นซึ่งจับมาได้ท่านจะเอาไปตัดศีรษะเซ่นศพบิดาท่านเมื่อไรเล่า เจ้าเมืองจิ้นจึงบอกว่า นางเป๊กกียายเราขอโทษทหารเมืองจิ๋น เราเห็นว่าเจ้าเมืองจิ๋นมีคุณแก่บิดาเรามาแต่ก่อนเป็นอันมาก เราให้ปล่อยทหารเจ้าเมืองจิ๋นแต่เวลาวานนี้แล้ว เซียนเฉียได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า ท่านทำการล่วงเกินมาแล้ว ถึงมาตรว่าจะปล่อยนายทัพนายกองไปเจ้าเมืองจิ๋นก็คงจะโกรธ ยกมาทำศึกกับเมืองเรา ซึ่งท่านเชื่อฟังคำนางเป๊กกีให้ปล่อยทหารเมืองจิ๋นครั้งนี้มิชอบ ขอให้ทหารเร่งตามไปจับตัวมาฆ่าเสียให้จงได้ ก๋งจูหวนเจ้าเมืองจิ้นได้ฟังดังนั้นดูกิริยาเห็นเซียนเฉียโกรธ จึงสั่งซีโฮยให้รีบตามไปจับตัวทหารเจ้าเมืองจิ๋นมาฆ่าเสียโดยเร็ว ซีโฮยก็คำนับลาออกมาจัดทหารม้าร้อยเศษ ออกจากเมืองรีบตามเป๊กลีเบ้งเบ๋งไปทางโฮตัง

ฝ่ายกงซุนกีซึ่งคุมเรือลำเลียงมาคอยกองทัพอยู่ ณ ปากอ่าวโฮตัง จึงให้ทหารลงเรือน้อยเที่ยวทอดแหตามริมฝั่ง ถ้าพบผู้คนขอโดยสารให้ถามดู ถ้าได้ความว่าเป็นแม่ทัพเมืองจิ๋นจงบอกให้มาหาเรา ทหารทั้งปวงรับคำแล้วก็ลงเรือน้อยเที่ยวหาปลา ณ ริมฝั่งโฮตังมิได้ขาด ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งกับทหารสามสิบเศษรีบมาถึงฝั่งแม่นํ้าโฮตัง แลเห็นเรือน้อยลำหนึ่งมาเที่ยวหาปลาริมชายทะเลก็ดีใจจึงร้องขอโดยสาร ทหารกงซุนกีได้ยินดังนั้นก็ร้องถามว่าท่านมาแต่ไหน เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงว่า เราเป็นแม่ทัพเมืองจิ๋นเสียทัพหนีมา จะขอโดยสารข้ามปากอ่าวโฮตังกลับเมือง ทหารกงซุนกีแจ้งดังนั้นก็แจวเรือเข้าไปรับเป๊กลีเบ้งเบ๋งกับทหารสามสิบเศษลงเรือ

ฝ่ายซีโฮยกับทหารร้อยเศษขับม้ารีบตามเป๊กลีเบ้งเบ๋งมาถึงริมฝั่งโฮตัง เห็นเป๊กลีเบ้งเบ๋งลงเรือถอยออกจากท่าจะจับตัวมิทัน จึงร้องเรียกเป๊กลีเบ้งเบ๋งโดยอุบายว่า เจ้าเมืองจิ้นใช้ให้เราคุมสิ่งของและม้าตามมาให้ท่าน จงแวะเรือเข้ามารับสิ่งของก่อน เป๊กลีเบ้งเบ๋งได้ยินดังนั้นก็หัวเราะแล้วตอบว่า ซึ่งเจ้าเมืองจิ้นมีความกรุณาให้ท่านคุมสิ่งของตามมาให้แก่เรานั้น เราขอบคุณยิ่งนัก เราจะรีบไปเมืองก่อน ต่อสามปีจึงจะกลับมาแทนคุณท่าน เป๊กลีเบ้งเบ๋งก็ให้ทหารรีบแจวเรือไป ซีโฮยเห็นเป๊กลีเบ้งเบ๋งไม่กลับมาก็ให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ออกไปเป็นอันมาก จนเรือเป๊กลีเบ้งเบ๋งใช้ใบออกไปไกลลูกเกาทัณฑ์ยังมิถึงแล้วก็ขับม้าพาทหารกลับมาเมืองจิ้น จึงเข้าไปคำนับแจ้งความแก่เจ้าเมืองจิ้นตามเป๊กลีเบ้งเบ๋งว่ามาทุกประการ

เจ้าเมืองจิ้นได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเซียนเฉียว่า ซึ่งเป๊กลีเบ้งเบ๋งสั่งซีโฮยว่า สามปีจะกลับมาแทนคุณเรานั้น เห็นว่าเป๊กลีเบ้งเบ๋งยกทัพกลับมาตีเมืองเราเป็นมั่นคง ท่านจะคิดอ่านประการใด เซียนเฉียจึงตอบว่า ขอท่านจงจัดแจงกองทัพยกไปตีเมืองจิ๋นก่อน อย่าให้ทันกองทัพเมืองจิ๋นยกมาตีปลายแดนเมืองเราเลย เจ้าเมืองจิ้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้เซียนเฉียไปฝึกปรือทแกล้วทหารให้ชำนาญในเพลงอาวุธต่างๆ ทุกวันมิได้ขาด

ฝ่ายเป๊กลีเบ้งเบ๋งมาถึงเรือกงซุนกี จึงเล่าความซึ่งเสียทัพให้กงซุนกีฟังทุกประการ กงซุนกีจึงว่า เมื่อท่านยกทัพมานั้น บิดาท่านให้เราเอาเรือมาคอยท่านอยู่ที่นี่ช้านานแล้ว ซึ่งท่านเสียทัพมาครั้งนี้จะอยู่ช้ามิได้เกลือกเจ้าเมืองจิ้นจะแต่งทัพมาติดตาม กงซุนกีก็ให้ทหารถอนสมอฉ้อใบแล่นเรือกลับไปเมืองจิ๋น เป๊กลีเบ้งเบ๋งกลัวเจ้าเมืองจิ๋นจะลงโทษ จึงขึ้นจากเรือไปคำนับเป๊กลีเหผู้บิดา แล้วแจ้งความตามซึ่งเสียทัพให้ฟังทุกประการ

เป๊กลีเหจึงว่า ขณะเมื่อเจ้าเมืองจิ๋นจะให้เป็นแม่ทัพยกไป กวนซกได้ทัดทานเจ้าเมืองจิ๋นมิฟัง กวนซกกับบิดาจึงจัดแจงให้กงซุนกีเอาเรือไปรับเจ้า ณ ปากอ่าวโฮตัง เจ้าจึงได้รอดชีวิตกลับมาเห็นหน้าบิดา ซึ่งเจ้าจะเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋นครั้งนี้เห็นว่าเจ้าเมืองจิ๋นจะลงโทษ เป๊กลีเหจึงให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งผู้บุตรมัดตัวเหมือนอย่างนักโทษถึงตาย แล้วเป๊กลีเหก็เปลื้องเสื้อถอดหมวกสำหรับที่ขุนนางออกเสียพาเป๊กลีเบ้งเบ๋งเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋น เป๊กลีเบ้งเบ๋งจึงแจ้งความตามคำเหียนโก๋บอกทุกประการแล้วข้าพเจ้ามิไปตีเมืองเตงนั้น เพราะสงสัยทหารสามนายซึ่งอยู่ ณ เมืองเตงจะไม่ซื่อตรงต่อท่านเกรงจะเสียที จึงไปตีเมืองคุดได้สิ่งของครอบครัวเป็นอันมาก ครั้นจะมาทางเมืองหลวงก็เป็นทางอ้อมจึงยกมาตามแดนเมืองจิ้นทางเขาเงาซัวเป็นทางตรง เจ้าเมืองจิ้นรู้ให้ทหารมาซุ่มทัพ เอาเพลิงจุดป่าล้อมฆ่าทหารตายเป็นอันมาก จับข้าพเจ้าทั้งสามคนได้เอาไปจำขังไว้ ฮูหยินเป๊กกีขอเจ้าเมืองจิ้นจึงปล่อยข้าพเจ้าได้รอดชีวิตมาคำนับท่าน ซึ่งข้าพเจ้าละเมิดคำท่าน พาทหารไปล้มตายเสียทั้งนี้โทษข้าพเจ้าก็ตายอยู่แล้ว ขอฝากแต่บิดากับบุตรไว้ในท่าน ข้าพเจ้าจะขอลาตายตามโทษ

เจ้าเมืองจิ๋นได้ฟังดังนั้นจึงว่า ซึ่งเราให้ท่านยกไปครั้งนี้เพราะเชื่อฟังกีจูหองสุนเอียงสุนมีหนังสือมา กวนซกก็ได้ห้ามปรามแต่เรามิฟัง ให้ท่านยกไปหมายจะได้เมืองเตงโดยง่าย ซึ่งท่านยกกลับมาทางปลายแดนเมืองจิ้นนั้น ถ้าต๋งนีเจ้าเมืองจิ้นยังมีชีวิตอยู่รู้ว่าท่านเป็นทหารเรา ต๋งนีก็จะไม่ทำอันตราย ก๋งจูหวนมิได้คิดแก่เรา แกล้งฆ่าทหารเราตายเสียเป็นอันมาก เรามีความน้อยใจนัก จำจะคิดยกทัพไปแก้แค้นก๋งจูหวนให้จงได้ เจ้าเมืองจิ๋นก็ให้เป๊กลีเบ้งเบ๋งกับเป๊กอิดเปียซีคิดสุดพ้นโทษเป็นขุนนางนายทหารดังเก่า

เป๊กลีเหครั้นเจ้าเมืองจิ๋นมิได้เอาโทษเป๊กลีเบ้งเบ๋งผู้บุตรก็มีความยินดีจึงคำนับลาออกไปบ้าน อยู่มาวันหนึ่งเป๊กลีเหเข้าไปคำนับเจ้าเมืองจิ๋นแล้วว่า แต่ข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่กับท่าน ท่านก็มีความกรุณาให้ข้าพเจ้าเป็นขุนนางผู้ใหญ่ มียศถาบรรดาศักดิ์ให้อยู่เย็นเป็นสุขมาหลายปี บัดนี้ข้าพเจ้าก็ชราแล้วจะขอลาออกนอกราชการไปอยู่บ้านเก่า เจ้าเมืองจิ๋นจึงว่า ซึ่งท่านแก่ชราจะว่าราชการตามตำแหน่งมิได้แล้วก็ตามเถิด เจ้าเมืองจิ๋นจึงจัดสิ่งของเงินทองและคนใช้ชายหญิงเป็นอันมากให้แก่เป๊กลีเหตามความชอบได้ทำมาแต่ก่อน เป๊กลีเหก็คำนับลากลับไปบ้าน เจ้าเมืองจิ๋นจึงตั้งอิวอีเป็นที่ขุนนางพลเรือนฝ่ายขวาแทนที่เป๊กลีเห ตั้งให้กงซุนกีเป็นขุนนางพลเรือนฝ่ายซ้ายแทนที่กวนซก

ขณะเมื่อเป๊กลีเบ้งเบ๋งมาถึงเมืองจิ๋นแล้ว บรรดาหญิงชายชาวเมืองซึ่งพี่น้องลูกหลานและผัวไปทัพตาย ต่างร้องไห้รักกันเสียงอื้ออึงทั้งเมือง เจ้าเมืองจิ๋นได้ยินก็ไม่มีความสบายคิดจะไปแก้แค้นเจ้าเมืองจิ้น จึงสั่งเป๊กลีเบ้งเบ๋งให้ฝึกปรือทแกล้วทหารให้ชำนาญในการศึก แล้วจะยกไปตีเมืองจิ้น เป๊กลีเบ้งเบ๋งก็ไปฝึกทหารอยู่ ณ ที่สนามหัดทุกวันมิได้ขาด

ฝ่ายเจ้าเมืองจิ้นให้เซียนเฉียฝึกปรือทหารจะยกไปตีเมืองจิ๋น พอม้าใช้ถือหนังสือบอกเจ้าเมืองกีเสียเข้ามาแจ้งความว่า กองทัพเมืองเต๊กยกมาตั้งค่ายอยู่ ณ ปลายด่าน จะเข้ามาตีเมืองกีเสีย และทแกล้วทหารเมืองกีเสียนั้นน้อยตัวนักเห็นจะต้านทานกองทัพเมืองเต๊กมิได้ ขอให้จัดแจงกองทัพยกไปช่วยโดยเร็ว เมืองกีเสียจึงจะไม่เสียแก่กองทัพเมืองเต๊ก เจ้าเมืองจิ้นแจ้งความดังนั้นจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า เมืองเต๊กกับเมืองเราก็เป็นไมตรีกันมาแต่ก่อน บัดนี้เจ้าเมืองเต๊กยกทัพมาจะตีเอาเมืองกีเสียซึ่งเป็นเมืองสำหรับไว้เสบียงอาหาร ท่านทั้งปวงรู้เรื่องความประการใดบ้าง

เซียนเฉียได้ฟังดังนั้นจึงเล่าความแต่หลังให้เจ้าเมืองจิ้นฟังว่า ครั้งเมื่อบ้านเมืองเกิดวุ่นวาย บิดาท่านหนีไปอาศัยอยู่เมืองเต๊ก บิดาท่านได้ให้สัตย์สัญญากับเจ้าเมืองเต๊กไว้ว่าถ้าได้เป็นใหญ่ในเมืองจิ้นแล้ว จะแบ่งที่แดนกีเสียให้แก่เจ้าเมืองเต๊ก ครั้นบิดาท่านได้เป็นเจ้าเมืองจิ้นสองปีแล้ว เจ้าเมืองเต๊กจึงส่งนางยีกุยกับนางตัวกุยมาให้เป็นภรรยาบิดาท่าน ครั้นเมื่อบิดาท่านยังมีชีวิตอยู่ ที่แดนเมืองกีเสียนี้ก็ยังมิได้แบ่งให้เจ้าเมืองเต๊กตามสัญญา จนบิดาท่านกับเจ้าเมืองเต๊กดับสูญแล้ว เป๊กเปาเหาบุตรเจ้าเมืองเต๊กได้ครองเมืองเต๊กแทนบิดา ยกทัพมาครั้งนี้เห็นจะตีแบ่งเอาที่แดนกีเสียเป็นมั่นคง

เจ้าเมืองจิ้นได้ฟังดังนั้นจึงว่า ที่แดนกีเสียนี้ทำไร่นาได้ผลมาก ถ้าเจ้าเมืองเต๊กแบ่งเอาที่ไร่นาไปได้ เห็นเมืองเราจะขัดสนด้วยข้าวปลาอาหาร ท่านจงเป็นแม่ทัพยกไปป้องกันที่แดนกีเสียไว้ให้จงได้ เซียนเฉียก็คำนับลาออกมา ณ ที่ประชุมทหาร แล้วบอกแก่ทหารทั้งปวงว่าเจ้าเมืองจิ้นจะให้เรายกไปป้องกันกองทัพเมืองเต๊ก ผู้ใดจะอาสาเป็นแม่ทัพหน้าก็เร่งบอกชื่อและแซ่เข้ามา ลงถำนายทหารได้ยินดังนั้นจึงเข้ามาบอกแก่เซียนเฉียว่า เราจะรับเป็นทัพหน้าอาสาไปตีทัพเมืองเต๊ก เซียนเฉียได้ยินดังนั้นดูกิริยาลงถำองอาจ มิได้คำนับยำเกรงก็โกรธ จึงตวาดลงถำแล้วว่า ตัวเป็นแต่นายทหารสำหรับฆ่าคนโทษหามีผู้ใดนับถือไม่ จะรับเข้ามาเป็นแม่ทัพนายกองหน้าเกินหน้านัก เซียนเฉียก็ขับลงถำออกไปเสีย

ลงถำมีความน้อยใจ เดินออกไปจากที่ประชุมทหาร พอพบเซียนเป๊ก เซียนเป๊กจึงถามว่าเซียนเฉียแม่ทัพจัดหาคนมีกำลังและฝีมือกล้าแข็งเป็นแม่ทัพหน้า เหตุใดท่านจึงไม่รับอาสาลุกออกมาเสียไยเล่า ลงถำจึงเล่าความให้ฟังแล้วว่า เซียนเฉียดูหมิ่นประมาทเราได้อายแก่ทหารทั้งปวงเรามีความน้อยใจนัก เซียนเป๊กได้ฟังดังนั้นก็โกรธจึงว่า ท่านมีกำลังมากเหมือนจะผลักดันภูเขาให้ทำลายได้ ท่านก็ภักดีจะอาสาเจ้าเมืองจิ้นสมควรที่จะแม่ทัพหน้าได้ เซียนเฉียมิได้ให้เป็นแม่ทัพหน้านั้น แล้วว่าหยาบช้าหมิ่นประมาทท่านให้ได้อายแก่ทหารทั้งปวงครั้งนี้เพราะเซียนเฉียมีใจริษยา จำเราจะคิดฆ่าเซียนเฉียเสียเถิดจึงจะหายที่ความแค้น

ลงถำจึงว่า ครั้งนี้เจ้าเมืองจิ้นตั้งแต่งเซียนเฉียเป็นแม่ทัพใหญ่จะยกไปป้องกันที่แดนกีเสีย มิให้ทัพเมืองเต๊กเข้ามายํ่ายี ครั้นเราจะคิดฆ่าเซียนเฉียเสีย ก็เหมือนไม่กตัญญูต่อเจ้าเมืองจิ้น ถึงมาตรว่าเซียนเฉียจะว่ากล่าวหยาบช้าต่อเราก็ไม่ควรจะถือโกรธ ด้วยเซียนเฉียเป็นขุนนางผู้ใหญ่มียศถาบรรดาศักดิ์มาก ว่าแล้วลงถำก็พาเซียนเป๊กกลับไปบ้าน

ฝ่ายเซียนเฉียครั้นขับลงถำออกไปแล้ว จึงจัดทหารเอกทหารเลวหมื่นหนึ่งเข้ากระบวนทัพ ตั้งเซียนเฉียกีผู้บุตรเป็นแม่ทัพหน้า ลอนตุนกับคับพวดเป็นปีกซ้ายขวา ให้โฮนฮุนเฮาจกคุมเกวียนสี่ร้อยเล่มบรรทุกเสบียงอาหารเป็นกองหลังรั้งท้าย ครั้นจัดแจงกองทัพพร้อมแล้วยกออกจากเมืองจิ้น ไปถึงเมืองกีเสียจึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้แล้วแต่งหนังสือให้ทหารไปนัดกองทัพเมืองเต๊กว่า เพลาพรุ่งนี้ให้เป๊กเปาเหาจัดทหารห้าร้อยมารบกันให้ถึงแพ้ชนะ แล้วเซียนเฉียสั่งคับพวดกับลอนตุนให้คุมทหารเกาทัณฑ์กองละสามพันไปตั้งซุ่มอยู่ข้างทางที่เชิงเขาไต้ก๊ก ถ้ากองทัพเมืองเต๊กยกถลำเข้ามาถึงที่ทางช่องแคบแล้ว ให้นายทหารทั้งสองสกัดทางไว้อย่าให้ทัพเมืองเต๊กถอยออกมาได้ แต่เซียนเฉียกีนั้นให้คุมทหารสามพันไปชวนทหารเมืองเต๊กรบ แล้วแกล้งทำเสียทีถอยหนีรบล่อให้ทหารเมืองเต๊กไล่เข้าไปถึงช่องแคบ ทหารทัพซุ่มจะได้ออกมาสกัดตัดทาง แล้วจงขับทหารกลับเข้ารบต้านทางกองทัพเมืองเต๊กไว้เป็นทัพกระหนาบ ช่วยกันระดมตีทัพเมืองเต๊กให้แตกยับเยินจงได้

ครั้นเพลาเช้าคับพวดลอนตุนก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารไปซุ่มอยู่ที่ทางช่องแคบริมทางเชิงเขาไต้ก๊ก เซียนเฉียกีใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกจากค่ายยกไปถึงหน้าทัพเมืองเต๊ก พอแลไปเห็นเป๊กเปาเหาเจ้าเมืองเต๊กขี่ม้าถือทวนใส่เสื้อแดงหมวกแดงกั้นร่มระย้าพาทหารออกมาหน้าค่าย เซียนเฉียกีขับม้ารำทวน ออกหน้าทหารเข้ารบกับเป๊กเปาเหา ทหารทั้งสองฝ่ายก็พุ่งสาตราวุธยิงเกาทัณฑ์รบกันเป็นสามารถ เซียนเฉียกีรบกับเป๊กเปาเหาได้ยี่สิบเพลงเท่านั้น แล้วทำเสียทีขับม้ารอรบล่อเป๊กเปาเหาทางหว่างทางไต้ก๊ก เป๊กเปาเหาเห็นได้ทีก็ขับทหารไล่ติดตามรบทหารเซียนเฉียกีไป

ฝ่ายคับพวดกับลอนตุนซึ่งซุ่มทหารอยู่สองข้างทางช่องแคบนั้น ครั้นเห็นกองทัพเมืองเต๊กไล่ติดตามเซียนเฉียกีเข้าไป ทั้งสองนายก็ขับม้าพาทหารออกสกัดต้นทางตีหลังทัพเมืองเต๊ก เซียนเฉียกีก็ชักม้ากลับขับทหารรบต้านหน้าทัพเป๊กเปาเหาไว้ ทหารทั้งสามกองก็ระดมตีทัพเป๊กเปาเหาเข้ามาทั้งสามด้าน เป๊กเปาเหาจึงแบ่งทหารเป็นสามกองสู้รบประจัญอยู่เป็นสามารถ เป๊กเปาเหาชักม้าเลาะหาทางที่จะหนี คับพวดเห็นเป๊กเปาเหาขับม้าเข้ามาใกล้ ได้ทีก็ยิงเกาทัณฑ์ไปถูกอกเป๊กเปาเหาตลอดถึงสันหลังตกม้าลง คับพวดก็โดดลงจากหลังม้าชักกระบี่ออกตัดศีรษะเป๊กเปาเหา พวกทหารทั้งสามกองก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองเต๊กล้มตายแตกหนีกลับมาเข้าค่าย

เซียนเฉียกี คับพวด ลอนตุน ครั้นมีชัยชนะแล้วก็พากันกลับมาค่าย เข้าไปคำนับเซียนเฉีย คับพวดก็เอาศีรษะเป๊กเปาเหาส่งให้เซียนเฉียแล้วเล่าความซึ่งได้รบกับเป๊กเปาเหาให้ฟังทุกประการ เซียนเฉียเห็นศีรษะเป๊กเปาเหาเจ้าเมืองเต๊กก็ชมคับพวดว่ามีกำลังและฝีมือกล้าแข็ง แล้วว่าเพราะบุญเจ้าเมืองจิ้นปกแผ่มา ทำการศึกครั้งนี้จึงได้สมความคิด นายทัพนายกองและทหารเลวก็มิได้เป็นอันตราย

ฝ่ายทหารเมืองเต๊กซึ่งเหลือตายแตกหนีมาค่าย ต่างเข้าไปเล่าความให้เป๊กเปาตุนฟังทุกประการ เป๊กเปาตุนแจ้งว่าเซียนเฉียแต่งกลศึกจับเป๊กเปาเหาผู้พี่เราฆ่าเสียก็โกรธ จึงจัดทหารไปซุ่มอยู่ ณ ชายป่าเชิงสะพานไทหงวน จะแก้แค้นเซียนเฉีย พอรุ่งขึ้นเป๊กเปาตุนแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนยกทัพออกจากค่ายไปถึงหน้าค่ายเซียนเฉีย เป๊กเปาตุนจึงให้ทหารร้องบอกเข้าไปว่า ให้เซียนเฉียจัดทหารมีฝีมือออกสู้รบกันให้ถึงแพ้และชนะ ทหารเซียนเฉียก็เข้าไปบอกเล่าความกับเซียนเฉีย เซียนเฉียแจ้งดังนั้นก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนพาทหารออกจากค่าย เห็นเป๊กเปาตุนยืนม้าอยู่กลางทหาร เซียนเฉียจึงร้องว่า ตัวเป็นแต่เมืองน้อยเคยส่งสิ่งของเป็นส่วยขึ้นแก่เมืองจิ้นทุกปี เป๊กเปาเหาพี่ของตัวคิดกำเริบใจยกทัพมาตีเอาเมืองกีเสีย เจ้าเมืองจิ้นทราบความจึงให้เรายกมาตัดศีรษะพี่ของตัว ท่านเป็นแต่น้องเป๊กเปาเหา เหตุใดไม่เกรงกลัวอาญายกมาต่อสู้กับเรา จะเอาเลือดคอมาล้างคมอาวุธทหารเราหรือ

เป๊กเปาตุนได้ยินก็โกรธจึงตอบว่า เดิมต๋งนีบิดาก๋งจูหวนได้สัญญาไว้กับบิดาเรา แบ่งที่แดนกีเสียให้กึ่งหนึ่ง บิดาเราก็ให้มาทวงที่แดนกีเสียเป็นหลายครั้ง ต๋งนีก็ว่ากล่าวบิดพลิ้วอยู่หาให้ที่แดนกีเสียไม่ ความดังนี้ท่านย่อมรู้อยู่ เราเห็นว่าต๋งนีบิดาก๋งจูหวนไม่มีความสัตย์ เราจึงยกมาจะแบ่งเอาที่แดนกีเสียให้จงได้ ถ้าท่านยอมให้ที่แดนกีเสียแก่เราแล้วเราจะยกกลับไป ถ้ามิให้ที่แดนกีเสียแก่เรา เรากับท่านก็คงจะได้รบกันจนถึงแพ้และชนะ เซียนเฉียได้ฟังดังนั้นก็โกรธขับม้ารำทวนเข้ารบกับเป๊กเปาตุน นายทหารทั้งสองฝ่ายก็รบกับอลหม่าน เป๊กเปาตุนรบกับเซียนเฉียได้หกสิบเพลงทวน เห็นเซียนเฉียว่องไวชำนาญในเพลงทวนจะเอาชัยชนะมิได้จึงแกล้งทำเสียทีชักม้าหนีข้ามสะพานไทหงวนไป เซียนเฉียครั้นเห็นเป๊กเปาตุนเสียทีหนีไปดังนั้น ก็ขับม้าออกหน้าทหารตามเป๊กเปาตุนไปถึงสะพานไทหงวนก็รีบข้ามสะพานไป

ทหารเป๊กเปาตุนซุ่มอยู่นั้น ครั้นเห็นเซียนเฉียข้ามไปแล้วชักสะพานกันทหารเซียนเฉียไว้ เซียนเฉียตามเป๊กเปาตุนไปกับทหารประมาณร้อยเศษได้รบพุ่งกับเป๊กเปาตุน เซียนเฉียเป็นคนชราอายุห้าสิบเศษถอยกำลัง เป๊กเปาตุนเป็นคนหนุ่มกำลังมากเอาทวนแทงไป เซียนเฉียปัดทวนมิทันเป๊กเปาตุนแทงถูกท้องเซียนเฉียโลหิตไหล เซียนเฉียมิได้ย่อท้อเอาทวนไล่แทงทหารเป๊กเปาตุนตายประมาณสามสิบคน เห็นทหารเป๊กเปาตุนล้อมเข้ามาก็ขับม้ากลับหน้าจะข้ามสะพาน ทหารเป๊กเปาตุนซึ่งรักษาต้นสะพานก็เอาเกาทัณฑ์ระดมยิงถูกม้าเซียนเฉียล้มลง แล้วก็ตรูกันเข้ามาจับเซียนเฉีย เซียนเฉียเอาทวนแทงทหารเป๊กเปาตุน เป๊กเปาตุนให้ทหารเข้าล้อมระดมยิงเกาทัณฑ์เป็นอันมาก เซียนเฉียผู้เดียวรบอยู่กลางทหาร ถูกเกาทัณฑ์เป็นหลายดอกสิ้นกำลังยืนพิงต้นไม้ขาดใจตาย เป๊กเปาตุนสำคัญว่าเซียนเฉียยังยืนอยู่ก็เร่งทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ ถูกศพเซียนเฉียเป็นหลายดอกไม่เห็นเซียนเฉียไหวมือและเท้าจึงรู้ว่าเซียนเฉียตาย เป๊กเปาตุนก็สรรเสริญเซียนเฉียว่ามิเสียทีเป็นชายชาติทหารนํ้าใจกล้าแข็งนัก และชักม้าเข้าไปดูรูปร่างเซียนเฉีย ปีศาจเซียนเฉียมีความพยาบาทอยู่ จึงเป่าให้หนวดปลิวแล้วเหลือกตาหลอกเป๊กเปาตุน เป๊กเปาตุนตกใจชักม้ากลับมาสั่งทหารให้ต่อหีบใส่ศพเซียนเฉียไป ณ ค่าย

ฝ่ายเซียนเฉียกีพาทหารตามเซียนเฉีย เห็นข้าศึกชักสะพานทหารรบกันอยู่ จะลุยข้ามนํ้าไปก็ลึกข้ามไปมิได้ ให้ทหารทำสะพานมิทัน แลเห็นทหารเป๊กเปาตุนระดมยิงเกาทัณฑ์ถูกเซียนเฉียตายพาศพกลับไปค่าย เซียนเฉียกีก็เสียใจนัก พอเพลาพลบคํ่าก็พาทหารกลับค่าย

ฝ่ายเป๊กเปาตุนมาถึงค่ายจึงคิดว่าเราได้ศพเซียนเฉียมาจำจะเอาศพเซียนเฉียไปเปลี่ยนศพพี่เรา เป๊กเปาตุนคิดแล้วครั้นรุ่งเช้าก็สั่งทหารให้เอาหีบใส่ศพเซียนเฉีย บรรทุกเกวียนไปหาเซียนเฉียกีว่าจะขอเอาศพเป๊กเปาเหา ทหารก็คำนับลาออกมา เอาหีบศพเซียนเฉียขึ้นเกวียนไป ณ ค่ายเซียนเฉียกี แล้วแจ้งความตามเป๊กเปาตุนสั่ง เซียนเฉียกีครั้นได้ศพบิดาก็ดีใจ จึงส่งศีรษะเป๊กเปาเหาให้แก่ทหารเป๊กเปาตุน เป๊กเปาตุนเห็นศีรษะเป๊กเปาเหาก็โกรธ จึงว่าเราให้ศพเซียนเฉียไปทั้งตัว เซียนเฉียกีให้แต่ศีรษะพี่เรา เราจะทำการสู้รบกับเซียนเฉียกีเอาศพพี่เราให้จงได้ เป๊กเปาตุนก็ให้ยกศีรษะเจ้าเมืองเต๊กขึ้นเกวียน ให้ทหารไปทำการฝังศพ ณ เมืองเต๊ก

เซียนเฉียกีก็นุ่งขาวห่มขาวตามธรรมเนียมคำนับศพบิดาแล้วแต่งหนังสือบอกข้อราชการ ให้ทหารคุมเกวียฺนซึ่งใส่ศพเซียนเฉียกลับไปแจ้งความแก่เจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นแจ้งว่าเซียนเฉียตายก็ตกใจ จึงว่ากับซีโฮยว่า เซียนเฉียคนนี้เป็นขุนนางนํ้าใจซื่อตรง เป็นแม่ทัพไปครั้งนี้เสียเพราะต้องกลอุบายเป๊กเปาตุนลวงให้ข้ามสะพานไป ข้าศึกชักสะพานเสียทหารช่วยมิทันจึงตายเรามีความเสียดาย กองทัพเมืองเต๊กยังเลิกไปไม่ ให้ยกเซียนเฉียกีเป็นแม่ทัพแทนเซียนเฉียเถิด ท่านจงเป็นทัพหน้าช่วยเซียนเฉียกีตีทัพเมืองเต๊กให้แตกไปจงได้ เจ้าเมืองจิ้นก็ให้ซีโฮยคุมเสบียงอาหารและเครื่องสาตราวุธไปให้แก่เซียนเฉียกี ณ ค่าย แล้วเจ้าเมืองจิ้นก็ทำการฝังศพตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่

ฝ่ายเป๊กเปาตุนมีความพยาบาทเซียนเฉียกีว่าให้แต่ศีรษะเป๊กเปาเหาผู้พี่เราแต่ตัวนั้นไม่ให้ ครั้นเวลาเช้าเป๊กเปาตุนจึงใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนขับทหารออกจากค่าย ยกทัพไปถึงหน้าค่ายเซียนเฉียกี เป๊กเปาตุนจึงให้ทหารร้องบอกทหารเมืองจิ้นว่าให้เซียนเฉียกีออกมาสู้รบกันให้แพ้และชนะ

ฝ่ายเซียนเฉียกีได้เป็นแม่ทัพ จึงปรึกษาการศึกอยู่กับนายทัพนายกองทั้งปวง พอทหารเข้ามาบอกว่าเป๊กเปาตุนยกมาชวนรบถึงหน้าค่าย เซียนเฉียกีก็แต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าถือทวน พานายทัพนายกองขับทหารออกมาถึงหน้าค่าย เป๊กเปาตุนเห็นเซียนเฉียกีออกมาจึงขับม้าพาทหารขึ้นไปร้องว่ากับเซียนเฉียกีว่า ครั้งก่อนเป๊กเปาเหาผู้พี่เราเสียทีทหารท่านฆ่าพี่เราเสีย เรามีความแค้นจึงยกมาทำศึกกับท่าน บิดาท่านถูกเกาทัณฑ์ตายพอหายแค้นแล้ว เราให้เอาศพบิดาท่านมาเปลี่ยนศพพี่เรา ท่านให้แต่ศีรษะและตัวนั้นท่านหาให้ไม่ ท่านจงส่งตัวศพพี่เรามาเราจึงจะกลับไปเมืองเต๊ก ถ้าท่านมิส่งตัวศพพี่เรา เราจะทำศึกกับท่านเอาตัวศพพี่เราให้จงได้

เซียนเฉียกีจึงตอบว่า ขณะเมื่อพี่ท่านมาทำศึกกับทหาร ณ ที่ไต้ก๊ก พี่ท่านแพ้ทหารเรา ทหารเราเอาแต่ศีรษะมาให้ เราจึงให้ศีรษะไป และท่านฆ่าบิดาเราเสีย เราจะตัดเอาศีรษะท่านไปเซ่นศพบิดาเราจึงจะหายที่ความแค้น เป๊กเปาตุนได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขับม้ารำทวนออกรบกับเซียนเฉียกี คับพวด ลอนตุน โฮจุน ซีโฮย จกกี นายทหารทั้งห้าคนก็ให้ตีกลองรบ เร่งทหารตีโอบขึ้นไปทั้งซ้ายขวา ทหารทั้งสองฝ่ายก็พุ่งสาตราวุธ ยิงเกาทัณฑ์รบกันเป็นสามารถ เป๊กเปาตุนก็รบกับเซียนเฉียกีได้สิบเพลงทวน เห็นทหารห้าคนรบรอบตัว ต้านทานมิได้ก็ขับม้าพาทหารหนี เซียนเฉียกีได้ที ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารเมืองเต๊กล้มตายแตกหนี ซีโฮยกับทหารม้าสามพันตามทันเป๊กเปาตุน เป๊กเปาตุนเห็นจะหนีไม่พ้นก็รำทวนเข้ารบกับซีโฮย ซีโฮยเอาง้าวปิดทวน พอม้าเป๊กเปาตุนถลำเข้ามา ซีโฮยฟันด้วยง้าวถูกเป๊กเปาตุนแขนขาดข้างหนึ่ง เป๊กเปาตุนกลัวความตายโดดลงจากม้าคุกเข่าแหงนหน้าขึ้นร้องว่า ท่านจงคิดถึงเมื่อครั้งท่านไปอยู่เมืองเต๊ก ท่านกับข้าพเจ้าก็ได้เป็นเพื่อนสนิทกันมา ครั้งนี้ข้าพเจ้าถึงที่ตาย ขอท่านจงกรุณาอย่าฆ่าข้าพเจ้าเสียเลย ข้าพเจ้าได้กลับไปเมืองแล้วจะจัดสิ่งของมาแทนคุณท่านทุกปี

ซีโฮยได้ฟังดังนั้นก็ระลึกขึ้นได้ถึงความหลังครั้งไปอยู่เมืองเต๊ก จึงขับเป๊กเปาตุนให้หนีเข้าป่าไปเสียให้ลับตาทหารทั้งปวง พอเพลาคํ่าลงเดือนมืด ซีโฮยก็พาทหารกลับมาพบเซียนเฉียกีที่ยกตามมา ซีโฮยจึงบอกว่า ข้าพเจ้าตามไปทันเป๊กเปาตุนได้สู้รบกัน ข้าพเจ้าฟันเป๊กเปาตุนแขนขาดข้างหนึ่งโดดลงจากม้าหนีเข้าป่าไป ครั้นจะตามจับเอาตัวก็เป็นเวลาค่ำมืดนัก เป๊กเปาตุนนั้นจะรอดหรือตายก็มิได้รู้

เซียนเฉียกีได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ ให้ตีม้าล่อเรียกทหารกลับเข้าค่ายพักทหารอยู่สามวัน ครั้นมิได้เห็นกองทัพเมืองเต๊กกลับมาตีจึงให้ม้าใช้ไปสืบค่ายเป๊กเปาตุน ม้าใช้ไปสืบได้ความกลับมาบอกว่ากองทัพเมืองเต๊กหนีกลับไปแล้ว เซียนเฉียกีก็เลิกทัพกลับไปเมืองจิ้น จึงพานายทัพนายกองเข้าไปคำนับแจ้งความแก่เจ้าเมืองจิ้นตามที่ได้รบกับกองทัพเมืองเต๊ก จนเป๊กเปาตุนพ่ายแพ้หนีไปให้เจ้าเมืองจิ้นฟังทุกประการ เจ้าเมืองจิ้นมีความยินดีนัก จึงตั้งให้เซียนเฉียกีที่ไต้สุมา แบ่งที่ไร่นากว้างยาวสองพันร้อยวาให้เซียนเฉียกี แล้วยกความชอบคับพวด ให้คับโยยผู้บิดาที่ตายนั้นพ้นจากโทษ บรรดาทหารซึ่งมีความชอบก็ปูนบำเหน็จให้มียศศักดิ์ตามสมควร

ฝ่ายเป๊กเปาตุนแตกทัพกลับมาถึงเมืองเต๊ก รักษาแขนซึ่งขาดนั้นแผลหายแล้ว ขุนนางทั้งปวงก็ยกสมบัติในเมืองให้เป๊กเปาตุนว่าราชการบ้านเมืองแทนเป๊กเปาเหาสืบไป เป๊กเปาตุนคิดถึงคุณซีโฮยจึงจัดสิ่งของและเครื่องบรรณาการให้ขุนนางคุมไปให้ซีโฮย แล้วขอเป็นเมืองขึ้นแก่เจ้าเมืองจิ้นตั้งแต่นั้นมา

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ