ฝ่ายซวนก๋งเจ้าเมืองซองตั้งแต่อีปีนผู้หลานหนีไปอยู่เมืองเตง หงอเสงยกมาตีเมืองซองครั้งหนึ่งและซวนก๋งให้ของฮูแก๋ทหารไปตีเมืองเตงเมืองใต้แตกทัพหงอเสงมาเสียทแกล้วทหารเป็นอันมาก ซวนก๋งมีความพยาบาทคิดจะไปตีเมืองเตงแก้แค้นมิได้ขาด แต่ห่อต๊กซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายพลเรือนนั้นคิดรักใคร่อีปีนนัก แม้นได้ยินว่าเจ้าเมืองซองจะยกไปตีเมืองเตงครั้งไร ห่อต๊กไม่สบายด้วยคิดถึงอีปีน ครั้นจะทัดทานเจ้าเมืองซองนักเกรงจะทำโทษ จึงคิดอุบายให้คนสนิทไปเที่ยวพูดกับชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวงบรรดาที่ลูกผัวพี่น้องไปตายในการศึก เมื่อครั้งซวนก๋งให้ของฮูแก๋ไปตีเมืองเตงเมืองใต้เสียทีแก่หงอเสงนั้น ว่าไม่พอที่ลูกผัวพี่น้องท่านทั้งปวงจะล้มตายเสียเปล่า เพราะของฮูแก๋ยุยงเจ้าเมืองซอง ทุกวันนี้ของฮูแก๋ยังอ้อนวอนขอกองทัพเจ้าเมืองซองจะไปตีเมืองเตงให้ได้ความลำบากทแกล้วทหาร ชาวเมืองทั้งปวงแจ้งดังนั้นก็แค้นของฮูแก๋นัก

ครั้นถึงเดือนสามเป็นอย่างธรรมเนียมไปเที่ยวเซ่นศพบิดามารดาและพี่น้อง นางอุยสีก็ลาผัวมาแต่งตัวขึ้นขี่เกวียนมีมู่ลี่บังรอบพร้อมด้วยไพร่ไปที่เซ่นศพ ครั้นไปถึงหน้าบ้านห่อต๊ก หญิงคนใช้เห็นบ้านห่อต๊กแต่งงดงาม ต่างคนชมว่าบ้านนี้งามเหมือนบ้านนายเรา นางอุยสีได้ยินดังนั้นจะใคร่ดู จึงเอาพัดด้ามจิ๋วคอนมู่ลี่ขึ้นและดูบ้านห่อต๊ก พอห่อต๊กออกจากที่ว่าราชการเห็นเกวียนมีหญิงตามเป็นอันมากก็หยุดยืนอยู่ที่ประตูบ้าน

ขณะเมื่อนางอุยสีเปิดมู่ลี่ขึ้น ห่อต๊กเห็นนางอุยสีรูปงามนักก็นึกรัก จึงถามคนใช้ว่าหญิงผู้นี้เป็นภรรยาผู้ใด บ่าวหอต๊กจึงว่า ข้าพเจ้ามิรู้จักแต่ผู้ชายที่ขับเกวียนนั้นเห็นอยู่ที่บ้านของฮูแก๋ ห่อต๊กก็เข้าใจว่าเป็นภรรยาของฮูแก๋ ห่อต๊กจึงว่านางนี้รูปงามนัก แม้อายุเรายืนร้อยปีถ้าได้นางคนนี้มาเป็นภรรยาแล้ว ถึงอายุเราจะถอยลงมาแต่ห้าสิบปีก็ไม่เสียดายชีวิต ห่อต๊กคิดรักผูกพันจะใคร่ได้นางอุยสีเป็นภรรยา จึงให้คนสนิทไปเที่ยวพูดกับชาวเมืองทั้งปวงว่า ของฮูแก๋ไปยุยงซวนก๋งเจ้าเมืองซองจะให้เกณฑ์ทหารไปตีเมืองเตงกำหนดในสามวันจะยกทัพ

ชาวเมืองทั้งปวงแจ้งดังนั้นก็ตกใจ คิดแค้นของฮูแก๋ต่างคุมกันเข้าเป็นพวกละสิบคนบ้าง ยี่สิบคนบ้างเป็นหลายพวก ครั้นเวลาคํ่าก็ไปบ้านหอต๊ก จึงว่ากับห่อต๊กว่า ท่านก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่มิได้ทัดทานซวนก๋ง ซวนก๋งจะให้ยกทัพไปตีเมืองเตงจนผู้คนล้มตายเป็นอันมาก หญิงม่ายในเมืองซองมากกว่าหญิงที่มีผัวประมาณส่วนหนึ่งสองส่วน บัดนี้ซวนก๋งจะให้ของฮูแก๋ยกไปตีเมืองเตงอีก ท่านจงมีความสุขกรุณาแก่ราษฎรทั้งปวง ช่วยห้ามปรามซวนก๋งอย่าให้เกณฑ์ทัพไปตีเมืองเตงเลย ถ้าซวนก๋งมิฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทั้งปวงพร้อมใจกันจะฆ่าซวนก๋งเสีย

ห่อต๊กได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นตกใจออกมาห้ามชาวเมืองทั้งปวงว่า ซึ่งจะให้ทำร้ายซวนก๋งเสียนั้นไม่ควร การซึ่งจะยกไปตีเมืองเตงนั้นเพราะของฮูแก๋ยุยงซวนก๋ง ถ้าห้ามของฮูแก๋เสียคนเดียว ท่านทั้งปวงก็จะได้ความสุข เราจะช่วยไปอ้อนวอนของฮูแก๋ดูตามบุญ ว่าแล้วห่อต๊กก็ขึ้นเกวียนมีทหารคนสนิทตามประมาณสิบห้าคน ออกจากบ้านไปหาของฮูแก๋ ชาวเมืองทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างคนพูดจากันว่าของฮูแก๋เป็นนายทหารมิได้ทำสงครามแล้วจะเอาสิ่งใดเป็นความชอบ ซึ่งห่อต๊กจะไปห้ามมิให้ไปตีเมืองเตงนั้น ที่ไหนของฮูแก๋จะฟัง มาเราจะตามไปดูท่วงทีก่อน ถ้าได้ทีเราจะฆ่าของฮูแก๋เสีย ชาวเมืองพร้อมใจกันต่างคนเอาอาวุธซ่อนในมือเสื้อรีบตามห่อต๊กไป

ครั้นห่อต๊กมาถึงบ้านของฮูแก๋ประมาณสามยามเศษเห็นประตูตึกปิดอยู่ ห่อต๊กจึงร้องเข้าไปว่า ข้าพเจ้ามีความลับจะมาแจ้งแก่ท่าน ของฮูแก๋นั่งเสพสุราอยู่ ได้ยินก็จำได้ว่าเสียงห่อต๊ก สำคัญว่ามีความลับจริงก็ออกมาเปิดประตูรับห่อต๊ก

ชาวเมืองทั้งปวงซึ่งตามหอต๊กไปเห็นของฮูแก๋ออกมาได้ทีก็กรูกันขึ้นไปบนตึกของฮูแก๋ แล้วร้องว่าอ้ายคนร้ายที่พาเอาลูกหลานพี่น้องเราไปฉิบหายเสียครั้งหนึ่งแล้ว ยังจะแกล้งยุยงซวนก๋งให้ยกทัพไปอีกเล่า ว่าแล้วต่างเข้ากลุ้มรุมกันฟันแทงของฮูแก๋ตาย

ห่อต๊กเห็นว่าวุ่นวายขึ้นดังนั้นก็ให้คนสนิทลอบเข้าไปลักนางอุยสีขึ้นเกวียนรีบมาบ้าน ครั้นชาวเมืองฆ่าของฮูแก๋ตาย ต่างคนก็เก็บทรัพย์สิ่งของ ณ ตึกของฮูแก๋ไปเป็นอันมาก ฝ่ายพี่เลี้ยงบกกิมบุตรของฮูแก๋ครั้นแจ้งว่าของฮูแก๋ผู้นายตายก็ตกใจ พาบกกิมหนีไปเมืองเตงในเวลากลางคืน

ฝ่ายนางอุยสีนั่งมาในเกวียนกับห่อต๊กร้องไห้รักของฮูแก๋ผู้ผัวรำพันไปต่างๆ ห่อต๊กจะปลอบประการใดก็ไม่คลายความโศก ครั้นได้สติจึงคิดว่าของฮูแก๋ก็ตายแล้ว อันเกิดมาเป็นอิสตรีจะมีผัวถึงสองนั้นจะดูหน้าผู้ใดได้ จะมีใครสรรเสริญว่าดี นางอุยสีก็แก้แพรผูกเสื้อออกรัดคอตาย ห่อต๊กมิทันจะแก้ไขเห็นนางอุยสีตายเสียใจนักจึงว่า เสียแรงทำการใหญ่ถึงเพียงนี้หาได้ชมนางอุยสีสมความคิดไม่ จึงสั่งบ่าวกำชับคนใช้ทั้งปวงมิให้แพร่งพรายไป

ครั้นเวลาเช้าซวนก๋งเจ้าเมืองซองแจ้งว่ามีผู้ฆ่าของฮูแก๋เสียก็โกรธนัก จึงให้คนใช้ไปหาห่อต๊กมาจะปรึกษาชำระเอาตัวผู้ฆ่าของฮูแก๋ ห่อต๊กแจ้งดังนั้นก็บอกป่วยหาไปไม่ ซวนก๋งสำคัญว่าห่อต๊กป่วยจริง ก็ให้ขุนนางสืบหาตัวผู้ร้ายมาให้ได้ ซวนก๋งมีความอาลัยนักไปถึงบ้านของฮูแก๋แล้วร้องไห้รักของฮูแก๋รำพันไปต่างๆ แล้วสั่งเจ้าพนักงานให้แต่งการเซ่นวักตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ เวลาพรุ่งนี้เราจะออกไปฝังศพของฮูแก๋ ให้ขุนนางนุ่งขาวจงทุกคนแล้วซวนก๋งก็กลับเข้าที่อยู่

ฝ่ายห่อต๊กครั้นแจ้งว่าซวนก๋งจะไปฝังศพของฮูแก๋ จึงหาชาวเมืองทั้งปวงที่ฆ่าของฮูแก๋เสียนั้น พร้อมกันแล้วว่าของฮูแก๋ทำให้ท่านทั้งปวงได้ความเดือดร้อนนั้น ท่านก็พร้อมใจกันฆ่าของฮูแก๋เสีย บัดนี้ซวนก๋งนายเราเห็นว่าของฮูแก๋เป็นคนดีมีความชอบ จะออกไปฝังศพแล้ว เราเห็นซวนก๋งจะชำระเอาตัวท่านเหล่านี้ฆ่าเสียเจ็ดชั่วโคตร ท่านทั้งปวงนี้จะนิ่งดายเหมือนสุกรไก่ในเล้าหรือ หรือจะคิดเอาตัวรอด

ชาวเมืองได้ฟังดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้จะรอดชีวิตก็เพราะสติปัญญาท่าน และท่านจะให้ทำประการใด ข้าพเจ้าจะอาสามิได้คิดชีวิต ห่อต๊กเห็นคนทั้งปวงพร้อมใจก็ยินดีจึงค่อยกระซิบสั่งเป็นความลับจะให้ทำร้ายซวนก๋ง ชาวเมืองก็ลาไป แต่ในเวลากลางคืน ห่อต๊กก็ให้ทหารคนสนิทประมาณห้าสิบคนกำกับไปด้วย ครั้นไปถึงที่ฝังศพของฮูแก๋ทหารห่อต๊กซุ่มอยู่ตามคำห่อต๊กสั่ง ครั้นเวลารุ่งเช้าซวนก๋งก็ให้ทหารยกศพของฮูแก๋ขึ้นเกวียน มีเครื่องแห่ตามธรรมเนียมออกไปทางประตูทิศใต้ ซวนก๋งก็ตามไปด้วย ครั้นไปถึงที่ฝังศพซวนก๋งก็เข้าไปจุดเทียนเซ่นศพของฮูแก๋ ทหารห่อต๊กที่ซุ่มอยู่เห็นได้ทีก็กรูกันเข้ากลุ้มรุมกันฟันแทงซวนก๋งตาย บรรดาขุนนางราษฎรที่ไปช่วยฝังศพของฮูแก๋เห็นเกิดวุ่นวายขึ้น ต่างคนตกใจวิ่งกระจัดกระจายไปสิ้น

ฝ่ายห่อต๊กเห็นซวนก๋งตายสมความคิด แกล้งทำเป็นเศร้าโศกใส่เสื้อขาว สยายผมออกไปร้องไห้รักศพซวนก๋งแล้วแต่งการฝังศพตามตำแหน่งที่เจ้าเมือง ครั้นเสร็จการจึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า บกก๋งเจ้าเมืองซองคนเก๋านั้นมีบุตรชายชื่ออีปีน ครั้นบกก๋งตายแล้วซวนก๋งได้ครองสมบัติแทนบกก๋งผู้น้อง จะคิดฆ่าอีปีนผู้หลานเสีย อีปีนจึงหนีไปอยู่เมืองเตง บัดนี้ซวนก๋งก็ตายแล้ว เราจะให้ไปเชิญอีปีนลูกเจ้าเมืองเก่าของเรามาเป็นเจ้าเมืองซองท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางและราษฎรทั้งปวงได้ฟังออกชื่ออีปีนต่างคนดีใจนักจึงว่า แต่อีปีนตกอยู่ในเมืองเตงข้าพเจ้าทั้งปวงคิดถึงอยู่มิได้ขาด ซึ่งท่านจะเชิญอีปีนมาเป็นเจ้าเมืองนั้นสมควรนัก

ห่อต๊กจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งกับสิ่งของเครื่องบรรณาการให้ขุนนางคุมไปรับอีปีน ณ เมืองเตง ขุนนางเมืองซองครั้นไปถึงเมืองเตงก็นำหนังสือและเครื่องบรรณาการเข้าไปให้หงอเสง หงอเสงรับหนังสือมาดูใจความว่า ข้าพเจ้าห่อต๊กขุนนางผู้ใหญ่เมืองซองคำนับมาถึงเตงจงก๋ง ด้วยซวนก๋งเจ้าเมืองซองมิได้มีใจโอบอ้อมอารีญาติ คิดจะทำร้ายอีปีนซึ่งเป็นหลานสนิทเสีย อีปีนหนีมาพึ่งบุญท่าน ซวนก๋งมิได้เกรงว่าท่านเป็นเมืองใหญ่ให้ของฮูแก๋ยกมารบจนทแกล้วทหารล้มตายเป็นอันมาก ชาวเมืองซองได้รับความเดือดร้อนนักดังอยู่ในกลางกองเพลิง จึงพร้อมใจกันฆ่าซวนก๋งผู้ผิดเสีย บัดนี้ข้าพเจ้าชาวเมืองซองหาที่พึ่งมิได้ จะขอเชิญอีปีนลูกเจ้าเมืองเก่าของข้าพเจ้าไปเป็นเจ้าเมืองสืบไป

หงอเสงแจ้งดังนั้นดีใจ จึงให้ไปเชิญอีปีนมาจากตำบลเกียงก๊ก อีปีนเข้าไปคำนับหงอเสง หงอเสงก็เอาหนังสือห่อต๊กให้อีปีนดูแล้วว่า ศัตรูท่านตายแล้วท่านจะค่อยมีความสุข อีปีนรับมาอ่านดูแจ้งความแล้วยินดีจึงว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งบุญท่านได้รอดชีวิตอยู่จนจะได้กลับไปบ้านเมืองได้ครั้งนี้ คุณท่านหาที่สุดมิได้

หงอเสงจึงว่า ท่านจะได้เป็นเจ้าเมืองก็เพราะบุญของท่าน จงตั้งอยู่ในสัจธรรม ราษฎรจะได้อยู่เย็นเป็นสุข อีปีนคำนับแล้วลามาจัดแจงบ่าวไพร่ของตัว หงอเสงก็เกณฑ์ทหารห้าร้อยไปส่ง ครั้นเวลารุ่งเช้าอีปีนขึ้นขี่เกวียนมีทหารแห่หน้าแห่หลัง ออกไปทางประตูทิศเหนือ หงอเสงก็ตามมาส่งถึงนอกเมือง อีปีนเห็นหงอเสงก็ขยับตัวลงจากเกวียน หงอเสงจึงร้องห้ามว่าอย่าลงจากเกวียนเลย แล้วหงอเสงก็ให้เลื่อนเกวียนเข้าไปเคียงเกวียนอีปีน อีปีนก็เลื่อนตัวลงมาชั้นกลางคำนับหงอเสงแล้วว่า ข้าพเจ้าได้พึ่งบุญท่านอยู่ตำบลเกียงก๊กนั้น คิดถึงเมื่อใดก็ได้มาคำนับท่านเป็นที่สบายใจ ข้าพเจ้าจะจากท่านไปครั้งนี้อย่าว่าแต่จะได้สมบัติในเมืองซองซึ่งเป็นเมืองน้อยเลย ถึงจะได้สมบัติในเมืองหลวงก็มิได้วายคิดถึงท่าน ด้วยมิได้สนองคุณท่าน ว่าแล้วอีปีนก็ร้องไห้

หงอเสงกลั้นนํ้าตามิได้จึงว่าท่านกับเราอยู่ด้วยกันมาก็ช้านาน เราก็รักใคร่สนิทเหมือนหนึ่งพี่น้อง มิได้คิดว่าจะไกลกัน ครั้งนี้เห็นควรจะจากกันแล้วด้วยประเวณีลูกผู้ชายถ้าได้ยศศักดิ์ชื่อเสียงเสมอตระกูลก็เป็นที่สรรเสริญแก่คนทั้งปวง เราจึงเอาความยินดีที่ท่านได้เป็นเจ้าเมืองมาหักความอาลัยลงเสียได้บ้าง ซึ่งอยู่ใกล้และไกลก็สุดแต่น้ำใจรักกัน ถ้าท่านมีกิจสุขทุกข์สิ่งใดก็บอกให้เราแจ้ง จะทำนุบำรุงกันไปกว่าชีวิตจะหาไม่ อีปีนคำนับแล้วก็ลาหงอเสง หงอเสงก็ตามไปส่งอีปีนทางประมาณสามสิบเส้นแล้วก็กลับเข้าเมืองเตง

อีปีนครั้นมาถึงเมืองซอง ห่อต๊กก็พาขุนนางและชาวเมืองทั้งปวงออกไปรับ ตั้งขบวนแห่เข้ามาในเมืองตามธรรมเนียม ครั้นถึง ณ วันฤกษ์ดี ห่อต๊กก็เชิญอีปีนมา ณ ที่ออกขุนนาง ก็เอาตราตำแหน่งที่เจ้าเมืองซองมอบให้ ขุนนางนายทหารทั้งปวงก็คำนับพร้อมกันแล้วอีปีนจึงให้ห่อต๊กคงเป็นที่ไทใจ ปูนบำเหน็จความชอบ แล้วเอาทรัพย์สิ่งของในคลังออกแจกแก่ราษฎรทั้งปวงเป็นอันมาก ชาวเมืองก็รักใคร่สรรเสริญอีปีนทุกคน

แล้วอีปีนก็เข้าที่ข้างใน นางยงสีผู้เป็นภรรยาจึงพานางยงเกียดผู้บุตรีเข้าไปคำนับ แล้วร้องไห้พลางว่ากับอีปีนว่า ข้าพเจ้าเป็นภรรยาท่านเมื่อยามมีสุขก็พึ่งบุญท่านมีสุขด้วย เมื่อทุกข์ข้าพเจ้าก็หมายจะร่วมชีวิต ซึ่งข้าพเจ้ามิได้ไปปฏิบัติท่านเมื่อยากจนนั้น เหมือนหามีกตัญญูไม่ข้าพเจ้าเสียใจนัก อีปีนจึงว่า ซึ่งเราทิ้งเจ้าเสียหนีไปแต่ตัวนั้นเพราะว่าเห็นเป็นอิสตรีเคยอยู่สุขสบาย เจ้าเล่าก็มีครรภ์ จะเดินทางและขี่ม้าไม่กล้าแข็ง จะหนีทหารซวนก๋งมิพ้นจะพากันตายทั้งสองคน ข้าเห็นเหตุดังนี้ จึงไม่พาเจ้าไปด้วยเจ้าอย่าน้อยใจเลย นางยงสีได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจ จึงให้นางยงเกียดคำนับอีปีน อีปีนไม่รู้จักบุตรี จึงถามนางยงสีว่านางผู้นี้คือใคร นางยงสีจึงว่า นางยงเกียดนี้เป็นบุตรีท่าน เมื่อท่านหนีซวนก๋งไปนั้น นางยงเกียดอยู่ในครรภ์ได้สี่เดือน บัดนี้นางยงเกียดได้สิบสี่ปีแล้ว

อีปีนได้ฟังดังนั้นจึงว่า บิดาจำไม่ได้เลยเพราะจากไปแต่ยังเยาว์อยู่ในครรภ์ หากว่ามารดาเจ้ายังอยู่หาไม่ที่ไหนบิดาจะรู้จัก อีปีนคิดแค้นซวนก๋งนักก็ร้องไห้ แล้วเล่าความทุกข์ยากเมื่อหนีซวนก๋ง จนได้ไปพึ่งหงอเสงให้บุตรีภรรยาฟังทุกประการ นางทั้งสองได้สดับก็มีความสงสาร ร้องไห้รักอีปีน พลางสรรเสริญหงอเสงว่ามีคุณแก่ผัวเป็นอันมาก ครั้นอยู่มาหลายวันนางยงเกียดแต่งตัวอย่างลูกเจ้าเมืองขึ้นไปคำนับบิดา อีปีนเห็นนางยงเกียดรูปงามจึงคิดว่าเตงจงก๋งมีคุณแก่เราครั้งนี้มาก ถ้าจะเอาทองทรัพย์สิ่งของอื่นไปเห็นหงอเสงจะไม่ยินดี ในเมืองนี้ก็มีแต่เซียงอี้เป็นของวิเศษสำหรับเมืองซองกับนางยงเกียดบุตรีเป็นของรักสองประการ จำจะให้เซียงอี้กับนางยงเกียดไปสนองคุณหงอเสงเจ้าเมืองเตงซึ่งมีคุณกับเรามาแต่ก่อนจึงจะสมควร

ครั้นเวลาคํ่าอีปีนจึงว่ากับนางยงสีผู้เป็นภรรยาว่า หงอเสงมีคุณกับพี่ พี่ก็ได้เล่าให้เจ้าฟังแล้ว อันซึ่งจะทดแทนท่านผู้มีคุณนั้นถึงจะได้ให้สิ่งของแต่น้อย ท่านยินดีแล้วก็นับว่าแทนคุณได้ แม้นจะให้หยกและทองมากสักเท่าใดถ้ามิยินดีแล้ว ของที่เราให้ก็เสียเปล่าหานับว่าแทนคุณได้ไม่ ซึ่งเราจะสนองคุณหงอเสงครั้งนี้ แม้นจะยกเอาสมบัติในเมืองซองไปให้หงอเสงก็เห็นไม่ยินดี ด้วยสมบัติในเมืองนั้นบริบูรณ์นัก ข้าคิดจะยกนางยงเกียดให้หงอเสง เห็นหงอเสงจะมีความยินดี ถ้าบุญของลูกเรามี เราจะได้พึ่งบุญเตงจงก๋งเจ้าจะเห็นประการใด

นางยงสีได้ฟังดังนั้นจึงว่า หงอเสงมีคุณแก่ท่านเหมือนท่านตายจากข้าพเจ้าแล้ว และหงอเสงชุบขึ้นให้ท่านได้กลับมาเห็นหน้าข้าพเจ้าและบุตร อย่าว่าแต่จะยกนางยงเกียดให้เลย ถึงตัวข้าพเจ้า ท่านจะเอาไปให้หงอเสงใช้เป็นทาสี ข้าพเจ้าก็มิได้คิดแก่ความลำบาก สุดแต่ท่านจะจัดแจงสนองคุณหงอเสงให้สมควรเถิด

อีปีนได้ฟังภรรยาว่าดังนั้นก็มีความยินดีนัก ครั้นเวลารุ่งเช้าจึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าอีปีนคำนับมาถึงเตงจงก๋ง ด้วยข้าพเจ้าได้มาเป็นเจ้าเมืองซองเพราะบุญท่านไม่มีสิ่งใดที่จะสนองคุณท่าน ข้าพเจ้าได้แต่เซียงอี้กับบุตรีให้มาใช้ต่างทาสี ผิดพลั้งประการใดขอท่านจงกรุณาข้าพเจ้าด้วย ครั้นแต่งหนังสือแล้วส่งให้ขุนนางคุมเซียงอี้ไปให้หงอเสง ณ เมืองเตง หงอเสงได้เซียงอี้ แจ้งความในหนังสือแล้วก็มีความยินดีนัก จึงให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปรับนางยงเกียด ณ เมืองซองมาเมืองเตง หงอเสงเลี้ยงนางยงเกียดเป็นภรรยา

ฝ่ายอีปีนได้เป็นเจ้าเมืองซองแล้ว คิดจะใคร่ทำไมตรีไว้กับหัวเมืองที่กล้าแข็ง จึงแต่งหนังสือกับสิ่งของกำนัลเป็นอันมาก ให้ห่อต๊กคุมไปให้แก่เจ้าเมืองเจ๋ เมืองฬ่อ เมืองเตง ใจความว่าให้เชิญเจ้าเมืองทั้งสามมากระทำสัจกัน ณ ตำบลเจกอยู่ในแดนเมืองซอง

ฝ่ายเจ้าเมืองทั้งสามแจ้งดังนั้นมีความยินดีก็รับคำไว้ ครั้นถึงวันนัดเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตงก็ยกมา ณ แดนเมืองซอง เจ้าเมืองซองก็ออกมาคอยรับเจ้าเมืองทั้งสาม ต่างคนก็ต่างคำนับไต่ถามกันถึงสุขทุกข์ตามประเพณี แล้วต่างคนไปที่อยู่ ครั้นถึงวันฤกษ์ดีเจ้าเมืองทั้งสี่ก็กระทำสัจต่อกันแล้ว เจ้าเมืองทั้งสามจึงตั้งนามอีปีนเป็นซองจงก๋ง แล้วว่าใครมีสุขทุกข์เป็นประการใดจงบอกไปให้รู้ถึงกัน จะได้ทำนุบำรุงตามสติกำลัง แล้วต่างคนต่างคำนับลายกกลับไปเมือง

แต่เจ๋ฮูก๋งนั้นมาถึงกลางทาง พบผู้ถือหนังสือเมืองเจ๋มาแจ้งว่าเจ้าเมืองปักหยงใช้ให้ทหารชื่อไต้เหลียงเป็นทัพหลวง เสียวเหลียงเป็นทัพหน้ายกทหารประมาณสามหมื่นล่วงแดนเข้าตีตำบลจ๊กโอแตกแล้ว บัดนี้จวนมาถึงตำบลเอกแฮ เจ๋ฮูก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า ปักหยงนี้แต่ก่อนก็เคยยกทัพม้ามาสี่ร้อยห้าร้อย ตีฉาบฉวยจับผู้คนหัวเมืองปลายแดนแล้วกลับไป ครั้งนี้บังอาจยกทัพใหญ่ล่วงแดนเข้ามาถึงเอกแฮ จำจะตีเสียให้ยับเยินไปมื้อหน้าจึงจะไม่กำเริบ คิดแล้วเจ๋ฮูก๋งจึงแต่งหนังสือให้ม้าเร็วรีบไปให้กองทัพเมืองเตง เมืองฬ่อ เจ๋ฮูก๋งมิได้กลับเข้าเมืองให้ทหารไปแจ้งแก่ก๋งจูหวน ก๋งซุนไตต๋ง ซึ่งอยู่รักษาเมืองเจ๋ให้ยกทหารไปบรรจบกัน ณ เล็กเสีย ต้นทางที่ทัพปักหยงยกมา แล้วเจ๋ฮูก๋งก็ให้ตั้งมั่นอยู่ ณ เมืองเล็กเสียซึ่งขึ้นแก่เมืองเจ๋

ฝ่ายเจ้าเมืองเตงครั้นแจ้งหนังสือเจ๋ฮูก๋ง จึงให้โกกีนีเป็นทัพหน้า จกเยียมเป็นทัพหลัง ให้ก๋งจูฮุดเป็นแม่ทัพคุมทหารรีบไปช่วยเมืองเจ๋ ก๋งจูฮุดครั้นมาถึงเมืองเจ๋แจ้งว่าเจ๋ฮูก๋งไปตั้งอยู่ตำบลเล็กเสียก็ยกทัพรีบตามไป เจ๋ฮูก๋งแจ้งว่าทัพเมืองเตงมาถึงก็ยินดี จึงออกไปรับก๋งจูฮุดเข้ามาในเมืองเล็กเสีย เจ๋ฮูก๋งจึงปรึกษาก๋งจูฮุดว่า ปักหยงมาครั้งนี้ตีจ๊กโอเอกแฮได้ถึงสองตำบล เห็นจะมีใจกำเริบยกทัพล่วงมาตีเมืองเล็กเสียในวันหนึ่งสองวัน เจ้าจะคิดอ่านรบพุ่งประการใด

ก๋งจูฮุดจึงว่า ปักหยงได้ชัยชนะหัวเมืองรายทางถึงสองตำบล ทหารเอกทหารเลวในกองทัพปักหยงมีใจกำเริบนัก ถ้าจะออกรบประจัญหน้า ถึงจะเอาชัยชนะได้ก็จะเสียทหารมาก ข้าพเจ้าคิดว่าให้ท่านแต่งกองทัพออกไปรบ แล้วทำเสียทีล่อให้ไล่มาถึงเชิงกำแพงเล็กเสีย แล้วจึงยกมาตีตัดหลัง เห็นจะได้ชัยชนะโดยง่าย และทัพข้าพเจ้าจะไปซุ่มอยู่ตำบลเสียซ้อ ปากทางช่องแคบข้างเหนือ จะให้โกกีนีไปซุ่มอยู่ซอกเขาเสียซ้อ ต้นทางทิศใต้ต่อแดนเล็กเสีย ถ้าทัพปักหยงเสียทีท่านเห็นจะไปตั้งมั่นรบทัพท่านที่ปากทางช่องเขาเสียซ้อข้างทิศใต้เป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจะออกโจมตีมิให้ทันตั้งตัวได้ ครั้งนี้มิให้ทหารชาวปักหยงเหลือไปได้แต่สักคนหนึ่ง ซึ่งจะออกรบกับทัพปักหยงนั้นเกณฑ์แต่ทัพลำลองจะได้ซํ้าเติมทันท่วงที

เจ๋ฮูก๋งก็เห็นชอบด้วย จึงสรรเสริญก๋งจูฮุดว่ามีสติปัญญามิเสียทีที่เป็นลูกเสือ ประกอบทั้งฝีมือและสติปัญญาเฉลียวฉลาดนัก ขณะเมื่อปรึกษานั้น พอม้าเร็วมาแจ้งว่าไต้เหลียงแม่ทัพเมืองปักหยงยกล่วงแดนเอกแฮเข้ามาแล้ว ก๋งจูฮุดก็ลาเจ๋ฮูก๋งยกทหารอ้อมทางไปเขาเสียซ้อ เจ๋ฮูก๋งจึงให้ก๋งซุนไตต๋งคุมทหารพันหนึ่งแล้วสั่งว่า ถ้าทัพปักหยงยกมาถึงหน้าเมืองจงเร่งออกไปรบแล้วให้ทำเสียทีถอยอ้อมเมืองไปข้างทิศเหนือ แล้วให้ก๋งจูหวนคุมทหารสามพันเตรียมไว้ในเมือง ถ้าได้ยินประทัดสัญญาณก็ให้ยกออกตีทัพปักหยงเป็นทัพกระหนาบ เจ๋ฮูก๋งก็ขึ้นไปคอยดูอยู่บนกำแพง

ฝ่ายเสียวเหลียงแม่ทัพหน้าเมืองปักหยง ครั้นมาถึงเมืองเล็กเสียมิได้เห็นทหารออกมารบ เสียวเหลียงจึงให้ทหารร้องเข้าไปว่าทหารเมืองเจ๋ผู้ใดมีฝีมือเร่งยกมารบกับเรา ฝ่ายก๋งซุนไตต๋งเตรียมทหารไว้พร้อมครั้นได้ยินดังนั้นก็ขึ้นม้าถือทวน คุมทหารเปิดประตูเมืองออกมาร้องว่ากับเสียวเหลียงว่า ข้าชื่อก๋งซุนไตต๋งเป็นทหารเอกเมืองเจ๋ เตรียมทัพไว้พร้อมคอยท่าท่านช้านานแล้ว ท่านจงเอาศีรษะมาเซ่นทวนเราเถิด

เสียวเหลียงได้ฟังก็โกรธ ขับม้ารำทวนเข้ารบกับก๋งซุนไตต๋งได้ยี่สิบเพลง ก๋งซุนไตต๋งทำเสียที ถอยมาพาทหารอ้อมเมืองเล็กเสียไปข้างทิศเหนือ เสียวเหลียงได้ทีก็พาทหารไล่ไป พอไต้เหลียงแม่ทัพยกตามมาทันคิดว่าเสียวเหลียงได้ชัยชนะก็มีความยินดี เร่งขับทหารหนุนเสียวเหลียงไป เจ๋ฮูก๋งอยู่บนเชิงกำแพงเห็นทัพไต้เหลียงพ้นประตูเมืองไปแล้วก็จุดประทัดสัญญาณขึ้น ก๋งจูหวนก็ยกทหารออกจากเมืองตามตีทัพไต้เหลียงฆ่าฟันทหารไต้เหลียงแตกร่นขึ้นไปปะทะเสียวเหลียงซึ่งเป็นกองหน้า

ก๋งซุนไตต๋งเห็นดังนั้นก็โบกธงให้ทหารกลับหน้าเข้ารบกับทัพเสียวเหลียง ล้อมเข้าไว้ทั้งสี่ด้านฆ่าฟันทหารไต้เหลียงล้มตายเป็นอันมาก ไต้เหลียงจึงให้เสียวเหลียงรบหักออกไปข้างทิศใต้ต้นทาง ตัวไต้เหลียงก็ลงมาป้องกันทหารอยู่ข้างหลัง ทหารก๋งจูหวนก็รบต้านทานไว้ ฆ่าทหารเสียวเหลียงล้มตายลงเป็นอันมาก จนเวลาพลบคํ่าเสียวเหลียงจึงหักออกไปได้พาทหารรีบหนีไปข้างทิศเหนือ ฝ่ายก๋งซุนไตต๋งก๋งจูหวนรวมทัพกันเข้า ตามฆ่าฟันทหารไต้เหลียงไปจนเวลายามเศษพอเดือนตกมืดนักมิได้เห็นกันถนัด นายทหารทั้งสองก็หยุดทัพอยู่

ฝ่ายไต้เหลียงรีบหนีมาในเวลากลางคืนถึงป่าปากทางช่องเขาเสียซ้อ พอเวลารุ่งขึ้นมิได้เห็นกองทัพตามมา จึงให้หยุดทัพอยู่แล้วปรึกษาเสียวเหลียงว่า ทหารในกองทัพเราอิดโรยนัก ถ้าจะรีบหนีไปดังนี้เห็นจะเสียทหารมาก เราจำจะตั้งมั่นที่ตำบลนี้แต่พอพักทหารสักเวลาหนึ่ง เสียวเหลียงก็เห็นด้วย จึงแบ่งทหารเป็นสองกองให้หุงอาหารกองหนึ่ง เร่งทำค่ายกองหนึ่ง พอทหารก่อเพลิงหุงอาหารยังไม่ทันสุก โกกีนีก็ยกทหารออกจากซอกเขาร้องว่า เราชื่อโกกีนีทหารเอกเจ๋ฮูก๋งให้เรามาคอยอยู่ช้านาน ว่าแล้วก็ขับม้าและทหารล้อมเข้าไปทั้งสี่ด้าน ไต้เหลียงเห็นดังนั้นตกใจ มิได้คิดจะสู้รบ ขึ้นม้าพาทหารรีบหนีไปทางซอกเขาเสียซ้อ โกกีนีก็ขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารไต้เหลียงไปทางประมาณสามสิบเส้น

ฝ่ายก๋งจูฮุดซุ่มทัพอยู่ปากทางซอกเขาข้างทิศเหนือ ได้ยินเสียงคนอื้ออึงมา ก็ยกทหารสวนทัพลงไปพบทัพไต้เหลียง ก๋งจูฮุดก็ขับทหารเข้ารบด้านหน้า ฆ่าฟันทหารไต้เหลียงตายประมาณห้าส่วนหกส่วน จกเยียมทหารก๋งจูฮุดก็เอาเกาทัณฑ์ยิงถูกเสียวเหลียงตกม้าตาย ไต้เหลียงเห็นดังนั้นก็ทิ้งทหารเสีย ขับม้าหนีจะเอาตัวรอด ก๋งจูฮุดได้ทีขับม้าตามไปทันเอากระบี่ฟันไต้เหลียงคอขาดตาย ครั้งนั้นทหารเมืองปักหยงตายเป็นอันมาก ที่รอดชีวิตไปถึงบ้านนั้นน้อยนัก ก๋งจูฮุดโกกีนีก็ยกกลับมาเมืองเจ๋

เจ๋ฮูก๋งก็ออกไปรับพาเข้ามาในเมืองแล้วเชิญให้นั่งที่สมควร ก๋งจูฮุดก็เล่าความซึ่งได้รบกับไต้เหลียง เสียวเหลียงให้เจ๋ฮูก๋งฟังทุกประการ เจ๋ฮูก๋งมีความยินดีจึงให้แต่งโต๊ะเลี้ยงก๋งจูฮุดกับทหารทั้งปวง เจ๋ฮูก๋งเสพสุราโต๊ะเดียวกับก๋งจูฮุด ขณะเมื่อเสพสุราอยู่นั้น เจ๋ฮูก๋งคิดรักก๋งจูฮุดนักจึงว่ากับก๋งจูฮุดว่า เมื่อเจ้ายังเด็กอยู่นั้น เราได้ออกปากไว้กับบิดาเจ้าว่าจะยกนางบุนเกียงให้เป็นภรรยา บัดนี้ก็ควรที่จะมีภรรยาเหย้าเรือนแล้ว ประการหนึ่งทำศึกกับปักหยงครั้งนี้ได้ชัยชนะรวดเร็ว เพราะสติปัญญาฝีมือเจ้า คุณเจ้าอยู่กับเรามากนัก และตัวเราเล่าทุกวันนี้ก็มักป่วยไข้เนืองๆ จะตายวันตายพรุ่งก็มิได้รู้ เราคิดจะแต่งบุตรีเรากับเจ้าเสียให้ทันตาเห็น ก๋งจูฮุดก็มิได้ว่าประการใด ก้มหน้านิ่งยิ้มอยู่ ครั้นเสพสุราแล้วก๋งจูฮุดก็ลงมาอยู่กงก๋วน

เจ๋ฮูก๋งจึงสั่งอีจงเหลียนผู้น้องว่า เจ้าจงไปพูดจากับโกกีนีนายทหารเอกเมืองเตงว่า เราเห็นปัญญาและฝีมือก๋งจูฮุดก็มีน้ำใจรักใคร่นักจะใคร่ได้ไว้ในเมืองเจ๋ ให้โกกีนีเอาเป็นธุระด้วย อีจงเหลียนก็ไปแจ้งความแก่โกกีนีตามคำเจ๋ฮูก๋ง แล้วว่าท่านช่วยธุระสำเร็จ เราจะให้ทองพันตำลึง ถ้วยหยกอย่างดีคู่หนึ่งเป็นบำเหน็จปากท่าน โกกีนีจึงว่าข้าพเจ้าจะว่ากล่าวก๋งจูฮุดดูตามสติปัญญา อีจงเหลียนก็ลาไป โกกีนีจึงเข้าไปพูดกับก๋งจูฮุดว่า เจ๋ฮูก๋งรักใคร่ท่านจะเอาเป็นบุตรเขยเหตุใดจึงทำบิดพลิ้ว ดังกลัวอิสตรีอยู่เช่นนี้ แล้วโกกีนีก็เล่าความซึ่งอีจงเหลียนมาว่ากล่าวนั้นให้ก๋งจูฮุดฟังทุกประการ

ก๋งจูฮุดจึงว่า ครั้งนี้เรามาช่วยทำศึก ครั้นจะรับเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋ คนทั้งปวงจะนินทาว่าเราเอาชีวิตมาฝ่าลูกเกาทัณฑ์ทำศึกเพราะเห็นแก่ลูกสาวเจ้าเมืองเจ๋ เราอายนัก โกกีนีอ้อนวอนเป็นหลายครั้ง ก๋งจูฮุดก็บิดพลิ้วไป ครั้นเวลารุ่งเช้าโกกีนีก็นำความซึ่งพูดกับก๋งจูฮุดนั้นเล่าให้อีจงเหลียนฟังทุกประการ อีจงเหลียนจึงไปแจ้งแก่เจ๋ฮูก๋ง เจ๋ฮูก๋งจึงให้อีจงเหลียนไปหาโกกีนี ให้พาไปว่ากล่าวก๋งจูฮุดอีกครั้งหนึ่ง

ก๋งจูฮุดจึงว่า ข้าพเจ้าจะไปปรึกษาบิดาดูก่อน ถ้าบิดาข้าพเจ้าจะโปรดประการใด จึงจะมีหนังสือมาถึงท่าน อีจงเหลียนก็มาแจ้งความแก่เจ๋ฮูก๋งตามคำก๋งจูฮุด เจ๋ฮูก๋งก็มิได้ว่าประการใด ครั้นเวลารุ่งเช้าก๋งจูฮุดก็เข้าไปคำนับลาเจ๋ฮูก๋ง ยกทหารกลับไปเมืองเตง ครั้นถึงเข้าไปคำนับบิดาแล้วก็เล่าความซึ่งรบพุ่งมีชัยชนะและเจ๋ฮูก๋งยกบุตรีให้เป็นภรรยาให้บิดาฟังทุกประการ

หงอเสงก็ยินดีจึงว่ากับก๋งจูฮุดว่า เจ้ามีสติปัญญาและฝีมือเข้มแข็งถึงเพียงนี้ จะได้บุตรีเจ๋ฮูก๋งเป็นภรรยาก็สมอยู่แล้ว การทั้งนี้ก็สุดแต่น้ำใจเจ้า ก๋งจูฮุดมิได้ว่าประการใดก็คำนับลาบิดามาที่อยู่ โกกีนีจึงไปหาชัวจก เล่าความซึ่งเจ๋ฮูก๋งจะยกบุตรีให้แก่ก๋งจูฮุดให้ชัวจกฟังทุกประการ

ชัวจกจึงว่า หงอเสงมีบุตรสี่คน หงอเสงรักใคร่อยู่สามคนแต่ก๋งจูคุด ก๋งจูหงี ก๋งจูหมี อันก๋งจูฮุดนี้บิดาหาสู้รักใคร่ไม่ เราเห็นว่าหาบุญหงอเสงไม่ ก๋งจูคุดกับก๋งจูฮุดจะชิงสมบัติกันเป็นมั่นคง แต่ก๋งจูคุดนั้นได้เมืองซองไว้เป็นที่พึ่งกำลัง อันก๋งจูฮุดนี้หามีที่ยึดหน่วงไม่ ถ้าได้เป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋ก็จะได้เป็นที่พึ่งกับตัวสืบไปเมื่อหน้าเห็นจะได้เป็นใหญ่ในเมืองเตง ซึ่งก๋งจูฮุดบิดพลิ้วไม่ยอมเป็นเขยเจ้าเมืองเจ๋นั้น เหมือนตัดปีกหางของตัวเสียเอง เราคิดสงสารเสียดายสติปัญญาและฝีมือก๋งจูฮุดนัก ท่านจงช่วยเตือนสติก๋งจูฮุดให้เห็นบ้าง

โกกีนีจึงว่า ข้าพเจ้าได้ว่ากล่าวก๋งจูฮุดหลายครั้งแล้ว ก๋งจูฮุดหายอมไม่ ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ โกกีนีลาไปที่อยู่ และโกกีนีกับก๋งจูหมีชอบพอรักใคร่กัน จึงเอาความซึ่งพูดจากับชัวจกนั้นเล่าให้ก๋งจูหมีฟังทุกประการ แล้วว่าชัวจกเขารักใคร่ก๋งจูฮุดนัก เห็นจะคิดกำจัดท่านเสียเป็นมั่นคง ก๋งจูหมีก็นึกตรึกตรองอยู่

ก๋งจูฮุดครั้นแจ้งว่าโกกีนียุยงก๋งจูหมีจึงลอบบอกหงอเสงผู้บิดาให้ทราบ หงอเสงแจ้งดังนั้นก็โกรธโกกีนีจึงให้หาโกกีนีเข้าไปว่า ตัวจะแกล้งให้บุตรเราผิดใจกันหรือ โกกีนีก็มิได้ตอบประการใด ครั้นหงอเสงออกขุนนางโกกีนีก็ไปบ้านก๋งจูหมี เล่าความซึ่งหงอเสงว่านั้นให้ก๋งจูหมีฟังแล้วว่าท่านกับข้าพเจ้ารักกันมานี้ เห็นจะมีผู้บอกหงอเสงเป็นมั่นคง

ก๋งจูหมีจึงว่า ความทั้งนี้เราเห็นก๋งจูฮุดผู้เดียว ด้วยก๋งจูฮุดชังท่านนัก ท่านลืมไปแล้วหรือ ครั้งบิดาเราจะเลื่อนที่ท่านเป็นไตหูขุนนางผู้ใหญ่ ก๋งจูฮุดก็ทัดทานไว้ บิดาเราจึงมิได้ตั้งท่าน อันก๋งจูฮุดลอบเอาความบอกบิดาเราก็เพื่อหวังจะมิให้เรากับท่านไปมาหากันได้ แต่บุญบิดาเรายังอยู่ ก๋งจูฮุดยังทำถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าหาบุญบิดาเราไม่ที่ไหนเราจะอยู่ในเมืองเตงได้ ก๋งจูหมีว่าแล้วถอนใจใหญ่ โกกีนีจึงว่า เมื่อก๋งจูฮุดมิได้กรุณาข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็จะฝากชีวิตกับท่าน โกกีนีกับก๋งจูหมีก็ร่วมคิดกันคอยจะทำร้ายก๋งจูฮุดอยู่

ฝ่ายชัวจกตั้งแต่แจ้งว่าก๋งจูฮุดมิได้ยอมเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋ก็ไม่สบายเลย จึงเข้าไปว่ากับหงอเสงว่า เมืองเจ๋ก็เป็นเมืองใหญ่ทแกล้วทหารก็มาก ซึ่งชอบพอกับท่านนี้ก็เพราะรักใคร่ก๋งจูฮุด หมายจะได้เป็นบุตรเขย ครั้งนี้เจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋ก็ได้ยกบุตรีให้แก่ก๋งจูฮุดเอง ก๋งจูฮุดจึงว่าจะปรึกษาท่านก่อน บัดนี้ก๋งจูฮุดก็มาถึงหลายวันแล้วข้าพเจ้าเห็นว่าเจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋จะคอยฟังข่าว ข้าพเจ้าคิดว่าขอท่านผู้มีสติปัญญาไปเมืองเจ๋กำหนดนัดการให้เป็นแน่

หงอเสงจึงว่า เมื่อก๋งจูฮุดแรกมาถึงเล่าให้เราฟังว่าเจ๋ฮูก๋งจะยกบุตรีให้เรา ดูทีก๋งจูฮุดไม่เต็มใจ เราจำจะถามก๋งจูฮุดก่อน แล้วหงอเสงก็ให้คนใช้ไปบอกก๋งจูฮุดมาที่ข้างใน หงอเสงจึงว่ากับก๋งจูฮุดว่า เราได้ยินกิตติศัพท์เขาเล่าลือว่านางบุนเกียงบุตรีเจ๋ฮูก๋งรูปงามนัก และเมื่อเจ้าไปช่วยทำศึกนั้นเจ๋ฮูก๋งก็ได้ยกให้เจ้า เหตุไรเจ้าจึงบิดพลิ้วอยู่ เจ้าไม่ชอบใจหรือ ถ้าเจ้าชอบใจแล้วบิดาจะได้ให้ไปนัดการลงเป็นแน่

ก๋งจูฮุดจึงว่า เมื่อข้าพเจ้าไปอยู่เมืองเจ๋นั้น ได้ยินข่าวระคายเข้าหูอยู่ ข้าพเจ้ามิได้รับคำเจ๋ฮูก๋งนั้น เพราะคิดว่าอิสตรีจะมีตระกูลรูปร่างงามประการใด ถ้าใจไม่งามแล้วก็พางามทั้งปวงเสียไปสิ้น บิดาจงดำริดูเถิด หงอเสงจึงว่า เมื่อเจ้ารังเกียจอยู่ดังนั้น บิดาจะขอบุตรีเจ้าเมืองตินให้ ก๋งจูฮุดก็มีความยินดี หงอเสงก็ให้ขุนนางผู้ใหญ่ไปขอนางอุยสีบุตรีเจ้าเมืองติน ตินหวนก๋งก็ยอมยกให้ ครั้นถึง ณ วันฤกษ์ดี หงอเสงก็แต่งไปรับนางอุยสีมาอยู่กินกับก๋งจูฮุด

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ