๑๑

ฝ่ายฬ่อจงก๋งเจ้าเมืองฬ่อครั้นมาถึงเมืองจึงคิดว่าเจ้าเมืองซองคนนี้โลภนัก มิได้มีความอาย นานไปจะเที่ยวเบียดเบียนหัวเมืองทั้งปวงให้ราษฎรได้ความเดือดร้อน จำจะคิดกำจัดเสีย คิดแล้วเจ้าเมืองฬ่อแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ฬ่อจงก๋งอวยพรมาถึงเจ้าเมืองเตง ด้วยให้เราไปช่วยว่ากล่าวเจ้าเมืองซองนั้น เราก็ได้ไปว่ากล่าวชี้แจงความหลังจนสิ้นสุด เห็นจะป่วยการปากเสียเปล่า เหมือนเอานํ้าอันน้อยขึ้นไปเทลงบนยอดเขาใหญ่ ไม่ซาบถึงพื้นดิน ด้วยอีปีนเป็นคนโลภไม่มีความอาย คงจะเอาหัวเมืองแก่ท่านให้จงได้ ถ้าท่านขัดขืนอยู่มิให้หัวเมืองแก่อีปีน ก็เห็นจะยกทัพมาตีเมืองท่านเป็นมั่นคง เราเห็นว่าเมืองเตงกับเมืองซองไหนๆ ก็คงขาดไมตรีกันแล้ว จะละให้อีปีนล่วงมาถึงแดนเมืองเตงหาต้องการไม่ เราคิดว่าจะชิงยกไปตีเอาเมืองซองเสียก่อน ถ้าเจ้าเมืองเตงเห็นด้วยเรา ก็ให้เร่งยกกองทัพมาบรรจบทัพเรา ณ ตำบลฮูเจ๋งปลายแดนเมืองซองเถิด ครั้นเขียนหนังสือแล้วก็ให้ม้าเร็วรีบถือไปให้ก๋งจูคุด ณ เมืองเตง แล้วเจ้าเมืองฬ่อก็จัดแจงทแกล้วทหารยกมาตั้งคอยท่าทัพเมืองเตงอยู่ตำบลฮูเจ๋ง

ฝ่ายม้าเร็วเจ้าเมืองฬ่อครั้นไปถึงเมืองเตง ก็เอาหนังสือเข้าไปให้ก๋งจูคุด ก๋งจูคุดแจ้งความในหนังสือก็ดีใจนัก จึงเกณฑ์กองทัพพร้อมแล้วก็รีบยกมากับผู้ถือหนังสือ ครั้นถึงตำบลฮูเจ๋ง ก๋งจูคุดเข้าไปคำนับเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อก็เล่าความที่ได้ว่ากล่าวกับอีปีนนั้นให้ก๋งจูคุดฟังทุกประการ แล้วเจ้าเมืองฬ่อก็ให้ก๋งจูคุดเป็นทัพหน้ายกล่วงแดนเมืองซองเข้าไปตั้งค่ายมั่นลงใกล้เมืองทางประมาณห้าสิบเส้น

อีปีนเจ้าเมืองซองแจ้งว่าทัพเมืองเตงเมืองฬ่อยกมา จึงปรึกษาขุนนางและทหารทั้งปวงว่า ทัพเมืองเตงเมืองฬ่อบรรจบกันมาตีเมืองเราครั้งนี้ท่านทั้งปวงจะคิดอ่านประการใด ก๋งจูกิวที่ปรึกษาจึงว่า ทหารเมืองเตงนั้นชำนาญในการศึก ทหารในเมืองเราก็เคยขยาดฝีมืออยู่ บัดนี้ก๋งจูคุดได้ทหารเมืองฬ่อมาเป็นกำลัง เห็นเราจะต้านทานมิได้ ขอให้ท่านแต่งผู้มีสติปัญญาออกไปว่ากล่าวไกล่เกลี่ยเสียโดยดี เห็นก๋งจูคุดจะไม่ทำอันตรายแก่ท่าน

ลำจงเตียบาลจึงว่า เกิดเป็นชายชาติทหารเมื่อมีศึกมายังมิทันประคมอาวุธกันเข้า และจะด่วนออกไปอ่อนน้อมนั้นก็เสียทีเรียนเพลงอาวุธ ข้าพเจ้าจะขอออกตีทัพทั้งสองเมืองให้แตกไปจงได้ อีปีนก็เห็นด้วยจึงให้เบ้งเหกเป็นทัพหน้า ลำจงเตียบาลเป็นแม่ทัพคุมทหารห้าพันเปิดประตูเมืองออกไปตั้งกระบวนทัพอยู่ใกล้ค่ายเมืองเตงทางประมาณสิบห้าเส้น แล้วให้ตีม้าล่อและกลองรบอื้ออึงอยู่

เจ้าเมืองฬ่อเจ้าเมืองเตงเห็นดังนั้น ก็ยกทหารออกมาหน้าค่ายเบ้งเหก ทหารเมืองซองเห็นกองทัพยกออกมาก็ขับม้าขึ้นหน้าทหารทั้งปวงแล้วร้องว่า ผู้ใดดีมีฝีมือจงออกมารบกับเรา หงวนหวนทหารเมืองเตงก็ขับม้าฝ่าทหารขึ้นมา แล้วร้องถามว่าท่านชื่อไร เบ้งเหกก็บอกว่าเราชื่อเบ้งเหกเป็นแม่ทัพหน้าลำจงเตียบาล หงวนหวนจึงว่าเราเป็นทหารเอกในเมืองเตง ซึ่งจะรบกับท่านเป็นแต่ทหารรองนั้นเราเสียดายคมอาวุธ ท่านจงไปบอกให้ลำจงเตียบาลมารบกับเราเถิด เบ้งเหกได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ขับม้ารำขวานเข้ารบกับหงวนหวนได้สามสิบเพลง เลียงจูกับจินจูทหารเมืองฬ่อ ทันเต๊กทหารเมืองเตง ทั้งสามกลัวหงวนหวนจะเสียทีแก่เบ้งเหกก็ขับม้าเข้าช่วย หงวนหวนรุมรบเบ้งเหกเป็นสามารถ เบ้งเหกเห็นจะสู้ไม่ได้ก็ชักม้าหนี เลียงจูทหารเมืองฬ่อเมืองเตงก็กลุ้มรุมกันจับเบ้งเหกได้มัดพามาไว้ ณ ค่าย ทหารเบ้งเหกก็แตกกระจัดกระจายไปสิ้น

ลำจงเตียบาลแจ้งว่าเสียเบ้งเหกแก่ข้าศึกก็โกรธนัก จึงสั่งลำจงบุผู้บุตรว่า เจ้าจงออกไปรบกับทหารเมืองเตงแล้วทำเป็นเสียทีล่อให้ไล่ทหารเมืองเตงตามไปข้างทิศตะวันออกไปตีตัดหลังเอาชัยชนะให้จงได้ ลำจงบุก็ขึ้นม้าถือทวนคุมทหารขึ้นไปถึงหน้าค่ายเมืองเตงเมืองฬ่อแล้วร้องว่า ผู้ใดจับเบ้งเหกไปได้นั้นจงออกมาสู้กับเรา แล้วขับม้ารำทวนไล่แทงทหารเลวเมืองเตงเข้าไปจนถึงหน้าเกวียนก๋งจูคุด ก๋งจูคุดก็ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงลำจงบุ ลำจงบุก็พาทหารถอยไปข้างทิศตะวันตก ก๋งจูคุดได้ทีขับทหารรีบตามไป ลำจงเตียบาลเห็นดังนั้นก็ยกทหารออกตีวกหลัง ก๋งจูคุด หงวนหวน ทันเต๊กทหารเมืองเตงก็แยกทหารออกสกัดรบกับลำจงเตียบาลเป็นสามารถ

ขณะนั้นห่อต๊กยืนอยู่บนกำแพงเมืองซอง เห็นศึกได้ทีก็ลงมาจากกำแพงให้เปิดประตูเมืองพาทหารออกไปตีกระหนาบทัพหงวนหวนกับทันเต๊ก เจ้าเมืองฬ่อเห็นดังนั้นก็ตีกระหนาบหลังห่อต๊ก ทหารทั้งสี่ทัพรบพุ่งฆ่าฟันกันตายเป็นอันมาก จนเวลาพลบคํ่าก๋งจูคุดจึงรบแหกออกมาได้พาเจ้าเมืองฬ่อและทหารทั้งปวงกลับมาค่าย ลำจงเตียบาลกับห่อต๊กก็พากันกลับมาเมืองซอง

และขณะเมื่อรบกันนั้นทหารลำจงเตียบาลจับทหารเลวเมืองเตงได้มาประมาณยี่สิบคน ครั้นเวลารุ่งเช้าลำจงเตียบาลให้ทหารไปร้องว่าที่หน้าค่ายเมืองเตงว่า เวลาวานนี้ท่านจับเบ้งเหกทหารเราไปได้คนหนึ่ง บัดนี้เราจับทหารท่านได้ถึงยี่สิบคน เราขอเปลี่ยนเบ้งเหก ก๋งจูคุดแจ้งดังนั้นก็ให้คุมเบ้งเหกออกมาหน้าค่าย แล้วร้องว่ากับทหารเมืองซองว่า เราจะยอมคืนตัวเบ้งเหกให้ท่าน ถ้าตีม้าล่อสัญญาณก็ปล่อยทหารยี่สิบคนกลับมาค่าย ทหารเมืองเตงก็ปล่อยเบ้งเหกไปเมืองซอง ทัพเมืองเตงกับเมืองซองตั้งรอกันอยู่ มิได้ออกรบกันเป็นหลายวัน

ฝ่ายก๋งจูยือที่เจ้าเมืองซองให้ถือหนังสือไปเมืองเจ๋นั้น ครั้นถึงแดนเมืองเจ๋ก็แจ้งว่าเจ๋ฮูก๋งยกกองทัพไปเมืองกี๋ ก๋งจูยือก็รีบตามไปถึงค่าย แล้วเอาหนังสือเข้าไปให้แก่เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋รบหนังสือมาอ่านดูได้ความว่า อีปีนเจ้าเมืองซองคำนับมาถึงฮูจงก๋ง ด้วยข้าพเจ้าช่วยคิดอ่านให้ก๋งจูคุดได้เป็นเจ้าเมืองเตง ก๋งจูคุดสัญญาข้าพเจ้าว่าจะให้หัวเมืองขึ้นสามหัวเมืองบัดนี้หาให้ไม่ กลับว่าข้าพเจ้าให้ได้ความอัปยศ ข้าพเจ้าจะขอกองทัพท่านช่วยกำจัดก๋งจูคุดเสีย

เจ๋ฮูก๋งได้ฟังดังนั้นจึงว่า เรายังรบกับเมืองกี๋ติดพันกันอยู่ ถ้าถอยทัพจะเสียทีแก่เมืองกี๋ ท่านจงไปแจ้งแก่อีปีนเจ้าเมืองซองเถิดว่าให้มาช่วยเราตีเมืองกี๋เสียให้ได้แล้ว เราจึงจะไปช่วยตีเมืองเตงให้ได้ ก๋งจูยือก็คำนับลามาแจ้งความกับเจ้าเมืองซองตามคำเจ๋ฮูก๋ง อีปีนแจ้งดังนั้นก็เสียใจมิรู้ที่จะคิดประการใด จึงให้รักษาเมืองมั่นไว้

ฝ่ายเจ้าเมืองกี๋ ขณะเมื่อทัพเมืองเจ๋มาตั้งประชิดเมืองอยู่นั้นเจ้าเมืองกี๋จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ทัพเมืองเจ๋ยกมาครั้งนี้ทแกล้วทหารก็มาก แล้วเจ๋ฮูก๋งก็ชำนาญในการศึก เห็นเราจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ ครั้นจะออกอ่อนน้อมโดยดีเล่าเจ้าเมืองเจ๋กับเมืองเราก็คู่พยาบาทกันถึงเจ็ดชั่วเจ้าเมืองมาแล้ว เห็นเจ๋ฮูก๋งจะไม่ไว้ชีวิตเราและท่านทั้งปวง ครั้นจะให้ขอกองทัพหัวเมืองที่บรรดาเป็นไมตรีกับเรามาช่วย ก็แต่ล้วนเป็นเมืองเล็กน้อย ที่ไหนจะต้านทานทัพเมืองเจ๋ได้ แต่เมืองฬ่อนั้นเป็นเมืองใหญ่มีทแกล้วทหารมาก เห็นพอจะสู้รบเจ๋ฮูก๋งได้ แล้วเจ้าเมืองฬ่อก็เป็นเชื้อสายแซ่เดียวกับเรา แต่บัดนี้เป็นบุตรเขยเจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ถึงจะให้ไปขอกองทัพก็จะป่วยการเสียเปล่า ที่ไหนเจ้าเมืองฬ่อจะมาช่วยเราได้ ตัวเราและท่านทั้งปวงครั้งนี้ เหมือนปลาว่ายอยู่ในกระทะตั้งไว้บนกองเพลิงด้วยความตายใกล้อยู่เป็นนิจ ว่าแล้วเจ้าเมืองกี๋ก็ร้องไห้

ที่ปรึกษาทั้งปวงเห็นดังนั้นจึงว่า ท่านอย่าเพิ่งเสียใจก่อน อันทัพเมืองเจ๋ยกมาครั้งนี้ ทหารมากกว่าทหารเราถึงเก้าส่วนสิบส่วนก็จริง แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าถึงทำการรบพุ่งก็จะได้แต่เพียงความชอบ อันทหารในเมืองเรานี้รู้อยู่ด้วยกันทุกคนว่า เจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋เข้าเมืองได้ ก็จะฆ่าสิ้นทั้งบุตรและภรรยา เห็นจะพร้อมใจกันช่วยรบพุ่ง ด้วยจะรักษาชีวิตและครอบครัวอยู่ทุกคน ถึงน้อยสู้มากก็ได้ และซึ่งเจ้าเมืองฬ่อเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋นั้น ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นอริกันอยู่กับภรรยาด้วยความในใจ บัดนี้เมืองฬ่อก็มาช่วยเจ้าเมืองเตงเมืองซองอยู่ หนทางจะไปมาก็ใกล้กับเมืองกี๋ ถ้าท่านให้หนังสือไปถึงเจ้าเมืองฬ่อ ก็เห็นจะยกมาช่วยท่านเป็นมั่นคง ทั้งจะได้เมืองเตงมาด้วย อันก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงหมายพึ่งกำลังเมืองฬ่อ ด้วยรู้ว่าเจ้าเมืองฬ่อกับท่านแซ่เดียวกัน คงจะยกมาช่วยเอาแรงไว้ แล้วกับเจ้าเมืองเจ๋ก็อริกันอยู่ ถ้าท่านได้ทัพทั้งสองเมืองมาเป็นกำลังแล้วทำไมกับทหารเมืองเจ๋เท่านั้น ตีเวลาเดียวก็จะแตกไปสิ้น

เจ้าเมืองกี๋ได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจ จึงว่าถ้าเมืองฬ่อแหนงกับเจ้าเมืองเจ๋จริงก็เห็นว่าเราท่านทั้งปวงจะรอดชีวิตเป็นแท้ เจ้าเมืองกี๋จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งให้ม้าเร็วรีบถือไปให้เจ้าเมืองฬ่อแดนเมืองซอง ม้าเร็วเมืองกี๋ครั้นไปถึงค่ายเมืองฬ่อซึ่งตั้งประชิดอยู่นั้น ก็เอาหนังสือเข้าไปให้ฬ่อจงก๋ง ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงอยู่ที่นั่นด้วย

เจ้าเมืองฬ่อรับหนังสือมาอ่านได้ความว่า เจ้าเมืองกี๋คำนับมาถึงฬ่อจงก๋ง ด้วยเมืองกี๋กับเมืองเจ๋เป็นคู่เคี่ยวทำศึกกันมาถึงเจ็ดชั่วเจ้าเมือง ความที่ขัดแค้นกับท่านก็แจ้งอยู่แล้ว บัดนี้เจ๋ฮูก๋งยกมาตีเมืองกี๋ ถ้าเจ๋ฮูก๋งเข้าเมืองกี๋ได้ก็จะฆ่าฟันข้าพเจ้าและราษฎรเสียสิ้นทั้งเมือง แซ่ข้าพเจ้าก็จะสาบสูญเสียครั้งนี้ ถ้าแต่กำลังเจ้าเมืองกี๋ที่จะต้านทานทัพเจ๋ฮูก๋งนั้น เหมือนหนึ่งนํ้าถังเดียวจะรดลงที่กองเพลิงอันใหญ่ ข้าพเจ้าเห็นแต่ท่านผู้เดียวเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าได้ จงมีความกรุณายกทหารมาช่วยเมืองกี๋ไว้อย่าให้แซ่ข้าพเจ้าสาบสูญเสียเลย

เจ้าเมืองฬ่อดูหนังสือแล้วก็ตกใจ จึงถามผู้ถือหนังสือว่าทัพเมืองเจ๋มาตั้งประชิดเมืองกี๋อยู่สักกี่วันแล้ว ทหารเมืองกี๋ได้ออกรบพุ่งกับทหารเมืองเจ๋ประการใดบ้าง ผู้ถือหนังสือจึงบอกว่า ทัพเมืองเจ๋มาตั้งประชิดเมืองกี๋อยู่ยี่สิบวันแล้ว แต่หาได้รบพุ่งกันไม่ เจ้าเมืองฬ่อจึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า จะยกไปช่วยในเวลาวันนี้ ท่านอยู่นำทัพเราไปทีเดียวเถิด

แล้วเจ้าเมืองฬ่อบอกกับก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงว่า เจ้าเมืองกี๋กับเราเป็นแซ่เดียวกัน จำจะยกไปช่วยเมืองกี๋ อย่าให้เสียแก่เมืองเจ๋ ก๋งจูคุดจึงว่า ข้าพเจ้าแจ้งว่าท่านเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋ บัดนี้ทัพเจ้าเมืองเจ๋ไปตีเมืองกี๋ ถ้าจะยกไปช่วยเมืองกี๋นั้น เจ๋ฮูก๋งจะมิขัดเคืองท่านหรือ เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า ซึ่งท่านว่านั้นก็ชอบอยู่แต่เป็นความจนใจ ถ้าเรามิได้ไปช่วยเมืองกี๋ แม้นเมืองกี๋เสียกับเจ๋ฮูก๋ง คนทั้งแผ่นดินก็จะติเตียนเราว่ารักภรรยายิ่งกว่าญาติ ด้วยคำโบราณว่าไว้ว่า ภรรยานั้นเหมือนเสื้อกางเกง ขาดแล้วคงจะหาใหม่ได้ อันพี่น้องเหมือนมือและเท้า แม้นมือและเท้าขาดด้วนไปแล้วหารู้ที่จะต่อได้ไม่ และเราเห็นว่าซึ่งเจ๋ฮูก๋งไปตีเมืองกี๋ครั้งนี้ ใช่ว่าชาวเมืองกี๋จะมีสิ่งผิดกับเจ๋ฮูก๋งก็หาไม่ เมืองเรากับเมืองเจ๋นั้นขัดเคืองกันอยู่ถึงเจ็ดชั่วคนแล้ว เจ๋ฮูก๋งทำดังนี้เพราะจะแทนคุณญาติพี่น้องแต่ก่อน เราเล่าก็จะไปช่วยพี่น้อง เมื่อเจ๋ฮูก๋งจะขัดเคืองข้าพเจ้าก็ตามเถิด

ก๋งจูคุดได้ฟังดังนั้นจึงว่า ท่านว่านี้ชอบนัก ข้าพเจ้ากับเจ้าเมืองเจ๋ทุกวันนี้ก็เป็นอริกันอยู่ จะยกไปช่วยเมืองกี๋ด้วย เจ้าเมืองฬ่อก็มีความยินดี จึงให้ไปประกาศทหารทั้งสองทัพให้รู้ทั่วแล้วก็รีบยกไปเมืองกี๋ เจ้าเมืองกี๋ครั้นแจ้งว่าทัพเมืองเตง เมืองฬ่อยกมาก็มีความยินดี จึงออกไปรับเชิญเข้าเมืองกี๋ปรึกษาราชการศึก

ฝ่ายเจ้าเมืองซอง ครั้นทัพเมืองเตงเมืองฬ่อเลิกไปก็มิได้ติดตาม จึงปรึกษาห่อต๊กว่า เจ๋ฮูก๋งยกไปตีเมืองกี๋ เราคิดจะยกไปช่วยเอาแรงไว้ ถ้าเจ๋ฮูก๋งสำเร็จการเมืองกี๋แล้วจะได้มาช่วยเราตีเมืองเตง ท่านจะเห็นประการใด ห่อต๊กก็เห็นชอบด้วย เจ้าเมืองซองก็ให้เกณฑ์ทหารพร้อมแล้วจึงรีบยกไปเมืองกี๋

ฝ่ายเจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ขณะเมื่อยกไปตีเมืองกี๋นั้นได้มีหนังสือไปขอกองทัพเมืองโอยฉบับหนึ่ง เจ้าเมืองโอยแจ้งหนังสือแล้วจัดแจงกองทัพจะยกไป พอป่วยเป็นปัจจุบันตาย ก๋งจูซัวบุตรได้เป็นเจ้าเมืองแทนที่บิดา ก๋งจูซัวจึงคิดว่า บิดาเราได้รับไว้ต่อเจ้าเมืองเจ๋ว่าจะยกไปช่วยตีเมืองกี๋ ถึงบิดาเราตายแล้วก็ยังหาพ้นธุระไม่ จำจะยกกองทัพไปช่วยเมืองเจ๋บำรุงไมตรีไว้ ก๋งจูซัวคิดแล้วก็เกณฑ์ทหารห้าพันใส่เสื้อถือธงขาวทุกกองรีบยกไปเมืองกี๋

ครั้นไปถึงทางร่วมจะเข้าแดนเมืองกี๋ พอพบทัพเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองกับก๋งจูซัวถ้อยทีถามกันแจ้งว่าจะยกไปช่วยเมืองเจ๋ ก็บรรจบทัพรีบขึ้นไปถึงค่ายเจ๋ฮูก๋ง แล้วต่างคนก็เข้าไปคำนับเจ๋ฮูก๋ง เจ๋ฮูก๋งก็มีความยินดีนัก จึงให้ตั้งค่ายรายกันไปตามหน้าเมืองกี๋เป็นหลายค่าย ทหารเมืองกี๋อยู่บนหอรบเห็นก็ไปบอกเจ้าเมืองกี๋ว่ามีทัพมาช่วยเจ้าเมืองเจ๋อีกสองทัพ

ขณะนั้นเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองเตง นั่งปรึกษาการศึกอยู่ ครั้นแจ้งดังนั้นเจ้าเมืองฬ่อก็พาเจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองเตงขึ้นไปดูบนหอรบ เห็นอักษรที่จารึกธงก็แจ้งว่าทัพเมืองโอยกับเมืองซอง และเจ้าเมืองกี๋นั้นเห็นทัพทั้งสามหัวเมืองจัดแจงตั้งค่ายรวดเร็ว เสียงทแกล้วทหารอื้ออึงก็คิดย่อท้อทอดใจใหญ่ เจ้าเมืองฬ่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แล้วถามเจ้าเมืองกี๋ว่าท่านคิดเกรงข้าศึกหรือ

เจ้าเมืองกี๋จึงว่า ข้าพเจ้าเห็นทหารทั้งสามหัวเมืองนั้นมากนักเกรงจะเหลือกำลังท่าน เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า ซึ่งทัพสองเมืองยกเพิ่มเติมมาช่วยเจ้าเมืองเจ๋ครั้งนี้ เราเห็นว่าหามาช่วยเจ้าเมืองเจ๋ตีเมืองไม่ จะมาพาให้ทัพเมืองเจ๋พลอยแตกอีก ท่านอย่าคิดเกรงเลย อันทัพเมืองโอยกับเมืองซองเดินทางมาไกลพอถึงเวลาเช้าวันนี้ และต้องตั้งค่ายเป็นหลายค่าย ทแกล้วทหารกำลังอิดโรย คํ่าวันนี้เราคิดจะออกโจมตีทัพเมืองซอง เมืองโอยให้แตกยับเยินไปจงได้ ถ้าทัพสองหัวเมืองแตกแล้ว ทัพเจ้าเมืองเจ๋ก็จะพลอยแตกไปด้วย เจ้าเมืองฬ่อก็พาเจ้าเมืองเตงลงมาจากหอรบ จึงว่าแก่เจ้าเมืองกี๋ว่า จงจัดเกวียนบรรทุกฟืนและฟางให้ได้สามร้อยเล่ม เร่งเกณฑ์ทหารไว้ให้พร้อมกัน ถ้าเห็นแสงเพลิงขึ้นแล้วเร่งไปตีทัพเมืองเจ๋ เรากับเจ้าเมืองเตงจะตีทัพเมืองซองเมืองโอย เจ้าเมืองกี๋ก็มาจัดแจงเกวียนและทหารเตรียมไว้พร้อมตามเจ้าเมืองฬ่อสั่ง

เจ้าเมืองฬ่อจึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปให้เจ๋ฮูก๋งฉบับหนึ่ง ทหารเมืองฬ่อครั้นไปถึงค่ายเมืองเจ๋ ก็บอกผู้รักษาประตูว่า เราเป็นทหารเมืองฬ่อ ถือหนังสือมาถึงเจ๋ฮูก๋ง นายประตูก็เข้าไปแจ้งแก่เจ๋ฮูก๋ง เจ๋ฮูก๋งก็ให้พาตัวเข้าไปในค่าย ผู้ถือหนังสือคำนับแล้วก็เอาหนังสือส่งให้เจ๋ฮูก๋ง เจ๋ฮูก๋งรับเอาหนังสือมาอ่านใจความว่า ก๋งจูคุยซึ่งเป็นฬ่อจงก๋งคำนับมาถึงเจ๋ฮูก๋ง ด้วยข้าพเจ้ามาอยู่ในเมืองกี๋ครั้งนี้ ใช่จะมาช่วยเจ้าเมืองกี๋รบพุ่งก็หามิได้ อันเจ้าเมืองกี๋คนนี้เป็นแซ่เดียวกับข้าพเจ้า ท่านจะเห็นแก่ไมตรีของดกองทัพไว้สักสามวัน อย่าเพิ่งเข้าทำอันตรายเมืองกี๋ เจ้าเมืองจัดแจงเครื่องบรรณาการจะออกไปคำนับท่านโดยดี ขอท่านอย่าได้ทำอันตรายชีวิตเจ้าเมืองกี๋และราษฎรทั้งปวงเลย จะได้ขึ้นแก่ท่านสืบไป

เจ๋ฮูก๋งแจ้งในหนังสือดังนั้นก็โกรธเจ้าเมืองฬ่อ จึงสั่งผู้ถือหนังสือว่า จงไปบอกก๋งจูคุยเถิดว่า เจ้าเมืองกี๋แต่ก่อนนั้นไปทูลพระเจ้าอิวอ๋อง กล่าวโทษเจ้าเมืองเจ๋เป็นหลายข้อ พระเจ้าอิวอ๋องให้เอาชาวเมืองฆ่าเสียครั้งนั้นเป็นอันมาก เมืองเจ๋กับเมืองกี๋จึงเป็นคู่ข้าศึกกันมาถึงแปดชั่วกษัตริย์แล้ว ซึ่งเราจะรับเครื่องบรรณาการเมืองกี๋ไว้เป็นเมืองขึ้นดังท่านว่านั้น ผู้ซึ่งตายไปและคนทั้งแผ่นดินก็จะติเตียนเราว่าหากตัญญูต่อปู่และบิดาไม่ เราออกปากไว้ว่าชาวเมืองกี๋กับเราไม่ขอเกิดร่วมแผ่นดินกันต่อไป ถึงบุตรและญาติพี่น้องเราที่สนิท ถ้าตกไปกินข้าวในเมืองกี๋จนมื้อหนึ่งเป็นขาดกันกับเรา ถ้าเราได้เมืองแล้วก็คงฆ่าเสียให้สิ้นทั้งเมือง อย่าให้ก๋งจูคุดคิดน้อยใจเราเลย

ผู้ถือหนังสือก็จำข้อความซึ่งเจ๋ฮูก๋งว่านั้น กลับมาแจ้งแก่เจ้าเมืองฬ่อทุกประการ เจ้าเมืองฬ่อได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่ากับเจ้าเมืองกี๋เจ้าเมืองเตงว่า ครั้งนี้ถึงเราจะฆ่าเจ้าเมืองเจ๋เสียก็หามีใครนินทาเราไม่ แต่เราคิดสงสารเจ๋ฮูก๋งว่าจะเอาเกียรติยศมาทิ้งเสียครั้งนี้เพราะความพยาบาท พอเวลาคํ่าลงประมาณสองทุ่ม เจ้าเมืองฬ่อจึงให้จินจูนายทหารเมืองฬ่อคุมทหารเลวห้าร้อย เอาเกวียนที่ใส่ฟืนและฟางออกไปซุ่มไว้หน้าค่ายเมืองโอยเมืองซอง ถ้าได้ยินเสียงประทัดสัญญาแล้วให้จุดเพลิงขึ้น ไสเกวียนเข้าเผาค่ายเสียจงได้ แล้วให้ซกตำกับทันเต๊กทหารเมืองเตงคุมทหารเลวห้าร้อยคนไปซุ่มอยู่หลังค่ายเมืองโอยเมืองซอง ถ้าเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นแล้วให้รบหักเข้าไปอย่าให้ทหารทันใส่เกราะและผูกม้า แล้วให้เสียงจูงกับก๋งจูเยียดคุมทหารคนละพันเข้าสมทบทัพเจ้าเมืองกี๋ไปซุ่มอยู่หลังค่ายเมืองเจ๋ ถ้าเห็นทหารเมืองเจ๋ยกออกจากค่ายไปช่วยค่ายเมืองซองเมืองโอย ก็ให้ระดมเข้าตีเอาค่ายเมืองเจ๋ให้จงได้ ตัวเรากับเจ้าเมืองเตงจะเป็นกองกลาง ถ้าหนักที่ไหนจะช่วยเข้ารบหักเอาที่นั้น

เจ้าเมืองกี๋จึงว่ากับเจ้าเมืองฬ่อว่า ค่ายเมืองเจ๋เป็นค่ายใหญ่ อันค่ายเมืองซองเมืองโอยนั้นเป็นแต่ค่ายเล็ก ถึงท่านจะเอาเพลิงเผาค่ายทั้งสองได้ ทหารเมืองซองเมืองโอยจะรวมมาเข้าค่ายเมืองเจ๋ ถ้าท่านคิดเผาค่ายเมืองเจ๋เป็นที่มั่นเสียได้แล้ว ข้าพเจ้าเห็นว่าทัพทั้งสามเมืองจะแตกไปเอง

เจ้าเมืองฬ่อจึงว่า ค่ายเมืองเจ๋เป็นค่ายใหญ่ก็จริง เมื่อกองทัพเมืองเจ๋ได้หยุดถึงยี่สิบสามสิบวันแล้ว ทั้งทหารก็ได้ผลัดกันหลับนอนเป็นปกติหายอิดโรยแล้วเห็นจะตรวจตรารักษาค่ายมิได้ประมาท ที่ไหนทหารเราจะเลื่อนเกวียนเข้าใกล้ค่ายได้ อันทัพเมืองซองเมืองโอยนั้นพึ่งมาถึงเวลาเช้า แล้วต้องตั้งค่ายอยู่จนพลบ เห็นจะอิดโรยนัก คํ่าวันนี้ก็จะพากันหลับนอนเสียสิ้น แล้วก็เป็นแต่ผู้มาช่วยการรักษาค่าย ดูเห็นไม่สู้สามารถ เราจึงจะให้เผาค่ายเมืองซองเมืองโอย เพราะเห็นทหารเราจะทำการได้โดยสะดวก ถ้าเจ๋ฮูก๋งเห็นเพลิงไหม้ค่ายทั้งสองขึ้นคงจะยกทหารออกช่วย ท่านจงเข้าโจมตีชิงเอาค่ายให้จงได้ ตั้งใจทำเสียครั้งนี้เถิด เราเห็นว่าเจ๋ฮูก๋งจะไม่ได้กลับมาเห็นกำแพงเมืองกี๋อีกแล้ว

เจ้าเมืองกี๋ได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย คุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ท่านคิดการศึกครั้งนี้ดังเทพยดาเข้าดลใจ ชาวเมืองจะได้รอดชีวิตเพราะสติปัญญาท่าน เจ้าเมืองฬ่อก็ยุดมือไว้แล้วว่า ท่านอย่าคำนับเราเลย เจ้าเมืองกี๋ก็ออกมาจัดแจงทหารแยกกันไปซุ่มอยู่ตามเจ้าเมืองฬ่อสั่ง ครั้นเวลาสองยามเศษก๋งจูคุยเจ้าเมืองฬ่อ ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงก็ใส่เกราะขึ้นม้าถือทวนคุมทหารคนละพันยกออกไปจากเมืองกี๋ ครั้นไปใกล้ค่ายเมืองซอง จึงให้ทหารเข้าไปสอดแนมดูแจ้งว่าเกวียนเชื้อเพลิงจัดแจงไว้พร้อมแล้ว จึงให้จุดประทัดสัญญาขึ้น ทหารที่ซุ่มนั้นก็จุดฟางและฟืนขึ้นพร้อมกันไสเข้าไปเผาค่ายเมืองซองเมืองโอยไหม้ขึ้น

ซกตำกับทันเต๊กซึ่งซุ่มอยู่หลังค่ายเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นข้างหน้าก็ยกทหารตีเข้าไปข้างหลังค่าย ทหารเมืองซองเมืองโอยตกใจตื่นขึ้นไม่ทันใส่เกราะผูกม้าต่างคนต่างวิ่งเอาตัวรอด ซกตำกับทันเต๊กเข้าค่ายได้ฆ่าฟันทหารเมืองซองเมืองโอยล้มตายเป็นอันมาก เจ้าเมืองซองเมืองโอยเห็นจะจวนตัวนัก ก็ขึ้นม้าควบหนีปนไปกับทหารเลว

ขณะที่จินจูทหารเมืองฬ่อจุดเพลิงขึ้นนั้น เจ๋ฮูก๋งเห็นแสงเพลิงสว่าง ได้ยินเสียงทหารอื้ออึงก็รู้ว่าทัพเมืองกี๋ออกปล้นค่ายเมืองซองเมืองโอย จึงให้ก๋งจูเพงเสงคุมทหารพันห้าร้อยรีบไปช่วยเมืองซองเมืองโอย เจ้าเมืองกี๋กับก๋งจูเอียดเลียงจู ทั้งสามทัพเห็นได้ทีก็ยกทหารระดมเข้าตีค่ายเมืองเจ๋เป็นสามารถ ทหารเมืองเจ๋น้อยตัวจะต้านทานมิได้ ต่างคนหนีออกจากค่าย ทหารเมืองกี๋เมืองฬ่อก็ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองเจ๋ตายเป็นอันมาก เจ๋ฮูก๋งเห็นเสียค่ายแล้วก็มิได้คิดสู้รบ ขึ้นม้าพาทหารคนสนิทประมาณร้อยเศษรีบหนีไป

ฝ่ายก๋งจูเพงเสงกับทหารเลวทั้งปวงรีบมาช่วยค่ายเมืองซองเมืองโอย ครั้นมาถึงกลางทาง พอได้ยินเสียงทหารและกลองรบอื้ออึงขึ้นข้างหลัง ก็คิดว่าข้าศึกเข้าปล้นค่ายเจ๋ฮูก๋งเป็นมั่นคง จึงพาทหารกลับมา พอทหารเหลือคนหนึ่งควบม้าตามร้องบอกก๋งจูเพงเสงว่าค่ายเจ๋ฮูก๋งเสียแก่ข้าศึกเสียแล้ว ก๋งจูเพงเสงจึงถามว่า บัดนี้เจ๋ฮูก๋งไปอยู่ไหนเล่า ผู้นั้นจึงบอกว่าเจ๋ฮูก๋งจะไปแห่งใดข้าพเจ้ามิได้แจ้ง ก๋งจูเพงเสงก็ตกใจนักขับม้าพาทหารรีบมาช่วยเจ๋ฮูก๋ง

เจ้าเมืองฬ่อเจ้าเมืองเตงซึ่งคุมทหารกองทัพซุ่มอยู่กลางทางเห็นทัพก๋งจูเพงเสงกลับมาก็ขับทหารเข้าล้อมก๋งจูเพงเสงไว้ ก๋งจูเพงเสงก็รบพุ่งต้านทานไว้เป็นสามารถ ก๋งจูคุยเจ้าเมืองฬ่อก็เอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกไหล่ขวาก๋งจูเพงเสง ก๋งจูเพงเสงเห็นจะสู้รบมิได้ก็ทิ้งทหารทั้งปวงเสียขับม้าหนีเอาตัวรอด ก๋งจูคุด ก๋งจูคุย ก็พาทหารไล่ฆ่าฟันทหารก๋งจูเพงเสงแตกกระจัดกระจายไป ทัพเมืองกี๋ เมืองฬ่อ เมืองเตง ตามตีซ้ำเติม ฆ่าฟันทหารเมืองเจ๋ เมืองซอง เมืองโอยไปจนเวลารุ่งเช้า ทหารทั้งสามเมืองล้มตายเป็นอันมาก ศพเกลื่อนไปตามทาง ทหารเมืองกี๋ เมืองฬ่อ เมืองเตง ได้เกวียนและม้า เครื่องสาตราวุธไว้เป็นอันมาก แล้วเจ้าเมืองกี๋ก็พาเจ้าเมืองฬ่อเจ้าเมืองเตงกลับเข้าเมืองกี๋ จึงให้ปูนบำเหน็จทแกล้วทหารทั้งปวงตามความชอบ ให้แต่งโต๊ะเลี้ยงดูกันเอิกเกริกไปทั้งเมือง แล้วเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตง ก็ลาเจ้าเมืองกี๋กลับไปเมือง

ฝ่ายก๋งจูคุด ครั้นมาถึงเมืองเตง พอก๋งจูหงวนเป็นไตหูขุนนางฝ่ายพลเรือนป่วยตาย จึงให้ทำการฝังศพก๋งจูหงวนพอสมควรตามตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่ แล้วตั้งทันเต๊กเป็นที่แทนก๋งจูหงวน ขณะนั้นพระเจ้าฮวนอ๋องเสวยราชสมบัติได้ยี่สิบสองปี

ฝ่ายเจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋นั้น ตั้งแต่เสียทัพมาครั้งนั้นได้ความอัปยศนัก ให้เดือดร้อนรำคาญไม่เป็นกินไม่เป็นนอนจนป่วยไข้นั้นหนักลงทุกวัน เจ๋ฮูก๋งเห็นว่าตัวจะตายแล้ว จึงเรียกก๋งจูหยีผู้บุตร กับก๋งจูบอดีผู้หลาน ซึ่งเป็นบุตรอิดอ๋องเลือน กับขุนนางนายทหาร และที่ปรึกษาทั้งปวงเข้าไปในห้องนอน แล้วว่าแก่ก๋งจูหยีก๋งจูบอดีว่าตัวเรานี้เห็นจะไม่รอด เจ้าทั้งสองอยู่ข้างหลังจงรักใคร่กัน อุตส่าห์คิดอ่านไปกระทำการแก่เมืองกี๋แก้แค้นของบิดาเสียให้จงได้ ซึ่งบิดาตายจากเจ้าไปครั้งนี้ เจ้าจงเข้าใจว่าบิดาต้องอาวุธชาวเมืองกี๋เถิด บรรดาเครื่องจะเซ่นศพบิดาทุกฤดูเดือนปีนั้น ถ้าเจ้ารักบิดาเจ้าจงเอาไว้เป็นเสบียงบำรุงทแกล้วทหารไปตีเมืองกี๋ ดีกว่าเอาไปเซ่นศพบิดาเสียอีก แล้วเจ๋ฮูก๋งจึงหยิบเอากระบี่สำหรับยศยื่นให้ก๋งจูหยีว่า เจ้าจงเอาไว้ปราบปรามศัตรูคือเจ้าเมืองกี๋นั้นเถิดบิดานี้จะลาเจ้าแล้ว

ก๋งจูหยีรับกระบี่แล้วกราบลงพลางร้องไห้ว่า การซึ่งทำไว้แก่เมืองกี๋นั้นบิดาอย่าได้วิตกเลย ข้าพเจ้าจักสนองคุณไม่คิดแก่ชีวิต บิดาอุตส่าห์กินยารักษาโรคให้หายเถิด เจ๋ฮูก๋งจึงว่า เจ้ารับทำธุระทำได้ดังว่าฉะนี้แล้ว ถึงบิดาตายไปจะได้ความสุข แล้วเจ๋ฮูก๋งจึงว่าแก่ก๋งจูเพงเสงและทหารทั้งปวงว่า เรากับท่านได้เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาช้านาน บัดนี้กรรมมาทันเราแล้วจะลาท่านทั้งปวงไปก่อน ท่านอยู่ภายหลังช่วยทำนุบำรุงลูกและหลานเราด้วย ตัวเราจะตายครั้งนี้มิได้คิดอาลัยแก่สมบัติบ้านเมืองเลย เป็นห่วงอยู่แต่ลูกเราจะไม่ทำกับเมืองกี๋เหมือนใจเราคิด ท่านทั้งปวงจงคิดอ่านเอาธุระด้วย

ก๋งจูเพงเสงและทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างคนก็ร้องไห้กราบลงแล้วว่า คุณท่านชุบเลี้ยงข้าพเจ้ามาได้มียศศักดิ์มีความสุขถึงเพียงนี้ จะขอเอาชีวิตสนองคุณท่านให้ถึงขนาด ถ้าข้าพเจ้าทั้งปวงมีชีวิตอยู่ก็ไม่ให้ชาวเมืองกี๋เป็นสุขเลย ครั้งนั้นเจ๋ฮูก๋งครั้นได้ยินออกชื่อเมืองกี๋ขึ้นทีไรก็คิดแค้น โรคยิ่งกำเริบขึ้นขาดใจตาย ก๋งจูหยีกับขุนนางทั้งปวงก็เอาศพใส่หีบไม้หอม แต่งการฝังศพตามตำแหน่งเจ้าเมือง ครั้นถึงวันฤกษ์ดีขุนนางทั้งปวงก็ยกก๋งจูหยีเป็นเจ้าเมืองเจ๋ ก๋งจูหยีจึงตั้งก๋งจูบอดีเป็นผู้สำเร็จราชการทั้งทหารพลเรือน

ฝ่ายอีปีนเจ้าเมืองซองนั้นคิดแค้นก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงนัก จึงเอาหยกและทองที่ก๋งจูคุดให้มาแบ่งออกเป็นสามส่วนให้คนไปให้เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองจิ๋น สามเมืองขอกองทัพมาช่วยตีเมืองเตง เจ้าเมืองทั้งสามรับเอาสิ่งของไว้แล้ว เจ้าเมืองเจ๋จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า บิดาเราตายลงใหม่บ้านเมืองก็ยังไม่ปกติราบคาบ เราจะไปเองยังไม่ได้ จะให้ทหารไปช่วย แล้วก๋งจูหยีให้ยงหลิมเป็นแม่ทัพคุมทหารหมื่นหนึ่งไปเมืองซองกับผู้ถือหนังสือ

ฝ่ายอีปีนเจ้าเมืองซอง ครั้นทัพสามเมืองมาถึงพร้อมกันแล้วก็รีบยกเข้าไปเมืองเตง และทัพเจ้าเมืองซองกับทัพทั้งสามเมืองบรรจบกันยกไปครั้งนั้น ทหารรบประมาณสิบหมื่นเศษ เดินทางล่วงแดนเมืองเตงเข้าไป บรรดาหัวเมืองรายทางซึ่งขึ้นกับเมืองเตง เห็นศึกเหลือกำลังก็มิได้ต่อสู้อพยพหนีเข้าป่า ทัพเมืองซองเร่งยกเข้าไปจนถึงริมกำแพงเมืองเตง ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองทั้งสี่ด้านไว้

ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงจึงปรึกษาชัวจกว่า ทัพเมืองซองยกมาครั้งนี้ เราจะคิดสู้รบประการใด ชัวจกจึงว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แม้นจะออกสู้รบถ้าเสียทีเจ้าเมืองซองเข้าเมืองได้ ก็จะฆ่าชาวเมืองเราเสียสิ้น ครั้นจะให้ขอกองทัพมาช่วยก็ไม่เห็นผู้ใดที่จะหักออกไปได้ด้วยกองทัพล้อมอยู่แน่นหนานัก ข้าพเจ้าคิดว่าอย่าสู้รบเลย เรายึดยงกิวบุตรเจ้าเมืองซองไว้ ถ้าเจ้าเมืองซองจะฆ่าท่าน ท่านจงให้ฆ่ายงกิวเสียบ้าง เห็นเจ้าเมืองซองจะทำโทษมิได้ ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงก็เห็นด้วยจึงสั่งทหารอย่าให้รบพุ่งกับทหารเมืองซองตามชัวจกว่า

ฝ่ายเจ้าเมืองซองครั้นมิได้เห็นทหารในเมืองออกมารบ ก็เร่งให้ทหารเอาคบเพลิงเข้าระดมเผาประตูเมืองทลายลง แล้วเจ้าเมืองซองก็ขับม้าพาทหารเข้าไปในเมือง ก็มิได้เห็นออกรบแต่สักคนหนึ่ง อีปีนเจ้าเมืองซองคิดอายใจ ครั้นจะให้จับก๋งจูคุดมาฆ่าเสียก็เกรงความนินทา ด้วยก๋งจูคุดเป็นหลานสนิท ทั้งหาสู้รบไม่ แล้วยงกิวผู้บุตรก็อยู่ในเงื้อมมือก๋งจูคุด เป็นความในใจอยู่ อีปีนจึงประกาศแก่ทหารทั้งปวงมิให้ผู้ใดทำอันตรายแก่ชาวเมืองเตง ให้ทหารไปเผาที่ไทเบี้ยวซึ่งไว้รูปเจ้าเมืองแต่ก่อนต่อๆ กันมา จนถึงปู่และบิดาก๋งจูคุดเสีย แล้วให้เลิกทัพกลับไปเมืองซอง

ฝ่ายก๋งจูคุด ขณะเมื่อเจ้าเมืองซองเข้าเมืองได้มิได้ไปคำนับคุมตัวยงกิวไว้ พาทหารสนิทหนีไปอยู่ในสวนดอกไม้ ครั้นแจ้งว่าอีปีนเผาไทเบี้ยวเสียก็เสียใจนัก จึงคิดว่าถ้าอีปีนฆ่าเราเสียก็ดีกว่าที่ทำดังนั้นอีก เพราะเชื่อถ้อยฟังคำชัวจกจึงเป็นอันตรายแก่ที่คำนับ ถ้าออกสู้รบถึงจะตายก็จะไม่เสียชื่อเรา ก๋งจูคุดคิดแล้วก็ร้องไห้น้อยใจชัวจกอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายพระเจ้าฮวนอ๋องก็สวรรคต จิวก๋งฮกเตียนก็ยกก๋งจูโต๊ะขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระเจ้าจองอ๋อง พระเจ้าจองอ๋องตั้งก๋งจูเค็กผู้น้องเป็นผู้สำเร็จราชการทั้งแผ่นดินแล้วก็ตระเตรียมที่จะฝังพระศพพระเจ้าฮวนอ๋อง

ฝ่ายก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงแจ้งว่าพระเจ้าฮวนอ๋องสวรรคตก็ให้จัดแจงสิ่งของเครื่องบรรณาการจะไปเฝ้าพระเจ้าจองอ๋องช่วยทำการฝังพระศพ ชัวจกจึงเข้าไปว่ากับก๋งจูคุดว่า เมื่อพระเจ้าฮวนอ๋องพระราชบิดาพระเจ้าจองอ๋องยกมาตีเมือง บิดาท่านออกต่อสู้ทัพหลวงแตกไป จนพระเจ้าฮวนอ๋องถูกเกาทัณฑ์จกเยียม พระเจ้าฮวนอ๋องเคืองบิดาท่านนัก แต่ทว่ามิรู้ที่จะทำประการใดด้วยเมืองเตงทหารมากทั้งเข้มแข็งในการสงคราม ซึ่งท่านจะไปเฝ้าพระเจ้าจองอ๋องพระราชบุตรพระเจ้าฮวนอ๋องครั้งนี้ ถ้าพระเจ้าจองอ๋องคิดถึงบิดาท่านทำแก่พระเจ้าฮวนอ๋อง จะเอาโทษท่านแทนบิดาจะมิอับจนเสียหรือ ก๋งจูคุดได้ฟังดังนั้นมิได้ไปเมืองหลวงด้วยมิเชื่อก็จำเชื่อ

ครั้นอยู่มาหลายวันก๋งจูคุดไม่สบาย จึงพาขุนนางออกไปชมสวนดอกไม้นอกเมือง ก๋งจูคุดเห็นฝูงนกบินไปมาเป็นหมู่ๆ ก็ถอนใจใหญ่ ยงกิวเห็นดังนั้นจึงว่า ท่านพาข้าพเจ้าทั้งปวงเที่ยวชมสวนหวังจะหาความสบาย ซึ่งท่านเป็นทุกข์ถอนใจใหญ่ฉะนี้ ด้วยเหตุสิ่งไรเล่า ก๋งจูคุดจึงว่า เราเห็นฝูงนกซึ่งเป็นสัตว์เดียรฉาน จะบินไปมาจับต้นไม้ต้นใดก็ไปได้ตามอำเภอใจไม่มีใครขัดขวาง ตัวเราเป็นมนุษย์คิดการสิ่งไรก็มีผู้ทัดทานว่ากล่าว

ยกกิวจึงว่า ท่านเป็นเจ้าเมือง บรรดาคนทั้งปวงก็อยู่ในบังคับสิ้น ซึ่งว่านี้ข้าพเจ้าสงสัยนัก ก๋งจูคุดจึงว่า ขุนนางในเมืองเตงนี้อยู่ในบังคับก็จริง แต่หามีผู้รักใคร่เราโดยสุจริตไม่ จะไว้วางความลับกันก็ยากนัก ยงกิวจึงว่า ท่านชุบเลี้ยงข้าพเจ้าให้มียศศักดิ์ ข้าพเจ้าคิดว่าจะสนองคุณท่าน ถึงท่านจะให้ไปตายเสียก็มิได้รักชีวิต แต่หากว่าท่านไม่เห็นใจข้าพเจ้า

ก๋งจูคุดได้ฟังยงกิวว่าดังนั้นก็ขับคนทั้งปวงเสียแล้วว่ากับยงกิวว่า ทุกวันนี้ในอกเราดังเสี้ยนหนามยอกอยู่ด้วยความเจ็บปวดเป็นนิจ ถ้าท่านช่วยถอนได้เราก็จะให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ แต่เราจะบอกยังไม่ได้ความจะแพร่งพรายไป ยงกิวเห็นก๋งจูคุดยังไม่ไว้ใจจึงหยิบเอาลูกเกาทัณฑ์มาหักออกเป็นสองท่อน แล้วสาบานว่า ถ้าข้าพเจ้ามิได้สุจริตต่อท่าน และเอาความไปแพร่งพรายลับผู้ใด ให้ตัวข้าพเจ้าต้องอาวุธขาดสองท่อนเหมือนลูกเกาทัณฑ์นี้เถิด

ก๋งจูคุดก็มีความยินดี จึงเล่าความขัดเคืองชัวจกให้ยงกิวฟังทุกประการแล้วว่า ท่านฆ่าชัวจกเสียได้คุณท่านจะอยู่กับเรายิ่งนัก ยงกิวได้ฟังดังนั้นจึงว่า ถึงข้าพเจ้าเป็นบุตรเขยชัวจกก็จริง แต่ชัวจกมิได้กรุณาแก่ข้าพเจ้า ซึ่งจะฆ่าชัวจกนั้นง่ายนัก ก๋งจูคุดจึงว่า ชัวจกเป็นคนมีสติปัญญา ท่านจะฆ่าชัวจกโดยง่ายนั้นเรายังหาเห็นด้วยไม่

ยงกิวจึงว่า เมืองเราทุกวันนี้ราษฎรทิ้งภูมิลำเนาเสีย หนีกองทัพเมืองซองเข้าอยู่ในป่าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าคิดว่าให้ท่านให้ชัวจกออกไปตั้งเกลี้ยกล่อมราษฎร ณ ตำบลตังเกา นอกเมืองข้างทิศตะวันตก แล้วข้าพเจ้าจะแต่งโต๊ะออกไปเลี้ยง ข้าพเจ้าจะเอายาพิษใส่ในสุราให้ชัวจกกิน ถึงชัวจกจะมีสติปัญญาอย่างไรก็ไม่รอดความตาย ก๋งจูคุดก็เห็นด้วย จึงสั่งกำชับว่าความข้อนี้ท่านอย่าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ แล้วก๋งจูคุดก็พาขุนนางทั้งปวงกลับเข้ามาเมืองเตง ยงกิวครั้นถึงที่อยู่ตรงเข้าในที่นอน นึกรำพึงถึงจะฆ่าชัวจกกลัวจะไม่สำเร็จก็ถอนใจใหญ่

นางจีสีผู้เป็นภรรยาเห็นประหลาดจึงถามว่า ท่านมีทุกข์ร้อนอยู่ประการใดหรือ จึงมานอนถอนใจใหญ่อยู่ฉะนี้ ยงกิวจึงบอกว่าเรามิได้มีทุกข์สิ่งใดดอก นางจีสีจึงว่า ท่านไม่มีทุกข์นั้นไม่เห็นด้วย ข้าพเจ้าดูหน้าท่านเศร้าหมองผิดกว่าแต่ก่อนนัก หรือท่านเห็นว่าไม่ควรจะปรับทุกข์กับข้าพเจ้าจึงมิให้ข้าพเจ้ารู้ แล้วนางจีสีวิงวอนไต่ถามเนืองๆ ยงกิวขัดมิได้จึงแกล้งบอกนางจีสีว่า ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงจะให้บิดาเจ้าออกไปเกลี้ยกล่อมราษฎร ณ ตำบลตังเกานอกเมือง และจะให้เราจัดสิ่งของออกไปเลี้ยง ข้าคิดว่าขุนนางอื่นมีอยู่เป็นอันมาก แต่จะเลี้ยงคนเพียงนี้จำเพาะใช้เราให้ได้ความลำบากเราไม่สบายใจ

นางจีสีได้ฟังดังนั้นก็สงสัยอยู่จึงคิดว่า ก๋งจูคุดชุบเลี้ยงยงกิวเป็นขุนนางผู้ใหญ่ การซึ่งจะให้ไปเลี้ยงดูผู้คนนั้นก็ควรอยู่แล้ว อันยงกิวว่าไม่เต็มใจไปจนถึงทุกข์ร้อนนั้นผิดนัก เห็นจะมีความอื่นมั่นคง ครั้นจะถามที่ไหนยงกิวจะบอกความจริง จำจะชวนเสพสุราให้เมาแล้วจึงจะถามเอาความจริงให้จงได้ นางจีสีคิดแล้วจึงแกล้งว่า ก๋งจูคุดตั้งท่านให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่และจะให้ไปเลี้ยงคนทั้งปวงนั้นไม่สมด้วยยศศักดิ์ ก๋งจูคุดใช้ท่านดังขุนนางผู้น้อยไม่ควร ยงกิวสำคัญว่านางจีสีเชื่อแล้ว ก็ยิ่งทุกข์ถอนใจใหญ่เนืองๆ นางจีสีก็แกล้งทำเศร้าโศกด้วยแล้วว่า อันจะแก้ทุกข์ได้ก็แต่เสพสุรา เชิญท่านมาไปเสพสุรากับข้าพเจ้าเถิดจะได้ค่อยคลายทุกข์ ยงกิวจึงว่าเจ้าว่าชอบนัก ถ้าเมาสุราแล้วก็ลืมทุกข์ร้อนไปสิ้น

นางจีสีก็ให้คนใช้ยกโต๊ะมาแล้ว นางก็รินสุราคำนับให้ยงกิวพลางว่า ท่านจงเสพสุราเถิดจะได้ลืมความทุกข์ ข้าพเจ้าจะได้คลายใจบ้าง แล้วนางจีสีเอาถ้วยขนาดใหญ่มารินสุราให้ยงกิวกินประมาณสิบครั้ง ยงกิวเสพสุราเกินขนาดก็เมาสิ้นสมฤดี จนสลบลงหลับอยู่กับโต๊ะ นางจีสีลุกยืนขึ้นกระทืบเท้าร้องตวาดว่า การเราใช้ยังไม่สำเร็จเหตุใดมานอนเล่นเสพสุราสบายอยู่ ยงกิวกำลังเมาสุราได้ยินแว่วเสียงสำคัญว่าก๋งจูคุดก็ตกใจ หลับตาคลำถ้วยที่โต๊ะวุ่นวาย นางจีสีเห็นดังนั้นจึงซ้ำตวาดว่ายังคลำหาสิ่งใดอยู่เล่า ยงกิวจึงว่าจะหายาพิษที่จะไปใส่ในสุราให้ชัวจกกินนั้นยังไม่ได้ แล้วยงกิวก็ซบลงหลับไป

นางจีสีได้ฟังดังนั้นก็คิดใคร่ครวญดูข้อความกับกิริยาถูกกันก็เห็นว่าก๋งจูคุดจะใช้ยงกิวให้ฆ่าชัวจกผู้บิดาเสีย จึงให้คนใช้พยุงยงกิวเข้าไปในที่นอน นางจีสีจึงคิดว่าถ้าจะนิ่งความเสียบิดาไม่รู้ตัวก็จะตายเป็นมั่นคง จำจะไปบอกให้รู้ความจะได้คิดอ่านระวังตัวบ้าง คิดแล้วนางจีสีก็ไปหาชัวจกผู้บิดา คำนับแล้วแจ้งความที่ยงกิวพูดทุกประการ ชัวจกจึงว่า เจ้าอย่าพูดให้ความฟุ้งซ่านไป บิดาจะดูท่วงทีให้แน่ก่อน

ครั้นเวลาเช้าก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงก็ให้หาชัวจกกับยงกิวเข้ามาแล้วว่าแก่ชัวจกว่า เมื่อทัพเมืองซองยกมานั้นราษฎรบรรดาอยู่หัวเมืองแตกหนีเข้าป่าสิ้น เราคิดจะให้ท่านกับขุนนางไปตั้งเกลี้ยกล่อมตำบลตังเกา จึงจะให้ยงกิวไปแต่งโต๊ะเลี้ยงท่านกับขุนนางทั้งปวง ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจว่าก๋งจูคุดจะให้ยงกิวฆ่าเสียเป็นแน่ มีความน้อยใจนักก็คำนับลาก๋งจูคุดกลับมาที่อยู่ จึงหาทหารคนสนิทประมาณสามร้อยมากระซิบสั่งเป็นความลับ แล้วเอากระบี่สั้นซ่อนไว้ในเสื้อทุกคน ครั้นเวลาเช้าชัวจกก็พาทหารและขุนนางทั้งปวงออกไปตั้งเกลี้ยกล่อมราษฎรอยู่ตำบลตังเกา

ยงกิวก็จัดสิ่งของออกไปตั้งโรงเลี้ยง ครั้นเวลาขุนนางจะกินโต๊ะยงกิวก็ให้ยกโต๊ะเข้ามาตั้งให้ขุนนางทั้งปวงและชัวจก ตัวยงกิวนั้นเอาสุราที่ใส่ยาพิษมารินเข้าไปคำนับชัวจก ชัวจกรับสุรามาถือไว้ พอทหารทั้งปวงของชัวจกเห็นพร้อมกันแล้วก็เอาสุราเทลงที่แผ่นดิน ยาพิษที่ปนกับเหล้าครั้นถูกไอดินก็เป็นเปลวไฟขึ้น ยงกิวเห็นดังนั้นก็ตกใจขยับจะหนี ทหารชัวจกก็กรูกันเข้าจับไว้ ทหารยงกิวเห็นเขาจับนายต่างวิ่งเข้าไปช่วย ทหารชัวจกถอดกระบี่ออกไล่ฆ่าฟันทหารยงกิวตายเป็นอันมาก ทหารยงกิวมือเปล่ามิได้มีอาวุธจะสู้รบ ก็ทิ้งนายเสียพากันวิ่งหนีเข้าป่าไปสิ้น ก๋งจูฮูทหารชัวจกก็เอากระบี่ฟันยงกิวคอขาดตายแล้วเอาศพยงกิวไปทิ้งนํ้าเสีย

ก๋งจูคุดเจ้าเมืองเตงแจ้งว่าชัวจกฆ่ายงกิวก็ตกใจ จึงคิดว่าเราทำการครั้งนี้ผิดนัก เห็นขุนนางทั้งปวงจะเข้าข้างชัวจกสิ้น แม้จะอยู่ในเมืองเตงเห็นอันตรายจะมีมั่นคง คิดแล้วก็พาสมัครพรรคพวกของตัวหนีไปเมืองชัว ชัวจกแจ้งว่าก๋งจูคุดหนีไปแล้ว ก็ให้กังหูเตงซกไปรับก๋งจูฮุดมาแต่เมืองโอย ตั้งให้เป็นเจ้าเมืองชื่อเจี่ยมก๋ง

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ