๔๒

วันหนึ่งจิ้นบุนก๋งออกว่าราชการ ขุนนางผู้หนึ่งเข้าไปคำนับแล้วแจ้งว่า บัดนี้ซกบูผู้ว่าราชการเมืองโอยกับเจ้าเมืองตินแต่งให้ขุนนางถือหนังสือมาอยู่นอกประตูเมือง จิ้นบุนก๋งทราบแล้วจึงว่า เห็นจะเป็นหนังสือมาขอโทษเจ้าเมืองโอย จึงให้หาเข้ามา ให้ขุนนางชาวพนักงานอ่านหนังสือทั้งสองฉบับเป็นความต้องกันว่า ซกบูผู้น้องเจ้าเมืองโอยกับเจ้าเมืองตินขอพระราชทานโทษเจ้าเมืองโอย ซึ่งหนีทิ้งเมืองเสีย ให้กลับคืนมาเป็นเจ้าเมืองอย่างเก่า จิ้นบุนก๋งได้ฟังดังนั้นก็โปรดยกโทษให้ แล้วสั่งจับโปเอียงให้มีหนังสือตอบยกโทษเซียงก๋งให้ขุนนางสองเมืองกลับไป ขุนนางทั้งสองเมืองได้หนังสือแล้ว คำนับลาไปเมืองโอยเมืองติน ถึงเมืองแล้วก็แจ้งความกับซกบูและเจ้าเมืองติน ซกบูแจ้งความแล้วก็ยินดี ฝ่ายเจ้าเมืองตินครั้นรู้หนังสือก็ดีใจ จึงจัดแจงจะไปส่งเซียงก๋งกลับคืนไปเมืองโอย

ฝ่ายก๋งจูเยียนหกรู้เหตุว่าเซียงก๋งจะคืนไปเป็นเจ้าเมืองก็มีความวิตกที่ตัวได้ว่ากล่าวยุยงไว้แต่หลัง จึงเข้าไปหาเซียงก๋งแล้วกระซิบบอกความว่า ซึ่งอ๋องเป๋ายกโทษให้ท่านคืนไปเป็นเจ้าเมืองเหมือนแต่ก่อนนั้นข้าพเจ้ายังคิดสงสัยอยู่ ท่านจะด่วนไปโดยเร็วนั้นไม่ได้ด้วยซกบูได้ว่าราชการเมืองอยู่ แล้วเกลือกจะคิดทำอุบายประการใดจึงไว้ใจมิได้ ท่านจงตรึกตรองดูให้ดีก่อน เซียงก๋งได้ฟังก็เห็นชอบจึงให้บิดหยูขุนนางที่สนิทไปสืบดู ณ เมืองโอยว่า ซกบูน้องเรากับขุนนางซึ่งอยู่เมืองนั้นเขาจะคิดอ่านประการใดบ้าง ถ้าเห็นเขาสุจริตอยู่สิ้นจึงบอกว่าเดือนสิบสองเราจะไป บิดหยูรับคำแล้วก็ลาไป ครั้นถึงเมืองโอยพอซกบูว่าราชการอยู่ก็เข้าไปหา

ซกบูแลเห็นบิดหยูก็ดีใจ ลุกขึ้นคำนับกันตามธรรมเนียม บิดหยูจึงว่า ท่านออกว่าราชการเหตุไรจึงไม่ขึ้นนั่งบนที่เซียงก๋ง มาอยู่ที่ตํ่าดังนี้จะสมควรแก่ยศศักดิ์ของท่านหรือ ซกบูจึงตอบว่า แต่เรามานั่งว่าราชการเพียงนี้ คิดวิตกอยู่หาสบายไม่ ซึ่งจะให้เราขึ้นไปนั่งร่วมที่เซียงก๋งผู้พี่นั้นไม่สมควรแก่ตัวเรา บิดหยูจึงตอบว่าวันนี้ข้าพเจ้าพึ่งเห็นนํ้าใจท่านว่ามีสัตย์สุจริตตรงต่อพี่โดยแท้ แล้วจึงบอกความว่า เซียงก๋งให้ข้าพเจ้ามาบอกท่านว่า ณ เดือนสิบสองข้างขึ้นจะมาเมือง ซกบูจึงว่าท่านจงกลับไปบอกเซียงก๋งให้เร่งกลับมาเมืองเถิด เรามีความวิตกคิดถึงนัก บิดหยูรับคำแล้วก็ลาไป ครั้นออกมานอกจึงเที่ยวรับทราบฟังความว่า ขุนนางผู้ใดจะคิดอย่างไรบ้าง พบพวกขุนนางพูดกันว่า ครั้งนี้เราอยู่รักษาเมืองไม่ได้ไปด้วยเซียงก๋ง เซียงก๋งกลับมาเมืองพวกเราจะมิได้ความผิดหรือ จะทำประการใดดี บิดหยูจึงเข้าไปว่าท่านทั้งปวงอย่าวิตกเลย อันขุนนางซึ่งอยู่รักษาเมืองโดยสุจริตกับผู้ไปด้วยเซียงก๋งความชอบก็มีเหมือนกัน ถ้าท่านทั้งปวงไม่เชื่อคำเรา เราจะสาบานให้ท่านฟัง บิดหยูก็ให้ความสัตย์กับขุนนางพวกนั้น แล้วว่า ณ วันเดือนสิบสองข้างขึ้นเซียงก๋งก็จะมาเมือง บอกความแล้วบิดหยูก็ออกจากเมืองโอยกลับไปเมืองติน จึงบอกเซียงก๋งว่าขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยรู้ว่าท่านจะกลับมาเมืองก็ยินดีพร้อมกัน

ฝ่ายซกบูครั้นบิดหยูไปแล้วจึงสั่งไตหูเจียงจ๋องว่า ถ้าแต่นี้ไปเซียงก๋งจะใช้ผู้ใดมาเวลากลางวันกลางคืนก็ดี อย่าให้นายประตูกักขังไว้ให้ปล่อยเข้ามาหาเราโดยเร็ว ไหตูเจียงจ๋องรับคำซกบูแล้วก็ไปบอกนายประตูทุกประตูตามคำซกบูสั่ง ฝ่ายก๋งจูเยียนหกครั้นถึง ณ วันเดือนสิบเอ็ด จึงเข้าไปหาเซียงก๋งแล้วกระซิบว่า ซึ่งท่านจะไปเมืองโอยในเดือนสิบสองตามกำหนดนัดซกบูและขุนนางนั้น ข้าพเจ้ายังไม่เต็มใจด้วยท่านทิ้งเมืองเสียมาอยู่เมืองตินก็นานแล้ว จนจิ้นบุนก๋งตั้งซกบูว่าราชการเมืองเป็นใหญ่ได้เป็นสุข เกลือกจะคิดหวงแหนอยู่ ซึ่งท่านจะไปตามกำหนดนัดนั้น เห็นว่าขุนนางและทหารทั้งปวงก็พร้อมกัน เกลือกซกบูและงวนต้านจะคิดกลับกลอกประการใดเราก็จะเสียท่วงที ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าท่านจู่ไปแต่ในเดือนสิบเอ็ดนี้อย่าให้คนทั้งปวงมาพร้อม ถึงจะกลับกลอกประการใดก็น้อยตัวพอเราจะแก้ไขได้ เซียงก๋งคิดดูก็เห็นด้วยจึงรับคำว่าเราจะไปตามถ้อยคำท่าน ก๋งจูเยียนหกเห็นเซียงก๋งเชื่อถ้อยฟังคำแล้วจึงว่า ข้าพเจ้าจะขออาสาไปเป็นกองหน้า เมื่อมีผู้ทำอันตรายประการใด ข้าพเจ้าจะได้ต่อสู้เอาชีวิตแทนคุณท่าน เซียงก๋งก็มีความยินดี จึงว่าขอบใจท่านนัก จึงสั่งขุนนางให้จัดแจงม้าและเกวียนพร้อมแล้ว ให้ก๋งจูเยียนหกกับบิดหยูเป็นกองหน้าล่วงไปก่อน บิดหยูเห็นเจ้าเมืองโอยรีบร้อนจะมาแต่ในเดือนสิบเอ็ด ก็ไปว่ากล่าวห้ามปรามหลายหนเซียงก๋งก็ไม่ฟัง บิดหยูก็จำเป็นมาด้วยก๋งจูเยียนหกด้วยจำใจ เซียงก๋งนั้นก็ยกตามมา ครั้นมาใกล้เมืองโอยบิดหยูจึงคิดว่าอันเราจะนิ่งอยู่ ไม่ไปบอกให้ซกบูรู้ก็จะเป็นเท็จ คิดแล้วก็รีบเข้าไปหาซกบูก่อน

ฝ่ายซกบูจัดแจงบ้านเมืองเหนื่อยเหน็ดมาเข้าไปนั่งอาบน้ำอยู่แลเห็นบิดหยูมา จึงออกไปต้อนรับถามว่า มีเหตุการณ์อย่างไรหรือจึงกลับมาโดยเร็ว บิดหยูจึงบอกว่า บัดนี้เซียงก๋งมาแล้วสักหน่อยก็จะมาถึง บอกความแต่เท่านั้นก็ออกมา ซกบูได้ฟังก็ดีใจ พอได้ยินเสียงพรวนกระดิ่งและล้อเกวียนอื้ออึงก็เข้าใจว่าเซียงก๋งผู้พี่มาถึง จึงจัดแจงแต่งตัวลนลานวิ่งออกไปรับ ก๋งจูเยียนหกแลเห็นซกบูวิ่งออกมาจึงคิดว่า ถ้าเราจะนิ่งไว้ช้าให้พี่น้องเขาพบกันก็จะเห็นความเท็จเรา เราจะได้ผิดเป็นอันมากจำจะฆ่าซกบูเสียก่อน จึงจะหนีไปเอาตัวรอด คิดแล้วจึงเอาเกาทัณฑ์ยิงถูกซกบูตลอดสันหลังล้มลง บิดหยูเห็นก็ตกใจวิ่งเข้าอุ้มซกบูไว้ให้บ่าวจับตัวก๋งจูเยียนหกคุมไว้ให้มั่นคง แต่แก้ไขซกบูอยู่ช้านานก็ไม่ฟื้น พิษเกาทัณฑ์กลุ้มหนักขึ้นซกบูสิ้นใจตาย

บิดหยูเห็นซกบูตายแล้วจึงให้คนรักษาศพอยู่ ตัวนั้นร้องไห้เดินเช็ดนํ้าตามาหาเซียงก๋ง มาถึงประตูเมืองเซียงก๋งเห็นบิดหยูร้องไห้มาก็ตกใจจึงถามว่า มีเหตุประการใดท่านจึงร้องไห้ บิดหยูจึงแจ้งความว่า ซกบูรู้ว่าท่านมาดีใจออกมารับ ก๋งจูเยียนหกเอาเกาทัณฑ์ยิงซกบูตาย ข้าพเจ้าให้ทหารจับตัวก๋งจูเยียนหกไว้ เซียงก๋งรู้ความดังนั้นก็เสียใจจึงเร่งรีบเกวียนไป เห็นซกบูผู้น้องตายอยู่ก็ลงจากเกวียน กอดศพน้องเข้าไว้แล้วร้องไห้ ครั้นเวลาบ่ายจึงสั่งขุนนางให้จัดแจงเครื่องศพเสร็จแล้วก็เอาศพซกบูไปฝังไว้ในที่สมควร จึงให้เอาตัวก๋งจูเยียนหกเข้ามาถามว่าตัวคิดอ่านประการใดจึงฆ่าน้องเราเสีย ก๋งจูเยียนหกจึงตอบว่า ข้าพเจ้าฆ่าซกบูเสียทั้งนี้ก็เพราะท่าน เซียงก๋งได้ฟังดังนั้นโกรธนักมิได้ไต่ถามต่อไป สั่งให้ทหารเอาตัวก๋งจูเยียนหกไปตัดศีรษะเสียในทันใดนั้น

ฝ่ายงวนต้านอยู่ที่บ้านได้ยินคนมาบอกว่า เซียงก๋งมาถึงเมืองแล้วฆ่าซกบูเสียก็ตกใจ จึงคิดว่าเราจะนิ่งอยู่ช้าเห็นจะไม่พ้นภัย ด้วยเซียงก๋งหามีสัตย์ธรรมไม่ ฆ่าซกบูผู้น้องเสียเปล่าๆ สักหน่อยหนึ่งเขาจะฆ่าเราเสียด้วย เจ้าเมืองโอยคนนี้ทำผิดนัก จะได้เป็นเจ้าเมืองไปสักกี่วัน คิดดังนั้นก็เรียกพรรคพวกได้ห้าคนขึ้นม้าหนีไป ครั้นถึงเมืองจิ้นก็เข้าไปหาขุนนางผู้ใหญ่แจ้งความให้ฟัง แล้วก็พากันเข้าคำนับจิ้นบุนก๋งแล้วร้องไห้บอกความว่า บัดนี้เซียงก๋งกลับมาพอถึงเมืองก็ให้ฆ่าซกบูผู้ว่าราชการเมืองเสีย ข้าพเจ้าจะอยู่ช้าเห็นจะตายด้วยจึงหนีมาหวังจะเอาบุญท่านเป็นที่พึ่ง

จิ้นบุนก๋งได้ฟังดังนั้นก็โกรธเจ้าเมืองโอยนักจึงสั่งให้งวนต้านออกไปพักอยู่ ณ กงก๊วน แล้วจิ้นบุนก๋งจึงปรึกษาขุนนางว่า แต่ทำการศึกครั้งนี้ก็สำเร็จเพราะปัญญาท่านทั้งปวงช่วย จนพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จมาได้ประชุมเจ้าเมืองและขุนนางกระทำสัตย์สาบานถวาย แต่เมืองจิ๋นกับเมืองฆ้อหามาตามนัดไม่ เจ้าเมืองโอยซึ่งเจ้าเมืองตินกับซกบูมีหนังสือมาขอโทษ เราก็ยกโทษให้เป็นเจ้าเมืองเหมือนแต่ก่อน บัดนี้ทำการล่วงเกินฆ่าผู้ว่าราชการเมืองเสีย หาได้บอกกล่าวโทษให้เรารู้ด้วยไม่ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงพระเมตตาชุบเลี้ยงเราให้ถืออาญาสิทธิ์เป็นใหญ่กว่าหัวเมืองทั้งปวง ซึ่งเจ้าเมืองทั้งสามทำการล่วงเกินดังนี้ บรรดาขุนนางจะคิดประการใด

เซียนเฉียคำนับแล้วจึงว่า ท่านก็เป็นอ๋องเป๋าสำหรับได้ปราบปรามหัวเมือง เจ้าเมืองทั้งสามไม่เกรงกลัวท่าน ก็ชอบจะยกกองทัพไปปราบปรามจึงจะควร เมื่อท่านจะยกไปวันใด ข้าพเจ้าก็จะจัดแจงทแกล้วทหารไว้ให้พร้อมตามกำหนด เฮาเอียนได้ยินเซียนเฉียว่าดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าคิดเห็นโดยสติปัญญา การเราทำทั้งปวงก็เอาพระบารมีพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเป็นที่ตั้งจึงสำเร็จ แล้วก็ยังหาได้ชักนำหัวเมืองทั้งปวงไปเฝ้าถึงเมืองตังจิวไม่ ครั้งนี้ขอให้ท่านบอกกำหนดบรรดาเจ้าเมืองให้ไปเฝ้าให้สิ้น ผู้ใดทำประการใดก็จะได้กราบทูลตามแต่พระเจ้าเมืองหลวงจะโปรด หัวเมืองทั้งปวงก็จะรู้ทั่วกัน

เตียวสวยจึงว่า ซึ่งเฮาเอียนว่าจะให้หัวเมืองขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องนั้น ข้าพเจ้าเห็นจะไม่ได้ ด้วยอ๋องเป๋าแต่ก่อนก็หาได้พาหัวเมืองไปเฝ้าไม่ หลายชั่วกษัตริย์มาแล้ว ข้าพเจ้าคิดจะลาท่านไปฟังกระแสรับสั่งก่อน จิ้นบุนก๋งตรึกตรองดูก็เห็นดีด้วยจึงสั่งเตียวสวยไป เตียวสวยคำนับลาออกมาจัดแจงบ่าวไพร่พร้อมแล้วก็ขึ้นเกวียนไป ครั้นถึงเมืองตังจิวก็เข้าไปคำนับขุนนางผู้ใหญ่ แจ้งความแล้วขุนนางผู้ใหญ่ก็พาเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง เตียวสวยกราบถวายบังคมแล้วทูลว่า จิ้นบุนก๋งซึ่งโปรดให้เป็นอ๋องเป๋าให้ข้าพเจ้ามาเฝ้า ด้วยคิดถึงพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ จะใคร่พาหัวเมืองใหญ่น้อยมาเฝ้า ณ เมืองหลวงกราบถวายบังคมให้พร้อมกันสักครั้งหนึ่ง

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ทรงทราบ ก็คิดสงสัยพระทัยว่าจิ้นบุนก๋งมีทแกล้วทหารที่มีฝีมือก็มีมาก แล้วหัวเมืองทั้งปวงก็กลัวเกรง เมื่อมาถึงเมืองเราเห็นเมืองร่วงโรย จะดูถูกกลับคิดทำร้ายก็จะเสียท่วงทียังจะไว้ใจไม่ได้ จึงตรัสสั่งให้เตียวสวยออกไปหยุดอยู่ข้างนอก แล้วตรัสปรึกษาอองจือเฮาว่า เราคิดจะไม่ให้ต๋งนีและหัวเมืองทั้งปวงมาเห็นในเมืองเรา ท่านจะคิดว่ากล่าวประการใดดี อองจือเฮาจึงทูลว่า ซึ่งพระองค์ให้ข้าพเจ้าคิดนั้น จะขอออกไปปรึกษาไล่เลียงเตียวสวยดูได้ความประการใดจึงจะกราบทูลให้ทราบ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็เห็นด้วย อองจือเฮาก็ถวายบังคมลาออกมา จึงเข้าไปหาเตียวสวย ณ ที่กงก๊วน เตียวสวยก็คุกเข่าลงคำนับอองจือเฮา ปราศรัยไต่ถามถึงบ้านเมืองและอ๋องเป๋าตามประเพณีแล้วจึงถามว่า ซึ่งอ๋องเป๋าจะพาหัวเมืองมาเฝ้าถึงเมืองหลวงครั้งนี้ แม้นหัวเมืองทั้งปวงปกติเรียบร้อยอยู่ อ๋องเป๋าก็จะมีความชอบ ถ้าหัวเมืองใดใจกำเริบคิดขบถขึ้นในเมืองหลวงก็ดี เห็นถี่ถ้วนไปจะจำเอาแผนที่เมืองหลวงไปคิดการขบถก็ดี นายท่านก็ไม่พ้นความชั่ว ทำความชอบจะกลับได้ความผิด เราคิดเห็นเหตุฉะนี้จึงปรึกษาท่านจะคิดประการใด

เตียวสวยได้ฟังดังนั้นเห็นด้วยจึงว่า ท่านว่านี้ชอบ ข้าพเจ้าคิดไปไม่ถึง ข้าพเจ้าจะกลับไปบอกอ๋องเป๋า ให้มีหนังสือไปนัดหัวเมืองทั้งปวง กำหนดเดือนสิบสองข้างขึ้นให้มาเฝ้าพร้อมกัน ณ เมืองโฮเฮียง ด้วยเมืองโฮเฮียงนี้มีตำหนักน้อยใหญ่ เป็นที่พระมหากษัตริย์แต่ก่อนเสด็จประพาสชมหัวเมือง มาถึงเมืองโฮเฮียงประทับแรมเสด็จออกให้หัวเมืองเฝ้า ขอท่านจงทูลเชิญเสด็จไปประพาสเมืองโฮเฮียงให้หัวเมืองเฝ้าตามประเพณีจึงจะควร อองจือเฮาก็เห็นด้วย จึงเข้าไปกราบทูลตามคำเตียวสวย พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทรงฟังจึงสั่งว่า เดือนสิบสองข้างขึ้นท่านจงจัดแจงทหารให้พร้อม เราจะไปชมเมืองโฮเฮียงแล้วจะตรวจเมืองทั้งปวงด้วย อองจือเฮาก็รับสั่งกราบถวายบังคมทูลลาออกมาให้แต่งศุภอักษรบอกข้อราชการส่งให้เตียวสวย แล้วสั่งขุนนางทั้งทหารพลเรือนกะเกณฑ์ทหารคู่แห่และรถทรงเครื่องสูงพร้อมโดยกระบวนพยุหสำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จ เตียวสวยก็เข้าไปบังคมลา ถือศุภอักษรไปเมืองจิ้น เข้าไปคำนับจิ้นบุนก๋งแล้วส่งศุภอักษรซึ่งพระเจ้าจิวเซียงอ๋องโปรดมานั้นให้จิ้นบุนก๋ง จิ้นบุนก๋งรับศุภอักษรมาอ่านดูแจ้งความแล้วก็ยินดี จึงให้แต่งหนังสือบอกกำหนดไปถึงหัวเมืองให้มาพร้อมกันรับเสด็จพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง ณ เมืองโฮเฮียงอย่าให้ขาดได้ ถ้าผู้ใดขัดแข็งมิมาจะเอาตัวเป็นโทษตามพระอาญาพระมหากษัตริย์ ขุนนางผู้ใหญ่รับคำแล้วลาออกมาเขียนหนังสือให้ทหารม้าเร็วแยกกันไปให้เจ้าเมืองทุกหัวเมือง

ฝ่ายเจ๋เจี๋ยวก๋งเจ้าเมืองเจ๋ ซองเซียงก๋งเจ้าเมืองซอง ฬ่ออีก๋งเจ้าเมืองฬ่อ ชัวบกก๋งเจ้าเมืองชัว เตงบุนก๋งเจ้าเมืองเตง ตินซองก๋งเจ้าเมืองติน กับเจ้าเมืองจอ รู้หนังสือแล้วต่างเจ้าเมืองก็มา แต่เซียงก๋งเจ้าเมืองโอยนั้นรู้หนังสือแล้วจึงปรึกษาบิดหยูว่า ตัวเรานี้มีความผิดอยู่แต่ก่อน แล้วก๋งจูเยียนหกก็ซ้ำฆ่าซกบูผู้ว่าราชการเมืองเสียด้วย ก็เป็นมลทินอยู่กับเรา จิ้นบุนก๋งซึ่งเป็นอ๋องเป๋ายังหาทราบความจริงในใจของเราไม่ เมื่องวนต้านจะกล่าวโทษเราไว้อย่างไรไม่รู้ ครั้นเราจะไปบัดนี้ก็กลัวอ๋องเป๋า เราคิดว่าจะรั้งรอฟังเหตุผลก่อนท่านจะเห็นประการใด

บิดหยูจึงว่า ซึ่งท่านจะขัดหนังสือรับสั่ง ไม่ไปเฝ้าตามกำหนดนัดนั้น เหมือนจะทวีโทษให้หนักขึ้น ข้าพเจ้าคิดเห็นไม่ช้ากองทัพก็จะมาถึงเมืองท่าน เหมือนท่านแกล้งให้อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน ขอเชิญท่านเร่งรีบไปตามหนังสือดีกว่า ถึงงวนต้านจะกล่าวโทษท่านประการใด เดชะความสัตย์ของท่านก็จะไม่เป็นอันตราย เจ้าเมืองโอยก็เห็นชอบ จึงจัดเกวียนและทหารพร้อมแล้วก็รีบไป

ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋น แจ้งในหนังสือจิ้นบุนก๋งแล้วก็คิดว่าครั้งก่อนมีหนังสือกำหนดนัดถือนํ้า ณ ตำบลเจียนทั่ว เราเห็นเป็นทางไกลไม่ได้ไปก็ระแวงอยู่ครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ถึงจะช้าเร็วประการใด เราจะอุตส่าห์ไปให้ได้ จึงให้ขุนนางจัดเกวียนบรรทุกสิ่งของเสร็จแล้วเวลารุ่งเช้าก็ยกไป แต่เจ้าเมืองฆ้อนั้นอยู่ใกล้แดนเมืองฌ้อ รู้หนังสือแล้วไม่ยอมอยู่ในบังคับเจ้าเมืองจิ้นก็ไม่ว่าประการใด

ฝ่ายอ๋องเป๋าครั้นให้มีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวงแล้วจึงสั่งให้จัดเครื่องบรรณาการบรรทุกเกวียน แล้วก็ขึ้นรถพร้อมด้วยขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย ทหารแห่เครื่องยศฐาน์หน้าหลัง ตีกลองใหญ่จุดประทัดสัญญาณยกออกจากเมืองจิ้น มาตามระยะทางถึงตำบลบ้านอุนแดนเมืองโฮเฮียงพบเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองชัว เจ้าเมืองจิ๋น เจ้าเมืองเตง เจ้าเมืองติน เจ้าเมืองกี๋ เจ้าเมืองจอพร้อมกันอยู่ที่นั้นทั้งเก้าเมือง อ๋องเป๋าจึงสั่งให้หยุดรถตั้งที่ประทับคอยพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง จิ้นบุนก๋งรู้ว่าเจ้าเมืองโอยมาถึง ก็สั่งให้ทหารไปพาตัวมาคุมไว้ ด้วยจะทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋องให้ทราบ ฝ่ายก๋งจูบุนเจ้าเมืองจิ๋นเห็นจิ้นบุนก๋งมาแล้ว จึงชวนเจ้าเมืองทั้งปวงไปคำนับอ๋องเป๋า ณ ที่อยู่เจ้าเมืองจิ้น เจ้าเมืองจิ้นเห็นเจ้าเมืองทั้งปวงมาก็ร้องปราศรัยเชื้อเชิญให้นั่งที่สมควรแล้วสนทนาไต่ถามกันโดยความยินดี

ฝ่ายพระเจ้าจิวเซียงอ๋อง ครั้นถึงเดือนสิบสองซึ่งให้ตรวจทหารพร้อมแล้ว ทรงเครื่องประดับตามกษัตริย์เสด็จขี่รถ ทหารแห่กองหน้าก็ถวายบังคมโดยคำนับ แล้วยกธงใหญ่เดินนำหน้าทหารทั้งปวงเป็นสองแถวตามกระบวนทัพ ก็เสด็จออกจากเมืองตังจิว หยุดประทับรอนแรมมาตามระยะทาง จิ้นบุนก๋งรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องเสด็จมาใกล้จะถึงแล้ว เชิญเจ้าเมืองจิ๋นกับเจ้าเมืองทั้งปวงมาคอยเตรียมรับเสด็จที่นอกประตูเมือง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องครั้นเสด็จมาถึงเมืองโฮเฮียง ทอดพระเนตรเห็นจิ้นบุนก๋งกับเจ้าเมืองทั้งปวงพร้อมอยู่ที่นั้นก็ดีพระทัย จึงตรัสประภาษปราศรัยกับจิ้นบุนก๋งและหัวเมืองทั้งปวงแล้วก็เสด็จเข้าไปประทับอยู่ ณ พระตำหนักในเมืองโฮเฮียง เพลาเช้าจิ้นบุนก๋งจึงนำเจ้าเมืองทั้งปวงกับเครื่องราชบรรณาการเข้าไปกราบถวายบังคมเฝ้าในที่เสด็จออกขุนนาง เจ้าพนักงานก็กราบทูลถวายสิ่งของเจ้าเมืองจิ้นและสิ่งของเจ้าเมืองทั้งปวง

จิ้นบุนก๋งจึงกราบทูลพระเจ้าจิวเซียงอ๋องว่า ครั้งนี้ข้าพระองค์ได้มีหนังสือกำหนดนัดบรรดาเจ้าเมืองให้มาเฝ้าพระองค์ หัวเมืองทั้งปวงรู้หนังสือแล้วมาสิ้น แต่เจ้าเมืองฌ้อนั้นขัดแข็งอยู่หามาไม่ กับเจ้าเมืองโอยซึ่งทิ้งเมืองหนีไปอยู่เมืองติน ข้าพระองค์ก็ได้มีหนังสือไปให้กลับมาเป็นเจ้าเมืองดังเก่า แล้วงวนต้านก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในเมืองโอยหนีมาบอกว่าเจ้าเมืองโอยมาถึงเมืองให้ฆ่าซกบูผู้น้อง ซึ่งแต่งให้ไปว่าราชการเมืองนั้นแล้ว ข้าพระองค์จะขอให้อองจือเฮาเป็นตระลาการชำระให้ได้เท็จจริง แต่เมืองฌ้อซึ่งไม่มานั้นตามแต่จะโปรด

พระเจ้าจิวเซียงอ๋องจึงตรัสว่า เราชุบเลี้ยงท่านเป็นถึงที่อ๋องเป๋า ได้บังคับหัวเมืองทั้งปวงและท่านให้มีหนังสือไปถึงเจ้าเมือง เจ้าเมืองขัดแข็งไม่มาตามบังคับนั้น ก็ตามแต่ท่านจะคิดอ่านปราบปรามให้ราบคาบ แต่ซึ่งเซียงก๋งทำการล่วงเกินฆ่าผู้ว่าราชการเมืองเสีย มิได้บอกให้รู้ก่อนนั้น ให้อองจือเฮาเป็นตระลาการกำกับขุนนางเมืองจิ้นชำระให้ได้ความจริง จิ้นบุนก๋ง อองจือเฮา รับสั่งแล้วก็กราบถวายบังคมลาพาหัวเมืองมา ณ ที่ว่าราชการ จิ้นบุนก๋งให้ไปเอาตัวเซียงก๋งกับงวนต้านมาให้อองจือเฮา อองจือเฮาจึงว่า เซียงก๋งเป็นถึงเจ้าเมือง งวนต้านเป็นแต่ขุนนาง จะมาเป็นคู่ความกับเจ้าเมืองนั้นไม่สมควร ให้เซียงก๋งแต่งทนายว่าความต่างตัวจึงจะชอบ เจ้าเมืองโอยก็ให้ซีจองจือเป็นความแทน ให้ซูเองเป็นผู้กำกับ อองจือเฮาจึงเรียกงวนต้านเข้ามาถามต่อหน้าเจ้าเมืองทั้งปวง

งวนต้านคำนับแล้วจึงให้การว่า เมื่ออ๋องเป๋ามีหนังสือรับสั่งมาถึงเซียงก๋งให้ไปถือนํ้าทำสัตย์ เจ้าเมืองโอยให้ข้าพเจ้ากับซกบูมาถือน้ำกระทำสัตย์แทนตัว ณ ตำบลเจียนทั่ว ข้าพเจ้ากลัวว่าเจ้าเมืองโอยจะไม่เชื่อได้ให้บุตรไว้เป็นจำนำ ภายหลังเจ้าเมืองโอยหนีไปอยู่เมืองตินพาบุตรข้าพเจ้าไปด้วย ครั้นข้าพเจ้ากับซกบูกลับมาเมือง บ่าวข้าพเจ้ามาบอกว่าเจ้าเมืองโอยฆ่างวนกัดบุตรข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าก็มิได้ว่ากล่าวประการใด ด้วยคิดถึงคุณเจ้าเมืองโอยที่ได้ชุบเลี้ยงมา จึงไปคิดอ่านกับซกบูมีหนังสือมาถึงอ๋องเป๋า ขอโทษเจ้าเมืองโอยคืนมาเป็นเจ้าเมือง ครั้นอ๋องเป๋าโปรดยกโทษแล้ว ซกบูกับข้าพเจ้าได้จัดแจงไปรับเจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองโอยยังไม่มา ให้บิดหยูมานัดว่าเดือนสิบสองจึงจะมา ครั้นต้นเดือนสิบเอ็ดเจ้าเมืองโอยก็จู่มา มิให้ทันข้าพเจ้าทั้งปวงรู้ตัว เจ้าเมืองโอยมาถึงเมืองโอยวันนั้นก็ฆ่าผู้ว่าราชการเมืองเสีย ข้าพเจ้ารู้ข่าวว่าแต่ซกบูเป็นน้องยังฆ่าเสียได้ ข้าพเจ้าเป็นแต่ขุนนางจะอยู่ช้าแทนจะตายเสียเปล่า จึงหนีมาอยู่เมืองจิ้นจนบัดนี้

ครั้นสิ้นคำให้การงวนต้านแล้ว อองจือเฮาจึงถามซีจองจู ซีจองจูให้การว่า เจ้าเมืองโอยไปอยู่เมืองติน ฆ่างวนกัดเสียนั้น ด้วยก๋งจูเยียนหกบอกว่างวนต้านคิดอ่านตั้งซกบูเป็นเจ้าเมืองโอย เจ้าเมืองโอยโกรธว่างวนต้านไม่ซื่อตรงต่อจึงฆ่าบุตรงวนต้านเสีย ซึ่งข้อนัดว่าจะมาเดือนสิบสองแล้วจู่มาเมื่อเดือนสิบเอ็ดนั้นจริงอยู่ ด้วยก๋งจูเยียนหกให้สติว่าจะไปตามกำหนดนั้นไม่ได้ กลัวซกบูกับงวนต้านจะนัดทหารมาไว้ทำร้าย เจ้าเมืองโอยก็เบาความจึงมาให้ผิดนัด แล้วก๋งจูเยียนหกนั้นขอมาเป็นกองหน้า ซกบูออกไปรับ ก๋งจูเยียนหกเอาเกาทัณฑ์ยิงซกบูตาย เจ้าเมืองโอยจะได้เป็นใจรู้เห็นให้ฆ่าซกบูเสียหามิได้ เมื่อเจ้าเมืองโอยมาถึงเมืองรู้ความว่าซกบูผู้น้องตายมีความโศกเศร้าร้องไห้ ได้แต่งศพซกบูตามสมควรแก่ยศศักดิ์ไปฝังไว้ในที่อันดี แล้วเอาก๋งจูเยียนหกผู้กระทำความผิดฆ่าเสีย เจ้าเมืองโอยจะได้ทำประการใดกับงวนต้านให้ได้ความเดือดร้อนหามิได้ แต่เมื่อกำหนดนัดถือนํ้าเจ้าเมืองโอยให้ซกบูกับงวนต้านไปแทนตัว

อองจือเฮาได้ฟังซีจองจูให้การแก้แทนเจ้าเมืองโอยพิเคราะห์ความเห็นเป็นเคลือบแฝง ก็เห็นว่าถ้อยคำงวนต้านว่ากล่าวนั้นจริงทุกประการ จึงว่าแก่จิ้นบุนก๋งว่า เจ้าเมืองโอยผิดเป็นอันมาก ตามแต่อ๋องเป๋าจะทำโทษเถิด จิ้นบุนก๋งว่า ซึ่งท่านโปรดมาดังนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็จะทำตามโทษ จึงสั่งให้ทหารเอาบิดหยูซีจองจูซูเองไปฆ่าเสีย แต่ตัวเจ้าเมืองโอยให้จำไว้ จะกราบทูลให้พระเจ้าจิวเซียงอ๋องทำโทษ

อองจือเฮาได้ฟังอ๋องเป๋าสั่งดังนั้น จึงหันว่า บิดหยูคนนี้เราเห็นว่าหามีโทษไม่ ด้วยได้ห้ามปรามเจ้าเมืองโอย ครั้นซึ่งท่านจะให้ประหารชีวิตเสียนั้น เราขอโทษบิดหยูไว้ก่อน จิ้นบุนก๋งก็ยกโทษให้งดไว้ เอาแต่ซูเองไปฆ่าเสีย ซีจองจูเป็นขุนนางเจ้าเมืองทำผิดไม่ห้ามปรามให้ตัดเท้าเสีย แล้วจิ้นบุนก๋งกับอองจือเฮาเข้าไปเฝ้ากราบทูลแจ้งความทุกประการแล้ว จิ้นบุนก๋งจึงทูลว่า เซียงก๋งเจ้าเมืองโอยมีข้อผิดเป็นอันมาก ข้าพระองค์ให้เอาตัวจำเข้ามาถวายตามแต่พระองค์จะทำโทษ พระเจ้าจิวเซียงอ๋องได้ฟังจึงตรัสว่า เราตั้งท่านเป็นอ๋องเป๋าถืออาญาสิทธิ์ปราบหัวเมืองทั้งปวง เจ้าเมืองโอยทำความผิด และท่านจะมาบอกเราให้ว่าประการใดเล่า ตามแต่ท่านจะทำโทษเจ้าเมืองโอยเองเถิด

จิ้นบุนก๋งจึงกราบทูลว่า เมื่อข้าพระองค์ทำราชการอยู่ไกลพระเนตรพระกรรณ แม้นเห็นผู้ใดผิดชอบประการใด ข้าพระองค์ก็ทำตามสมควรแก่ราชการ บัดนี้มาอยู่ต่อพระเนตรพระกรรณแล้ว และเซียงก๋งเป็นเจ้าเมืองโอย ครั้นข้าพระองค์จะทำตามอำเภอใจก็เห็นว่าล่วงเกินอยู่ไม่ชอบ ข้าพระองค์ขอถวายเจ้าเมืองโอยไว้ในเมืองหลวง พระเจ้าจิวเซียงอ๋องก็มิได้ตรัสประการใดก็เสด็จขึ้น จิ้นบุนก๋งก็พาเจ้าเมืองทั้งปวงออกมา จึงสั่งงวนต้านว่า ท่านจงกลับไปเมืองโอยก่อนเราเถิด แล้วให้ปรึกษากับขุนนางซึ่งอยู่รักษาเมือง ถ้าเห็นผู้ใดเป็นเชื้อสายตระกูลมีสติปัญญาควรจะเป็นผู้ใหญ่ได้ ก็ให้ท่านคิดกันตั้งผู้นั้นเป็นเจ้าเมืองเถิด

งวนต้านรับคำอ๋องเป๋าแล้วคำนับลากลับไปเมือง ครั้นถึงเมืองโอยงวนต้านจึงให้หาขุนนางมาพร้อมแล้วแจ้งความตามอ๋องเป๋าสั่ง แล้วงวนต้านจึงว่ากับจือซุยตีกี๋นว่า เราเห็นก๋งจูแหซึ่งเป็นน้องซกบูผู้ตายนั้นมีสติปัญญาควรจะเป็นเจ้าเมืองได้ ท่านจะเห็นประการใด จือซุยตีกี๋นจึงตอบว่า อันก๋งจูแหนั้นข้าพเจ้าเห็นดีเหมือนถ้อยคำท่าน งวนต้านได้ฟังดังนั้นก็ให้แต่งการตั้งก๋งจูแหขึ้นเป็นเจ้าเมืองโอย ว่าราชการบ้านเมืองสืบไป

พระเจ้าจิวเฮียงอ๋องเสด็จประทับแรมอยู่ ณ เมืองโฮเฮียงให้หัวเมืองเฝ้าได้ถึงเจ็ดวันแล้ว จึงสั่งขุนนางให้ตระเตรียมทหารพร้อม จะเสด็จกลับเข้าเมืองในเพลาพรุ่งนี้ ขุนนางก็ออกมาตระเตรียมทหารแห่ จิ้นบุนก๋งรู้ว่าพระเจ้าจิวเซียงอ๋องรับสั่งให้ตรวจเตรียมทหารกระบวนแห่จะเสด็จกลับไปเมืองหลวง จึงเรียกเซียนเบียดกับอีเอียนซึ่งเป็นทหารคนสนิททั้งสองเข้ามาสั่งเซียนเบียดว่า ท่านจงพาเซียงก๋งเจ้าเมืองโอยเข้ามาคุมไว้ ณ เมืองหลวง อย่าให้หนีได้ แล้วกระซิบสั่งอีเอียนว่า ท่านจงไปกำกับเซียงก๋งอยู่กับเซียนเบียด ถ้าเห็นเซียงก๋งป่วยเมื่อใด จงประกอบยาพิษให้กินจงได้ แม้นเซียงก๋งไม่ตายเราจะเอาโทษท่าน และเนื้อความทั้งนี้รู้กันแต่สามคน อย่าให้แพร่งพรายไป ทหารทั้งสองก็รับคำแล้วลาออกมา

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ