๙๕

ขณะนั้นอองซุนแกเป็นบุตรไตหูอ๋องสุนจิ๋น ขุนนางเมืองเจ๋ เมื่ออายุได้สิบสองขวบบิดาถึงแก่กรรม เจ้าเมืองเจ๋เห็นว่าเป็นคนกำพร้าก็เอาตัวอองซุนแกกับทั้งมารดาไปชุบเลี้ยง ให้เป็นขุนนางสนิทนักไว้ใจใช้สอยเข้านอกออกในมิได้มีรังเกียจเลย และขณะเมื่อเมืองเจ๋แตกนั้นอองซุนแกก็ได้ติดตามเจ้าเมืองเจ๋ไปด้วย ครั้นไปถึงเมืองโอย เจ้าเมืองเจ๋พาไทจูฮวดเจี๋ยงกับอีอุยหนีไปแต่เวลากลางคืน รุ่งขึ้นเช้าอองซุนแกกับขุนนางทั้งแปดคนไม่รู้ว่าเจ้าเมืองเจ๋จะไปแห่งใด ก็พากันกลับมาเมืองเจ๋ อองซุนแกจึงเข้าไปคำนับมารดา มารดาจึงไต่ถามว่า เจ้ามิได้ตามเสด็จอ๋องเต้ไปดอกหรือ หรือว่าตามไปทิ้งอ๋องเต้ไว้ที่ไหนจึงกลับมาหาเราแต่ตัว อองซุนแกก็เล่าความให้มารดาฟังทุกประการ มารดาจึงตอบว่าแม่ได้ยินคำโบราณท่านว่าไว้ว่า เป็นบุตรให้รู้จักคุณบิดามารดา เป็นข้าให้รู้จักคุณเจ้า เมื่อเจ้าของตัวมีความสุข ผู้เป็นข้าก็จะได้ความสุขด้วย เมื่อเจ้ามีทุกข์และข้าจะละเจ้าเสีย มาอยู่เป็นสุขแต่ตัวนั้นดูมิบังควร เจ้าจงจัดเอาเงินทองของมารดาไปใช้สอยจะได้แก้อับจนตามไปเที่ยวสืบเสาะหาเจ้าของตัวให้พบจงได้

อองซุนแกเห็นชอบด้วย ก็จัดเอาเงินทองของมารดาได้พอสมควรแล้ว คำนับลาออกจากบ้านเที่ยวสืบเสาะไปทุกแห่งทุกตำบล แจ้งว่าเจ๋มินอ๋องหนีไปอยู่เมืองลีจิ๋ว ต๊กซีฆ่าเสียแล้วยังแต่ไทจูฮวดเจี๋ยงผู้บุตรไปค้างอยู่เมืองเจกเบกก็เสียนํ้าใจนัก จึงเข้าไป ณ บ้านเก๋าลี้ที่ศพเจ้าเมืองเจ๋มัดแขวนอยู่บนหอรบ เห็นศพแห้งยังแต่ร่างกระดูกดังนั้นกลั้นความโศกไว้มิได้ก็ร้องไห้จนสิ้นสมประดี ครั้นค่อยคลายความโศกแล้ว อองซุนแกคิดจะแทนคุณเจ้าเมืองเจ๋ให้ถึงขนาด คำนับศพแล้วก็ปีนขึ้นไปบนหอรบ ชักเอากระดูกขาเจ้าเมืองเจ๋ได้ข้างหนึ่ง แล้วลงมาจากหอรบพาเที่ยวไปทั่วเมือง ร้องประกาศแก่ขุนนางและราษฎรว่า นี่เป็นกระดูกเจ้าเมืองเจ๋ ต๊กซีเป็นขุนนางเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อให้ยกมาช่วยเจ้านายของเรา ท่านก็ชุบเลี้ยงถึงขนาดตั้งให้เป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการแล้ว ยังหารู้จักคุณเจ้านายเราไม่ กลับคิดประทุษร้ายล่อลวงฆ่าเจ๋มินอ๋องเสียอีกเล่า ตัวเรามีกตัญญูรู้จักคุณเจ้าที่ได้ชุบเลี้ยงมาแต่ก่อนจะเอาชีวิตแทนคุณเจ้ากำจัดต๊กซีเสียให้หายแค้น ผู้ใดเป็นขุนนางได้รับเบี้ยหวัดของเจ๋มินอ๋องผู้เป็นเจ้านายมาแต่ก่อน จงมีใจกตัญญูรู้คุณเจ้า มาช่วยกันแก้แค้นต๊กซีอันเป็นศัตรูแผ่นดินแทนคุณเจ้าของเราด้วยกัน

ขณะนั้นขุนนางและราษฎรชาวเมืองเจ๋มาตกอยู่ในเมืองลีจิ๋วเป็นอันมากประมาณสักสี่ร้อยเศษ กับขุนนางและราษฎรชาวเมืองลีจิ๋วได้ยินอองซุนแกร้องประกาศดังนั้น ชาวเมืองลีจิ๋วก็คิดแค้นต๊กซีว่าฆ่าเซียงอ๋วนเจ้าเมืองลีจิ๋วอันเป็นเจ้านายของตัวเสีย ขุนนางและราษฎรชาวเมืองเจ๋ก็คิดแค้นต๊กซีว่าฆ่าเจ้าเมืองเจ๋อันเป็นเจ้าของตัวเสีย ก็พร้อมใจกันจะแก้แค้นต๊กซีแทนคุณเซียงอ๋วนและเจ้าเมืองเจ๋ ต่างคนจับเครื่องศัสตราวุธสำหรับมือวิ่งตามมาเข้าด้วยอองซุนแกเป็นอันมาก ในครู่หนึ่งนั้นอองซุนแกได้คนมาเข้าด้วยถึงพันเศษ จึงให้ตั้งค่ายมั่นอยู่ริมประตูเมืองข้างนอก แล้วอองซุนแกจึงให้เข้าไปแจ้งความแก่ขุนนางในเมืองลีจิ๋วที่ยังมิได้รู้ให้เป็นไส้ศึกอยู่ในเมือง

ขณะนั้นต๊กซีเข้าตั้งอยู่ในเมืองลีจิ๋ว ให้จัดสตรีรูปงามที่ฉลาดในเพลงกระจับปี่สีซอมาเล่นอยู่ ณ ที่ข้างในทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาด ขุนนางและทหารที่มาแต่เมืองฌ้อด้วยนั้นเข้าไปคอยปรึกษาราชการด้วย มิได้เห็นต๊กซีออกมาว่าราชการในที่ข้างหน้าเป็นหลายเวลามาแล้วก็เบื่อหน่ายต่างคนต่างไปเที่ยวเล่นเสียสิ้น

ฝ่ายอองซุนแกนั้นซ่องสุมผู้คนอยู่ในค่าย ครั้นเวลาคํ่าก็ให้ยกเข้าเมือง ขุนนางในเมืองลีจิ๋วก็เปิดประตูรับ อองซุนแกเข้าเมืองได้ก็ให้ทหารไล่ฆ่าฟันพวกทหารเมืองฌ้อล้มตายเป็นอันมาก ทหารเมืองฌ้อไม่รู้ตัวหาทันที่จะได้ต่อสู้ไม่ ก็แตกกระจัดพลัดพรายกันไปสิ้น อองซุนแกคุมทหารตรูเข้าไป ณ ที่ข้างในเข้ากลุ้มรุมกันฟันแทงต๊กซีตาย แล้วอองซุนแกก็จัดทหารให้นั่งยามตามเพลิงอยู่จนรุ่ง ครั้นเวลาเช้าก็จัดแจงบ้านเมืองให้ราบคาบเป็นปกติ ให้หาแต่บรรดาขุนนางและทหารเมืองฌ้อเข้ามาพร้อมกันแล้วจึงร้องประกาศว่า ต๊กซีเป็นคนอกตัญญูมิได้รู้จักคุณเจ๋มินอ๋อง เราจึงคิดฆ่าเสียหวังจะแทนคุณเจ้าก็ได้สมความคิดแล้ว ท่านทั้งปวงเป็นทหารมาแต่เมืองฌ้อ ถ้าจะสมัครอยู่ทำราชการกับเรา เราก็จะชุบเลี้ยง ใครไม่สมัครจะกลับไปเมืองฌ้อก็ตามอัชฌาสัย ทหารเมืองฌ้อเห็นนายตายแล้วเสียนํ้าใจนัก ที่กลับไปเมืองฌ้อก็มีบ้าง อยู่ในเมืองลีจิ๋วก็มีบ้าง แต่พวกทหารค้างอยู่ในเมืองลีจิ๋วนั้นประมาณครึ่งหนึ่ง อองซุนแกก็ให้ทำบัญชีแต่บรรดาทหารเมืองฌ้อที่ยังอยู่นั้น ให้แจกข้าวและเงินให้ตามสมควร แล้วให้ขนเอาเงินทองในคลังออกแจกจ่ายปูนบำเหน็จขุนนางและทหารตามความชอบรักษาเมืองลีจิ๋วไว้ หวังจะยกไทจูฮวดเจี๋ยงบุตรเจ้าเมืองเจ๋ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนบิดา จึงเกณฑ์คนให้เที่ยวสืบหาไทจูฮวดเจี๋ยงก็มิได้พบ

ฝ่ายไทจูฮวดเจี๋ยงไปค้างอยู่เมืองเจกเบกนั้น ครั้นแจ้งความว่าต๊กซีฆ่าบิดาเสีย เข้าตั้งอยู่ในเมืองลีจิ๋วแล้วเกิดฆ่าฟันกันวุ่นวายขึ้น ตกใจนักกลัวเขาจะสืบเสาะเอาไปประหารชีวิตเสียด้วย จะอยู่ในเมืองเจกเบกมิได้ก็แปลงตัวเป็นไพร่ ใส่เสื้อและกางเกงเก่าหนีออกจากเมืองเจกเบกไปอาศัยอยู่กับไตหูขุนนางในเมืองลิมจูพอได้อาหารเลี้ยงชีวิต ไตหูมิได้รู้จักจึงเอาตัวไทจูฮวดเจี๋ยงไปมอบให้แก่ไทซู้เหียวเจ้าเมืองลิมจู ไทซู้เหียวเจ้าเมืองลิมจูเห็นไทจูฮวดเจี๋ยงยากจนนุ่งกางเกงขาดใส่เสื้อเก่า มิได้รู้จักว่าไทจูฮวดเจี๋ยงเป็นบุตรเจ้าเมืองเจ๋ จึงให้เลี้ยงไทจูฮวดเจี๋ยงไว้ให้ตักนํ้ารดสวนดอกไม้ทุกวันมิได้ขาด ไทจูฮวดเจี๋ยงก็มิได้เกียจคร้าน อุตส่าห์ตักน้ำรดสวนหย่งพรวนต้นไม้และถอนหญ้าพอได้อาศัยเลี้ยงชีวิต

เจ้าเมืองลิมจูนั้นมีบุตรีคนหนึ่ง ชื่อนางไทสูลี้อายุได้สิบหกปี รูปงามหาที่ติมิได้ นางไทสูลี้นั้นเคยพาสาวใช้ไปเที่ยวเก็บดอกไม้ในสวนเป็นนิจ วันหนึ่งไปพบไทจูฮวดเจี๋ยงตักนํ้ารดต้นไม้อยู่ในสวน พิศดูรูปและลักษณะแล้วจึงคิดแต่ในใจว่าชายผู้นี้มาแต่ไหน รูปงามประหลาดกว่าคนในเมืองเรา ดูท่วงทีไม่ใช่คนเข็ญใจ เหตุใดจึงนุ่งห่มน่าสมเพชดังนี้เล่า

ฝ่ายไทจูฮวดเจี๋ยง ครั้นเห็นนางไทสูลี้เข้าก็คิดว่าสตรีผู้นี้มีรูปและลักษณะงามนัก ทั้งจริตกิริยาก็งามพร้อม เห็นจะเป็นบุตรีเจ้าเมืองลิมจูจึงมาเที่ยวเก็บดอกไม้ในสวนนี้ได้ อันเมืองลิมจูนี้ก็เป็นหัวเมืองขึ้นแก่เมืองเรา ถ้าบิดายังไม่เสียเมืองแก่ข้าศึก จะบอกบิดาขึ้นคำเดียวให้มาสู่ขอก็เห็นจะได้นางสมความคิด นี่เป็นความจนใจเสียแล้ว ชมเล่นเหมือนกระต่ายชมดวงพระจันทร์เถิด ครั้นเห็นนางแลมาสบตาก็ก้มหน้าเสียด้วยเจียมตัว

ฝ่ายนางไทสูลี้เที่ยวเก็บดอกไม้เล่นในสวนได้เวลาแล้วก็กลับไปที่อยู่ ให้คิดรักใคร่ผูกพันไทจูฮวดเจี๋ยงนัก จึงเรียกสาวใช้คนสนิทเข้ามากระซิบพูดว่า ชายเข็ญใจอยู่ที่สวนนั้นนุ่งห่มน่าสมเพช เราได้เห็นแล้วให้มีความสงสารนัก ท่วงทีเป็นผู้ดีมีตระกูลอยู่ เหตุไฉนจึงตกยากมาตักนํ้ารดต้นไม้อยู่ในสวน เจ้าจงเอาเสื้อกางเกงกับรองเท้าและของกินนี้ลอบไปให้แก่ชายผู้นั้นบอกว่าของเราให้ แล้วจงไต่ถามให้ได้ความว่าเป็นแซ่ใดมาแต่ไหนจึงได้มาอาศัยอยู่ในสวนของบิดาเรา สาวใช้คนสนิทก็คำนับลานางไทสูลี้ลอบเอาของไปให้แก่ไทจูฮวดเจี๋ยง แจ้งความว่านางไทสูลี้บุตรเจ้าเมืองลิมจูออกมาเก็บดอกไม้เมื่อวานนี้ ได้เห็นท่านมีความปรานีนัก จึงให้เราเอาของมาให้แล้วสั่งมาให้ถามว่าท่านมาแต่ไหน เหตุใดจึงได้มาอยู่ในสวน

ไทจูฮวดเจี๋ยงได้ฟังก็เข้าใจว่านางไทสูลี้รักใคร่ จึงว่าแก่สาวใช้ว่าเราเป็นคนอนาถาสัญจรมาแต่ผู้เดียว อาศัยอยู่กับไตหูพอได้เลี้ยงชีวิต ไตหูจัดแจงให้เข้ามาอยู่ในสวน ซึ่งนายท่านมีความกรุณาให้เอาของมาให้แก่เราเมื่อคราวยากนั้น คุณอยู่กับเราหาที่สุดมิได้ ทั้งตัวเจ้าผู้เอาของมาให้ ข้าก็ขอบคุณนัก ถ้าเรายังมีชีวิตอยู่สืบไปภายหน้า ก็จะคิดสนองคุณนางไทสูลี้กับเจ้าให้ถึงขนาด ไทจูฮวดเจี๋ยงคิดจะปิดความให้มิด จึงพูดจาผูกพันทอดสนิทกับนางสาวใช้ก็รักใคร่เป็นไมตรีกันที่สวน แล้วจึงบอกความแต่ตามจริงว่า ตัวเรานี้ชื่อไทจูฮวดเจี๋ยง เป็นบุตรเจ้าเมืองเจ๋ บิดาเสียเมืองแก่ข้าศึกจึงแปลงเพศเป็นคนยากหนีมาซ่อนตัวอยู่ เจ้าจงเอ็นดูเราอย่าได้พูดให้แพร่งพรายไป รู้กันแต่เจ้ากับนางไทสูลี้สองคน แล้วช่วยคิดอ่านให้นางออกมาพบกับข้าสักเวลาหนึ่งเถิด สาวใช้คนสนิทได้ฟังมีความยินดีนักจึงตอบว่า ความข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลยเป็นธุระข้าพเจ้าจะช่วยคิดอ่านให้สำเร็จจงได้ ว่าแล้วก็คำนับลาไทจูฮวดเจี๋ยงกลับมาแจ้งความแก่นางไทสูลี้ทุกประการ นางไทสูลี้รู้ว่าไทจูฮวดเจี๋ยงเป็นบุตรเจ้าเมืองเจ๋ดังนั้นมีความยินดีด้วยสมคิด ก็ยิ่งรักใคร่ผูกพันไทจูฮวดเจี๋ยงนัก รู้กันแต่กับสาวใช้คนสนิท เวลากลางคืนก็ให้สาวใช้พาออกไปหาไทจูฮวดเจี๋ยง ณ เก๋งน้อยที่ในสวน ก็รักใคร่กันกับไทจูฮวดเจี๋ยง ค้างอยู่จนเวลาใกล้รุ่งแล้วจึงกลับมาที่อยู่ จัดอาหารอันมีรสให้สาวใช้เอาไปให้แก่ไทจูฮวดเจี๋ยงทุกวันมิได้ขาด แต่ลอบรักใคร่กันได้ถึงปีหนึ่งแล้ว บิดามารดานางไทสูลี้ก็มิได้รู้ความ

ขณะนั้นไตหูเจ้าเมืองเจกเบกถึงแก่กรรม ขุนนางและราษฎรทั้งปวงช่วยกันแต่งการฝังศพเสร็จแล้ว จึงปรึกษาพร้อมกันว่าเจ้าเมืองเจกเบกไม่มีบุตรที่จะเป็นเจ้าเมืองสืบไป เตียนตั๋นที่มาเป็นเจ้าเมืองอันเป่งนั้น เป็นเชื้อสายแซ่เจ้าเมืองเจ๋แล้วก็โอบอ้อมอารีนัก ถ้าเราไปเชิญเตียนตั๋นมาเป็นเจ้าเมืองบัดนี้ ขุนนางและราษฎรทั้งปวงจะได้อยู่เย็นเป็นสุขสืบไป ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้วก็จัดแจงไปเชิญเตียนตั๋นจะให้มาเป็นเจ้าเมืองเจกเบก เตียนตั๋นก็แบ่งทหารออกกึ่งหนึ่งให้เตียนต๊กผู้น้องอยู่รักษาเมืองอันเป่ง แล้วก็ยกมาเป็นเจ้าเมืองเจกเบก จัดแจงบ้านเมืองราบคาบแล้ว เตียนตั๋นก็ให้สืบเสาะหาไทจูฮวดเจี๋ยงยังมิได้พบ

ฝ่ายอองซุนแกได้เป็นเจ้าเมืองลีจิ๋วอยู่ได้ปีเศษแล้ว แต่งคนให้ไปสืบหาไทจูฮวดเจี๋ยงมิได้พบ อองซุนแกไม่มีความสบายด้วยคิดจะใคร่ยกไทจูฮวดเจี๋ยงขึ้นเป็นเจ้าแทนคุณเจ้าเมืองเจ๋ผู้ถึงแก่กรรมก็ยังมิได้สมคิด พอคนใช้ที่ไปสืบหาไทจูฮวดเจี๋ยง ณ เมืองลิมจู เอาเนื้อความเข้ามาแจ้งว่า ข้าพเจ้าไปสืบได้ความว่าไทจูฮวดเจี๋ยงตกไปอยู่ในเมืองลิมจู เจ้าเมืองมิได้รู้ใช้ให้ตักนํ้ารดสวนดอกไม้ อองซุนแกได้ฟังดังนั้นก็คิดสงสารไทจูฮวดเจี๋ยงนักกลั้นนํ้าตามิได้ก็ร้องไห้รักไทจูฮวดเจี๋ยง ครั้นค่อยคลายความโศกแล้วจึงให้จัดเกวียนและทหารเป็นอันมากรีบยกไปถึงเมืองลิมจู จึงให้ตั้งค่ายมั่นอยู่นอกเมือง แล้วแต่งหนังสือส่งให้ม้าใช้ถือเข้าไปให้แก่เจ้าเมืองลิมจูความว่า เจ้าเมืองลิมจูเป็นคนอกตัญญูหารู้จักคุณเจ้าของตัวไม่ ไทจูฮวดเจี๋ยงบุตรเจ้าเมืองเจ๋เจ้าของตัวหนีมาอาศัยอยู่ด้วย ยังใช้ให้ตักนํ้ารดสวนดอกไม้มิได้นำพา เมื่อไม่ทำนุบำรุงลูกเจ้าข้าวแดงแล้ว ก็เร่งส่งไทจูฮวดเจี๋ยงออกมาให้เรา เราจะเชิญไปตั้งเป็นเจ้า ณ เมืองลีจิ๋ว

ฝ่ายม้าใช้ครั้นเอาหนังสือเข้าไปให้แก่เจ้าเมืองลิมจู เจ้าเมืองลิมจูแจ้งความในหนังสือแล้วก็ตกตะลึงไปด้วยมิได้แจ้งความ จึงว่าแก่คนถือหนังสือว่าความอันนี้เรามิได้รู้ ท่านจงกลับออกไปบอกแก่เจ้าเมืองลีจิ๋วว่าอย่าเพิ่งให้โกรธแก่เราก่อนเลย เราสืบดูให้แน่นอนก่อน ว่าแล้วเจ้าเมืองลิมจูจึงเข้าไปในสวนดอกไม้ ไต่ถามไทจูฮวดเจี๋ยงว่าท่านเป็นบุตรเจ้าเมืองเจ๋จริงหรือ ทำไมจึงนิ่งเนื้อความเสียมิได้บอกแก่ข้าพเจ้าตามจริงเล่า ไทจูฮวดเจี๋ยงจึงคิดแต่ในใจว่า ความข้อนี้เห็นจะปิดไว้ไม่มิดแล้วจำจะบอกตามจริง คิดแล้วจึงตอบว่าเราจะบอกตามจริงก็เกรงว่าเนื้อความจะแพร่งพรายไปกลัวจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตจึงนิ่งเสีย

เจ้าเมืองลิมจูได้ฟังดังนั้น เกรงอาญาไทจูฮวดเจี๋ยงนักคุกเข่าลงคำนับแล้วขอโทษว่า ซึ่งข้าพเจ้าได้ประมาทไป ใช้ให้ท่านตักน้ำรดต้นไม้ในสวนนั้นโทษข้าพเจ้าผิดเป็นข้อใหญ่ ด้วยมิได้แจ้งความเลย ขอท่านได้กรุณาจงงดโทษแก่ข้าพเจ้าครั้งหนึ่งเถิด ไทจูฮวดเจี๋ยงจึงตอบว่าเราอดโทษให้แก่ท่านแล้ว ถึงท่านมิได้เอาใจใส่ทำนุบำรุงเราก็เหมือนได้ทำนุบำรุงเรา ด้วยนางไทสูลี้บุตรีท่านมีความปรานีได้เอาใจใส่ให้เสื้อผ้าและสิ่งของอันดีแก่เรา เจ้าเมืองลิมจูได้ฟังดังนั้นก็คิดสงสัยนักจึงคำนับลาไทจูฮวดเจี๋ยงแล้วเข้าไปข้างในไต่ถามนางไทสูลี้ นางไทสูลี้ก็รับว่าได้ให้สิ่งของและอาหารแก่ไทจูฮวดเจี๋ยงจริงๆ เจ้าเมืองลิมจูก็เข้าใจว่านางไทสูลี้กับไทจูฮวดเจี๋ยงเป็นชู้กันมีความยินดีนัก ก็สั่งให้จัดแจงล้อเกวียนและเสบียงอาหารเป็นอันมากเตรียมไว้ให้พร้อม แล้วจึงให้แต่งโต๊ะและสุราเป็นอันมากออกไปเลี้ยงดูอองซุนแกและขุนนางนายทหารที่มานั้นสำเร็จแล้วจึงพาขุนนางออกไปคำนับอองซุนแกแล้วก็สารภาพว่า ซึ่งข้าพเจ้ามิได้บำรุงไทจูฮวดเจี๋ยงนั้นด้วยมิได้รู้ โทษข้าพเจ้าผิดเป็นข้อใหญ่ ข้าพเจ้าก็ได้รับผิดขออภัย ไทจูฮวดเจี๋ยงก็ยกโทษข้าพเจ้าแล้ว ไทจูฮวดเจี๋ยงก็ยังหาภรรยามิได้ นางไทสูลี้บุตรข้าพเจ้าสมควรจะเป็นภรรยาไทจูฮวดเจี๋ยงได้อยู่ ข้าพเจ้าจะยกให้แก่ไทจูฮวดเจี๋ยง ไทจูฮวดเจี๋ยงก็ยินยอมว่าจะรับนางไทสูลี้ไปเมืองลีจิ๋ว ข้าพเจ้าจะตามไปส่งไทจูฮวดเจี๋ยงด้วย อองซุนแกได้ฟังมีความยินดีนัก จึงให้เจ้าเมืองลิมจูพาเข้าไปคำนับไทจูฮวดเจี๋ยงในเมืองแล้วจะเชิญไปเมืองลีจิ๋ว

เจ้าเมืองลิมจูก็คำนับลาอองซุนแกกลับเข้าเมือง จึงให้เชิญไทจูฮวดเจี๋ยงมาจากสวนดอกไม้แล้วเอาเสื้อและหมวกอย่างดีมาให้ไทจูฮวดเจี๋ยงใส่ให้นั่งคอยรับอองซุนแกอยู่ที่ออกขุนนางข้างหน้า แล้วจึงให้คนออกไปเชิญอองซุนแกเข้ามาคำนับไทจูฮวดเจี๋ยง ครั้งอองซุนแกเข้ามาคำนับเห็นไทจูฮวดเจี๋ยงเข้าก็รำลึกถึงเจ๋มินอ๋องเจ้าเมืองเจ๋นัก ก็คลานเข้าไปกอดเท้าไทจูฮวดเจี๋ยงเข้าไว้ร้องไห้รัก ไทจูฮวดเจี๋ยงเห็นดังนั้นกลั้นความโศกมิได้ก็ร้องไห้รักอองซุนแก

ครั้นค่อยคลายโศกแล้ว อองซุนแกจึงเชิญไทจูฮวดเจี๋ยงว่า ข้าพเจ้ามีกตัญญูรู้คุณเจ้า หวังจะแทนคุณเจ้าก็ได้สมความคิดแล้ว ขอเชิญท่านไปเป็นเจ้าอยู่เมืองลีจิ๋วเถิด ข้าพเจ้าจะได้คิดการสืบไป ไทจูฮวดเจี๋ยงจึงตอบว่า ตัวท่านเป็นคนกตัญญูคิดทำการฆ่าต๊กซีเสียชิงเอาเมืองลีจิ๋วไว้ได้ แล้วมาเชิญเราไปเป็นเจ้าเมืองนั้น คุณท่านอยู่กับเราเป็นอันมาก เราคงจะไปตามคำท่าน แต่เจ้าเมืองลิมจูยกนางไทสูลี้ผู้บุตรให้เป็นภรรยาเรานั้นเราจะรับเอานางไปด้วย อองซุนแกได้ฟังมีความยินดีนัก รับคำไทจูฮวดเจี๋ยงแล้วก็สั่งให้เอารถมารับไทจูฮวดเจี๋ยงกับนางไทสูลี้ออกมาจากเมืองลิมจู จัดทหารให้แห่ไทจูฮวดเจี๋ยงตามบรรดาศักดิ์ เจ้าเมืองลิมจูก็พาขุนนางและทหารมาเป็นอันมาก ตามไปส่งไทจูฮวดเจี๋ยงจนถึงเมืองลีจิ๋ว

ขณะนั้นเตียนตั๋นเจ้าเมืองเจกเบกแจ้งความว่า อองซุนแกไปเชิญไทจูฮวดเจี๋ยงมาแต่เมืองลิมจูมีความยินดีนัก ก็พาขุนนางและทหารเป็นอันมากยกมาคำนับไทจูฮวดเจี๋ยง แล้วก็พร้อมใจกันยกไทจูฮวดเจี๋ยงขึ้นเป็นเจ้า ชื่อเจ๋เซียงอ๋องเจ้าเมืองลีจิ๋ว เปลี่ยนชื่อเมืองลีจิ๋วเสียใหม่ให้เรียกว่าเมืองเจ๋สืบไป เจ๋เซียงอ๋องนั้นครั้นได้เป็นเจ้าขึ้นแล้ว จึงตั้งให้อองซุนแกเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการเมืองเจ๋ เจ้าเมืองลิมจูและเตียนตั๋นเจ้าเมืองเจกเบกก็จัดให้ขุนนางคนสนิทกลับไปรักษาเมืองให้มั่นคง ส่วนตัวนั้นอยู่ช่วยราชการเมืองเจ๋ด้วย

ฝ่ายขุนนางในเมืองเจ๋เก่าที่อยู่กับงักเงทหารเมืองเอี๋ยนนั้น แจ้งว่าไทจูฮวดเจี๋ยงบุตรเจ้าเมืองเจ๋ไปเป็นเจ๋เซียงอ๋องเจ้าเมืองลีจิ๋ว ที่เป็นคนกตัญญูรู้คุณเจ้าก็อพยพหนีมาเข้าด้วยเจ๋เซียงอ๋องเป็นอันมาก เจ๋เซียงอ๋องก็ชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนางตามตำแหน่งเดิมทุกตัวคน เมืองลีจิ๋วที่เป็นเมืองเจ๋ขึ้นใหม่นั้นก็บริบูรณ์ไปด้วยขุนนางและทหาร มั่งคั่งไปด้วยเสบียงอาหารและผลไม้เป็นอันมาก ขุนนางและราษฎรทั้งปวงก็อยู่เย็นเป็นสุขหาอันตรายมิได้

ขณะนั้นพระเจ้าจิวอันอ๋องครองราชสมบัติในเมืองตังจิวได้สี่สิบแปดปีประชวรหนัก จึงให้หาจี๋วก๋องเข้ง อองจูหับ อูเล็ก ซักเอี๋ย ซักแฮ ขุนนางทั้งห้าเข้ามาสั่งว่า เราป่วยครั้งนี้เห็นจะไม่รอด ถ้าหาบุญเราไม่แล้วท่านทั้งปวงจงยกไทจูเงี้ยบุตรเราขึ้นเสวยราชสมบัติ แล้วจงช่วยเอาใจใส่ระวังกิจราชการบ้านเมืองด้วย อนึ่ง เจียวอ๋องเจ้าเมืองเอี๋ยนบุตรเขยเรานั้น มักใจใหญ่ใฝ่สูงอยู่อย่าให้เข้ามาในเมืองเรา ถึงจะช่วยแต่งการฝังศพเราก็ให้อยู่แต่ภายนอกเมือง ถ้าเจ้าเมืองเอี๋ยนเข้ามาในเมืองเราได้ เห็นจะเกิดจลาจลกันขึ้น สิ้นคำสั่งเท่านั้นแล้วก็สวรรคต พระเจ้าจิวอันอ๋องนั้นพระชนม์เจ็ดสิบปี เมื่อยังมิได้สมบัติเป็นไทจูอยู่ยี่สิบสองปี ได้ครองราช สมบัติสี่สิบแปดปี ขุนนางทั้งห้าเห็นพระเจ้าจิวอันอ๋องสวรรคตดังนั้นก็คิดอาลัยนัก ร้องไห้รักอื้ออึงไปทั้งพระราชวัง ครั้นค่อยคลายความโศกแล้วจึงพร้อมกันยกไทจูเงี้ยขึ้นครองสมบัติสืบไปแล้วให้แต่งหนังสือส่งไปแจ้งแก่หัวเมืองทั้งปวง แล้วก็จัดแจงการที่จะฝังพระศพ

ฝ่ายไทจูเงี้ยนั้น ครั้นได้เสวยราชสมบัติในเมืองตังจิวว่าราชการบ้านเมืองและจัดแจงการที่จะฝังศพบิดา มิได้จับเข็มเย็บผ้าและร้อยกรองดอกไม้เล่นกับสตรีเหมือนแต่ก่อนก็ไม่มีความสบาย จึงมอบตราสำหรับที่ยกสมบัติบ้านเมืองให้แก่ไทจูเตงผู้น้องแล้วตัวก็ออกเสียนอกราชการ ร้อยกรองดอกไม้เย็บผ้าเล่นกับสตรีตามสบายเหมือนแต่ก่อน ไทจูเตงนั้นก็หมั่นเอาใจใส่ในกิจราชการบ้านเมือง ขุนนางและราษฎรทั้งปวงก็อยู่เย็นเป็นสุข ต่างคนต่างสรรเสริญไทจูเตงนักก็ถวายพระนามไทจูเตงว่าพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องสืบไป

ฝ่ายเจียวอ๋องเจ้าเมืองเอี๋ยน ครั้นแจ้งความว่าพระเจ้าจิวอันอ๋องสวรรคตแล้ว จึงให้หาไทจูงักเจ๋ผู้บุตรกับกีเกียบขุนนางผู้ใหญ่เข้ามาปรึกษาว่า บัดนี้พระเจ้าจิวอันอ๋องสวรรคตแล้ว เราคิดว่าจะไปช่วยแต่งการฝังศพ แล้วจะเข้าไปดูกระทะทองในเมืองตังจิวให้เห็นประจักษ์แก่ตาจะเป็นของวิเศษประการใด เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองเจ๋ จึงช่วงชิงกันนัก เราก็เป็นบุตรเขยพระเจ้าจิวอันอ๋อง ถ้าเห็นชอบกลพอจะเอามาได้ก็จะเอามาไว้สำหรับเมืองเรา ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ไทจูงักเจ๋กับกีเกียบขุนนางผู้ใหญ่จึงตอบว่า ท่านว่านี้ชอบนัก ด้วยกระทะทองเก้าใบนี้เดิมพระเจ้าอีเต้จะทำไว้สำหรับเมืองแฮ ได้ทรงอธิษฐานไว้ว่า ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดมีบุญญาธิการมากตั้งอยู่ในยุติธรรมจึงให้ครอบครองได้ ถ้าเป็นคนบุญน้อยและมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรมแล้วอย่าให้ครอบครองกระทะไว้ได้ คำอธิษฐานของพระเจ้าอีเต้นั้นประสิทธิ์ประสาทนัก กษัตริย์พระองคํใดมิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรมก็ครอบครองไว้มิได้

ครั้นนานมาถึงแผ่นดินพระเจ้าเคียดเต้ ในที่สุดวงศ์พระเจ้าอีเต้ มิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรม กระทะทองจึงตกไปอยู่ ณ เมืองเสียง สืบกษัตริย์มาอีกหลายชั่ว ถึงแผ่นดินพระเจ้าติวอ๋องเป็นที่สุดวงศ์กษัตริย์ มิได้ตั้งอยู่ในยุติธรรมกระทะจึงตกไปอยู่ในเมืองไซกี๋ สืบกษัตริย์มาอีกเป็นหลายชั่ว ครั้นนานมากษัตริย์ย้ายมาตั้งอยู่เมืองตังจิว โหรได้ทำนายไว้ว่า กษัตริย์ในเมืองตังจิวจะครอบครองกระทะสืบไปได้อีกสามสิบชั่วกษัตริย์ นับปีแปดร้อยเศษ ถ้าจะนับกษัตริย์ในเมืองตังจิวลำดับมาตั้งแต่โหรทำนายจนถึงพระเจ้าจิวอันอ๋อง บัดนี้ก็ได้สามสิบชั่วกษัตริย์ นับปีได้แปดร้อยเศษสมกับคำโหรทำนาย เห็นชะตาเมืองตังจิวจะสาบสูญอยู่แล้ว ถ้าท่านไม่เอากระทะทองมาไว้เมืองเราครั้งนี้ หัวเมืองอื่นๆ ก็จะมาชิงเอาไปเสียมั่นคง เจ้าเมืองเอี๋ยนได้ฟังมีความยินดีนัก จึงสั่งให้จัดกองทัพเป็นอันมากเตรียมพร้อมไว้จะยกไปช่วยแต่งการฝังพระศพ จึงปรึกษาแก่นางกงจู๊ไกสุ่นผู้เป็นภรรยาว่า พระเจ้าจิวอันอ๋องบิดาเจ้าสวรรคต เราจะไปช่วยการพระศพครั้งนี้เจ้าจะเห็นประการใด นางกงจู๊ไกสุ่นจึงว่า ซึ่งท่านคิดจะไปช่วยแต่งการฝังศพนั้นชอบนัก ข้าพเจ้าก็จะตามไปด้วย จะได้ไปคำนับพระศพบิดาตามธรรมเนียม อนึ่งไทจูเตงน้องข้าพเจ้ายังอ่อนศักดิ์นัก เห็นจะว่าราชการบ้านเมืองแทนบิดาไปมิได้ ถ้าท่านไปก็จะมีคนยำเกรง หาผู้จะดูหมิ่นไทจูเตงน้องข้าพเจ้าไม่ เจ้าเมืองเอี๋ยนได้ฟังมีความยินดีนัก ก็พานางกงจู๊ไกสุ่นผู้เป็นภรรยายกมาถึงปลายแดนเมืองตังจิว จึงให้ตั้งค่ายมั่นพักทหารอยู่ที่นั่น ให้ม้าใช้ถือหนังสือเข้าไปแจ้งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ให้กราบทูลแก่พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องว่าจะเข้าไปช่วยแต่งการพระศพ

พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องได้ทรงฟังมีความยินดีนัก จึงให้หาจิ๋วก๋องเข้ง อองจูหับ อูเล็ก ซักเอี๋ย ซักแฮ ขุนนางผู้ใหญ่ทั้งห้าคนมาปรึกษาว่า บัดนี้เจ้าเมืองเอี๋ยนพาพระเจ้าพี่นางเรามาช่วยการพระศพ จะให้ออกไปรับเจ้าเมืองเอี๋ยนเข้ามาท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางทั้งห้าจึงกราบทูลว่า เมื่อพระเจ้าจิวอันอ๋องจะใกล้สวรรคตได้สั่งกำชับข้าพเจ้าไว้ว่าอย่าให้เจ้าเมืองเอี๋ยนเข้ามาในเมืองเรา ด้วยเจ้าเมืองเอี๋ยนนั้นนํ้าใจมักใหญ่ใฝ่สูงอยู่ ถ้าเข้ามาได้ในเมืองเห็นจะเกิดวุ่นวายกันขึ้น ถึงจะมาช่วยการศพก็ให้อยู่นอกเมืองรับแต่เครื่องบรรณาการไว้ จัดของตอบแทนส่งให้เจ้าเมืองเอี๋ยนกลับไปเสียจึงจะชอบ พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องจึงตอบว่า อันเจ้าเมืองเอี๋ยนนี้เมื่อครั้งเจ้าเมืองเจ๋ยกมาตีเมืองเราก็ได้ยกไปตีเมืองเจ๋ถวายพระเจ้าจิวอันอ๋องบิดาเรา หาควรที่ท่านทั้งปวงจะคิดรังเกียจเจ้าเมืองเอี๋ยนผู้เป็นพี่เราไม่ ขุนนางทั้งได้ฟังดังนั้นก็จนใจ

ครั้นเสด็จขึ้นแล้วต่างคนก็กลับไปบ้าน อูเล็กจึงไปหาจี๋วก๋องเข้ง ณ บ้าน ต่างคนคำนับกันตามธรรมเนียมแล้ว อูเล็กจึงแจ้งความว่า อันเจ้าเมืองเอี๋ยนยกมาบัดนี้ ว่าจะมาช่วยการพระศพนั้นข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ ถ้าจะมาช่วยพระศพจริงแล้วจะเอาทหารมาเป็นอันมากฉะนี้ไย ชะรอยเจ้าเมืองเอี๋ยนเห็นว่าเจ้านายเรายังเยาว์อยู่ไม่รู้ถึงความ จึงยกมาหมายจะทำร้ายชิงเอาสมบัติในเมืองเราเป็นมั่นคง จี๋วก๋องเข้งจึงตอบว่า ความข้อนี้เราก็แจ้งอยู่แล้ว แต่ความจนใจด้วยราชการบ้านเมืองทุกวันนี้สิทธิ์ขาดอยู่กับอองจูหับ อองจูหับก็เป็นตาของพระเจ้าสิ้นแฉอ๋อง เจ้าเมืองเอี๋ยนเล่าก็เป็นหลานเขยอองจูหับ เราจำจะไปปรึกษาแก่อองจูหับจึงจะชอบ

ขณะนั้นกุยสุย กุยฮั่วนายทหารสองคนพี่น้องมาอยู่ที่นั่นด้วยจึงตอบว่า ตัวข้าพเจ้าทั้งสองเป็นทหารแม่นเกาทัณฑ์ไม่มีผู้เสมอก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจท่าน ถ้าเจ้าเมืองเอี๋ยนจะคิดร้ายเจ้านายเราดังนั้นจะละไว้มิได้ ข้าพเจ้าจะขอทหารที่เข้มแข็งสักสามพันไปซุ่มอยู่ริมสะพานไทหังเกี๋ยว แล้วจะเขียนหนังสือผูกลูกเกาทัณฑ์ไว้แก้ตัว ใจความว่าขุนนางทั้งปวงเข้ามาปรึกษาพร้อมกันแต่งกองทัพออกมาซุ่มไว้ คอยจะทำร้ายเจียวอ๋องมิให้เข้าในเมืองได้ อองจูหับจึงใช้ให้ข้าพเจ้าเขียนหนังสือผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงมาหวังจะเตือนสติเจียวอ๋องให้รู้ความจะได้คิดระวังตัว ถ้ายิงถูกเจ้าเมืองเอี๋ยนตายก็แล้วไป ถ้ายิงไม่ถูกจะได้แก้ตัวด้วยหนังสือที่ลูกเกาทัณฑ์ดังนี้ อูเล็ก จี๋วก๋องเข้ง ได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงพากุยสุย กุยฮั่วไปบ้านอองจูหับแล้วก็แจ้งความที่ปรึกษากันไว้นั้นให้อองจูหับฟังทุกประการ อองจูหับจึงตอบว่า เราก็แจ้งอยู่แล้วว่าการครั้งนี้จะวุ่นวายกันขึ้นเป็นมั่นคง แต่ความจนใจด้วยตัวก็แก่ชราลงแล้ว ท่านทั้งปวงมีสติปัญญามากจะคิดรักษาแผ่นดินประการใดก็กระทำเถิด ถ้าพลาดพลั้งเราจะช่วยแก้ไข

จี๋วก๋องเข้งได้ฟังยินดีนัก จึงพาอูเล็กเข้าไปเฝ้าพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องกราบทูลว่า ซึ่งเจ้าเมืองเอี๋ยนยกมาช่วยการพระศพครั้งนี้ จะขอให้เปกตัดเปกควดขุนนางทั้งสองคุมทหารพันหนึ่ง เอารถและเครื่องสูงสำหรับแห่ออกไปรับเจ้าเมืองเอี๋ยนนอกสะพานไทหังเกี๋ยว ไกลแต่เมืองเราทางสามวัน พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องเห็นชอบด้วยก็สั่งให้จี๋วก๋องเข้งจัดแจงไปรับเจ้าเมืองเอี๋ยนเข้ามาในเมืองตังจิว แต่ว่าให้เจ้าเมืองเอี๋ยนแบ่งทหารไว้นอกสะพานครึ่งหนึ่ง เอาเข้ามาในเมืองแต่ครึ่งหนึ่ง จี๋วก๋องเข้งรับสั่งแล้วก็กราบถวายบังคมลาออกมาจัดแจงให้เปกตัด เปกควด คุมทหารกับรถและเครื่องสูงออกไปรับเจ้าเมืองเอี๋ยนตามรับสั่ง แล้วจัดให้อูเล็กขุนนางผู้ใหญ่เป็นแม่กองกำกับออกไปด้วย ให้กุยสุยกุยฮั่วนายทหารทั้งสองคุมทหารสามพันไปซุ่มในดงแขมริมสะพานไทหังเกี๋ยว คอยทำร้ายเจ้าเมืองเอี๋ยนเมื่อจะขึ้นบนสะพานไปแล้ว ก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองเอี๋ยน ณ ค่ายเชิญให้ขึ้นขี่รถ แล้วให้เจ้าพนักงานแห่เจ้าเมืองเอี๋ยนชักรถขึ้นบนสะพาน

ขณะนั้นกีเกียบเป็นขุนนางนายทหารเจ้าเมืองเอี๋ยนแห่มาหน้ารถ ครั้นมาถึงกลางสะพานแลเห็นควันเพลิงในดงแขมประหลาดอยู่จึงคำนับเจ้าเมืองเอี๋ยนแจ้งความว่า ข้าพเจ้าเห็นเพลิงพลุ่งขึ้นในดงแขมทั้งสองข้างสะพานประหลาดนัก เห็นจะเป็นกองทัพซุ่มอยู่คอยทำร้าย ขอให้ทหารเข้าค้นดูก็จะได้ความเป็นมั่นคง เจ้าเมืองเอี๋ยนเห็นชอบด้วยจึงให้หยุดรถไว้ให้ทหารเข้าค้นในดงแขมทั้งสองฟากสะพาน ขณะนั้นกุยสุยกุยฮั่วคุมทหารเข้าซุ่มอยู่ในดงแขมเห็นพวกทหารเมืองเอี๋ยนเข้าค้นก็เข้าใจว่าความลับทำลายเสียแล้ว กุยสุยก็เอาเกาทัณฑ์ยิงมามิได้ถูกเจ้าเมืองเอี๋ยน กุยฮั่วผู้น้องก็ยิงเกาทัณฑ์ซ้ำมา พอเจ้าเมืองเอี๋ยนลงจากรถ ลูกเกาทัณฑ์กระทบถูกหมวกทองที่เจ้าเมืองเอี๋ยนใส่ตกลง เจ้าเมืองเอี๋ยนก็ตกใจ เห็นหนังสือที่ลูกเกาทัณฑ์หยิบมาอ่านดูแจ้งความแล้วก็ไม่เชื่อ จึงสั่งทหารให้ไล่ฆ่าฟันกองทัพสามพันที่ซุ่มอยู่นั้นล้มตายเป็นอันมาก จับเอาตัวกุยสุยกุยฮั่วทหารทั้งสองมาซักถามก็ให้การสมความกับหนังสือที่ลูกเกาทัณฑ์ เจ้าเมืองเอี๋ยนยังไม่เชื่อจึงให้จำกุยสุยกุยฮั่วไว้มั่นคง จะเอาขึ้นไปชำระในเมืองตังจิว กีเกียบเห็นอูเล็กเหน็บกระบี่อยู่ ก็เข้าจับมืออูเล็กไว้ให้ทหารชิงเอากระบี่ไปเสียได้ อูเล็กจนใจจึงว่าการทั้งนี้ข้าพเจ้าหารู้ว่าผู้ใดคิดให้กระทำไม่ ตัวข้าพเจ้านี้พระเจ้าสิ้นแฉอ่องรับสั่งให้มารับเสด็จโดยสุจริต ถ้าขึ้นไปถึงเมืองตังจิวได้ชำระกันเข้าก็จะเห็นเท็จและจริง เจ้าเมืองเอี๋ยนจึงห้ามกีเกียบมิให้จับอูเล็ก

ขณะเมื่อเกิดวุ่นวายกันขึ้นนั้นเป็นเวลาเย็น ครั้นคํ่าลงเปกตัดเปกควด ขุนนางสองคนพี่น้องกลัวเนื้อความจะไม่พ้นตัวก็พากันหนีไปอาศัยอยู่เมืองเตียว เจ้าเมืองเอี๋ยนก็รีบยกเข้าไป ครั้นถึงเมืองตังจิวก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าสิ้นแฉอ่อง แล้วจึงกราบทูลว่าข้าพเจ้าแจ้งความว่าพระบิดาสวรรคต คิดกตัญญูพาภรรยาจะช่วยแต่งการพระศพ เหตุใดพระองค์จึงคิดทำร้ายข้าพเจ้าดังนี้เล่า พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องจึงตรัสว่าการทั้งนี้ข้าพเจ้ามิได้รู้ อองจูหับจึงว่าแก่เจ้าเมืองเอี๋ยนว่า ข้าพเจ้าสืบความแจ้งว่า เปกตัด เปกควดสองคนพี่น้องทำความชั่วเขาขับมาเสียจากเมืองโอย ข้าพเจ้าชุบเลี้ยงขึ้นเป็นขุนนางเล็กน้อยใช้ให้ออกไปรับท่าน มีผู้มาบอกว่ามันจะคิดทำร้ายท่าน ข้าพเจ้าจึงให้กุยสุยกุยฮั่วเอาหนังสือผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงไป หวังจะเตือนสติท่านให้รู้ความท่านจะได้คิดระวังตัว

เจ้าเมืองเอี๋ยนได้ฟังก็เคลือบแคลงอยู่ยังหาเห็นจริงด้วยไม่ อองจูหับจึงให้เอาตัวกุยสุย กุยฮั่ว อูเล็ก ไปจำไว้ ณ คุก แล้วให้จับบุตรภรรยาเปกตัด เปกควดเอามาฆ่าเสีย แล้วให้เอาศีรษะไปเสียบประจานไว้กลางตลาด ทำทั้งนี้หวังจะให้เจ้าเมืองเอี๋ยนสิ้นสงสัย พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องจึงสั่งให้จัดแจงเก๋งเตียนอันสมควรให้เจ้าเมืองเอี๋ยนอยู่เป็นสุข แล้วให้แต่งโต๊ะและสุราอย่างดีไปเลี้ยงดูเจ้าเมืองเอี๋ยนและขุนนางแต่บรรดาที่มาอยู่ด้วยนั้นทุกเวลามิได้ขาด

ฝ่ายเจ้าเมืองเอี๋ยนคิดจะชิงสมบัติในเมืองตังจิว จึงให้นางกงจู๊ไกสุ่นผู้เป็นภรรยาเข้าไปคิดการเป็นไส้ศึกอยู่ในวัง ถ้าเห็นได้ท่วงทีก็ให้ฆ่าพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องเสีย นางกงจู๊ไกสุ่นได้ฟังก็จนใจจำเป็นจำรับคำเจ้าเมืองเอี๋ยนเข้าไปในพระราชวัง แล้วจึงให้แต่งเครื่องเซ่นและธูปเทียนดอกไม้เข้าไปคำนับศพพระเจ้าจิวอันอ๋องผู้เป็นบิดา แล้วไปเยี่ยมพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องและพระญาติวงศ์ทั้งปวง คำนับกันตามผู้ใหญ่ผู้น้อยปราศรัยไต่ถามถึงทุกข์และสุขกันตามธรรมเนียมแล้วนางก็ค้างอยู่ในพระราชวัง ครั้นเวลาคํ่าก็คิดวิตกถึงคำเจ้าเมืองเอี๋ยนที่สั่งมาจะให้คิดทำร้ายพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องผู้เป็นน้อง ไม่สู้ที่จะทำได้ จึงคิดว่าตัวเราเป็นภรรยาเจ้าเมืองเอี๋ยน จะมาทำตามถ้อยคำเจ้าเมืองเอี๋ยนนั้นก็จะเป็นคนชั่วมิได้รู้จักคุณบิดามารดาฆ่าน้องของตัวเสีย ครั้นจะมิทำตามถ้อยคำเจ้าเมืองเอี๋ยนสั่งเล่าก็จะเป็นคนอกตัญญูมิรู้คุณสามี ต้องการอันใดที่จะมีชีวิตอยู่สืบไป ตายเสียอย่าอยู่ให้คนเห็นหน้าจึงจะพ้นจากความชั่ว คิดแล้วนางก็ร้องไห้ ครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเศษนางกงจู๊ไกสุ่นก็ลอบลงไปโจนน้ำในสวนตาย เวลาเช้าคนมิได้เห็นนางกงจู๊ไกสุ่นอยู่ในที่นอนก็พากันตื่นตกใจเที่ยวค้นหา พบศพนางในบ่อนํ้าก็เอาเนื้อความเข้าไปกราบทูลแก่พระเจ้าสิ้นแฉอ๋อง พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องได้ทรงฟังเสียนํ้าพระทัยนัก ทรงพระกันแสงพลางเสด็จลงมาถึงบ่อนํ้า จึงให้ยกศพขึ้นจากบ่อแล้วให้ต่อหีบไม้หอมใส่ศพยกออกมาไว้ ณ พระที่นั่งเก๋งเตียนเป็นที่เสด็จออกข้างหน้า แล้วให้แจ้งความแก่เจ้าเมืองเอี๋ยนทุกประการ

เจ้าเมืองเอี๋ยนได้ฟังก็เสียนํ้าใจร้องไห้ไม่เป็นสมประดี ครั้นค่อยคลายความโศกแล้วจึงเข้าไปกราบทูลพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องขอเอาศพมาแต่งการ พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องก็โปรดให้ แล้วก็ช่วยจัดแจงแต่งการฝังศพตามธรรมเนียม เจ้าเมืองเอี๋ยนตั้งแต่มาอยู่ในเมืองตังจิวประมาณหกเจ็ดวันคิดวิตกถึงนางกงจู๊ไกสุ่นนัก ว่าเรามาบัดนี้หวังจะให้ภรรยาเป็นไส้ศึกอยู่ข้างในนางก็ตายจากไปแล้ว จะอยู่ช้าก็มิได้จำจะเข้าไปเฝ้าพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องทูลขอกระทะทองไปไว้สำหรับเมืองเรา ลองพระทัยพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องดูจะว่ากล่าวประการใดจะได้รู้ คิดแล้วจึงเข้าไปเฝ้ากราบทูลว่า กระทะทองเก้าใบสำหรับเมืองนี้เป็นของวิเศษประการใด เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองเจ๋จึงคิดจะมาช่วงชิงเอาไปเป็นเจ้าของ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นจะขอชมดูให้เป็นประจักษ์แก่ตา พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องก็ยอมให้เจ้าเมืองเอี๋ยนไปดูกระทะทอง จึงพาเจ้าเมืองเอี๋ยนเสด็จขึ้นบนไต๋ชั้นบนที่ไว้กระทะทอง ขุนนางทั้งปวงก็ตามเสด็จขึ้นไปด้วยเป็นอันมาก

ขณะนั้นไทจูเอี๋ยนบุตรพระเจ้าสิ้นแฉอ๋อง อายุได้ห้าขวบก็พลอยตามเสด็จขึ้นไปด้วย เมื่อแรกขึ้นไปดูนั้น เห็นกระทะเก้าใบตั้งหงายอยู่บนเตียงสิ้น พอเห็นทั่วกันแล้วก็บังเกิดอัศจรรย์เป็นลมพายุใหญ่พัดมาเสียงสนั่นไปทั้งเมือง กระทะทองแปดใบที่ตั้งรายอยู่แปดทิศนั้นก็ควํ่าลงสิ้น ยังหงายอยู่ใบเดียวแต่กระทะที่ตั้งอยู่ตรงกลางนั้น ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างคนต่างมีความยินดีนัก คิดว่ากระทะใบกลางยังหงายอยู่ดังนี้ เป็นนิมิตด้วยเมืองเรายังจะบริบูรณ์อยู่ เห็นว่าเจ้าเมืองเอี๋ยนจะเอาไปมิได้ เจ้าเมืองเอี๋ยนเห็นประหลาดจึงถามขุนนางทั้งปวงว่า เหตุใดกระทะจึงควํ่าลงแปดหงายอยู่ใบเดียว

จี๋วก๋องเข้งจึงตอบว่า ซึ่งกระทะควํ่าลงแปดใบนั้นเป็นนิมิตเทวดาบอกเหตุให้รู้ว่าหัวเมืองทั้งปวงจวนจะสาบสูญอยู่แล้ว ซึ่งกระทะใบกลางหงายอยู่นั้นเป็นนิมิตจะให้เห็นว่าเมืองหลวงจะยังบริบูรณ์อยู่ ถึงผู้ใดมาตรหมายจะมาเอากระทะทองไปเป็นของตัวก็เห็นหาได้สมความคิดไม่ เจ้าเมืองเอี๋ยนได้ฟังก็เสียน้ำใจนักจึงกราบทูลพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องว่า ข้าพเจ้าจะขอกระทะใบกลางเอาไปไว้สำหรับเมืองข้าพเจ้าสักใบหนึ่ง พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องก็จนพระทัยมิรู้ที่จะตรัสประการใด

ฝ่ายไทจูเอี๋ยนได้ยินเจ้าเมืองเอี๋ยนขอกระทะจึงร้องว่า กระทะใบกลางของของเราไม่ให้แก่ผู้ใดเลย ว่าแล้วก็วิ่งเข้ายุดกระทะไว้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นต่างคนต่างมีความยินดีนัก อองจูหับจึงว่าแก่เจ้าเมืองเอี๋ยนว่าเมืองตังจิวยังจะบริบูรณ์อยู่ เทวดาจึงดลใจไทจูเอี๋ยนอายุห้าขวบให้หวงแหนกระทะไว้ เห็นไทจูเอี๋ยนยังจะครอบครองกระทะสืบวงศ์พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องไปได้อยู่ ท่านอย่าคิดน้อยใจเลย ถ้านานไปอีกหลายร้อยปีกระทะจะเป็นของกษัตริย์วงศ์อื่นหรือประการใดยังมิได้แจ้ง

เจ้าเมืองเอี๋ยนได้ฟังเสียนํ้าใจนัก หารู้ที่จะว่าประการใดไม่ ก็กราบถวายบังคมลากลับมาที่อยู่ให้คิดวิตกนัก เวลาค่ำจะนอนก็มิหลับให้คับอกคับใจจนบังเกิดโรครากโลหิตออกมาเป็นอันมาก เห็นจะช้าอยู่มิได้ เวลาเช้าก็อุตส่าห์แข็งใจเข้าไปกราบถวายบังคมลาจะยกกลับไปเมืองเอี๋ยน พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องก็ให้จัดสิ่งของตอบแทนเครื่องบรรณาการตามสมควรให้แก่เจ้าเมืองเอี๋ยน ให้ขุนนางตามไปส่งเจ้าเมืองเอี๋ยนตามธรรมเนียม แล้วจึงให้แต่งการสมโภชทำขวัญกระทะทอง ให้เจิมแป้งหอมนํ้ามันหอม จุดธูปเทียนบูชาเทวดาแล้วให้ประโคมฆ้องกลองและม้าล่อ แต่ให้สมโภชกระทะทองอยู่ถึงเจ็ดวันก็บังเกิดเป็นนิมิตอัศจรรย์ เวลาเช้าเห็นพระอาทิตย์ขึ้นข้างตะวันออกดวงหนึ่ง ขึ้นข้างตะวันตกดวงหนึ่ง แต่สายจึงคงเห็นแต่ดวงเดียว ราษฎรและขุนนางในเมืองตังจิวเห็นทั่วกันสิ้น แต่เป็นดังนี้ถึงสามวัน ขุนนางผู้ใหญ่จึงเอาเนื้อความเข้าไปกราบทูลพระเจ้าสิ้นแฉอ๋อง พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องจึงให้หาอองจูหับเข้ามาถามว่า ซึ่งเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสองดวงดังนี้ จะร้ายดีเป็นประการใด

อองจูหับได้ฟังถอนใจใหญ่แล้วจึงกราบทูลว่า ซึ่งพระอาทิตย์ขึ้นข้างตะวันออกนั้น ได้แก่เมืองเราอันรุ่งเรืองอยู่เหมือนดังพระอาทิตย์ ซึ่งขึ้นข้างตะวันตกดวงหนึ่งนั้น เห็นจะได้แก่เมืองจิ๋นจะรุ่งเรืองขึ้น ด้วยเมืองจิ๋นอยู่ข้างทิศตะวันตก นานไปเห็นเมืองเรากับเมืองจิ๋นจะต้องแบ่งปันเขตแดนกันเป็นมั่นคง พระเจ้าสิ้นแฉอ๋องได้ทรงฟังเสียนํ้าพระทัยนัก มิรู้ที่จะตรัสประการใดก็เสด็จขึ้น ขุนนางทั้งปวงก็พากันกลับไปบ้าน

ฝ่ายเจ้าเมืองเอี๋ยนนั้นเป็นโรครากโลหิตมิได้หยุด รีบยกไปพอถึงเมืองเอี๋ยนก็ขาดใจตาย เจ้าเมืองเอี๋ยนนั้นอายุสี่สิบแปดปีก็ถึงแก่กรรม ขุนนางทั้งปวงก็พร้อมใจกันยกไทจูงักเจ๋ผู้บุตรเจ้าเมืองเอี๋ยนขึ้นเป็นฮุยอ๋องเจ้าเมืองเอี๋ยน แล้วให้กีเกียบเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการจัดแจงศพสืบไป

ฝ่ายงักเงซึ่งเป็นเจ้าครั้งเมืองเจ๋เก่าแจ้งความว่าเจ้าเมืองเอี๋ยนถึงแก่กรรม คิดจะไปช่วยแต่งการศพก็เกรงว่าชาวเมืองลีจิ๋วจะยกมาตีเมืองเจ๋ จึงจัดเครื่องบรรณาการให้ขุนนางไปช่วยแต่งการศพเจ้าเมืองเอี๋ยน แล้วให้แจ้งความแก่ฮุยอ๋องว่าจะยกไปตีเมืองลีจิ๋วเมืองเจกเบกจึงมิได้ไปช่วยการฝังศพ ครั้นส่งเครื่องบรรณาการและหนังสือไปเมืองเอี๋ยนแล้ว งักเงก็ให้จัดกองทัพเป็นอันมาก ครั้นถึงวันฤกษ์ดีก็ยกไปล้อมเมืองลีจิ๋วไว้เป็นสามารถ

ฝ่ายเจ๋เซียงอ๋องเจ้าเมืองลีจิ๋ว แจ้งว่างักเงมาล้อมเมืองดังนั้นก็ขับทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคง แล้วจึงให้หาขุนนางทั้งปวงมาปรึกษาว่า งักเงยกมาล้อมเมืองเราและเมืองเจกเบกไว้ดังนี้ ท่านทั้งปวงจะคิดป้องกันประการใด เตียนตั๋นขุนนางผู้ใหญ่จึงตอบว่า อันจะคิดต่อสู้ด้วยกองทัพงักเงนั้นยากนัก ด้วยงักเงผู้นี้มีสติปัญญามากทั้งฝีมือก็เข้มแข็ง แล้วก็มีเมืองขึ้นถึงเจ็ดสิบหัวเมือง ยกมาครั้งนี้เหลือกำลังที่ทหารในเมืองเราและเมืองเจกเบกจะต่อสู้ได้ แต่ข้าพเจ้าเห็นอุบายอันหนึ่งพอจะป้องกันเมืองไว้ได้ ด้วยงักเงเป็นอริกันอยู่กับกีเกียบผู้สำเร็จราชการเมืองเอี๋ยน กีเกียบผู้นี้เป็นคนโลภ ถ้าเราจัดแจงสิ่งของทองเงินส่งไปยุยงกีเกียบให้ว่ากล่าวแก่ฮุยอ๋องเจ้าเมืองเอี๋ยนให้ถอดงักเงเสียจากที่ แล้วแต่งคนให้ปลอมเป็นลูกค้าวานิชไปเที่ยวพูดจาในเมืองเอี๋ยนว่า งักเงเจ้าเมืองเจ๋ทำการกำเริบ มิได้มีกตัญญูรู้คุณเจ้าของตัว ทำการหยาบช้าคิดจะยกมาตีเมืองเอี๋ยนจะตั้งตัวเป็นเจ้า บัดนี้ทำเป็นยกไปตีเมืองลีจิ๋ว แต่ไปตั้งล้อมอยู่เป็นช้านานแล้ว อันเมืองลีจิ๋วนั้นเป็นเมืองน้อย ถ้าจะทำจริงแล้วเวลาเดียวก็จะได้ งักเงตั้งเกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองลีจิ๋วให้เข้าด้วย ทีหลังจะบรรจบกันเข้ายกไปตีเมืองเอี๋ยน เที่ยวพูดจาให้ราษฎรและขุนนางรู้ทั่วกัน แล้วต่างคนก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่กีเกียบ กีเกียบรับสินบนเขาแล้วก็จะเอาเนื้อความเข้าไปยุยงให้เจ้าเมืองเอี๋ยนถอดงักเงเสีย ตั้งผู้อื่นมาเป็นเจ้าเมืองเจ๋ เมืองเราก็จะอยู่เย็นเป็นสุขหาผู้ใดจะยํ่ายีมิได้ เซียงอ๋องได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงจัดสิ่งของทองเงินเป็นอันมาก กับหนังสือฉบับหนึ่งส่งให้ขุนนางคนสนิทลอบเอาไปให้แก่กีเกียบ ณ เมืองเอี๋ยน แล้วแต่งทหารให้ปลอมเป็นคนค้าขายไปเที่ยวพูดจาในเมืองเอี๋ยนตามอุบายเตียนตั๋นทุกประการ แล้วก็สั่งให้รักษาหน้าที่เชิงเทินไว้มิได้แต่งทหารออกต่อสู้ด้วยกองทัพงักเงเลย

ฝ่ายขุนนางคนสนิทที่ถือหนังสือและสิ่งของทองเงินไปให้กีเกียบนั้น ครั้นไปถึงเมืองเอี๋ยนแล้วส่งหนังสือให้กีเกียบ กีเกียบรับเอาหนังสือมาอ่าน ในหนังสือนั้นว่าข้าพเจ้าเซียงอ๋องเจ้าเมืองลีจิ๋วขอคำนับมาถึงท่านเสียงก๊กผู้สำเร็จราชการ ด้วยข้าพเจ้าแจ้งความมาแต่ก่อนว่า ท่านมีสติปัญญามากแล้วก็โอบอ้อมอารีต่อขุนนางและหัวเมืองทั้งปวง หัวเมืองทั้งปวงก็รักใคร่คิดจะพึ่งท่าน บัดนี้งักเงทำการกำเริบยกกองทัพมาเกลี้ยกล่อมข้าพเจ้าจะให้ยกไปช่วยตีเมืองเอี๋ยน ข้าพเจ้าคิดถึงความดีของท่านจึงจัดเครื่องบรรณาการพอสมควร กับหนังสือส่งมาหวังจะเตือนสติท่านให้รู้ตัวว่างักเงจะคิดทำร้ายเมืองเอี๋ยนอยู่จะละไว้ช้ามิได้จะกำเริบนัก ถ้าท่านแจ้งความแล้วจงทูลแก่ฮุยอ๋องให้ถอดงักเงเสียจากที่เจ้าเมืองเจ๋ ท่านได้มากินเมืองเจ๋แล้วข้าพเจ้ามีความยินดีนัก จะขอเป็นเมืองขึ้นแก่ท่านสืบไป กีเกียบแจ้งความในหนังสือสำคัญว่าจริง คิดแต่จะได้เมืองลี้จิ๋วเป็นเมืองขึ้น จึงว่าแก่ขุนนางผู้ถือหนังสือว่า ท่านจงกลับไปบอกแก่เจ้าเมืองลีจิ๋วว่าอย่าวิตกเลย เราจะจัดแจงเจ้าเมืองเจ๋เสียใหม่ มิทันให้งักเงยกกองทัพมาตีเมืองเรา ขุนนางผู้ถือหนังสือก็คำนับลากลับมาแจ้งความแก่เจ้าเมืองลีจิ๋วทุกประการ

ฝ่ายทหารที่ปลอมเป็นลูกค้าวานิชไปเที่ยวค้าขายในเมืองเอี๋ยนแล้วก็แกล้งพูดความอันนั้นให้รู้อื้ออึงไปทั้งเมือง ความก็รู้ไปถึงขุนนางผู้น้อยผู้ใหญ่ทั้งปวงต่างคนต่างก็เอาเนื้อความเข้ามาแจ้งแก่กีเกียบทุกประการ กีเกียบก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่ฮุยอ๋องยุยงจะให้ถอดงักเงเสียจากที่เจ้าเมืองเจ๋ ฮุยอ๋องยังเยาว์นักมิได้รู้จักผิดและชอบก็ยอมให้ถอดงักเงเสีย ตั้งกีเกียบเป็นเจ้าเมืองเจ๋ แล้วให้ข้าหลวงกำกับไปคืนเอาตราสำหรับที่เจ้าเมืองเจ๋มอบให้แก่กีเกียบ

ฝ่ายงักเงแจ้งความดังนั้นถอนใจใหญ่แล้วจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ถ้าคนอื่นนอกจากเรามาเป็นเจ้าเมืองเจ๋แล้ว นานไปเห็นชาวเมืองลีจิ๋วจะมาคืนเอาเมืองเจ๋ได้เป็นมั่นคง สงสารแต่ฮุยอ๋องยังเยาว์นักเราหารู้ที่จะโกรธตอบได้ไม่ ขุนนางและทหารทั้งกองทัพแจ้งความว่ากีเกียบจะมาเป็นเจ้าเมืองเจ๋ดังนั้น ต่างคนต่างเสียนํ้าใจไม่สมัครทำราชการด้วยกีเกียบเลย ครั้นเวลาคํ่างักเงก็หนีออกจากกองทัพ รีบไปอาศัยอยู่ ณ เมืองเตียว เจ้าเมืองเตียวแจ้งว่างักเงเป็นคนมีสติปัญญามากฝีมือก็เข้มแข็งแล้วก็สัตย์ซื่อต่อแผ่นดินมาอาศัยอยู่ ณ เมืองเตียวดังนั้นยินดีนัก ก็ชุบเลี้ยงงักเงขึ้นตั้งให้เป็นบ้องจูกุ๋น

ขณะนั้นกีเกียบกับข้าหลวงมาถึงกองทัพงักเงที่มาตั้งล้อมอยู่ ณ เมืองลีจิ๋วจึงเอาหนังสือรับสั่งฮุยอ๋องให้มาถอดงักเงเสีย ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าเมืองเจ๋ประกาศแก่นายทัพนายกองทั้งปวง แล้วบอกหนังสือเข้าไปในเมืองลีจิ๋วให้เจ้าเมืองลีจิ๋วแจ้งว่าตัวได้มาเป็นเจ้าเมืองเจ๋ จะให้เจ้าเมืองลีจิ๋วเปิดประตูเข้าไปในเมือง เตียนตั๋นแจ้งความดังนั้นจึงห้ามเจ๋เซียงอ๋องเจ้าเมืองลีจิ๋วเสียมิให้ตอบหนังสือออกไป แล้วก็สั่งทหารให้ตรวจตรารักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคงกว่าแต่ก่อน กีเกียบนั้นคอยอยู่เป็นหลายวันมิได้เห็นเจ้าเมืองลีจิ๋วตอบหนังสือออกมาก็เข้าใจว่าเจ้าเมืองลีจิ๋วล่อลวงก็โกรธนัก จึงสั่งทหารให้ล้อมเมืองลีจิ๋วและเมืองเจกเบกไว้แน่นหนา ได้ทีก็ตีเอาเมืองทั้งสองให้จงได้ นายทัพนายกองและทหารเลวทั้งปวงไม่เต็มใจทำราชการด้วยกีเกียบ จำเป็นจำทำไปด้วยกลัวอาชญา ตีเมืองมิได้สมความคิด กีเกียบก็ยิ่งเสียนํ้าใจนัก

ฝ่ายเตียนตั๋นนั้นคิดจะให้กองทัพเมืองเอี๋ยนแตกไปเสียให้พ้นเมือง เวลาเช้าก็เข้าไปคำนับเจ๋เซียงอ๋อง ณ ที่ออกขุนนาง แล้วจึงแกล้งพูดแก่ขุนนางทั้งปวงว่า คืนนี้เราฝันเห็นว่าเทพยดาองค์หนึ่งมาบอกแก่เราว่า เจ๋เซียงอ๋องเป็นผู้มีบุญจะได้ครองสมบัติในเมืองเจ๋แทนเจ๋มินอ๋องผู้เป็นบิดา ยังอีกสองสามวันเราจะลงไปช่วยตีทัพกีเกียบให้แตกไป แล้วจะช่วยอุปถัมภ์เจ๋เซียงอ๋องให้ได้สมบัติในเมืองเจ๋คืนจงได้ ครั้นประกาศแก่ขุนนางทั้งปวงแล้วจึงให้เกณฑ์ทหารเป็นอันมากประชุมไว้ให้พร้อมกัน แล้วจึงว่าเทวดาลงมาช่วยเมื่อใด จะได้ยกออกไปปราบปรามข้าศึกเมื่อนั้น เวลาเช้าเตียนตั๋นก็ขึ้นม้าตรวจทหารที่เกณฑ์เข้ากองทัพ เห็นทหารเลวชาวบ้านนอกคนหนึ่งรูปร่างคมสันหน้าดำดังหมี หนวดและเครายาว เตียนตั๋นก็ลงจากม้าเข้าไปคำนับทหารเลวคนนั้นแล้วจึงแกล้งพูดว่า ตั้งแต่วันท่านมาบอกไว้ว่าจะลงมาช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ให้เตรียมทหารพร้อมไว้คอยท่าท่าน พึ่งจะเห็นลงมาวันนี้ ขุนนางและราษฎรชาวเมืองยังหารู้จักท่านไม่จึงมิได้คำนับท่าน ท่านอย่าได้ถือโทษเลย ขอเชิญท่านขึ้นไปพักอยู่บนไต๋ให้ขุนนางและราษฎรคำนับเสียก่อน จึงค่อยออกไปปราบปรามข้าศึก ว่าแล้วก็พาทหารผู้นั้นขึ้นไปบนไต๋แต่สองต่อสอง ค่อยกระซิบพูดว่าท่านจงทำตามความคิดเรา ถ้าสำเร็จราชการกองทัพเมืองเอี๋ยนยกไปแล้ว เราจะชุบเลี้ยงท่านให้ถึงขนาด ทหารผู้นั้นก็รับคำเตียนตั๋นแล้วก็ทำท่วงทีกิริยาเหมือนเทวดา ขุนนางและราษฎรทั้งปวงไม่รู้เท่าความคิดเตียนตั๋นสำคัญว่าเทวดาจริง ต่างคนต่างก็พากันขึ้นไปคำนับสิ้น เตียนตั๋นจึงแกล้งพูดว่า เทวดาให้สัญญาไว้แก่เราว่าจะแปลงรูปลงมาเช่นนี้เราพึ่งเห็นเข้า ท่านทั้งปวงอย่ากลัวเกรงข้าศึกเลย เทวดาลงมาช่วยเรา เราจะมีชัยชนะแก่กองทัพกีเกียบเป็นมั่นคง

ขุนนางและนายทหารทั้งปวงได้ฟังต่างคนก็ดีใจสรรเสริญเจ๋เซียงอ๋องว่าเป็นผู้มีบุญเทวดาจึงลงมาช่วย เตียนตั๋นจึงเอาเสื้อลายทองและหมวกอย่างดีมาให้ทหารผู้นั้นใส่ เช้าเย็นให้ขุนนางและทหารทั้งปวงเอาธูปเทียนดอกไม้ขึ้นไปบูชาบนไต๋มิได้ขาด กิตติศัพท์ก็เลื่องลือไปถึงกองทัพกีเกียบว่าเทวดาลงมาอยู่ในเมืองลีจิ๋วจะมาช่วยตีทัพเมืองเอี๋ยน กีเกียบก็คิดเศร้าใจจึงว่าแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า เขาลือกันว่ามีเทวดาลงมาช่วยชาวเมืองลีจิ๋ว รูปร่างเทพยดานั้นจะเป็นประการใดเราจะดูให้เห็นประจักษ์แก่ตา ว่าแล้วก็ขึ้นขี่ม้าขับทหารออกจากค่าย ยกเข้ามาถึงเชิงกำแพงเมือง เตียนตั๋นแจ้งความดังนั้นก็ยกทัพออกจากเมืองลีจิ๋ว พวกทหารเมืองเจ๋เห็นก็ตกใจพากันตื่นหนีเข้าค่าย กีเกียบเห็นทหารตื่นหนีไปสิ้นก็ชักม้ากลับเข้าค่าย ให้หานายทัพนายกองเข้ามาว่า กองทัพเตียนตั๋นเปิดประตูเมืองออกมาท่านทั้งปวงยังไม่ทันจะได้รบพากันแตกหนีมาสิ้น กฎหมายสำหรับศึกให้ตัดศีรษะผู้หนีตาทัพเสียบประจานไว้หน้าค่าย เราก็จะเอาโทษท่านตามอาญาศึกท่านจะว่าประการใด

นายทัพนายกองทั้งปวงจึงตอบว่า ถ้ารบกับมนุษย์เหมือนกันถึงท่านจะเอาโทษตามอาญาศึกก็ควรอยู่ นี่จนใจด้วยเขาเป็นเทวดามีฤทธิ์มาก แต่พอแลเห็นก็ให้มืดหน้ามัวตาสะท้านร้อนสะท้านหนาว แต่อาวุธก็หลุดจากมือ จึงหลบหลีกหนีเอาตัวรอดรักษาชีวิตไว้ก่อน กีเกียบได้ฟังสำคัญว่าจริงก็ยิ่งตกใจขนพอง มิรู้ที่จะกล่าวประการใดไม่ก็เสียนํ้าใจจนเป็นไข้ ให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว เมื่อยมึนเจ็บไปทั่วทั้งตัว จึงสั่งให้ทหารรักษาค่ายไว้ให้มั่นคงมิได้ออกรบพุ่งสืบไป แต่กีเกียบป่วยอยู่นั้นนานถึงเดือนเศษ

เตียนตั๋นไม่เห็นกีเกียบออกมารบเป็นช้านาน จึงให้ไปสืบดูได้ความว่า กีเกียบป่วยด้วยโรคเสียนํ้าใจ สงสัยว่าเทวดาลงมาช่วยชาวเมืองลีจิ๋ว แล้วเตียนตั๋นจึงขึ้นไปบนไต๋ว่าแก่ทหารที่ให้เป็นเทวดาว่า บัดนี้กีเกียบหลงกลเราสำคัญว่าเทวดาลงมาจริงจนป่วยเจ็บลงแล้ว เห็นกีเกียบจะให้คนเข้ามาสืบในเมืองเรา ท่านจงขึ้นนั่งบนโต๊ะสั่งให้ทหารเอาหญ้ามาผูกหุ่นทำเป็นรูปกีเกียบขึ้นผูกไว้บนเสาธงอันสูง ให้ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงรูปกีเกียบจนทุกวัน พวกทหารกีเกียบเข้ามาสืบเห็นก็เข้าใจว่าเมื่อเทวดาให้ยิงรูปกีเกียบอยู่เนืองๆ ดังนี้ เหตุใดกีเกียบจะมิป่วยเจ็บลงเล่า ถ้าเนื้อความรู้ไปถึงกีเกียบแล้วเห็นจะกลัวเกรงมากขึ้นก็จะเสียทีแก่เรา ทหารซึ่งแปลงเป็นเทวดาจึงสั่งให้ทำตามอุบายเตียนตั๋นทุกประการ

ฝ่ายกีเกียบนั้นป่วยหนักลงทุกวันด้วยเสียนํ้าใจ คิดจะใคร่ให้รู้แน่ว่าเทวดาลงมาจริงหรือมิจริง จึงให้หาทหารหกเจ็ดคนซึ่งเป็นชาวเมืองเจ๋มาสั่งว่า ท่านจงเข้าไปในเมืองลีจิ๋ว แกล้งทำเป็นกล่าวโทษเราว่าหาสติปัญญามิได้ จะเลี้ยงดูทหารก็หารู้จักคนดีคนชั่วไม่ ตัวข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองเจ๋ งักเงเกณฑ์เข้ากองทัพมาแต่ครั้งก่อน ข้าพเจ้าเป็นทหารมีฝีมือ งักเงชุบเลี้ยงเป็นนายทหารเอกโทตามสติปัญญาและฝีมือ บัดนี้งักเงต้องถอด กีเกียบได้มาเป็นแม่ทัพ ถอดข้าพเจ้าให้เป็นทหารเลวหาชุบเลี้ยงข้าพเจ้าไม่ ข้าพเจ้าน้อยใจกีเกียบนักจึงหนีมาอยู่กับท่านจะขอเอาท่านเป็นที่พึ่ง จะได้แก้แค้นกีเกียบให้ถึงขนาด ถ้าท่านว่ากล่าวได้ดังนี้แล้วเตียนตั๋นก็จะสำคัญว่าจริง เห็นจะไว้ใจใช้สอยท่านเป็นคนสนิทจะได้สืบความโดยง่าย เมื่อได้ความแน่นอนประการใดจงรีบหนีออกมาบอกแก่เรา ถ้าสำเร็จราชการแล้วเราจะชุบเลี้ยงท่านให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ แล้วจะปูนบำเหน็จรางวัลแทนคุณท่านให้ถึงขนาด

ทหารหกเจ็ดคนก็รับคำ ครั้นเวลาเย็นก็ออกจากค่ายเข้าไปถึงประตูเมืองลีจิ๋ว จึงร้องบอกแก่นายประตูว่า เราเป็นชาวเมืองเจ๋ งักเงเกณฑ์เข้ากองทัพยกมาแต่ครั้งก่อน บัดนี้เราหนีมาจะเข้าอยู่เป็นข้าเจ๋เซียงอ๋องผู้เป็นลูกเจ้าของเรา ท่านจงเปิดประตูรับเราเข้าไปเป็นการเร็ว นายประตูก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่เตียนตั๋น เตียนตั๋นก็แจ้งว่ากีเกียบแกล้งใช้ให้มาสืบความ จึงสั่งให้นายประตูเปิดประตูรับ พาตัวทหารหกเจ็ดคนเข้าไปถามก็ให้การตามกีเกียบสั่งทุกประการ

เตียนตั๋นก็รู้เท่าจึงทำเป็นแกล้งสรรเสริญว่า ท่านเป็นคนดีมีกตัญญูรู้คุณเจ้า คิดอ่านหนีเล็ดลอดกลับมาอยู่ด้วยเจ๋เซียงอ๋องดังนี้เราขอบใจนัก จงอุตส่าห์ทำราชการไปเถิด ท่านเป็นคนมาอยู่ใหม่ยังไม่รู้ขนบธรรมเนียมราชการ เราจะฝึกสอนเสียให้ชำนาญก่อน ว่าแล้วเตียนตั๋นก็เอาทหารหกเจ็ดคนนั้นมาไว้ใช้สอยเป็นคนสนิทแกล้งพาเข้าไปในวังทุกเวลา วันหนึ่งเตียนตั๋นพาทหารหกเจ็ดคนเข้าไปคำนับเจ๋เซียงอ๋อง ณ ที่ออกขุนนางข้างหน้า แล้วสั่งให้ยกโต๊ะมาตั้งเลี้ยงเทวดาในท่ามกลางขุนนางทั้งปวง เทวดาสมมตินั้นเสพสุราเมาแล้วก็สั่งให้ทหารเอาเกาทัณฑ์มายิงหุ่นรูปกีเกียบแล้วก็ลุกขึ้นสยายผมรำกระบี่ พลางทำเป็นเสกเป่าพ่นนํ้าขึ้นไปที่รูปกีเกียบ แล้วทำเป็นถอนใจใหญ่ทรุดนั่งลงบนโต๊ะเรียกเตียนตั๋นเข้าไปพูดว่า หยกสีฮองเต้ให้เรามาเอาชีวิตกีเกียบแต่ผู้เดียว ถ้าการพลั้งพลาดและเนิ่นช้าไปคนในเมืองลีจิ๋วก็จะพลอยตายเสียสิ้น

เตียนตั๋นจึงทำเป็นเข้าไปคำนับถามว่า ซึ่งท่านว่าทำการพลาดพลั้งไปและคนทั้งปวงจะพลอยตายนั้นจะตายด้วยเหตุอันใด เทวดาจึงแกล้งบอกว่า หยกสีฮองเต้สั่งเรามาว่าท่านจะไปเอาชีวิตกีเกียบครั้งนี้จงระวังปิดความให้จงดี ถ้ากีเกียบรู้เนื้อความเป็นแน่ให้เชือดจมูกชาวเมืองเอี๋ยนเสียสิ้น แล้วจมูกคนทั้งเมืองลีจิ๋วก็จะด้วนเน่าตายเสียสิ้น ข้อหนึ่งฝูงปีศาจซึ่งเป็นปู่ย่าตายายชาวเมืองเราที่เอาไปก่อกุฏิฝังไว้ริมเขานอกเมืองช่วยทำนุบำรุงเมืองเราอยู่ เมื่อยกกองทัพไปครั้งก่อนนั้นแต่พอชาวเมืองเอี๋ยนเห็นเข้า หาทันได้รบพุ่งกันไม่ก็ตื่นแตกไปด้วยฤทธิ์ผีปีศาจ เราคิดเกรงว่าชาวเมืองเอี๋ยนรู้เข้าจะคิดไปยํ่ายีขุดรื้อศพที่ฝังเก่าใหม่ขึ้นเรี่ยรายให้สุนัขแร้งกากินเป็นอาหาร ฝูงปีศาจไม่มีที่อาศัยก็จะตื่นแตกไปเสียสิ้นไม่มีใครจะช่วยอุปถัมภ์แล้ว ถ้าช้าไปเราจะได้ความยากเมื่อปลายมือ เตียนตั๋นจึงตอบว่า ความข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลยเป็นธุระข้าพเจ้าจะปิดความให้มิด ท่านจงทำให้กีเกียบตายเสียโดยเร็วเถิด ว่าแล้วก็ทำเป็นตกใจรีบพาทหารเจ็ดคนกลับมาบ้าน เรียกเข้าไปกำชับว่าความที่เทวดาบอกแก่เรานั้น ท่านจงปิดให้มิดอย่าให้รู้ถึงกีเกียบเลย ถ้าสำเร็จราชการแล้วเราจะชุบเลี้ยงให้ถึงขนาด ทหารหกเจ็ดคนรับคำเตียนตั๋นแต่ปาก น้ำใจนั้นสำคัญว่าจริง เวลาคํ่าก็หนีออกจากเมืองลีจิ๋วเอาเนื้อความมาแจ้งแก่กีเกียบทุกประการ กีเกียบจึงว่าเทวดาให้ยิงรูปเราอยู่ดังนี้หรือจะมิเจ็บไปทั่วทั้งตัว แล้วให้เจ็บให้ยอกแต่จะลุกขึ้นก็มิไหว ท่านไปได้ความลับมาจากเทวดาดังนี้เป็นบุญของเราแล้วจำจะคิดทำให้ชาวเมืองลีจิ๋วตายเสียจงได้ ว่าแล้วจึงสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้เอาขุนนางและทหารเลวมาเชือดจมูกเสียให้สิ้นทุกตัวคน นายทัพนายกองทั้งปวงได้ฟังตกใจแลดูหน้ากันแล้วก็คำนับลากีเกียบออกมาปรึกษากันเป็นพวกๆ ที่มีสติปัญญาก็หนีเอาตัวรอด ที่เป็นคนโฉดเขลาก็ยอมให้เขาเชือดจมูก แต่พวกทหารในกองทัพกีเกียบกลัวจะต้องเชือดจมูก หนีกลับไปเมืองเจ๋เมืองเอี๋ยนเสียนั้น เท่ากับทหารที่ต้องเชือดจมูก ทหารที่ยังอยู่ในกองทัพก็เบาบางน้อยตัวลงนัก กีเกียบจึงสั่งทหารให้ไปรื้อกุฏิขุดศพบิดามารดาปู่ย่าตายายของชาวเมืองขึ้นทิ้งเรี่ยรายไว้ให้แร้งกาและสุนัขยื้อแย่งกินเป็นอาหาร ชาวเมืองลีจิ๋วแจ้งความดังนั้นคิดพยาบาทกีเกียบนัก ออกปากสบถไว้ว่าตายเสียก็แล้วไป ถ้ายังมีชีวิตอยู่แล้วจะขอแก้แค้นฆ่าชาวเมืองเอี๋ยนเสียให้จงได้

เตียนตั๋นแจ้งความว่าชาวเมืองมีความพยาบาทกีเกียบพร้อมกันสิ้นแล้ว จึงจัดกองทัพจะยกออกไปรบกับกีเกียบ ให้เลือกทหารที่แก่ชราเกณฑ์ให้ไว้อยู่รักษาเมือง จัดเอาทหารที่หนุ่มๆ ฉกรรจ์เข้ากองทัพ แล้วสั่งให้จัดหากระบือตัวผู้ได้หกพันตัว ให้ผูกทำเป็นรูปคนใส่เสื้อใส่หมวกถืออาวุธต่างๆ แล้วให้ช่างทำไม้ไฟทำพลุและประทัดใส่ไว้ในรูปหุ่น เตรียมทัพได้พร้อมแล้วจะยกออกไปตีทัพกีเกียบ

ฝ่ายกีเกียบค่อยคลายไข้ขึ้น แต่ยังเดินมิได้ด้วยป่วยขาอยู่ข้างหนึ่ง จึงให้หานายทัพนายกองทั้งปวงมาพร้อมกันแล้วถามว่า เมื่องักเงเป็นแม่ทัพกับเราเป็นบัดนี้ ข้างไหนจะดีกว่ากัน อนึ่งเรากับงักเงใครจะมีสติปัญญามากกว่ากัน เรานี้นานไปจะได้เป็นเจ้าเมืองเจ๋หรือไม่ ขุนนางนายทัพนายกองทั้งปวงกลัวอาญากีเกียบนัก ต่างคนต่างก็สรรเสริญว่า อันสติปัญญาเสียงก๊กนั้นดีกว่างักเงสักสิบส่วน อย่าว่าแต่เป็นเจ้าเมืองเจ๋เลย ถึงจะเป็นอ๋องเต้ก็จะเป็นได้ กีเกียบเป็นคนเมาอิสริยยศได้ฟังสำคัญว่าจริง ก็ยิ่งคิดกำเริบหนักขึ้นกว่าแต่ก่อน

ฝ่ายเตียนตั๋นนั้นคิดจะลวงให้เสียที จึงให้จัดสิ่งของเป็นเครื่องบรรณาการกับหนังสือฉบับหนึ่งให้ขุนนางคุมออกไปให้แก่กีเกียบ แล้วสั่งว่าท่านเอาเครื่องบรรณาการกับหนังสือไปให้กีเกียบแล้ว เมื่อจะกลับมาจึงค่อยกระซิบพูดกับทหารทั้งสองเมืองว่า เราสั่งไปถึงนายทัพนายกองและทหารเลวจงทุกคนว่า แต่ท่านทั้งปวงพากันมาล้อมเมืองเราอยู่ก็ช้านานถึงแปดเดือนแล้ว บุตรภรรยาอยู่ภายหลังก็จะไม่เป็นอันทำมาหากิน ท่านทั้งปวงจงพากันไปที่เขากูสัน ชวนกันขุดค้นดูเงินทองของราษฎรที่มั่งมีในเมืองเราฝังไว้แต่ครั้งเจ้าเมืองเอี๋ยนกับงักเงยกมาตีเมืองเจ๋ครั้งก่อน กลัวจะยกมาตีเมืองเราด้วยจึงเอาของไปฝังไว้ที่เขากูสัน ท่านทั้งปวงขุดได้เงินทองแล้วฝากไปให้บุตรภรรยาใช้สอยพลางๆ เถิด ตัวเราก็จะเชิญเจ๋เซียงอ๋องออกไปอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นแก่ท่านเสียงก๊ก ท่านจงกระซิบพูดความอันนี้ให้รู้ทั่วกันจงทุกหมวดทุกกอง แต่อย่าให้กีเกียบรู้ความ สั่งแล้วเตียนตั๋นจึงให้ทหารคนสนิทลอบเอาเงินทองใส่ขวดใช้ให้ไปฝังไว้ริมเชิงเขากูสัน แยกย้ายรายกันไปเป็นหลายแห่ง

ฝ่ายผู้ถือหนังสือเตียนตั๋นคุมเอาเครื่องบรรณาการกับหนังสือออกมา ณ ค่ายกีเกียบ บอกว่าจะขอเข้าไปคำนับท่านแม่ทัพด้วยจะเจรจาความเมือง ขุนนางก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่กีเกียบ กีเกียบก็ให้พาเข้าไปในค่าย ครั้นผู้ถือหนังสือคำนับกีเกียบแล้วจึงเอาหนังสือส่งให้กีเกียบ กีเกียบรับเอามาอ่านในหนังสือนั้นว่า ข้าพเจ้าเตียนตั๋นขอคำนับมาถึงเสียงก๊ก ด้วยท่านยกมาล้อมเมืองข้าพเจ้าอยู่บัดนี้นานถึงแปดเดือนเศษ ราษฎรทั้งปวงมิได้ทำไร่ไถนา อดอยากมาแต่ครั้งงักเงล้อมเมืองนั้นแล้ว บัดนี้ต้องเชือดเนื้อกินกันด้วยอดอยาก ขอท่านได้กรุณางดอยู่หน่อยหนึ่งก่อนเถิด ข้าพเจ้าจะว่ากล่าวเจ๋เซียงอ๋องให้ออกไปคำนับขอเป็นเมืองขึ้นแก่ท่านสืบไป กีเกียบครั้นแจ้งความดังนั้นสำคัญว่าจริง มีความยินดีนักจึงตอบว่าท่านจงกลับไปบอกแก่เตียนตั๋นเถิด เราจะฟังดูอีกสักสองสามวัน ถ้าไม่เห็นเตียนตั๋นพาเจ๋เซียงอ๋องออกมาคำนับแล้วจะให้ทหารเข้าหักเอาเมืองลีจิ๋ว ได้แล้วจะให้จับแต่บรรดาแซ่และญาติเตียนตั๋นกับเจ๋เซียงอ๋องประหารชีวิตเสียให้สิ้น ทูตก็คำนับลากีเกียบออกมากระซิบพูดแก่นายทัพนายกองทั้งปวงตามคำเตียนตั๋นสั่งทุกประการ

ฝ่ายทหารในกองทัพกีเกียบได้ฟังยินดีนัก ต่างคนต่างก็พากันออกไปที่เขากูสัน ขุดได้เงินทองแล้วก็เล่าต่อๆ ไป ที่ยังไม่ได้ก็รีบออกไปชิงกันขุดเงินทองทั้งค่ายเสีย มิได้ระวังตรวจตรารักษาหน้าที่ของตัว เตียนตั๋นแจ้งความดังนั้น ให้เอากระบือหกพันมาแต่งตัว เอาดาบผูกเขาทั้งสองข้าง หางนั้นผูกประทัดล่ามฝักแคแล้วให้เอาหุ่นที่ผูกพลุและประทัดไว้นั้นขึ้นนั่งบนหลังกระบือผูกเสียให้มั่นคง แล้วเกณฑ์ทหารให้ประจำกระบือไปตัวละคน จะได้คอยจุดเพลิงที่หางกระบือ ต้อนออกจากเมืองแล้ว เกณฑ์ทหารสี่พันให้ไปซุ่มอยู่ ณ หนทางช่องแคบริมค่ายกีเกียบคอยจับคนที่จะหนีออกจากค่าย เวลาดึกประมาณสองยามเศษเตียนตั๋นให้เอากระบือและวัวมาผูกปากห้ามปากเสียมิให้อื้ออึง

ขณะนั้นทหารในค่ายกีเกียบไปขุดเงินทองอยู่ ณ เขากูสันค้างอยู่เป็นอันมาก ที่เหลืออยู่ในค่ายก็ประมาทมิได้ระวังยามตามเพลิงและรักษาหน้าที่เหมือนแต่ก่อน ด้วยเข้าใจว่าชาวเมืองลีจิ๋วกลัวเกรงจะออกมาอ่อนน้อมอยู่แล้ว จึงพากันนอนหลับสิ้น เตียนตั๋นก็ให้ทหารเข้าแหกค่ายพังลงเป็นด้านๆ ให้ต้อนฝูงกระบือตรงเข้าค่าย แล้วสั่งทหารให้เอาเพลิงจุดฝักแคล่ามประทัดที่หางกระบือเข้าทุกตัว ประทัดก็ดังสนั่น กระบือตกใจก็ไล่ขวิดชนพวกทหารในค่ายวุ่นวายขึ้น

ฝ่ายทหารกีเกียบนั้นตกใจตื่นขึ้น แลไปเห็นรูปหุ่นขี่หลังกระบือวิ่งพล่านไปทั้งค่ายดังนั้นสว่างเป็นแสงดอกไม้เพลิง ก็เข้าใจว่าเป็นกองทัพเทวดายกมาแต่เมืองลีจิ๋วสมกับคำเล่าลือ ต่างคนก็ตกใจไม่เป็นสมประดี แต่จะผูกอานม้าและจับเครื่องศัสตราวุธไม่ทันก็ทิ้งของเสียวิ่งปะทะปะกันไป กระบือตื่นเพลิงก็ไล่ขวิดเฉี่ยวมิได้หยุดยั้ง ดาบที่ผูกเขากระบือนั้นถูกตัวทหารกีเกียบตายเป็นอันมาก ที่เหลือตายก็หนีออกนอกค่ายไปตามทางช่องแคบ ทหารกองซุ่มก็ไล่ฟันแทงเป็นตะลุมบอนจับเป็นได้ก็มาก กีเกียบแม่ทัพตื่นขึ้นได้ยินเสียงอื้ออึง แลไปดูเห็นรูปหุ่นตัวเป็นเพลิงพลุและประทัดแสงสว่างขี่กระบือวิ่งไขว่ไปทั้งค่าย สำคัญว่าทัพเทวดายกมาปล้นค่ายตกใจนัก จะหยิบอาวุธสิ่งใดไม่ทันก็เผ่นขึ้นหลังม้าพาทหารคนสนิทหนีออกจากค่ายไปตามช่องแคบข้างทิศตะวันตก พวกทหารกองซุ่มก็กลุ้มรุมกันจับกีเกียบได้ ผูกมัดมั่นคงคุมตัวมาส่งให้แก่เตียนตั๋น เตียนตั๋นยินดีนักให้คุมตัวไว้ พอสว่างก็เอาทวนแทงกีเกียบตาย แล้วสั่งทหารให้เก็บเครื่องศัสตราวุธและเครื่องม้าบรรทุกเกวียน แล้วให้ทหารคุมมากับคนที่จับได้สักหมื่นเศษ เลิกทัพกลับเข้าเมืองเอาเนื้อความที่ได้รบพุ่งกับกีเกียบจนจับกีเกียบได้เข้าไปแจ้งแก่เจ๋เซียงอ๋องทุกประการ เจ๋เซียงอ๋องได้ฟังมีความยินดีนักจึงให้ปูนบำเหน็จรางวัลแก่ทแกล้วทหารตามสมควรแก่ความชอบ เตียนตั๋นมิไว้ใจแก่ข้าศึกจึงเกณฑ์ทหารห้าหมื่นให้หงองหะเป็นแม่ทัพยกไปตั้งขัดทัพอยู่ ณ เมืองโฮเซียงปลายแดนเมืองเอี๋ยน

ขณะนั้นเจ็ดสิบหัวเมืองที่เคยขึ้นกับเมืองเจ๋ งักเงตีได้ขึ้นอยู่กับงักเง แจ้งความว่างักเงหนี กีเกียบตายในที่รบ ไทจูฮวดเจี๋ยงผู้เป็นบุตรเจ้าเมืองเจ๋เจ้าของตัวได้เป็นเจ้าขึ้นในเมืองลีจิ๋วดังนั้นยินดีนัก ต่างเมืองต่างก็จัดแจงเครื่องบรรณาการเป็นอันมากพากันมาคำนับเจ๋เซียงอ๋องแล้วก็เชิญเจ๋เซียงอ๋องให้ยกไปครองเมืองเจ๋เก่า เจ๋เซียงอ๋องจึงให้ขุนนางคนสนิทคุมทหารห้าหมื่นอยู่รักษาเมืองลีจิ๋วและเมืองเจกเบก แล้วก็ให้จัดทหารเกณฑ์แห่เป็นอันมาก เจ๋เซียงอ๋องขึ้นขี่รถกับนางฮูหยินไทสูลี้ยกไปเมืองเจ๋ เจ็ดสิบหัวเมืองที่เอาเครื่องบรรณาการมาคำนับก็ตามไปส่งเจ๋เซียงอ๋องด้วย ครั้นถึงเมืองเจ๋แล้วเจ๋เซียงอ๋องก็ตั้งแต่งเจ็ดสิบหัวเมืองให้เป็นเจ้าเมืองตามตำแหน่งเดิม สั่งให้ยกกลับไปรักษาเมืองดังเก่า แล้วเจ๋เซียงอ๋องก็จัดแจงตั้งแต่งขุนนางให้ครบตำแหน่งตามความชอบ ตั้งเตียนตั๋นเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการฝ่ายทหาร ตั้งอองซุนแกเป็นที่เสียงก๊กผู้สำเร็จราชการข้างฝ่ายพลเรือน จัดแจงขุนนางและราษฎรราบคาบเป็นปกติเหมือนแต่ก่อน

ขณะนั้นพระเจ้าสิ้นแฉอ๋องครองสมบัติในเมืองตังจิวได้เจ็ดปีประชวรพระโรคปัจจุบันขึ้นมาก็สวรรคต ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันยกไทจูเอี๋ยนขึ้นเป็นพระเจ้าจิวลันอ๋อง ครองสมบัติในเมืองตังจิวสืบไป แล้วก็จัดแจงการฝังพระศพตามธรรมเนียมกษัตริย์แต่ก่อน

ฝ่ายอองจูหับขุนนางผู้ใหญ่นั้นแก่ชราก็ลาออกนอกราชการ จี๋วก๋องเข้งก็ถึงแก่กรรม ขุนนางผู้ใหญ่ที่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดินนั้นแก่ชราก็ลาออกนอกราชการ ไปทำมาหากิน ณ บ้านเดิมของตัวเป็นอันมาก ทำราชการอยู่กับพระเจ้าจิวลันอ๋องแต่ขุนนางหนุ่มๆ ยังหารู้จักขนบธรรมเนียมไม่ ราชการในเมืองตังจิวก็ฟั่นเฟือนไปไม่เหมือนอย่างแต่ก่อน ผู้คนก็เบาบางน้อยลงนัก

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ