๑๒

ฝ่ายก๋งจูซัวซึ่งเป็นโอยฮวนก๋งเจ้าเมืองโอย ขณะเมื่อบิดายังอยู่ก๋งจูซัวลอบรักใคร่กับนางอีเกียง เกิดบุตรชายคนหนึ่งชื่อจิบจู ก๋งจูซัวกลัวเกรงความรู้ถึงบิดา จึงพาจิบจูไปฝากเพื่อนสนิทไว้ ครั้นบิดาตายก๋งจูซัวได้เป็นโอยฮวนก๋งเจ้าเมืองโอยแล้ว จึงตั้งอีเกียงเป็นที่ฮูหยินภรรยาใหญ่ ให้จิบจูเป็นผู้สำเร็จราชการ จิบจูนั้นหามีภรรยาไม่ เจ้าเมืองโอยจึงให้ก๋งจูแจะขุนนางผู้ใหญ่ไปขอนางสวนเกียงบุตรเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋ก็ยกให้ แล้วให้หญิงคนใช้ไปประคองนางสวนเกียงออกมาให้ก๋งจูแจะดูตัว จิบจูเห็นรูปร่างนางสวนเกียงก็ชอบใจ ก๋งจูแจะพูดกับเจ้าเมืองเจ๋แล้วก็ลามาแจ้งความแก่เจ้าเมืองโอย แล้วชมจิบจูว่าวาสนาของท่านได้ภรรยางามหามีหญิงใดในแผ่นดินเสมอไม่

โอยฮวนก๋งจึงถามจิบจูว่า ท่านได้เห็นตัวนางสวนเกียงหรือ จิบจูจึงว่า เจ๋ฮูก๋งให้ข้าพเจ้าดูตัวนางสวนเกียงนั้น งามยิ่งกว่าปากคนเล่าลืออีก โอยฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็มีความรักใคร่นางสวนเกียง แต่อายใจออกปากมิใคร่ได้จึงแกล้งว่า ถ้านางสวนเกียงงามดังนั้นก็เป็นบุญของข้าพเจ้าอยู่ แล้วจึงให้ไปปลูกปราสาทที่ริมนํ้าว่าจะให้จิบจูอยู่กับภรรยา ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็สรรเสริญเจ้าเมืองโอยว่ารักใคร่จิบจูนัก

ครั้นจวนจะถึงกำหนดวันฤกษ์ดีโอยฮวนก๋งแกล้งใช้จิบจูคุมสิ่งของไปให้เมืองซอง ครั้นจิบจูไปแล้วก็จัดแจงการไปรับนางสวนเกียงมาเป็นภรรยาให้อยู่ที่เล่าใต้ปลูกใหม่ริมนํ้า

ราษฎรทั้งปวงรู้กิตติศัพท์ว่าเจ้าเมืองโอยไปรับนางสวนเกียงมาแล้วมิได้ให้แก่จิบจูผู้บุตรเอาไว้เป็นภรรยาเอง ต่างคนก็ติเตียนเจ้าเมืองโอยว่าหาความสัตย์ไม่ ผู้มีสติปัญญาก็ผูกเป็นเพลงเปรียบว่าปราสาทปลูกอยู่กลาง นํ้าใสสะอาดนี้ไหลล้อมรอบน่าจะเป็นที่สะอาด เมื่อของไม่ดีมีอยู่กลิ่นก็เหม็นตลบไป นํ้าชำระเท่าไรไม่สิ้น กลิ่นชั่วเหมือนปลาเกิดกับนํ้าชำระอยู่เป็นนิจก็ไม่หายคาว ล่อปลามาให้นกกินแล้ว เอาแหทอดกินเสียเอง นกก็ต้องบินไปกินอื่น แล้วก็สอนให้ลูกเล็กๆ ร้องเล่น เด็กชาวเมืองโอยก็จำได้ต่อๆ กันไปชวนกันร้องเล่นทุกวัน เจ้าเมืองโอยฟังเด็กร้องเพลงก็คิดอดสูใจแต่มิรู้ที่จะทำประการใด

ครั้นจิบจูผู้บุตรกลับมาจากเมืองซอง โอยฮวนก๋งจึงว่ากับจิบจูว่า เจ้าจงเข้าไปคำนับนางสวนเกียงซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของเจ้าจะได้รู้จักกันไว้ จิบจูได้ฟังดังนั้นก็คิดว่านางสวนเกียงซึ่งขอให้แก่เรา บัดนี้บิดาเอาตัวไว้เป็นภรรยาเสียแล้ว ครั้นมิคำนับบัดนี้ก็เหมือนหากตัญญูไม่ สุดแต่เป็นภรรยาบิดาแล้วก็เป็นมารดาเรา จิบจูคิดแล้วก็เข้าไปคำนับนางสวนเกียง เจ้าเมืองโอยนั้นตั้งแต่ได้นางสวนเกียงมาเป็นภรรยาก็รักแต่นางสวนเกียงผู้เดียว มิได้ไปหาอิสตรีอื่นถึงสามปี จนนางสวนเกียงมีบุตรชายถึงสองคนผู้พี่ชื่อก๋งจูซือ ผู้น้องชื่อก๋งจูซัว โอยฮวนก๋งรักใคร่บุตรทั้งสองนัก ครั้นก๋งจูซือกับก๋งจูซัวค่อยเจริญวัย ก๋งจูซือนั้นรักใคร่จิบจูผู้พี่ซึ่งเป็นบุตรนางอีเกียง ไปมาหาจิบจูมิได้ขาด แต่ก๋งจูซัวนั้นชิงชังจิบจูผู้พี่นัก

อยู่มาวันหนึ่งก๋งจูซัวเข้าไปว่ากับนางสวนเกียงผู้เป็นมารดาว่า ข้าพเจ้าดูกิริยาจิบจูเห็นทีจะชิงชังข้าพเจ้านัก นางสวนเกียงได้ฟังก๋งจูซัวว่าดังนั้นถอนใจใหญ่แล้วว่า ทุกวันนี้มารดาคิดถึงเจ้าพี่น้องแล้วไม่สบายเลย ด้วยเห็นว่าบิดาเจ้าชราลงแล้ว ถ้าหาบุญบิดาเจ้าไม่ จิบจูเป็นบุตรผู้ใหญ่เขาจะได้เป็นที่แทนบิดาเจ้า เราแม่ลูกก็จะมีอันตรายเป็นมั่นคง ด้วยนางอีเกียงมารดาจิบจูนั้นแค้นเคืองมารดานัก ก๋งจูซัวจึงว่าถ้าดังนั้นจำจะคิดหาความผิดจิบจูให้บิดาฆ่าจิบจูเสียให้จงได้ สมบัติเมืองโอยจึงจะเป็นสิทธิ์แก่เรา

นางสวนเกียงจึงว่า ถ้าดังนั้นเจ้าจงใส่โทษว่าจิบจูหยาบช้าต่อเจ้า ว่าเจ้าเป็นบุตรแล้วว่ามารดานี้เป็นภรรยาจิบจู บิดาเจ้าจึงจะเห็นจริง ด้วยความแต่เดิมนั้นบิดาเจ้าแจ้งอยู่ นางสวนเกียงก็เล่าความแต่หลังให้บุตรฟังแล้วว่า เจ้าก็มีสติปัญญาจงคิดผูกพันว่ากล่าวให้บิดาโกรธให้จงได้ ก๋งจูซัวได้ฟังดังนั้นจึงว่า มารดาอย่าวิตกเลย แล้วลามารดามา วันหนึ่งก๋งจูซัวเห็นจิบจูกับก๋งจูซือนั่งเสพสุราอยู่ที่ตึกจิบจู ก๋งจูซัวก็ทำเป็นเดินขึ้นไปบนตึก จิบจูเห็นก็เรียกก๋งจูซัวเข้าไปเสพสุราด้วย พูดจากันเล่นตามประสาเมา ครั้นเสพสุราแล้วก๋งจูซัวทำเป็นเดินร้องไห้เข้าไปคำนับโอยฮวนก๋ง โอยฮวนก๋งเห็นก็ตกใจ จึงถามว่าผู้ใดทำให้ขัดเคืองประการใดรึ ก๋งจูซัวก็มิบอกทำร้องไห้สะอื้นมากไป

โอยฮวนก๋งก็ลุกจากเก้าอี้แล้วปลอบถามว่า ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าให้ได้ความขัดเคือง จงบอกบิดาเถิดจะทำโทษให้สาหัส ก๋งจูซัวว่า แต่ข้าพเจ้าเกิดมายังไม่มีผู้ใดดูหมิ่นถึงเพียงนี้ ครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ความอัปยศนัก โอยฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็สงสัยนัก ปลอบถามเป็นหลายครั้งก๋งจูซัวจึงว่า เวลาวันนี้ จิบจูกับก๋งจูซือนั่งเสพสุราอยู่ด้วยกัน เห็นข้าพเจ้าเดินเข้าไป จิบจูเรียกข้าพเจ้าไปเสพสุราด้วย จิบจูเมาสุราแล้วว่าข้าพเจ้าว่า ไอ้ลูกแปลกพ่อ ข้าพเจ้าจึงว่าเหตุไรพี่จึงหยาบช้าข้าพเจ้าดังนี้ จิบจูจึงว่าเอ็งไม่รู้จักพ่อจึงเล่าให้ฟัง ก๋งจูซัวก็เล่าตามคำมารดาทุกประการแล้วว่า จิบจูหยาบช้าข้าพเจ้าครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ความเจ็บอายนัก โอยฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เชื่อเห็นจิบจูจะว่าจริงก็โกรธ ครั้นจะทำโทษจิบจูก็อายใจ จึงว่ากับก๋งจูซัวว่า จิบจูแกล้งเอาความมิจริงมาว่าให้ได้ความอัปยศนั้นบิดาจะทำโทษ โอยฮวนก๋งปลอบก๋งจูซัวแล้วจึงให้หญิงคนใช้ไปว่ากับนางอีเกียงมารดาจิบจูว่าเหตุไรมิว่ากล่าวลูกเสียบ้าง ให้ลูกมาว่ากล่าวก๋งจูซัวต่างๆ

นางอีเกียงได้ฟังดังนั้นก็แค้นใจนัก จึงคิดว่าโอยฮวนก๋งมิได้คิดถึงความหลัง เพราะหลงรักนางสวนเกียงสารพัดทุกสิ่ง แม้นเรามีชีวิตอยู่นานไปจะได้ความเจ็บอายตายเสียดีกว่า คิดแล้วนางอีเกียงมิได้ตอบคนใช้ประการใด ลุกเดินเข้าไปในห้องตึกเอาเชือกผูกคอตาย จิบจูแจ้งว่ามารดาตายก็ร้องไห้รักเป็นอันมาก

ฝ่ายนางสวนเกียงแจ้งว่านางอีเกียงตายแล้วจึงว่ากับเจ้าเมืองโอยว่า ซึ่งนางอีเกียงตายนั้นเพราะท่านให้ไปต่อว่าด้วยบุตรข้าพเจ้า จิบจูมีความพยาบาทบุตรข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้านัก ข้าพเจ้าแม่ลูกจะตายด้วยคมอาวุธจิบจูสักวันหนึ่งเป็นมั่นคง แต่ตัวข้าพเจ้านี้ถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต คิดสงสารแต่ลูกทั้งสองคน ท่านมีความกรุณาข้าพเจ้าแล้ว จงคิดตรึกตรองอย่าให้บุตรข้าพเจ้าเป็นอันตรายชีวิตเพราะอาญาจิบจูเลย

โอยฮวนก๋งได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วย จึงว่า ความข้อนี้เจ้าอย่าวิตกเลย ถึงเราจะหาชีวิตไม่ก็มิให้จิบจูทำอันตรายแก่เจ้าและบุตรเจ้าได้ แต่นั้นมาโอยฮวนก๋งตรึกตรองหาอุบายที่จะฆ่าจิบจูผู้บุตรมิได้ขาด

พอมีผู้ถือหนังสือมาบอกว่าก๋งจูหยีซึ่งเป็นเจ้าเมืองเจ๋ยกกองทัพไปตีเมืองกี๋ โอยฮวนก๋งจึงหาตัวจิบจูมาสั่งว่า เจ้าจงยกกองทัพไปช่วยเจ้าเมืองเจ๋ตีเมืองกี๋ แต่เจ้าจงไปทางเรือก่อนแล้วจึงขึ้นเดินบกที่ตำบลซินเกี๋ยง บิดาจะให้ทัพบกไปบรรจบที่นั้น แต่เรือที่จะขี่ไปนั้นจงปักธงขาวไปเป็นสำคัญ จิบจูก็คำนับลามาจัดเรือแลทหารพร้อมเครื่องสาตราวุธ ก๋งจูซือแจ้งดังนั้นจึงเข้าไปคำนับนางสวนเกียงผู้มารดาแล้วว่า ซึ่งบิดาใช้จิบจูไปช่วยเมืองกี๋ครั้งนี้ข้าพเจ้าแจ้งว่าทางจะไปเมืองกี๋นั้นทางบกเป็นทางตรง เหตุใดจึงให้จิบจูไปทางเรือที่เป็นทางอ้อมอีกเล่า

นางสวนเกียงจึงกระซิบบอกก๋งจูซือว่า ซึ่งบิดาเจ้าใช้จิบจูไปครั้งนี้เห็นจะคิดฆ่าจิบจูเสีย ด้วยแม่ได้ว่ากล่าวบิดาเจ้าไว้หลายครั้ง แล้วนางสวนเกียงก็เล่าความที่ว่ากับโอยฮวนก๋งนั้นให้ก๋งจูซือบุตรฟังทุกประการ ก๋งจูซือก็เข้าใจว่าบิดาจะฆ่าจิบจูเสีย จึงรีบเอาความมาบอกกับจิบจูแล้วว่า เมื่อภัยมาถึงตัวแล้วพี่จงคิดหนีไปอยู่เมืองอื่นเอาชีวิตรอดเถิด พวกพ้องของพี่ยังตกอยู่ในเมืองนี้น้องจะเอาเป็นธุระบำรุงให้มีความสุข จิบจูแจ้งดังนั้นก็เสียใจจึงว่า ซึ่งจะหนีไปอยู่เมืองอื่นคิดดูก็หาควรไม่ แต่บิดาของตัวยังพึ่งไม่ได้แล้ว หรือจะบ่ายหน้าไปพึ่งผู้ใดเล่า อนึ่งเล่าคำโบราณก็ว่าไว้ว่าเป็นข้าก็ตรงต่อเจ้า บุตรตรงต่อบิดาก็เป็นที่สรรเสริญแก่คนทั้งปวง พี่นี้หามีผิดสิ่งใดไม่ เมื่อกรรมมาทันแล้วก็ก้มหน้าไปตามกรรม เจ้าจงอยู่ทำราชการสนองคุณบิดาเถิด ก๋งจูซือกับจิบจูก็ร้องไห้สั่งกันเป็นอันมาก แล้วจิบจูก็ลงเรือมีธงขาวปักเป็นสำคัญรีบล่องลงไปตามนํ้า

ฝ่ายก๋งจูซือครั้นจิบจูไปแล้วจึงคิดว่าจิบจูซื่อตรงต่อบิดานักไม่ควรเลยที่บิดาเราจะคิดฆ่าจิบจูเสีย เหตุทั้งนี้เพราะมารดาเรายุยง ถ้าจิบจูตายลงครั้งนี้ ความชั่วก็จะอยู่กับบิดาและมารดาเราว่าฆ่าบุตรซึ่งหามีความผิดมิได้เสีย แต่จิบจูมิได้มีความผิดยังสู้ตายด้วยกตัญญูต่อบิดาได้ จำเราจะไปตายแทนจิบจู อย่าให้ผู้ใดติฉินมารดาว่ายุยงให้บิดาฆ่าจิบจูเสีย ก๋งจูซือคิดแล้วก็ให้หาก๋งจูเสียบขุนนางผู้ใหญ่มาสั่งว่าเราจะมีที่ไป แล้วก๋งจูซือให้คนใช้จัดโต๊ะและสุราลงเรือแล้วร้องเรียกว่าให้เรือจิบจูหยุดก่อน

จิบจูได้ยินดังนั้นแลไปดู เห็นก๋งจูซือยืนมาหน้าเรือก็จำได้จึงคิดว่าน้องเราตามมาด้วยเหตุสิ่งไร คิดแล้วก็แวะเรือเข้าฝั่ง พอเรือมาถึงก๋งจูซือก็ลงไปในเรือจิบจูคำนับแล้วว่า ข้าพเจ้ากับพี่เคยเสพสุราด้วยกันเป็นนิจ ครั้งนี้พี่จะจากข้าพเจ้าไปแล้วที่ไหนจะได้กลับมาเสพสุราด้วยกันอีกเล่า ข้าพเจ้าจึงแต่งโต๊ะตามมาหวังว่าจะเสพสุราด้วยพี่ให้เป็นที่สนุกนี้สั่งกันเสียวันนี้ แล้วก๋งจูซือให้ยกโต๊ะขึ้นมารินสุราคำนับจิบจูเป็นหลายครั้ง จนจิบจูเมาเหลือกำลังหลับซบลงกับโต๊ะ ก๋งจูซือก็ให้พยุงจิบจูไปไว้เสียเรือที่ก๋งจูซือขี่มา แล้วเขียนหนังสือฉบับหนึ่งว่าน้องจะไปตายแทนพี่แล้ว พี่จงอยู่รักษาชีวิตเถิด แล้วเข้าผนึกส่งให้คนในเรือนั้นแล้วว่า ถ้าพี่เราสร่างเมาสุราแล้วจงเอาหนังสือให้จิบจูดู ก๋งจูซือให้รีบแจวเรือล่องลงไป

และขณะเมื่อเจ้าเมืองโอยสั่งให้จิบจูไปช่วยทัพเมืองเจ๋ตีเมืองกี๋นั้น ครั้นจิบจูลาไปแล้วจึงสั่งก๋งจูซัวไว้เป็นความลับ ก๋งจูซัวให้หานายโจรสิบคนมาสั่งว่า ท่านจงรีบไปอยู่ตำบลซินเอี๋ยง ถ้าเห็นเรือปักธงขาวเป็นสำคัญจอดเข้าแล้ว จงฆ่านายเรือนั้นเสียเอาศีรษะมาให้เรา เราจะปูนบำเหน็จท่านให้ถึงขนาด นายโจรสิบคนคำนับลาไปคอยอยู่ ณ ตำบลซินเอี๋ยง

ฝ่ายก๋งจูซือครั้นไปถึงซินเอี๋ยงก็ให้จอดเรือเข้า นายโจรสิบคนเห็นสำคัญธงขาวก็ตรงเข้าไปในเรือแล้วถามว่าผู้ใดชื่อจิบจู ก๋งจูซือแกล้งบอกว่าเราชื่อจิบจู นายโจรสิบคนสำคัญว่าจริงก็เอากระบี่ฟันก๋งจูซือคอขาดตาย แล้วเอาศีรษะใส่ถังให้คนในลำเรือรีบแจวขึ้นมา

ฝ่ายจิบจูครั้งสร่างเมาสุรามิได้เห็นก๋งจูซือ ก็ถามคนใช้ในลำเรือนั้นว่า น้องเราเอาเรือเราไปไหนเล่า คนใช้จึงส่งหนังสือก๋งจูซือให้จิบจู จิบจูดูหนังสือแล้วว่า น้องเรามิตายเสียแล้วหรือ ถ้าน้องเราตายแล้วเราจะตายตามไปด้วย แล้วจิบจูให้แจวเรือลงไปตามก๋งจูซือ พอแลเห็นเรือของตัวที่ขี่มาแต่แรกนั้นแจวทวนขึ้นมา จิบจูจึงร้องว่าเรือนั้นแวะเข้าฝั่งก่อน นายโจรได้ฟังดังนั้นคิดว่าก๋งจูซัวให้ลงมาสืบดูก็ให้เบนเรือเข้าฝั่ง จิบจูเคียงเรือเข้าแล้วถามว่า การที่ไปทำนั้นสำเร็จแล้วรึ นายโจรก็บอกว่าการที่ไปทำนั้นสำเร็จแล้ว จิบจูจึงว่า ท่านจงเอาศีรษะให้เราดูก่อน นายโจรก็เอาถังที่ใส่ศีรษะก๋งจูซือมาเปิดให้ดู จิบจูเห็นศีรษะก๋งจูซือก็กลั้นน้ำตามิได้ จึงว่ากับโจรว่า ท่านทำผิดตัวไปเสียแล้ว เราดอกชื่อจิบจู

โจรทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงกระซิบถามคนใช้ในเรือนั้น ครั้นแจ้งว่าจิบจูแน่ แล้ว ก็ถอดกระบี่ออกฟันจิบจูตาย แล้วเอาศีรษะใส่ถังสองศีรษะ รีบแจวมาแจ้งความแก่ก๋งจูซัวทุกประการ ก๋งจูซัวก็มิได้อาลัยแก่ก๋งจูซือ ด้วยโกรธว่าก๋งจูซือไปรักใคร่แก่จิบจูซึ่งเป็นพี่ต่างท้อง ก็ให้บำเหน็จแก่นายโจรเป็นอันมาก แล้วเอาความไปแจ้งแก่นางสวนเกียง นางสวนเกียงได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้ถึงก๋งจูซือผู้บุตรเป็นอันมาก ฝ่ายคนในลำเรือก๋งจูซือจิบจูก็ไปแจ้งความแก่ก๋งจูเสียบก๋งจูแจะตามข้อความโจรฆ่านายเสียนั้นให้ฟังทุกประการ ก๋งจูเสียบก๋งจูแจะแจ้งดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนต่างร้องไห้เข้าไปแจ้งแก่เจ้าเมืองโอยว่าโจรฆ่าก๋งจูซือกับจิบจูเสียแล้ว

โอยฮวนก๋งแจ้งว่าบุตรทั้งสองตาย มีแต่ความตรอมใจไปจนป่วยลง เวลากลางคืนให้ร้อนกระวนกระวายนอนไม่หลับ ให้หญิงคนใช้ช่วยพยุงออกมานอนที่พาไลตึก ลมพัดถูกตัวสบายคลายร้อนใกล้จะหลับได้ยินเหมือนเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามา จึงลืมตาขึ้นดูเห็นปีศาจนางอีเกียง ก๋งจูซือจิบจูยืนเคียงกันอยู่ ทำกิริยาหลอกหลอนต่างๆ โอยฮวนก๋งตกใจร้องขึ้นสุดเสียงสิ้นสมประฤดีนิ่งไป นางสวนเกียงและหญิงซึ่งคอยรับใช้ได้ยินต่างตกใจ เข้าไปดูเห็นโอยฮวนก๋งนอนนิ่งหลับตาอยู่ มิได้พูดจาประการใด นางสวนเกียงกับหญิงคนใช้สำคัญว่าลมจับ ก็แก้ไขนวดเฟ้นฟื้นขึ้นแล้วพยุงให้เข้าไปในตึก พอเวลารุ่งเช้าเจ้าเมืองโอยตาย

ขุนนางทั้งปวงก็ยกก๋งจูซัวขึ้นเป็นเจ้าเมืองโอย อายุห้าสิบปี ก๋งจูเซ็กผู้เป็นอาจึงคิดว่า ถ้าจะอยู่ในเมืองโอยบัดนี้ ก๋งจูซัวก็จะดูหมิ่นประมาทให้ได้ความอัปยศ ก๋งจูเซ็กคิดแล้วก็พาครอบครัวหนีไปอยู่เมืองเจ๋

ขณะนั้นพอเจ้าเมืองเจ๋ยกไปตีเมืองกี๋ มีหนังสือมาขอกองทัพเมืองโอย ก๋งจูซัวก็ยกไปช่วย ครั้นเสียทัพกลับมาเมืองโอย จึงจัดการฝังศพบิดาตามตำแหน่งที่เจ้าเมือง แล้วให้ถอดก๋งจูเสียบกับก๋งจูแจะเสียจากที่ขุนนาง ก๋งจูเสียบก๋งจูแจะมีความเจ็บแค้นคิดจะทำร้ายก๋งจูซัวอยู่มิได้ขาด

ฝ่ายก๋งจูฮุดครั้นได้เป็นเจ้าเมืองเตง ก็จัดแจงบ้านเมืองบำรุงทแกล้วทหาร แล้วเกลี้ยกล่อมราษฎรให้มาอยู่ตามภูมิลำเนาเหมือนแต่ก่อน แต่โกกีนีนั้นมิได้เข้าหาก๋งจูฮุด ออกตั้งเกลี้ยกล่อมพวกโจรอยู่ในป่านอกเมือง หมายจะเอาสมบัติให้ก๋งจูหมี แต่ชัวจกนั้นคิดเกรงกลัวก๋งจูฮุดจะพยาบาท จึงเข้าไปคำนับแล้วว่า ซึ่งข้าพเจ้าทำให้ท่านตกไปอยู่เมืองโอยนั้น เพราะข้าพเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมืออีปีน ท่านอย่าถือโทษข้าพเจ้าเลย ก๋งจูฮุดจึงว่า เรารู้อยู่แล้ว ซึ่งต้องไปอยู่เมืองโอยนั้นเพราะมิได้เชื่อฟังทำตามถ้อยคำท่าน ถ้าเราฟังคำท่านรับเป็นบุตรเขยเจ้าเมืองเจ๋แล้ว ที่ไหนอีปีนกับก๋งจูคุดจะดูหมิ่นเราได้ ความทั้งนี้เราจะขอโทษท่านอีก ซึ่งจะถือโทษท่านนั้นหาควรไม่ ชัวจกก็มีความยินดี

ฝ่ายก๋งจูคุดเมืองเตงซึ่งอาศัยอยู่ ณ เมืองชัวนั้น จึงเข้าไปว่าแก่เจ้าเมืองชัวว่า ข้าพเจ้าได้เข้ามาพึ่งบุญก็สบายอยู่แล้ว ข้าพเจ้ายังเจ็บแค้นก๋งจูฮุดอยู่เป็นอันมาก คิดว่าจะขอไปอยู่ ณ บ้านถันจะได้เกลี้ยกล่อมผู้คนทั้งปวงและซักซ้อมทหารให้ชำนาญจะได้ไปตีเมืองเตง เจ้าเมืองชัวมีความกรุณาก็ให้หาถันเป็ดนายบ้านถันมาแล้วว่า เราจะให้ก๋งจูคุดไปอยู่บ้านถันด้วยท่านจะเห็นประการใด ถันเป็ดนายบ้านจึงว่า ข้าพเจ้าและชาวบ้านทั้งปวงเป็นพลเมืองรู้แต่ทำมาหากิน อุปมาเหมือนฝูงเนื้อ ก๋งจูคุดและชาวเมืองเตงล้วนเป็นทหารเหมือนหนึ่งเสือ ซึ่งท่านจะเอาเสือไปไว้กลางฝูงเนื้อนั้น เห็นข้าพเจ้าและชาวบ้านถันจะมีความเดือดร้อน เจ้าเมืองชัวว่ากล่าวเป็นหลายครั้งถันเป็ดก็บิดพลิ้วอยู่ ถันเป็ดก็ลากลับมาบ้านถัน

เจ้าเมืองชัวมีความน้อยใจถันเป็ดนัก จึงหาคนสนิทมาสั่งเป็นความลับ คนสนิทก็คำนับลามา แต่งตัวเป็นพ่อค้าแล้วเที่ยวไปในบ้านถัน พอพบโจรผู้หนึ่ง คนสนิทเจ้าเมืองชัวจึงว่ากับโจรผู้นั้นว่าถ้าท่านฆ่าถันเป็ดเสียได้ เราจะให้ทรัพย์แก่ท่านเป็นอันมาก โจรผู้นั้นก็รับว่าท่านอย่าวิตกเลย จึงเอาเงินซื้อสุราให้โจรกิน ครั้นเมาแล้ว พอเวลาคํ่าโจรผู้นั้นก็ลอบขึ้นไปฆ่าถันเป็ดเสีย คนสนิทเจ้าเมืองชัวก็ให้ทรัพย์แก่โจรตามสัญญา แล้วมาแจ้งความแก่เจ้าเมืองชัว เจ้าเมืองชัวก็ดีใจจึงให้ก๋งจูคุดไปอยู่ ณ บ้านถัน แล้วให้ก่อกำแพงขุดคูรอบให้เรียกว่าเมืองถัน ก๋งจูคุดครั้นได้เป็นเจ้าเมืองถัน เกลี้ยกล่อมทหารได้เป็นอันมากก็ให้ตระเตรียมทหารยกไปตีเมืองเตง

ก๋งจูฮุดนั้นแจ้งว่าก๋งจูคุดมาอยู่เมืองถัน ก็แต่งให้คนไปสอดแนมอยู่มิได้ขาด ครั้นแจ้งว่าก๋งจูคุดเตรียมทัพจะยกมาเมืองเตง จึงให้เปาแหคุมทหารพันหนึ่งมาตั้งขัดทัพอยู่ตำบลไตเหลนต้นทางเมืองถัน ก๋งจูคุดนั้นแจ้งว่ามีกองทัพมาตั้งอยู่ จึงคิดว่าก๋งจูฮุดรู้ตัวแล้วเห็นจะทำการไม่ได้โดยสะดวก จำจะขอให้กองทัพเมืองซองมาช่วย คิดแล้วก็แต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ให้เจ้าเมืองฬ่อช่วยว่ากล่าวเจ้าเมืองซองขอกองทัพมาตีเมืองเตง ถ้าได้เมืองเตงแล้วจะให้หัวเมืองทั้งสามตามสัญญาไว้แต่ก่อน แล้วให้คนใช้รีบเอาไปให้แก่เจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อแจ้งหนังสือแล้วจึงว่า เรากับอีปีนก็คิดว่าจะไม่ขอคบค้าต่อไปแล้ว บัดนี้เป็นธุระของก๋งจูคุดแล้วก็เสียมิได้ จึงแต่งหนังสือเป็นใจความเหมือนก๋งจูคุดว่ามานั้น ให้คนใช้ถือไปให้อีปีนเจ้าเมืองซอง เจ้าเมืองซองแจ้งในหนังสือแล้วก็มีความยินดี จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า ท่านกลับไปแจ้งแก่เจ้าเมืองฬ่อเถิดว่า จะยกไปตีเมืองเตงให้ก๋งจูคุดจงได้ ผู้ถือหนังสือก็มาแจ้งความแก่เจ้าเมืองฬ่อทุกประการ เจ้าเมืองฬ่อก็บอกข้อความซึ่งอีปีนจะยกไปช่วยตีเมืองเตงนั้นไปถึงก๋งจูคุด ก๋งจูคุดก็ดีใจนัก

ฝ่ายอีปีนให้หนังสือไปถึงเจ้าเมืองโอย ขอทัพมาบรรจบทัพเมืองซอง จะยกไปตีเมืองเตง ก๋งจูซัวเจ้าเมืองโอยแจ้งในหนังสืออีปีนแล้วจึงคิดว่า ก๋งจูฮุดหนีก๋งจูคุดมาพึ่งบิดาเรา บิดาเราก็ทำนุบำรุงจนได้กลับไปเป็นเจ้าเมืองเตง ครั้นบิดาเราตาย แต่กระดาษแผ่นหนึ่งก๋งจูฮุดก็มิได้ทำการศพ เรามีความน้อยใจก๋งจูฮุดอยู่ ครั้งนี้เราจะพลอยไปเยี่ยมเมืองเตงด้วย กำจัดก๋งจูฮุดเสียให้จงได้ คิดแล้วก็ให้เกณฑ์กองทัพยกออกจากเมืองโอย

ฝ่ายก๋งจูแจะก๋งจูเสียบครั้นแจ้งว่าก๋งจูซัวเจ้าเมืองโอยยกกองทัพไปช่วยเจ้าเมืองซองตีเมืองเตง ก๋งจูเสียบจึงปรึกษาก๋งจูแจะว่า ก๋งจูซัวทิ้งเมืองเสีย ยกกองทัพไปครั้งนี้การซึ่งเราคิดไว้นั้นก็สมคะเนแล้ว จงเร่งคิดทำการเถิด ก๋งจูแจะจึงว่า ถ้าดังนั้นจำจะหาผู้ซึ่งจะเป็นเจ้าเมืองก่อน คนทั้งปวงจึงจะนิยมยินดีด้วย ก๋งจูเสียบจึงว่า ท่านเห็นผู้ใดเล่า ขณะเมื่อก๋งจูแจะก๋งจูเสียบพูดกันอยู่นั้น พอเหลงกุ๋ยขุนนางผู้ใหญ่เดินเข้าไปก๋งจูแจะก็ดีใจ ชวนให้เหลงกุ๋ยนั่งที่สมควรแล้วคำนับกันตามธรรมเนียม เหลงกุ๋ยจึงว่าท่านทั้งสองนี้หาคิดถึงก๋งจูซือจิบจูไม่หรือ

ก๋งจูแจะจึงว่า ข้าพเจ้าคิดถึงอยู่มิได้ขาด ปรึกษาก๋งจูเสียบอยู่แต่ยังไม่เห็นว่าผู้ใดจะปกป้องราษฎรได้ เหลงกุ๋ยจึงว่า บรรดาผู้มีปัญญาในเมืองโอยนี้ เราเห็นแต่หงิมหมองผู้เดียวจะเป็นเจ้าเมืองได้ ก๋งจูแจะกับก๋งจูเสียบก็เห็นด้วย จึงจัดแจงเชิญหงิมหมองมาเป็นเจ้าเมืองโอย แล้วป่าวร้องราษฎรทั้งปวงให้รู้ทั่วกัน แล้วให้ประกาศแก่ขุนนางและราษฎรทั้งปวงว่า ก๋งจูซัวยกกองทัพไปตีเมืองเตงนั้น บัดนี้ ก๋งจูซัวเสียทีตายในกลางศึกแล้ว ขุนนางและราษฎรทั้งปวงสำคัญว่าจริงก็สมัครทำการกับหงิมหมองสิ้น หงิมหมองก็ให้เหลงกุ๋ยคุมทหารพันหนึ่งออกตั้งอยู่ปลายแดนเมืองโอยคอยรับทัพก๋งจูซัว เหลงกุ๋ยก็คำนับลาไป

ก๋งจูเสียบจึงว่ากับก๋งจูแจะว่า เราคิดแค้นก๋งจูซัวยิ่งนัก จะใคร่ฆ่านางสวนเกียงมารดาก๋งจูซัวเสียให้สมความแค้น ก๋งจูแจะจึงว่า จะฆ่านางสวนเกียงนั้นไม่ได้ ด้วยก๋งจูหยีพี่ชายนางสวนเกียงเป็นเจ้าเมืองเจ๋ แล้วมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ถ้าก๋งจูหยีรู้ว่าฆ่าน้องเสียก็จะมีความแค้น ยกมาทำร้ายแก่เมืองเรา เราจะสู้รบยาก ก๋งจูเสียบก็เห็นด้วย

ฝ่ายอีปีนเจ้าเมืองซอง ครั้นทัพเมืองโอย เมืองชัว เมืองฬ่อมาถึงพร้อมกันแล้วก็รีบยกไปเมืองเตง ครั้นถึงตำบลไต้เหลนแจ้งว่าเปาแหทหารเมืองเตงมาตั้งสกัดอยู่ ก็ให้ตั้งค่ายลงใกล้ค่ายเปาแหทางประมาณสองร้อยเส้น เปาแหแจ้งว่าทัพสี่หัวเมืองบรรจบกันยกมาก็ให้ม้าใช้รีบไปแจ้งแก่ชัวจก ชัวจกก็รีบยกทหารมาบรรจบทัพเปาแห ฝ่ายเจ้าเมืองซองก็บรรจบทัพทั้งสามหัวเมือง ยกตีค่ายเปาแหกับชัวจก ชัวจกก็มิได้ออกรบนอกค่าย ให้แต่ทหารเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงออกไป ถูกทหารทั้งสี่หัวเมืองล้มตายเป็นอันมาก ทัพสี่หัวเมืองเห็นจะหักเข้าไปมิได้ก็ถอยเข้าค่าย แต่เจ้าเมืองซองกับทัพสามหัวเมืองยกเข้าตีค่ายชัวจกเป็นหลายครั้งก็หักเอามิได้ เสียทหารพันเศษ

เจ้าเมืองซองจึงปรึกษากับเจ้าเมืองทั้งสามว่า เรายกมาครั้งนี้ทหารเมืองเตงรู้ตัวก่อน จึงตระเตรียมการไว้รบพุ่งต้านทานเป็นสามารถ แล้วตำบลไต้เหลนเป็นทางช่องแคบ ชัวจกตั้งค่ายอยู่ ถึงทหารน้อยก็สู้มากได้ ด้วยเป็นทางจำเพาะเข้าแห่งเดียว ครั้นเราจะแต่งกองทัพไปตีโอบหลังค่ายก็มิได้ด้วยเป็นที่เนินและเขาป่าชัฏ เราคิดว่าจะเลิกทัพกลับไปบำรุงทแกล้วทหารให้มีกำลัง รุ่งขึ้นปีใหม่จึงค่อยกลับมาทำแก่เมืองเตง เจ้าเมืองทั้งสามก็เห็นด้วยต่างคนก็เลิกทัพกลับไป

ฝ่ายก๋งจูซัวเจ้าเมืองโอย ครั้นมาถึงปลายแดน พอชาวบ้านมาบอกว่าก๋งจูเสียบ ก๋งจูแจะเอาใจออกห่างท่าน ตั้งหงิมหมองขึ้นเป็นเจ้าเมือง ให้เหลงกุ๋ยคุมทหารมาตั้งสกัดกองทัพท่านอยู่ปลายแดน ก๋งจูซัวได้ฟังดังนั้นก็หยุดกองทัพตั้งอยู่ไกลแดนเมืองทางประมาณห้าร้อยเส้น หวังจะพักทหารให้มีกำลังแล้วจะยกเข้าตีเอาเมืองคืนให้จงได้ และขณะเมื่อชาวบ้านมาแจ้งความแก่ก๋งจูซัวนั้น บรรดาทหารในกองทัพก๋งจูซัวแจ้งว่าหงิมหมองได้เป็นเจ้าเมืองโอย ต่างคนปรึกษากันว่า ถ้าเราทั้งปวงเป็นใจสู้รบเหลงกุ๋ยบัดนี้ ก๋งจูแจะก๋งจูเสียบมิรู้เอาบุตรภรรยาเราฆ่าเสียหรือ ทหารทั้งปวงต่างคนก็คิดถึงครอบครัว ครั้นเวลาคํ่าลงก็ลอบหนีเข้าเมืองโอยเป็นอันมาก เหลือทหารคนสนิทอยู่กับก๋งจูซัวประมาณสามร้อยเศษ ก๋งจูซัวเสียใจนักก็พาทหารที่เหลือรีบไปเมืองเจ๋ ครั้นถึงเมืองเจ๋ก็เข้าไปคำนับก๋งจูหยี เล่าความซึ่งก๋งจูแจะ ก๋งจูเสียบตั้งหงิมหมองขึ้นเป็นเจ้าเมืองโอยนั้นให้ฟังทุกประการ ก๋งจูหยีได้ฟังดังนั้นก็โกรธนักจึงสั่งก๋งจูบอดีให้เกณฑ์ทัพจะยกไปตีเมืองโอยคืนเอาสมบัติให้ก๋งจูซัว

ขณะนั้นพอขุนนางเมืองฬ่อเอาหนังสือเข้าไปให้ก๋งจูหยี ก๋งจูหยีรับมาอ่านดูได้ความว่า ก๋งจูคุยเจ้าเมืองฬ่อบอกมาถึงก๋งจูหยีให้แจ้ง ด้วยก๋งจูหยีให้เราไปขอนางองดีบุตรี พระเจ้าจองอ๋องพระราชทานให้แล้ว ให้ก๋งจูหยีกำหนดคืนวันที่จะไปรับนางองดีนั้นให้แน่ ก๋งจูหยีดูหนังสือแล้วก็ให้คิดถึงนางบุนเกียงนัก จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่งใจความว่า ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋เจริญพรมาถึงฬ่อจงก๋ง ด้วยตั้งแต่บิดาเราหาไม่แล้ว เราไม่มีความสบายเลย ให้เปลี่ยวอกเปลี่ยวใจไป บัดนี้เราระลึกถึงนางบุนเกียงน้องเรายิ่งนัก ทำประการใดจะเห็นหน้าน้องสาวเราสักครั้งหนึ่ง แล้วเอาหนังสือส่งให้ขุนนางเมืองฬ่อถือไปให้ก๋งจูคุย ก๋งจูคุยแจ้งในหนังสือแล้วจึงว่ากับนางบุนเกียงผู้ภรรยาว่า ก๋งจูหยีพี่ของเจ้ามีหนังสือมาว่าระลึกถึงเจ้ายิ่งนัก นางบุนเกียงว่าข้าพเจ้าก็คิดถึงพี่ข้าพเจ้าอยู่ ท่านจงพาข้าพเจ้าไปเมืองเจ๋สักครั้งหนึ่งจะได้เยี่ยมเยียนญาติพี่น้องทั้งปวง ก๋งจูคุยก็สั่งให้จัดเกวียนและทหารพอสมควรก็พานางบุนเกียงไปเมืองเจ๋

ฝ่ายก๋งจูบอดีครั้นเตรียมทัพพร้อมแล้ว จึงเข้าไปคำนับก๋งจูหยีว่า ข้าพเจ้าเตรียมทัพพร้อมแล้ว ท่านจะยกวันไร ก๋งจูหยีจึงว่า บัดนี้ก็ไปขอนางองดีบุตรีพระเจ้าจองอ๋อง ข้างหงิมหมองก็เป็นบุตรเขยพระเจ้าจองอ๋อง ครั้นเราจะยกทัพไปทำแก่เมืองโอย พระเจ้าจองอ๋องจะน้อยพระทัย ประการหนึ่ง นางสวนเกียงมารดาก๋งจูซัวก็ยังตกอยู่ในเงื้อมมือหงิมหมอง ถ้าเรายกไปตีหงิมหมองอับจนเข้าก็จะฆ่านางสวนเกียงเสีย เราคิดว่าจะให้นางสวนเกียงมีผัวเสียก่อนจึงค่อยคิดการต่อไป ก๋งจูบอดีก็เห็นด้วย จึงว่า ท่านเห็นผู้ใดที่จะเป็นผัวนางสวนเกียง ก๋งจูหยีจึงว่า เราเห็นแต่ก๋งจูเซ็ก บุตรก๋งจูจีผู้ตาย ซึ่งหนีก๋งจูซัวมาอยู่เมืองเรา และก๋งจูเซ็กอายุคราวเดียวกับจิบจู แล้วก๋งจูเซ็กกับหงิมหมองก็เป็นคนชอบกัน ถ้านางสวนเกียงได้เป็นภรรยาก๋งจูเซ็กแล้วถึงเราจะยกไปตีเมืองโอยก็จะไม่เป็นห่วงด้วยนางสวนเกียง เห็นหงิมหมองจะไม่ทำอันตรายได้ด้วยจะคิดเกรงก๋งจูเซ็ก ก๋งจูบอดีจึงว่าท่านคิดนี้ควรนัก

ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋จึงแต่งหนังสือฉบับหนึ่ง เป็นใจความว่า ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋อวยพรมาถึงก๋งจูแจะและขุนนางผู้ใหญ่เมืองโอย ด้วยนางสวนเกียงกับก๋งจูซัวแม่ลูก คบคิดกันยุยงโอยฮวนก๋งเจ้าเมืองโอยให้ฆ่าบุตรเสียให้เราพลอยได้รับความอัปยศด้วย เราคิดแค้นคนทั้งสองยังไม่หาย ซึ่งท่านคิดกันกำจัดก๋งจูซัวเสียนั้นก็สมเหมือนใจเราคิด บัดนี้ก๋งจูซัวหนีมาอยู่เมืองเรา ครั้นเราจะมิให้ก๋งจูซัวอยู่ คนทั้งปวงที่หาปัญญามิได้จะนินทาเราว่าไม่กรุณาแก่หลาน แต่เราคิดวิตกด้วยนางสวนเกียงนัก ด้วยคิดว่าถึงชั่วดีก็ได้เป็นน้องร่วมบิดากัน ถ้านางสวนเกียงได้ผัวตํ่าช้าไปเป็นประการใดเราก็จะพลอยอัปมานด้วย เราคิดจะยกนางสวนเกียงให้เป็นภรรยาก๋งจูเซ็กแล้ว ก๋งจูเซ็กกับหงิมหมองก็ชอบอัธยาศัยกันนักหนาจะได้ช่วยรักษาบ้านเมืองให้ราษฎรมีความสุข แล้วส่งหนังสือให้ก๋งจูบอดี ก๋งจูบอดีก็คำนับลาพาก๋งจูเซ็กไปเมืองโอย

ครั้นไปถึงเมืองโอยตรงไปบ้านก๋งจูแจะ ก๋งจูแจะแจ้งก็ออกมารับคำนับแล้วพาไปให้นั่งที่สมควร แล้วก๋งจูบอดีก็ส่งหนังสือให้ก๋งจูแจะ ก๋งจูแจะรับหนังสือมาอ่านดูแจ้งความดังนั้น จึงว่าแก่ก๋งจูบอดีว่า ก๋งจูหยีประกอบทั้งสติปัญญาแล้วซื่อตรงมิได้เข้าด้วยผู้ผิด ท่านจงแจ้งแก่ก๋งจูหยีเถิดว่า ข้าพเจ้าคำนับไปและการทั้งนี้เป็นธุระข้าพเจ้าอย่าให้เจ้าเมืองเจ๋วิตกเลย ก๋งจูบอดีก็ลาก๋งจูแจะกลับมาเมืองเจ๋แจ้งความแก่ก๋งจูหยีตามคำก๋งจูแจะ ก๋งจูหยีก็มีความยินดี

ฝ่ายก๋งจูแจะครั้นก๋งจูบอดีกลับไปแล้ว จึงส่งหนังสือเจ้าเมืองเจ๋ให้ก๋งจูเสียบดู ก๋งจูเสียบดูหนังสือแล้วจึงว่า เจ้าเมืองเจ๋มีนํ้าใจโอบอ้อมอารีนัก ท่านจงทำไมตรีกับเจ้าเมืองเจ๋เถิด ก๋งจูแจะจึงให้ภรรยาไปว่ากับนางสวนเกียงว่า ก๋งจูหยีเจ้าเมืองเจ๋มีหนังสือมาถึงผัวข้าพเจ้าว่า จะให้ท่านอยู่กับก๋งจูเซ็กท่านจะเห็นประการใด นางสวนเกียงจึงว่า ทุกวันนี้ก็หาบิดาไม่แล้ว ยังเห็นแต่ก๋งจูหยีผู้พี่เหมือนหนึ่งบิดา เมื่อพี่เราลงใจเห็นว่าดีแล้วเรามิรู้ที่จะขัดขืนประการใด ท่านจงบอกก๋งจูแจะว่า ท่านเห็นแก่พี่เราแล้วก็อย่าให้เราอัปมานเลย ภรรยาก๋งจูแจะก็ลามาแจ้งกับก๋งจูแจะตามคำนางสวนเกียงว่าทุกประการ

ก๋งจูแจะมีความยินดีจึงว่ากับก๋งจูเซ็กว่า ก๋งจูหยีรักใคร่ท่านจึงยกนางสวนเกียงผู้น้องให้เป็นภรรยาท่าน ท่านจะเห็นประการใด ก๋งจูเซ็กจึงว่า ก๋งจูหยีมีคุณแก่เรามากนัก ครั้นเราจะขัดขืนก๋งจูหยีก็จะน้อยใจ แต่เราคิดว่านางสวนเกียงเป็นพี่สะใภ้เรา ถ้าเราจะอยู่กินกับนางสวนเกียงคนทั้งปวงจะมิครหานินทาเราหรือ ก๋งจูแจะจึงว่า ผู้จะตั้งตัวก็ย่อมหาผู้ซึ่งประกอบด้วยสติปัญญากำลังเป็นที่พึ่ง ประเวณีนกจะทำรัง ก็ย่อมหาต้นไม้ใหญ่พุ่มมิดชิด และเจ้าเมืองเจ๋นั้นประกอบทั้งปัญญาและฝีมือ แล้วทแกล้วทหารก็มีเป็นอันมาก ถ้าผู้ใดได้เจ้าเมืองเจ๋เป็นที่พึ่งแล้วเห็นจะตั้งตัวได้ เจ้าเมืองเจ๋ก็คอยจะให้ท่านพึ่งอยู่ฉะนี้ ท่านกลัวความนินทาและบิดพลิ้วอยู่นั้นท่านคิดอ่านตรึกตรองดูจงดีเถิด

ก๋งจูเซ็กจึงว่าเราจะขอตรึกตรองดูจงดีก่อน ก๋งจูแจะได้ฟังก็กลับมาที่อยู่ จึงให้จัดแจงตึกของตัวหลังหนึ่ง แล้วให้ภรรยาไปรับนางสวนเกียงมาไว้ในตึกนั้น ครั้นเวลาพลบคํ่าจึงให้แต่งโต๊ะเตรียมไว้แล้วไปเชิญก๋งจูเซ็กมาบ้าน ครั้นก๋งจูเซ็กมาถึงก๋งจูแจะก็คำนับให้นั่งที่สมควร แล้วก๋งจูแจะจึงถามว่าท่านตรองเห็นอย่างไร ก๋งจูเซ็กจึงว่าเราตรึกตรองยังหาตกลงไม่ ก๋งจูแจะจึงว่าถ้าดังนั้นท่านมาเสพสุราแล้วฟังมโหรีเล่นให้สบายเถิด แล้วก๋งจูแจะจึงรินสุราคำนับให้ก๋งจูเซ็ก ก๋งจูเซ็กเสพสุราพลางฟังมโหรีอยู่จนเวลายามเศษ ก๋งจูแจะก็รินสุราคำนับให้เนืองๆ จนก๋งจูเซ็กเมาซบหลับลงกับโต๊ะ ก๋งจูแจะเห็นดังนั้นก็ให้พวกมโหรีไปทำริมเฉลียงตึกที่นางสวนเกียงอยู่ แล้วก๋งจูแจะค่อยยกก๋งจูเซ็กไปวางลงให้นอนเคียงนางสวนเกียง ครั้นเวลายามเศษก๋งจูเซ็กสร่างเมาสุราตื่นขึ้นเห็นนางสวนเกียงรูปงามพร้อมทั้งจริตกิริยา ก๋งจูเซ็กก็รักใคร่ได้เป็นผัวเมียกันแต่วันนั้นมา ก็เกิดบุตรชายสามคน บุตรหญิงสองคน และบุตรชายที่หนึ่งนั้นชื่อเจจู ที่สองชื่อโตต๋ง ที่สามชื่อบุนก๋งฮุย แต่บุตรชายหัวปีชื่อเจจูนั้น ป่วยตายแต่เล็ก และบุตรหญิงนั้นชื่อนางซองฮอนก๋งคนหนึ่ง ชื่อหมกก๋งคนหนึ่ง และขณะเมื่อแรกก๋งจูเซ็กได้อยู่กินกับนางสวนเกียงนั้น ก๋งจูแจะก็บอกไปถึงเมืองเจ๋ ก๋งจูหยีมีความยินดียิ่งนัก

ฝ่ายชัวจกกับเปาแห ขณะเมื่อออกมารบทัพเมืองซอง เมืองฬ่อ เมืองโอย เมืองชัวอยู่ ณ ตำบลไต้เหลนนั้น ครั้นทัพทั้งสี่เมืองถอยไปแล้วก็กลับเข้าเมืองเตง แจ้งความซึ่งได้รบกับทัพทั้งสี่หัวเมืองนั้นให้ก๋งจูฮุดฟังทุกประการ ก๋งจูฮุดมีความยินดีจึงปูนบำเหน็จทหารตามสมควร ชัวจกจึงว่า ก๋งจูคุดนั้นหนีไปอาศัยอยู่แดนเมืองชัว แล้วเจ้าเมืองชัวทำนุบำรุงก๋งจูคุดเป็นอันมาก เห็นก๋งจูคุดจะยกมาทำแก่เมืองเราอีกเป็นมั่นคง แต่ก๋งจูคุดนั้นเป็นอริกันอยู่กับเมืองเจ๋กับเมืองกี๋ ข้าพเจ้าคิดว่าจะทำไมตรีไว้ ถ้าก๋งจูคุดยกมาตีเมืองเราจะได้ขอกองทัพเมืองเจ๋มาช่วย ถ้าเราได้เป็นไมตรีกับเจ้าเมืองเจ๋แล้ว เมืองฬ่อก็จะพลอยเป็นไมตรีกับเราด้วย ก๋งจูฮุดได้ฟังชัวจกว่าดังนั้นก็มีความยินดี จึงแต่งเครื่องบรรณาการให้ชัวจกไปเมืองเจ๋

ฝ่ายชัวจกครั้นไปถึงเมืองเจ๋ก็เข้าไปคำนับเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองเจ๋เห็นชัวจกก็มีความยินดี จึงว่าท่านอย่าคุกเข่าคำนับเราเลย จงนั่งให้เป็นปกติเถิด แล้วให้ชัวจกนั่งที่สมควร ชัวจกจึงว่า ก๋งจูฮุดให้ข้าพเจ้ามาคำนับท่านจะขอบุญท่านเป็นที่พึ่ง ด้วยก๋งจูคุดเมื่อเป็นเจ้าเมืองเตงอยู่นั้น ข้าพเจ้าตั้งใจทำราชการด้วยสุจริต แต่ก๋งจูคุดหามีความกรุณาข้าพเจ้าไม่ ให้ยงกิวเอายาพิษใส่สุราให้ข้าพเจ้ากิน ครั้นข้าพเจ้ารู้ตัวจึงจับยงกิวฆ่าเสีย ก๋งจูคุดเห็นไม่สมคิดจึงไปอยู่เมืองชัว ข้าพเจ้าจึงรับก๋งจูฮุดมาเป็นเจ้าเมืองเตง และก๋งจูคุดนั้นเอากองทัพทั้งสี่หัวเมืองยกไปตีเมืองเตงหักเอามิได้ แต่เห็นว่าก๋งจูคุดจะไปทำแก่เมืองเตงอีกขอท่านได้อุดหนุนนายข้าพเจ้าด้วย

ก๋งจูหยีได้ฟังดังนั้นจึงว่า ก๋งจูคุดนั้นเป็นพวกศัตรูบิดาเรา เราคิดอยู่ว่า ถ้าสำเร็จราชการเมืองกี๋แล้ว จะไปกำจัดก๋งจูคุดเสีย คืนเอาสมบัติให้ก๋งจูฮุดให้จงได้ ด้วยก๋งจูฮุดมีคุณแก่บิดามารดาครั้งมาตีทัพปักหยง เราหาได้แทนคุณก๋งจูฮุดไม่ บัดนี้ก๋งจูฮุดก็ได้เป็นเจ้าเมืองเตงแล้ว ถ้าก๋งจูคุดยกไปทำแก่เมืองเตงอีก ท่านจงบอกมาถึงเรา เราจะยกกองทัพไปช่วยกำจัดก๋งจูคุดแทนคุณก๋งจูฮุด ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี คำนับลาก๋งจูหยีออกจากเมืองเจ๋รีบไปเมืองฬ่อ ครั้นไปใกล้ถึงเมืองฬ่อทางประมาณพันเศษพบเจ้าเมืองฬ่อจะมาเมืองเจ๋ หยุดประทับแรมอยู่กลางทาง ให้ทหารยิงเนื้อเล่น ชัวจกก็เอาสิ่งของเข้าไปคำนับว่า ก๋งจูฮุดนายข้าพเจ้าให้มาคำนับท่านขอเอาท่านเป็นที่พึ่ง ถ้าก๋งจูคุดยกมาทำอันตรายแก่เมืองเตงก็ให้ท่านช่วยอุดหนุนด้วย และเจ้าเมืองเจ๋ก็รับธุระนายข้าพเจ้า เจ้าเมืองฬ่อครั้นแจ้งว่าเจ้าเมืองเจ๋เป็นไมตรีกับเมืองเตง จึงว่าแก่ชัวจกว่า ถ้าก๋งจูคุดยกมาเมืองเตงเราก็จะยกกองทัพไปช่วย ชัวจกก็ดีใจคำนับลาเจ้าเมืองฬ่อกลับมา

ฝ่ายโกกีนีซึ่งออกไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมพวกโจรอยู่นอกเมืองเตงครั้นแจ้งว่า ชัวจกไปเมืองเจ๋จึงหาพวกโจรมาสั่งว่า ในสามสี่วันนี้ก๋งจูฮุดจะออกไปคำนับที่ไทเบี้ยว ท่านจงแต่งตัวให้เหมือนทหารก๋งจูฮุดปลอมเข้าไปฆ่าก๋งจูฮุดเสียให้จงได้ พวกโจรก็ลาไปเตรียมตัวคอยอยู่ ฝ่ายก๋งจูฮุดครั้นถึงกำหนดก็ขึ้นเกวียนกับทหารยกออกไปไทเบี้ยว พวกโจรซึ่งคอยอยู่นั้นก็ปลอมไปกับพวกทหารก๋งจูฮุด ครั้นไปถึงไทเบี้ยว ก๋งจูฮุดลงจากเกวียนจะขึ้นไปบนไทเบี้ยว พวกโจรเห็นได้ทีก็ชักกระบี่ออกวิ่งเข้าไปฟันก๋งจูฮุดล้มลงขาดใจตาย พวกทหารที่ตามก๋งจูฮุดเห็นดังนั้นก็กรูกันเข้าไปจะจับพวกโจร พวกโจรก็วิ่งหนีเข้าป่าเสีย โกกีนีแจ้งว่าก๋งจูฮุดตายก็มีความยินดี จึงเชิญก๋งจูหมีขึ้นเป็นเจ้าเมืองเตง แล้วให้ประกาศแก่ชาวเมืองทั้งปวงว่าก๋งจูฮุดนั้นโจรลอบฆ่าเสียแล้ว

ฝ่ายก๋งจูหมีครั้นได้เป็นเจ้าเมืองเตง จึงแต่งหนังสือเป็นใจความว่า ก๋งจูฮุดนั้นพวกโจรฆ่าเสียแล้ว อย่าให้ชัวจกคิดเกรงเราเลย เราจะให้ชัวจกคงอยู่ในยศศักดิ์ ให้ชัวจกกลับมาเมืองเถิด แล้วให้คนใช้เอาไปให้ชัวจก คนใช้รับหนังสือแล้วรีบตามชัวจกไปเมืองเจ๋ พอชัวจกมาจากแดนเมืองฬ่อผู้ถือหนังสือก็เข้าไปคำนับ แล้วส่งหนังสือให้ชัวจก ชัวจกดูหนังสือแจ้งว่าก๋งจูฮุดตายก็ตกใจ จึงคิดว่าโกกีนีแกล้งให้พวกโจรฆ่าก๋งจูฮุดเป็นมั่นคง ชัวจกจึงว่าแก่ผู้ถือหนังสือว่าท่านจงกลับไปเถิด เราจะแวะเข้าไปในเมืองเจ๋ก่อน ผู้ถือหนังสือก็กลับไป ชัวจกกลับมาแจ้งแก่ก๋งจูหยีว่า โกกีนีฆ่าก๋งจูฮุดเสีย บัดนี้ตั้งก๋งจูหมีเป็นเจ้าเมืองเตง ก๋งจูหยีแจ้งดังนั้นก็โกรธจึงว่า เราจะยกไปกำจัดก๋งจูหมีกับโกกีนีเสีย

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ