๘๑

ฝ่ายอวดอ๋องครั้นจัดแจงที่ให้ขุนนางอยู่เป็นสุขเสร็จแล้ว อยู่มาวันหนึ่งอวดอ๋องออกที่ว่าราชการให้ประชุมขุนนางทั้งปวง ฝ่ายทหารและพลเรือนเข้ามาคำนับพร้อมกันแล้วอวดอ๋องพูดขึ้นว่า ตัวเราหามีบุญไม่จึงตกไปอยู่เมืองหงอ เรากลับมาก็เพราะฮวมเล้ ฮวมเล้ก็จัดแจงตั้งเมืองและทำเลงไตขึ้นเราจึงอยู่เป็นสุข อันได้สบายครั้งนี้ก็เพราะบุญฮวมเล้ผู้เป็นคนสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน ฮวมเล้ได้ยินอวดอ๋องสรรเสริญเกินไปก็ตกใจนักจึงคุกเข่าลงคำนับแล้วลุกขึ้นตอบว่า อันเลงไตและเมืองจะสำเร็จก็เพราะบุญท่านหาใช่บุญของข้าพเจ้าไม่ ซึ่งท่านจะมาพูดถึงเมืองอยู่นี้เห็นหาต้องการไม่ ท่านไม่รำลึกถึงเมื่อจากเมืองไปตกอยู่เมืองหงอสามปีนั้นท่านไม่คิดบ้างหรือ ตัวท่านก็กลับมาได้แล้ว จงตรึกตรองรวบรวมเสบียงและอาหารให้บริบูรณ์ จะได้ยกไปตีเมืองหงอแก้แค้นให้จงได้ อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันการข้อนี้เราคิดอยู่มิได้ขาด ซึ่งท่านว่ามานี้ก็ชอบแล้ว อันซึ่งจะไปแก้แค้นเมืองหงอนั้นเราเห็นอยู่ก็แต่ท่านกับบุนจงสองคนนี้จึงจะสำเร็จ ว่าแล้วจึงสั่งฮวมเล้ว่าท่านจงไปเกลี้ยกล่อมผู้มีกำลังมาฝึกหัดให้ชำนิชำนาญในการรบไว้ให้คล่อง อันบุนจงนั้นท่านจงซ่องสุมเสบียงอาหาร และจัดผู้มีสติปัญญามาใช้สอยให้มากขึ้นจงได้ ท่านทั้งสองจงเร่งไปทำตามใจเถิด

ฮวมเล้บุนจงกับขุนนางทั้งปวงคำนับลาอวดอ๋องแล้วต่างคนต่างก็ไปที่อยู่ ฮวมเล้ก็ไปซ้อมหัดทหาร บุนจงก็ตั้งเกลี้ยกล่อมเอาขึ้นฉางอยู่เนืองๆ ทุกวันมิได้ขาดทั้งสองคน แต่นั้นมาอวดอ๋องมีใจโอบอ้อมอารีแก่อาณาประชาราษฎร์ ทั้งนับถือผู้มีสติปัญญาและฝีมือขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ชาวเมืองทั้งปวงชวนกันสรรเสริญอวดอ๋อง กิตติศัพท์ลือไปถึงหัวเมืองขึ้นของอวดอ๋องยิ่งมีความกลัวเกรงเป็นอันมาก เพลาวันหนึ่งอวดอ๋องให้หาฮวมเล้เข้ามาข้างใน แล้วบอกว่าตั้งแต่เราชิมอุจจาระหงออ๋องครั้งนั้นมาปากเราก็เหม็นไม่หายเลย ท่านจะคิดอ่านอย่างไรบ้าง ฮวมเล้ได้ฟังดังนั้นก็คำนับลาออกมาที่อยู่ แล้วบอกอย่างใบและต้นผักนั้นให้คนใช้ไปเก็บที่เขาข้างทิศเหนือนอกเมืองมาได้แล้ว ก็ใส่จับเจี๋ยวต้มขึ้น ครั้นเพลาเช้าก็เอาไปให้อวดอ๋องอมทุกวันมิได้ขาด อวดอ๋องครั้นปากหายเหม็นแล้ว จึงตั้งชื่อผักนั้นว่าซิมซัว แต่นั้นมาชาวเมืองทั้งปวงจึงเรียกเขาที่ไปเก็บผักมานั้นก็พลอยเรียกชื่อว่าเขาซิมซัวมาจนทุกวันนี้

ฝ่ายอวดอ๋องคิดถึงความหลังยิ่งมีความแค้นหงออ๋องเป็นอันมาก คิดจะยกไปตีเมืองหงอแก้แค้นให้ได้โดยเร็ว แต่ขัดอยู่ด้วยเสบียงและทหารยังหาบริบูรณ์ไม่ จึงมิได้มีความสบาย แต่ตรึกตรองอยู่มิได้ขาด แล้วคิดว่าจะนั่งกินนอนกินอยู่นั้นหาควรไม่ แม้มีความสบายอยู่แล้วก็จะหลับเสีย ซึ่งเราตรึกตรองไว้ว่าจะแก้แค้นหงออ๋องนั้นก็เห็นจะป่วยการเปล่า คิดแล้วสั่งจออิวให้ตัดไม้ท่อนกลมยาวศอกเศษมาให้ประมาณห้าสิบท่อน อวดอ๋องก็ให้เรียงซ้อนเป็นชั้นๆ ไว้รองนอนแล้วให้เอาสุกรดีสดมาดีหนึ่งแขวนไว้ตรงที่นอนพอเอื้อมถึง เสร็จแล้วอวดอ๋องก็นอนลงบนเตียงไม้ท่อนที่เรียงไว้ แล้วตรึกตรองที่จะแก้แค้นเมืองหงออยู่ทุกเพลา แม้อวดอ๋องหาวนอนเมื่อใดก็เด็ดสุกรมากินทีละหน่อยแต่พอขมด้วยจะมิให้นอนหลับจึงทำดังนี้ ครั้นอวดอ๋องตรองไปยังหาตลอดไม่ วิตกนั้นก็มากขึ้นทุกที อวดอ๋องก็ไม่เป็นอันกินอันนอนจนหน้าสลดซูบผอมไปกว่าแต่ก่อน อยู่มาอวดอ๋องคิดจะให้ชาวเมืองและหัวเมืองทั้งปวงรักใคร่อยากได้คนใช้ให้มากขึ้น จึงสั่งให้จดหมายป่าวร้องให้ทั่วทุกคนว่า ผู้หญิงอายุยี่สิบปีจึงให้มีผัว ถ้าผู้ชายอายุยี่สิบห้าจึงให้มีเมีย แม้จะคลอดบุตรหรือมีครรภ์ก็ให้มาบอกแก่บิดา ถ้ามีถึงสองสามคนแล้วก็นำมาให้เราเอาไว้ให้อยู่แก่พ่อแม่แต่คนเดียว แม้นผู้ใดไม่ทำตามคำป่าวร้อง เราก็จะเอาบิดามารดาทำโทษให้จงหนัก

ฝ่ายหญิงชายชาวเมืองรู้ไป ที่ใครมีครรภ์และคลอดบุตร มีบุตรชายมากแต่สองคนขึ้นไป ก็ชวนกันนำเอาบุตรและข้อความซึ่งภรรยามีครรภ์คลอดบุตรนั้นเข้าไปแจ้งแก่ขุนนาง ขุนนางก็พาเด็กไปให้แก่อวดอ๋องบอกความให้รู้ทุกครั้ง อวดอ๋องจึงให้แพทย์ไปรักษาครรภ์อยู่จนคลอดบุตร ถ้าบุตรนั้นเป็นผู้หญิงก็ให้สุกรตัวหนึ่งกับเหล้าขวดหนึ่ง แม้นบุตรเป็นผู้ชายก็ให้สุนัขตัวหนึ่งกับเหล้าขวดหนึ่ง เป็นของทำขวัญเหมือนกันทุกคนด้วย อวดอ๋องมีใจโอบอ้อมทั่วไปแก่อาณาประชาราษฎร์ชาวเมือง จึงได้ชายเด็กหนุ่มหญิงรุ่นสาวไว้เป็นอันมาก อวดอ๋องจึงสั่งจออิวให้หาของคาวหวานมาใส่เกวียนแล้วก็ไปเที่ยวดูตำบลบ้านของชาวเมืองซึ่งได้ใหม่ ทั้งนอกเมืองและในเมืองทุกวันมิได้ขาด ถ้าพบเด็กชาวบ้านก็เอาของในเกวียนออกแจกจ่าย ถ้าอวดอ๋องเห็นเด็กนั้นเป็นชาย ก็เอามือลูบหน้าหลังหยอกเอินเล่นแล้วก็ออกไปนอกเมืองเที่ยวชมไร่นา แม้นเห็นชาวนาเขาไถนาก็ลงจากเกวียนเข้าไปช่วยไถและก็ยังพูดกล่าวชมเชยต่างๆ แล้วห้ามมิให้เก็บอากรเจ็ดปี แต่อวดอ๋องไม่กินหมูกินไก่ และจะแต่งตัวนั้นก็แต่ของเก่าๆ ด้วยเห็นว่าของใหม่นั้นเป็นของมีราคา อันอวดอ๋องทำดังนี้ก็เพราะจะรวบรวมเสบียงและทแกล้วทหารให้มากขึ้นด้วยจะคิดไปแก้แค้นเมืองหงอ ทุกเดือนๆ ละครั้งอวดอ๋องจะต้องไปเมืองหงอด้วยจะให้หงออ๋องไว้ใจ แล้วสั่งให้ราษฎรหญิงชายช่วยกันไปเก็บใบสับปะรดมาสะสางเอาแต่เส้นมาทอเป็นผ้าขาวขึ้นไว้เป็นอันมาก คิดอยู่ว่าจะให้หงออ๋อง

ฝ่ายหงออ๋องตั้งแต่ปล่อยอวดอ๋องไปได้ของเครื่องบรรณาการเนืองๆ ทุกเดือน ก็มีความยินดีจึงมีใจรักอวดอ๋องมากขึ้นกว่าแต่ก่อน จึงให้บ้านส่วยไปขึ้นแก่เมืองอวด ข้างทิศตะวันออกชื่อกู๋ถองหนึ่ง ทิศตะวันตกชื่อจุ๋นลี้หนึ่ง ข้างทิศเหนือชื่อเพงหงวนหนึ่ง ข้างทิศใต้ชื่อโก๋มิดหนึ่ง สี่ตำบลนี้ให้เป็นของตอบแทนอวดอ๋อง อวดอ๋องจึงให้ผ้าขาวที่ทำด้วยไหมสับปะรดแก่หงออ๋องสิบหมื่นพับกับน้ำผึ้งร้อยไห หนังเสือปลาสิบผืน ไม้ไผ่สิบแพๆ ละสิบลูกตอบไปอีก หงออ๋องก็ยิ่งมีความยินดีก็เอาผ้าแดงอูยหมอทำด้วยขนอูฐให้ไปเป็นอันมาก กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงหงอจูสู่ หงอจูสู่ก็ยิ่งแกล้งบอกป่วยเสียไม่เข้ามาที่ว่าราชการ

ฝ่ายหงออ๋องตั้งแต่ตอบแทนของกันแล้วก็เห็นว่าอวดอ๋องเป็นคนสัตย์ซื่อ สมคำเป๊กพีว่ามาแต่ก่อนก็สิ้นความสงสัย ยิ่งนับถือเป๊กพีขึ้นเป็นอันมาก ครั้นนานมาหงออ๋องเห็นว่าบ้านเมืองนั้นราบคาบแล้วหามีเสี้ยนศัตรูไม่ จึงหาตัวเป๊กพีเข้าปรึกษาว่า บัดนี้บ้านเมืองเป็นสุขหามีอันตรายไม่ เราคิดจะสร้างเหลาไตขุดสระทำสวนดอกไม้ไว้ชมเล่น ท่านยังเห็นว่าที่ชัยภูมิที่ไหนดีบ้าง เป๊กพีจึงว่าอันท่านคิดนั้นข้าพเจ้าก็เห็นด้วย แต่ในเมืองหงอทั้งเมืองนี้จะหาที่ดีสักแห่งหนึ่งนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าเห็นอยู่แต่ที่โกโซซัวอันปู่ท่านสร้างไว้แต่ก่อนนั้นชอบกลอยู่ แต่หาสู้สนุกไม่ ถ้าจะสร้างขึ้นใหม่สนุกนั้นก็ต้องรื้อของเก่าเสียสร้างขึ้นใหม่ให้กว้างจุคนได้หกพัน แล้วปลูกเหลาไตขึ้นให้สูงแลไปได้ไกลร้อยลี้ ไทยว่าพันร้อยยี่สิบห้าเส้น จงหาหญิงมาหัดมโหรีไว้ให้มากจะได้ขึ้นไปขับกล่อมเมื่อกินโต๊ะนั้นให้สบาย หงออ๋องได้ฟังเป๊กพีว่ายินดีนักจึงว่า ท่านพูดนี้ชอบใจแล้วท่านจงไปคิดอ่านจัดแจงทำเถิด แต่เราวิตกอยู่กลัวจะหาไม้ใหญ่ไม่ได้ ปรึกษากันแล้วแต่นั้นมาหงออ๋องสั่งให้หาไม้ใหญ่ไม่ได้ก็มีหนังสือไปแก่หัวเมืองของตัวว่าให้หาไม้ใหญ่มาให้ กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงบุนจง บุนจงก็เข้าไปคำนับอวดอ๋องแล้วว่า ข้าพเจ้าจะเตือนสติท่านสักอย่างหนึ่ง อันธรรมดาปลาอยู่ในนํ้า นกบนอากาศ แม้นผู้ใดจะใคร่ได้ก็ต้องหาเหยื่อใส่เบ็ดและแร้วให้ชอบใจสัตว์นั้นจึงจะได้ตัวมาฆ่ากิน เมื่อมานิ่งเสียฉะนี้ไม่คิดแก้แค้นหงออ๋องแล้วหรือ อวดอ๋องได้ฟังจึงว่าท่านว่านี้ดีอยู่แล้ว ก็จะให้เราทำอย่างไรให้หงออ๋องรักแล้วจึงจะฆ่าเสียได้เล่า บุนจงก็ตอบว่า ซึ่งจะให้หงออ๋องรักแล้วจะกำจัดเสียนั้นท่านจะต้องทำเจ็ดประการ ประการหนึ่งนั้นถ้าหงออ๋องจะชอบสิ่งไรจงปฏิบัติตามอย่าคิดเสียดายของ ประการหนึ่งจงเอาเสบียงไปให้ ประการหนึ่งถ้าหญิงรูปงามที่ชำนาญขับร้องมีจงส่งไป ประการหนึ่งจัดหาช่างฝีมือและไม้ใหญ่อย่างดี เพื่อให้นำไปก่อสร้างเหลาไตจนทรัพย์สินหมดสิ้นและอาณาประชาราษฎรได้รับความเดือดร้อน ประการหนึ่งให้รู้จักคนโลภมักประจบประแจงสอพลอส่อเสียดไม่อยากให้คนอื่นดีกว่าตัว ทั้งเป็นคนรักของหงออ๋องนั้น ประการหนึ่งจงคิดฆ่าขุนนางที่สัตย์ซื่อทั้งมีสติปัญญาและฝีมือกล้าแข็งของหงออ๋องเสียให้จงได้ ประการหนึ่งแล้วให้ตระเตรียมเสบียงและทหาร จงพร้อมไว้เป็นเจ็ดประการด้วยกัน ถ้าท่านทำได้ดังนี้คงจะได้เมืองหงอโดยเร็ว

อวดอ๋องจึงว่า ท่านจะให้ทำสิ่งไหนก่อนจึงจะดี บุนจงจึงว่า ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าหงออ๋องจะสร้างเหลาไตที่ตำบลเขาโกโซซัวขึ้นใหม่ ต้องการไม้ใหญ่จึงป่าวร้องหัวเมืองซึ่งขึ้นเมืองหงอนั้นให้หาไปให้ ถ้าเราหาไม้ไปให้ หงออ๋องก็จะรักท่าน อวดอ๋องก็เห็นด้วยให้จัดหาผู้ที่เคยไปตัดไม้ขายมาได้สามพันคน จึงสั่งให้ไปหาไม้ใหญ่ในป่าสูงมาให้เราจงได้ พวกสามพันคนก็คำนับลาไป แต่เที่ยวหาไม้อยู่ในป่านั้นถึงปีหนึ่งแล้วไม่พบต้นไม้ใหญ่เลย คนทั้งปวงก็คิดถึงบ้านไม่มีความสบาย ครั้นจะกลับไปก็กลัวอวดอ๋องจะว่าเชือนแชก็จะฆ่าเสีย คิดดังนั้นจึงมิได้กลับ อยู่มาวันหนึ่งเพลากลางคืนพวกตัดไม้คนหนึ่งมีปัญญาจึงทำเพลงว่า เจียวไซบ๊กมอไซบ๊ก เจียวเจี่ยวม่อหมอยีบซัวหยก หยงงำเจาะหัดถูอวงฮกเทียน ปุดแชอีตีบูหยกปักแคะ กูอีลิวซือเลากู แปลออกได้ความว่า เช้าหาไม้เย็นหาไม้ เช้าๆ เย็นๆ ไปเข้าป่าถึงถ้าหายากเรามาเปล่า เทวดาไม่โปรดต้นไม้ไม่ขึ้นในแผ่นดินหาไม่ได้ พวกเราทำอะไรมีกรรมต้องลำบาก พอสิ้นเพลงลงพวกตัดไม้ทั้งปวงที่ฟังอยู่นั้นต่างคนต่างก็คิดถึงความลำบากของตัวด้วยเสบียงก็หมดต้องอดอยากอยู่ไปยิ่งไม่มีความสบาย

วันหนึ่งรุ่งขึ้นพวกตัดต้นไม้ก็พากันเที่ยวหาไม้ พอพบต้นไม้ต้นหนึ่งชื่อจิวปักข้างทิศตะวันออก ใหญ่กว่าต้นไม้ทั้งปวงอยู่ที่เขากลางทางเห็นประหลาด จึงพูดกันว่าทุกวันเรามาเที่ยวหาก็ไม่พบบัดนี้บังเกิดขึ้นน่าอัศจรรย์นัก พวกตัดต้นไม้ผู้หนึ่งเป็นคนผู้ใหญ่จึงสั่งพวกที่มาด้วยนั้นให้ยึดมือกันเข้าโอบดูยี่สิบคนจึงรอบ แล้วบอกกันว่าต้นไม้ต้นนี้เกิดเพราะมีบุญจะต้องการ เห็นจะมีอีกที่ในป่า เราจงเที่ยวหาไปเถิดคงจะปะ ว่าแล้วก็พากันเที่ยวค้นดูพอพบต้นไม้ต้นหนึ่งชื่อนำปัก สูงใหญ่เท่ากันกับต้นก่อนอยู่ข้างทิศตะวันตก คนผู้ใหญ่จึงบอกกันว่า อันเราจะตัดนั้นยังไม่ได้จำจะเอาเนื้อความไปแจ้งแก่อวดอ๋องก่อนจึงจะชอบ พูดกันแล้วก็สั่งให้พวกที่มาด้วยนั้น ให้แบ่งกันเฝ้าต้นไม้อยู่บ้างๆ รีบเอาเนื้อความไปแจ้งแก่อวดอ๋อง อวดอ๋องแจ้งดังนั้นก็มีใจยินดี ส่วนขุนนางทั้งปวงจึงพูดว่า ต้นไม้นี้เกิดขึ้นเทพยดาช่วยสงเคราะห์ท่าน ท่านเห็นจะได้แก้แค้นเป็นมั่นคง อวดอ๋องได้ยินดังนั้นจึงสั่งให้จัดเกวียนบรรทุกเครื่องสังเวยเสร็จแล้วก็ชวนขุนนางทั้งปวงรีบออกไป ครั้นถึงที่ต้นไม้อวดอ๋องจึงให้ตั้งเครื่องสังเวยเทพยดาเสร็จแล้วจึงสั่งให้ตัดไม้ ทหารทั้งปวงก็ช่วยกันระดมตัดไม้ล้มรีดกิ่งแล้วลากลงน้ำล่องไป

อวดอ๋องกับขุนนางก็พากันกลับมาเมือง จึงสั่งให้ถ่างถากไสไม้จนกลมเกลี้ยงดีแล้ว ได้ใหญ่ยี่สิบอ้อม ยาวประมาณสี่สิบห้าวา จึงให้ช่างนั้นเขียนเป็นรูปมังกรแต้มสีแดงปิดทองเสร็จแล้วก็สั่งให้บุนจงนำเอาไปให้หงออ๋อง บุนจงครั้นมาถึงเมืองหงอก็เข้าไปคำนับหงออ๋อง จึงบอกว่าอวดอ๋องให้ข้าพเจ้าเอาไม้ใหญ่โตยี่สิบอ้อม ยาวสี่สิบห้าวาซึ่งขึ้นอยู่แดนเมืองอวดมีมานานแล้ว แต่อวดอ๋องเห็นว่าตัวบุญน้อยหาสมควรที่จะตัดเอามาใช้ไม่ ครั้นรู้ว่าท่านจะต้องการจึงให้ข้าพเจ้านำมาเป็นของคำนับ

หงออ๋องได้ฟังจึงชวนขุนนางทั้งปวงไปดูบนเก๋งสูงเห็นไม้อวดอ๋องให้มาใหญ่ยาว เขียนเป็นมังกรงามนักก็มีความยินดี หงอจูสู่เห็นดังนั้นจึงว่า ท่านอย่าเพิ่งดีใจก่อน ข้าพเจ้าจะว่าให้ฟัง แต่ก่อนพระเจ้าเค่งอ๋องสร้างเลงไต พระเจ้าติวอ๋องสร้างเต๊กไต ครั้งนั้นให้ป่าวร้องหัวเมืองทั้งปวงมาตายเสียเป็นอันมาก พอแล้วเสร็จเมืองก็เสียแก่ข้าศึก อันอวดอ๋องเอาไม้ใหญ่มาให้แก่ท่านนั้น ด้วยเห็นจะให้บ้านเมืองของท่านไม่มีความสบาย ขอท่านอย่ารับไว้เลย

หงออ๋องได้ฟังหงอจูสู่จึงตอบว่า ท่านว่าเรายังหาเห็นด้วยไม่ อวดอ๋องนี้เป็นคนสัตย์ซื่อรู้จักคุณเรา รู้ว่าเราจะต้องการไม้ใหญ่สู้เสาะแสวงหามาให้เราดังนี้ท่านยังว่าหาดีไม่ เราไม่ฟังคำท่าน ว่าแล้วสั่งให้เป๊กพีกะเกณฑ์หัวเมืองทั้งปวงไปช่วยทำโกโซไตที่ตำบลเขาโกโซซัว เป๊กพีคำนับลาไปกะเกณฑ์กันได้คนมาตามสั่งแล้วก็รีบไปเขาโกโซซัว จึงให้รื้อโกโซไตที่ตำบลอับหลีทำแต่ก่อนนั้นเสีย แล้วปักกรุยแบ่งหน้าที่ให้ทหารระดมทำโกโซไตมิได้หยุดหย่อนได้สามปี จึงไปเอาไม้ที่อวดอ๋องให้นั้นทำเป็นอกไก่ขึ้นแล้วอีกสองปีจึงสำเร็จ อันโกโซไตนั้นสูงได้สามร้อยตึ้ง ไทยว่ายี่สิบแปดเส้นสิบเอ็ดวา กว้างได้แปดสิบสี่ตึ้ง ไทยว่าหกสิบสองวา ถ้าแม้นขึ้นไปบนโกโซไตนั้น แลเห็นไปได้สองร้อยลี้ไทยว่าสองพันห้าสิบเส้น มีกระไดเวียนเจ็ดรอบ แล้วขุดสระทำสวนดอกไม้ไว้เป็นอันมาก แต่ป่าวร้องหัวเมืองมาทำโกโซไตนี้ทั้งกลางวันกลางคืนจนคนตายเสียเป็นอันมาก ครั้นทำเสร็จแล้วก็กลับเข้าไปแจ้งหงออ๋องทุกประการ

ฝ่ายอวดอ๋องได้ยินกิตติศัพท์ไปว่าเมืองหงอทำโกโซไตแล้ว จึงเรียกบุนจงมาปรึกษาว่า ท่านสั่งสอนแต่ก่อนนั้นก็สำเร็จประการหนึ่ง ครั้งนี้ก็จะต้องหาผู้หญิงที่รูปงามซึ่งชำนาญขับร้องดีดสีเอาไปให้หงออ๋อง ท่านจงช่วยเราหาบ้าง บุนจงจึงว่า อันหงออ๋องทำโกโซไตครั้งนี้ได้ ก็เพราะเทวดาเอาไม้มาให้ท่านก็เป็นบุญของท่านแล้ว จะวิตกอะไรกับผู้หญิงรูปงามที่จะหาไม่ได้นั้น ข้าพเจ้าจะรับเป็นธุระ ถึงท่านจะไปขอและไปจับมาเดี๋ยวนี้เล่าไพร่พลเมืองก็จะแตกตื่น ด้วยไม่รู้ว่าจะเป็นประการใด ข้าพเจ้าคิดได้อย่างหนึ่ง จะให้ผู้หญิงมาในเมืองให้ท่านเลือกเอาตามชอบใจจงได้ อวดอ๋องจึงว่าท่านคิดไว้ได้อย่างไรก็จงทำตามใจเถิด บุนจงก็คำนับลาออกมาจัดแจงคนซึ่งเป็นหมอดูได้ร้อยคนให้ไปเที่ยวดูลูกสาวหัวเมืองขึ้นและในเมืองของตัวทุกบ้านช่อง แม้นรู้ว่ามีคนงามที่บ้านไหนก็จดหมายแซ่และชื่อมาบอก แต่ให้คนไปเที่ยวเสาะหาอยู่นั้นประมาณครึ่งปีเศษ คนร้อยคนก็เอาจดหมายมาแจ้งว่าได้พบหญิงรูปงามประมาณสองพันเศษ บุนจงก็เอาเนื้อความไปบอกแก่อวดอ๋องทุกประการ อวดอ๋องแจ้งดังนั้นจึงสั่งให้คนร้อยคนกลับไปเลือกว่าใครจะงามกว่ากัน คนร้อยคนนั้นก็กลับเอาความมาบอกว่ามีหญิงงามแต่สองคน ชื่อนางไซซีคนหนึ่ง ชื่อนางแต้ตั้นคนหนึ่งอยู่ที่เขากิวฬ่อซัวตั้งเรือนอยู่คนละทิศ นางไซซีอยู่ตะวันตก นางแต้ตั้นอยู่ตะวันออก แต่ว่าเป็นบุตรคนตัดฟืน

อวดอ๋องได้ฟัง จึงสั่งให้ฮวมเล้จัดแจงเกวียนและสิ่งของเครื่องแต่งตัวพร้อมแล้ว ก็ให้ไปรับนางไซซีนางแต้ตั้นมาถึงเมืองแล้ว ฮวมเล้ก็ให้พักอยู่บ้านของตัวก่อน กิตติศัพท์ลือไปแก่ราษฎรทั้งปวงว่าอวดอ๋องได้หญิงรูปงามมาไว้ อยากจะใคร่ได้เห็น ต่างคนก็พากันไปดูเบียดเสียดอยู่ที่บ้านฮวมเล้ ฮวมเล้เห็นดังนั้นจึงให้คนใช้ยกเอาหีบและถังออกไปตั้งไว้ที่ประตูบ้านถ้าใครจะดูก็เรียกเอาอีแปะคนละอีแปะ แล้วจึงให้นางนั้นไปอยู่บนเล่าเต้งตรงหน้าต่าง คนทั้งปวงซึ่งได้เห็นต่างพากันชมว่างามเหมือนนางฟ้า จะหาผู้หญิงในแผ่นดินมาเปรียบนั้นไม่มี แล้วหญิงชายก็ชวนกันมาดูอยู่ทุกวันมิได้ขาด ฮวมเล้ก็ได้อีแปะของราษฎรไว้เป็นอันมาก พอครบสามวันฮวมเล้ก็พานางนั้นไปให้อวดอ๋อง อวดอ๋องครั้นได้นางรูปงามมาสมคิดแล้ว จึงจัดแจงให้ไปอยู่ที่เมืองทัวเสียใกล้กับเมืองกวยกี๋ จึงจัดแจงหญิงคนแก่ซึ่งรู้จักเพลงขับร้องและดีดสีไปหัดนางไซซีและนางแต้ตั้นให้ชำนิชำนาญแล้วจึงจะให้หงออ๋อง ขณะนั้นศักราชพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติได้สามสิบเอ็ดปี

อวดอ๋องตั้งแต่มาจากเมืองหงอ ได้เป็นเจ้าเมืองเจ็ดปี เจ๋เก๋งก๋งเจ้าเมืองเจ๋ตาย มีบุตรชื่อก๋งจูถูได้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดา ตั้งแต่วันเอ๋งตายครั้งนั้นในเมืองเจ๋หามีผู้มีสติปัญญาไม่ อาณาประชาราษฎร์ก็ไม่สบาย

ฝ่ายฌ้อเจียวอ๋องเจ้าเมืองฌ้อก็ตาย มีบุตรคนหนึ่งชื่อก๋งจูเจียงได้เป็นเจ้าเมืองแทนบิดาขึ้นใหม่ตัดสินถ้อยความหาเด็ดขาดไม่ ราษฎรชาวเมืองก็ไม่เป็นสุข อันเมืองจิ้นนั้นขนบธรรมเนียมก็แปรปรวน คนในเมืองแตกฉานซ่านเซ็นไปเป็นอันมาก ส่วนเจ้าเมืองฬ่อตั้งแต่อาจารย์ของจูไปจากเมืองก็สิ้นกำลังลง ด้วยหาขุนนางที่มีสติปัญญาไม่ได้ก็มีความวิตกอยู่

ฝ่ายหงออ๋องตั้งแต่สร้างโกโซไตแล้วมีความสบายใจยิ่งนัก ทั้งทแกล้วทหารและขุนนางก็พร้อมเพรียงมั่นคงไปด้วยเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ราษฎรชาวเมืองก็มีความสุขอยู่ ครั้นรู้ว่าเมืองใหญ่สี่หัวเมืองนั้นโลเลหาสิทธิ์ขาดไม่ หงออ๋องยิ่งมีความโลภคิดกำเริบอยากให้หัวเมืองทั้งปวงมาขึ้นแก่ตัว ก็จัดทหารให้ไปตีทุกตำบลอยู่เนืองๆ หัวเมืองทั้งปวงก็กลัวอำนาจ ให้ขุนนางเอาเครื่องบรรณาการมาขอคำนับอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้นก็มาก หงออ๋องจึงมีความประมาทถือตัวไม่มีใครสู้รบก็สบายอยู่

ฝ่ายเจ๋เก๋งก๋งเจ้าเมืองเจ๋ แต่ก่อนเมื่อยังเป็นอยู่นั้นมีบุตรเจ็ดคน แต่บุตรคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกนางเอี๋ยนกี๋เมียหลวงนั้นถึงแก่ความตายเสียแล้ว ยังเหลือแต่ลูกเมียน้อยอยู่หกคน พี่ผู้ใหญ่ชื่อก๋งจูเอียงเซง คนสุดท้องที่ได้ครองเมืองนั้นเป็นลูกนางยกสือเมียน้อยชื่อก๋งจูถู มารดาก๋งจูถูนี้เป็นที่รักของเจ๋เก๋งก๋งจึงเรียกว่าอันลือจิว แต่เจ๋เก๋งก๋งเป็นเจ้าเมืองมาอายุได้ห้าสิบเจ็ดปียังมิได้มอบเมืองให้แก่ผู้ใด ด้วยปรารถนาจะให้กับก๋งจูถูผู้น้องสุดท้อง ครั้นเจ๋เก๋งก๋งป่วยมากเห็นตัวจะไม่รอดจึงเรียกก๊กแฮเกาเจียง ซึ่งเป็นที่ไว้ใจเข้ามาแล้วก็สั่งว่า ถ้าเราตายท่านจงมอบเมืองให้แก่ก๋งจูถูเถิด

ขณะนั้นฝ่ายไตหูตันคึดรู้ว่าเจ๋เก๋งก๋งจะยกเมืองให้ก๋งจูถูก็เอาความไปบอกแก่ก๋งจูเอียงเซงซึ่งเป็นพี่ผู้ใหญ่ทุกประการแล้วว่า ถ้าขืนอยู่ในเมืองเห็นอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง ท่านจงคิดอ่านหนีไปเถิด ก๋งจูเอียงเซงแจ้งดังนั้นก็ตกใจ จึงพาจือยิมบุตรของตัวและทหารคนหนึ่งชื่อชำจี๋กับคนใช้ ก็อพยพยกครอบครัวหนีไปอยู่เมืองฬ่อ เจ๋เก๋งก๋งรู้ก็โกรธ จึงใช้ให้ก๊กแฮกับเกาเจียงให้ไล่ลูกสี่คนไปอยู่เสียยังเมืองลายอีบซึ่งเป็นเมืองขึ้นของตัวแล้วเสร็จเจ๋เก๋งก๋งก็ถึงแก่ความตาย เมื่อเจ๋เก๋งก๋งตายนั้นอายุเจ็ดสิบปีเศษ ก๋งจูถูได้กินเมืองเพราะยังเยาว์อยู่จึงมิได้ตั้งชื่อ

ฝ่ายก๋งจูถูเมื่อเป็นเจ้าเมืองอยู่นั้นอายุประมาณได้เจ็ดปีเศษ ก๊กแฮเกาเจียงสองคนก็ตั้งตัวขึ้นเป็นที่จออิวเสียง เป็นขุนนางผู้ใหญ่ซ้ายขวาว่าราชการแทนเจ้าเมือง แต่นึกชังไตหูตันคึดอยู่ ฝ่ายตันคึดตั้งแต่เจ๋เก๋งก๋งตายก็มิได้มาที่ว่าราชการช้านานแล้ว วันหนึ่งจึงประชุมขุนนางซึ่งเป็นพวกพ้องของตัวมาพร้อมกันที่บ้าน จึงว่าขึ้นว่า ท่านทั้งปวงยังจะรู้ตัวแล้วหรือ บัดนี้ก๊กแฮเกาเจียงตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่คิดจะกำจัดท่านเสีย จะเอาพวกก๋งจูถูมาตั้งเป็นขุนนางใหม่ ท่านจะคิดประการใด เปามกกับขุนนางทั้งปวงได้ฟังเชื่อคำตันคึดก็ตกใจ จึงว่าซึ่งท่านว่านี้ข้าพเจ้าก็เห็นด้วย แต่จะคิดอ่านประการใดจึงจะพ้นภัย ตันคึดตอบว่า ท่านอย่าตกใจเลย จงมาไปด้วยเราเถิด ว่าแล้วตันคึดก็ชวนเปามกพาขุนนางทั้งปวงไปล้อมบ้านเกาเจียงก๊กแฮไว้ แล้วจับเกาเจียงได้ก็ให้ฆ่าเสีย แต่ก๊กแฮนั้นหนีไปอาศัยอยู่เมืองกี๋ ตันคึดกับเปามกเข้าค้นหาตัวก๊กแฮก็มิได้พบ จึงพาขุนนางทั้งปวงมายังที่ว่าราชการพร้อมกันแล้ว ตัวตันคึดก็ว่าที่ไจเสียง จึงให้เปามกเป็นอิวเสียง แล้วก็ตั้งหลานก๊กแฮชื่อก๊กจือ บุตรเกาเจียงชื่อเกาบ๊อเผงให้มาทำราชการแทนบิดา ก๋งจูถูที่เป็นเจ้าเมืองนั้นยังเล็กอยู่มิได้ว่าประการใด การงานสิ่งไรก็สิทธิ์ขาดอยู่กับตันคึดเปามกได้ว่าหมด ตันคึดจะใคร่ไปเชิญก๋งจูเอียงเซงผู้เป็นพี่ใหญ่มาตั้งให้เป็นเจ้าเมือง ครั้นตันคึดกับเปามกจัดแจงกันเสร็จแล้วก็ไปบ้าน ส่วนตันคึดครั้นมาถึงบ้านจึงสั่งคนสนิทของตัวให้เอาความไปบอกแก่ก๋งจูเอียงเซงที่เมืองฬ่อทุกประการ กับให้เชิญมาเป็นเจ้าเมืองด้วย

ฝ่ายก๋งจูเอียงเซงอยู่เมืองฬ่อแจ้งดังนั้นก็ดีใจ จึงอพยพครอบครัวกับจือยิมชำจี๋ก็พากันรีบไปเมืองเจ๋โดยเร็ว ครั้นมาถึงเมืองเจ๋จึงให้จือยิมกับชำจี๋รักษาครอบครัวอยู่นอกเมือง แต่ตัวนั้นรีบเข้าไปคำนับตันคึดซึ่งเป็นไจเสียงขึ้นใหม่ ตันคึดครั้นเห็นก๋งจูเอียงเซงเข้ามาคำนับจึงให้คนสนิทพาเข้าไปซ่อนไว้ข้างในมิให้ใครรู้ ตันคึดก็จัดแจงโต๊ะพร้อมแล้ว จึงให้คนใช้ไปเชิญขุนนางมาว่าเราจะเซ่นปู่ย่าเราในวันนี้ คนใช้ก็ลาไปบอกขุนนางทั้งปวงตามคำตันคึดสั่งทุกประการ ขุนนางทั้งปวงรู้ดังนั้นก็มาพร้อมกันยังบ้านตันคึด ตันคึดก็เชิญให้นั่งที่กินโต๊ะตามสมควรแล้วจึงว่าขึ้นว่า เรามีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งชื่อเจงกะเป็นเสื้อรูปงามนัก ถ้าจะเอาเสื้อในเมืองนี้มาเปรียบนั้นไม่ได้ท่านทั้งปวงจะดูหรือ ขุนนางทั้งปวงมิได้รู้ประการใดจึงว่าข้าพเจ้าจะขอชมของท่านสักหน่อย ตันคึดจึงเรียกคนใช้ให้ยกหีบใหญ่ซึ่งใส่ก๋งจูเอียงเซงนั้นมาตั้งลงไว้ท่ามกลางขุนนางทั้งปวง แล้วตันคึดก็ลงมาเปิดหีบขึ้นแล้วกลับไปนั่งเสียที่เก่า ก๋งจูเอียงเซงก็ลุกยืนขึ้น ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็ตกใจครั้นแลไปก็รู้ว่าก๋งจูเอียงเซงจึงพากันนิ่งอยู่

ฝ่ายก๋งจูเอียงเซงก็ออกมาจากหีบ แล้วไปยืนอยู่มุมโต๊ะเฉียงเหนือตามธรรมเนียมที่จะเป็นเจ้าเมืองขึ้นใหม่แล้วจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า ตระกูลเราแต่ครั้งปู่และย่าสืบแซ่ต่อๆ กันมา ถ้าแม้นหาบุญไม่แล้วอย่างธรรมเนียมมาแต่ก่อน อันก๋งจูถูนี้เป็นเด็กหาควรที่จะว่าราชการไม่ ตัวเรานี้เปามกไปเรียกมาจะให้ว่าราชการแทน ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใดบ้าง เปามกได้ยินดังนั้นก็โกรธจึงว่า เราหาได้เรียกท่านมาไม่ เหตุใดท่านจึงว่าเราไปเรียกเล่า อันท่านว่านี้มิได้มีความจริง เห็นว่าเราเสพสุราเมาหรือจะมาซัดเอานั้นเราหายอมไม่

ก๋งจูเอียงเซงจึงเข้าไปคำนับเปามกแล้วว่า ท่านอย่าเพิ่งโกรธ อันธรรมเนียมแต่ก่อนจะเปลี่ยนเจ้าเมืองนั้น ก็ย่อมเอาพี่ผู้ใหญ่ขึ้นเป็นทุกหัวเมือง อันก๋งจูถูนี้เป็นแต่ผู้น้อยหาสมควรไม่ ข้าพเจ้าว่าทั้งนี้ขอท่านจงตรึกตรองดูเถิด ตันคึดได้ฟังดั้งนั้นเห็นยังไม่ตกลงกัน จึงเข้าจับมือเปามกมาคำนับก๋งจูเอียงเซงแล้วว่า ท่านอย่าว่ามากไปเลย เราทั้งปวงจงชวนกันปลงใจเถิด ว่าแล้วก็ชวนขุนนางทั้งปวงต่างคนต่างก็แทงโลหิตของตัวออกเป็นสุรากระทำสัตย์ต่อกัน แล้วก็เชิญก๋งจูเอียงเซงขึ้นเกวียนพร้อมไปด้วยขุนนางทั้งปวงเข้าไปในที่ว่าราชการ ตันคึดก็สั่งให้กำจัดก๋งจูถูออกจากเมืองแล้วให้ทหารลอบไปฆ่าก๋งจูถูเสีย จึงตั้งก๋งจูเอียงเซงให้เป็นเจ้าเมืองเจ๋ชื่อเจ๋เจาก๋ง เจ๋เจาก๋งครั้นขุนนางทั้งปวงกลับไปแล้วจึงคิดว่าซึ่งเปามกยอมทั้งนี้หาเต็มใจไม่ นานไปข้างหน้าถ้าเปามกคิดกลับใจไปเห็นอันตรายจะมีแก่เราเป็นมั่นคง จึงให้คนใช้ไปเรียกตัวตันคึดเข้ามา แล้วเล่าความให้ตันคึดฟังทุกประการ

ตันคึดได้ฟังดังนั้นก็คิดว่าถ้าเปามกอยู่จะทำราชการดีกว่าเรา จึงตอบว่าข้าพเจ้าก็รู้อยู่ว่าเปามกคนนี้ชอบพอกับขุนนางทั้งปวงแล้วหาสัตย์ซื่อไม่ เป็นคนโลเล ถ้าท่านมิคิดกำจัดเปามกเสีย นานไปข้างหน้าเห็นว่าอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง บ้านเมืองเราก็จะไม่มีความสุข เจ๋เจาก๋งก็เชื่อคำตันคึดจึงสั่งให้ทหารไปจับตัวเปามกฆ่าเสีย แล้วเอาบุตรเปามกชื่อเปาเซกมาเป็นขุนนาง ทำราชการอยู่ในเจ๋เจาก๋งด้วย ครั้นเปามกตายแล้วตันคึดก็ได้ว่าราชการทั้งสองที่แต่ผู้เดียว กิตติศัพท์ซึ่งฆ่าเปามกนั้นรู้ไปถึงราษฎรทั้งปวงก็มีความสงสารเปามกว่ามิได้มีผิด

ฝ่ายเจ๋เจาก๋งตั้งแต่ได้ครองเมืองมาค่อยได้ความสบาย มีน้องสาวอยู่คนหนึ่งแต่ชื่อหาปรากฏไม่ เอายกให้เป็นภรรยาจู๋เอกเจ้าเมืองจู๋ จู๋เอกเจ้าเมืองจู๋ตั้งแต่ได้น้องสาวเจ้าเมืองเจ๋มาเป็นภรรยา ก็มีใจกำเริบหายำเกรงขุนนางผู้ใหญ่ไม่ แล้วก็ไม่ชอบกับเมืองฬ่อ คิดจะทำร้ายกันอยู่เนืองๆ กุ้ยซุ่นซือรู้ก็เอาเนื้อความไปแจ้งแก่ฬ่ออายก๋งทุกประการ แล้วว่าถ้าท่านใช้คนยกทัพไปตีเห็นจะได้โดยง่าย

ฬ่ออายก๋งได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงจัดแจงเตรียมทหารพร้อมแล้วก็ยกไปตีเมืองจู๋ เจ้าเมืองจู๋สู้มิได้ก็อพยพหนี ฬ่ออายก๋งจึงยกทหารติดตามไปจับเจ้าเมืองจู๋ได้แล้วก็ยกทัพกลับมาเมืองฬ่อ จึงสั่งให้เอาตัวจู๋เอกไปขังไว้ที่ตำบลกูเฮี้ย กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงเมืองเจ๋ เจ๋เจาก๋งโกรธนัก ด้วยจู๋เอกเป็นน้องเขยของตัว จึงสั่งให้ขอกองทัพเมืองหงอให้ยกมาช่วย

หงออ๋องแจ้งดังนั้นก็ดีใจ จึงคิดว่าแต่ก่อนเราก็คิดจะไปตีเมืองฬ่ออยู่ แต่หากกลัวราษฎรจะนินทาว่าเราเป็นเมืองใหญ่ยกไปตีเมืองน้อย บัดนี้เจ้าเมืองเจ๋ให้มาขอกองทัพไปช่วยตีเมืองฬ่อก็สมคะเนแล้ว จำเราจะยกทัพไปจึงจะชอบ จัดแจงทหารเสร็จแล้วก็ยกไป เจ้าเมืองฬ่อแจ้งดังนั้นตกใจนักเห็นจะสู้มิได้จึงสั่งให้ปล่อยจู๋เอกเสียแล้วก็สั่งให้ขุนนางผู้หนึ่งไปขอโทษเจ้าเมืองเจ๋ รับผิดชอบซึ่งตัวทำมาแต่ก่อน เจ๋เจาก๋งก็สิ้นพยาบาทจึงสั่งไตหูเมงก๋งเชือกเอาความไปบอกแก่หงออ๋องทุกประการ หงออ๋องแจ้งดังนั้นก็โกรธ จึงว่าเราเป็นข้าเจ๋เจาก๋งหรือ ให้เรายกมาแล้วก็จะให้กลับไปเสียเล่า แล้วก็ขับไตหูเมงก๋งเชือกเสีย จึงว่าเราจะยกไปต่อว่าเจ้าเมืองเจ๋ให้ได้

ฝ่ายฬ่ออายก๋งครั้นรู้ข่าวว่าหงออ๋องโกรธเจ้าเมืองเจ๋ จึงเขียนหนังสือให้คนถือไปให้หงออ๋องเป็นใจความว่า ฬ่ออายก๋งขอคำนับมาถึงหงออ๋องด้วย ข้าพเจ้ารู้ว่าท่านจะยกกองทัพไปกำจัดเจ้าเมืองเจ๋เสียนั้นก็มีความยินดีด้วย ถ้าท่านจะยกไปเมื่อใดข้าพเจ้าจะตามท่านไปช่วยทำการให้สำเร็จจงได้ หงออ๋องแจ้งในหนังสือดังนั้นมีความยินดีนัก จึงสั่งผู้ถือหนังสือว่าท่านจงไปบอกแก่ฬ่ออายก๋งเถิดว่าเราจะยกไปวันนี้ ครั้นสั่งคนถือหนังสือไปแล้วหงออ๋องก็ยกทัพไป ครั้นผู้ถือหนังสือกลับมาบอกแจ้งแก่ฬ่ออายก๋งดังนั้น ก็รีบยกทัพออกสมทบทัพหงออ๋องไปด้วย พอถึงแดนเมืองเจ๋ก็ให้ทหารเข้าล้อมเมืองนํ้าพี้ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านเมืองเจ๋ไว้มั่นคง เจ๋เจาก๋งแจ้งดังนั้นก็มีความสะดุ้งกลัวเป็นอันมาก ขณะนั้นตันคึดตายเสียแล้วหารู้ที่จะทำอย่างไรไม่ ราษฎรชาวเมืองก็พากันเป็นทุกข์อยู่ บ้างคิดแค้นเจ๋เจาก๋งว่าหาควรที่จะไปทำเขาก่อนไม่ พวกเราจึงได้ความทุกข์

ฝ่ายตันเหงซึ่งเป็นบุตรตันคึดได้เป็นที่แทนบิดา รู้ดังนั้นก็ไปปรึกษากับเปาเซกซึ่งเป็นบุตรเปามกว่า เดี๋ยวนี้หงออ๋องยกมาล้อมเมืองนํ้าพี้ไว้ ราษฎรชาวเมืองก็ไม่ปกติ ท่านไม่คิดถึงบิดาท่านซึ่งเขาฆ่าเสียหรือจึงนิ่งอยู่หาคิดแก้แค้นของตัวไม่ เปาเซกจึงตอบว่า ข้าพเจ้านี้เป็นแต่ผู้น้อย ทั้งหามีสติปัญญาไม่ กลัวเกลือกจะคิดการไปมิตลอดก็มีวิตกอยู่ ซึ่งท่านว่านี้ก็ชอบแล้วแต่หารู้ที่จะทำอย่างไรไม่ ตันเหงจึงตอบว่า ท่านอย่าวิตกเลย ท่านกับเราจงช่วยกันคิดเถิดการจึงจะสำเร็จ

ในขณะนั้นเจ๋เจาก๋งไปดูเขาฝึกหัดทหารอยู่ พอเพลากลางวันตันเหงจึงจัดแจงแกล้มเหล้ากับสุราใส่ยาพิษเอาเข้าไปให้เจ๋เจาก๋งที่สนามหัด เจ๋เจาก๋งเห็นดังนั้นก็ดีใจ จึงให้คนใช้รับเอามาแล้วรินสุรามากินเป็นหลายถ้วย พิษยานั้นกลุ้มขึ้นเจ๋เจาก๋งก็ถึงแก่ความตาย ตันเหงก็ให้คนไปบอกแก่หงออ๋องว่าเจ๋เจาก๋งมีอันมาตายเสียแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้าจะขอเอาเมืองมาขึ้นแก่ท่านไปกว่าจะสิ้นชีวิต หงออ๋องแจ้งดังนั้นจึงบอกกับเจ้าเมืองฬ่อทุกประการ แล้วก็พากันยกทัพกลับไปเมืองของตัว

ขณะเมื่อเจ้าเมืองเจ๋ตายนั้น ราษฎรชาวเมืองก็รู้ว่าตันเหงฆ่าเสีย แต่กลัวตันเหงอยู่หามีผู้จะว่ากระไรไม่ ฝ่ายตันเหงเมื่อเจ้าเมืองหงอและเจ้าเมืองฬ่อยกทัพกลับไปแล้ว ตันเหงจึงตั้งบุตรเจ๋เจาก๋งชื่อจือยิมขึ้นเป็นเจ้าเมือง ชื่อเจ๋กังก๋ง เจ๋กังก๋งครั้นเห็นว่าตันเหงเป็นผู้ใหญ่อยู่แต่ผู้เดียวหาไว้ใจไม่ จึงเอาชำจี๋ตั้งให้เป็นจอเสียงข้างซ้าย ตั้งตันหมงเป็นอิวเสียงข้างขวา ขณะนั้นศักราชพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชสมบัติได้สามสิบสี่ปี

อวดอ๋องตั้งแต่หัดนางไซซีกับนางแต้ตั้นอยู่นั้นได้สามปี นางไซซีกับนางแต้ตั้นก็ชำนิชำนาญในการขับร้องดีดสีนั้นคล่องแคล่วหาผู้เสมอไม่ อวดอ๋องจึงจัดแจงเกวียนอย่างดีสองเล่มกับหญิงคนใช้หกคน แล้วสั่งให้ฮวมเล้นำไปให้หงออ๋อง ฮวมเล้ก็คำนับลาไปถึงเมืองหงอ ก็เข้าไปคำนับหงออ๋องแจ้งความว่า อวดอ๋องคิดถึงคุณท่านหามีอันใดจะตอบแทนไม่ จึงให้หาหญิงรูปงามมาหัดมโหรีไว้ได้สองคน แล้วให้ข้าพเจ้านำมาคำนับท่านตามแต่ท่านจะใช้สอยเถิด หงออ๋องครั้นแลเห็นหญิงซึ่งอวดอ๋องเอามาให้นั้นงามหามีที่เปรียบไม่เหมือนหนึ่งนางฟ้าลงมาเกิด ยิ่งมีความยินดีเป็นอันมากจึงว่าแก่ฮวมเล้ว่า อันอวดอ๋องเอาหญิงมาให้เรานั้นก็ขอบใจแล้ว เราเห็นว่าอวดอ๋องมีใจรักเราโดยสุจริต หงอจูสู่เห็นดังนั้นจึงว่า ข้าพเจ้าจะขอพูดสักคำก่อน แต่ครั้งพระเจ้าเคียดอ๋องรักนางมั้วฮีนั้นเมืองก็เสียครั้งหนึ่ง พระเจ้าติวอ๋องรักนางขันกีก็เสียเมืองครั้งหนึ่ง พระเจ้าอิวอ๋องรักนางโปซูเมืองก็เสียครั้งหนึ่ง ถ้าท่านรักนางสองคนนี้ก็จะเหมือนกับกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ที่ล่วงไปนั้น ขอท่านจงตรึกตรองดูก่อน ถ้าท่านรับไว้อันตรายก็จะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง หงออ๋องจึงตอบว่า ท่านว่าอวดอ๋องจะคิดร้ายต่อเราหาเห็นด้วยไม่ ครั้งนี้อวดอ๋องก็ได้หญิงรูปงามไว้ในเงื้อมมือ ถ้าเป็นคนอื่นก็เห็นว่าจะเอาไว้เสียเอง นี่อวดอ๋องมีใจรักเราสู้เสียสละเอามาให้ท่านยังว่าชั่ว เราไม่เห็นด้วยอย่าว่าไปอีกเลยอวดอ๋องรู้ไปก็จะเสียใจ ว่าแล้วก็สั่งขันทีให้รับเข้าไปไว้ข้างใน

ฝ่ายหงออ๋องตั้งแต่ได้นางไซซีนางแต้ตั้นมาไว้ พิศดูกิริยารูปร่างงามสมควรที่จะเป็นฮูหยิน จึงสั่งให้นางไซซีไปอยู่โกโซถาย นางแต้ตั้นให้ไปอยู่เง่าเกา ฝ่ายนางแต้ตั้นได้ไปอยู่เง่าเกาแล้วมีใจริษยาคิดว่าหงออ๋องรักนางไซซีมากก็เสียใจ ยิ่งมีความวิตกไปทุกวันมิได้ขาด อยู่มาประมาณปีหนึ่งนางแต้ตั้นก็ตรอมใจตาย หงออ๋องแจ้งดังนั้นมีความสงสารนัก จึงให้เอาศพไปฝังไว้ที่ตำบลเขาอึงเหมาซัวจึงตั้งศาลเจ้าแล้วจดชื่อไว้ว่าไอกีสือ แปลเป็นคำไทยว่าเสียรัก ส่วนหงออ๋องคิดถึงนางไซซี หงออ๋องก็ไปอยู่โกโซถายด้วยนางไซซี หงออ๋องตั้งแต่นางแต้ตั้นตายแล้วยิ่งมีความรักใคร่นางไซซีขึ้นเป็นอันมาก ก็อยู่ด้วยกับนางไซซีที่โกโซถาย แล้วคิดว่าจะสร้างกวนกุยเก๋งที่อยู่อีกสักแห่งหนึ่งให้สบายใจ จึงเรียกกองซุนทีหยงเข้ามาสั่งว่า ท่านจงคุมคนไปทำกวนกุยเก๋งที่เขาเลงงำซัวให้สนุก เราจะได้ไปเที่ยวเล่น กองซุนทีหยงก็คำนับลาออกมาจัดแจงพวกช่างกับชาวเมือง และเครื่องมือสำหรับที่จะทำการพร้อมเสร็จแล้วก็พากันไป ครั้นถึงเขาเลงงำซัวก็เร่งกะเกณฑ์หน้าที่ให้ถากถางรกชัฏ แล้วทุบถมที่ลุ่มดอนหลุมและบ่อเสียให้ราบรื่น จึงขุดคลองลงเขื่อนด้วยเสาศิลาสี่เหลี่ยมเอาทองเหลืองแผ่นหนาเข้าบังแผ่นอิฐปิดตลิ่งกันดินไว้ กองซุนทีหยงก็ให้ขนเอาหินอ่อนมาทำเป็นกำแพงแก้วสูงสองศอกเศษสลักเป็นรูปสัตว์ แล้วจึงตั้งกวนกุยเก๋งขึ้นบนภูเขา จึงให้ช่างเอาพลอยประดับตามเชิงกลอนและอกไก่ให้งดงาม ทำเก๋งขึ้นอีกสองข้างกวนกุยเก๋งนั้น ให้ขุดดินขึ้นเสียเอาตุ่มฝังเป็นแถวๆ แล้วเอากระดานปูเปิดปากตุ่มทำเป็นพื้น ถ้าคนเดินเมื่อใดกังวานนั้นก็ดังเป็นเสียงต่างๆ จึงให้ชื่อว่าเหียงเซือด แปลเป็นคำไทยว่าเก๋งร้องเพลง เดี๋ยวนี้ที่นั่นอยู่เมืองโซงี๋วทำวัดปลูกไว้ ชื่อวัดเลงงำยีมาจนทุกวันนี้

ครั้นทำข้างล่างเสร็จ ก็ขึ้นไปขุดสระบนภูเขาอีกสองแห่งๆ หนึ่งนั้นให้ปลูกบัวไว้เป็นอันมาก ชื่อว่าสระงวนหวยตี อีกสระหนึ่งเป็นสระเปล่าสำหรับจะได้พานางไซซีมาชมพระจันทร์ ชื่อว่าสระงวนงวยตี จึงขุดบ่ออีกบ่อหนึ่ง หงออ๋องสั่งให้ขุดชื่อว่าบ่อหวั่งแจ บ่อหวั่งแจนี้น้ำใสสะอาดส่องแทนกระจกได้ หงออ๋องทำไว้หวังจะได้พานางไซซีมาแต่งตัว แล้วจะได้หยอกเล่นตามสบายใจ จึงจัดแจงถํ้าแห่งหนึ่งที่เขาเลงงำซัวไว้ให้สนุก ถํ้านี้ชื่อว่าถํ้าไซซิตั๋ง มีหินเป็นรอยเท้าอยู่แห่งหนึ่ง ราษฎรว่ารอยเท้านางไซซีด้วยหงออ๋องชวนมาชมถํ้านี้จึงเป็นรอยอยู่จนทุกวันมา แล้วทำเก๋งเล็กขึ้นอีกแห่งหนึ่งบนยอดเขาหมายจะให้หงออ๋องกับนางไซซีมาขับร้องทำเพลงเล่นบนนั้นให้สบายใจ ยังมีเขาเล็กอยู่ตีนเขาเลงงำซัวเขาหนึ่ง ชื่อว่าเขาเหียงซัวป็นเขาริมน้ำ หงออ๋องสั่งมาให้ทำสวนปลูกดอกไม้ไว้ทั้งบนเขาและตีนเขา เพราะจะให้นางไซซีพายเรือไปเก็บดอกไม้เล่นกับคนใช้ให้สบาย ขณะเมื่อกองซุนทีหยงทำอยู่นั้น หงออ๋องก็พานางไซซีมาชมเล่นอยู่เนืองๆ

ฝ่ายกองซุนทีหยงครั้นทำกวนกุยเก๋งเสร็จแล้ว จึงสั่งให้ทำเรือขึ้นไว้เป็นหลายลำ แล้วก็เอาความกลับไปแจ้งกับหงออ๋องทุกประการ หงออ๋องได้ฟังดังนั้นดีใจนัก จึงชวนนางไซซีกับคนใช้ชายหญิงพร้อมแล้วก็พานางไซซีมาขึ้นเกวียนเดียวกัน จึงให้กองซุนทีหยงนำทางก็รีบไปเขาเลงงำซัว ครั้นมาถึงกำแพงหินอ่อนก็ลงจากเกวียน จึงชวนนางไซซีเข้าไปในกวนกุยเก๋ง กองซุนทีหยงก็จัดแจงโต๊ะมาเลี้ยงหงออ๋อง หงออ๋องก็เรียกนางไซซีให้มานั่งเคียงกันแล้วจึงว่า เจ้ากับพี่จะมาพบกันนี้ก็เพราะบุญของเราได้ทำมาแต่ก่อน อวดอ๋องจึงพาเจ้ามาส่งจนถึงเมือง เจ้าจงกินโต๊ะด้วยกันให้สำราญใจ นางไซซีคำนับแล้วก็เรียกเอาป้านเหล้าที่คนใช้มาคอยรินให้หงออ๋อง หงออ๋องเสพสุราพลางพิศดูนางไซซีจนเพลินไป ขยับมือจะเข้ากอดแล้วก็ตกใจด้วยนึกอายคนใช้อยู่ ครั้นเสพสุราแล้วก็ให้นางไซซีไปชมเก๋งสองข้างกวนกุยเก๋งกับหญิงคนใช้พานางไซซีเดินเข้าไปในเก๋งกังวานนั้นก็ดังขึ้นเป็นเสียงต่างๆ นางไซซีก็ตกใจ หงออ๋องตามเข้าไปข้างหลังเห็นดังนั้นก็หัวเราะ แล้วจึงชวนนางไซซีกับหญิงคนใช้ แต่พอถือปีแป๋กับที่ชาก็พากันขึ้นไปบนเขาเลงงำซัว เข้าไปนั่งในเก๋งที่กองซุนทีหยงทำไว้บนยอดเขา แล้วจึงว่ากับนางไซซีว่า วันนี้เรามาเที่ยวกับเจ้าก็มีความสบายนัก เรามาพักอยู่ที่นี่ เจ้าจงดีดปีแป๋แล้วร้องไปให้เราฟังสักหน่อยก็เป็นไร นางไซซีจึงเรียกเอาปีแป๋มาดีดสักหน่อยก็หยุดเสีย หงออ๋องจึงถามว่าทำไมเจ้าไม่ดีดไปอีกเล่า นางไซซีจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเดินมาพึ่งจะหยุดหายเหนื่อยคอแห้งนัก กลัวจะร้องไปไม่เพราะจึงนิ่งอยู่ หงออ๋องได้ฟังดังนั้นจึงเรียกหญิงคนใช้ให้เอานํ้าชามาให้นางไซซี นางไซซีกินนํ้าชาแล้วก็ดีดปีแป๋เป็นเพลงไว้จังหวะ ร้องประสานเสียงปีแป๋ครํ่าครวญไป หงออ๋องได้ฟังเสียงนางไซซีร้องเพลง พอลมพัดมาหงออ๋องก็เคลิ้มตัวจะหลับไป ครั้นรู้สึกแล้วจึงชมนางไซซีว่าเจ้าร้องเพราะนักหามีผู้ใดเสมอไม่ ครั้นตะวันบ่ายก็พานางไซซีไปเที่ยวชมถํ้าแล้วก็เดินมาสระชื่อบ่อหวั่งแจ นางไซซีเห็นนํ้านั้นใสก็ก้มลงมองส่องนํ้าแทนกระจกแล้วจัดผม หงออ๋องก็เข้าช่วยนางไซซีแต่งตัวแล้วก็พามา ครั้นถึงตีนเขาก็หยุดนั่งให้นางไซซีกับหญิงคนใช้ลงเรือพายเที่ยวเก็บดอกไม้เล่นตามตีนเขา เมื่อนางไซซีจะลงเรือนั้นเรือโคลงไปก็ร้องกรีดขึ้น หงออ๋องก็ตกใจเหลียวไปดูเห็นนางไซซีหัวเราะอยู่ก็ยิ่งมีความรักขึ้นเป็นอันมาก จึงว่าเจ้าจงระวังตัวแล้วหงออ๋องก็คอยดูอยู่ นางไซซีเห็นดังนั้นก็ยิ่งทำกิริยาขึ้นต่างๆ นางสาวใช้ก็พายเรือเลียบไปริมตลิ่ง นางไซซีก็หลบกิ่งไม้เอามือบังกลัวจะถูกตา แล้วสั่งให้สาวใช้เก็บดอกไม้ต่างๆ นางสาวใช้เห็นดอกไม้ดกนักก็ยินดี บ้างเอื้อมมือเหนี่ยวกิ่งมาเด็ดดอกแล้วก็ชิงกันเก็บดอกไม้มาเป็นอันมาก นางไซซีก็กลับมาขึ้นจากเรือแล้วจึงเอาดอกไม้เข้าไปคำนับส่งให้หงออ๋อง

หงออ๋องรับดอกไม้มาดมแล้วก็ดูหน้านางไซซี ยิ่งมีใจเบิกบานไปด้วยความรัก แล้วก็ชวนนางไซซีมาขึ้นเกวียนกลับไปถึงเมืองหงอ แล้วหงออ๋องก็ให้ขุดคลองลงในเมืองตั้งแต่ทิศเหนือตลอดไปจนทิศใต้ แล้วทำเรือเขียนทองไว้เป็นหลายลำ ด้วยคิดว่าจะได้พายเล่นข้างนอกกำแพงทิศเหนือทำที่ประทับไว้แห่งหนึ่ง มีสวนดอกไม้สำหรับจะไปไล่เนื้อจะได้หยุดพัก แล้วจึงทำเป็นเก๋งเล็กๆ ขึ้นสี่แห่ง สำหรับจะได้เลี้ยงเป็ดไก่ขังปลาและต้มเหล้าและทำโต๊ะ ถ้าแม้นร้อนกล้าขึ้นจะได้พานางไซซีไปเที่ยวเล่นที่แม่นํ้าถ่วงเถง อยู่ข้างทิศตะวันตกมีเขาสี่เขา แต่เขาหนึ่งนั้นดูเหมือนประตู หงออ๋องคิดว่าไม่สบายแล้วเรามาเที่ยวบ่อยๆ เห็นจะดี

ฝ่ายหงออ๋องตั้งแต่ได้นางไซซีมาไว้ ก็อยู่แต่ที่โกโซถายมิได้คิดที่จะกลับไปเมือง มีแต่เป๊กพีกับกองซุนทีหยงสองคนนี้อยู่ด้วยได้ใช้สอยไม่ขัดใจกัน ครั้นหงอจูสู่มาก็แกล้งหลบเสียมิให้พบด้วยกลัวหงอจูสู่ หงอจูสู่แต่มาคอยอยู่หลายเพลามิได้พบก็จนใจกลับไปที่อยู่ของตัว

ฝ่ายอวดอ๋องครั้นรู้ไปว่าหงออ๋องหลงไปด้วยนางไซซี มิได้เอาใจใส่ราชการ อยู่แต่นางไซซีที่โกโซถายไม่กลับมาเมือง จึงเรียกบุนจงเข้ามาปรึกษาว่า ท่านจะคิดประการใด เดี๋ยวนี้หงออ๋องก็หลงไปด้วยนางไซซีท่านจะทำอย่างไรอีกเล่า บุนจงจึงว่า ถ้าผู้ใดจะตั้งตัวก็ต้องมีคนไว้ให้มากจึงจะสำเร็จ ถ้าจะมีคนให้มากขึ้นนั้นก็ต้องหาอาหารให้บริบูรณ์ไว้จึงจะควร ทุกวันนี้ในเมืองเราข้าวก็แพงขึ้นแล้ว ท่านจงขอยืมข้าวหงออ๋องมาใช้สอยก่อน ถ้าบุญของท่านที่จะได้เมืองหงอแล้วเทวดาก็ดลใจ เห็นจะให้ข้าวกับเราเป็นมั่นคง อวดอ๋องก็เห็นชอบด้วยจึงสั่งให้บุนจงจัดแจงของคำนับกับของกำนัลที่จะให้เป๊กพีจะได้ช่วยว่ากล่าวหงออ๋องด้วย บุนจงก็คำนับลามาจัดแจงของได้เสร็จแล้วก็รีบไปเมืองหงอ จึงเอาของไปให้กับเป๊กพีแล้วบอกความให้รู้ทุกประการ เป๊กพีแจ้งแล้วก็พาบุนจงเข้าไปคำนับหงออ๋องที่โกโซถาย บุนจงจึงแจ้งว่าข้าวเมืองข้าพเจ้าขัดสนหาพอจะเลี้ยงกันไม่ ทั้งราคาก็แพงขึ้นกว่าแต่ก่อน อวดอ๋องจึงให้ข้าพเจ้ามาจะขอยืมข้าวท่านสักพันเกวียนพอใช้สอย ถ้าปีหน้าเมืองข้าพเจ้าทำนาได้บริบูรณ์จึงจะเอามาให้ท่าน หงออ๋องได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเป๊กพีว่า อันเมืองอวดนี้ก็ขึ้นกับเมืองเรา อันเมืองอวดนี้ข้าวแพงเหมือนหนึ่งเมืองเราข้าวแพงเหมือนกัน ท่านจงจัดแจงข้าวให้ไปกับบุนจงเถิด

ฝ่ายหงอจูสู่แต่คอยจะใคร่พบหงออ๋องอยู่มิได้ขาด ครั้นรู้ว่าบุนจงมาก็ตามไปด้วย พอได้ยินว่าหงออ๋องจะให้ข้าวกับบุนจงก็ตกใจจึงว่ากับหงออ๋องว่า ทุกวันนี้ท่านคิดเมตตาเจ้าเมืองอวดอยู่มิได้ขาดแต่เจ้าเมืองอวดนั้นมิได้มีใจรักท่าน คิดอยู่แต่จะให้ร้ายท่าน ซึ่งให้บุนจงมายืมข้าวเรานี้ก็เพราะจะให้เราน้อยเสบียงอาหารเป็นมั่นคง ถึงท่านจะให้ไปครั้งนี้ก็ป่วยการเสียเปล่าหาเป็นประโยชน์ไม่ ถ้าท่านไม่ให้ไปนั้นจึงจะชอบ หงออ๋องจึงตอบว่าอันอวดอ๋องนี้เดิมมาอยู่ในเมืองเรายอมให้ใช้สอยต่างทาสมิได้ถือตัว ถ้าเราไปไหนก็จูงม้าถือแส้ไปทุกครั้งมิได้ขาด เราก็ได้มีคุณเป็นอันมาก จึงได้กลับไปเป็นเจ้าเมืองได้ดังเก่า ตัวเขาก็เป็นคนกตัญญูรู้คุณเรา เอาของเครื่องบรรณาการมาคำนับอยู่เนืองๆ มิได้ขาด อันท่านว่าเป็นคนอกตัญญูนั้น เรายังหาเห็นด้วยไม่

หงอจูสู่จึงบอกว่า ข้าพเจ้าให้คนไปสืบข่าวอวดอ๋องอยู่ทุกวัน อวดอ๋องนี้ว่าราชการมิได้ขาดทั้งกลางวันกลางคืน แล้วให้ฝึกหัดทหารอยู่เนืองๆ ท่านอย่าเพ่อไว้ใจก่อน เห็นจะมาแก้แค้นท่านเป็นมั่นคง ถ้าท่านให้ข้าวไปทั้งนี้ก็เหมือนกับท่านให้ข้าวไปเลี้ยงข้าศึก แม้นมีกำลังขึ้นเมื่อใดเห็นจะมาตีเมืองท่านเป็นมั่นคง อันคำข้าพเจ้าว่าแต่ก่อนนั้นก็สมกัน ท่านจงตรึกตรองให้ควรเถิด หงออ๋องจึงตอบว่า ท่านอย่าพูดไปเลย อันอวดอ๋องนี้ก็ได้มาเป็นเจ้าข้ากันแล้วหัวเมืองทั้งปวงก็รู้ทั่ว อันจะกลับมาทำอันตรายแก่เรานั้นใครจะสรรเสริญ เราเห็นว่าอวดอ๋องจะไม่คิดคดต่อเราเป็นมั่นคง หงอจูสู่จึงตอบว่า ท่านไม่รู้หรือครั้งพระเจ้าบูอ๋องยกไปตีพระเจ้าติวอ๋องนั้นมิใช่บ่าวหรือ อันท่านว่าอวดอ๋องยอมเป็นบ่าวนั้น ข้าพเจ้าก็เห็นเหมือนกับกษัตริย์ทั้งสององค์ นานไปท่านจะไม่มีความสุข

เป๊กพีได้ยินดังนั้นก็ตวาดเอาหงอจูสู่แล้วจึงว่า ท่านนี้ดูถูกเจ้าเราเป็นอันมาก ท่านเห็นว่าสมควรจะไปเปรียบกับกษัตริย์ทั้งสององค์ซึ่งคนทั้งปวงมิได้สรรเสริญ มีแต่ติเตียนต่างๆ เป็นความอัปมงคลนั้น ท่านเอามาเปรียบครั้งนี้หาสมควรไม่ ทั้งห้ามเสียมิให้ข้าวแก่อวดอ๋องนั้น ก็เหมือนห้ามลาภเจ้าเราก็เหมือนกัน อันธรรมดาเพื่อนเรือนนั้น ถ้าขาดสิ่งใดก็เกื้อหนุนจึงจะชอบด้วยเป็นธรรมเนียมมาแต่ก่อน อันเมืองอวดนี้เขาก็เป็นเมืองขึ้นของเรา เหมือนลูกไก่อยู่ในมือ ถ้าบีบเข้าเมื่อใดก็จะตายเสียเปล่า เราเห็นว่าให้ข้าวไปครั้งนี้ก็เหมือนเลี้ยงไก่ไว้เนื้อจะไปไหนเสีย ทั้งข้าวของที่ให้ไปปีหน้าก็จะได้ของอื่นขึ้นมากกว่าข้าวเสียอีก ทั้งบุญคุณก็จะมีแก่อวดอ๋องเป็นอันมาก เราเห็นว่าจะมีประโยชน์แก่เมืองเราภายหน้า

หงออ๋องได้ยินเป๊กพีว่าเห็นชอบด้วยจึงว่าแก่บุนจงว่า เราจะให้ข้าวแก่ท่านไปให้อวดอ๋อง ถ้าถึงสัญญาแล้วเมื่อใด ท่านอย่าให้เสียคำซึ่งท่านสัญญาไว้กับเรา บุนจงได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนักคำนับแล้วจึงว่า ท่านทำคุณแก่อวดอ๋องครั้งนี้จะหาที่เปรียบมิได้ ใช่จะมีคุณแก่อวดอ๋องคนเดียวนั้นหาไม่ ไพร่พลเมืองได้ความสุขก็จะสรรเสริญคุณท่านไปเนืองๆ ข้าพเจ้าคงจะมิให้ผิดสัญญา ท่านอย่าวิตกเลย หงออ๋องจึงสั่งขุนนางเฝ้าฉางไปเบิกข้าวให้กับบุนจง บุนจงก็คำนับลาออกมากับนายฉาง ครั้นได้ข้าวพันเกวียนแล้วก็รีบไปเมืองอวดเข้าไปคำนับอวดอ๋องเล่าความให้ฟังทุกประการ

อวดอ๋องแจ้งว่าได้ข้าวก็ดีใจ ขุนนางทั้งปวงจึงว่า อันท่านได้ข้าวมาครั้งนี้ก็เป็นบุญของท่านแล้ว เห็นท่านจะได้สมคิดเป็นมั่นคง อวดอ๋องก็สั่งขุนนางให้เอาข้าวไปแจกแก่ชาวเมืองให้ทั่วกันตามสมควร ถ้าปีหน้าจงช่วยกันทำนาให้มากขึ้นจะได้เอาไปใช้เจ้าเมืองหงอ ฝ่ายขุนนางก็คำนับลาออกมาทำตามสั่ง ราษฎรทั้งปวงได้อาหารก็มีความยินดี รุ่งปีขึ้นก็ชวนกันทำนามากขึ้น ฝ่ายอวดอ๋องครั้นอยู่มาวันหนึ่งขึ้นปีใหม่ รู้ว่าราษฎรเอาข้าวมาขึ้นฉางได้ไว้เป็นอันมากก็ยินดี แล้วคิดถึงความสัญญาไว้แก่เมืองหงอก็วิตก จึงเรียกบุนจงเข้ามาปรึกษาว่า เดี๋ยวนี้ก็ขึ้นปีใหม่แล้ว ถ้าท่านจะเอาข้าวไปใช้เขาข้าวของเราจะมิน้อยไปเสียหรือ ครั้นจะมิให้เล่าก็รับคำสัญญาเขามาแล้ว ครั้งนี้ท่านจะคิดอ่านประการใด บุนจงจึงตอบว่า แต่ก่อนข้าพเจ้าบอกให้ท่านทำอุบายเจ็ดประการก็ยังทำหาครบไม่ ครั้งนี้ก็ต้องในเจ็ดประการแล้ว ขอท่านให้เอาข้าวมาโกรกคัดเอาแต่เม็ดใหญ่ จึงเอากระทะมาตั้งไฟนึ่งขึ้นอย่าให้ข้าวงอกได้ ถ้าเราเอาไปให้หงออ๋อง หงออ๋องก็จะว่าเม็ดข้าวของเราดีเห็นจะแจกข้าวให้ราษฎรเอาไปทำพันธุ์ ถ้าปีหน้าข้าวนั้นก็จะไม่งอก ในเมืองหงอข้าวก็จะแพงขึ้นชาวเมืองก็จะขัดสนเราจึงจะได้ทีทำ อันข้าพเจ้าคิดอ่านนี้ ท่านจะเห็นเป็นประการใด

อวดอ๋องจึงตอบว่า ซึ่งท่านว่านี้ชอบแล้ว ท่านจงคิดข้าวเอาไปให้หงออ๋องตามสัญญาเถิด บุนจงก็คำนับลาออกมาสั่งข้าวฉางให้ระดมกันโกรกข้าวเอาเม็ดลีบออก แล้วเอาขึ้นนึ่งพอร้อนด้วยมิให้งอก โกรกไว้ได้พันเกวียนแล้วก็จัดของคำนับเจ้าเมืองหงอและของคำนับเป๊กพีเสร็จ ก็ขนลงเรือรีบไปเมืองหงอ จึงเอาของซึ่งจะให้เป๊กพีเข้าไปคำนับเป๊กพีแล้วแจ้งความทุกประการ เป๊กพีก็นำของบรรณาการและเม็ดข้าวกับบุนจงเข้าไปคำนับหงออ๋อง บุนจงจึงบอกหงออ๋องว่า อวดอ๋องคิดถึงคำสัญญาท่าน จึงให้ข้าพเจ้าเอาข้าวกับสิ่งของมาให้ด้วยขอบคุณท่านนัก หงออ๋องเห็นบุนจงเอาข้าวมาใช้ก็ดีใจนักชมอวดอ๋องต่างๆ แล้วว่าข้าวท่านเอามานี้เม็ดงามนัก จึงให้นายฉางรับข้าวไว้ บุนจงก็คำนับลาหงออ๋องกลับไปเมือง

หงออ๋องครั้นบุนจงกลับไปแล้วจึงว่าแก่เป๊กพีว่า อันข้าวอวดอ๋องให้เรามานี้เม็ดข้าวงามนัก ควรเราจะให้ชาวเมืองไปทำพันธุ์จึงจะชอบ แล้วก็สั่งเป๊กพีให้ป่าวร้องชาวเมืองมาเอาข้าวไปทำพันธุ์จงทุกแห่ง เป๊กพีก็คำนับลามาทำตามสั่งทุกประการ ราษฎรก็ชวนกันมาเอาข้าวไปปลูกเป็นอันมาก ข้าวนั้นก็หางอกไม่ รุ่งปีใหม่ขัดสนด้วยเสบียงอาหารข้าวนั้นก็แพงขึ้น ชาวเมืองก็หามีความสุขไม่ กิตติศัพท์นั้นรู้ไปถึงหงออ๋อง หงออ๋องก็นึกว่าแผ่นดินเมืองเราหาเหมือนเมืองอวดไม่ก็มิได้ว่าประการใด ด้วยหงออ๋องไม่รู้ว่าเป็นอุบายบุนจงจึงนิ่งอยู่

ขณะนั้นศักราชพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชย์ได้สามสิบห้าปี อวดอ๋องรู้ว่าข้าวเมืองหงอแพง จึงสั่งบุนจงให้จัดแจงทัพจะยกไปตีเมืองหงอ บุนจงจึงห้ามว่า ซึ่งท่านจะยกไปครั้งนี้ยังไม่ได้ก่อน ด้วยเมืองหงอนั้นขุนนางซึ่งซื่อตรงทั้งมีสติปัญญาก็ยังมีอยู่เป็นอันมาก เมืองเรานี้ทหารที่มีฝีมือและสติปัญญาก็น้อยนัก ท่านจงหาให้ได้ก่อนจึงค่อยยกไป ฮวมเล้จึงว่า อันบุนจงว่านี้ก็ควรอยู่ ด้วยทหารของเรายังหาสู้คล่องแคล่วชำนิชำนาญไม่ ท่านจงหาครูมาหัดเสียอีกจึงจะชอบ อวดอ๋องจึงว่าท่านว่านี้ก็ดีอยู่แล้ว แต่เราจะได้ใครมาเป็นครูเล่า ฮวมเล้จึงว่า ข้าพเจ้ารู้ว่ามีหญิงอยู่คนหนึ่งที่ตำบลนำหลิมหารู้จักชื่อและแซ่ไม่ ชาวบ้านเรียกว่าซูหนิงเพราะไม่บอกชื่อ แต่ชำนิชำนาญในการเพลงอาวุธต่างๆ แล้วยังมีชายอีกคนหนึ่งแซ่ตันชื่ออึมอยู่ในเมืองเรา ถ้าท่านไปรับคนทั้งสองนี้มาได้แต่คนหนึ่งก็ดี การของเราก็คงจะสำเร็จ

อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ยินดีนัก จึงสั่งทหารให้เอาของไปคำนับแล้วจงเชิญตัวนางซูหนิงมาก่อน ฮวมเล้ก็บอกตำบลให้ ทหารก็คำนับลาออกมาจัดของพร้อมแล้วก็รีบไป ครั้นมาถึงป่าสูงก็หาพบผู้คนบ้านช่องไม่สงสัยอยู่ พอแลไปเห็นกระท่อมน้อยหลังหนึ่งอยู่ในรกชัฏมีแต่หญิงผู้เดียวก็รู้แน่ว่านางคนนี้แล้วเป็นมั่นคง จึงตรงเข้าไปคำนับนางซูหนิง แจ้งความตามอวดอ๋องสั่งทุกประการแล้วพามา พอถึงกลางทางก็พบคนแก่คนหนึ่งใส่เสื้อขาวยืนขวางหน้าอยู่ ร้องมาว่าท่านผู้นี้หรือจะไปรับหัดทหารอวดอ๋อง ท่านมีฝีมืออย่างไรจงมาทำให้เราดูก่อน นางซูหนิงจึงตอบว่า เราขัดอวดอ๋องไม่ได้ก็ต้องจำใจมาด้วยอยู่ในแดนเมืองท่าน ข้าพเจ้าหาสู้รู้อะไรไม่ ท่านผู้เฒ่ารู้อย่างไรจงบอกให้ข้าพเจ้าด้วย เทวดาคนแก่จึงหักกิ่งไม้มาพุ่งนางซูหนิงเป็นหลายที นางซูหนิงก็รับกิ่งไม้ไว้ได้ คนแก่ก็กลับเป็นค่างโดดขึ้นบนต้นไม้แล้วร้องขึ้นคำหนึ่งก็หายไป นางซูหนิงกับคนที่มาด้วยนั้นก็ประหลาดใจนักแล้วชวนกันรีบเข้าไปคำนับอวดอ๋อง อวดอ๋องก็ให้นั่งที่สมควรแล้วถามว่า ท่านเป็นผู้หญิงยังจะหัดเพลงอาวุธให้ทหารเราได้หรือ นางซูหนิงจึงตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้หญิงก็จริง แต่ถ้าได้ฝึกหัดทหารผู้ใดแล้ว ก็ว่องไวเหมือนเสือกับหมีสู้กัน ถ้าข้าศึกจะตั้งค่ายเป็นกลอุบายประการใด ข้าพเจ้าก็คงจะแก้ให้ได้ทุกอย่าง แม้นท่านให้ทหารมาหัดแต่ร้อยคนก็เหมือนท่านหัดทหารขึ้นพันคนก็เหมือนกัน ท่านไม่เชื่อข้าพเจ้าแล้วก็ให้จัดทหารมาลองดูก็จะเห็นฝีมือดอก

อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงเรียกทหารที่มีกำลังและฝีมือมาร้อยคน ถืออาวุธครบมือก็เข้ากลุ้มรุมกันฟันแทงนางซูหนิง นางซูหนิงก็หลบหลีกว่องไวชิงเอาอาวุธไว้ได้ อวดอ๋องเห็นดังนั้นจึงห้ามนางซูหนิงเสียว่าเราเห็นฝีมือท่านแล้ว ท่านจงมานั่งให้สบาย นางซูหนิงก็กลับมา อวดอ๋องจึงมอบทหารให้นางซูหนิงหัดสามพันคน แต่นางซูหนิงตั้งหัดทหารอยู่นั้นประมาณปีเศษ ครั้นเสร็จที่หัดนั้นชำนาญแล้วนางซูหนิงก็ลาอวดอ๋องกลับไปบ้าน อยู่มาวันหนึ่งอวดอ๋องให้ไปหาตัวนางซูหนิงก็มิได้พบ จึงคิดว่าอันหญิงซึ่งมาหัดทหารของเรานี้เห็นจะเป็นเทพยดามาช่วยเรา เราคงจะได้เมืองหงอในครั้งนี้เป็นมั่นคง คิดแล้วจึงให้คนไปหาตัวตันอึมซึ่งฮวมเล้บอกไว้แต่หลัง อันตันอึมคนนี้เดิมอยู่เมืองฌ้อ ตัวทำผิดแล้วจึงหนีมาอยู่ในเมืองอวด วันหนึ่งตันอึมไปเที่ยวยิงนก ครั้นเห็นนกบินมาก็เอาเกาทัณฑ์ยิงขึ้นไปไม่ผิดสักทีเดียว ฮวมเล้เห็นดังนั้นจึงเอาความมาบอกแก่อวดอ๋อง ครั้นตันอึมเข้ามาคำนับ อวดอ๋องให้นั่งที่สมควรแล้วถามตันอึมว่า เขาว่าท่านนี้ฝีมือเกากัณฑ์ดีจนมีคนมาขอหัด ท่านยังรู้ว่าเกาทัณฑ์นั้นผู้ใดจัดแจงทำมาแต่ก่อน ตันอึมจึงตอบว่า แต่ก่อนข้าพเจ้าได้ยินผู้เฒ่าเล่าสืบต่อๆ กันมาว่า ยังมีชายผู้หนึ่งแซ่และชื่อนั้นหาปรากฏไม่ ไปเที่ยวในป่าเห็นชาวป่าเอาหน้าไม้มายิงสัตว์ จึงจำมาทำไว้ใช้ที่บ้านของตัวบ้าง แต่ก่อนถ้าผู้ใดตายแล้วศพก็มิได้ฝัง อยู่มาชายผู้หนึ่งเป็นคนกตัญญูรู้จักคุณบิดามารดา ครั้นบิดามารดาถึงอนิจกรรมก็เอาศพไปทิ้งไว้นกกาลงจับจิกกิน จึงมีความสังเวชก็คอยไล่อยู่มิได้ขาด มาวันหนึ่งชายนั้นไปเที่ยวเล่นที่บ้านผู้ที่ทำหน้าไม้ไว้นั้น ครั้นเห็นเขาเอาหน้าไม้ออกมาว่าจะยิงเนื้อ ชายผู้นั้นมีปัญญาจึงเอาไม้อ่อนมาคิดทำเป็นเกาทัณฑ์หลาวลูกดอกใส่ไว้ไล่นก ส่วนชายเฝ้าสวนคนหนึ่งมาพบเข้าก็เอาอย่างไปทำบ้าง แต่หาใส่ลูกดอกไม่ สายนั้นถักทำรังเสียด้วย คิดว่าจะต้องหลาวลูกประดักประเดิด จึงเอาดินมาปั้นเป็นลูกกลมเข้าไว้สำหรับยิงนกที่ในสวน

ครั้นนานมาพระเจ้าซิเลงอ๋องเต้ได้เสวยราชย์มีข้าศึกมาติดเมือง จึงให้ทหารไปเอาอย่างเกาทัณฑ์นั้นมา แล้วจึงเอาไม้เหี้ยนปักมาทำเป็นคัน จึงเอาไม้ชื่อเอี้ยมปักมาหลาวเป็นลูกดอกหมายจะให้แข็ง ปลายลูกดอกนั้นก็สวมเหล็กแหลมเข้าไว้ มีคมทั้งสองข้างจึงผ่าต้นลูกดอกเสีย ใส่ขนนกชื่อนกโอเหลงด้วยจะได้ยิงไปให้ไกล ทำสำเร็จแล้วจึงให้ทหารที่มีกำลังขึ้นไประดมยิงบนเชิงกำแพง ข้าศึกจึงพ่ายแพ้ไป แต่นั้นมาก็สั่งให้เมืองขึ้นของตัวทำไว้สำหรับเมืองทุกแห่ง ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อฮูหูบ้านอยู่เขาเกงซัวแดนเมืองฌ้อ บิดามารดาตายเสียแต่เล็กหารู้จักไม่ แต่เป็นคนมีปัญญาและความเพียรเป็นอันมาก ครั้นรู้ว่าพระเจ้าซิเลงอ๋องเต้ชนะศึกด้วยลูกเกาทัณฑ์ จึงไปจำมาทำขึ้นไว้หัดยิงจนแม่นยำชำนิชำนาญดี แต่นั้นมาฮูหูก็ทำแบบขึ้นไว้แล้วมอบให้ฮังงีผู้เป็นศิษย์ ฮังงีก็มอบให้ฮังหมงต่อๆ กันมาจนถึงงิมสี งิมสีก็ได้ตำรานั้นไว้ จึงคิดว่าอันจะยิงตามเดิมมือจะเหนี่ยวเกาทัณฑ์มิถนัด จึงสั่งให้เอี้ยวตัวยิงทีละสามลูก ย้ายท่าเสียใหม่จะได้แข็งแรง แล้วจึงเอาตำรานั้นไปให้เจ้าเมืองฌ้อ เจ้าเมืองฌ้อก็ได้รบศึกสืบแซ่มาเป็นหลายชั่วจนถึงปู่ข้าพเจ้า ปู่ข้าพเจ้าจึงได้เรียนไว้ ข้าพเจ้าจึงได้เรียนต่อปู่มาจนทุกวันนี้จึงรู้ว่าของวิเศษ แต่นกบินอยู่บนอากาศก็หนีไปไม่พ้น ถ้าท่านจะใคร่รู้ก็ให้คนมาหัดจึงจะเห็นจริง

อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงมอบให้คนเป็นศิษย์ตันอึมหัดเกาทัณฑ์สามพันคน ตันอึมก็หัดคนสามพันให้ยิงเกาทัณฑ์ทีละสามลูก แต่หัดประมาณสามเดือนเศษ ศิษย์นั้นก็ชำนาญเกาทัณฑ์สิ้นทุกคน ครั้นมาวันหนึ่งตันอึมป่วยก็ถึงแก่ความตาย อวดอ๋องรู้ดังนั้นยิ่งมีความเสียดายนัก ก็สั่งให้เอาศพไปฝังไว้บนภูเขา จึงให้ชื่อเขานั้นว่าเขาตันอึมซัว ขณะเมื่ออวดอ๋องหัดทหารอยู่นั้น กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงหงอจูสู่ หงอจูสู่ก็เข้าไปคำนับหงออ๋อง เห็นหงออ๋องก็นํ้าตาตก จึงว่าข้าพเจ้าห้ามท่าน ท่านก็มิได้ฟังขืนปล่อยอวดอ๋องไป ทุกวันนี้อวดอ๋องให้ฮวมเล้ออกฝึกหัดทหารให้ชำนาญอาวุธต่างๆ มิได้ขาด ถ้าได้ทีเมื่อใดก็จะยกมาตีเมืองเราเป็นมั่นคง ตั้งแต่นี้ไปเห็นจะไม่มีสบายแล้ว ถ้าท่านกลัวว่าจะมิจริง จงใช้คนให้ลอบไปดูเถิด

หงออ๋องได้ฟังหงอจูสู่ว่า ก็ใช้ให้คนสนิทลอบไปสืบดูได้ความแล้วกลับมาบอกว่า อวดอ๋องเอานางซูหนิงกับตันอึมมาหัดทหารจริงดังคำหงอจูสู่ว่า จึงเรียกเป๊กพีเข้ามาแล้วเล่าความซึ่งคนสนิทเข้ามาบอกให้เป๊กพีฟังทุกประการ จึงว่าท่านให้เราปล่อยอวดอ๋องไปว่าจะไม่คิดร้ายต่อเรา เหตุใดจึงหัดทหารไว้ดังนี้ จะมิคิดร้ายต่อเราหรือ เป๊กพีจึงตอบว่า ท่านอย่าเพิ่งคิดสงสัยก่อน ข้าพเจ้าเห็นอวดอ๋องเป็นคนสัตย์ซื่อมั่นคงนัก ซึ่งหัดทหารทั้งนี้ก็เห็นว่าจะหัดไว้สำหรับเมืองหาคิดมาทำร้ายแก่ท่านไม่ ด้วยคุณท่านมีแก่อวดอ๋องเป็นอันมากท่านอย่าคิดวิตกเลย หงออ๋องได้ฟังดังนั้นก็ยังไม่สิ้นสงสัย แต่คิดคอยจะหาผิดอวดอ๋องอยู่

ฝ่ายตันเหงตั้งแต่ได้เป็นไจเสียงอยู่ในเมืองเจ๋ ก็มีใจโอบอ้อมแก่อาณาประชาราษฎร์ จะตัดสินถ้อยความสิ่งใดก็สิทธิ์ขาดมิได้เข้าด้วยผู้ใด ราษฎรก็มีใจรักเป็นอันมาก ตันเหงมีใจกำเริบจะใคร่เป็นเจ้าเมืองแต่เกรงอยู่ด้วยก๊กจือเกาบอเผง สองคนนี้เป็นคนมีพวกพ้องมาก แม้นไม่เข้าด้วยเราการเห็นจะหาสำเร็จไม่ จำจะคิดกำจัดก๊กจือกับเกาบอเผงเสียก่อนจึงจะชอบ คิดแล้วตันเหงก็เข้าไปคำนับเจ๋กังก๋งแล้วบอกว่า เดิมเมืองหงอเมืองฬ่อสองเมืองนี้เป็นไมตรีกันกับเมืองเราก่อนแล้วกลับมาทำอันตราย ท่านหาคิดแค้นเขาไม่หรือ ข้าพเจ้าจะขอยกไปแก้แค้นให้จงได้ เจ๋กังก๋งก็เห็นชอบด้วยจึงยอมให้ตันเหงยกไป ตันเหงก็คำนับลามาจัดทหาร จึงสั่งให้ก๊กจือเป็นปีกซ้าย ให้เกาบอเผงหนึ่งจงหลาวหนึ่งเป็นปีกขวา แล้วเอาไตหูกองซุนแฮหนึ่งกองซุนหุนหนึ่งไปด้วย ตันเหงก็เป็นแม่ทัพคุมทหารเกวียนพันเล่มยกไป ครั้นถึงที่ตำบลบุนจุยก็ให้หยุดทหารตั้งค่ายอยู่ที่นั่น

ฝ่ายของจูอยู่ในเมืองฬ่อ สอนลูกศิษย์ให้เล่าเรียนหนังสือและวิชาต่างๆ มิได้ขาด วันหนึ่งคิมจูเจียงเป็นลูกศิษย์อยู่ในแดนเมืองเจ๋มาหาของจู บอกว่าเจ๋กังก๋งให้ตันเหงยกมาตีเมืองฬ่อก็ตกใจ จึงคิดว่าเมืองนี้ก็เป็นที่เกิดของเรา เราจำจะช่วยจึงจะชอบ แล้วว่ากับศิษย์ทั้งปวงว่า ใครจะไปพูดให้ทัพเมืองเจ๋ยกกลับไปได้บ้าง จือเจียงจือเจียะก็รับว่าข้าพเจ้าจะไปเอง ของจูจึงว่าเอ็งทั้งสองคนนี้ไปหาได้ไม่ จือค่องจึงถามของจูว่าข้าพเจ้าจะไปท่านอาจารย์จะเห็นประการใดหรือ ของจูก็เห็นด้วยจึงให้จือค่องไป จือค่องก็คำนับลาของจูรีบไป ครั้นถึงค่ายจึงบอกแก่คนในค่ายว่าเราชื่อจือค่องจะเข้าไปคำนับตันเหง ตันเหงแจ้งดังนั้นจึงคิดว่าจือค่องคนนี้เป็นลูกศิษย์ของจูมีปัญญาเป็นอันมาก มาหาเรานี้ก็เพราะจะพูดด้วยความเมืองฬ่อ จำเราจะให้เข้ามาจึงจะชอบ คิดแล้วก็ให้คนไปรับจือค่องเข้ามาแล้วให้นั่งที่อันสมควร จึงว่ากับจือค่องว่า ซินแสมานี้จะว่าด้วยเมืองฬ่อหรือ

จือคองจึงตอบว่า เราหามาว่าด้วยความเมืองฬ่อไม่ เรามานี้จะว่าความเมืองเจ๋ดอก ด้วยเราเห็นว่าท่านยกมาตีเมืองฬ่อนี้เห็นจะไม่ได้ ตันเหงจึงว่า ท่านว่าเราจะตีเมืองฬ่อไม่ได้นั้น ท่านเห็นประการใด จือค่องจึงว่า ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองฬ่อนี้ทั้งกำแพงก็ตํ่า ในเมืองเล่าชาวเมืองก็น้อย ทั้งเจ้าเมืองก็โลเล จะหาขุนนางผู้มีสติปัญญาก็ไม่ได้ ทั้งทหารก็ไม่มีฝีมือ ถ้าท่านจะตีเอาเมืองฬ่อก็เห็นจะลำบาก ท่านจงคิดเสียใหม่เถิด เราเห็นว่าเมืองหงอบริบูรณ์ไปด้วยผู้มีสติปัญญาและฝีมือเป็นอันมาก ทั้งกำแพงก็สูงหาเหมือนกับเมืองฬ่อไม่ แม้นภูมิเมืองอย่างนั้นแล้ว ถ้าท่านยกไปตีก็คงได้เห็นจะไม่ลำบาก

ตันเหงได้ยินดังนั้นก็โกรธ จึงตอบว่าเหตุใดท่านจึงกลับความเสียเล่าเราหาเข้าใจไม่ จือค่องจึงตอบว่า ถ้าท่านจะใคร่แจ้งแล้วท่านกับเราจงอยู่แต่สองคนเถิด ตันเหงก็ไล่คนใช้ไปเสีย จือค่องจึงบอกว่า ถ้าท่านพยาบาทอยู่กับเมืองฬ่อก็จงตีเอาเมืองเถิด ถ้าพยาบาทคนในเมืองเจ๋แล้วจงไปตีที่เมืองแข็งแรงจึงจะควร ด้วยข้าพเจ้าเห็นว่าท่านจะไม่ชอบกับขุนนางทั้งปวงในเมืองเจ๋ ถ้าตีเมืองฬ่อได้แล้วจะมีความชอบแต่ท่านผู้เดียวเมื่อไร ทหารทั้งปวงก็จะพลอยได้รางวัลด้วย ต่างคนก็จะมีกำลังขึ้นมาก แม้นท่านจะคิดเป็นใหญ่ก็จะหาสำเร็จไม่ ข้าพเจ้าเห็นดังนี้จึงว่า ดังนั้นท่านจงไปตีเมืองหงอจึงจะชอบ ถ้าทหารเมืองหงอยกออกมา แม้นชังคนใดจงเกณฑ์คนนั้นออกสู้รบ ถ้าตายก็จะเปลืองไป ถ้าชนะท่านก็จะมีความชอบ ถึงจะกลับไปเมืองก็จะได้เป็นไจเสียงแต่ผู้เดียว แม้นจะคิดการสิ่งใดก็จะสมคิด

ตันเหงได้ฟังจือค่องว่าถูกใจตัวก็ยินดีนัก จึงว่าซินแสนี้มีสติปัญญามากจึงรู้จักนํ้าใจคนทั้งปวง ซึ่งท่านจะให้ไปตีเมืองหงอนั้นทัพเราก็ได้มาตั้งอยู่ที่นี่แล้ว ทหารทั้งปวงจะมิสงสัยเราหรือ ท่านจะคิดประการใด จือค่องจึงตอบว่าท่านอย่าวิตกเลย ท่านจงตั้งทัพคอยเราอยู่ที่นี่ ถ้าได้ยินว่าหงออ๋องเตรียมทัพเมื่อใด ท่านจงรีบยกไปตีเถิด จือค่องก็ลาตันเหงไปเมืองหงอ ฝ่ายตันเหงจึงปรึกษากับทหารทั้งปวงว่า เราได้ยินกิตติศัพท์ว่าเมืองหงอจะยกมาตีเมืองเจ๋ แม้นเราตีเมืองฬ่อเสียเดี๋ยวนี้ ถ้าเมืองหงอยกมาจริงก็จะไม่เป็นศึกกระหนาบ จำเราจะคอยฟังดูก่อนจึงจะชอบ ท่านทั้งปวงจงคอยอยู่ที่นี่ก่อนเถิด เราจะกลับไปเมืองเจ๋ ตันเหงก็กลับไปเมืองเจ๋กับทหารของตัว

ฝ่ายจือค่องก็รีบเดินทางไปเมืองหงอทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นถึงเมืองหงอเข้าไปบอกนายประตูว่า เราชื่อจือค่องมาแต่เมืองฬ่อ จะขอเข้าไปคำนับหงออ๋อง นายประตูก็เอาเนื้อความเข้าไปแจ้งกับหงออ๋อง หงออ๋องก็ให้รับจือค่องเข้ามาแล้วจัดแจงให้นั่งที่ตามสมควร จึงถามว่าท่านมาธุระอะไร จือค่องตอบว่า เมื่อท่านกับฬ่ออายก๋งยกไปตีเมืองเจ๋ครั้งก่อนนั้น ชาวเมืองเจ๋คิดพยาบาทท่าน เดี๋ยวนี้ยกทัพมาตั้งอยู่ที่ตำบลบุนจุย จะเข้าตีเมืองฬ่อแล้วจึงจะมาแก้แค้นท่าน ท่านจงเร่งยกไปเมืองเจ๋ แก้ฬ่ออายก๋งไว้จึงจะชอบ แม้นท่านได้เมืองเจ๋แล้วหัวเมืองทั้งปวงก็จะกลัวเกรงเป็นอันมาก หงออ๋องจึงตอบว่า ครั้งก่อนเราไปตีเมืองเจ๋นั้น ตันเหงก็ออกมาอ่อนน้อมยอมขอขึ้นแต่โดยดี ภายหลังเรามีหนังสือไปหาตัวก็ไม่มา เราคิดว่าจะไปตีอยู่เนืองๆ แต่รู้ข่าวว่าอวดอ๋องคิดจะมาตีเมืองเรา จำจะยกไปตีเมืองอวดเสียก่อนจึงจะเลยไปตีเมืองเจ๋ด้วย

จือค่องจึงตอบว่า ซึ่งท่านจะไปตีเมืองอวดก่อนนั้น ข้าพเจ้าหาเห็นด้วยไม่ ถึงจะได้เมืองอวดก็หาคุ้มค่าเหนื่อยของท่านไม่ ท่านจะนิ่งให้เมืองเจ๋ยกมาทำแก่ท่านก่อนหรือจึงจะไปดี ซึ่งท่านจะไปตีเมืองอวดก่อนนั้น หัวเมืองทั้งปวงก็จะนินทาท่านว่าท่านไปรบแต่เมืองเล็กน้อยหาอาจสู้กับเมืองใหญ่ไม่ ท่านไม่คิดอายแก่คนทั้งปวงหรือ ถ้าท่านไม่ไปตีเมืองเจ๋ครั้งนี้ หัวเมืองขึ้นก็จะไม่นับถือท่าน แม้นท่านวิตกอยู่ด้วยเมืองอวดจะมาตีนั้น ข้าพเจ้าก็จะไปขอทหารมาช่วยท่านให้สิ้นความวิตก หงออ๋องก็เห็นด้วยจึงว่าซินแสจะไปขอทหารมาได้เมื่อใด เราก็จะทำตามท่าน จือค่องก็ลาหงออ๋องไป

ฝ่ายอวดอ๋องรู้ว่าจือค่องเป็นศิษย์ของจูมาจะใกล้ถึงเมืองแล้ว จึงสั่งให้ชาวเมืองกวาดหนทางเสียให้เตียน แล้วอวดอ๋องก็พาขุนนางทั้งปวงไปคอยรับอยู่นอกเมือง ครั้นเห็นจือค่องมาแต่ไกลก็ออกไปต้อนรับคำนับกันตามธรรมเนียม แล้วเชิญจือค่องให้นั่งที่อันสมควร อวดอ๋องจึงถามว่า อันเมืองข้าพเจ้านี้เป็นทางไกล ทั้งเป็นแต่หัวเมืองเล็กน้อย ซึ่งซินแสอุตส่าห์มาถึงนี่จะประสงค์สิ่งใดหรือ จือค่องจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามาทั้งนี้ด้วยประสงค์จะมาคำนับศพท่านดอกหาต้องการสิ่งใดไม่

อวดอ๋องได้ยินดังนั้นจึงทำเป็นยินดีแล้วว่า ตัวข้าพเจ้านี้จะตายเป็นก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าได้ท่านมาคำนับศพนั้นก็เป็นบุญของข้าพเจ้าแล้ว ซึ่งท่านว่าทั้งนี้ท่านเห็นข้าพเจ้าจะเป็นอย่างไรหรือ จือค่องจึงตอบว่า ข้าพเจ้าครั้งนี้ไปหาหงออ๋อง หงออ๋องจะให้ยกทัพไปตีเมืองเจ๋ ด้วยเจ๋กังก๋งให้ตันเหงยกมาตีเมืองฬ่อก่อน หงออ๋องก็บอกเราว่าท่านคิดจะไปตีเมืองหงอ หงออ๋องจะยกมาตีเมืองท่านก่อนแล้วจึงจะไปตีเมืองเจ๋ เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าห้ามไว้ว่าท่านหรือจะอาจคิดคดต่อท่านผู้มีคุณ หงออ๋องก็รออยู่ เราคิดเมตตาท่านจึงเอาความมาบอก อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ทำเป็นตกใจ เข้าไปคำนับแล้วจึงว่า ซึ่งท่านมาบอกข้าพเจ้านี้ก็ขอบคุณนัก แต่หงออ๋องสงสัยข้าพเจ้าอยู่นั้น ขอท่านจงช่วยข้าพเจ้าคิดอ่านด้วยเถิด จือค่องจึงบอกว่า หงออ๋องนี้เป็นคนใจอ่อนหาพอเป็นไรไม่ ทั้งเป๊กพีก็เป็นคนโลภ ทุกวันนี้หงออ๋องก็ยังคิดไปตีเมืองเจ๋อยู่ ท่านจงเอาทหารไปช่วยเหมือนเป็นเมืองขึ้นของหงออ๋องแล้วจึงเอาของไปให้เป๊กพีด้วยจะได้ช่วยว่ากล่าว หงออ๋องเห็นก็จะสิ้นสงสัย ถึงหงออ๋องได้เมืองเจ๋ท่านก็จะได้พึ่งถนัด ถ้าแพ้แก่เมืองเจ๋มาท่านคิดจะแก้แค้นก็คงจะสำเร็จหาต้องลำบากไม่ อวดอ๋องได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนัก จึงว่าซึ่งท่านจะมาคำนับศพข้าพเจ้าวันนี้ เหมือนเทวดามาช่วยให้เป็นขึ้นก็เหมือนกัน ซึ่งท่านสั่งสอนสิ่งใดข้าพเจ้าก็จะทำตาม แล้วจึงสั่งคนใช้ให้ไปเอาทองมาร้อยก้อนม้าสองตัวกับกระบี่เล่มหนึ่งมาให้จือค่อง จือค่องก็ไม่เอาแล้วว่า ข้าพเจ้ามาบอกท่านเพราะมีความเมตตาหาต้องการสิ่งไรไม่ ว่าแล้วคำนับลาอวดอ๋องกลับไป อวดอ๋องก็พาขุนนางกลับเข้าเมือง

ฝ่ายจือค่องครั้นถึงเมืองหงอ จึงเข้าไปคำนับหงออ๋องแล้วบอกความว่า ข้าพเจ้าไปเมืองอวดได้ยินอวดอ๋องสรรเสริญท่านอยู่เนืองๆ ว่าตัวตกมาอยู่ในเมืองหงอนี้ ท่านได้มีคุณเป็นอันมากจึงได้กลับไป ข้าพเจ้าจึงบอกว่าท่านมีความสงสัยอวดอ๋องอยู่ อวดอ๋องก็ตกใจเห็นจะให้คนมาคำนับท่าน หงออ๋องได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอยู่จึงเชิญให้จือค่องไปยับยั้งอยู่ที่กงก๊วนก่อน อยู่มาประมาณห้าวัน อวดอ๋องก็ให้บุนจงมาคำนับหงออ๋อง หงออ๋องก็ดีใจ บุนจงจึงบอกว่า อวดอ๋องคิดถึงคุณท่านปล่อยไปเสียไม่ได้ฆ่านั้นยังหาลืมไม่ อวดอ๋องรู้ไปว่าท่านจะยกทัพไปตีเมืองเจ๋ จึงให้ข้าพเจ้าเอาเสื้อกำมะหยี่สิบตัวกับอาวุธต่างๆ มาคำนับท่าน แล้วสั่งมาว่า ท่านจะยกทัพไปตีเมืองเจ๋เมื่อใด อวดอ๋องก็จะมาเป็นทัพหน้าไปทำราชการสนองคุณท่านกว่าจะสิ้นชีวิต

หงออ๋องได้ฟังดังนั้นจึงให้ไปเชิญจือค่องเข้ามาแล้วจึงสั่งว่า อันคำซึ่งท่านว่าเราเห็นจริงแล้วด้วยอวดอ๋องเป็นคนสัตย์ซื่อ เดี๋ยวนี้ก็จะมาเป็นทัพหน้าไปตีเมืองเจ๋ เราเห็นว่าอวดอ๋องจะต้องลำบาก ท่านจะให้มาดีหรือไม่ให้มาประการใด จือค่องจึงว่า อวดอ๋องจะมาจริงแล้วก็อย่าให้อวดอ๋องต้องมาเลย จงให้แต่ทหารมาเถิดจึงจะสมควร หงออ๋องก็เห็นชอบด้วย จึงสั่งบุนจงว่า ท่านจงบอกอวดอ๋องว่า ซึ่งอวดอ๋องจะมาเป็นทัพหน้านั้น เราขอบใจนักอย่ามาเลยให้ลำบาก ขึ้นปีใหม่เราจะยกทัพไปตีเมืองเจ๋จงให้แต่ทหารมาช่วยเรา บุนจงก็คำนับลากลับไป จือค่องเห็นดังนั้นก็คำนับหงออ๋องตรงไปเมืองจิ้น ครั้นถึงเมืองจิ้นก็เข้าไปคำนับจิ้นเกงก๋งแล้วจึงว่า อันธรรมดาคนจะหาความสบายก็ต้องมีความทุกข์ก่อนจึงจะมีความสุข ข้าพเจ้าเห็นท่านนิ่งอยู่ฉะนี้หาควรไม่ ทุกวันนี้เมืองหงอกับเมืองเจ๋ก็คิดจะรบกันอยู่ ด้วยหงออ๋องกับเจ๋กังก๋งนั้นคิดจะเป็นใหญ่อยู่ ถ้าท่านไม่ตระเตรียมทหารไว้ แม้นเมืองใดเป็นใหญ่ขึ้นก็จะทำอันตรายแก่ท่านเป็นมั่นคง ท่านอย่าไว้ใจเลยจงตระเตรียมทหารไว้จึงจะควร เจ้าเมืองจิ้นเห็นชอบด้วยแล้วจึงว่า อาจารย์สอนอย่างไรข้าพเจ้าก็จะทำตามคำ เชิญท่านอยู่ด้วยข้าพเจ้าก่อนเถิด จือค่องจึงตอบว่าข้าพเจ้ามีธุระอยู่จะลาท่านไปก่อน ว่าแล้วก็คำนับลากลับไป

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ