ฝ่ายหงอเสงครั้นทัพเมืองเจ๋ เมืองฬ่อกลับไปแล้ว ก็ให้เองขอซกเป็นกองหลัง ล่าทัพออกจากแดนเมืองซองรีบกลับไปเมืองเตง ครั้นต่อมาวันหนึ่ง พอม้าเร็วก๋งจูฮุดมาแจ้งแก่หงอเสงว่าทัพของฮูแก๋อิวใจทิวถอยไปจากเมืองเตงอ้อมไปตีเมืองใต้ หงอเสงได้ฟังดังนั้นหัวเราะแล้วว่า ของฮูแก๋อิวใจทิวแจ้งว่าเราจะยกมาจึงถอยไป จำจะตามจับตัวฆ่าเสียให้จงได้ ให้ก๋งจูดีเป็นทัพหน้าทหารทั้งปวงให้คาบไม้ทุกคนหวังมิให้พูดจาเป็นปากเสียง แล้วให้เอาไขเนื้อโทรมเพลาเกวียนเสียทุกเล่ม ธงสำหรับทัพก็ม้วนซ่อนใส่ในเกวียน แล้วหงอเสงก็ยกทหารอ้อมค่ายของฮูแก๋ไปเข้าหลังเมืองใต้ ถึงชายป่าแห่งหนึ่งใกล้เมืองประมาณร้อยห้าสิบเส้นจึงหยุดซุ่มทัพอยู่ แล้วแต่งหนังสือก๋งจูดีฉบับหนึ่ง ให้ทหารลอบเข้าไปให้เจ้าเมืองใต้ เจ้าเมืองใต้ฉีกผนึกออกอ่านดูใจความว่า ข้าพเจ้าก๋งจูดีนายทหารเมืองเตง คำนับมาถึงเจ้าเมืองใต้ ด้วยหงอเสงซึ่งเป็นเตงจงก๋งนายข้าพเจ้าแจ้งว่าศึกมาติดเมืองท่าน หงอเสงเห็นว่าเมืองใต้กับเมืองเตงอยู่ใกล้กัน ถ้าเสียเมืองใต้ก็จะร้อนถึงเมืองเตง จึงให้ข้าพเจ้าคุมทหารมาช่วยป้องกันเมืองท่าน ข้าพเจ้ายกทัพมาครั้งนี้ รีบเดินมาทั้งกลางวันกลางคืน ทหารในกองทัพอิดโรยกำลังนักจะขอเข้าพักอยู่ในเมืองใต้ แต่พอทหารทั้งปวงมีกำลังแล้วจะออกตีทัพทั้งสามหัวเมืองให้แตกไปจงได้ เจ้าเมืองใต้สำคัญว่าจริงก็ยินดี จึงว่ากับผู้ถือหนังสือว่า ท่านรีบไปแจ้งแก่ก๋งจูดีให้ยกเข้ามาคํ่าวันนี้ เราจะคอยเปิดประตูรับ ทหารหงอเสงก็กลับไปแจ้งความแก่หงอเสงทุกประการ หงอเสงก็ให้หาก๋งจูดีมาสั่งเป็นความลับ ครั้นเวลาสามยามก็รีบยกทหารเข้าไปในเมืองใต้ ก๋งจูดีก็สั่งทหารให้ขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินทั้งสี่ด้านแล้วทหารเอาธงสำหรับทัพหงอเสงขึ้นปักรายไว้บนกำแพง

เจ้าเมืองใต้ขณะเมื่อมาเปิดประตูรับก๋งจูดีนั้นเห็นตัวหงอเสงมาด้วยก็ตกใจ จึงคิดว่าถ้าจะอยู่ในเมืองใต้นี้อันตรายจะมีเป็นมั่นคงก็พาบุตรภรรยากับบ่าวคนสนิทขึ้นเกวียนหนีไปเมืองไสจิว บรรดาทหารเจ้าเมืองใต้ครั้นแจ้งว่านายหนีไปแล้วก็ยอมเข้าอยู่กับหงอเสง และขณะเมื่อหงอเสงเข้าเมืองใต้ในเวลากลางคืนนั้นของฮูแก๋มิได้รู้ ครั้นเวลาใกล้รุ่งก็ยกทหารเข้าปล้นเมืองใต้ ก๋งจูดีก็ให้ทหารรบพุ่งต้านทานไว้จนสว่างขึ้นเห็นตัวกันถนัด ก๋งจูดีใส่เกราะถือทวนมีทหารกั้นสัปทนยืนเยี่ยมช่องเสมาร้องว่ากับของฮูแก๋ว่า ซึ่งท่านคุมทหารทั้งสามหัวเมืองมาช่วยตีเมืองใต้ให้หงอเสงนายเรานั้นขอบใจนัก บัดนี้นายเราเข้าเมืองได้แล้วให้แม่ทัพทั้งสามเมืองพากันกลับไปเถิด

ของฮูแก๋ได้ยินดังนั้นแลขึ้นไปเห็นก๋งจูดี ทั้งเห็นธงสำหรับทัพหงอเสงปักอยู่บนเชิงเทินก็เสียใจนัก ถอดหมวกทิ้งลงจึงถอนหญ้าขึ้นชี้ให้ก๋งจูดีดู แล้วร้องว่าถ้าหญ้ายังขึ้นอยู่ในแผ่นดินตราบใด เราจะขอทำศึกกับหงอเสงตราบนั้น ของฮูแก๋ก็ให้ทหารเอาบันไดพาดขึ้นปีนกำแพงและเข้าทำลายประตูเมือง ทหารก๋งจูดีก็ระดมยิงเกาทัณฑ์ทิ้งก้อนศิลาลงมาดังห่าฝน

ของฮูแก๋เห็นทหารเข้าล้อมชิงกำแพงไม่ได้ก็พาทหารเข้าค่าย อิวใจทิวจึงว่าหงอเสงชำนาญในการศึกนักแล้วก็มีอุบายต่างๆ ซึ่งจะตั้งค่ายประชิดเมืองใต้อยู่ฉะนี้ ถ้าหงอเสงแต่งทัพออกรบกระหนาบเห็นเราจะเสียที ของฮูแก๋จึงว่า เราเอาชีวิตอุตส่าห์ฝ่าลูกเกาทัณฑ์ทำศึกหมายจะเอาเมืองใต้เป็นค่าเหนื่อยแรงพอได้ค่าเสบียงอาหาร หงอเสงมิได้เสียลูกเกาทัณฑ์แต่สักดอกหนึ่งมาชุบมือเอาเมืองใต้ไปได้ด้วยอุบายนั้น เราแค้นนัก ถ้าจะคิดเกรงสติปัญญาหงอเสงอยู่แล้วที่ไหนจะได้แก้แค้นหงอเสงเล่า

อิวใจทิวยังมิทันตอบประการใด พอทหารหงอเสงถือหนังสือมาให้ของฮูแก๋ฉบับหนึ่งเป็นใจความว่า ให้ของฮูแก๋ตระเตรียมทหารไว้ให้พร้อม เวลาพรุ่งนี้จึงยกออกรบให้เห็นแพ้และชนะ ของฮูแก๋ก็สลักหนังสือตอบไปว่า ประเพณีทหารหัดเพลงอาวุธไว้ก็ประสงค์แต่จะทำศึก ซึ่งท่านให้มาชวนรบเรายินดีนักให้เร่งยกออกมาเถิด ทหารหงอเสงก็ลากลับไป

ของฮูแก๋จึงถอยทัพมาไกลเมืองประมาณร้อยห้าสิบเส้นให้ตั้งค่ายสามค่าย ค่ายหนึ่งให้อิวใจทิวอยู่เป็นปีกขวา ทัพเมืองชัวอยู่ค่ายหนึ่งเป็นปีกซ้าย เร่งรัดทำค่ายจนเวลาพลบคํ่ายังไม่ทันเสร็จพอได้ยินม้าล่อและเสียงโห่ร้องอื้ออึงขึ้นในเมืองใต้ แลเห็นทหารถือคบเพลิงเป็นอันมากเดินอ้อมไปข้างปีกซ้าย

ของฮูแก๋ก็ใส่เกราะถือทวนขี่เกวียน ยกทหารออกจากค่ายรีบจะไปช่วยปีกซ้าย ทหารหงอเสงเห็นกองทัพยกมาก็ดับเพลิงเสียสิ้น ของฮูแก๋เห็นดังนั้นจึงคิดว่า ครั้นจะเข้ารบพุ่งเดือนก็มืดมิได้เห็นข้าศึกถนัด ทหารจะหลงฆ่าฟันกันตายเสียหาต้องการไม่ จำจะกลับไปรักษาค่ายให้มั่นไว้ ของฮูแก๋คิดแล้วก็พาทหารกลับมาจะเข้าค่าย พอเห็นแสงเพลิงสว่างขึ้นริมชายป่าข้างปีกขวา แล้วได้ยินเสียงม้าล่อแลทหารโห่ร้องอื้ออึง ของฮูแก๋จึงว่าแก่นายทหารทั้งปวงว่า ซึ่งทัพยกมาข้างปีกซ้ายนั้น หงอเสงแกล้งทำกลอุบายจะให้เราเป็นกังวลระวังทั้งสองด้าน จะยกทัพใหญ่เข้าปล้นค่ายปีกขวาเป็นมั่นคง เห็นอิวใจทิวจะต้านทานมิได้จำจะยกไปช่วย ทหารทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย ของฮูแก๋ก็รีบยกทหารค่ายปีกซ้ายไปครั้นใกล้ค่ายปีกขวาเพลิงก็ดับมืดไปสิ้น

ของฮูแก๋เห็นประหลาดจึงว่า หงอเสงแกล้งทำอุบายจะให้ทหารเราอดนอนอิดโรย เวลาพรุ่งนี้เห็นจะยกทัพใหญ่ออกตีค่ายเรามั่นคง ก็พาทหารกลับมาค่ายพอม้าเร็วมาบอกของฮูแก๋ว่าทหารหงอเสงตีค่ายปีกซ้ายแตกแล้ว ของฮูแก๋ก็ตกใจจึงพาทหารจะยกช่วยค่ายปีกซ้าย

ขณะนั้นนายกองทหารเมืองชัว ครั้นเสียค่ายปีกซ้ายแล้วก็พาทหารจะมาเข้าค่ายกลาง พอปะทัพของฮูแก๋เข้า ทหารเมืองชัวสำคัญว่าทัพหงอเสงมาตีกระหนาบ ก็เข้ารบทัพของฮูแก๋จนเวลาสามยามเศษทหารทั้งสองฝ่ายถูกเกาทัณฑ์ล้มตายเป็นอันมาก ที่ยังสู้รบกันอยู่นั้นบ้างก็ร้องท้าทายกันต่างๆ ทหารที่จำเสียงกันได้ก็ร้องทักกัน ทหารทั้งสองฝ่ายก็รู้ว่าเป็นทัพพวกเดียวกัน จึงตีม้าล่อห้ามทหารเลวเสีย แล้วก็รวมทัพกันรีบจะมาเข้าค่ายของฮูแก๋ ขณะเมื่อทัพของฮูแก๋หลงรบกับทัพเมืองชัวอยู่นั้น โกกีนีทหารหงอเสงลอบตีเอาค่ายของฮูแก๋ได้แล้วยกทหารออกมาตั้งอยู่หน้าค่าย ครั้นเห็นทัพของฮูแก๋มาใกล้จึงร้องว่าแก่ของฮูแก๋ว่าเราชื่อโกกีนีเป็นนายทหารเอก เตงจงก๋งซึ่งชื่อหงอเสง หงอเสงให้เรามารักษาค่ายนี้ไว้ ท่านบังอาจยกทหารตรงเข้ามานี้ จะเอาศีรษะมาเซ่นทวนเราหรือ แล้วให้ทหารระดมยิงเกาทัณฑ์ไปถูกทหารของฮูแก๋ตายเป็นหลายคน ของฮูแก๋ตกใจนักจึงพาทหารอ้อมไปข้างหลังค่ายจะไปเข้าค่ายอิวใจทิว ครั้นมาใกล้เห็นเองขอซกกับกองชุนอีคุมทหารเข้าตีค่ายอิวใจทิวทั้งสี่ด้าน ของฮูแก๋ก็ขับทหารตีกระหนาบเข้าไปช่วยอิวใจทิว เองขอซกก็แบ่งทหารออกมารบกับของฮูแก๋เป็นสามารถ

ฝ่ายโกกีนี ครั้นของฮูแก๋ยกทหารอ้อมค่ายไปประมาณครู่หนึ่งได้ยินเสียงกองรบและทหารอื้ออึงขึ้นข้างค่ายด้านตะวันออก จึงคิดว่าเองขอซกกับกองชุนอีจะเข้าตีค่ายอิวใจทิวเป็นมั่นคง ก็ยกทหารรีบตามมาเห็นของฮูแก๋รบกับเองขอซก โกกีนีก็ขับทหารเข้ารบกับของฮูแก๋เป็นศึกกระหนาบ กองชุนอีรบกับอิวใจทิวจนเวลาสว่างขึ้นเห็นตัวกันถนัด กองชุนอีก็เอาเกาทัณฑ์ยิงไปถูกอิวใจทิวล้มลงขาดใจตายแล้วไล่ฆ่าฟันทหารเมืองโอยแตกกระจายไปสิ้น ของฮูแก๋รบกับเองขอซกครั้นแจ้งว่าอิวใจทิวตายแล้วก็เสียใจนัก รีบขับทหารเกวียนหนีไปข้างทิศตะวันออก เองขอซกได้ทีก็ขับเกวียนไล่ติดตามไป

ของฮูแก๋เห็นจะหนีไม่ทันก็โจนลงจากเกวียนพาทหารเลวประมาณสิบห้าคน รีบหนีเล็ดลอดไปในป่า ทหารหงอเสงก็ไล่ฆ่าฟันทหารสามหัวเมืองล้มตายแตกหนีไปสิ้น ได้เกวียนและม้าเครื่องสาตราวุธไว้เป็นอันมาก

หงอเสงได้ชัยชนะแล้วก็ปูนบำเหน็จผู้มีความชอบตามสมควร แล้วแต่งโต๊ะเลี้ยงทหารเลวทั้งปวงพร้อมกัน

ขณะเมื่อเสพสุราอยู่นั้นบรรดาทหารเอกทั้งปวงก็รินสุราเข้าไปคำนับหงอเสงคนละถ้วยทุกคน หงอเสงรินสุราลงถ้วยเดียวกัน จึงเอาเทลงที่แผ่นดินครึ่งหนึ่ง สาดขึ้นไปบนอากาศครึ่งหนึ่งแล้วร้องประกาศเทพยดารักษาฟ้าและดินว่า ช่วยเราทำศึกครั้งนี้จึงได้ชัยชนะรวดเร็วเหมือนฮองเบ็กซึ่งเป็นแม่ทัพครั้งพระเจ้าเงี้ยวเต้ ทหารทั้งปวงได้ฟังดังนั้นต่างคำนับแล้วว่าสติปัญญาท่านเสมอฮองเบ็ก

เองขอซกเห็นหงอเสงยกตัวเกินนักนึกน้อยใจ วางแก้วสุราลงเมินหน้าเสีย หงอเสงเห็นดังนั้นจึงว่ากับเองขอซกว่า ท่านว่าสติปัญญาเราไม่ถึงฮองเบ็กรึ เองขอซกจึงว่า ฮองเบ็กนั้นจะทำการสิ่งใดก็สำเร็จโดยเร็ว หัวเมืองทั้งปวงก็อยู่ในอำนาจสิ้น จะบังคับสิ่งไรก็สิทธิ์ขาดเพราะฮองเบ็กถือรับสั่งพระเจ้าเงี้ยวเต้เป็นประมาณ แล้วไม่คิดทำการแอบรับสั่ง ซึ่งท่านทำการครั้งนี้หัวเมืองที่มิได้มาช่วยท่านก็หลายเมือง ที่กลับไปช่วยเมืองซองก็มีบ้าง ข้าพเจ้าเห็นว่าหัวเมืองทั้งปวงยังหาเรียบร้อยเหมือนครั้งฮองเบ็กไม่

หงอเสงได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าเองขอซกเป็นคนใจเดียวดื้อดึงนัก ถ้าจะขืนโต้ตอบไปบัดนี้ ความซึ่งคิดไว้ก็จะแพร่งพรายไปเสีย หงอเสงจึงว่า ทหารเมืองซองทหารเมืองโอยทหารเมืองชัว ทั้งสามหัวเมืองนี้ก็ขยาดฝีมือเราอยู่แล้ว ทำไมกับเมืองเล็กน้อยเหล่านั้นจะตีเมื่อไรก็ได้ แต่คิดว่าจะตีเมืองเสงเมืองฆ้อเสียก่อน ท่านจะเห็นประการใด

เองขอซกจึงว่า เมืองเสงอยู่ต่อแดนเมืองเจ๋ เมืองฆ้ออยู่ใกล้แดนเมืองเรา ท่านจงมีหนังสือไปถึงเจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋ให้ยกไปตีเมืองเสง ท่านไปตีเมืองฆ้อเห็นจะได้ชัยชนะทั้งสองฝ่าย ถ้าได้เมืองสองตำบลนี้แล้วหัวเมืองฝ่ายตะวันออกก็จะยำเกรงท่านสิ้น หงอเสงก็เห็นชอบด้วย ครั้นเสพสุราแล้วหงอเสงก็แต่งหนังสือให้ทหารรีบไปให้เจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋ตามคำเองขอซกทุกประการ

เจ๋ฮูก๋งเจ้าเมืองเจ๋แจ้งในหนังสือแล้ว จึงให้อีจงเลียนผู้น้องเป็นแม่ทัพคุมทหารไปตีเมืองเสง แล้วบอกกำหนดไปถึงหงอเสง หงอเสงก็ให้ก๋งจูดีคุมทหารไปบรรจบทัพอีจงเลียน นายทหารทั้งสี่กองก็รวมทัพกันยกเข้าไปในแดนเมืองเสง เจ้าเมืองเสงแจ้งว่าทัพเจ้าเมืองเตงเจ้าเมืองเจ๋ยกมา เห็นจะต้านทานมิได้ก็ยกธงขาวขึ้น ขอออกตัวกับนายทัพทั้งสองเมือง

ก๋งจูดีกับอีจงเลียนก็ยกทหารเข้าไปในเมืองปราบปรามราษฎรให้ราบคาบแล้ว ก๋งจูดีก็ยกกลับมาเมืองใต้ แจ้งความแก่หงอเสงทุกประการ หงอเสงมีความยินดี แล้วแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความว่าเดือนสี่ข้างขึ้นเชิญเจ้าเมืองเจ๋มา ณ ตำบลไลเตจะได้คิดการต่อไป แล้วหงอเสงก็ยกมาเมืองเตง

ขณะนั้นก๋งจูดีป่วยเป็นโรคปัจจุบันตาย หงอเสงก็ร้องไห้รักแล้วว่าแก่ทหารทั้งปวงว่าก๋งจูดีตายเสียนี้ เหมือนแขนของเราขาดไปข้างหนึ่ง เราเสียใจนัก แล้วหงอเสงให้แต่งการฝังศพก๋งจูดีตามตำแหน่งทหารเอก จึงเอาก๋งจูหงวนผู้น้องก๋งจูดีมาตั้งเป็นไตหูที่ปรึกษาแล้วจะให้โกกีนีเป็นเสียงเคงแทนก๋งจูดี

ก๋งจูฮุดบุตรหงอเสงจึงกระซิบว่ากับบิดาว่า โกกีนีเป็นคนโลภซึ่งจะให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่นั้น เกลือกผู้น้อยจะได้ความเดือดร้อน หงอเสงก็เห็นชอบด้วย จึงให้ชัวจกเป็นที่เสียงเคงแทนก๋งจูดี โกกีนีเป็นอาเลี้ยงรองชัวจก ครั้นถึง ณ เดือนสี่ ข้างขึ้น หงอเสงก็ไปตำบลไลเต พอเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อมาถึงหงอเสงจึงให้ยกโต๊ะมาเชิญเจ้าเมืองทั้งสองเสพสุรา แล้วปรึกษากันด้วยจะปราบปรามหัวเมืองฝ่ายเหนือให้อยู่ในอำนาจ ครั้นเสพสุราแล้วหงอเสงจึงว่า ซึ่งจะยกไปตีนั้นกำหนดเดือนเจ็ดขึ้นคํ่าหนึ่ง ท่านทั้งสองจงเตรียมทัพไว้ให้พร้อม เจ้าเมืองทั้งสองรับคำนับแล้วก็ลาไป

หงอเสงก็กลับมาเมืองเตง จึงเอาเหล็กมาตีเป็นคันธงคันหนึ่งยาวแปดวาศอก ใบธงนั้นกว้างสามวา ยาวหกวา ริมขลิบทองแล้วแขวนพรวนตามริมยี่สิบสี่ลูก จารึกอักษรสี่ตัวว่า ฮองเถียนโถจวย แปลว่า ทัพเมืองหลวงมาลงโทษเมืองฆ้อ ครั้นถึง ณ วันเดือนเจ็ดขึ้นคํ่าหนึ่ง หงอเสงตระเตรียมทหารพร้อมแล้วยกออกตั้งขบวนคอยฤกษ์อยู่นอกเมือง

หงอเสงจึงให้เลื่อนเกวียนประทับหยกตำแหน่งที่แม่ทัพขี่เข้าไว้ตรงหน้า แล้วให้เอาธงใหญ่มาปักไว้ริมเกวียน หงอเสงจึงร้องประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า ผู้ใดถือธงคันนี้ได้ เราจะให้ขี่เกวียนเล่มนี้ไปเป็นแม่ทัพหน้า แฮซกเองทหารหงอเสงคนหนึ่ง หน้าดำหนวดยาว จักษุใหญ่ขนคิ้วดก ใส่เกราะเงิน ได้ยินดังนั้นก็เข้ามาคำนับหงอเสงแล้วยกธงขึ้นถือถอยหลังสามก้าว เดินไปข้างหน้าสามก้าว ทหารเลวทั้งปวงเห็นดังนั้นก็สรรเสริญแฮซกเองว่ามีกำลังมาก แฮซกเองก็เดินมาจะขึ้นเกวียน

เองขอซกจึงร้องห้ามแฮซกเองว่า ท่านอย่าเพิ่งขึ้นเกวียนก่อน เราจะยกให้ดีกว่านั้น แล้วเองขอซกก็ชิงเอาธงมาจากมือแฮซกเอง ถือแกว่งไปมาจนใบธงม้วนกลมเข้ากับคัน แล้วโบกธงหันเหียนแคล่วคล่องดังรำทวนสำหรับมือ หงอเสงและทหารทั้งปวงสรรเสริญเองขอซกว่ามีกำลังดุจดังคนโบราณ เองขอซกก็เรียกเจ้าพนักงานให้เลื่อนเกวียนเข้ามา กองชุนอีเห็นดังนั้นก็ร้องว่าท่านอย่าเพิ่งขึ้นเกวียนก่อน เรายังมีกำลังมากกว่าท่าน แล้วเดินเข้ามาจะชิงเอาธง เองขอซกเห็นดังนั้นก็โดดขึ้นบนเกวียนรีบขับไป กองชุนอีก็โกรธฉวยทวนวิ่งตามเองขอซกไป

หงอเสงเห็นดังนั้นกลัวทหารทั้งสองจะวิวาทกันขึ้น จึงให้ก๋งจูฮุดขี่ม้าเร็วรีบไปตามให้หาตัวทหารทั้งสองคนกลับมา เองขอซกกับกองชุนอีเข้าไปคำนับแล้วต่างคนต่างก็กัดฟันถลึงตาประหนึ่งจะเข้าสู้กัน หงอเสงเห็นกิริยาทั้งสองดังนั้นก็หัวเราะ แล้วว่า ท่านทั้งสองมีกำลังฝีมือเสมอกัน เราจะให้มียศเสมอกันอย่าขัดเคืองกันเลย แล้วหงอเสงก็ให้เอาเกวียนประดับหยกอย่างแม่ทัพมาให้คนละเล่ม พอได้ฤกษ์ก็ให้ยกทัพตามระยะทาง ครั้นพบทัพเมืองเจ๋ เมืองฬ่อ ก็บรรจบกันรีบยกเข้าไปในแดนเมืองฆ้อจึงตั้งค่ายใหญ่ลงสามค่ายทางใกล้เมืองประมาณยี่สิบเส้น

เจ้าเมืองฆ้อแจ้งว่าทัพทั้งสามหัวเมืองยกมา ก็ให้ทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินทั้งสี่ด้าน หงอเสงมิได้เห็นทหารเมืองฆ้อยกออกมารบ จึงปรึกษานายกองทหารทั้งสองเมืองว่า ซึ่งเมืองฆ้อมิได้ยกออกมารบนั้น เห็นเจ้าเมืองจะย่อท้ออยู่แล้ว เพลาพรุ่งนี้เราจำจะยกเข้าหักเอาเมืองให้จงได้ นายกองทหารทั้งสองเมืองก็เห็นด้วย ครั้นรุ่งเช้าหงอเสงก็ให้รวมทัพทั้งสองเมืองเข้าระดมตีเมืองฆ้อทั้งสองด้าน ทหารเมืองฆ้อซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินอยู่นั้นก็รบพุ่งต้านทานเป็นสามารถ

ฝ่ายเองขอซกก็เอาธงหนีบรักแร้โดดขึ้นไปยืนอยู่บนเชิงเทิน กองชุนอียืนอยู่บนเกวียนเป็นทัพหนุนเห็นดังนั้นก็เกิดคิดอิจฉาว่า เองขอซกจะได้ความชอบแต่ผู้เดียว จึงลอบยิงเกาทัณฑ์ไปถูกหลังเองขอซกตกจากเชิงเทินขาดใจตาย แฮซกเองเห็นดังนั้นสำคัญว่าเองขอซกต้องอาวุธทหารเมืองฆ้อ แฮซกเองโกรธนักวิ่งมาฉวยธงได้ ถือโดดขึ้นไปยืนอยู่บนเชิงเทินแล้วโบกธงไปมา ทหารทั้งปวงเห็นแฮซกเองมีมานะ ต่างคนปีนกำแพงขึ้นไปไล่ฆ่าฟันทหารเมืองฆ้อที่รักษาหน้าที่เชิงเทินแตกกระจายไปสิ้น เจ้าเมืองฆ้อเห็นข้าศึกเหลือกำลังก็ทิ้งครอบครัวเสียแต่งตัวเป็นพ่อค้ารีบหนีไปเมืองโอย

หงอเสงเข้าเมืองได้จึงปูนบำเหน็จทแกล้วทหารตามสมควร หงอเสงมิได้เห็นหน้าเองขอซกก็คิดถึงกลั้นนํ้าตามิได้ก็ร้องไห้บ่นถึงเองขอซก และเมื่อเองขอซกถูกเกาทัณฑ์ หงอเสงไม่ทันเห็นว่าผู้ใดยิงแต่เข้าใจว่ามิใช่เกาทัณฑ์ข้าศึก ครั้นจะไล่เลียงเอาตัวก็ยังคิดที่จะจัดแจงบ้านเมืองอยู่ หงอเสงให้ไปเชิญเจ้าเมืองฬ่อมากินโต๊ะ

ขณะนั้นหงอเสงเห็นผู้หนึ่งแต่งตัวอย่างขุนนางจูงมือเด็กน้อยเข้ามาคำนับ หงอเสงจึงถามว่าท่านเป็นขุนนางตำแหน่งใด เบ็กลีจึงบอกว่าข้าพเจ้าชื่อเบ็กลีไตหู และเด็กคนนี้ชื่อสินเป็นน้องเจ้าเมืองฆ้อ บรรดาญาติพี่น้องเจ้าเมืองฆ้อตายสิ้นแล้ว ยังแต่สินผู้เดียว ข้าพเจ้าจะขอชีวิตไว้พอได้สืบแซ่ต่อไป

ขณะนั้นสินน้องเจ้าเมืองฆ้อก็ร้องไห้ขอชีวิต เจ้าเมืองเจ๋เจ้าเมืองฬ่อมีความสงสารนัก แต่มิได้ว่าประการใด หงอเสงจึงว่า ซึ่งเรามาทำศึกทั้งนี้เพราะการรับสั่ง จะได้เห็นแก่สมบัตินั้นหามิได้ ซึ่งสินน้องเจ้าเมืองฆ้อยังอยู่นี้เราดีใจนักจะได้เป็นเจ้าเมืองฆ้อแทนพี่ชาย เบ็กลีจึงว่า แต่ท่านไม่ฆ่าสินนายข้าพเจ้าเสียนั้น พระคุณท่านก็หนักหนาอยู่แล้ว ท่านจะยกสมบัติบ้านเมืองให้นั้นเห็นหาสมควรไม่ ประการหนึ่งสินก็ยังเด็กนัก สมบัติในเมืองฆ้อเป็นของๆ ท่าน ข้าพเจ้าบ่าวนายนี้จะขอแต่ชีวิตรอด

หงอเสงจึงว่า อันเราว่านี้โดยสุจริต ท่านอย่ารังเกียจเลย ถึงสินยังเด็กอยู่ว่าราชการไม่ได้ ท่านจงว่าราชการไปพลางกว่าสินจะใหญ่ขึ้น เบ็กลีจึงว่าข้าพเจ้าสติปัญญาน้อย จะทำนุบำรุงสินไปมิตลอด หงอเสงว่าข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลย เราจะให้ชุนเอกอยู่ว่าราชการด้วย เบ็กลีคุกเข่าลงคำนับหงอเสง

เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อนั้นมีความสงสารแก่สินนัก ครั้นได้ฟังหงอเสงว่าดังนั้นต่างคนก็ดีใจ จึงสรรเสริญหงอเสงว่านํ้าใจหงอเสงโอบอ้อมอารี ควรเป็นที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าทั้งปวงได้ แล้วเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อก็ลากลับไปเมือง หงอเสงครั้นจัดแจงเมืองฆ้อเป็นปกติแล้วก็ยกกลับมาเมืองเตง

ชัวจกจึงว่ากับหงอเสงว่า ท่านไปตีเมืองครั้งนี้เสียเองขอซกซึ่งเป็นทหารเอกคนหนึ่ง เหมือนเสียทหารหมื่นหนึ่ง ทั้งลงทุนเสบียงอาหารไปก็หลายร้อยหาบ ครั้นได้เมืองแล้วเหตุไรท่านจึงยกสมบัติเมืองฆ้อให้สินเสีย ทั้งซ้ำป่วยการขุนนางเอกเข้าไปอีกเล่า ถ้าท่านจะนอนเสพสุราอยู่กับเมืองจะมิสบายกว่าหรือ

หงอเสงได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่า ท่านหารู้ความคิดเราไม่ เราไปตีเมืองฆ้อครั้งนี้ เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อก็ยกไปด้วย เป็นสามทัพทั้งทัพเรา ทแกล้วทหารเป็นอันมาก และเมืองฆ้อนั้นเป็นเมืองน้อย ถ้าจะเอาสมบัติในเมืองฆ้อนั้นมาแบ่งกันเป็นสามส่วนๆ หนึ่งนั้นจะคิดเป็นค่าเสบียงก็เจียนไม่คุ้ม อนึ่งหัวเมืองทั้งปวงก็จะครหานินทาว่าเรากับเมืองเจ๋เมืองฬ่อคบคิดกันเที่ยวตีเมืองน้อย เก็บเอาทรัพย์สิ่งของมาแบ่งปันกันเหมือนกองทัพโจร เราจึงเอาสินตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองเหมือนเจว็ด หวังจะกันครหา ซึ่งให้ชุนเอกอยู่ว่าราชการเมืองฆ้อ เมืองฆ้อสิทธิ์ขาดในชุนเอกแล้ว สมบัติในเมืองฆ้ออยู่ในเงื้อมมือเราสิ้น หาต้องเป็นส่วนแบ่งกันกับผู้ใดไม่

ชัวจกได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบด้วย คุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ท่านคิดทำครั้งนี้ดังเทพยดาเข้าดลใจ ที่ไหนเจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อจะล่วงรู้ถึงสติปัญญาท่าน หงอเสงจึงว่ากับชัวจกว่า ถึงเราได้สมบัติสักแสนเมืองฆ้อพันเมืองฆ้อ ก็ไม่วายคิดถึงเองขอซก ทำประการใดจะชำระเอาตัวผู้ทำร้ายเองขอซกได้ แล้วหงอเสงจึงเล่าความเมื่อหักเมืองฆ้อและเองขอซกถูกเกาทัณฑ์นั้นให้ชัวจกฟัง

ชัวจกจึงว่าการเมื่อขณะนั้นสับสนนัก ซึ่งจะชำระเหมือนความทั้งปวงเห็นไม่ได้จำจะบวงสรวงเทพยดาขอเอาตัวผู้ทำผิด หงอเสงก็เห็นชอบด้วย จึงให้สั่งทหารเอกทหารเลวทั้งปวงบรรดาไปตีเมืองฆ้อนั้น ให้แบ่งปันกันเป็นหมวดละยี่สิบห้าคน เวลาพรุ่งนี้ให้มีเครื่องบวงสรวงเทพยดาเข้ามาด้วย ชัวจกก็มาสั่งที่ปรึกษาและทหารเอกทหารเลวตามคำหงอเสง ครั้นเวลารุ่งเช้าทหารทั้งปวงลงชื่อในกระดาษเหลืองแล้ว จุดธูปเทียนบูชาเทพยดา แล้วคนทรงอ่านคำสาบานว่า ข้าพเจ้าทั้งนี้ถ้าผู้ใดลอบทำร้ายเองขอซกก็ขอเทพยดาสำแดงโทษให้เห็นประจักษ์แก่คนทั้งปวงเถิด ครั้นประกาศแล้วหงอเสงก็เอากระดาษซึ่งเขียนรายชื่อทหารทั้งปวงเผาไฟ

ขณะนั้นปีศาจเองขอซกเข้าสิงอยู่ในกายกองชุนอีลุกขึ้นยืนสยายผม เดินเข้าไปคุกเข่าลงคำนับหงอเสงว่า ข้าพเจ้านี้คือเองขอซก แต่ข้าพเจ้าอาสาท่านทำศึกมาหลายครั้ง ก็ยังไม่เสียทีแก่ผู้ใด และครั้งนี้กองชุนอีพยาบาทข้าพเจ้าแต่รับยกธงใหญ่จึงลอบยิงข้าพเจ้าเสีย ถ้ากองชุนอีสู้รบกันซึ่งหน้าแล้ว ถึงข้าพเจ้าจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ว่าแล้วก็เอามือล้วงคอเข้าไปลากโลหิตออกมาประมาณถังหนึ่ง ปีศาจเองขอซกก็ออกจากกองชุนอี กองชุนอีก็ซบลงอยู่ที่หน้าโต๊ะขาดใจตาย

หงอเสงเห็นก็ตกใจ จึงให้แก้ไขกองชุนอีอยู่ช้านานก็มิได้ฟื้น เห็นว่ากองชุนอีตายเสียแล้ว ทหารทั้งปวงต่างว่ากองชุนอีแกล้งยิงเองขอซกตาย ปีศาจเองขอซกศักดิ์สิทธิ์นัก หงอเสงเห็นด้วยจึงให้เอาศพกองชุนอีไปแต่งการฝังศพตามตำแหน่งนายทหารเอก แล้วให้ปลูกศาลให้เองขอซกเลื่อนที่ให้เป็นอึงไตหู หงอเสงคิดเสียดายเองขอซกกับกองชุนอีบ่นถึงอยู่มิได้ขาด

ครั้นปีใหม่หงอเสงจึงจัดสิ่งของให้ขุนนางนำไปให้เจ้าเมืองเจ๋ เจ้าเมืองฬ่อ โดยทางไมตรีกันตามอย่างธรรมเนียม คนใช้หงอเสงครั้นไปถึงแดนเมืองฬ่อแจ้งว่า มีผู้ฆ่าเจ้าเมืองฬ่อเสียแล้วก็รีบกลับมาเมืองเตงเข้าไปแจ้งแก่หงอเสง หงอเสงแจ้งว่าเจ้าเมืองฬ่อมีผู้ลอบฆ่าเสีย ก็คิดเสียดายเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองฬ่อคนนี้ซื่อตรงได้ไปทำศึกด้วยกันหลายครั้ง เห็นทแกล้วทหารก็รักใคร่เป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันสิ้น ผู้ใดจึงบังอาจลอบฆ่าเสียได้

ขุนนางนายทหารผู้หนึ่งรู้เรื่องความเมืองฬ่อจึงเล่าให้หงอเสงฟังว่า เดิมเจ้าเมืองฬ่อคนเก่า ซึ่งเป็นบิดาเจ้าเมืองฬ่อที่ตายนี้ชื่อฮุยก๋งและบุตรชายสองคน ผู้พี่ชื่อก๋งจูอุน ผู้น้องชื่อก๋งจูคุย แต่ต่างมารดากัน ก๋งจูคุยนั้นเป็นบุตรภรรยาหลวง ก๋งจูอุนนั้นเป็นบุตรภรรยาน้อย ครั้นถึงฮุยก๋งจะตายยกสมบัติให้แก่ก๋งจูคุย ก๋งจูคุยยังเด็กอยู่ จึงให้ก๋งจูอุนว่าราชการเมืองจนกว่าก๋งจูคุยจะใหญ่ขึ้น เมื่อเหตุจะเกิดฆ่าฟันกันขึ้นครั้งนี้ เพราะก๋งจูเต๊กขุนนางผู้น้อยคนหนึ่ง เข้าไปว่าก๋งจูอุนว่าจะขอเลื่อนที่ขึ้นเป็นไทไจขุนนางผู้ใหญ่ ก๋งจูอุนจึงว่าตัวเรานี้เป็นผู้ช่วยว่าราชการ จะตั้งแต่งขุนนางนั้นไม่ได้ ด้วยสมบัติบ้านเมืองเป็นของก๋งจูคุย

ก๋งจูเต๊กจึงว่า แต่ท่านได้ว่าราชการในเมืองฬ่อได้ถึงสิบแปดปีแล้ว ขุนนางและราษฎรก็รักใคร่ท่านสิ้น ก๋งจูคุยน้องนั้นยังหามีผู้ใดสมัครด้วยไม่ ถ้าท่านฆ่าก๋งจูคุยเสียสมบัติในเมืองฬ่อก็จะเป็นสิทธิ์แก่ท่าน เห็นขุนนางและราษฎรจะยินดีทุกคน ก๋งจูอุนได้ฟังดังนั้นก็โกรธเอามือปิดหูเสียลุกขึ้นกระทืบเท้าแล้วว่า บ้านเมืองใดมีคนเช่นนี้อยู่แล้วจะพลันฉิบหาย ว่าแล้วก๋งจูอุนก็ให้คนใช้ขับก๋งจูเต๊กออกไปเสีย ก๋งจูเต๊กได้ว่ากล่าวถลำเกินไปแล้วก็กลัว จึงไปยุก๋งจูคุยว่า เพลาคืนนี้ก๋งจูอุนพี่ท่านหาข้าพเจ้าไปปรึกษาว่าจะฆ่าท่านเสีย ที่ข้าพเจ้าได้ทัดทานเห็นก๋งจูอุนจะไม่ฟังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดถึงคุณบิดาท่านชุบเลี้ยงมาแต่ก่อนจึงอุตส่าห์มาบอกท่านให้รู้ตัว

ก๋งจูคุยสำคัญว่าจริงก็ตกใจจึงว่า ก็เมื่อบิดาเราจะตายก็ได้ฝากเรากับก๋งจูอุน ก๋งจูอุนก็ได้รับคำบิดาเป็นมั่นคง เมื่อพี่เรามิได้คิดถึงรับคำบิดาเราไว้ จะคิดทำอันตรายเราฉะนี้ ท่านจงเห็นแก่บิดาเราที่ได้มีคุณมากับท่าน ช่วยเราแก้ไขให้ได้รอดชีวิตสืบไปเบื้องหน้าเราจะสนองคุณท่าน ก๋งจูเต๊กได้ทีจึงว่า เมื่อก๋งจูอุนมิได้คิดถึงที่ได้รับคำบิดาไว้จึงทำอันตรายกับท่าน ท่านจงฆ่าก๋งจูอุนเสียท่านจึงจะรอดชีวิต

ก๋งจูคุยจึงว่า ก๋งจูอุนได้ว่าราชการเมืองมาช้านานแล้ว ขุนนางราษฎรก็อยู่ในบังคับบัญชาสิ้น ซึ่งจะคิดฆ่าก๋งจูอุนนั้นเกรงจะไม่สมคิด ก๋งจูเต๊กจึงว่า ข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่งถึงก๋งจูอุนจะมีทหารเอกสักร้อยหมื่นท่านมีทหารอยู่คนเดียวก็จะฆ่าก๋งจูอุนเสียได้โดยง่าย ก๋งจูคุยจึงถามว่าอุบายของท่านอย่างไร

ก๋งจูเต๊กจึงว่า เมื่อครั้งแผ่นดินพระเจ้าเบ๊งอ๋อง ปู่ท่านเป็นเจ้าเมืองฬ่อ เจ้าเมืองเตงจับเอาไปจำไว้ ณ เมืองเตง ปู่ท่านจึงหาแม่มดมาลงผี แล้วบนว่าถ้าช่วยให้กลับไปเมืองได้ในสามวันจะปลูกศาลบวงสรวงเซ่นทุกปีมิได้ขาด อยู่ประมาณสองวันปู่ท่านก็ได้กลับมาเมืองฬ่อ จึงปลูกศาลไว้นอกเมืองข้างประตูใต้ กระทำบวงสรวงมาทุกปี ครั้นปู่ท่านตายแล้ว บิดาท่านก็ทำต่อมา ครั้นบิดาท่านตาย ก๋งจูอุนพี่ท่านได้ว่าราชการเมือง ถึงปีใหม่ก็ออกมาเซ่นที่ศาลทุกปีมิได้ขาด ทุกวันนี้พี่ท่านถือว่าตัวขุนนางราษฎรรักใคร่ จะไปมามิได้รักษาตัวตามอย่างเจ้าเมือง มีแต่บ่าวตามไปเก้าคนบ้างสิบคนบ้าง และไปนอนค้างที่บ้านไตหูซึ่งอยู่ใกล้ศาลนั้นคืนหนึ่ง ต่อเวลาเช้าเซ่นแล้วจึงกลับเข้ามา บัดนี้ก็เข้าปีใหม่ยังอีกวันหนึ่งสองวัน ก๋งจูอุนก็จะออกไปเซ่น ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้ท่านแต่งคนสนิทลอบตามไปด้วย ถ้าก๋งจูอุนเข้าหยุดพักนอนที่บ้านไตหู เวลากลางคืนจึงลอบฆ่าก๋งจูอุนเสีย ก๋งจูอุนตายแล้วคนทั้งปวงก็จะลงร้ายเอาไตหูผู้เป็นเจ้าบ้านหาล่วงรู้ความลับเราไม่ จะมีผู้ใดนินทาเล่า

ก๋งจูคุยเห็นชอบด้วย จึงว่าท่านจะคิดประการใดก็ตามเถิด ถ้าการสำเร็จเราจะตั้งท่านเป็นที่ไทใจขุนนางผู้ใหญ่ ก๋งจูเต๊กก็ลาออกไปบ้านอยู่ประมาณสองวัน ก๋งจูเต๊กแจ้งว่าก๋งจูอุนออกไปเซ่นที่ศาล ครั้นเวลาคํ่าก็แต่งคนสนิทให้ลอบไปฆ่าก๋งจูอุนเสีย บัดนี้ก๋งจูคุยขึ้นเป็นเจ้าเมืองฬ่อตั้งให้ก๋งจูเต๊กเป็นที่ไทใจตำแหน่งขุนนางผู้ใหญ่

หงอเสงแจ้งดังนั้นจึงว่า เจ้าเมืองฬ่อกับเราได้ว่ากันไว้ว่าถ้ามีทุกข์ร้อนประการใดช่วยกัน เมื่อมีผู้บังอาจทำร้ายเจ้าเมืองฬ่อฉะนี้ จำเราจะยกไปกำจัดก๋งจูคุยเสียจึงจะชอบ ถ้านิ่งอยู่คนทั้งปวงจะนินทาว่าเราหาเจ็บร้อนด้วยเจ้าเมืองฬ่อซึ่งมีไมตรีต่อกันมาแต่ก่อนนั้นไม่ ชัวจกจึงว่า ถ้าเป็นศึกต่างเมืองมายํ่ายีเมืองฬ่อท่านมิไปช่วย คนทั้งปวงจะครหานินทาได้ นี่พี่น้องเขาทำร้ายกันเองท่านจะโกรธแค้นนั้นไม่ควร ขอให้งดฟังข่าวสักเก้าสิบวันก่อน ถ้าก๋งจูคุยเป็นเจ้าเมืองจริงก็คงจะมาเป็นไมตรีกับท่าน ถ้ามิมาจึงยกไปตีต่อภายหลัง หงอเสงก็เห็นชอบด้วย

อยู่มาสองวันหงอเสงออกว่าราชการ นายประตูมาบอกว่าขุนนางเมืองฬ่อคุมเครื่องบรรณาการมาคำนับท่าน หงอเสงก็ให้พาตัวเข้ามา ขุนนางเมืองฬ่อคำนับแล้วจึงว่า ก๋งจูคุยเจ้าเมืองฬ่อใหม่ให้ข้าพเจ้าคุมสิ่งของมาคำนับ ขอเป็นไมตรีกับท่านตามอย่างเจ้าเมืองเก่า หงอเสงจึงจัดสิ่งของตอบแทนไปตามธรรมเนียม ขณะนั้นพระเจ้าฮวนอ๋องเสวยราชสมบัติในเมืองหลวงได้เก้าปี

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ