๗๔

ฝ่ายฮุยบอเก๊กซึ่งเป็นขุนนางที่ปรึกษา เห็นฌ้อเจียวอ๋องรักใคร่เป๊กคับอ๋วนนัก ก็มีใจอิจฉาจะฆ่าเป๊กคับอ๋วนเสียให้ได้ นิ่งตรึกตรองหาอุบายครั้นคิดได้จึงสั่งให้คนใช้ไปเรียกเอียนจังสูมาบ้านแล้วจึงว่า บัดนี้เป๊กคับอ๋วนชนะศึกมา ฌ้อเจียวอ๋องให้บำเหน็จรางวัลต่างๆ เป๊กคับอ๋วนมีใจกำเริบขึ้นกว่าแต่ก่อน ครั้นจะละไว้เราก็จะไม่มีความสบาย จำจะคิดฆ่าเป๊กคับอ๋วนเสียให้จงได้ แล้วก็เล่าความตามซึ่งตัวคิดไว้นั้นให้ฟังทุกประการแล้วว่า ท่านจงไปบ้านเลงอินลงเหียบอกว่าเป๊กคับอ๋วนให้เชิญมากินโต๊ะ ณ บ้านเพลาพรุ่งนี้ เอียนจังสูก็คำนับลาไป ณ บ้านเลงอินลงเหีย คำนับแล้วแกล้งอุบายบอกแก่ลงเหียว่า เป๊กคับอ๋วนคำนับมาว่าให้เชิญท่านไปกินโต๊ะ ณ บ้านในเพลาพรุ่งนี้ แต่คิดวิตกอยู่ว่าตัวเป็นผู้น้อยจะมาเชิญท่านไปนั้นหาสมควรไม่ ขอท่านอย่าได้ถือโทษเลย ลงเหียจึงว่า ท่านจงไปบอกแก่เป๊กคับอ๋วนเถิดว่าอย่าคิดเกรงใจเราเลย เพลาพรุ่งนี้เราจึงจะไป เอียนจังสูก็คำนับลากลับไปแจ้งความให้ฮุยบอเก๊กฟังทุกประการ

ฮุยบอเก๊กยินดีนักจึงรีบไปหาเป๊กคับอ๋วน ณ บ้าน แกล้งบอกว่าลงเหียมีใจกรุณาแก่ท่านสั่งเรามาให้บอกว่าเพลาพรุ่งนี้จะมาเยี่ยมเยียน ด้วยแจ้งว่าท่านมีชัยกับทหารเมืองหงอ จึงอยากจะมาทำไมตรีชอบพอกันไว้สืบไปภายหน้าจะได้เป็นเพื่อนตัว เป๊กคับอ๋วนจึงว่า เราเป็นขุนนางผู้น้อย อันลงเหียเป็นขุนนางผู้ใหญ่จะมาชอบพอกับเรานั้นมีความยินดีนัก จะต้องจัดแต่งโต๊ะไว้ต้อนรับจึงจะสมควร ฮุยบอเก๊กจึงว่าท่านคิดอย่างนี้ก็ดีแล้ว แต่ซึ่งลงเหียจะมาบ้านท่านนั้น ท่านจะมีสิ่งของสิ่งใดไว้เป็นคำนับกำนัลลงเหียบ้าง เป๊กคับอ๋วนจึงว่า เรายังหาแจ้งนํ้าใจลงเหียว่าจะชอบสิ่งไรไม่ ท่านเป็นคนคุ้นเคยกับลงเหียจงช่วยชี้แจงให้เราแจ้งด้วย ฮุยบอเก๊กได้ฟังเป๊กคับอ๋วนว่ามีความยินดีนัก จึงนึกว่าการที่เราคิดนั้นเห็นจะสมแล้ว จึงว่ากับเป๊กคับอ๋วนว่า เราเห็นลงเหียรักอยู่ก็แต่เครื่องศัสตราวุธที่อย่างดี และทแกล้วทหารที่มีกำลังและฝีมือ ท่านจงจัดหาอาวุธมาวางพิงไว้แล้วให้ทหารแต่งตัวใส่เกราะมายืนอยู่ที่กินโต๊ะ แม้นลงเหียมาบ้านท่าน ท่านจงดูกิริยาถ้าเห็นว่าลงเหียชอบใจสิ่งใดแล้ว ท่านจงยกให้เป็นของกำนัล เป๊กคับอ๋วนไม่ทันที่จะตรึกตรองก็เห็นชอบด้วย จึงเรียกคนใช้ให้ขนเครื่องอาวุธออกมาให้ ฮุยบอเก๊กก็เลือกเครื่องศัสตราวุธได้ประมาณห้าสิบหกสิบเล่ม จึงบอกเป็นอุบายว่า ของเหล่านี้ลงเหียเห็นก็คงชอบใจเป็นแน่ เพลาพรุ่งนี้ท่านจงตระเตรียมไว้ให้พร้อมเถิด แล้วฮุยบอเก๊กก็ลากลับมาบ้าน

ครั้นเพลารุ่งเช้า ฮุยบอเก๊กก็ไปบ้านลงเหียคำนับกันตามธรรมเนียม ลงเหียเห็นฮุยบอเก๊กมาก็ยินดีจึงว่า เป๊กคับอ๋วนให้มาเชิญเราไปกินโต๊ะ ณ บ้าน ท่านจงมาไปด้วยกันเถิด ฮุยบอเก๊กจึงทำเป็นตกใจแล้วว่า ซึ่งเป๊กคับอ๋วนเป็นแต่ผู้น้อย มาเชิญท่านเป็นผู้ใหญ่ไปกินโต๊ะที่บ้านนั้นเห็นผิดประหลาดอยู่ ข้าพเจ้าจะไปสืบดูร้ายดีเสียก่อนแล้วจึงจะกลับมาบอกท่าน ลงเหียได้ฟังดังนั้นจึงว่า เดิมเราไม่คิด ครั้นท่านมาว่าจึงนึกขึ้นได้ ท่านจงรีบไปสืบทราบดูให้แน่ก่อนเถิด ฮุยบอเก๊กก็คำนับลาออกมาจากบ้านลงเหียเข้าไปแอบอยู่ประมาณครู่หนึ่งแล้วทำตกใจวิ่งกลับมาแจ้งความกับลงเหียว่า บัดนี้เป๊กคับอ๋วนจัดแจงทหารและเครื่องศัสตราวุธไว้เป็นอันมาก ท่านอย่าได้ไปเลยคงเป็นอันตรายแล้ว ลงเหียได้ฟังดังนั้นสะดุ้งตกใจ คิดสงสัยอยู่ว่าเป๊กคับอ๋วนกับเรามิได้มีข้อพยาบาทขัดเคืองแก่กัน เหตุไรท่านจึงว่าเป๊กคับอ๋วนจะคอยทำร้ายแก่เรา เราหาเห็นด้วยไม่

ฮุยบอเก๊กครั้นเห็นลงเหียสงสัยอยู่จึงแกล้งตอบว่า ท่านจงตรึกตรองดูเถิด คำโบราณว่าไว้ว่า ถํ้าอันเดียวมีกิเลนอยู่ด้วยกันสองตัวนั้นก็คงจะคิดร้ายแก่กันอยู่เนืองๆ ก็บัดนี้เป๊กคับอ๋วนมีชัยชนะแก่ทหารเมืองหงอ ฌ้อเจียวอ๋องให้บำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก เป๊กคับอ๋วนคิดกำเริบใจอยากจะเป็นผู้สำเร็จราชการเหมือนอย่างท่านบ้างจึงคิดทำดังนี้ ถ้าท่านยังแคลงใจอยู่จงใช้ให้คนสนิทลอบไปสืบดูเถิด ลงเหียได้ฟังดังนั้นก็เห็นจริงด้วยทุกอย่าง แต่ยังไม่แน่แก่ใจจึงใช้คนสนิทให้ไปบ้านเป๊กคับอ๋วนดูแยบคายว่าจะจริงหรือไม่ คนสนิทไปลอบดูครั้นเห็นแล้วก็กลับมาบอกลงเหียว่าเป๊กคับอ๋วนจัดอาวุธและทหารใส่เกราะเตรียมตัวไว้จริง ลงเหียได้ฟังดังนั้นตกใจ จึงให้คนไปเรียกเอียนจังสูมาแล้วเล่าความซึ่งเป๊กคับอ๋วนคิดนั้นให้ฟังทุกประการ

เอียนจังสูได้ฟังดังนั้นทำตกใจแล้วว่า ความทั้งนี้ข้าพเจ้ารู้ระแคะระคายอยู่แต่เดิมแล้ว ว่าเป๊กคับอ๋วนกับเอียงเลงเจียง เอียงอ๋อง เอียงโต คิดกันจะทำร้ายแก่ท่าน อันขุนนางสี่คนนี้เย่อหยิ่งอยากยกตัวขึ้นเป็นใหญ่ จึงจะคิดฆ่าท่านเสียชิงเอาที่เลงอิน บัดนี้ขุนนางทั้งสี่ก็คิดประทุษร้ายต่อท่านแล้ว ท่านก็จำคิดเสียก่อนบ้าง คำโบราณก็ว่าไว้ว่า หนามยอกแล้วต้องเอาหนามบ่งจึงจะต้องขนบธรรมเนียม ลงเหียได้ฟังดังนั้นเห็นจริงด้วย โกรธเป๊กคับอ๋วนนักจึงว่า เราจะเข้าไปบอกฌ้อเจียวอ๋องให้ฆ่าเป๊กคับอ๋วนเสียให้จงได้ แล้วก็ชวนฮุยบอเก๊กเอียนจังสูไปหาฌ้อเจียวอ๋อง ณ ที่ว่าราชการ ลงเหียจึงแจ้งความแก่ฌ้อเจียวอ๋องตามที่เป๊กคับอ๋วนคิดร้ายแก่ตัวให้ฌ้อเจียวอ๋องฟังทุกประการ

ฌ้อเจียวอ๋องได้ฟังดังนั้นหาทันพิจารณาไม่ มีความโกรธในเป๊กคับอ๋วนนัก จึงให้เอียนจังสูคุมทหารไปจับเป๊กคับอ๋วนฆ่าเสียให้จงได้ เอียนจังสูคำนับลามาจัดแจงทหารได้ประมาณสี่สิบห้าสิบคน ถืออาวุธครบมือก็รีบไป ครั้นถึงบ้านเป๊กคับอ๋วนก็ให้ทหารเข้าล้อมบ้านเป๊กคับอ๋วน ให้ทหารร้องประกาศว่าเป๊กคับอ๋วนเป็นขบถต่อแผ่นดิน ฌ้อเจียวอ๋องให้เรามาจับตัวฆ่าเสีย

เป๊กคับอ๋วนอยู่ในตึกกำลังจัดแจงแต่งโต๊ะไว้คอยรับลงเหียอยู่ พอได้ยินเสียงทหารร้องเข้ามาดังนั้นมีความสะดุ้งตกใจนัก จึงคิดว่าครั้งนี้เราเสียกลแก่ฮุยบอเก๊กแล้ว ถ้าเราจะต่อสู้เอียนจังสูก็พอจะสู้ได้ ด้วยทแกล้วทหารก็มีพร้อมกันอยู่ แต่ว่าจะสู้รบบัดนี้เล่าก็จะสมกับคำฮุยบอเก๊กไปยุยงความชั่วก็จะปรากฏไปเบื้องหน้า คนทั้งปวงก็จะว่าเราเป็นขบถต่อแผ่นดินจริง เป๊กคับอ๋วนคิดดังนั้นแล้วก็ชักกระบี่ออกเชือดคอตายเสียต่อหน้าทหารทั้งปวง ทหารทั้งปวงชิงไว้ก็ไม่ทัน ขณะนั้นเป๊กพีบุตรเป๊กคับอ๋วนไปเที่ยวเล่นอยู่นอกเมือง ครั้นแจ้งว่าฌ้อเจียวอ๋องให้ทหารมาล้อมบ้านจับตัวบิดา บิดาเชือดคอตายเสียแล้ว เป๊กพีตกใจนักก็อาศัยอยู่ตามราษฎรนอกเมือง ฌ้อเจียวอ๋องให้เอียนจังสูไปจับเป๊กคับอ๋วนนั้นกลัวการจะไม่สำเร็จ จึงให้ลงเหียคุมทหารหนุนไปอีกกองหนึ่ง ครั้นลงเหียมาถึงบ้านเป๊กคับอ๋วนแจ้งว่าเป๊กคับอ๋วนเชือดคอตายแล้ว จึงป่าวร้องให้ราษฎรชาวเมืองเอาไฟเผาบ้านเป๊กคับอ๋วนเสีย

ราษฎรมีความสงสารเป๊กคับอ๋วนเป็นอันมาก ด้วยเห็นว่าเป๊กคับอ๋วนมีความสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินอยู่ ฮุยบอเก๊กแกล้งใส่ความเอา แต่ขัดมิได้เพราะกลัวอาญาลงเหีย ต่างคนก็เอาไฟไปเผาบ้านเป๊กคับอ๋วนเสียจนสิ้น แล้วลงเหียก็ชวนเอียนจังสูคุมทหารไปล้อมบ้านเอียงเลงเจียง เอียงอ๋อง เอียงโต ซึ่งเป็นพรรคพวกชอบพอกับเป๊กคับอ๋วนแล้วให้ทหารพังประตูเข้าไปจับตัวคนทั้งสามออกมาได้ก็ให้ฆ่าเสีย แล้วก็พาทหารกลับไปแจ้งความกับฌ้อเจียวอ๋องทุกประการแล้วก็ลามายังบ้าน ครั้นเพลาคํ่าลงเหียคิดว่าเราทำการครั้งนี้ราษฎรจะพูดจาว่ากล่าวประการใดบ้าง จึงชวนคนสนิทแต่งตัวปลอมเป็นชาวบ้าน เที่ยวลอบฟังกิตติศัพท์ดูตามบ้านราษฎรก็หาได้ยินประการใดไม่ เห็นแต่ป้ายปักอยู่ทุกบ้านราษฎร ลงเหียก็เข้าไปอ่านดู มีหนังสืออยู่หกตัวว่าฌ้อตงฉินเป๊กคับอ๋วนนั้นแปลเป็นภาษาไทยได้ความว่า ในเมืองฌ้อนี้เป๊กคับอ๋วนเป็นคนซื่อตรง หนังสือป้ายอย่างนี้ชาวเมืองทำไว้บูชาทุกบ้าน เลงอินมีความสะดุ้งใจจึงให้จออิวซึ่งเป็นคนสนิทไปถามได้ความว่าเป๊กคับอ๋วนเป็นคนซื่อตรงต่อแผ่นดินหามีความผิดไม่ ลงเหียให้ฆ่าเสียชาวเมืองมีความสงสารและนับถือนัก จึงให้เขียนยี่ห้อไว้ดังนี้ปรารถนาจะให้เป๊กคับอ๋วนเป็นเทวดาได้ความสุขต่อไป ลงเหียครั้นแจ้งดังนั้นก็กลับมาที่อยู่ จูซินจึงว่า เป๊กคับอ๋วนคนนี้เป็นคนซื่อตรงต่อแผ่นดิน ครั้งเมื่อไปรบกับทหารเมืองหงอนั้นก็ทำโดยสุจริตมิได้คิดเลี่ยงหลีกเลย อนึ่งซึ่งฮุยบอเก๊กยุยงท่านนั้นเป็นความหาจริงไม่ ฮุยบอเก๊กกับเอียนจังสูคิดอ่านเอง

ซิมมีทรุดจึงว่ากับลงเหียว่า ทุกวันนี้ท่านไม่แจ้งความหรือ ปีศาจมาเข้าคนทรงด่าว่าแช่งผู้กระทำอันตรายแก่เป๊กคับอ๋วนอยู่เนืองๆ เห็นว่าผู้ทำร้ายเป๊กคับอ๋วนนั้นอายุจะหายืนยาวไม่ ถึงฮุยบอเก๊กกับเอียนจังสูเล่า ก็เป็นคนหาซื่อตรงไม่ ท่านไม่รู้หรือเมื่อครั้งฌ้อเพงอ๋องยังมีชีวิตอยู่นั้น ฮุยบอเก๊กกับเอียนจังสูยุยงให้ฆ่าหงอเซีย หงอเสียงจนหงอหวันหนีไปครั้งนั้นก็เพราะคนทั้งสอง มาครั้งนี้เล่าก็คิดอ่านยุท่านให้ฆ่าเป๊กคับอ๋วน และเอียงเลงเจียง เอียงอ๋อง เอียงโตเสีย ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงก็มีใจเกลียดชังนินทาท่านว่าเป็นคนโลเลหารู้จักคนดีและคนชั่วไม่ เชื่อแต่คนสอพลอยุยงกลับฆ่าคนซื่อตรงเสีย แม้นท่านคิดกำจัดคนทั้งสองนี้เสียได้เมื่อใดก็จะสิ้นความนินทา แล้วบ้านเมืองก็จะมีความสุขสืบไป

ลงเหียได้ฟังก๋งจูซิมกับซิมมีทรุดชี้แจงความหลังให้ฟังดังนั้นเห็นจริงด้วย คิดเสียดายขุนนางผู้ซื่อสัตย์นัก จึงว่าตัวเรานี้ชั่วเอง หาทันตรึกตรองให้รอบคอบไม่ ท่านกับเราจงช่วยกันคิดอ่านฆ่าฮุยบอเก๊กกับเอียนจังสูเสียจึงจะหายความแค้น ซิมมีทรุดจึงว่าท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ ลงเหียจึงให้ซิมมีทรุดไปป่าวร้องราษฎรทั้งปวงว่าผู้ใดโกรธแค้นฮุยบอเก๊กกับเอียนจังสูก็ให้เร่งช่วยกันจับตัวมาให้เราจงได้ ชาวเมืองได้ยินซิมมีทรุดว่าดังนั้นก็ชวนกันเป็นพวก ถือเครื่องศัสตราวุธต่างๆ ไป ณ บ้านฮุยบอเก๊กบ้าง ไป ณ บ้านเอียนจังสูบ้าง จับเอาตัวฮุยบอเก๊กกับเอียนจังสูและบุตรภรรยาพรรคพวกมาคุมตัวไว้ จึงเอาไฟเผาบ้านเสีย แล้วนำเอาตัวฮุยบอเก๊ก เอียนจังสูกับพรรคพวกนั้นมาให้แก่ลงเหีย ลงเหียก็ให้ตัดศีรษะฮุยบอเก๊กเอียนจังสูเสียบประจานไว้ ณ ประตูเมือง แล้วให้ฆ่าบุตรภรรยาและสมัครพรรคพวกนั้นเสียด้วย ลงเหียจึงเอาเนื้อความซึ่งฆ่าฮุยบอเก๊กเอียนจังสูกับพรรคพวกนั้นไปแจ้งแก่ฌ้อเจียวอ๋องทุกประการ ฌ้อเจียวอ๋องก็มิได้ว่าประการใด

ฝ่ายอับหลีได้เป็นเจ้าอยู่ในเมืองหงอประมาณปีหนึ่ง ขณะนั้นพระเจ้าจิวเค่งอ๋องเสวยราชย์ในเมืองตังจิวได้หกปี

อับหลีออกว่าราชการจึงปรึกษาด้วยหงอจูสู่ว่า เราได้เป็นเจ้าเมืองขึ้นมาใหม่ๆ ทั้งทแกล้วทหารก็ยังหาพร้อมมูลไม่ ท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะได้หัวเมืองทั้งปวงมาขึ้นแก่เรา เขตแดนเมืองเราจึงจะได้กว้างขวางออกไป หงอจูสู่ได้ยินอับหลีปรึกษาด้วยการบ้านเมืองนึกน้อยใจ เพราะหาสมความที่คิดไม่ ด้วยศพบิดามารดาของเราตกค้างอยู่เมืองฌ้อยังไม่ได้สนองคุณเลย จึงซบหน้าลงร้องไห้ อับหลีเห็นดังนั้นจึงถามว่า ท่านร้องไห้ด้วยเหตุประการใด หงอจูสู่จึงแจ้งความว่า เดิมข้าพเจ้าโกรธกับเจ้าเมืองฌ้อหนีมาพึ่งบุญท่าน จะขอกองทัพยกไปแก้แค้นแทนคุณบิดามารดาตีเอาเมืองฌ้อ มาบัดนี้ไม่สมคิดจึงร้องไห้ อับหลีจึงว่าซึ่งจะไปตีเมืองฌ้อแก้แค้นของท่านนั้นเราก็นึกอยู่มิได้ขาด แต่ทุกวันนี้บ้านเมืองเราราษฎรก็ยังไม่เรียบร้อยเป็นปกติ ทั้งทแกล้วทหารก็ยังหาพรักพร้อมเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกันไม่ ทั้งเสบียงอาหารก็เบาบางยังไม่บริบูรณ์ประการหนึ่ง เงินทองในเมืองก็ไม่พอจะใช้สอยแจกจ่ายทแกล้วทหาร เมืองเราก็เป็นที่ลุ่มนํ้าท่วม ราษฎรจะทำมาหากินก็ลำบากยากนัก พิเคราะห์ดูเมืองเราอุปมาเหมือนนกไร้ขนปีกและหาง จะบินขึ้นสู่อากาศก็มิอาจจะบินขึ้นไปได้ไม่ เราจึงวิตกอยู่ฉะนี้ แม้นท่านช่วยคิดอ่านการบ้านเมืองให้บริบูรณ์แล้ว ความวิตกของท่านที่จะไปแก้แค้นแทนคุณบิดามารดาตีเมืองฌ้อนั้น เราก็จะทำตามน้ำใจท่านทุกประการ

หงอจูสู่มีความยินดีคำนับแล้วจึงว่า ซึ่งท่านกรุณาจะประพฤติตามข้าพเจ้านั้น คุณท่านหาที่สุดมิได้ อันตัวข้าพเจ้าก็มีสติปัญญาน้อยแต่ได้ยินคำโบราณว่าไว้ว่า เจ้าเมืองใดจะทำนุบำรุงบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุขนั้น จงพิเคราะห์ดูชัยภูมิที่นํ้าท่าซึ่งอาณาประชาราษฎร์จะทำมาหากินให้บริบูรณ์อย่าให้ขัดสนได้ ราษฎรรู้ไปก็จะชวนกันทำมาหากิน บ้านเมืองเราก็จะบริบูรณ์กว่าแต่ก่อน เราจะเรียกเอาส่วยสาอากรก็จะได้โดยง่าย อับหลีได้ฟังดังนั้นเห็นชอบด้วย จึงว่าตามแต่ใจท่านเถิด อันราชการในเมืองนี้เรามอบให้สิทธิ์ขาดอยู่กับท่านแล้ว หงอจูสู่มีความยินดีคำนับลาไป ณ บ้าน ครั้นเพลารุ่งเช้าหงอจูสู่ก็ไปดูชัยภูมิที่ ครั้นถึงตำบลกัวสูจึงเดินไปจากบ้านกัวสูไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณสามสิบลี้ พบเขาแห่งหนึ่งชื่อเขาจิวเลงอู พิเคราะห์ดูเห็นชัยภูมิแห่งหนึ่งที่กว้างขวาง ประกอบไปด้วยน้ำท่าบริบูรณ์สมควรที่จะตั้งเมืองใหญ่ได้ หงอจูสู่มีความยินดีนักจึงให้ช่างเขียนแผนที่แล้วกลับเข้าไปหาอับหลี เอาแผนที่กางออกชี้แจงให้ดู อับหลีมีความยินดีนัก จึงเกณฑ์ทหารที่รู้จักทำการให้หงอจูสู่หมื่นหนึ่ง หงอจูสู่ก็พาทหารออกไปกะเกณฑ์ให้ทำกำแพงลงก่อน โดยรอบทั้งกว้างยาววัดได้สามร้อยยี่สิบเส้น มีประตูทั้งสี่ทิศ ข้างทิศใต้ประตูสองประตู ชื่อจัวหมึงหนึ่ง พวนหมึงหนึ่ง แต่ประตูพวนหมีงนั้นเป็นประตูนํ้า น้ำนั้นไหลเข้าออกได้ ประตูจัวหมึงนั้นเป็นประตูบก เรียกประตูงูใหญ่ ทิศเหนือนั้นมีประตูอยู่สองประตู ชื่อประตูเจ๋หมึงหนึ่ง ชื่อเพงหมึงหนึ่ง ประตูเจ๋หมึงนั้นทางตลอดไปเมืองเจ๋ ประตูเพงหมึงนั้นที่ราบรื่นตลอดไปถึงแม่น้ำเมืองหงอ ด้านข้างทิศตะวันออกมีประตูสองประตู ชื่อสู้หมึงหนึ่ง ชื่อเซหมึงหนึ่ง แต่ประตูสู้หมึงนั้นเป็นลำนํ้าบรรจบถึงแม่น้ำเมืองฬ่อ เป็นที่ประชุมพ่อค้าพาณิชทั้งปวงไปมาค้าขาย ข้างประตูเซหมึงเป็นตลาดประชุมพวกช่างทำของขาย ข้างด้านทิศตะวันตกนั้นมีประตูสองประตู ชื่อคับหมึงประตูหนึ่ง ซูหมึงประตูหนึ่ง ประตูคับหมึงนั้นแปลเป็นคำไทยว่าประตูฟ้า ซูหมึงนั้นเป็นประตูตลาดราษฎรค้าขายตลอดไปบ้านกูสู ข้างทิศใต้ตรงประตูซูหมึงออกไปนั้น สร้างเมืองเล็กไว้อีกเมืองหนึ่งโดยรอบกำแพงเมืองนั้นประมาณสิบลี้ เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับรักษาเมืองใหญ่ แต่ประตูสองประตูข้างทิศตะวันออกนั้น หงอจูสู่พิเคราะห์เห็นไปภายหน้าว่า ชาวเมืองอวดจะมาตีเมืองหงอจะเข้าทางประตูนี้ จึงให้ปิดมั่นไว้มิให้เปิดให้ชาวเมืองเดินเข้าออกได้ ข้างทิศตะวันตกเฉียงใต้นั้นสร้างเมืองอีกเมืองหนึ่ง อยู่ริมภูเขาห้องหองซัว เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับจะได้กันข้าศึกข้างเมืองอวดไว้รักษาเมืองใหญ่ ทั้งที่อยู่ข้างหน้าข้างในของอับหลีก็จัดแจงตกแต่งไว้พร้อม เสร็จแล้วหงอจูสู่ก็เข้าไปแจ้งแก่อับหลีว่า เมืองที่สร้างใหม่นั้นข้าพเจ้าจัดแจงไว้พร้อมบริบูรณ์แล้ว ท่านจงให้ทหารไปป่าวร้องแก่ราษฎรชาวเมืองทั้งปวงว่า เมืองเก่านี้ขัดสนเสบียงอาหารจึงไปสร้างเมืองใหม่ หวังจะให้ชาวเมืองทั้งปวงทำมาหากินให้บริบูรณ์ขึ้นกว่าเก่า พรุ่งนี้เป็นวันฤกษ์ดี เจ้าเมืองจะยกไปอยู่เมืองใหม่ ให้ราษฎรไปจับจองไร่นาเรือกสวนที่บ้านเรือนทำมาหากินตามสบายของตัว อับหลีก็ให้ทหารไปป่าวร้องตามคำหงอจูสู่ ครั้นรุ่งขึ้นเป็นวันฤกษ์ดี อับหลีหงอจูสู่ก็อพยพพวกพาไพร่บ้านพลเมืองไปอยู่ ณ เมืองกูสูที่สร้างใหม่นั้น หงอจูสู่จึงให้เรียกส่วยสาอากรนั้นลดลงกว่าแต่ก่อน ราษฎรก็ไปมาค้าขายประชุมกันเป็นอันมาก ตั้งแต่นั้นมาส่วยสาอากรก็เรียกเข้าในคลังมากขึ้น

อยู่วันหนึ่ง อับหลีอยากจะใคร่ได้กระบี่ที่วิเศษไว้ถือสำหรับเป็นคู่มือ จึงให้ทหารไปเที่ยวสืบเสาะได้นายช่างคนหนึ่งชื่อกันเจียง เป็นคนฝีมือดีกว่าช่างทั้งปวง อับหลีจึงว่าเราอยากจะใคร่ได้กระบี่ที่ดีไว้สำหรับบ้านเมือง ท่านจงช่วยอนุเคราะห์เราสักครั้งหนึ่ง กันเจียงคำนับแล้วตอบว่า ซึ่งจะทำกระบี่วิเศษนั้นจะต้องไปหาเหล็กที่ต้องตามตำราห้าอย่างจึงจะได้ แต่ซึ่งจะทำนั้นข้าพเจ้าจะขอหญิงที่ยังไม่เคยพบผู้ชายนั้นร้อยห้าสิบคน ชายที่ยังไม่เคยพบอิสตรีก็ร้อยห้าสิบคนสำหรับจะได้ใช้สอยในการถลุงแร่และหล่อกระบี่ อับหลีมีความยินดีจึงจัดแจงให้ตามคำกันเจียงว่าทุกประการ กันเจียงก็คำนับลาพาพวกพ้องของตัวไปยังเขาห้าตำบล ได้แร่เหล็กมาทั้งห้าอย่างมีความยินดีนัก ครั้นถึงวันฤกษ์ดีจึงให้จัดแจงเครื่องบวงสรวงเทพยดาตามตำราของอาจารย์ แต่ตั้งถลุงแร่อยู่นั้นประมาณได้สามเดือนแร่นั้นก็มิได้ละลาย กันเจียงมีความสงสัยนัก จึงไปปรึกษากับนางมกเอี๋ยซึ่งเป็นภรรยาเล่าความซึ่งถลุงแร่ให้ภรรยาฟังทุกประการ นางมกเอี๋ยจึงว่าท่านลืมเสียแล้วหรือ เมื่อครั้งก่อนนั้นครูท่านถลุงแร่หาออกไม่ ภรรยาครูท่านสู้เสียชีวิต เอาตัวใส่ลงในเบ้าเหล็กนั้นจึงละลาย ครั้งนี้ท่านได้อาสาอับหลีมา ถ้าท่านทำไม่สำเร็จก็จะมีโทษแก่ท่าน ข้าพเจ้าจะสนองคุณท่าน ท่านอย่าวิตกเลย แล้วชวนกันเจียงมาที่ถลุงแร่ จึงตัดเหล็กอาบน้ำชำระกายให้บริสุทธิ์ แล้วจึงให้หญิงชายสามร้อยสูบให้ไฟติดเป็นเปลวกล้าแล้วนางมกเอี๋ยก็โดดเข้าไปในกองไฟเหล็กแร่นั้นจึงละลาย กันเจียงเห็นภรรยาตายคิดเสียดายนัก แต่แร่เหล็กนั้นละลายก็ค่อยมีความยินดี จึงเทแร่ลงในพิมพ์หล่อได้กระบี่สองเล่มเป็นตัวเมียเล่มหนึ่งตัวผู้เล่มหนึ่ง ตัวผู้นั้นให้ชื่อกันเจียง ตัวเมียชื่อมกเอี๋ย กันเจียงเห็นกระบี่ตัวผู้นั้นวิเศษต้องตำราที่อาจารย์ว่าไว้ ถ้าผู้ใดได้ไว้จะได้เป็นกษัตริย์อันประเสริฐ กันเจียงจึงเอาซ่อนใส่หีบเอาไปไว้ ณ บ้าน จึงเอากระบี่ตัวเมียชื่อมกเอี๋ยนั้นเข้าไปให้แก่อับหลี อับหลีรับเอามาพิจารณาดูน้ำเหล็กเห็นประหลาดกว่ากระบี่ทั้งปวง จึงชวนกันเจียงออกไปที่เขาเฮาซิวซัวนอกเมืองหมายจะลองกระบี่ให้ปรากฏ เห็นศิลาก้อนหนึ่งโตประมาณสองอ้อม อับหลีจึงเอากระบี่ฟันศิลาขาดออกเป็นสองซีก ประดุจหนึ่งฟันหยวก ศิลาที่อับหลีลองกระบี่นั้นยังปรากฏอยู่ที่เขาเฮาซิวซัวจนทุกวันนี้ อับหลีมีความยินดีนักแล้วก็กลับมาที่ว่าราชการ จึงให้ทองร้อยตำลึงแก่กันเจียงเป็นบำเหน็จ กันเจียงคำนับรับทองแล้วก็ลาอับหลีมา ณ บ้าน

ครั้นอยู่มาอับหลีสืบได้ความว่ากันเจียงซ่อนกระบี่ดีไว้อีกเล่มหนึ่ง อับหลีอยากจะใคร่ได้เป็นของตัว จึงให้นายทหารไปเอากระบี่ที่บ้านกันเจียง แล้วสั่งว่าถ้าไม่ได้กระบี่ก็ให้ตัดศีรษะกันเจียงเสีย นายทหารก็คำนับลาไปยังบ้านกันเจียง จึงว่ากับกันเจียงว่า บัดนี้มีผู้ไปแจ้งกับอับหลีว่าท่านซ่อนกระบี่ดีไว้อีกเล่มหนึ่ง อับหลีใช้ให้เรามาถามว่ากระบี่นั้นทำถึงสองเล่ม เหตุใดท่านเอาไปให้อับหลีแต่เล่มเดียวเล่า อับหลีมีความโกรธท่านเป็นอันมาก บัดนี้ให้เรามาเอากระบี่ที่ท่านเก็บซ่อนไว้ แม้นท่านมิให้เรา เราจะตัดศีรษะท่านเสีย กันเจียงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ คิดว่ามีผู้ไปบอกแก่อับหลีแล้วเราจะปิดความไว้ไม่มิด จึงเดินเข้าไปในเรือน ทหารที่มานั้นก็ตามเข้าไปด้วย กันเจียงก็เปิดหีบหยิบเอากระบี่แล้วว่า กระบี่เล่มนี้ตระกูลสูงหาควรคู่แก่อับหลีไม่ เทพยดาจึงบันดาลให้กระบี่นั้นกลายเป็นมังกร กันเจียงก็ขี่มังกรลอยหายไปในอากาศต่อหน้านายทหาร นายทหารเห็นดังนั้นก็เอาเนื้อความไปแจ้งแก่อับหลีซึ่งได้เห็นนั้นทุกประการ อับหลีเสียดายกระบี่กับตัวกันเจียงนักจึงว่า อันจะหาช่างเหล็กที่มีฝีมือเสมอกับกันเจียงนั้นหายาก อับหลีก็เอากระบี่ซึ่งชื่อมกเอี๋ยเหน็บติดตัวอยู่มิได้ขาด แล้วจึงให้นายบ้านไปเที่ยวป่าวประกาศกับราษฎรซึ่งเป็นช่างเหล็กทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดทำกระบี่ได้เสมอฝีมือกันเจียงเราจะให้นาร้อยไร่เป็นบำเหน็จ นายช่างเหล็กทั้งปวงรู้กิตติศัพท์ว่าอับหลีให้รางวัลดังนั้น ต่างคนต่างกระทำกระบี่เข้าไปให้กับอับหลีเป็นหลายเล่ม อับหลีก็หาชอบใจไม่แต่สั่งให้เก็บไว้

ขณะนั้นยังมีนายช่างคนหนึ่งหาปรากฏชื่อและแซ่ไม่ จึงคิดว่าอันวิชาทำกระบี่นี้เราก็ได้เรียนมา จำจะให้ปรากฏชื่อไว้ในแผ่นดินจึงจะชอบ คิดแล้วจึงจัดแจงทำกระบี่ตามตำรับของอาจารย์ซึ่งเรียนมานั้น แต่นายช่างเหล็กนี้มีบุตรชายสองคน ผู้พี่ชื่อหงอหง น้องชื่ออิจี ครั้นนายช่างทำกระบี่สำเร็จแล้วถึงวันฤกษ์ดีก็ทำเครื่องบวงสรวงเทพยดาทั้งปวง แล้วจึงเรียกบุตรทั้งสองเข้ามาตัดศีรษะรองเอาโลหิตไว้คนละแห่ง จึงเอากระบี่สองเล่มนั้นชุบโลหิตตามตำราที่เรียนไว้นั้น นายช่างก็เอากระบี่นั้นไปให้แก่อับหลี อับหลีรับเอากระบี่มาดูหาชอบใจไม่ จึงส่งให้จออิวไปเก็บไว้ แต่อับหลีให้หากระบี่ได้ไว้นั้นเป็นอันมาก ครั้นอยู่ประมาณสี่วันห้าวัน นายช่างจึงเข้าไปหาอับหลีคำนับแล้วจึงว่า เดิมท่านให้ไปป่าวร้องว่าใครเอากระบี่ดีมาให้ท่านจะให้นาร้อยไร่ บัดนี้ท่านชอบใจกระบี่ของข้าพเจ้าหรือไม่ อับหลีจึงถามว่า กระบี่ของตัวมีดีอย่างไรจงว่าให้เราแจ้งก่อนเราจึงจะให้นาแก่ท่าน นายช่างจึงตอบว่า กระบี่ของข้าพเจ้าสองเล่มนี้เป็นของวิเศษ กว่าจะทำขึ้นได้นั้นยากนักด้วยอยากจะได้บำเหน็จรางวัลของท่าน จึงสู้อุตส่าห์ฆ่าบุตรเสียสองคน เอาโลหิตนั้นมาชุบกระบี่หวังจะให้เหล็กนั้นคมกล้าขึ้นชอบใจท่าน

อับหลีได้ฟังดังนั้นจึงให้จออิวไปหยิบเอากระบี่สองเล่มนั้นออกมา จออิวจึงบอกว่ากระบี่สองเล่มนั้น ข้าพเจ้าเอาไปปนไว้กับกระบี่ทั้งปวง ซึ่งท่านจะให้ไปหยิบมานั้นข้าพเจ้าจำหาได้ไม่ นายช่างได้ฟังจออิวแจ้งกับอับหลีดังนั้นจึงว่ากับอับหลีว่า ให้เอากระบี่มาให้นายช่างดูนายช่างก็หาจำได้ไม่ จึงร้องเรียกชื่อบุตรของตัวว่า บิดามาเรียกแล้วเจ้านิ่งอยู่ไยไม่ออกมาให้ปรากฏต่อหน้าเจ้าเมืองเล่า ขณะนั้นกระบี่ก็ลอยมาติดที่อกนายช่างปรากฏอยู่ทั้งสองเล่ม อับหลีเห็นประจักษ์ดังนั้นจึงสรรเสริญนายช่างว่า กระบี่ของท่านทั้งสองเล่มนี้ดีจริงเราหารู้ไม่ แล้วอับหลีเอาทองคำร้อยตำลึงให้เป็นรางวัลกับนายช่าง นายช่างก็คำนับรับเอาทองกลับมาบ้าน

ฝ่ายเป๊กพีซึ่งหนีเจ้าเมืองฌ้อมานั้นอาศัยอยู่นอกเมืองฌ้อ ได้ยินข่าวลือมาว่าหงอจูสู่ไปอยู่ด้วยอับหลีเจ้าเมืองหงอ เจ้าเมืองหงอรักใคร่จะว่าสิ่งใดก็เชื่อถือถ้อยคำทุกประการ จึงคิดว่าจำเราจะไปหาหงอจูสู่อยู่ทำราชการด้วยอับหลี จะได้มาแก้แค้นเจ้าเมืองฌ้อแทนคุณบิดามารดาของเรา แล้วก็จัดแจงหาเงินทองพอเป็นเสบียงเดินทาง พร้อมแล้วก็ออกจากที่อยู่รีบเดินไปได้ประมาณฺทางพันลี้ก็ถึงเมืองหงอ จึงเที่ยวถามชาวเมืองว่าบ้านหงอจูสู่อยู่แห่งใด ราษฎรชี้บอกให้เป๊กพีแจ้งความแล้วก็รีบไปหาหงอจูสู่ หงอจูสู่ครั้นเห็นเป๊กพีจึงถามว่า ท่านมาเมืองหงอนี้ธุระประการใด เป๊กพีก็เล่าความให้หงอจูสู่ฟังทุกประการแล้วซบหน้าลงร้องไห้ หงอจูสู่ได้ฟังดังนั้น คิดถึงบิดากับพี่ชายขึ้นมาก็กอดกันเข้าร้องไห้ แล้วหงอจูสู่จึงถามเป๊กพีว่า ท่านหนีมานี้จะมาอยู่ทำราชการด้วยเจ้าเมืองหงอหรือ เป๊กพีจึงตอบว่า ข้าพเจ้ามานี้หวังจะมาอยู่ด้วยอับหลี จะได้คิดแก้แค้นเจ้าเมืองฌ้อให้จงได้ หงอจูสู่ได้ฟังดังนั้นก็พาเป๊กพีเข้าไปหาอับหลี แล้วแจ้งความว่า เพื่อนข้าพเจ้าคนนี้ชื่อเป๊กพีมาแต่เมืองฌ้อ สมัครเข้าทำราชการอยู่กับท่าน

อับหลีได้ฟังดังนั้นจึงว่ากับเป๊กพีว่า ท่านอุตส่าห์มาถึงเมืองเราทางก็ไกลถึงพันลี้ ท่านมีวิชาสิ่งใดบ้างจงสั่งสอนเรา เป๊กพีจึงว่า ปู่และบิดาข้าพเจ้าก็มีความชอบอยู่ในเมืองฌ้อ บัดนี้ฌ้อเจียวอ๋องคิดพาลเอาผิดฆ่าบิดามารดาข้าพเจ้าเสีย ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านมีใจโอบอ้อมอารีแก่คนทั้งปวง ข้าพเจ้าจึงได้บากหน้ามาหมายจะพึ่งบุญท่าน ทำราชการสนองคุณตามสติปัญญา อับหลีได้ฟังดังนั้นมีความเอ็นดู ก็ตั้งเป๊กพีเป็นไตหูชื่อพีฮีขุนนางฝ่ายทหาร ตำแหน่งเดียวกับหงอจูสู่ แล้วสั่งให้จัดบ้านให้เป๊กพีอยู่พอสมควร หงอจูสู่กับเป๊กพีมีความยินดีนักก็คำนับลาต่างคนกลับไปบ้าน

ฝ่ายพีหลีเป็นขุนนางตำแหน่งโหร เห็นลักษณะเป๊กพีมิได้เป็นคนสัตย์ซื่อ ครั้นหงอจูสู่กลับไปบ้านจึงตามมาว่ากับหงอจูสู่ว่า ซึ่งท่านนำเป๊กพีเข้ามาให้แก่อับหลีนั้น ท่านเห็นนํ้าใจของเป๊กพีแล้วหรือ หงอจูสู่จึงว่า เป๊กพีกับเราเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาแต่เมืองฌ้อ เรารู้นํ้าใจเป๊กพีอยู่ว่าดีและชั่ว อุปมาเหมือนหนึ่งลำแม่นํ้าอันเดียวกันแต่คนละฟาก ถ้าจะไหลขึ้นลงย่อมไหลตามกัน ที่จะขึ้นข้างหนึ่งลงข้างหนึ่งนั้นหามีไม่ ท่านอย่าวิตกเลย พีหลีจึงว่า ท่านรู้ก็แต่ภายนอก ภายในท่านจะเห็นหยั่งรู้นํ้าใจแล้วหรือ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูลักษณะเป๊กพีลูกนัยน์ตาจะเพ่งดูสิ่งใดเหมือนเหยี่ยว เมื่อจะเดินไปนั้นดูดังกิริยาอาการเสือ แต่จะคอยกินสัตว์ทั้งปวง ลักษณะดังนี้เป็นคนโลภมักจะเบียดเบียนคนทั้งหลาย ท่านอย่าได้ไว้ใจเป๊กพีเลย แม้นท่านคบค้าเป๊กพีไว้นานไปจะให้โทษแก่ตัวท่านเป็นมั่นคง ซึ่งข้าพเจ้าเตือนสติทั้งนี้เพราะรักท่าน หงอจูสู่จึงว่าขอบใจท่านนัก ซึ่งท่านเตือนสตินี้เราเห็นว่าเป๊กพีจะหาเป็นคนชั่วเหมือนคำท่านว่าไม่ ท่านอย่าวิตกเลย พีหลีครั้นเห็นหงอจูสู่ไม่เชื่อถือก็คำนับลากลับไปบ้าน มีคำกลางสรรเสริญพีหลีเข้ามาว่า พีหลีดูลักษณะแม่นยำนัก ด้วยหงอจูสู่เป็นคนสัตย์ซื่อ เป๊กพีเป็นคนพาล คนซื่อคบคนพาลก็ย่อมมีอันตรายแก่ตัว ซึ่งหงอจูสู่มิได้เชื่อพีหลีนั้นเป็นกรรมของหงอจูสู่เอง

ฝ่ายก๋งจูเคงกี๋ซึ่งเป็นบุตรอ๋องเหลียวหนีไปอยู่เมืองไงเสีย ตั้งเกลี้ยกล่อมผู้คนทแกล้วทหารทั้งปวงคิดจะยกไปตีเมืองหงอแก้แค้นแทนบิดาเนืองๆ มิได้ขาด

กิตติศัพท์ก็รู้ไปถึงอับหลี อับหลีจึงปรึกษาแก่หงอจูสู่ว่า เมื่อครั้งเรากำจัดอ๋องเหลียวนั้น ก็อาศัยสติปัญญาท่านจึงสำเร็จ บัดนี้เราได้ยินว่าก๋งจูเคงกี๋บุตรอ๋องเหลียวหนีไปตั้งเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารและซ่องสุมเสบียงอยู่เมืองไงเสียไว้เป็นอันมาก คิดจะยกมาตีเมืองเรา เรามีความวิตกนักนอนตาไม่หลับ ท่านจะคิดประการใดจึงจะกำจัดก๋งจูเคงกี๋เสียได้ หงอจูสู่จึงตอบว่า อ๋องเหลียวทำผิดจึงได้ฆ่าเสีย บัดนี้ก็ได้ยินแต่ข่าวเลื่องลือว่าก๋งจูเคงกี๋คิดจะทำร้ายท่านแต่ยังหาแน่ไม่ ซึ่งท่านจะคิดฆ่าเสียนั้น เทพยดาก็จะอาเพศต่างๆ ทั้งมนุษย์ก็จะติเตียนได้

อับหลีจึงว่า ครั้งแผ่นดินบู๊อ๋องนั้น บู๊อ๋องไปกระทำกับติวอ๋อง ฆ่าติวอ๋องเสีย แล้วซ้ำฆ่าจูแก๋ผู้บุตรด้วยก็หามีใครนินทาไม่ ถ้าท่านไม่คิดกำจัดก๋งจูเคงกี๋เสียได้ก็จะเป็นเสี้ยนหนามแก่แผ่นดิน เรากับท่านก็จะหามีความสุขไม่ เมื่อคิดฆ่าอ๋องเหลียวนั้นหากได้จวนจูมาไว้การจึงสำเร็จ บัดนี้จวนจูก็ตายเสียแล้วเราหามีทหารเหมือนจวนจูไม่ เราจะใคร่ได้ผู้มีฝีมือเช่นจวนจูนั้นในวันหนึ่งสองวัน ท่านจะเห็นผู้ใดบ้าง หงอจูสู่จึงว่า ข้าพเจ้าได้ชอบพอรักใคร่กับชายผู้หนึ่งแซ่เอียวชื่อหลีมีสติปัญญาหลักแหลม เห็นพอจะเลี้ยงเกลี้ยกล่อมให้มาทำราชการคิดอ่านฆ่าก๋งจูเคงกี๋ได้อยู่

อับหลีได้ฟังดังนั้นจึงว่า อันก๋งจูเคงกี๋นี้มีกำลังอาจสู้คนได้ถึงพันหนึ่ง ซึ่งท่านว่าเพื่อนของท่านมีสติปัญญา เห็นจะสู้ก๋งจูเคงกี๋ได้แล้วหรือ หงอจูสู่จึงตอบว่า เดิมข้าพเจ้าจะชอบกับเอียวหลีนั้น มีผู้หนึ่งเป็นชาวบ้านข้างทิศตะวันตกริมแม่นํ้าฮวยจิ๋น เข้ามาเป็นขุนนางในเมืองหงอรักใคร่กับข้าพเจ้า เอียวหลีกับเจียวคิวสูไปที่บ้านขุนนางนั้นเนืองๆ ก็ชอบพอกับข้าพเจ้า ภายหลังมาขุนนางผู้นั้นตายจึงเอาศพไปฝังไว้ที่บ้านเดิม ครั้นอยู่มาเจียวคิวสูไปเยี่ยมศพขุนนางผู้นั้น ครั้นถึงแม่นํ้าฮวยจิ๋น พอเพลาเที่ยงแดดร้อนกล้านักจึงหยุดอยู่ที่นั่นแล้วลงม้าจูงไปให้กินนํ้า มีชายผู้หนึ่งร้องห้ามแล้วบอกว่า อันแม่น้ำนี้มีผีเสื้ออยู่ตนหนึ่ง แม้นว่าสัตว์ตัวใดลงในแม่นํ้าฮวยจิ๋นนี้แล้วหาเห็นกลับคืนมาได้ไม่ ขอท่านอย่าได้ให้ม้าลงไปกินน้ำเลย

เจียวคิวสูก็ไม่เชื่อจึงปล่อยม้าให้ลงไปกินนํ้ายืนคอยดูอยู่ ครั้นม้าลงไปกินนํ้า ม้าร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังก็หายไปในนํ้า ชาวบ้านเห็นดังนั้นจึงบอกกับเจียวคิวสูว่า ม้าท่านผีเสื้อพาเอาไปเสียแล้ว เจียวคิวสูมีความโกรธนักถอดเสื้อออกวางไว้ จัดแจงตัวให้มั่นคงมือถือกระบี่โดดลงไปในน้ำหมายจะต่อสู้กับผีเสื้อ ในขณะนั้นแม่นํ้าก็เกิดพายุเป็นคลื่นใหญ่อยู่ถึงสามวัน ครั้นพายุสงบแล้วเจียวคิวสูกลับคืนมาตาก็บอดไปข้างหนึ่ง คนทั้งปวงพูดกันว่าเจียวคิวสูตาบอดไปครั้งนั้นด้วยอำนาจผีเสื้อ เจียวคิวสูจัดแจงตัวใส่เสื้อกางเกงเสร็จแล้วก็ไปยังที่ฝังศพพบเอียวหลีกับข้าพเจ้าอยู่ที่นั่น ผู้รักษาศพก็จัดแจงโต๊ะมาเลี้ยง เอียวหลีกับเจียวคิวสูกินโต๊ะร่วมกัน เจียวคิวสูกำลังเมาสุรา จึงพูดอวดขึ้นว่าเมื่อเรามาถึงแม่น้ำฮวยจิ๋นนั้นเอาม้าไปให้กินนํ้า พบผีเสื้อได้รบกันถึงสามวันสามคืน ผีเสื้อเสียทีก็หนีไป เอียวหลีได้ยินดังนั้นจึงพูดขัดขึ้นว่า ท่านอวดตัวว่าดีนั้นเราหาเห็นสมไม่ ท่านมีฝีมือจริงแล้วก็จะไม่เป็นอันตราย นี่เราเห็นว่าท่านแพ้กับผีเสื้อ ตาก็บอดเห็นปรากฏอยู่ดังนี้ อนึ่งม้าของท่านที่ขี่มาผีเสื้อก็พาเอาไปเสีย ซึ่งท่านมาพูดอวดตัวจะให้คนทั้งปวงนับถือสรรเสริญท่านนั้นเราหาเห็นด้วยไม่

เจียวคิวสูครั้นได้ฟังเอียวหลีพูดขัดดังนั้น ให้คิดอัปยศแก่ขุนนางทั้งปวงนัก จึงผูกใจพยาบาทว่าเพลาคํ่าวันนี้จะลอบฆ่าเอียวหลีเสียให้เห็นฝีมือเราไว้จงได้ ครั้นกินโต๊ะแล้วต่างคนต่างก็กลับไปบ้าน ครั้นเอียวหลีมาถึงบ้านจึงบอกแก่ภรรยาว่า เพลาวันนี้เราไปกินโต๊ะกับเจียวคิวสูได้พูดโต้ตอบกันเป็นหลายประการ เจียวคิวสูมีความโกรธเราเป็นอันมากเห็นจะมีความพยาบาทอยู่ เพลาคํ่าวันนี้คงจะมาทำร้ายเรา เราจะแกล้งทำนอนหลับเสีย เจ้าอย่าปิดประตูตึกเลย ครั้นคํ่าลงก็เข้าไปนอนในห้องแกล้งสยายผมเสียนิ่งคอยอยู่หาหลับไม่ ครั้นเพลาสองยามเศษเจียวคิวสูก็จัดแจงตัวมั่นคง แล้วถือกระบี่สำหรับมือรีบมา ณ บ้านเอียวหลี เห็นประตูเปิดอยู่จึงเข้าไปในตึก เห็นคนสยายผมนอนหลับอยู่จึงก้มลงมองดูรู้ว่าเอียวหลีหลับ จึงคิดแต่ในใจว่าจะฆ่าเอียวหลี เอียวหลีนอนหลับหารู้ตัวไม่ เราจะฆ่าเสียบัดนี้เล่าก็หามีเกียรติยศไม่ คนทั้งปวงจะติเตียนเราว่าฆ่าได้แต่คนนอนหลับ จำจะปลุกขึ้นให้รู้ตัว คิดดังนั้นแล้วจึงเอากระบี่วางลงที่คอเอียวหลี เอียวหลีตื่นอยู่แกล้งนอนหลับเฉยเสีย เจียวคิวสูสำคัญว่าหลับจริงจึงยื่นมือไปสั่นตัวเอียวหลีให้ตื่นขึ้น แล้วจึงบอกว่าตัวท่านควรที่จะตายถึงสามประการ ประการหนึ่งท่านว่าเราเมื่อกินโต๊ะนั้นให้ได้ความอัปยศแก่ขุนนางทั้งปวง เราก็ควรฆ่าท่านได้ ประการหนึ่งท่านนอนหลับหาปิดประตูตึกไม่ เราก็ควรเข้าไปฆ่าท่านได้ ประการหนึ่งท่านนอนหลับอยู่เราเข้ามาหารู้สึกตัวไม่ ถ้าเราจะฆ่าท่านก็ตายอีกประการหนึ่ง เป็นสามประการด้วยกัน

เอียวหลีจึงตอบว่า ท่านว่าเราถึงที่ตายสามข้อนั้นก็ควรอยู่ แต่เราพิเคราะห์ดูเห็นว่าถ้าฆ่าเราเสียแล้ว ท่านก็มีความอายถึงสามข้อท่านหารู้ตัวไม่ เราจะว่าให้ท่านฟัง ข้อหนึ่งเราว่าท่านต่อหน้าขุนนางให้ได้ความอัปยศท่านหาเถียงเราไม่ ขุนนางทั้งปวงก็เห็นว่าสมควรของเราท่านก็ได้ความอาย ข้อหนึ่งเราหลับท่านลอบเข้ามาในบ้านเรามิได้บอกกล่าวให้เจ้าบ้านรู้ท่านก็มีความอาย ข้อหนึ่งเรานอนหลับอยู่ไม่รู้ตัว ท่านเอากระบี่มาวางที่คอเรา ท่านก็ได้ความอายเป็นสามประการด้วยกัน เมื่อท่านทำผิดประเพณีอย่างนี้จะมีความอายกับเราจึงจะควร นี่ท่านหารู้สึกสำนึกตัวไม่ กลับจะมาว่าเราอีกเล่าเราหาเห็นด้วยไม่

เจียวคิวสูได้ฟังเอียวหลีว่าดังนั้นสะดุ้งใจ แล้วคิดว่าเราก็มีกำลังและปัญญาหาผู้ใดเสมอเราไม่ และบัดนี้มาแพ้รู้เอียวหลีซึ่งหาตระกูลมิได้ฉะนี้ ครั้นจะอยู่ไปเล่าก็จะได้ความอายแก่คนทั้งปวง คิดดังนั้นแล้วก็ทิ้งกระบี่เสียเอาศีรษะโดนกับฝาผนังตึกสมองแตกตาย ข้าพเจ้าจึงรู้ว่าเอียวหลีมีสติปัญญาพอจะคิดอ่านฆ่าก๋งจูเคงกี๋ได้อยู่

อับหลีจึงว่า ถ้าดังนั้นท่านจงไปหาตัวมาให้พบกับเรา หงอจูสู่ก็คำนับลามายังบ้านเอียวหลีแล้วบอกเอียวหลีว่า อับหลีรู้ว่าท่านมีสติปัญญาและฝีมือจึงให้เรามาหาท่านเข้าไปหวังจะให้ทำราชการ เอียวหลีได้ฟังดังนั้นทำเป็นตกใจแล้วจึงว่า เหตุใดอับหลีจึงได้รู้จักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสติปัญญาก็น้อยเห็นจะไปทำราชการไม่ได้ หงอจูสู่จึงว่าอับหลีก็เป็นเจ้าเมือง ให้มาเรียกท่าน ท่านจะไม่ไป อับหลีจะมิโกรธท่านหรือ เอียวหลีได้ฟังดังนั้นเห็นจะขัดมิได้ก็ยอมว่าจะไป หงอจูสู่ก็พาเอียวหลีมาหาอับหลี อับหลีครั้นเห็นรูปร่างเอียวหลีสูงประมาณสี่ศอกเอวเล็กเอามือกำเข้าก็เห็นจะรอบ หน้าตาไม่สมเป็นคนมีสติปัญญาก็เสียใจ ถามว่าท่านหรือชื่อเอียวหลี หงอจูสู่มาบอกเราว่าท่านดีมีปัญญาเราอยากได้ท่านมาไว้เป็นที่ปรึกษา จงอยู่ทำราชการด้วยเราเถิด

เอียวหลีจึงว่า ซึ่งหงอจูสู่บอกท่านว่าข้าพเจ้ามีสติปัญญานั้นเกินนัก อันตัวข้าพเจ้าอุปมาเหมือนหนึ่งทารกพึ่งเดินได้ ถ้าถูกลมพายุหนักก็จะล้มไป แม้นท่านชุบเลี้ยงให้เติบใหญ่ขึ้นก็พอสนองคุณท่านได้บ้าง อับหลีได้ฟังดังนั้นก็นิ่งตรึกตรองอยู่ หงอจูสู่เห็นกิริยาอับหลีดังนั้นก็เข้าใจจึงว่า อันธรรมดาผู้ที่จะหาม้าที่มีกำลังและฝีเท้าเร็ว ก็มิได้เลือกว่าโตและเล็กเอาแต่ดีเป็นประมาณ ขอท่านจงชุบเลี้ยงเอียวหลีไว้จะได้ช่วยทำราชการต่อไป อับหลีก็เห็นด้วย จึงเรียกเอียวหลีกับหงอจูสู่เข้ามาปรึกษาราชการที่ข้างใน เอียวหลีจึงว่า ท่านทุกวันนี้มีศัตรูอยู่แต่ก๋งจูเคงกี๋ผู้เดียว ถ้าคิดฆ่าก๋งจูเคงกี๋ตายเสียแล้ว ท่านก็จะมีความสุขสืบไป อับหลีหัวเราะแล้วจึงว่า อันก๋งจูเคงกี๋นั้นมีกำลังและฝีมือเป็นอันมาก เหตุใดท่านจึงจะคิดฆ่าเขาได้เล่า เอียวหลีจึงว่า อันธรรมดาจะสู้ผู้มีกำลังนั้นก็ต้องคิดฆ่าด้วยกลอุบายจึงจะได้ ซึ่งจะสู้ด้วยกำลังเหมือนหนึ่งตักนํ้าสาดกันหาต้องการไม่ ถ้าข้าพเจ้าได้เข้าไปอาศัยอยู่ ณ บ้านก๋งจูเคงกี๋แล้ว เหมือนหนึ่งลอบฆ่าไก่ตัวหนึ่งหายากไม่ อับหลีตอบว่า ก๋งจูเคงกี๋นั้นมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ซึ่งท่านจะไปอยู่แต่ผู้เดียวเขาจะไว้ใจท่านหรือ เราเห็นจะสำเร็จไม่ เอียวหลีจึงว่า กลอุบายของข้าพเจ้าตรึกตรองไว้ได้อย่างหนึ่ง ขอให้ท่านตัดแขนซ้ายข้าพเจ้าเสียแล้วให้เอาบุตรภรรยามาขังไว้ ข้าพเจ้าจะหนีไปอยู่กับก๋งจูเคงกี๋ เห็นก๋งจูเคงกี๋จะไม่สงสัย อับหลีจึงว่า ซึ่งจะให้เราทำดังนั้นเราทำมิได้ ด้วยความผิดท่านหามีไม่ กลัวราษฎรจะนินทาว่าทำโทษท่านมิได้มีความผิด อับหลีก็หายอมไม่ หงอจูสู่จึงว่า ซึ่งเอียวหลีว่าดังนี้เพราะจะเอาชื่อชอบไว้ในแผ่นดิน จึงมิได้อาลัยแก่บุตรภรรยา ขอท่านจงทำตามความเอียวหลีเถิด การที่คิดไว้นั้นจึงจะสำเร็จ เอียวหลีจึงว่า ข้าพเจ้าอยู่ในแผ่นดินของท่านยังมิได้สนองคุณท่าน จึงสู้ลำบากมิได้คิดแต่ชีวิตหวังจะให้ชื่อปรากฏในแผ่นดิน และซึ่งท่านกลัวราษฎรในแผ่นดินจะนินทานั้นข้าพเจ้าคิดไว้ได้อย่างหนึ่ง เมื่อท่านออกราชการด้วยขุนนาง ข้าพเจ้าก็จะว่ากล่าวให้ท่านโกรธท่านจึงจะได้ทำโทษกับข้าพเจ้า คนทั้งปวงก็จะไม่ครหานินทาท่านได้

อับหลีได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนัก คุกเข่าลงคำนับแล้วสรรเสริญว่ามีใจสัตย์ซื่อหาผู้เสมอมิได้ หงอจูสู่กับเอียวหลีก็คำนับลามายังที่อยู่ ครั้นรุ่งขึ้นเพลาเช้า อับหลีออกว่าราชการพร้อมด้วยขุนนางทหารพลเรือน หงอจูสู่จึงว่ากับอับหลีว่า ข้าพเจ้าจะขอกองทัพท่านให้เอียวหลีไปตีเมืองฌ้อแก้แค้นแทนคุณพี่ชายข้าพเจ้าซึ่งหาความผิดมิได้ ฌ้อเพงอ๋องให้ฆ่าเสียนั้น ขอท่านจงกรุณาด้วย อับหลีจึงว่า อันเอียวหลีนั้นรูปร่างดังอิสตรี จะมีฝีมือและความคิดศึกเพียงไร ถ้าไปแพ้ทหารเมืองฌ้อ ทหารเมืองเราก็จะล้มตายความอายก็จะอยู่กับเรา คนทั้งปวงก็จะนินทาว่าหารู้จักใช้คนดีคนชั่วไม่ อนึ่งการบ้านเมืองเราก็ยังหาปกติไม่ เราหาให้ไปไม่ เอียวหลีจึงว่า ท่านก็ได้เป็นใหญ่ขึ้น ทั้งบ้านเมืองก็บริบูรณ์เพราะสติปัญญาหงอจูสู่คิดให้ ซึ่งหงอจูสู่จะขอกองทัพไปตีเมืองฌ้อท่านหาให้ไม่ เราเห็นว่าท่านเป็นคนอกตัญญู หารู้จักคุณผู้ใดไม่ แล้วก็ซ้ำว่ากับอับหลีเป็นข้อหยาบช้าต่างๆ

อับหลีได้ฟังดังนั้นก็โกรธนัก จึงว่าเอ็งเป็นไพร่มาพูดจาด้วยการบ้านเมืองแล้วว่าหยาบช้าแก่กูให้ได้ความอายแก่ขุนนางทั้งปวง จึงสั่งให้ทหารเอาตัวเอียวหลีไปตัดแขนเสียข้างหนึ่ง แล้วให้จับบุตรภรรยาไปขังไว้ในคุกกับตัวเอียวหลี อับหลีก็ลุกเข้าไปเสียข้างใน ขุนนางทั้งปวงมิได้รู้กลอุบายต่างคนก็แลดูตากันอยู่ หงอจูสู่ก็ลอบไปยังบ้านผู้คุมแล้วสั่งให้ลดราแก่เอียวหลีบ้าง ด้วยเอียวหลีกับเราเป็นเพื่อนรักกัน ถ้าได้ช่องเราจึงจะขอเอียวหลีออกให้พ้นโทษ แล้วหงอจูสู่ก็กลับมาบ้าน ตั้งแต่นั้นนายผู้คุมก็มิได้กักขังเอียวหลีเหมือนอย่างแต่ก่อน เอียวหลีจึงคิดว่าแขนเราแผลก็ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว ทั้งผู้คุมก็มิได้ดูแลเอาใจใส่จำเราจะคิดไปหาก๋งจูเคงกี๋ คิดแล้วก็หนีไป ผู้คุมครั้นรู้ว่าเอียวหลีหนีไปก็นำเอาความนั้นไปแจ้งกับอับหลี อับหลีรู้ทำเป็นโกรธคาดโทษผู้คุมไว้ จึงสั่งให้เอาบุตรภรรยาเอียวหลีไปตัดศีรษะแล้วให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ที่หนทางสามแพร่งหวังจะให้กิตติศัพท์รู้ไปถึงก๋งจูเคงกี๋

ฝ่ายเอียวหลีหนีออกจากเมืองหงอมาถึงกลางทางพบชายผู้หนึ่งเป็นคนรู้จักกัน ชายคนนั้นจึงถามเอียวหลีว่าท่านจะไปไหน เอียวหลีบอกว่าเราจะไปหาก๋งจูเคงกี๋ ท่านยังรู้บ้างหรือว่าก๋งจูเคงกี๋อยู่แห่งใด ชายผู้นั้นจึงบอกว่าก๋งจูเคงกี๋มาตั้งเกลี้ยกล่อมซ่องสุมทแกล้วทหารอยู่ ณ เมืองอวด เอียวหลีครั้นแจ้งดังนั้นแล้วก็รีบมาหาก๋งจูเคงกี๋ ณ เมืองอวด ไปบ้านก๋งจูเคงกี๋จึงบอกนายประตูว่า เราชื่อเอียวหลีเป็นบ่าวอับหลีจะขอเข้าไปหาก๋งจูเคงกี๋ นายประตูเข้าไปแจ้งแก่ก๋งจูเคงกี๋ว่าเอียวหลีเป็นบ่าวอับหลีจะเข้ามาหาท่าน ก๋งจูเคงกี๋ก็ให้พาเอาตัวเข้ามาแล้วถามว่า ท่านเป็นบ่าวอับหลี เหตุใดเราจึงไม่รู้จักเล่า เอียวหลีจึงบอกว่า เดิมข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองหงอ สมัครเข้ามาทำราชการด้วยอับหลี เพลาวันหนึ่งหงอจูสู่เข้าไปว่ากับอับหลีว่าจะให้ไปตีเมืองฌ้อ อับหลีหาไปไม่ ข้าพเจ้าช่วยว่ากล่าวจะให้อับหลีไปตีเมืองฌ้อตามคำสั่งหงอจูสู่ว่า อับหลีโกรธจึงให้ตัดแขนข้าพเจ้าเสีย แล้วมิหนำซ้ำเอาข้าพเจ้ากับบุตรภรรยาไปจำไว้ ข้าพเจ้าเจ็บใจจึงหนีมา ภายหลังได้ข่าวว่าฆ่าบุตรภรรยาข้าพเจ้าเสียด้วย ข้าพเจ้าหามีผิดไม่ ได้ความเจ็บแค้นนักจึงหนีมาพึ่งบุญท่าน ขอท่านได้เมตตาข้าพเจ้าด้วย ว่าแล้วก็ทำเป็นร้องไห้ จึงถอดเสื้อออกให้ก๋งจูเคงกี๋ดูเป็นสำคัญ

ก๋งจูเคงกี๋เห็นดังนั้นมีความสงสารเอียวหลีนักจึงว่า อับหลีก็ฆ่าบิดาเราเสีย เรายังคิดแค้นอยู่ ท่านมาอยู่ก็ดีแล้วจะได้ช่วยกันคิดการแก้แค้นฆ่าอับหลีเสีย เอียวหลีจึงตอบว่า เมื่อท่านจะยกไปกำจัดอับหลีนั้น ข้าพเจ้าจะขอเป็นทัพหน้าท่านไป อันลู่ทางตื้นลึกหนาเบาในเมืองหงอนั้นข้าพเจ้าแจ้งอยู่สิ้น ท่านอย่าวิตกเลย ก๋งจูเคงกี๋ได้ฟังเอียวหลีว่าดังนั้นทำเป็นเห็นด้วย แต่ในใจยังนึกสงสัยอยู่ จึงว่าท่านไปรักษาเสียให้หายปกติก่อนเถิดแล้วจึงค่อยคิดการต่อภายหลัง เอียวหลีคำนับลาออกมา ก๋งจูเคงกี๋ครั้นเอียวหลีออกไปแล้วจึงให้หาคนสนิทเข้ามาสั่งว่า ท่านจงรีบไป ณ เมืองหงอ สืบดูว่าอับหลีให้ลงโทษฆ่าบุตรภรรยาเอียวหลีจริงหรือไม่ คนสนิทคำนับรับคำก๋งจูเคงกี๋แล้วก็รีบไปเมืองหงอเที่ยวสืบทราบตามบ้านราษฎรได้ความว่า อับหลีฆ่าบุตรภรรยาเอียวหลีเสียจริง แล้วก็กลับมาแจ้งความกับก๋งจูเคงกี๋ทุกประการ

ก๋งจูเคงกี๋ครั้นแจ้งความดังนั้นก็สิ้นสงสัยในเอียวหลี จึงให้หาเอียวหลีเข้ามาแล้วถามว่า อับหลีได้หงอจูสู่กับเป๊กพีไปไว้นั้น คนสองคนนี้มีสติปัญญามาก แล้วทแกล้วทหารในเมืองหงอนั้นก็มีมาก ทั้งเสบียงอาหารก็มั่งคั่งบริบูรณ์อยู่ ฝ่ายทแกล้วทหารของเราก็เบาบาง ทำประการใดจึงจะแก้แค้นแทนบิดาเราได้ เอียวหลีจึงตอบว่าเป๊กพีคนนี้เป็นคนมีชื่อเสียงก็จริงอยู่ แต่ซึ่งจะมีสติปัญญาเหมือนว่านั้นหามิได้ หงอจูสู่ดอกเป็นคนมีสติปัญญาอยู่ในเมืองหงอ แต่ขัดเคืองร้าวฉานในใจกันอยู่กับอับหลี ก๋งจูเคงกี๋จึงถามว่า อันหงอจูสู่คนนี้ก็มีความชอบในอับหลี ซึ่งท่านว่าร้าวฉานกันอยู่นั้นด้วยเหตุสิ่งใดเราสงสัยนัก เอียวหลีจึงว่า เดิมหงอจูสู่คนนี้เป็นขุนนางอยู่ในเมืองฌ้อ ฌ้อเพงอ๋องคิดฆ่าบิดากับพี่ชายเสีย หงอจูสู่มีความน้อยใจจึงหนีมาทำราชการอยู่แก่อับหลีคิดอ่านให้อับหลีได้บ้านเมือง หมายจะให้อับหลีไปแก้แค้นฌ้อเพงอ๋อง อับหลีก็เฉยเสีย หงอจูสู่จึงขัดเคืองด้วยความข้อนี้ อนึ่งเมื่อข้าพเจ้าหนีอับหลีมา หงอจูสู่สั่งข้าพเจ้าให้มาแจ้งความแก่ท่านว่า ถ้าท่านรับธุระจะไปแก้แค้นเมืองฌ้อให้ หงอจูสู่จะคิดอ่านเป็นไส้ศึกเอาเมืองหงอให้แก่ท่านจงได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าการครั้งนี้เป็นทีทำกินอยู่แล้ว ถ้าท่านเพิกเฉยเสีย นานไปเมื่อหน้าหงอจูสู่กับอับหลีคืนดีกันเข้า การท่านจะมิเสียทีไปหรือ การข้าพเจ้าที่คิดจะแก้แค้นอับหลีก็จะพลอยเสียไปด้วย ถ้าท่านไม่ยกไปตีเมืองหงอแล้ว ข้าพเจ้าก็หาอยู่ไม่ ว่าแล้วเอียวหลีก็ทำเป็นจะเอาศีรษะเข้าโดนเสาตึกให้ตายเสีย ก๋งจูเคงกี๋เห็นดังนั้นคิดว่าจริง ตกใจนักลุกมาห้ามเอียวหลีไว้ จึงว่า ตั้งแต่นี้เราจะเชื่อถ้อยคำท่าน ท่านอย่าตายเสียเลย แล้วก็จูงมือเอียวหลีมานั่งที่สมควร จึงว่า แต่ก่อนนั้นเรายังแคลงท่านอยู่ บัดนี้เราเห็นว่าท่านซื่อตรงต่อเราแล้วควรที่จะไว้ใจได้ ท่านจงไปจัดแจงฝึกปรือทแกล้วทหารให้ชำนาญในการรบทั้งบกและเรือให้เสร็จในสามเดือน เราจะยกไปตีเมืองหงอแก้แค้นให้จงได้

เอียวหลีรับคำทำเป็นยินดี แล้วก็มาซ้อมหัดทหารให้ชำนิชำนาญในการรบ ครบสามเดือนแล้วก็เข้าไปบอกกับก๋งจูเคงกี๋ ก๋งจูเคงกี๋แจ้งดังนั้นก็ให้ทหารลงเรือพร้อมกันทุกลำ ก๋งจูเคงกี๋กับเอียวหลีก็ลงเรือลำเดียวกันยกตรงมาเมืองหงอ เอียวหลีก็เร่งคนให้แจวเรือรีบไป เรือทหารทั้งปวงที่ตามก๋งจูเคงกี๋มานั้นหาทันไม่ แล้วเอียวหลีก็แกล้งอุบายว่ากับก๋งจูเคงกี๋ว่า ทแกล้วทหารของท่านหาเต็มใจทำศึกไม่ จึงไม่รีบมาให้ทันเรือท่าน ถ้าข้าศึกรู้ยกมาโจมตีเราจะมิเสียทีหรือ ท่านจงออกไปที่หัวเรือให้ทหารเห็นตัวจะได้รีบแจวมาให้ทัน

ก๋งจูเคงกี๋ได้ฟังดังนั้นไม่ทันคิดก็เห็นจริงด้วยจึงลุกออกไปที่หัวเรือ เอียวหลีก็ถือทวนตามออกไปยืนอยู่ข้างตัวก๋งจูเคงกี๋ เอียวหลีจะทำอันตรายกับก๋งจูเคงกี๋คิดเกรงว่าการจะไม่สำเร็จ ด้วยก๋งจูเคงกี๋มีกำลังมาก ตัวเรามือเดียวเท่านี้ แล้วกำลังก็น้อยเห็นจะสู้มิได้ ขณะนั้นพอพายุพัดกล้าขึ้นเอียวหลียืนอยู่เหนือลมเห็นได้ทีพอลมกระทบพู่ทวนก็สวนแทงก๋งจูเคงกี๋ถูกซอกอกล้มลง ก๋งจูเคงกี๋โกรธก็ลุกขึ้นจับเท้าเอียวหลี เอาศีรษะกดจุ่มลงไปในนํ้าถึงสามหนแล้วเอากลับขึ้นมาวางไว้บนตัก พิเคราะห์ดูรูปร่างเอียวหลีแล้วหัวเราะ

ขณะนั้นทหารในเรือเห็นดังนั้นก็กรูกันมาจะฆ่าเอียวหลีเสีย ก๋งจูเคงกี๋ก็โบกมือห้ามทหารไว้ว่า อย่าทำอันตรายเอียวหลีเลย เอียวหลีคนนี้มีกตัญญูหาผู้เสมอยาก สู้เสียบุตรภรรยาและแขนของตัวก็หาคิดไม่ จงปล่อยให้ไปเมืองหงอเสียเถิด จะได้เป็นขุนนางสืบไป แล้ววางเอียวหลีเสีย ก๋งจูเคงกี๋ก็ชักทวนออกจากอกถึงแก่ความตาย พอเรือทหารทั้งปวงมาถึงพร้อมกันเข้าแจ้งความแล้ว ปรึกษากันว่าจะปล่อยเอียวหลีให้ไปตามคำก๋งจูเคงกี๋สั่งไว้

เอียวหลีได้ฟังดังนั้นก็หายอมไม่ จึงตอบว่า เรามีความชั่วอยู่สามประการ ข้อหนึ่งเราให้ฆ่าบุตรภรรยาเสียมาเอาความชอบ ก็เสียสัตย์ประการหนึ่ง ข้อหนึ่งตัวเราได้เกิดอยู่ในเมืองหงอแล้วกลับคิดฆ่าลูกเจ้าเมืองผู้มีพระคุณเสียนั้น ก็เสียความกตัญญูประการหนึ่ง ข้อหนึ่งเราหารักตัวเราไม่ แขนมีอยู่สองก็ตัดเสียข้างหนึ่ง สู้ลำบากหมายจะทำร้ายท่าน จะคิดด้วยอุบายอย่างอื่นหาได้ไม่ เป็นคนหาสติปัญญามิได้ประการหนึ่ง เป็นความชั่วสามข้อด้วยกัน ว่าแล้วเอียวหลีก็โดดลงไปในนํ้าจะให้ตายเสีย ขณะนั้นพวกทหารก็ช่วยกันลงไปอุ้มเอาเอียวหลีขึ้นมาบนเรือได้ คนทั้งปวงจึงว่ากับเอียวหลีว่า ท่านทำครั้งนี้ก็มีความชอบเป็นอันมาก กลับไปเมืองหงอเถิดจะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ท่านจะโดดนํ้าตายเสียไม่ต้องการ เอียวหลีจึงตอบว่า แต่ตัวเรากับบุตรภรรยาเรายังไม่รัก อันยศศักดิ์นั้นเราหารักไม่ แล้วชิงเอากระบี่ที่พวกทหารมาตัดเท้าของตัวให้ขาดทั้งสองข้างและก็เชือดคอตายเสีย

ฝ่ายพวกทหารทั้งปวงจึงปรึกษากันว่า ครอบครัวก็อยู่ในเมืองหงอจำเราจะเอาศพก๋งจูเคงกี๋กับเอียวหลีไปให้กับอับหลี เห็นจะมีบำเหน็จความชอบเป็นอันมาก ครั้นปรึกษาพร้อมใจกันแล้วก็พารีบไปยังเมืองหงอ จึงเอาศพทั้งสองนั้นไปให้อับหลี แล้วแจ้งความที่เอียวหลีคิดอ่านฆ่าก๋งจูเคงกี๋และเอียวหลีฆ่าตัวตายเสียนั้นให้ฟังทุกประการ อับหลีได้ฟังคิดเสียดายเอียวหลีนัก จึงสั่งให้เอาศพเอียวหลีไปฝังไว้ตามธรรมเนียมศพขุนนางแต่ก่อนมา แต่ศพก๋งจูเคงกี๋ที่ฝังไว้ก่อนนั้น แล้วจึงให้รางวัลแก่ทหารทั้งปวงที่กลับมาเป็นอันมาก อับหลีจึงคิดว่าบัดนี้บ้านเมืองเราก็สิ้นเสี้ยนหนามอยู่แล้วจะมีความสุขสืบไป อับหลีก็สั่งให้แต่งโต๊ะมาเลี้ยงขุนนางพร้อมกัน

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ที่นี่ค่ะ