ฝ่ายกี๋โป้ครั้นมาถึงบ้านกิเจ๋า ก็ไปเที่ยวสืบถามชาวบ้านว่า ฟัมแจ้งอยู่ตำบลใดเราจะไปหา คนทั้งปวงบอกว่าฟัมแจ้งไปอยู่เขาขีโก้ ทางไกลบ้านประมาณสามร้อยเส้นเป็นที่เงียบสงัด กี๋โป้รู้ดังนั้นจึงแปลงตัวเป็นพ่อค้าตามไปหาฟัมแจ้ง ณ เขาขีโก้ ครั้นถึงเข้าไปคำนับฟัมแจ้งๆ เห็นกี๋โป้เข้ามา ท่วงทีองอาจผิดกิริยาพ่อค้าจึงถามว่าท่านมาทั้งนี้ดูทีท่านจะเป็นนายทหาร ทำไมจึงแปลงตัวเป็นพ่อค้ามาหาเราด้วยธุระสิ่งใด กี๋โป้ได้ฟังจึงคิดว่าฟัมแจ้งคนนี้เห็นจะเป็นคนดีมีสติปัญญาโดยแท้ จึงบอกความตามจริงว่าข้าพเจ้าเป็นทหารห้างเหลียงเจ้าเมืองก้วยกี๋ มีทหารฝีมือแลทหารรบเป็นอันมาก ห้างเหลียงรู้ว่าท่านมีสติปัญญา จึงใช้ให้ข้าพเจ้าเอาแพรแลสิ่งของมาคำนับ ขอเชิญท่านไปจะได้ปรึกษาซึ่งจะไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยง ห้างเหลียงวิตกนักจะใคร่พบท่าน กี๋โป้ก็เอาสิ่งของคอยจะยื่นให้ ฟัมแจ้งว่าท่านจงไปเสียก่อนพรุ่งนี้จึงมาพูดจากัน ฟัมแจ้งก็จับยามดูจะใคร่รู้ว่า ห้างเหลียง จะเป็นผู้มีบุญหรือมิใช่ กี๋โป้เห็นจึงว่าข้าพเจ้าได้คำนับยื่นแพรให้ท่านค้างอยู่ ขอท่านจงรับเอาแพร คำนับของห้างเหลียงก่อน จึงค่อยจับยามต่อไป ฟัมแจ้งเกรงใจกี๋โป้ก็จำรับแล้วจับยามต่อไปก็รู้แจ้งจึงกระทืบเท้าแล้วว่าห้างเหลียงมิใช่ผู้มีบุญ จึงคิดว่าได้รับของคำนับเชิญ จะบิดพลิ้วมิได้จำจะไปหาห้างเหลียง ฟัมแจ้งจึงว่าแก่กี๋โป้ซึ่งห้างเหลียงให้ท่านมาเชิญก็จะช่วยคิดการตามสติปัญญา ครั้นเวลารุ่งเช้ากี๋โป้กับฟัมแจ้งก็พากันมานอนทางคืนหนึ่งจึงถึงกองทัพ

ฝ่ายห้างเหลียงรู้ว่ากี๋โป้พาฟัมแจ้งมาถึงมีความยินดี ก็ออกมารับนอกค่าย เชิญฟัมแจ้งเข้าไปในค่ายให้นั่งที่อันสมควร ทั้งสองถ้อยทีถ้อยคำนับทัน ห้างเหลียงจึงว่าข้าพเจ้ารวบรวมทหารไว้ได้สิบหมื่นเศษ จะไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยงแก้แค้นซึ่งมาตีเอาเมืองฌ้อแต่ยังหาคนซึ่งมีสติปัญญาจะได้เป็นที่ปรึกษา พอรู้ข่าวว่าท่านเป็นคนดีรู้กาลล่วงหน้า ควรที่จะปรึกษาทำการใหญ่ได้ จึงให้กี๋โป้ไปเชิญท่านมาครั้งนี้ ยินดีดุจได้เมืองหํ้าเอี๋ยงมาไว้ในเงื้อมมือข้าพเจ้า ท่านจงช่วยคิดการให้ตลอด ฟัมแจ้งได้ฟังจึงว่า ข้าพเจ้าอายุได้ถึงเจ็ดสิบปีแล้ว จะพิเคราะห์การสิ่งใดก็หลงลืมหาเหมือนแต่ก่อนไม่ ข้าพเจ้าจะตั้งใจตามสติกำลัง ให้ท่านคืนเอาเมืองฌ้อให้จงได้ ห้างเหลียงได้ฟังก็ชอบใจนัก จึงบอกฟัมแจ้งว่า บัดนี้ตันเซ่งเขาก็ได้ทหารเป็นอันมากยกไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยง ตันเซ่งกระทำการจะได้เมืองหรือจะเสียทีประการใดยังหารู้ไม่ ให้คนไปสืบข่าวยังมิได้กลับมา ถ้าได้ความว่ายังรบติดพันกัน อยู่จึงจะยกไปดู ถ้าได้ทีแล้วจะตีเป็นศึกกระหนาบ

ฝ่ายคนใช้ซึ่งห้างเหลียงเจ้าเมืองก้วยกี๋ใช้ไปสืบตันเซ่งถึงเมืองหํ้าเอี๋ยง รู้ว่ากองทัพตันเซ่งแตกตัวตันเซ่งตาย ก็ขับม้ามาถึงเมืองไฝ่ไส พอพบกองทัพห้างเหลียงตั้งอยู่ก็เข้าไปคำนับแจ้งความว่า ทัพตันเซ่งแตกกระจัดพลัดพรายตัวก็ตายในที่รบ

ฝ่ายห้างเหลียงได้ฟังคนใช้มาบอกความดังนั้น จึงปรึกษาฟัมแจ้งว่าตันเซ่งเสียทีแก่ชาวเมืองหํ้าเอี๋ยงแล้ว ทหารเรามีแต่สิบหมื่นเห็นจะท้อใจ ครั้นจะรีบยกไปเกลือกจะเสียที ท่านจะเห็นประการใด ฟัมแจ้งจึงว่าซึ่งตันเซ่งเสียทัพทั้งนี้เพราะโดยด่วนหาปัญญามิได้ ใจเป็นคนโลภจะชิงเอาสมบัติแต่ผู้เดียว ทำเป็นทัพโจรตีเมืองใหญ่ใครจะนับถือ ขอท่านคิดเป็นกลอุบายเชิญเชื้อวงศ์ในเมืองฌ้อมาตั้งเป็นเจ้าไว้ก่อน แต่พอให้คนนิยมว่าท่านกตัญญู หัวเมืองและประชาราษฎรรู้ก็จะมาสามิภักดิ์เป็นอันมาก จึงค่อยคิดกำจัดพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ก็เห็นจะสำเร็จการ ถึงทหารมีฝีมือแลหัวเมืองใหญ่ทั้งหกหัวเมืองเห็นจะมาเข้าด้วย ห้างเหลียงได้ฟังก็เห็นชอบ จึงยกฟัมแจ้งเป็นกุ๋นสือที่ปรึกษาผู้ใหญ่ แล้วสั่งให้ไปสืบหาเชื้อวงศ์ในเมืองฌ้อก็หาได้ความไม่ จึงให้จงลิมวยไปสืบหาพระญาติพระวงศ์ในเมืองฌ้อให้จงได้ จงลิมวยคำนับลาพาทหารไปเที่ยวสืบเสาะไถ่ถามชาวบ้านซึ่งอยู่แดนเมืองฌ้อ หาผู้ใดจะรู้จักไม่ จงลิมวยเข้าไปถึงบ้านนำไฝเห็นเด็กคนหนึ่งนั่งดูแพะ มีเด็กชาวบ้านมาชวนวิวาทไล่ชกตีเด็กที่นั่งก็วิ่งหนีมา จงลิมวยเห็นเด็กวิ่งหนีมาหูใหญ่คิ้วยาวสุดหางตา รูปงามกว่าเด็กทั้งปวงที่ไล่มา จึงร้องห้ามแล้วถามเด็กที่วิ่งหนีมานั้นว่าวิวาทกันด้วยอันใด

ฝ่ายบีซิมก็หยุดอยู่ บอกความว่าเด็กเหล่านั้นว่าเราเป็นบุตรหาบิดาไม่ ข้าน้อยใจจึ่งว่ามันเป็นแต่ลูกชาวบ้าน เราเป็นถึงหลานเจ้าเมืองฌ้อมันจึงโกรธ จงลิมวยพิเคราะห์ดูรูปเห็นประหลาด จึงถามว่าเจ้านี้ชื่อใด อายุสักกี่ขวบ บิดามารดาอยู่ไหน จึงว่าเป็นหลานเจ้าเมืองฌ้อ บอกตามจริงเราจะช่วย บีซิมจึงบอกว่าข้าชื่อบีซิม อายุได้สิบสามขวบมารดาข้าพเจ้าอาศัยอยู่บ้านตรงนี้ บอกแล้วก็วิ่งหนีด้วยความกลัว เกลือกว่าจะเป็นทหารชาวเมืองห้ำเอี๋ยงมาตามจับ จงลิมวยฉวยตัวบีซิมได้ก็อุ้มขึ้นม้าพาเข้าไปในบ้านบอกกับผู้มีชื่อ ให้เชิญมารดาบีซิมออกมา นายบ้านได้ฟังก็ตกใจจึงเข้าไปในเรือนบอกความกับนางอุยซีว่ามีผู้มาหาก็พานางอุยซีออกมา จงลิมวยจึงบอกว่าห้างเหลียงใช้ให้ข้าพเจ้ามาสืบหาเชื้อวงศ์ในเมืองฌ้อ บัดนี้มาพบบีซิมบุตรของท่านว่าเป็นหลานไฝ่อ๋อง ท่านยังได้สิ่งอันใดเป็นสำคัญบ้าง นางอุยซีได้ฟังดังนั้นจึงไปหยิบเสื้อบีซิมมาส่งให้จงลิมวยๆ พิเคราะห์ดูเสื้อนั้น ก็เห็นอักษรจารึกแซ่ที่คอเสื้อนั้นว่า เป็นบุตรฌ้อไทจู๊เป็นหลานฌ้ออ๋อง แล้วเห็นดุมแก้วเป็นสำคัญ จงลิมวยคำนับนางอุยซีแล้วว่ากับเต่งเตียวนายบ้าน ให้แต่งนางอุยซีกับบีซิมให้สมเป็นหลานฌ้ออ๋อง จัดผู้คนติดตามไปส่งเห็นจะได้บำเหน็จ เต่งเตียวนายบ้านจัดแจงเสร็จแล้ว ก็พามารดาบีซิมมากับจงลิมวย ครั้นถึงไฝ่ไสแล้วจงลิมวยก็เข้าไปหาห้าง เหลียง เล่าความแต่หนหลังให้ห้างเหลียงฟัง ห้างเหลียงเห็นบีซิมกับนางอุยซี จึงเชิญให้นั่งที่อันสมควร แล้วจึงหยิบเงินห้าสิบตำลึงผ้าแพรพับหนึ่งให้นายบ้านเป็นบำเหน็จ นายบ้านคำนับลาไป ครั้นถึงวันฤกษ์ดีห้างเหลียงจึงประชุมทแกล้วทหารพร้อมกัน แล้วเชิญบีซิมขึ้นไปเป็นไฝ่อ๋อง เจ้าเมืองฌ้อ มารดานั้นให้เป็นฮองไทเฮ้า ครั้นบีซิมได้เป็นไฝ่อ๋องแล้ว ให้จัดแจงตั้งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยไว้ตามตำแหน่ง จึงตั้งห้างเหลียงเป็นบู๊สินกุ๋นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการ ตั้งห้างอี๋เป็นไต้สิมาฮู เจียงกุ๋นเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร ตั้งฟัมแจ้งเป็นกุ๋นสือ คือครูสั่งสอนแลเป็นที่ปรึกษา ตั้งกี๋โป้หนึ่ง จงลิมวยหนึ่ง เป็นโตคีคือนายทหารปลัดห้างอี๋ หยินโป้เป็นเผียนเจียงกุ๋น ควั่นฌ้อหนึ่ง อิหยินหนึ่งเป็นฌ้อขีทหารรอง แล้วไฝ่อ๋องกับห้างเหลียงปรึกษากันว่าจะปูนบำเหน็จทหารตามสมควร แต่นั้นมาค่อยได้ทหารมากขึ้น

ฝ่ายซองงีซึ่งเป็นขุนนางเมืองฌ้อ ครั้นเมืองฌ้อเสียแก่เมืองหํ้าเอี๋ยงแล้ว ก็พาพรรคพวกไปซ่องสุมเกลี้ยกล่อมหาทหารอยู่ ณ เมืองกังแฮ ครั้นแจ้งความว่าห้างเหลียงเชิญหลานเจ้าเมืองฌ้อเป็นไฝ่อ๋อง จึงพาทหารสามหมื่นมาเข้าด้วยห้างเหลียงๆ ก็พาเข้าไปเฝ้า ไฝ่อ๋องรู้ว่าซองงีเป็นคนเก่า จึงสั่งให้ห้างเหลียงตั้งซองงีให้เป็นเขาจู๋กว้านกุ๋นว่าราชการฝ่ายพลเรือน

ฝ่ายซองงีได้รับที่แล้วจึงปรึกษาแก่ห้างอี๋ว่า ตำบลไผ่ใสนี้ที่ทางภูมิฐานจะตั้งเป็นเมืองใหญ่นั้นหาสมควรไม่ ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองอิหยีนั้นเป็นที่ชัยภูมิกว้างใหญ่ ถึงมาตรว่าจะไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยง หนทางก็เดินได้โดยสะดวกควรจะตั้งเมืองใหญ่ ห้างอี๋ได้ฟังเห็นชอบจึงคำนับซองงี แล้วบอกแก่ห้างเหลียงๆ ก็เอาคำซองงีขึ้นปรึกษาไฝ่อ๋องๆ เห็นชอบด้วย จึงสั่งให้ทหารจัดเป็นขบวนทัพพร้อมด้วยปีกซ้ายขวาหน้าหล้ง ครั้นถึงวันฤกษ์ดีก็ยกทหารออกจากค่ายไฝ่ไสจะไปเมืองอิหยี

ฝ่ายเล่าปังเมื่อยกออกจากเมืองไภก้วนมา คิดว่าจะช่วยตันเซ่งตีเมืองหํ้าเอี๋ยงครั้นถึงตำบลไภโหพบทหารแตกทัพมา รู้ว่าตันเซ่งตาย จึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้คอยทัพห้างเหลียง

ฝ่ายไฝ่อ๋องกับห้างเหลียง เมื่อยกกองทัพมาถึงเมืองไฝ่โหเห็นกองทัพเล่าปังตั้งอยู่ ฟัมแจ้งหยุดม้าแลดูเห็นรัศมีห้าอย่าง ก็แจ้งว่ารัศมีผู้มีบุญบังเกิดตรงค่ายนั้น เล่าปังครั้นรู้ว่ากองทัพห้างเหลียงยกมา ก็ชวนห้วนโก้ยแฮเฮาหยินขึ้นม้าพาทหารพันหนึ่งออกรับห้างเหลียง ฟัมแจ้งเห็นเล่าปังก็รู้ว่าเป็นผู้มีบุญ จะได้เป็นกษัตริย์บำรุงแผ่นดินได้ถึงสี่ร้อยปี จึงคิดว่าเดิมทีไม่ทันพิเคราะห์ ด่วนรับเชิญมาอยู่ด้วยผู้หาบุญมิได้ เสียนํ้าใจนักนิ่งตรึกตรองอยู่ ห้างเหลียงครั้นเห็นเล่าปังมีความยินดี ทั้งสองก็คำนับกันตามธรรมเนียมแล้วพากันไปเฝ้าพระเจ้าไฝ่อ๋องหงีเต้ ห้างเหลียงจึงทูลว่า เล่าปังผู้นี้ตั้งใจจะมาช่วยกระทำศึก พระเจ้าไฝ่อ๋องหงีเต้จึงตรัสแก่เล่าปังว่า ซึ่งท่านตั้งใจมาหาเราโดยสุจริตขอบใจท่านนัก ห้างเหลียงกับเล่าปังจึงปรึกษากันว่าเราพร้อมกันทั้งสองทัพ คนถึงยี่สิบหมื่นเสด็จยกไปตั้งเมืองอิหยี แล้วสั่งทหารให้เดินทัพยกข้ามแม่นํ้าซุยโหไปถึงเมืองอิหยี

ฝ่ายตันยิบเจ้าเมืองอิหยี ครั้นแจ้งความก็ออกมาเชิญไฝ่อ๋องหงีเต้เข้าเมือง แต่กองทัพห้างเหลียงกับฟัมแจ้งนั้นตั้งค่ายอยู่ริมแมน้ำซุยโหนอกเมืองอิหยีเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ