ขณะนั้นเฮาไฮหลีสือเตียวโก๋กับคนสนิทสามคน รู้กันแต่หกคน ห้ามกันไม่ให้ผู้ใดรู้อื้ออึง ก็ปิดม่านกำบังไว้เอาปลาที่เน่าใส่ท้ายรถไป ให้ผู้อื่นสำคัญว่าเป็นกลิ่นปลา มีคำคนทั้งปวงที่ล่วงรู้พูดกันว่า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้แรกได้สมบัติกำจัดหัวเมืองได้ทุกตำบลก่อกำแพงถมทะเลสอบภูเขาก็ได้ เมื่อหาพระชนม์ไม่ปลาก็พลอยเน่า เตียวโก๋คิดจะให้เฮาไฮได้ราชสมบัติ ครั้นถึงที่ประทับเข้าไปคำนับศพกับหลีสือแต่สองคน เห็นเป็นที่สงัดจึงถามหลีสือว่า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้จะสิ้นพระชนม์นั้นสั่งท่านไว้ประการใดบ้าง หลีสือจึงบอกว่า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ทรงพระอักษรไว้ให้ฮูโซครองราชสมบัติ ให้เราช่วยจัดแจงกิจราชการเมือง เตียวโก๋จึงถามว่า ท่านจะทำตามรับสั่งแม้ฮูโซได้เป็นเจ้า มงเทียมก็ได้เป็นขุนนางใหญ่ ใจข้าพเจ้าคิดว่าเกิดมาเป็นชายหมายจะตั้งตัวไม่ให้มีผู้ใดข่มเหงท่านก็เข้าใจ จงพิเคราะห์ดูว่า ตัวท่านยังจะได้เป็นใหญ่กว่ามงเทียมหรือ ถ้าเป็นผู้น้อยกว่ามงเทียมแล้วนับวันทรัพย์ศฤงคารจะร่วงโรยไป ข้าพเจ้าคิดว่าจะให้ท่านแก้อักษร ว่ารับสั่งให้เฮาไฮเป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติในเมืองหํ้าเอี๋ยง ท่านจะได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ข้าพเจ้าจะได้พึ่งบุญท่าน หลีสือจึงว่า ซึ่งจะให้แปลงรับสั่งเสียฉะนี้ผิดประเพณีโบราณเห็นไม่ควร เตียวโก๋จึงว่า ถ้าฮูโซได้ครองเมือง ความซึ่งแค้นมีอยู่กับตัวท่าน เมื่อทูลให้จับคนรู้ตำรามาจำไว้ ฮูโซไม่เห็นด้วยทูลทัดทานจึงขัดพระทัย รับสั่งให้ฮูโซไปช่วยมงเทียมทำการก่อกำแพง ข้าพเจ้าแคลงความข้อนี้จึงเห็นว่าฮูโซโกรธท่านไหนจะมอบราชการให้ว่าตามรับสั่ง เห็นจะให้มงเทียมเป็นเซงเซียว ท่านจะต้องคืนตรา สำหรับที่ไปเป็นคนนอกราชการ ท่านกับมงเทียมก็ไม่ชอบกัน เจ้าก็จะมีความเคืองพระทัย ขุนนางผู้ใหญ่ก็จะมีความแค้น ถึงจะตายจะหาที่ฝังศพก็ยาก หลีสือนิ่งคิดถึงคำเตียวโก๋เห็นชอบ จึงยกมือขึ้นคำนับว่าขอบใจ ควรเราจะทำตามคำท่าน เตียวโก๋กับหลีสือก็พากันมาถึงเฮาไฮ จึงบอกว่าการครั้งนี้จะดีร้ายเป็นประการใด สุดแต่ท่านกับข้าพเจ้าทั้งสองเป็นสามคนด้วยกัน ซึ่งหลีสือเป็นผู้รับสั่งให้ฮูโซครองราชสมบัติอาชญาสิทธิ์ก็อยู่แก่ฮูโซ ท่านจะหาหัวเมืองทั้งปวงมาเกลี้ยกล่อมเขาจะยอมด้วยหรือ ท่านแลข้าพเจ้าก็จะเป็นเหมือนไพร่เพราะไม่มีบรรดาศักดิ์ ข้าพเจ้าสองคนนี้คิดว่าจะแปลงรับสั่งพระราชบิดาเสีย ยกท่านขึ้นเป็นเจ้าครองราชสมบัติ ข้าพเจ้าทั้งสองจะได้พึ่งบารมีเป็นสุขด้วยท่านจะเห็นประการใด เฮาไฮจึงตอบว่า รับสั่งพระราชบิดาให้ฮูโซผู้พี่เราครองเมือง แลท่านจะแปลงรับสั่งให้เราผู้น้องครองเมืองนั้นผิดประเพณีกษัตริย์สืบมา ซึ่งท่านจะให้เรารู้ด้วยไม่ทำตามรับสั่งนั้น เห็นเป็นคนอกตัญญูประชาราษฎรแลหัวเมืองจะนินทาว่าไม่อยู่ในยุติธรรม ไหนจะพร้อมกันฟังบังคับบัญชาเรา เตียวโก๋จึงว่าซึ่งจะกลัวความนินทาดังคำท่านพูดฉะนี้เหมือนหาสติปัญญาไม่ ด้วยวาสนาจะถึงครองสมบัติยังจะให้มีผู้กำจัดตัวไปอีกเล่า แม้นมิฟังคำข้าพเจ้าเห็นจะเสียตัวเป็นมั่นคง

เฮาไฮได้ฟังเตียวโก๋ว่าเห็นชอบ จึงว่าตามแต่ท่านกับหลีสือจะคิดจัดแจงให้สมควร หลีสือกับเตียวโก๋ก็แปลงพระอักษรให้เฮาไฮเป็นไทจู๊กำจัดฮูโซเสีย แล้วคิดเอายาพิษใส่ป้านสุรากับดาบเล่มหนึ่ง จึงแต่งหนังสือเตรียมไว้ แล้วให้หาเงียมหลักเข้ามาส่งหนังสือแลดาบกับป้านสุรา ให้เงียมหลักเอาไปให้ฮูโซ เงียมหลักคำนับรับหนังสือกับสิ่งของออกมา ก็ขึ้นม้ารีบไปถึงที่ก่อกำแพง จึงเข้าไปหาฮูโซ แล้วส่งหนังสือแลดาบกับป้านสุราให้

ฮูโซรับหนังสือฉีกผนึกออกอ่านดูต่อหน้ามงเทียม ได้ความว่ารับสั่งพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ว่า แซ่จี๋นสืบกษัตริย์ลงมาถึงสามชั่วจนตัวเราผู้เป็นฮองเต้ แม้นบิดาจะทำการสิ่งใดก็มิได้ทูลทัดทาน แลฮูโซผู้บุตรที่หนึ่งควรจะเป็นไทจู๊ ครั้นพิเคราะห์ดูเห็นหาสติปัญญามิได้ ราชการประการใดก็ทัดทานให้ขัดเคือง ครั้นให้ออกมากำกับทำกำแพงช้านานยังมิแล้ว ซึ่งจะให้งดโทษจะเสียกฎหมายอย่างธรรมเนียมกษัตริย์ บัดนี้เราตั้งให้เฮาไฮเป็นที่ไทจู๊แล้ว ตัวฮูโซนั้นให้ถอดเป็นไพร่ กับให้สุรายาพิษแลกระบี่ออกมาตามแต่จะเลือกตายด้วยสิ่งอันใดอันหนึ่ง มงเทียมเป็นผู้ใหญ่ให้ออกมาทำการก็ละเลยเสียให้เนิ่นช้า ครั้นจะเอาโทษเล่าการยังทำอยู่ภาคทัณฑ์ไว้ให้เร่งทำกำแพงไป ฮูโซอ่านสิ้นความในหนังสือนิ่งนึกตกตะลึง ครั้นคืนได้สติจึงว่า พระบิดาใช้ให้เรามากำกับมงเทียมเราก็ได้กำชับเร่งรัดทำการยังมิทันจะแล้ว บัดนี้มีหนังสือรับสั่งมาให้ลงโทษว่าผิดเป็นข้อใหญ่ เราก็ตั้งใจว่าเป็น บุตรกษัตริย์ฟังคำพระราชบิดาโดยกตัญญู เมื่อมีข้อรับสั่งโปรดมาฉะนี้ ท่านทั้งปวงอยู่ภายหลังระวังตัวให้จงหนัก ฮูโซเมื่อสั่งเสร็จแล้วก็จับป้านสุราขึ้นดื่มกิน

ฝ่ายมงเทียมจับป้านสุราไว้ จึงว่าพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้วางพระทัยชุบเลี้ยงท่านกับข้าพเจ้าให้คุมคนออกมาถึงแปดสิบหมื่น ครังนี้เราทำราชการโดยสุจริตข้อผิดยังไม่มี เหตุไฉนรับสั่งคาดโทษออกมาข้าพเจ้าแคลงอยู่ ขอท่านเข้าไปเฝ้าทูลความให้แจ้งก่อน ถ้าเป็นรับสั่งจริง ถึงจะตายก็ไม่เสียดายชีวิต ฮูโซจึงว่า อันการหนังสือรับสั่งปิดตรามาเป็นสำคัญขาดอยู่แล้ว ประการหนึ่งเราคุมพลทหารทำการอยู่ ไม่มีรับสั่งให้หาท่านจะให้เข้าไปนั้น ทั้งเป็นข้อแคลงแลขัดรับสั่งเป็นสองโทษก็ตายเหมือนกัน ตัวเรานับว่าเป็นบุตรกษัตริย์อันประเสริฐ เกิดมาเป็นชายจะให้ลือชื่อชูพระเกียรติยศข้อรับสั่งไปภายหน้า ว่าแล้วก็กินสุรายาพิษตาย

ฝ่ายมงเทียมเห็นฮูโซตายกอดศพกลิ้งเกลือกร้องไห้รำพันไป ขุนนางทั้งปวงก็ร้องไห้รักทุกตัวคน

ฝ่ายย่ำเงียมหลักเห็นดังนั้น กลับมาบอกกับหลีสือเตียวโก๋ๆ จึงไปแจ้งความกับเฮาไฮๆ ก็มีความอาลัยถึงพี่ยิ่งนัก

ขณะนั้นเฮาไฮเตียวโก๋หลีสือเร่งขับรถเข้าเมืองหํ้าเอี๋ยง ครั้นถึงเมืองหํ้าเอี๋ยงหลีสือเตียวโก๋ก็เชิญพระศพตั้งไว้ ณ ที่อันสมควร จึงบอกบรรดาขุนนางว่า พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ประชวรพระโรคปัจจุบัน เมื่อจะสิ้นพระชนม์นั้น ทรงพระอักษรไว้ให้เฮาไฮครองราชสมบัติ แต่บรรดาขุนนางจงนุ่งขาวห่มขาวคำนับพระศพ แล้วประชุมพร้อมกันขุนนางทั้งปวงก็กระทำตามสั่ง พอเป็นเดือนเก้าวันฤกษ์ดีขุนนางก็ประชุมพร้อมกัน เชิญเฮาไฮขึ้นเป็นพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ จึงเชิญพระศพพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ไปฝัง ณ เขาหลีสารทำการทั้งปวงยิ่งกว่ากษัตริย์แต่ก่อน จัดนางข้างในซึ่งไม่มีบุตรแปดร้อยคน ให้ไปอยู่สำหรับบูชาคำนับทุกเวลา ตั้งแต่นั้นมาราชการบ้านเมืองก็สิทธิ์ขาดอยู่กับเตียวโก๋หลีสือ ถ้าผู้ ใดเป็นโทษไม่ถึงแก่ชีวิต เตียวโก๋ก็ให้ฆ่าเสีย ทำโทษหนักขึ้นกว่าแต่ก่อน ผู้คนในเมืองแลนอกเมืองได้รับความเดือดร้อนไปทุกแห่ง บังเกิดโจรผู้ร้ายขึ้นชุกชุมทุกตำบล อยู่วันหนึ่งเตียวโก๋หลีสือมิได้เข้ามาเฝ้า พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ออกขุนนางจึงตรัสว่า มงเทียมคุมคนทำการอยู่ข้างนอกมากนัก สมัครพรรคพวกญาติอยู่ข้างใน นานไปจะกำเริบทำร้ายกับเรา จำจะให้หนังสือออกไปหาตัวเข้ามาฆ่าเสีย

ขณะนั้นจูหยินบุตรฮูโซจึงทูลว่า มงเทียมคนนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่อยู่ในเมืองห้ำเอี๋ยงเป็นเบาสูที่ปรึกษา แต่ทำราชการมาก็ยังไม่มีผิด ซึ่งพระองค์คิดแคลงพระทัยจะให้หาเข้ามาฆ่าเสียนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่ามงเทียมครั้งนี้คุมคนถึงแปดสิบหมื่น แม้นมงเทียมจะมาโดยดีก็เห็นจะไม่มีเหตุ ถ้ามงเทียมแคลงใจไม่มาข้าพเจ้าเห็นจะเคืองพระทัย จะลำบากแก่ทหาร พระเจ้ายี่ซีฮองเต้มิได้ฟังจึงให้จับบุตรภรรยามงเทียม กับสมัครพรรคพวกร่วมแซ่เก้าชั่วมาจำไว้ จึงให้แต่งหนังสือไปหามงเทียม มีคนในเมืองไปบอกมงเทียมว่าพระเจ้ายี่ซีฮองเต้ให้จับครอบครัวมาจำไว้ แล้วจะให้หาตัวท่านเข้าไปในเมือง มงเทียมรู้ความทอดใจใหญ่แล้วจึงว่า เสียแรงทำราชการซื่อตรงมาถึงสามกษัตริย์แล้ว ซึ่งเฮาไฮเป็นเจ้าไม่ไว้ใจจะให้หาตัวเราไปฆ่าเสียนั้น กองทัพเราถึงแปดสิบหมื่นมาทำการตัวทหารถึงสามสิบ หมื่น ถ้าจะคิดการตั้งรับต่อสู้ก็จะได้แผ่นดินไว้ครึ่งหนึ่ง แต่เราจะรักษาความสัตยํไว้โดยกตัญญู คิดถึงกษัตริย์ซึ่งมีพระคุณได้ชุบเลี้ยงมาแต่ก่อน ให้ลือชื่อเป็นชายอันบริสุทธิ์ แต่พระราชบุตรสืบวงศ์ก็มิได้คิดจะทำร้ายสู้เสียชีวิต คิดแล้วก็ดื่มสุรายาพิษตาย

ฝ่ายพระเจ้ายี่ซีฮองเต้แจ้งว่ามงเทียมตาย ก็ให้สมัครพรรคพวกไปอยู่ ณ เมืองโปตั๋ง

ฝ่ายเตียวไก่หลี ตั้งแต่ฮูโซมงเทียมตายกำเริบใจว่าราชการสิทธิ์ขาด สุขทุกข์ของราษฎรเดือดร้อนประการใด ก็ว่ากล่าวกดขี่เอาแต่ความอำเภอใจมิได้เพ็ดทูล ผู้ใดกระทำผิดไม่ควรตายก็ทูลยุยงให้ฆ่าเสีย ครั้งนั้นเจ้าเมืองสั่วตั๋ง เมืองสัวสาย เมืองโฮหลำ เมืองหัวปัก เมืองเหงา เมืองฌ้อแข็งเมืองขึ้นแล้ว ตันเสงหนึ่ง เหงากวางหนึ่ง ก็ซ่องสุมผู้คนขึ้น ณ เมืองซองจี๋ว เล่าปังก็ซ่องสุมผู้คนขึ้น ณ เขามังตั๋ง ห้างเหลียงก็ซ่องสุมรี้พลขึ้น ณ เมืองเหงา ทุกหัวเมืองก็คิดแต่จะกระทำศึกกับเมืองหลวง พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ตั้งแต่จะเสพสุรา เพลิดเพลินเล่นสนุกอยู่แต่ที่ข้างในไม่ออกว่าราชการ ขุนนางทั้งปวงคอยเฝ้าทูลข่าวดีแลร้ายสิ่งใดก็หาได้เฝ้าไม่

ฝ่ายเสียวโหเป็นขุนนางนายบ้านซียออยู่ ณ เมืองไภก้วน จึงปรึกษากับโจฉำว่าแผ่นดินทุกวันนี้พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ไม่อยู่ในยุติธรรม หัวเมืองทั้งปวงได้รับความเดีอดร้อนตั้งซ่องสุมผู้คนเป็นอันมาก เราจำจะคิดกับเจ้าเมืองไภก้วนให้แข็งเมืองไว้ โจฉำจึงว่าถ้าท่านจะคิดการครั้งนี้จำจะพูดกับห้วนโก้ย ให้ออกไปเชิญเล่าปังเข้ามาคิดการด้วยจึงจะได้ ด้วยเล่าปังไปซ่องสุมผู้คนอยู่ ณ เขา มังตั๋งได้ไว้เป็นอันมาก เสียวโหเห็นชอบจึงให้คนใช้ไปหาห้วนโก้ยมา แล้วตั้งให้ห้วนโก้ยไปหาเล่าปัง ห้วนโก้ยรับคำแล้วขึ้นม้ารีบไปเขามังตั๋ง พบเล่าปังจึงบอกว่า เสียวโหกับโจฉำให้เชิญท่านเข้าไปจะปรึกษาด้วยการแผ่นดิน เล่าปังแจ้งความดังนั้นก็พาสมัครพรรคพวกหลายร้อยคนเข้ามาตั้งกองอยู่ชายป่าริมเมืองไภก้วน

ฝ่ายเจ้าเมืองไภก้วนรู้ว่า เล่าปังยกคนเข้ามาอยู่ริมเมืองเป็นอันมากก็ตกใจ จึงให้หาเสียวโหโจฉำเตงเตียวซึ่งเป็นนายอำเภอเข้ามาถามว่า เหตุใดเล่าปังจึงทำดังนี้ เสียวโหกับโจฉำจึงบอกว่า ข้าพเจ้าทั้งสองคิดกันจะให้ท่านเป็นผู้ใหญ่แข็งเมืองไว้ เกรงเมืองหลวงจะยกทัพมา จึงให้เล่าปังเข้ามาจะได้ช่วยราชการ เจ้าเมืองไภก้วนจึงว่า จะให้เป็นผู้ใหญ่ไม่เห็นสม ด้วยเล่าปังมีกำลังมาก ท่านทำครั้งนี้อุปมาเหมือนจะเอาเสือดุร้ายเข้ามาอยู่ในบ้าน แต่กำลังตัวเสือก็องอาจว่องไวยากที่ผู้จะสู้รบ ท่านทั้งสองจะซํ้าเข้าเป็นปีกเสือให้เสือบินไปได้ทางอากาศอีกเล่า เราเห็นว่าเสือจะยิ่งมีใจกำเริบมากขึ้น นานไปก็จะคิดทำร้ายแก่เรา จึงสั่งให้ทหารจับเสียวโหกับโจฉำจะให้ฆ่าเสีย ทหารยังไม่ทันจับ ขุนนางทั้งปวงก็ขอโทษเสียวโหกับโจฉำจึงรอดชีวิตอยู่ เจ้าเมืองไภก้วนก็ปิดประตูไว้ ครั้นเวลาคํ่าเสียวโหกับโจฉำพาคนสนิทหลายสิบคน เอาเชือกผูกห้อยตัวหย่อนลงไปได้พร้อมกันแล้วก็รีบไปหาเล่าปังบอกความว่า เจ้าเมืองไภก้วนนั้นความคิดน้อย จะคิดความใหญ่นั้นยังมิได้ ตัวท่านชื่อก็ปรากฏแก่คนทั้งปวง ครั้งนี้จำจะคิดเอาเมืองไภก้วนไว้ จึงได้เกลี้ยกล่อมผู้คนจะหลบหนี คนรู้ไปก็จะมาเข้าด้วยท่านเป็นอันมาก เล่าปังจึงว่า ถ้าท่านทั้งสองจะทำการกับเราก็ให้เปิดประตูเมืองรับเรา จะเข้าไปฆ่าเจ้าเมืองไภก้วนเสียจะได้คิดการใหญ่ต่อไป หรือน้ำใจของท่านจะเป็นกลอุบายประการใด เสียวโหกับโจฉำจึงว่าชาวบ้านชาวเมืองก็ตื่นตกใจอยู่ ท่านจงเขียนหนังสือแจ้งข้อความผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าไปในเมือง ถ้าชาวเมืองรู้แล้วเห็นจะเข้าด้วยไม่ช้าก็จะได้เมือง เล่าปังเห็นชอบจึงเขียนหนังสือเป็นใจความว่า แผ่นดินร้อนมาเป็นช้านาน อาณาประชาราษฎรไม่ได้ทำมาหากิน ผู้ซึ่งมีฝีมือแลความคิดก็ตั้งแข็งเมืองเป็นโจรอยู่ป่า หาทแกล้วทหารเป็นอันมาก เราผู้ชื่อเล่าปัง ปรึกษากันภายนอกเมืองพร้อมกัน จึงยกเข้ามาจะหาเจ้าเมืองใหม่จะได้แข็งเมืองไว้ให้ราษฎรเป็นสุข ถ้าชาวเมืองทั้งหลายจะยอมก็เปิดประตูรับเราๆ จึงจะไม่ทำอันตราย แม้นมิเปิดประตูรับ ทหารเราเข้าเมืองได้จะฆ่าเสียให้สิ้นทั้งเมือง เขียนแล้วก็ผูกลูกเกาทัณฑ์ยิงเข้าไปในเมืองทั้งสี่ด้าน ครั้นชาวเมืองได้หนังสืออ่านดูรู้ความจึงปรึกษาพร้อมกันว่าเสียวโหกับโจฉำไปเข้าด้วยเล่าปัง เล่าปังก็จะปีนกำแพงเมืองเข้ามาได้ ไหนเราจะพ้นจากความตาย จำเราจะเข้าด้วยเล่าปังจึงจะรอดชีวิต คิดกันพร้อมแล้วก็ชวนกันไปจับเจ้าเมืองฆ่าเสีย จึงเปิดประตูรับเล่าปังเข้าเมือง เสียวโหโจฉำแลชาวเมืองทั้งปวงปรึกษายกเล่าปังขึ้นเป็นเจ้าเมือง เล่าปังจึงว่า ตัวเราวาสนาบารมีน้อย ทั้งสติปัญญาจะคิดการอันใดก็ยังไม่สันทัด ท่านทั้งปวงจัดหาคนซึ่งมีสตืปัญญามาตั้งขึ้นเป็นเจ้าเมืองจึงจะรักษาเมือง เป็นสุขได้

ฝ่ายผู้เฒ่าชาวเมืองจึงว่า ข้าพเจ้าทั้งปวงไปเสี่ยงทายแล้ว ให้หมอดูรู้ว่าท่านมีบุญสมควรจะครองเมืองได้ ถ้าท่านมิยอมเป็นเจ้าเมือง ชาวเมืองทั้งปวงก็จะกระจัดพลัดพรายไปหาที่พึ่ง เล่าปังได้ฟังดังนั้นก็รับครองเมือง เสียวโห โจฉำ ห้วนโก้ย แลผู้เฒ่าผู้แก่ ชาวเมืองทั้งปวงก็ยกเล่าปังขึ้นเป็นเจ้าเมืองไภก้วน เล่าปังจึงให้ทำธงล้วนสีม่วงสำหรับทัพปักขึ้นไว้บนกำแพงเมือง ครั้นอยู่มาประมาณเก้าวันสิบวัน แต่บรรดาคนหนีซุ่มซ่อนอยู่ในป่าดงรู้ว่าเล่าปังเป็นเจ้าเมืองก็เข้ามาอยู่ด้วยสามพันเศษ ในเดือนนั้นมีผู้บอกว่า ตันเซ่งจะยกทัพไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยง เล่าปังจึงปรึกษาแก่เสียวโหโจฉำห้วนโก้ย เห็นพร้อมกันจะไปช่วยตันเซ่งตีเป็นทัพกระหนาบ จึงจัดแจงให้ทหารสิบหมื่น เสร็จแล้วก็ยกกองทัพออกจากเมือง

ฝ่ายห้างเหลียงผู้อาห้างอี๋ผู้หลาน ตั้งเกลี้ยกล่อมอยู่บ้านห้วยเอ๋แดนเมืองก้วยกี๋

ฝ่ายยินถองเจ้าเมืองก้วยกี๋รู้ว่าห้างเหลียงมีสติปัญญามาก จึงให้หาห้างเหลียงมาว่า พระเจ้ายี่ซีฮองเต้ไม่อยู่ในยุติธรรม ตันเซ่งเขาชักชวนหัวเมืองทั้งปวงจะไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยง บัดนี้เราจะแข็งเมืองไว้จึงให้หาท่านมาคิดการ ครั้งนี้ท่านจะเห็นประการใด ห้างเหลียงได้ฟังยินถองว่าทำเป็นรับคำแล้วจึงว่า พรุ่งนี้จะกลับมาคิดการแก่ท่าน ว่าแล้วก็ลามาบ้าน ปรึกษากับห้างอี๋ตามคำยินถองว่าทุกประการ ห้างอี๋จึงว่า ยินถองคนนี้ซึ่งจะคิดการใหญ่เป็นเจ้านั้นเห็นจะไม่สำเร็จ เราเกิดมาเป็นชายไม่ควรจะอยู่ในโอวาทให้เขาบังคับบัญชา ห้างเหลียงจึงว่า ซึ่งเจ้าจะคิดการใหญ่เห็นจะสมคิด เวลาพรุ่งนี้เราจะเข้าไปหายินถอง เจ้าจงเอากระบี่เหน็บเข้าไปจะได้ฆ่ายินถองชิงเอาเมือง ห้างอี๋จึงว่า ซึ่งอาคิดนั้นต้องกับความคิดข้าพเจ้า ครั้นเวลารุ่งเช้าห้างเหลียงก็พาห้างอี๋เข้าไปหายินถองๆ เห็นห้างเหลียงจึงว่า ความซึ่งเราปรึกษานั้น ท่านไปตรึกตรองดูเห็นเป็นประการใดบ้าง ห้างอี๋จึงว่า แต่ก่อนปู่เราชื่อห้างเอี๋ยนเป็นทหารอยู่เมืองฌ้อ พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องให้ทหารมาตีเมืองฆ่าปู่เราตาย จึงเสียเมืองฌ้อ ความแค้นของเรามากกว่าท่าน ตัวท่านพระเจ้าหํ้าเอี๋ยงตั้งให้เป็นเจ้าเมืองได้กินเบี้ยหวัด บัดนี้ท่านมาคิดขบถไม่ตรงต่อเจ้าแผ่นดินเราจะฆ่าท่านเสีย อย่าให้ขุนนางดูเยี่ยงสืบไป ห้างอี๋ชักกระบี่ฟันยินถองคอขาดตาย จึงหยิบเอาศีรษะขึ้นชูไว้ ร้องประกาศว่า ยินถองคนนี้ไม่มีกตัญญู จะให้เป็นเจ้าเมืองต่อไปนั้นไม่ได้เราจึงจะฆ่าเสีย ถ้าขุนนางทั้งปวงไม่เข้ากับเราก็ดูศีรษะยินถองเป็นอย่างไว้ ครั้นขุนนางทั้งปวงได้ฟังห้างอี๋ก็ตกใจคำนับยอมเข้าด้วยห้างอี๋เป็นอันมาก

ขณะนั้นกี๋โป้กับจงลิมวยก็เดินเข้าไปที่ออกขุนนาง จึงว่ากับห้างอี๋ท่านนี้เข้าเมืองเขากลับฆ่าเจ้าเมืองเสีย จะชิงเอาเมืองฉะนี้ไม่ควร ห้างอี๋จึงตอบกี๋โป้กับจงลิมวยว่า ไม่รู้หรือยินถองคิดขบถต่อเมืองหลวงเราจึงฆ่าเสีย จะให้ห้างเหลียงอาเราเป็นเจ้าเมือง แต่เมืองก้วยกี๋นี้เป็นแดนของเมืองฌ้อ เจ้าของเมืองหํ้าเอี๋ยงมาตีเมืองฌ้อได้ไพร่พลเมืองจึงเดือดร้อน เราจะคิดซ่องสุมผู้คนแก้แค้นแทนเจ้าเมืองฌ้อ ถ้าท่านทั้งสองจะช่วยการทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุขทุกหัวเมือง ชื่อท่านจะปรากฏในเบื้องหน้า ซึ่งท่านคิดถึงยินถองนั้นไม่สมควร กี๋โป้กับจงลิมวยได้ฟังห้างอี๋ว่าดังนั้นก็ยอมเข้าด้วยห้างอี๋แลคำนับตามประเพณี ห้างเหลียงเห็นกี๋โป้กับจงลิมวยยอมเข้าด้วยก็ตั้งให้เป็นที่โตคีนายทหารซ้ายขวา อยู่มาห้าหกวันแต่บรรดาหัวเมืองน้อยรู้ว่าห้างเหลียงเป็นเจ้าเมืองก้วยกี๋แล้วก็เข้ามาคำนับทุกเมือง ครั้นเกลี้ยกล่อมได้คนหมื่นเศษ จึงจัดแจงให้เป็นหมวดเป็นกองอยู่ในเมือง ใครทำความชอบก็ปูนบำเหน็จให้ ตั้งแต่นั้นมาไพร่บ้านพลเมืองค่อยเป็นสุข

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ