๔๒

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องรีบเดินทัพไปทั้งกลางวันกลางคืน ครั้นถึงเมืองเตียวเวลาพลบค่ำ จึงสั่งทหารให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ให้ห่างเมืองร้อยเส้น แล้วพระเจ้าฮั่นอ๋องขึ้นม้ากับทหารสิบห้าม้าไปถึงค่ายฮั่นสินพอเวลาจวนรุ่ง

ฝ่ายฮั่นสินกับเตียวยี่วันนั้นเสพสุรานอนหลับยังไม่ตื่น พระเจ้าฮั่นอ๋องก็เข้าไปเที่ยวดูในค่ายจนรอบ แล้วเดินเข้าไปถึงที่อยู่ฮั่นสิน เห็นโต๊ะตั้งอยู่ข้างศีรษะเอาแพรเหลืองคลุมโต๊ะไว้ จึงให้ทหารเปิดขึ้นดูเห็นหีบตราสำหรับแม่ทัพ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงเปิดหีบหยิบเอาตราไว้

ฝ่ายฮั่นสินพอตื่นขึ้นเห็นพระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จมา ตกใจลงจากที่นอนคุกเข่าคำนับว่า ไต้อ๋องเสด็จมาข้าพเจ้ามิได้ออกไปรับนอกค่ายโทษถึงตายโดยไม่คำนับ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่า เราเที่ยวดูค่ายจนเข้ามาถึงนี่ท่านก็ยังไม่ตื่น ทั้งทหารเล่าก็พากันหลับสิ้นถ้ามีข้าศึกปลอมเข้ามาว่าเป็นคนเราใช้มา ก็จะตัดศีรษะท่านเสียโดยง่าย แต่เรามายืนอยู่ให้ทหารเปิดโต๊ะที่ศีรษะท่าน เห็นหีบตราเราหยิบเอาตรามาไว้ได้ ท่านเป็นแม่ทัพมาพึ่งตีได้เมืองเตียว ทำการประมาทฉะนี้ ถ้าชาวเมืองเตียวคิดกลับใจทำอันตรายจะมิเสียราชการหรือ

ฝ่ายฮั่นสินได้ยินพระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสถามมาดังนั้นมีความอายดังหน้าจะพัง หมอบอยู่กับที่

ฝ่ายเตียวยี่ก็มาคำนับพระเจ้าฮั่นอ๋อง ๆ จึงว่า เตียวยี่ตัวก็เป็นนายทหารรองฮั่นสิน ไม่ช่วยจัดแจงตรวจตราค่ายดูให้มั่นคง ทำละเลยอยู่เช่นนี้ ถ้าข้าศึกล่วงรู้เข้าจะเป็นเหตุการณ์อันตรายขึ้น ตัวจะพ้นความผิดแล้วหรือ ถ้าจะว่าตามอาชญาศึก ฮั่นสินต้องถอดออกจากแม่ทัพ ตัวท่านก็โทษถึงตาย ทหารเราคิดว่ามีความชอบอยู่ ถ้าจะทำการไปภายหน้าเช่นนี้อีก เราจะเอาโทษตามอาชญาศึก ฮั่นสินเตียวยี่คำนับลุกขึ้นยืนอยู่

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องไม่คืนตราให้กับฮั่นสิน ขึ้นม้ากลับมาค่ายหลวง ฮั่นสินเตียวยี่ก็เดินตามมา ครั้นพระเจ้าฮั่นอ๋องมาถึงค่ายจึงให้หาขุนนางนายทหารเข้ามาพร้อมกัน ตรัสเล่าตามฮั่นสินแม่ทัพ เตียวยี่มีความผิดควรจะถอดจากแม่ทัพ เตียวเหลียงจึงทูลว่าครั้งแผ่นดินเจียนก๊กเมืองโอยมีทหารเอกคนหนึ่งชื่อโกเปียน ตั้งเป็นแม่ทัพทำข่มเหงราษฎรเอาไก่มากินสองตัว ครั้นเจ้าเมืองโอยรู้ความจึงถอดโกเปียนออกจากแม่ทัพ จูสิ้นเป็นขุนนางว่าที่พลเรือนจึงไปทูลเจ้าเมืองโอยว่า คำโบราณว่าท่านจะใช้คนเหมือนเอาไม้มาทำการใหญ่เลือกเอาที่ยาวเห็นสั้นแล้วก็ทิ้งเสีย บัดนี้ยังไม่วายการศึกจะเอาข้อผิดที่ลูกไก่สองตัวมาลบล้างความชอบโกเปียนซึ่งชนะศึกมา ถอดเสียจากที่แม่ทัพยังหาควรไม่ เจ้าเมืองโอยได้ฟังจูสิ้นทูลจึงสั่งให้เอาไก่ไปใช้ราษฎรเสีย แล้วตั้งโกเปียนเป็นแม่ทัพดังเก่า ครั้งนี้ฮั่นสินทำความชั่วแต่ครึ่งหนึ่ง ขอไต้อ๋องคิดถึงความดีซึ่งฮั่นสินทำไว้ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงให้หาฮั่นสินเตียวยี่มาตรัสถามว่า เมื่อเราอยู่เมืองเอ๊กเอี๋ยงแลเมืองเซงโก๋ต้องล้อมทั้งสองแห่ง ทำไมไม่ยกกองทัพมาช่วย ฮั่นสินจึงทูลว่าข้าพเจ้าพึ่งตีเมืองได้ใหม่ เห็นใจคนยังไม่เรียบร้อยคอยระวังอยู่ ซึ่งไต้อ๋องต้องล้อมยังไม่ได้ความเป็นที่แน่จึงมิได้ยกกองทัพไป พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงว่าเมืองเตียวเมืองเอี๋ยนก็ได้แล้ว ทำไมจึงไม่ไปตีเมืองเจ๋เล่า ฮั่นสินจึงทูลว่าลักษณะจะใช้ทหารเปรียบเหมือนดาบที่คม ถ้าใช้นักสิ้นเหล็กดีเร็ว แม้นทิ้งไว้นานพึงจะมีสนิม อันทหารถ้าใช้นักไม่พักเสียบ้างก็อิดโรยถอยกำลัง ครั้นไม่ใช้เลยก็หลงลืมการสงคราม ไต้อ๋องมอบทหารให้ข้าพเจ้าคุมหลายสิบหมื่น ไปปราบหัวเมืองด้วยพระบารมีปกแผ่ไปได้เมืองงุยตลอดมาจนถึงเมืองเตียว ถ้าจะคิดทางเดินหลายหมื่นเส้น ครั้นจะไม่หยุดพักผ่อนบำรุงกำลังทหารก็อิดโรย บัดนี้ข้าพเจ้าก็จัดแจงทแกล้วทหารไว้พร้อมแล้ว ยังคอยหาฤกษ์อยู่ ได้วันดีจะยกกองทัพไป พอไต้อ๋องเสด็จมา ขอไต้อ๋องตั้งบำรุงทแกล้วทหารอยู่ตำบลซีวบู๊ให้รื่นเริงแล้วยกไปตีเมืองเซงโก๋ ข้าพเจ้าไปตีเมืองเจ๋ได้แล้วจึงจะยกมาเฝ้า จะได้คิดรวมทัพไปตีเมืองแพเสียให้สำเร็จการใหญ่

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังยินดีนัก จึงคืนตราให้แล้วตั้งฮั่นสินเป็นเสียงก๊ก เตียวยี่เป็นเตียวอ๋องเจ้าเมืองเตียว พระเจ้าฮั่นอ๋องก็ยกกองทัพไปตั้งอยู่ซีวบู๊ อยู่วันหนึ่งหลีเสงเข้าไปทูลว่า ครั้งแผ่นดินพระเจ้าเสียงถาง ตั้งขุนนางขึ้นเป็นเกียกอ๋องครองสมบัติแทนพระองค์ ครั้นชราลงมอบสมบัติให้บุตรชายเป็นติวอ๋อง พอเกียกอ๋องสู่สวรรคต ติวอ๋องไม่อยู่ในยุติธรรม หมูอ๋องจึงกำจัดติวอ๋องเสีย แล้วตั้งตัวเป็นพระเจ้าหมูอ๋องครองเมืองหลวง จึงตั้งหกหัวเมืองใหญ่เป็นเจ้าสิ้น แผ่นดินจึงกว้างขวางมาช้านาน

ฝ่ายจี๋นอ๋องเจ้าเมืองจี๋นมีฝีมือเข้มแข็งปราบหัวเมืองใหญ่ได้สิ้น เมืองจี๋นจึงได้เป็นหัวเมืองหลวงมาจนพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ จึงเปลี่ยนชื่อเมืองจี๋นเรียกว่าเมืองห้ำเอี๋ยง ครั้งนี้ไต้อ๋องจงสืบเชื้อวงศ์หกหัวเมืองใหญ่มาตั้งเป็นเจ้าขึ้น เห็นเมืองใหญ่น้อยจะมาสามิภักดิ์จึงจะได้ทแกล้วทหาร ถึงฌ้อปาอ๋องก็จะต้องมาขึ้นกับไต้อ๋อง

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังหลีเสงทูลเห็นชอบ จึงสั่งให้ช่างหล่อตราแกะใหม่หกดวงจะให้หลีเสงไปตั้งหกหัวเมือง พอเตียวเหลียงไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องจึงเล่าความให้ฟัง เตียวเหลียงจึงทูลว่าแต่เมื่อพระเจ้าเสียงถางตั้งเกียกอ๋องให้เป็นเจ้าแผ่นดินแทนนั้น ด้วยพระเจ้าเสียงถางมีวิชาจะว่าให้คนเป็นแลตายก็ได้ ไต้อ๋องจะว่าให้ฌ้อปาอ๋องตายได้หรือ ครั้งพระเจ้าหมูอ๋องเป็นเจ้านั้นแจกข้าวทิ้งทานทรัพย์สิ่งของเป็นนิจ มีพระทัยโอบอ้อมอารีอยู่ในยุติธรรมราษฎรทั้งปวงอยู่เป็นสุข ไม่มีเมืองใดเป็นข้าศึกทำอันตราย พระเจ้าหมูอ๋องจึงตั้งหกหัวเมืองได้ โคกระบือแลม้าซึ่งเทียมรถสำหรับขบวนศึกนั้น ก็ปล่อยเป็นไปตามสบาย แผ่นดินทุกวันนี้ยังไม่ราบคาบ ทหารซึ่งติดตามไต้อ๋องต่างคนต่างก็คิดจะหาความสุข ถ้าตั้งหกหัวเมืองขึ้น ต่างคนก็ต่างจะไปอยู่ตามภูมิลำเนาใครจะมาช่วยทำศึก ทุกวันนี้ ฌ้อปาอ๋องกำลังเข้มแข็ง เมืองขึ้นยังมีมาก ถ้าหกหัวเมืองไปเข้าด้วยกับฌ้อปาอ๋อง ไต้อ๋องจะสู้ได้หรือ พระเจ้าฮั่นอ๋องครั้นฟังเตียวเหลียงทูลจึงว่า หลีเสงมีแต่ปากพูดไม่เห็นการภายหน้า ถ้าเชื่อหลีเสงเจียนจักเสียการ จึงคืนเอาตราหกดวงมาหลอมเสีย แต่เคืองหลีเสงอยู่หลายวัน

ฝ่ายเตียวเหลียงจึงพูดกับหลีเสงว่า เราไม่รู้ว่าตัวท่านทูลความข้อนี้จึงทูลตามตรงโดยรักแผ่นดิน ครั้นเรารู้ความคิดท่านเราไม่มีความสบาย แต่ท่านไม่พิเคราะห์ดูว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องกับพระเจ้าหมูอ๋องจะเปรียบกันได้หรือ ครั้งนี้พระเจ้าฮั่นอ๋องได้แผ่นดินไว้ครึ่งหนึ่งก็ยังเป็นรองฌ้อปาอ๋องอยู่ ด้วยฌ้อปาอ๋องมีกำลังมากเข้มแข็งกว่าพระเจ้าฮั่นอ๋อง ถ้าท่านจะทูลสิ่งใดจงตรองการล่วงหน้าเสียก่อน หลีเสงได้ฟังจึงคำนับเตียวเหลียงขอบใจที่ท่านสั่งสอน อยู่วันหนึ่งหลีเสงจึงปรึกษาเตียวเหลียงว่า ฌ้อปาอ๋องได้เมืองเอ๊กเอี๋ยงแล้วทิ้งเสีย เราจะไปทูลให้พระเจ้าฮั่นอ๋องกลับไปตีเมืองเอ๊กเอี๋ยงท่านจะเห็นประการใด เตียวเหลียงจึงว่าท่านคิดครั้งนี้ชอบควรที่จะทูลอยู่แล้ว หลีเสงจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องทูลว่าซึ่งเมืองเอ๊กเอี๋ยงเปรียบดุจฉางข้าว ทรัพย์สิ่งของก็บริบูรณ์ ขอไต้อ๋องจงยกกองทัพไปตีตั้งมั่นอยู่เมืองเอ๊กเอี๋ยง แล้วให้ทหารไปรักษาต้นทางสำคัญซึ่งจะไปเมืองเซงโก๋

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังคำหลีเสง จึงตรัสถามเตียวเหลียงว่าหลีเสงมาแจ้งความท่านจะเห็นประการใด เตียวเหลียงจึงว่าครั้งนี้หลีเสงคิดชอบข้าพเจ้าก็เห็นด้วย พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงสั่งให้ยกกองทัพออกจากซีวบู๊ จะไปตีเมืองเอ๊กเอี๋ยง

ฝ่ายอ๋องหลินมาถึงเมืองแพเสีย แต่งทหารออกทำทีจะล้อม แล้วแต่งคนใช้ไปสืบกองทัพฌ้อปาอ๋องเนืองๆ อยู่สิบวันคนใช้กลับมาบอกว่า ฌ้อปาอ๋องยกกองทัพมาใกล้จะถึงเมืองอยู่แล้ว อ๋องหลินก็ล่าทัพกลับไป

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องล่าทัพจากเมืองเซงโก๋ ไปถึงเมืองแพเสียไม่เห็นกองทัพอ๋องหลิน ขณะนั้นมีทหารผู้หนึ่งมาทูลว่า แพอวดยกกองทัพมาเที่ยวตีเขตแดนเมืองไต้เหลียงได้สิบเจ็ดเมือง บัดนี้ตั้งอยู่ในเมืองวาอึง

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังจึงตรัสว่า เราไปล้อมเมืองเอ๊กเอี๋ยง แพอวดก็ตัดลำเลียงหลายครั้งเรายังไม่หายแค้น ควรหรือยกมาตีเขตแดนเมืองไต้เหลียงไปขึ้นแก่ฮั่นอ๋องอีกเล่า จำจะยกทัพหลวงไปจับแพอวดกับเจ้าเมืองวาอึงฆ่าเสีย แลบรรดาหัวเมืองใหญ่น้อยแลทหารของเราซึ่งว่าดี ยังไม่เหมือนกีสินจงก๋งจิวกี๋มีกตัญญูจนตัวตาย ห้างเป๊กจึงทูลว่าซึ่งแพอวดทำอาจหาญครั้งนี้ ไต้อ๋องจะยกกองทัพไปนั้นทแกล้วทหารเหน็ดเหนื่อยมายังอิดโรยอยู่ จงงดทัพหลวงไว้พอบำรุงทหารให้มีกำลังก่อน ขอจงแต่งลองโจให้เป็นแม่ทัพคุมทหารซึ่งอยู่รักษาเมืองนั้น เปลี่ยนไปตีแพอวดดูกำลังก่อนเห็นพอจะได้ ถ้าหนักหนาประการใดจึงค่อยยกกองทัพหลวงไป ฌ้อปาอ๋องจึงว่าหยินโป้อยู่กับฮั่นอ๋อง แล้วก็ได้ยินข่าวว่าฮั่นสินจะยกไปตีเมืองเจ๋ เห็นเจ๋อ๋องจะมาขอกองทัพเราคิดจะให้ลองโจไปช่วยเมืองเจ๋ ซึ่งแพอวดกำเริบขึ้นนั้นควรเราจะยกทัพหลวงไป จึงสั่งให้ตระเตรียมทหารไว้พร้อม ครั้นวันฤกษ์ดีก็ยกกองทัพหลวงออกจากเมืองแพเสีย

ฝ่ายแพอวดให้คนมาสืบว่าฌ้อปาอ๋องจะยกกองทัพมาตามทางใด ใครเป็นแม่ทัพหน้า ครั้นสอดแนมกลับมาบอกว่า ฌ้อปาอ๋องยกกองทัพมาตามทางทิศตะวันออกแต่บรรดาหัวเมืองซึ่งท่านตีไว้ได้ กลับไปเข้าด้วยฌ้อปาอ๋องเสียสิบเอ็ดเมืองแล้ว ยังปิดประตูอยู่หกเมืองทั้งเมืองวาอึงที่ท่านอยู่นี้ ท่านจงรีบยกกองทัพไปช่วยหัวเมืองไว้ ซึ่งกองทัพฌ้อปาอ๋องมาครั้งนี้รี้พลมาก เมืองเหล่านั้นที่ไหนจะสู้ได้ แพอวดได้ฟังดังนั้นจึงให้หาล้วนโปมาปรึกษาว่า ฌ้อปาอ๋องยกมาครั้งนี้เราจะคิดประการใด ล้วนโปจึงว่าเราจะออกรบซึ่งหน้ากับฌ้อปาอ๋องมิได้ จำจะหนีไปทิศเหนือทางเมืองก๊กเสีย ไปตีเมืองเฉียงอีบ แม้นกองทัพฌ้อปาอ๋องยกกลับคืนไปเมืองแล้ว เราจึงยกกลับมาตีเมืองเหล่านี้ แพอวดได้ฟังล้วนโปว่าเห็นชอบ จึงตอบว่าจำเราจะให้จี๋วหนีกับทหารอยู่ช่วยเจ้าเมืองวาอึงรักษาเมือง ให้ปักธงทั้งสี่ทิศปิดประตูเมืองไว้ให้ฌ้อปาอ๋องสำคัญว่าเราตั้งอยู่ ถ้าไม่คิดการทั้งนี้เห็นจะติดตาม เราคิดจะตีเมืองเฉียงอีบหาได้ไม่ ล้วนโปจึงว่าท่านว่านั้นชอบอยู่ จงเร่งรัดจัดแจงไว้ให้เสร็จ ต่อเวลาค่ำจึงค่อยล่าทัพไป แพอวดจึงสั่งให้จี๋วหนีไปอยู่ช่วยเจ้าเมืองวาอึงรักษาเมืองทำตามที่คิดไว้

ฝ่ายกี๋วเบงเจ้าเมืองวาอึงจึงว่า ถ้าท่านจะยกไปแล้วเห็นจะเสียเมือง ชาวเมืองที่ไหนจะพ้นฌ้อปาอ๋อง มีเด็กผู้หนึ่งชื่อกี๋วซกบุตรกี๋วเบงยืนอยู่ที่นั้น ครั้นได้ยินผู้ใหญ่ปรึกษากันจึงเดินออกมาว่า เราจะคิดไม่ให้คนทั้งปวงเป็นอันตราย แพอวดได้ฟังจึงถามว่าเด็กคนนี้เป็นบุตรของผู้ใด กี๋วเบงจึงบอกว่าชื่อกี๋วซกเป็นบุตรหัวปีของข้าพเจ้าอายุได้สิบสามขวบ เมื่อครั้งภรรยาข้าพเจ้าจะมีครรภ์พอเกิดบุตรคนนี้ ฝันว่าได้กลืนดาวประจำเมือง ตั้งแต่อายุได้ห้าขวบจะเล่าเรียนสิ่งใดก็ได้คล่อง บรรดาชาวเมืองก็ชมว่าเด็กฉลาด ใจก็องอาจผู้ใดจะมาหาก็ต้อนรับ แพอวดจึงถามกี๋วซกว่าฌ้อปาอ๋องมาจะพูดประการใด กี๋วซกจึงพูดกระซิบเป็นความในไว้กับแพอวด ๆ ได้ฟังก็ยินดี จึงชมว่าอายุน้อยก็จริงอยู่แต่ความรู้นั้นมาก เห็นจะช่วยชีวิตราษฎรทั้งปวงได้สืบไป เบื้องหน้าวาสนาจะใหญ่ยิ่ง ครั้นเวลาพลบคํ่า แพอวดก็ให้ทหารยกทัพออกทางประตูทิศเหนือ ครั้นถึงเมืองก๊กเสียเจ้าเมืองก็เปิดประตูออกมาสามิภักดิ์ แล้วก็ไปตามทางเมืองเฉียงอีบ ตีได้เมืองใหญ่น้อยยี่สิบเมืองเศษได้ข้าวเปลือกไว้ประมาณหมื่นเกวียน จึงใช้ให้คนขนเอาข้าวไปส่งกองทัพ

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องซึ่งตั้งอยู่เมืองเอ๊กเอี๋ยง เมื่อแพอวดไปจากเมืองวาอึงได้สิบห้าวันมาแล้ว ฌ้อปาอ๋องจึงไปถึงเมืองวาอึง แลดูคนก็ไม่เห็น เห็นแต่ธงปักอยู่รอบเมืองมิไว้ใจแก่ข้าศึก จึงสั่งให้ตั้งค่ายจะคอยฟังกำลังชาวเมืองก่อน แต่พักอยู่สามวันยังไม่ได้ข่าวประการใด ห้างเป๊กจึงทูลว่าเห็นแพอวดจะไม่อยู่ในเมือง ซึ่งปักธงไว้นั้นแกล้งทำกลจะให้แคลงว่าตัวอยู่ จงเร่งให้ทหารเข้าตีเมืองเห็นจะได้โดยเร็ว พระเจ้าฌ้อปาอ๋องสั่งให้ตีกลองรบขับทหารเข้าตีทั้งสี่ด้าน ชาวเมืองได้ยินเสียงรี้พลอื้ออึงชวนกันตื่นตกใจ บ้างก็ร้องไห้พากันมาคำนับกี๋วเบงเจ้าเมือง แล้วว่าถ้าฌ้อปาอ๋องโกรธดุจไฟไหม้ป่าสักหมื่นเส้น แม้นท่านจะนิ่งอยู่ฉะนี้ ทหารฌ้อปาอ๋องเข้าเมืองได้ก็จะพากันตายเสียสิ้น ขอท่านจงเปิดประตูเมืองออกไปอ่อนน้อมโดยดีให้ใจฌ้อปาอ๋องอ่อนลง ท่านกับข้าพเจ้าชาวเมืองจึงจะพ้นตาย

ฝ่ายจี๋วหนีกับกี๋วเบงปรึกษากัน แต่งเครื่องคำนับแล้วเปิดประตูเมืองพาชาวเมืองออกไปร้องว่า เมืองวาอึงนี้เป็นเมืองฌ้อ ไม่ควรที่จะสู้รบขอเชิญไต้อ๋องยกเข้าเมือง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังดังนั้น จึงสั่งให้ทหารยกกองทัพเข้าไปประจำเมืองไว้ แล้วปรึกษากับห้างเป๊กว่า เมืองวาอึงเราล้อมอยู่หลายวันต่อเห็นจะสู้ไม่ได้แล้วจึงพากันออกมาสามิภักดิ์ เราจะเอาชายตั้งแต่อายุสิบห้าขวบขึ้นไปใส่ตรุไว้ทางทิศตะวันออกนอกเมืองจึงจะหายแค้น ชาวเมืองทั้งปวงได้ฟังดังนั้นก็ตกใจร้องไห้อื้ออึงขึ้น กี๋วซกเห็นจึงห้ามว่าท่านทั้งปวงอย่าร้องไห้เลย พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ยินจะโกรธมากขึ้น เราจะไปหาฌ้อปาอ๋อง กี๋วซกก็เดินเข้าไปถึงค่ายจึงบอกนายประตูว่า เราจะขอเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง นายประตูจึงเข้าไปทูลว่ามีเด็กชายจะเข้ามาคำนับไต้อ๋อง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงให้ทหารมารับกี๋วซก ๆ ก็เดินเข้าไป ครั้นถึงคุกเข่าลงคำนับแล้วถอยออกมายืนอยู่ ฌ้อปาอ๋องครั้นเห็นจึงคิดว่าเด็กผู้นี้ดูทีจะฉลาดรูปร่างก็สะสวย จึงถามว่าเอ็งยังเด็กนักไม่กลัวกองทัพหรือจึงอาจมาหาเรา กี๋วซกจึงทูลว่าข้าพเจ้าเป็นข้าอยู่ในแดนเมืองฌ้อ ไต้อ๋องเป็นดุจหนึ่งบิดามารดา ข้าพเจ้าเข้ามาทั้งนี้เหมือนบุตรมาหาบิดามารดาจะมากลัวเกรงอันใด พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่าเอ็งมาหากูนี้มีธุระประการใด กี๋วซกจึงว่าข้าพเจ้ามาเฝ้าไต้อ๋องเพราะเห็นว่าพระทัยกว้างขวางดังพื้นฟ้าแลแผ่นดิน ขอจงมีบุญญาธิการเหมือนพระเจ้าเสียงถาง จงมีเมตตาแก่สัตว์ดุจหนึ่งพระเจ้าเงียวซุ่น ซึ่งข้าพเจ้าว่าทั้งนี้โดยสุจริต จะได้คิดแกล้งกล่าวโดยฝีปากเป็นอุบายต่อไต้อ๋องนั้นหาไม่ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังคำกี๋วซกก็เห็นว่าเด็กผู้นี้มีปัญญาควรจะพูดด้วย จึงว่าเรามาตั้งอยู่เมืองนี้หลายวันแล้ว คนทั้งปวงเห็นจะสู้ไม่ได้จึงออกมาหา คิดจะเอาเด็กผู้ชายอายุตั้งแต่สิบห้าขวบไปคุมไว้นอกเมืองฝ่ายทิศตะวันออก ท่านจะเห็นประการใด กี๋วซกจึงว่าข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณว่า ผู้ใดเป็นเจ้าแผ่นดินรักษาราษฎร ๆ ก็รัก ผู้ใดชังราษฎร ๆ ก็ชังทั้งพิภพ การรักแลชังสองข้อนี้สุดแต่พระทัยฮองเต้ผู้เป็นกษัตริย์ ซึ่งแพอวดยกกองทัพมาถึงเมืองนี้ ทหารช่วงชิงเอาทรัพย์สิ่งของชาวเมือง ๆ ก็กลัวจะฆ่าฟันต้องยอมโดยดี คอยกองทัพหลวงซึ่งจะมากำจัดแพอวด โปรดชาวเมืองเปรียบเหมือนเด็กคอยหามารดา บัดนี้ไต้อ๋องมาถึงกลับโกรธราษฎรจะลงโทษคนทั้งปวงนั้น ชาวเมืองจะพึ่งผู้ใดเล่า แม้นไม่โปรดเมืองวาอึงแล้วใช่จะเสียแต่เมืองเตียวนั้นหาไม่ เขตแดนเมืองไต้เหลียงตามทิศตะวันออกยังเป็นอันมาก ถ้าได้ยินกิตติศัพท์ว่าไต้อ๋องทำโทษแก่ผู้ออกสามิภักดิ์ ชาวเมืองทั้งปวงที่มีทหารเข้มแข็งก็จะปิดประตูไว้ต่อสู้ ที่กลัวก็จะหนีไปเข้ากับพระเจ้าฮั่นอ๋องสิ้น การแผ่นดินจะมิเสียไปหรือ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังกี๋วซกว่าถูกต้องตามราชประเพณียินดีนักจึงงดโทษราษฎรเสีย แล้วห้ามไม่ให้ย่ำยีชาวเมือง

ฝ่ายจี๋วหนีกับกี๋วเบงจึงพาชาวเมืองเข้ามาคำนับฌ้อปาอ๋อง ครั้นราษฎรกลับออกมาชวนกันยินดีร้องว่า เราครั้งนี้รอดชีวิตเพราะกี๋วซก

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องหยุดอยู่เมืองวาอึงห้าวัน สั่งทหารว่าเราจะรีบยกกองทัพไปตามแพอวด กี๋โป้จงลิมวยจึงว่าซึ่งแพอวดคิดการครั้งนี้เหมือนกายเป็นเกลื้อนกลากมีแต่จะมากออกไป จะตั้งใจตามก็ป่วยการทหาร ซึ่งไต้อ๋องให้โจกี๋วเฝ้าเมืองอยู่นั้นเห็นจะรักษาเมืองมิได้ ขอเชิญเสด็จยกทัพหลวงไปช่วยเมืองเซงโก๋ ด้วยเป็นต้นเขตแดนเมืองทิศตะวันออก ถ้าไต้อ๋องไม่ยกกองทัพไปโดยเร็วแล้ว เมืองเซงโก๋ก็คงจะเสียแก่ฮั่นอ๋อง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงตรัสว่า เราได้สั่งโจกี๋วไว้อย่าให้เปิดประตูเมืองออกรบ เราไปถึงจึงเปิดประตูออกมาตีกระหนาบ จงลิมวยจึงทูลว่าเมืองเอ๊กเกี๋ยงก็เป็นที่สำคัญ ไม่มีผู้ใดอยู่ข้าพเจ้าจะขอเข้าไปรักษาไว้ ไต้อ๋องจะได้ทำแก่เมืองเซงโก๋ถนัด ถ้าได้สองเมืองนี้แล้ว เขตแดนไต้อ๋องจึงจะกว้าง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังเห็นชอบด้วย จึงสั่งให้จงลิมวยคุมทหารหมื่นหนึ่งไปอยู่เมืองเอ๊กเอี๋ยง จึงยกกองทัพหลวงไปเมืองเซงโก๋

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องยกไปถึงเมืองเซงโก๋ จึงให้อ๋องหลินขับทหารเข้าตีเมือง

ฝ่ายโจกี๋วอยู่ในเมืองก็ปิดประตูเมืองไว้ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงว่าโจกี๋วปิดประตูเมืองไว้ ชะรอยฌ้อปาอ๋องจะสั่งให้รักษาเมืองไว้ท่า จึงจะยกทัพใหญ่มาตีภายนอกเป็นศึกกระหนาบ แต่โจกี๋วผู้นี้ใจเร็วหาปัญญาไม่ แล้วแม่นํ้าก็มีอยู่หน้าเมือง จำจะจัดทหารเป็นห้ากองจึงจะได้เมือง แล้วตรัสสั่งจิวพุน จิวเชียงหลีแบถองกวนหยินสี่นาย ให้คุมทหารกองละสองพันไปซุ่มอยู่ริมแม่น้ำกีจุยพวกหนึ่ง ให้เข้าไปล่อทำถอดเกราะทิ้งไว้ ให้ชาวเมืองเห็นว่าไม่เป็นกระบวนทัพ

ฝ่ายนายทหารก็คำนับลาพระเจ้าฮั่นอ๋องไปทำตามรับสั่งทุกกอง

ฝ่ายทหารในเมืองเห็นทหารฮั่นอ๋องร้องด่า แล้วโบกธงถอดเกราะทิ้งไว้สี่ห้าวัน จึงนำความไปแจ้งแก่โจกี๋ว ๆ ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงขึ้นม้าพาทหารหมื่นหนึ่งยกออกไปไล่กองทัพฮั่นอ๋อง

ฝ่ายทหารพระเจ้าฮั่นอ๋องทำเป็นวิ่งทิ้งเกราะแลเครื่องศัสตราวุธเสีย พากันลุยข้ามแม่น้ำกีจุยไป

ฝ่ายโจกี๋วรีบตามถึงกลางแม่น้ำ ทหารพระเจ้าฮั่นอ๋องสี่นายขับทหารแซงเข้ามาไล่ฆ่าฟันทหารโจกี๋วเป็นอลหม่าน โจกี๋วเห็นนายทหารทั้งสี่นำหน้าทหารมาทั้งสองฟากไล่ฆ่าทหารของตัวตายในกลางแม่นํ้าเป็นอันมาก โจกี๋วชักม้าหนี ทหารสี่นายได้ทีก็ล้อมเข้ามาใกล้ได้รบกันหลายเพลง โจกี๋วต้านทานไม่ได้จึงคิดว่าแต่บรรดาทหารตายสิ้น ตัวเราจะหนีก็ไม่พ้น เกิดมาเป็นชายขึ้นชื่อว่าทหารไม่ควรตายด้วยหนีข้าศึก จึงชักกระบี่เชือดคอตาย พระเจ้าฮั่นอ๋องเห็นดังนั้นก็สั่งให้ตีม้าล่อหยุดกองทัพ แล้วพาทหารเข้าไปอยู่ในเมือง ชาวเมืองเซงโก๋มีความยินดีทุกตัวคน

ฝ่ายหยินโป้มาถึงเมืองตันหลิว พบเจ้าเมืองตันหลิวจะมาเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องก็ชวนกันมาถึงเมืองเซงโก๋มีคนมาทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องว่า หยินโป้พาตินต๋องเจ้าเมืองตันหลิวมาเฝ้า พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงสั่งให้พาเข้ามา หยินโป้เจ้าเมืองตันหลิวเข้าไปคุกเข่าลงคำนับ หยินโป้จึงทูลว่าข้าพเจ้ามาถึงเมืองตันหลิว พบเจ้าเมืองตันหลิวพาทหารสามหมื่นจะมาเฝ้าช่วยไต้อ๋องตีเมืองเซงโก๋ พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงตรัสแก่หยินโป้ว่า เราคิดจะกลับยกไปตีเมืองเอ๊กเอี๋ยง ก็ไม่มีผู้ใดจะเฝ้าเมืองเซงโก๋พอท่านมาสมที่คิดไว้ แล้วปราศรัยเจ้าเมืองตันหลิวว่า ครั้งก่อนเราไปทางเมืองท่าน ขอบใจท่านซึ่งออกมารบกับช่วยถ่ายเสบียงส่งจนได้เมืองห้ำเอี๋ยง ครั้งนี้ก็คุมกองทัพมาช่วย ความชอบท่านมีถึงสองครั้ง บัดนี้เราจะยกไปเมืองเอ๊กเอี๋ยง ท่านทั้งสองจงอยู่ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงสั่งให้ยกกองทัพออกจากเมือง ครั้นใกล้เมืองเอ๊กเอี๋ยงให้อ๋องหลินไปสืบการในเมืองเอ๊กเอี๋ยง อ๋องหลินก็คำนับลาไปได้ความกลับมาทูลว่า มีขุนนางเก่าชื่องอตั๋นอยู่รักษาเมือง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องได้แจ้งความ จึงให้ตั้งค่ายพักพลอยู่นอกเมือง

ฝ่ายงอตั๋นครั้นรู้ว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องยกมาถึง จึงให้หาเถ้าแก่ในเมืองมาปรึกษาว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องนี้ทรงธรรมมีพระทัยอารี เราจะเปิดประตูเมืองออกไปสามิภักดิ์ ราษฎรจึงจะได้เป็นสุข บรรดาเถ้าแก่แลคนในเมืองก็พร้อมใจ ออกมาเปิดประตูเมืองรับพระเจ้าฮั่นอ๋อง ๆ ก็พาทหารเข้าอยู่ในเมืองเอ๊กเอี๋ยง จึงสั่งราษฎรทั้งปวงให้ทำมาหากินตามเคยแต่ก่อน

ฝ่ายจงลิมวยยกมาถึงแดนเมืองเอ๊กเอี๋ยงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ ใช้คนมาสืบการในเมืองเอ๊กเอี๋ยง

ฝ่ายทหารพระเจ้าฮั่นอ๋องซึ่งเป็นกองตระเวน เห็นจงลิมวยยกทัพมาตั้งค่ายอยู่ใกล้เมืองประมาณทางสามร้อยเส้น ก็ขึ้นม้ารีบเข้าไปทูลแก่พระเจ้าฮั่นอ๋อง ๆ จึงตรัสว่าจงลิมวยเดินทัพมาทางไกลทหารยังอิดโรยอยู่ จำจะให้ยกกองทัพไปตีเสีย อย่าให้ทันตั้งค่ายมั่นลงได้ แล้วสั่งอ๋องหลินกับจิวพุนจิวเชียงกวนหยินสี่นาย ให้คุมทหารคนละห้าพันไปจับจงลิมวยฆ่าเสียให้จงได้ นายทหารสี่คนคำนับลาออกมาจัดทหารได้พร้อมก็รีบยกมาถึงให้ล้อมค่ายแล้วระดมรบ

ฝ่ายจงลิมวยเห็นกำลังศึกกล้าทหารต่อสู้มิได้ก็แตกหนีไป ทหารต่างคนต่างก็หนีเอาตัวรอด

ฝ่ายทหารอ๋องหลินเข้าค่ายจับได้คนแลม้า แลเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก ทหารสี่นายกลับมาทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องตามได้รบทุกประการ พระเจ้าฮั่นอ๋องแจ้งว่าจงลิมวยเสียทัพเลิกไปยินดีนัก จึงพระราชทานรางวัลแก่ทหารตามสมควร

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเมื่อไปปราบเมืองวาอึงกลับมาแล้ว ยกกองทัพหลวงไปช่วยเมืองเซงโก๋ถึงตำบลกองบู๊ ได้ข่าวว่าโจกี๋วเชือดคอตาย เมืองก็เสียแล้ว บัดนี้หยินโป้กับตินต๋องเจ้าเมืองตันหลิวรักษาเมืองเซงโก๋อยู่ จงลิมวยซึ่งจะไปรักษาเมืองเอ๊กเอี๋ยงทหารฮั่นอ๋องก็ตีแตกยับเยินแต่ยังไม่มาถึง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงสั่งให้หยุดทัพพักพลไว้ตำบลกองบู๊

ฝ่ายฮั่นสินซึ่งตั้งอยู่เมืองเตียว จึงจัดแจงกองทัพยกออกจากเมืองจะไปตีเมืองเจ๋

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ