ฝ่ายพระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องครองราชสมบัติได้ห้าสิบแปดปี อิหยินมาอยู่ห้าปีพอเป็นฤดูฝนเดือนสาม พระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องก็สวรรคต ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันยกอันก๊กกุ๋นขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าจี๋นอ๋อง ๆ ตั้งนางฮัวเอี๋ยงฮูหยินขึ้นเป็นที่ฮองเฮ้า ตั้งจูฌ้อเป็นไทจู๊ ตั้งนางจูกี๋เป็นฮูหยิน พระเจ้าจี๋นอ๋องสั่งให้ขุนนางแต่งที่แล้วเชิญพระศพพระเจ้าจี๋นเจี๋ยวอ๋องไปฝังตามราชประเพณีพระศพกษัตริย์มาแต่ก่อน ขณะเมื่ออันก๊กกุ๋นได้เป็นพระเจ้าจี๋นอ๋องเสด็จออกขุนนางเฝ้าพร้อม อองเจียนกับอ๋องเฮ็กเข้าไปเฝ้าพระเจ้าจี๋นอ๋องจึงตรัสว่า เมืองเตียวมิได้คิดถึงทางไมตรึ หากว่า ไทจู๊หนีมาได้จึงไม่ตาย เราจะคิดไปตีเมืองเตียวให้จงได้ จึงไห้เจียงหำเป็นแม่ทัพใหญ่ ให้อองเจียนเป็นแม่ทัพหน้าคุมทหารยกไปตีเมืองเตียว

ฝ่ายเจียงหำกับอองเจียนคำนับลาออกมาจัดทหารแล้ว เร่งยกไปถึงแม่น้ำเกียงโห ขับทหารเข้าตีเมืองเกียงโหได้ พักพลไว้บำรุงทหาร แต่งคนออกสืบข่าวลาดตะเวนรักษาเมืองอยู่ หลีเกซกสู้ทหารเมืองจี๋นมิได้ ก็หนีไปแจ้งความแก่เตียวอ๋อง

ฝ่ายเตียวอ๋องตกใจเห็นกำลังศึกกล้า คิดว่าทหารเมืองเตียวน้อยจะต้านทานมิได้ จึงแต่งคนไปขอกองทัพเมืองจี๋วมาช่วย ครั้นจี๋วอ๋องรู้ข่าวว่าศึกมาตีเมืองเตียว จึงแต่งทัพมาสมทบทางบกพร้อมกัน ยกไปตีทัพเจียงหำซึ่งตั้งอยู่เมืองเกียงโห อองเจียนแลเจียงหำคุมทหารออกรับตีทัพสองเมืองแตก ทหารเมืองเตียวเมืองจี๋วสู้มิได้หนีกระจัดพลัดพราย

ฝ่ายอองเจียนกับเจียงหำแต่งคนออกเกลี้ยกล่อมคนในเมืองเตียวเมืองจี๋วได้มากขึ้น ยกเข้าไปตีได้ทั้งสองเมืองแล้วกลับไปตีเมืองใหญ่คือเมืองเอี๋ยน เมืองเจ๋ เมืองหัน เมืองงุย เมืองฌ้อ ห้าหัวเมืองยังไม่ได้กลับมา อันก๊กกุ๋นเป็นพระเจ้าจี๋นอ๋องครองสมบัติได้สองปีสู่สวรรคต ขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันยกจูฌ้อซึ่งเป็นไทจู๊ขึ้นเป็นพระเจ้าจี๋นอ๋องเสวยราชสมบัติ พระเจ้าจี๋นอ๋องจึงยกพระมารดา ซึ่งหาพระชนม่ไม่นั้นเป็นแฮไทเฮ้า ตั้งนางฮัวเอี๋ยงฮูหยินเป็นฮองไทเฮ้า ตั้งนางจูกี๋เป็นฮองเฮ้า พระเจ้าจี๋นอ๋องให้ทำการเชิญพระศพไปฝัง ณ เมืองตัวก๊กเสียด้านตะวันออกนอกกำแพงเมือง มีศิลาเหลืองจารึกชื่อรองเบื้องใต้ แล้วพระเจ้าจี๋นอ๋องจึงตั้งไทจู๊เซียงหูเป็นที่เซงเสียวบุนซีนเฮาผู้สำเร็จราชการ พระราชทานเมืองลกเอี๋ยงเมืองโฮหลำคนประมาณสิบหมื่นครัว ให้เป็นส่วยขึ้นแก่เซงเสียวบุนซีนเฮาให้ขัดกระบี่ขึ้นเฝ้าทุกเวลา

ฝ่ายเซงเสียวบุนซีนเฮาได้เลื่อนที่มียศฐาศักดิ์ ว่าราชการสิทธิ์ขาดมีสมบัติมั่งคั่งบริบูรณ์ บรรดาที่ร่วมแซ่มีสติปัญญาก็เอามาตั้งแต่งเป็นขุนนาง หัวเมืองทั้งปวงก็ยำเกรงเป็นอันมาก จูฌ้อเป็นพระเจ้าจี๋นอ๋องครองราชสมบัติได้สามปีสิ้นพระซนม์ เซงเสียวบุนซีนเฮาและขุนนางทั้งปวงปรึกษาพร้อมกัน ยกจูเจ๋งขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งพระชนม์ได้สิบสามปี ยกนางจูกี๋เป็นฮองไทเฮ้า ทั้งเซงเสียวบุนซีนเฮาเป็นเสียงก๊กจังฮูสำเร็จราชการในเมืองนอกเมือง แต่บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ยำเกรงเสียงก๊กจังฮูๆ ออกจากเฝ้าก็เข้าวังไปหานางจูกี๋มิได้ขาด

ฝ่ายฮองไทเฮ้าจูกี๋มีความรักใคร่ในเสียงก๊กจังฮูอยู่เป็นนิจ ถ้าเสียงก๊กจังฮูมิได้เข้าในวัง นางก็ใช้คนไปหาเนืองๆ ครั้นพระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งครองราชสมบัติได้สามปีเป็นสิบหกปี มีสติปัญญามากขึ้น ออกว่าราชการ เจียงหำอองเจียนไปปราบหัวเมืองกลับมาพานายทัพนายกองเข้าไปเฝ้าทูลความว่า ยกกองทัพไปปราบได้หัวเมืองฌ้อหนึ่ง เมืองเตียวหนึ่ง เมืองเอี๋ยนหนึ่ง เมืองงุยหนึ่ง เมืองหันหนึ่ง เมืองเจ๋หนึ่ง เป็นเมืองใหญ่หกเมืองแลหัวเมืองมาขอขึ้นเป็นอันมาก พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งมีพระทัยยินดีนัก จึงสั่งให้เสียงก๊กจังฮูว่าราชการแต่ในพระนคร ให้เจียงหำกับอองเจียนว่าราชการสงคราม ครั้งนั้นมีคำคนพูดกันว่า กษัตริย์ซึ่งเป็นแช่จี๋นได้กินเมืองจี๋นสืบวงศ์มาสามชั่วเพียงจูฌ้อซึ่งสวรรคต จูเจ๋งองค์นี้เชื้อลิปุดอุย แต่ขุนนางแลราษฎรทั้งปวงหาแจ้งไม่ สำคัญว่าเป็นเชื้อจึงเรียกจี๋นอ๋อง

ฝ่ายเสียงก๊กจังฮูคิดว่า พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งทรงพระเจริญวัยขึ้นแล้ว เราได้ยศฐาศักดิ์ศฤงคารบริวารมั่งคั่ง จะลอบลักไปมาหานางจูกี๋อยู่ฉะนี้เห็นจะมีอันตราย ด้วยนางมีจิตใฝ่ฝืนหาแต่ความชั่วเราจะเสียตัวด้วยเป็นมั่นคง จำจะหาคนที่รูปงามตามหลังเข้าออกเหมือนกำกับตัว แม้นนางยังรักชั่วก็จะชอบใจ จึงจะให้ใช้สอยอยู่ในวัง แล้วให้คนใช้ไปสืบหาได้จีนรูปดีคนหนึ่ง อยู่บ้านฮัวอิหยินชื่อโลไอมาไว้ใช้สอยตามหลังเข้าวังด้วย ครั้นฮองไทเฮ้าเห็นก็ว่ากับเสียงก๊กจังฮูขอโลไอไว้ เสียงก๊กจังฮูก็ให้ถอนขนคิ้วแลหนวด ทำเพศเหมือนขันทีส่งให้นางจูกี๋สำหรับใช้ นางจูกี๋ก็มีน้ำจิตปฏิพัทธ์ต่อโลไอรักใคร่กันจนมีครรภ์กลัวจี๋นอ๋องเจ๋งผู้บุตรจะรู้จะมีดวามแค้นเคือง คนทั้งปวงแจ้งข่าวไปจะได้รับความอัปยศ คิดแล้วนางจึงไปบอกแก่จี๋นอ๋องเจ๋งว่า อยู่ที่นี่เจ็บไข้จะใคร่ไปอยู่นอกวัง ตำหนักไตเตงเก๋งตำบลกิหยง แปรสถานใหม่คลายเจ็บแล้วจึงจะกลับมาพระเจ้าจี๋นอ๋องได้ฟังฮองไทเฮ้าตรัส ครั้นจะขัดกลัวจะโกรธ จึงสั่งให้พนักงานไปแต่งที่กิหยงมีทั้งสวนแลสระ พระมารดาจะออกไปอยู่ท่านจงไปดูทำให้เป็นที่สบาย เจ้าพนักงานก็ออกไปแต่งการเสร็จแล้ว ฮองไทเฮ้าก็ออกไปอยู่ นางก็หลงรักโลไอก็ทั้งให้เป็นเตียงซินเฮาสั่งกิจการสิทธิ์ขาด อยู่มาจนมีบุตรถึงสองคนซ่อนเลี้ยงไว้ไม่ให้ผู้อื่นรู้

ขณะนั้นจี๋นอ๋องเจ๋งครองราชสมบัติได้เก้าปี ครั้นถึงเดือนห้าขึ้นห้าค่ำเป็นสารทจีน ฮองไทเฮ้ากินโต๊ะอยู่ โลไอเข้ามากินสุราเมาเต็มกำลัง สั่งให้นางกุยซีรินสุราให้โลไอกิน นางกุยซีทำให้จอกสุราหก โลไอโกรธด่านางกุยซีหยาบช้า แล้วว่าแก่ถึงเพียงนี้ไม่มีอัชฌาลัย นางกุยซีจึงตอบโลไอว่า แต่เราอยู่ในวังถึงสิบสองปีสองเจ้าแผ่นดินแล้วยังหามีผู้ใดมาด่าเราหยาบช้าเหมือนเจ้าไม่ โลไอฟังคำนางกุยซีโต้ตอบก็โกรธ จึงสั่งให้ตีนางกุยซีแล้วขับเสียจากวัง นางกุยซีได้ความเจ็บอายโกรธแค้น จึงร้องไห้ไปหาเตียวโก๋บอกความว่าโลไอมิใช่ขันที เสียงก๊กจังฮูให้ไว้ใช้ในวังรักใคร่กับฮองไทเฮ้า เกิดบุตรด้วยกันถึงสองคนซ่อนเลี้ยงไว้ ถ้าจี๋นอ๋องเจ๋งตายจะให้บุตรเป็นจี๋นอ๋อง เตียวโก๋ได้ฟังก็ตกใจมิอาจปิดความได้ ก็เข้าไปทูลจี๋นอ๋องตามความนางกุยซีว่าทุกประการ จี๋นอ๋องได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงให้ไปกับโลไอมาถามได้ความจริงเอาใส่คุกไว้ ต่อถึงเดือนเก้าจึงสั่งให้เอาตัวโลไอกับบุตรสองคนไปฆ่าเสียสามชั่วโคตร แต่เสียงก๊กจังฮูนั้นให้จำไว้ แล้วให้ขับฮองไทเฮ้าเสียจากวัง ไปอยู่ตำบลกิหยงนอกเมือง ครังนั้นมีขุนนางยี่สิบแปดคนปรึกษากันว่า พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งขับ พระมารดาเสียจากวัง ทำให้ผิดประเพณีกษัตริย์ซึ่งกตัญญู เรารู้แล้วจำจะเข้าไปทูลทัดทาน ขุนนางผู้หนึ่งจึงเข้าไปเฝ้าก่อน ทูลพระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งแจ้งความว่า ซึ่งฮองไทเฮ้าเป็นที่คำนับพระองค์ โกรธขับเสียจากวังนั้นไม่ชอบด้วยประเพณีกษัตริย์สืบมาแต่ก่อน ขอให้รับเข้ามาไว้ในวังจึงจะควร พระเจ้าจี๋นอ๋องได้ฟังทรงพระโกรธนัก จึงให้ลงโทษผู้มาขอนั้นถึงตาย แล้วให้ตัดมือตัดเท้าแลศีรษะไปกองไว้นอกเมืองที่ประตูขุนนางจะเข้าเฝ้า ตัวนั้นให้ตั้งกระทะขึ้นทอดน้ำมันประจานให้คนทั้งปวงเห็น

แต่ขุนนางเข้ามาขอโทษฮองไทเฮ้าอีกยี่สิบเจ็ดคน พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งสั่งให้ฆ่าเสียทำโทษเหมือนกันสิ้น ยังแต่เหมาเจียวจึงคิดว่าขุนนางซึ่งร่วมคิดกันไปขอโทษฮองไทเฮ้าตายยี่สิบเจ็ดคน ก็จะลือชื่อว่ากตัญญูดูกษัตริย์ทำผิดมิได้ เราจะเข้าไปกล่าวทัดทานถึงจี๋นอ๋องจะฆ่าเสียชื่อเราก็จะปรากฏไปหมื่นชาติคิดแล้วจึงเข้าไปบอกเจ้าพนักงานผู้ซึ่งได้ทูลเบิกขุนนางเฝ้า ว่าเราจะมาขอโทษฮองไทเฮ้า เจ้าพนักงานก็ทูลว่ามีชายผู้หนึ่งชื่อเหมาเจียวจะเข้ามาทูลขอโทษฮองไทเฮ้า แล้วออกมาพาเหมาเจียวเข้าไปคำนับ จี๋นอ๋องเจ๋งถอดกระบี่พาดตักไว้จึงตรัสกับเหมาเจียวว่า เมื่อท่านเดินเข้ามาหาเราเห็นกระทะแลศีรษะคนตายหรือไม่ จึงมีน้ำใจอาจหาญไม่กลัวความตาย เหมาเจียวจึงทูลว่า ข้าพเจ้ามาก็เห็นอยู่สิ้น แต่เป็นการแผ่นดินใหญ่หลวงจึงเข้ามาเฝ้า ข้าพเจ้าได้ยินโบราณว่า บนท้อง ฟ้ามีดาวยี่สิบแปดประจำตัวคนมีกตัญญู ยิ่งผู้มาขอโทษฮองไทเฮ้าพระองค์ให้ฆ่าเสียถึงยี่สิบเจ็ดคน ยังเหลือแต่ข้าพเจ้าผู้เดียวชื่อเหมาเจียวจะขอมูลให้สิ้นคำ ถ้าพระองค์ฟังก็จะรอดชีวิต ถ้าไม่เชื่อข้าพเจ้าจะขอตายตามกันไป ดาวบนท้องฟ้าจึงจะครบยี่สิบแปดดวง

พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งได้ฟังเหมาเจียวว่าองอาจจำจะฟังดูก่อน จึงตรัสว่าท่านจะว่าประการใดก็ตามใจของท่าน เหมาเจียวจึงทูลว่าโลไอกับบุตรสองคน นานไปจะเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน พระองค์ให้ฆ่าเสียนั้นก็ควรอยู่ เสียงก๊กกังฮูโทษผิดจำไว้ก็ชอบ ซึ่งฮองไทเฮ้าเป็นที่คำนับให้ขับเสียจากเมืองนั้นหาควรไม่ ถึงจะมืโทษหนักประการใดชอบแต่จะให้อยู่กับวัง พระองค์ขับเสียดังนี้ผิดประเพณีกษัตริย์ซึ่งมีกตัญญู หัวเมืองทั้งปวงรู้จะหมิ่นประมาทว่าไม่อยู่ในยุติธรรม เหมือนพระเจ้าตี๋วอ๋องกระทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน ขุนนางแลราษฎรก็พากันหนีไปเข้ากับข้าศึก อยู่แต่ผู้เดียวจนตัวตาย บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงรู้ไป เกลือกจะระส่ำระสายคิดเอาใจออกหาก นานไปเมื่อหน้าก็จะไม่มีเมืองใดขึ้นแก่เมืองจี๋น จะครองสมบัติอยู่ได้แต่พระองค์เดียวหรือ ข้าพเจ้าทูลทั้งนี้ด้วยกตัญญู สิ้นคำข้าพเจ้าแล้วจะขอลาไปตาย ว่าแล้วเหมาเจียวก็ลุกเดิน ตรงมาสู่ที่กระทะตั้งน้ำมัน

พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งได้ฟังดังนั้น จึงนึกว่าเหมาเจียวคนนี้มีกตัญญูต่อแผ่นดินมากกว่าชีวิตไม่กลัวความตาย จึงลุกออกมายุดข้อมือเอากลับเข้าไปให้นั่งที่ตำแหน่งขุนนางแล้วปราศรัยว่ามิเสียทีเกิดมาเป็นชายประกอบด้วยสติปัญญา มาว่าให้ฟังฉะนี้หมายจะให้เราจำเริญในอิสริยยศแล้ว คนมาขอโทษฮองไทเฮ้าแต่ก่อนเราให้ฆ่าเสียนั้น ไม่ว่ากล่าวให้เราเห็นผิดแลชอบล้วนแต่ว่าเราผิดไปฝ่ายเดียว ซึ่งท่านว่าเราจะเชื่อฟังจึงตั้งให้เหมาเจียวเป็นเสียงเข้งขุนนางผู้ใหญ่ แล้วพระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งให้จัดทหารขึ้นรถออกไปรับฮองไทเฮ้าเข้ามาไว้ในวังเป็นที่คำนับเหมือนแต่ก่อน แล้วสั่งให้ลิปุดอุยซึ่งเป็นเสียงก๊กจังฮูพ้นโทษ ครั้นอยู่มาประมาณปีเศษหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง แจ้งว่ารับฮองไทเฮ้าเข้ามากับเสียงก๊กจังฮูพ้นโทษคงยศฐาศักดิ์ก็นำเครื่องบรรณาการมาถวาย กับแต่งของมาคำนับเสียงก๊กจังฮู เสียงก๊กจังฮูก็ให้แต่งโต๊ะเสียงเผื่อแผ่ไปโดยไมตรี

พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งแจ้งว่า หัวเมืองทั้งปวงมาหาลิปุดอุยซึ่งเป็นเสียงก๊กจังฮู นึกเกรงว่าจะคิดกันกับเมืองอื่นกำเริบต่อแผ่นดิน จึงปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่า ลิปุดอุยผู้นี้มีความชอบ คิดแก้ไขให้พระบิดาเราได้มาจากเมืองเตียว พระบิดาเราก็ชุบเลี้ยงถึงขนาดตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่สำเร็จราชการก็สมควรอยู่แล้ว ใช่ลิปุดอุยจะมีความชอบโดยฝีมือรบพุ่งกล้าแข็ง ได้ราชสมบัติถวายนั้นก็หาไม่ เราเลี้ยงเป็นที่เสียงก๊กจังฮูก็เกินความชอบอยู่ คิดจะให้ไปอยู่เมืองซกเต้เสฉวนท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด ขุนนางทั้งปวงครั้นจะทูลก็กลัวจะไม่ชอบพระอัชฌาสัย ทั้งจะขัดใจเสียงก๊กจังฮู ต่างคนก็นิ่งอยู่มิได้ว่า พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งเขียนหนังสือเป็นใจความว่า เสียงก๊กจังฮูมีความชอบมาแต่หลัง พระบิดาก็ตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ ทุกวันนี้แผ่นดินเป็นของเรา ท่านใจเบาทำให้ได้ความอัปยศ หากคิดถึงพระบิดาซึ่งสวรรคต จึงจะให้ไปอยู่เมืองซกเต้เสฉวนรักษาขอบขัณฑเสมา ถ้ารู้หนังสือจงทำตามรับสั่ง จึงส่งหนังสือให้คนใช้เอาไปให้เสียงก๊กจังฮู

ฝ่ายเสียงก๊กจังฮูดูหนังสือแจ้งความแล้วร้องไห้ ว่าควรหรือพระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งมาแคลงหมายจะเอาผิด แม้นมิไปก็จะตายด้วยขัดรับสั่ง เห็นจะต้องตามคำโบราณว่ามาถ้าพระมหากษัตริย์แคลงผู้ใดมิได้เคลื่อนคลาย ความตายก็จะเยี่ยมเยือนอยู่เป็นนิจ เราแก่ถึงเพียงนี้จะมีชีวิตอยู่ บุตรภรรยาแลญาติจะพลอยอันตรายด้วยมั่นคง คิดแล้วก็กินยาพิษตาย พระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งครั้นแจ้งว่าเสียงก๊กจังฮูตาย ก็สั่งให้เอาศพไปฝังไว้นอกเมืองข้างทิศเหนือแดนเมืองโฮหลำ ตั้งแต่นั้นมาพระเจ้าจี๋นอ๋องเจ๋งมีใจกำเริบให้หาขุนนางทั้งปวงเข้ามาพร้อม จึงตรัสว่าเมืองใหญ่ทั้งหกเมืองก็เป็นเมืองขึ้นกับเราแล้ว บุญเราก็มากเหมือนสามอ๋องกษัตริย์สามพระองค์ หงีเต้กษัตริย์ห้าพระองค์ ซึ่งปราบแผ่นดินราบคาบ เราจะเปลี่ยนนามเป็นจี๋นซีฮองเต้ต้นกษัตริย์ เชื้อวงศ์เราจะได้เป็นยี่ซีฮองเต้ ซาซีฮองเต้ลำดับกันลงไปจนสิ้นวงศ์ แล้วเมืองจี๋นนี้แต่ก่อนพระเจ้าบุนอ๋องครองราชสมบัติ ชื่อว่าเมืองไสกี๋ ครั้นกษัตริย์สืบวงศ์มาเปลี่ยนชื่อว่าเมืองห้ำเอี๋ยง ครั้นถึงพระเจ้าจี๋นอ๋องต้นแซ่ของเราได้ครองสมบัติให้เรียกว่าเมืองจี๋น แผ่นดินครั้งนี้จะเอานามตามกลางให้ชื่อเมืองห๋ำเอี๋ยง

ฝ่ายพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ ก็จัดแต่งบรรดาหัวเมืองใหญ่ซึ่งขึ้นอยู่นั้นตั้งให้เป็นเอกสามสิบหกเมือง จัดเขตแดนผู้คนทแกล้วทหารไว้บริบุรณ์ทุกเมือง แล้วให้เลือกจัดคนที่มีสติปัญญาเอาเข้ามาไว้ในเมืองหํ้าเอี๋ยงเป็นอันมาก จึงให้เอาทองคำหล่อเป็นรูปคนไว้สิบสองคน หวังจะกิตติศัพท์ปรากฏไปแก่หัวเมืองทั้งปวงว่า เมืองหํ้าเอี๋ยงบริบูรณ์ไปด้วยสมบัติ แล้วให้ก่อตึกตำบลเซียงหลิมเป็นแถวเนื่องกันไป จนถึงตำบลเซียงปันให้ก่อถนนศิลาตลอดกัน แล้วพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้สั่งให้เก็บบุตรหัวเมืองเอก แลบุตรขุนนางที่รูปงามมาไว้ ณ ตำหนักเซียงหลิม แต่พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้เป็นกษัตริย์ครองราชสมบัติสมบูรณ์ได้สิบห้าปี มีพระชนมายุได้ยี่สิบเจ็ดปี

ครั้งนั้น มีชายผู้หนึ่งชื่อห้างเอ๋งมีภรรยาชื่อนางชีเอียน มีบุตรชายชื่อห้างอี๋อยู่บ้านห้วยแข แดนเมืองก้วยกี๋ ห้างเหลียงผู้น้องห้างเอ๋งจึงเอาห้างอี๋มาเลื้ยงไว้ แต่ห้างอี๋นั้นรูปร่างขบขันมีลักษณะในจักษุเป็นรูปคนในแววตาข้างละสองคน คนผู้ใหญ่จึงชวนกันชมว่า ลักษณะจักษุห้างอี๋เป็นดังนี้ เหมือนพระเจ้าเงียวเต้ ผู้ใหญ่คนหนึ่งมีสติปัญญา จึงว่าลักษณะรูปคนมีในจักษุข้างละสองคนเหมือนกันก็จริง แต่รูปตาพระเจ้าเงียวเต้นั้นยาวพระชนม์จึงยืนมีบุญมาก ห้างอี๋นี้รูปตากลมเห็นจะมีบุญอยู่ แต่น้ำใจจะร้ายกาจอายุมักสั้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ