๒๐

ฝ่ายฮั่นสินออกจากเฝ้ากลับมาบ้านคิดถึงฮั่นเสง เสียดายด้วยซื่อตรงต่อแผ่นดินเหมือนอกเรา เมื่อครั้งถวายหนังสือฌ้อปาอ๋องก็ถือโกรธจะให้ฆ่าเสีย ห้างเป๊กทูลขอโทษจึงได้รอดชีวิตอยู่ แยบคายของฟัมแจ้งทูลไว้ให้เลี้ยงเราแม้นไม่เลี้ยงให้ฆ่าเสีย ทุกวันนี้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ไม่ตั้งเราเป็นขุนนางผู้ใหญ่ เห็นจะเอาคำฟัมแจ้งคอยหาผิดจำจะคิดเอาตัวรอด เมื่อพระเจ๋าฌ้อปาอ๋องออกจากเมืองหํ้าเอี๋ยงไป เราจะคิดอ่านหลีกหนีเสียจึงจะพ้นภัย

ฝ่ายเตียวเหลียงจึงนึกว่า ฮั่นสินผู้นี้มีสติปัญญาควรจะเป็นแม่ทัพจะไปพูดดูกิริยา คิดแล้วก็เดินไปบ้านฮั่นสินเป็นเวลาคํ่าเดือนหงาย เข้าไปบอกคนรักษาประตูๆ จึงว่าท่านมาแต่ไหน เตียวเหลียงบอกว่า เราเป็นชาวเมืองไผ่หยิมบ้านเดียวกับฮั่นสินจะขอเข้าไปหาฮั่นสิน นายประตูก็เข้าไปบอกฮั่นสินๆ จึงคิดว่าเมื่อเราอยู่เมืองไผ่หยิมนั้นกันดารนัก ไม่ได้มีเพื่อนฝูงชอบใจกับผู้ใดเลย แล้วมาอยู่เมืองนี้ถึงสามปีเศษก็ไม่มีใครไปมา บัดนี้ว่าเพื่อนบ้านเก่าเรามาหาสงสัยนักจึงเดินออกไป ครั้นเห็นเตียวเหลียงใส่เสื้อผิดประหลาด คลับคล้ายแปลกหน้าไม่รู้จักว่าจะอยู่แห่งใด จำเป็นเชิญเข้าไปนั่งในตึกถามว่าท่านมีธุระสิ่งใดจึงมาหาเรา เตียวเหลียงว่าเดิมข้าพเจ้าอยู่บ้านเดียวกับท่านแต่ไม่สู้คุ้นเคยนัก ข้าพเจ้าไปจากบ้านเที่ยวอยู่ป่า พอพบปู่ผู้ใหญ่ร่วมแซ่ได้กระบี่สามเล่มเป็นของวิเศษสืบมาตกอยู่กับข้าพเจ้า แต่เที่ยวหาผู้มีปัญญาต้องด้วยลักษณะควรจะถือจึงจะขายให้ กระบี่สองเล่มนั้นขายให้ผู้ต้องลักษณะสองคนแล้ว ยังแต่กระบี่สำหรับแม่ทัพเล่มนี้ คิดว่าท่านอยู่บ้านห้วยอิมหยิมด้วยกัน รู้ว่าท่านมีสติปัญญาใจองอาจรักเป็นทหารอยู่จึงเอากระบี่มาให้ท่านชม ครั้นมากลางวันท่านก็ติดด้วยราชการจึงมาต่อเวลาพลบค่ำแลกระบี่เล่มนี้มีคุณแก่เจ้าของ ถ้าลงไปทางน้ำมังกรจระเข้เหราก็หลีกหนีไปสิ้น ถ้าจะเดินไปทางบกสัตว์อันร้ายก็กลัวไม่อาจเข้าใกล้ แม้นจะตีราคาหลายพันตำลึงทองไม่มีที่ซื้อ ผู้ใดเป็นเจ้าของได้ถือชื่อก็จะปรากฏไปภายหน้า

ฮั่นสินได้ฟังคำเตียวเหลียงสรรเสริญกระบี่ แล้วพูดดูประหนึ่งจะเข้าใจว่าเรามีสติปัญญามีใจยินดีนัก จึงขยับเข้าไปใกล้แล้วว่า แต่ข้าพเจ้ามาอยู่กับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องไม่มีผู้ใดจะรู้ว่าดีแลชั่ว ท่านมาชมกระบี่กับสรรเสริญข้าพเจ้าว่าดีนั้น เห็นจะไม่สมเหมือนปากว่า ข้าพเจ้าจะขอชมเชยกระบี่ของท่านบ้าง เตียวเหลียงก็ส่งกระบี่ให้ฮั่นสิน ฮั่นสินรับเอามาถอดจากฝักส่องดูที่ตะเกียง เห็นน้ำเหล็กนั้นกล้ามีแสงดังฟ้าแลบจับจักษุมีหนังสือในฝักจารึกไว้ว่าเหล็กกระบี่เอามาแต่เขาคุนหลุนซัว ช่างผู้จะทำตั้งพิธีตีเป็นหลายปีจนเหล็กนั้นมีสีขาวใสดุจน้ำค้างติดอยู่บนใบหญ้า กระทำฝักพิเศษประดับด้วยพลอยอย่างดีเอาทองถักเป็นลวด ฝักกระทำเป็นดวงพระจันทร์พระอาทิตย์ กระบี่เล่มนี้ควรจะ ปราบยุคเข็ญจะได้แก่ผู้มีสติปัญญาอันเข้มแข็งกระทำศึกสืบไป ฮั่นสินดูอักษรที่ฝักกระบี่ยินดีนัก นึกว่าจะหาไว้กลัวจะไม่สมความคิดตัวก็จนไม่รู้ที่จะถามราคา จึงแสร้งว่าท่านบอกเราว่ามีกระบี่วิเศษสามเล่ม สองเล่มนั้นท่านขายไปเป็นราคาเท่าไร เตียวเหลียงจึงว่าซึ่งกระบี่นั้นไม่ควรที่จะตีราคา สุดแต่ใจข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าของ ถ้าผู้ใดได้ลักษณะควรที่จะถือกระบี่มาขอซื้อจึงจะขาย ถึงจะถูกไม่ว่า ข้าพเจ้าเห็นท่านเป็นคนมีสติปัญญาควรกับกระบี่จึงเอามาให้ดู ฮั่นสินลุกขึ้นคำนับจับมือเตียวเหลียงแล้วว่า ท่านควรเป็นกุนซือสำหรับผู้มีบุญแล้ว ขอบใจท่านซึ่งเอาของมาให้ดูครั้งนี้คุณหาที่สุดไม่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าปัญญายังน้อย ถึงจะมีเงินทองก็ไม่ควรจะต่อราคาเห็นไม่สมจะถือกระบี่ท่าน เตียวเหลียงจึงว่าซึ่งท่านว่าปัญญายังน้อยถ่อมตัวนั้น ถึงจะมีทองสักหมื่นตำลึงมาต่อราคาจะขายให้ก็ ไม่ได้ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าท่านควรที่จะถือได้จึงอุตส่าห์เอากระบี่มาให้ท่านชม ฮั่นสินมีความยินดีนัก จึงให้ยกโต๊ะมาแล้วนั่งกินกับเตียวเหลียง ฮั่นสินจึงถามว่ากระบี่ทั้งสามเล่มมีชื่อหรือไม่ เตียวเหลียงบอกว่ามีชื่ออยู่สิ้น กระบี่เล่มหนึ่งควรกับฮองเต้ คือกษัตริย์นั้นซื่อแปหองเจียวเตียน กระบี่ใจเสียงผู้สำเร็จราชการแผ่นดินนั้นชื่อเลงจวนหาย กระบี่สำหรับง่วนโซ่ยแม่ทัพชื่ออุเจียงมดเสียว กระบี่สำหรับกษัตริย์นั้นเป็นของพระเจ้างั่วอ๋องครั้งแผ่นดินเลียดก๊กมีรัศมีเหมือนรุ้ง ถ้าแขวนไว้ภูตผีปีศาจแลสัตว์อันร้ายก็เกรงกลัว กระบี่สำหรับใจเสียงเมื่อจะได้มานั้นมีชายผู้หนึ่งชื่อห้วนสุย เห็นแผ่นดินเป็นแสงวับจับอากาศเนืองๆ ห้วนสุยประหลาดใจจะใคร่รู้ จึงเดินเข้าไปดูที่ตำบลนั้น พอฟ้าแหนส่องเป็นแสงปลาบขึ้นไปจับแสงฟ้า จึงขุดดินลงไปได้หีบศิลา เปิดขึ้นดูเห็นกระบี่สองเล่มๆ หนึ่งชื่อเลงจวน เล่มหนึ่งชื่อไทวาใส่ฝักเดียวกัน ครั้นได้กระบี่แล้วที่ตำบลนั้นก็ไม่มีแสงต่อไป ซึ่งกระบี่ง่วนโซ่ยแม่ทัพ นั้นชื่ออุเจียงเล่มหนึ่งเหล็กตัวผู้ ชื่อมดเสียวเล่มหนึ่งเหล็กตัวเมียเป็นกระบี่คู่ฝักเดียวกัน เจ้าของชื่ออับหลีครั้งแผ่นดินเลียดก๊กให้ช่างทำถึงสิบปีจึงสำเร็จ กระบี่ทั้งสามนี้มีคุณวิเศษต่างกัน กษัตริย์ซึ่งควรจะทรงกระบี่แปหองเจียวเตียนได้นั้นต้องมีคติแปดประการๆ หนึ่งพึงโอบอ้อมอารีแก่ญาติวงศ์ มีใจกรุณาแกราษฎรทั่วแผ่นดิน ประการหนึ่งพึงตั้งอยู่ในกตัญญูรู้คุณท่านผู้มีคุณ ประการหนึ่งพึงให้เรียนรู้ศิลปศาสตร์ ซึ่งจะปราบศัตรูหยั่งน้ำใจคนว่าดีแลร้าย ประการหนึ่งให้รักทหารแม้นมีความชอบ จึงปูนบำเหน็จรางวัล ใครทำความผิดควรตายให้ตาย ประการหนึ่งให้แสวงหานักปราชญ์มาไว้ในพระนคร ประการหนึ่งจะแบ่งปันทรัพย์สิ่งใดโดยสัตย์ธรรมแลไต่ถามข้อความไม่ลำเอียง ประการหนึ่งมีปัญญายังทรัพย์ให้บริบูรณ์โดยสุจริต ไม่ควรโลภอย่าโลภ ไม่ควรใช้อย่าใช้ ไม่ควรทำอย่าทำ ประการหนึ่งสิ่งใดไม่รู้จงไต่ถามผู้มีปัญญาให้ชักทำเนียบโบราณที่ดีมาเปรียบจึงทำตาม เล่มที่สองเป็นของใจเสียงผู้สำเร็จราชการก็มีคติเหมือนกัน ประการหนึ่งพึงซื่อตรงต่อราชการแผ่นดิน ประการหนึ่งพึงมีน้ำจิตเสมอไม่เห็นแก่ผู้มีทรัพย์ควรจะนับถือผู้มีสติปัญญา ประการหนึ่งตรึกตรองให้รอบคอบ ขุนนางผู้ใดทำราชการสุจริตจงทำนุบำรุง ประการหนึ่งถ้าจะว่าความจงสอดส่องให้ถ่องแท้ อย่าเห็นแก่สินจ้างสินบน ประการหนึ่งต้องมีเมตตาให้เมตตาผู้ซื่อตรงในราชการแผ่นดิน ประการหนึ่งพึงให้อดออมเอาใจคน เอ็นดูแก่สัตว์ผู้ยาก ประการหนึ่งพึงให้มีอัชฌาสัย แม้นกษัตริย์ตรัสสิ่งใดผิดจึงเพ็ดทูลให้อยู่ในยุติธรรม ประการหนึ่งพึงมีน้ำจิตหนักแน่นดังแผ่นเหล็กแลแผ่นศิลาอย่าใจเบา เล่มของง่วนโซ่ยแม่ทัพก็ต้องโดยคติเหมือนกัน ประการหนึ่งจะทำการสิ่งใดให้ทำโดยสุจริตประการหนึ่ง ไว้น้ำใจเป็นธรรมควรแก่ยศฐาศักดิ์รู้ผิดแลชอบ ประการหนึ่งมีปัญญารู้จักกลอุบายทำลายกลข้าศึก ประการหนึ่งพึงพูดสิ่งใดให้คนเชื่อ ประการหนึ่งมีน้ำใจมั่นไม่พยาบาทอาฆาตจองเวร ประการหนึ่งมีน้ำใจห้าวหาญในการรณรงค์ ประการหนึ่งมีอาชญาสิทธิ์จงแท้ ประการหนึ่งพึงจะมีของมาแจกจ่าย นายไพร่ควรแก่การให้เสมอกัน แม้นผู้ใดรู้ปรนนิบัติต้องตามคตินี้ ข้าพเจ้าจึงจะให้กระบี่ถือ ฮั่นสินจึงว่ากระบี่สามเล่มนี้ท่านสรรเสริญว่าไม่มีของใครเสมอ แล้วกระบี่สองเล่มนั้นขายให้แก่ผู้ใด เตียวเหลียงว่ากระบี่สำหรับกษัตริย์นั้นขายให้แก่ฮั่นอ๋อง ฮั่นสินว่าท่านเห็นฮั่นอ๋องเป็นประการใดจึงขายกระบี่ให้ เตียวเหลียงว่าเราดูได้ลักษณะทั้งได้ฆ่างูขาวเป็นปฐมเหตุ เพราะเห็นว่ามีน้ำจิตโอบอ้อมอารีแก่คนทั้งปวง จึงเห็นว่าฮั่นอ๋องจะได้เป็นกษัตริย์โดยแท้ ฮั่นสินถามว่า กระบี่สำหรับที่ใจเสียงนั้นขายให้แก่ผู้ใด เตียวเหลียงว่าขายให้แก่เสียวโห ฮั่นสินถามว่าท่านเห็นเสียวโหเป็นประการใดจึงขายให้ เตียวเหลียงว่าเสียวโหได้ลักษณะใจเสียงมีปัญญาเป็นอันมาก รู้จักคนดีแลชั่ว ไม่ถือตัว ว่ามียศฐาศักดิ์ ผู้ดีแลคนยากจะไปมาหาก็ง่าย มีเมตตาเป็นต้น แล้วกับฮั่นอ๋องก็เคยร่วมคิดกันมาแต่ก่อน แรกเข้าเมืองหํ้าเอี๋ยงได้ก็ให้ลดกฎหมายสามประการลงเสีย โปรดไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้ ความสุข ฮั่นอ๋องไปอยู่เมืองโปต๋งแล้วเห็นเสียวโหจะได้เป็นที่ใจเสียง

ฮั่นสินได้ฟังมีความยินดี จึงว่าท่านให้กระบี่สองเล่มแก่ฮั่นอ๋องเสียวโหนั้นสมคะเนที่คิดไว้ บัดนี้ท่านจะเอากระบี่สำหรับแม่ทัพมาขายให้ข้าพเจ้า เมื่อข้าพเจ้ามิได้ตั้งอยู่ในคติแปดประการเหมือนท่านกล่าว เห็นไม่ควรกับกระบี่เล่มนี้ เตียวเหลียงว่าซึ่งท่านได้เรียนรู้มาถ้าจะเปรียบกับซุยบู๊จู๊หนึ่ง เหงาคีหนึ่ง เยียงจูหนึ่ง สามคนซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งแผ่นดินเลียดก๊กว่าดีนั้น ข้าพเจ้าเห็นยังหาเสมอท่านไม่ อุปมาเหมือนม้าอันมีฝีเท้าเดินทางได้วันละหมื่นเส้น แต่ไม่มีคนดีจะขับขี่จึงไม่รู้ดีแลชั่ว ต่อเมื่อใดพบเป๊กเหงาเจ้าของม้าครั้งแผ่นดินเลียดก๊กจึงรู้ว่าใช้ได้เป็นม้าอันประเสริฐ เปรียบเหมือนตัวท่านทำราชการทุกวันนี้เป็นผู้น้อยด้วยไม่มีผู้รู้ว่าของดี ถ้ามีผู้รู้ใช้จึงจะเห็นว่าเป็นคนมีสติปัญญารู้ กาลลึกซึ้ง จะให้ทำสิ่งใดก็จะได้สมคิด ถ้าท่านได้ไปอยู่กับผู้มีบุญเห็นจะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ กิตติศัพท์ก็จะฟุ้งเฟื่องทั้งแผ่นดิน

ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นก็ถอนใจใหญ่แล้วว่า แต่ข้าพเจ้าอยู่กับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องตั้งใจทำราชการโดยสุจริต ทำเรื่องราวให้ห้างเป๊กถวาย จะให้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเป็นสุขในราชสมบัติ กลับจะเอาโทษข้าพเจ้าถึงตาย ซึ่งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องจะยกไปตั้งเมืองแพเสียเป็นเมืองหลวง ขุนนางทูลทัดทานก็ไม่ฟัง แม้นขืนจะยกไปเห็นจะเสียเมืองเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจะตามไปเพียงกลางทางแล้วจะกลับหนีไปอยู่บ้านเก่า เตียวเหลียงว่าท่านพูดดังนี้เหมือนเป็นคนหลงลืมสติ หรือแกล้งจะล่อลวงข้าพเจ้า ด้วยตัวท่านเกิดมาเป็นชายอุปมาเหมือนหนึ่งหงส์ จำเพาะจะบินไปจับได้แต่ต้นไม้ใหญ่ ชอบแต่จะหาเจ้านายให้เป็นที่พึ่งจะได้มีความสุข ซึ่งท่านจะคิดกลับไปเป็นคนจนนั้นไม่ชอบ ความสองประการนี้ท่านจงตรึกตรองดูเถิด ฮั่นสินว่าท่านพูดหลักแหลมนักใช่จะมาขายแต่กระบี่จะมีธุระเป็นความลับหลายสิ่ง เราดูหน้าท่านประหนึ่งจะคิดได้ว่าเตียวเหลียงชาวเมืองหันครั้นจะทักแต่แรกมาก็กลัวจะผิด

เตียวเหลียงได้ฟังลุกขึ้นคำนับแล้วว่า แต่ข้าพเจ้าได้ยินชื่อท่านช้านานอยู่แล้วคิดจะใคร่มาหาสนทนาความลับด้วยท่าน ที่จริงนั้นตัวข้าพเจ้าชื่อเตียวเหลียงตั้งใจเอากระบี่มาให้ท่าน ฮั่นสินมีความยินดีจับกระบี่ลุกขึ้นคำนับว่าขอบใจนัก เตียวเหลียงจึงว่าผู้ซึ่งจะอยู่รอบรู้ในแผ่นดินนั้นก็เห็นอยู่แต่ท่านผู้เดียว ควรจะดับทุกข์ของข้าพเจ้าแลไพร่บ้านพลเมืองให้มีความสุขสบายได้ ฮั่นสินว่าทุกวันนี้ข้าพเจ้าก็มีความวิตกอยู่มิได้ขาด คิดจะไม่ทำราชการด้วยพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง จะไปหาเจ้านายที่ตั้งอยู่ในยุติธรรมมาดับเข็ญเห็นแต่ฮั่นอ๋องผู้เดียวก็ไปอยู่เมืองโปต๋ง หนทางไกลไปมายาก ท่านจะโปรดให้สติปัญญาประการใดบ้าง เตียวเหลียงว่าฮั่นอ๋องเป็นผู้มีบุญโดยแท้ ซึ่งไปอยู่เมืองโปต๋งนั้นจำใจแต่ จะได้ศึกทหารคิดการที่จะยกกลับมา ยังหาแม่ทัพไม่ได้ แม้นท่านคิดจะไปโดยแท้ เห็นจะได้เป็นแม่ทัพเหมือนแขนเบื้องขวาฮั่นอ๋อง ท่านจะได้ปราบยุคเข็ญในแผ่นดิน แม้นจะไปเราจะให้ของวิเศษสักสิ่งหนึ่งประเสริฐกว่าตำราเจียงไทก๋ง ซึ่งมีอุบายพันสิ่งครั้งแผ่นดินพระเจ้าจิวบู๊อ๋อง อนึ่งเมื่อข้าพเจ้ามาจากฮั่นอ๋องนั้นได้สัญญากับเสียวโหไว้ว่า ถ้าหาแม่ทัพได้จึงจะให้หนังสือมาเป็นสำคัญ ท่านไปถึงได้เอาหนังสือไปให้เสียวโหวันใด เสียวโหก็จะทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ตั้งเป็นแม่ทัพ กระบี่ซึ่งข้าพเจ้าจะให้ดูนี้ไม่มีราคา ท่านจงเอาไว้เป็นสิทธิ์สำหรับตัว แล้วชักกระดาษแผนที่ออกจากแขนเสื้อ เขียนหนังสือไปถึงเสียวโหฉบับหนึ่งส่งให้ฮั่นสิน แล้วคลี่แผนที่ออกชี้แจงว่าเดินตามทางเลียดก๊ก เลียบตามเนินเขาตีนฉอง เลยมาเขาโกหุนจึงขึ้นเดินบนเขาศีรษะไก่ ลงจากเขาเข้าแดนเมืองโปต๋งเดินทางไปอีกสองพันเส้นจึงถึงเมือง ถ้าท่านจะกลับมาตีเมืองสามจีนจงเดินทางนี้ ด้วยคนในเมือง หํ้าเอี๋ยงเมืองโปต๋งไม่รู้แห่ง ท่านอย่าแพร่งพรายแก่ผู้อื่น แล้วส่งหนังสือให้ฮั่นสินๆ รับกระบี่ทั้งแผนที่ แลหนังสือไว้แล้วก็ลุกขึ้นคำนับ จึงว่าครั้งนี้คุณท่านหาที่สุดไม่ ตัวข้าพเจ้าจะไปตามคำท่าน แล้วก็ท่านจะไปแห่งใดเล่า เกลือกพระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสถามจะได้กราบทูลตามท่านบอก เตียวเหลียงจึงว่าจะคอยดูพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ถ้ายกไปจากเมืองห้ำเอี๋ยงแล้วข้าพเจ้าจะทำให้เหมือนโซจี๋นครั้งแผ่นดินเลียดก๊ก เดิมโซจี๋นเห็นว่าเมืองจี๋นเป็นเมืองหลวงจะไปอยู่ด้วยจี๋นอ๋องๆ ไม่รับไว้ โซจี๋นจึงเที่ยวไปฝากตัวทั้งหกเมืองใหญ่เจ้าเมืองทั้งหกยกให้โซจี๋นเป็นใจเสียง ว่ากล่าวในการศึกกลับไปตีเมืองจี๋นได้ ข้าพเจ้าจะคิดอ่านให้หัวเมืองทั้งปวงแข็งเมืองขึ้น ให้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องพะว้าพะวัง ท่านจะได้กลับมาตีเมืองสามจีนเอาเมืองหํ้าเอี๋ยงเป็นที่มั่นง่าย ฮั่นสินจึงว่าข้าพเจ้าไปถึงเมืองโปต๋ง แม้นพระเจ้า ฮั่นอ๋องให้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพจะขออยู่พอฝึกทหารชำนาญแล้วจะรีบยกมา

ฝ่ายเตียวเหลียงพูดกับฮั่นสินจนเวลารุ่ง ก็ลาฮั่นสินไปเมืองหัน ครั้นถึงก็คิดกับบุตรกีเสง แต่งหนังสือเป็นอุบายไปทุกหัวเมือง

ฝ่ายฮั่นสินจัดแจงเสบียงอาหารแล้ว สั่งคนใช้ให้ไปรักษาครอบครัวอยู่ ณ บ้านหัวอิมหยิม

ฝ่ายฟัมแจ้งซึ่งไปอยู่ ณ เมืองแพเสีย แต่เฝ้าทูลพระเจ้างี่เต้หลายครั้งอุบายจะให้ไปอยู่ ณ เมืองปินจิวพระเจ้างี่เต้ก็ยังไม่ไป

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องคอยฟังข่าวฟัมแจ้ง จะใคร่ไปอยู่เมืองแพเสียก็ยังไม่กลับมา จึงสั่งกี๋โป้ว่าท่านจงไปเมืองแพเสียทำตำหนักกึงเตียนไว้คอยท่าเรา แล้วเตือนฟัมแจ้งทูลพระเจ้างี่เต้ให้เร่งไปอยู่ ณ เมืองปินจิว กี๋โป้คำนับลาไป ครั้นถึงเมืองแพเสีย เข้าไปหาฟัมแจ้งบอกความซึ่งพระเจ้าฌ้อปาอ๋องสั่งทุกประการ ฟัมแจ้งบอกกี๋โป้ว่าเราก็ตั้งใจมาจะให้เสร็จการ แล้วจะรีบกลับไปพอใช้ให้ท่านมา ว่าแล้วก็เข้าไปเฝ้าทูลปลอบพระเจ้างี่เต้โดยแยบคายจะให้ยกไปอยู่เมืองปินจิว พระเจ้างี่เต้จึงตรัสว่าเดิมห้างอี๋จะคิดตีเมืองหํ้าเอี๋ยง ท่านก็เป็นพ่อเลี้ยงของห้างอี๋คิดพร้อมใจเชิญเรามาให้เป็นเจ้า หัวเมืองทั้งปวงมายินดีเข้าด้วยเป็นอันมาก เมื่อจะยกไปตีเมืองหํ้าเอี๋ยงเราได้สั่งตั้งสองทัพว่า ถ้าผู้ใดเข้าเมืองหํ้าเอี๋ยงได้ให้ผู้นั้นเป็นเจ้าครองเมือง ครั้นเสร็จราชการห้างอี๋ก็ไม่ทำตามสั่ง กลับตั้งหัวเมือง แต่อำเภอใจยกตัวขึ้นเป็นเจ้า บัดนี้จะขับเราให้ไปอยู่เมืองปินจิว ทำการดังนี้ท่านเห็นชอบอยู่แล้วหรือ ฟัมแจ้งทูลว่าข้าพเจ้าก็ได้ห้ามปรามหลายครั้งจนใจด้วยเป็นเจ้าทั้งสององค์ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ไม่ฟัง ซ้ำให้กี๋โป้มาเร่งทำตำหนักกึงเตียนไว้ ไม่ช้าเห็นจะยกจากเมืองหํ้าเอี๋ยงมาเมืองแพเสีย พระเจ้างี่เต้ว่าผู้จะครองสมบัตีให้สุจริตรักษาความสัตย์เป็นที่ตั้ง จะว่าสิ่งใดก็ให้สิทธิ์ขาด ห้างอี๋กระทำผิด ตัวท่านเป็นผู้ใหญ่ชอบแต่จะทัดทาน กลับไปเข้าด้วยผู้ผิด ทำเป็นกลัวมาสอพลอจะให้เราเสียวาจาที่ว่าไว้แต่ก่อน ท่านจงไปบอกกับห้างอี๋ว่าเราไม่กลับคำสั่งเสียได้ ฟัมแจ้งก็คำนับรับสั่งลาออกมา แต่งหนังสือให้กี๋โป้ถือไปเมืองหํ้าเอี๋ยง ครั้นกี๋โป้มาถึงจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องถวายหนังสือ แล้วทูลตามคำฟัมแจ้งสั่งทุกประการ

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องคลี่หนังสือออกอ่านแจ้งความจึงว่า งี่เต้แต่แรกตกอยู่กับพันนายบ้าน เราจะคิดตีเมืองหํ้าเอี๋ยงจึงเอามาตั้งให้เป็นเจ้าไฝ่อ๋องจะให้คนทั้งปวงนิยม บัดนี้กลับถือตัวว่าเป็นใหญ่ใช้ให้เรากับเล่าปังมาตีเมืองหํ้าเอี๋ยง ครั้งนี้เห็นจะรู้กับเล่าปังคิดร้ายเรา จึงยกเอาคำแต่หนหลังมาว่าโดยกำเริบจิต จำจะคิดกำจัดเสีย ถ้าละไว้เห็นจะดูหมิ่นเราเป็นมั่นคง แล้วเรียกหยินโป้ผู้เป็นที่กี๋วกั๋งอ๋องหนึ่ง หงอยอยเหงสุนอ๋องหนึ่ง จงหงอเป็นลิมกงอ๋องหนึ่ง เข้ามาสั่งสามนายให้คุมทหารลงเรือรบไปซุ่มอยู่ริมฝั่งทะเลทางจะไปเมืองปินจิว ถ้าพบงี่เต้ให้ทูลว่ามาคอยรับเสด็จ ครั้นเข้าชิดแล้ว จึงจับฆ่าเสียแล้วบอกชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวงว่างี่เต้เสด็จไปเมืองปินจิว ถูกพายุเรือล่มงี่เต้ตายในน้ำสุดแต่ท่านคิดอุบายอย่าให้หัวเมืองทั้งปวงติเตียนเราได้ หยินโป้หงอยอยจงหงอคำนับรับสั่งพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง แล้วก็ออกมาจัดทหารลงเรือแล่นไปคอยอยู่ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงแต่งหนังสือเป็นคำนับจะให้รู้ทั่วไปทุกหัวเมืองว่ายังกลัวพระเจ้างี่เต้เป็นฉันข้ากับเจ้า สั่งให้คนใช้ไปเฝ้าพระเจ้างี่เต้ คนใช้คำนับรับหนังสือแล้วขึ้นม้ารีบไปถึง เอาความไปแจ้งแก่ขุนนางเมืองแพเสีย จึงพากันนำหนังสือเข้าไปทูลพระเจ้างี่เต้ๆ คลี่หนังสือออกอ่านได้ความว่า ซึ่งมีรับสั่งให้ข้าพเจ้ายกกองทัพไป บัดนี้ตีเอาเมืองหํ้าเอี๋ยงได้ จับจูหยินประหารชีวิตเสียตามอาญาศึกเสร็จแล้ว พระองค์เป็นเอกกษัตริย์ครองสมบัติบำรุงอาณาประชาราษฎร์ให้เป็นสุขสืบไป อันเมืองแพเสียฝ่ายทิศเหนือทิศใต้ก็ไม่มีภูเขากั้นดังอยู่กลางแปลง ถ้าข้าศึกมีมาจะรับรองก็ยาก ไม่ควรที่พระองค์จะอยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าเมืองปินจิวนั้นกว้างใหญ่ ข้างขวามีแม่น้ำทะเลทรายน้ำจืด ข้างซ้ายมีเขาเพงเจียงแม่น้ำห้อมรอบควรจะเป็นเมือง หลวง ขอเชิญเสด็จไปผู้คนแลบ้านเมืองก็มั่งคั่ง ซึ่งจะเชื่อแต่คนยุยงไม่ถือคำข้าพเจ้าว่านั้น เจ้ากับข้าจะมาแหนงน้ำใจกันเสียเปล่า พระองค์เสด็จมาตั้งอยู่ในเมืองแพเสีย หาปรากฏแก่หัวเมืองทั้งปวงไม่ กับต้องจ่ายเงินเดือนทหารวันละหมื่นตำลึง ข้าพเจ้าไซฌ้อปาอ๋องขอคำนับมาให้ทราบ จงเร่งยกไปเมืองปินจิวตามหนังสือข้าพเจ้า พระเจ้างี่เต้จึงว่า ห้างอี๋มีหนังสือมาถึงก็หลายครั้ง เร่งให้เรายกไป ฉะนี้ดูประหนึ่งหาเป็นฉันเจ้ากับข้าไม่ ครั้นจะไม่ไปห้างอี๋เป็นคนพาลคงจะคิดมาทำร้ายเราชาวเมืองก็จะได้ความเดือดร้อน จำจะไปอยู่เมืองปินจิว จึงสั่งให้จัดเรือทะเลประทับท่าไว้ เจ้าพนักงานรับสั่ง แล้วก็ออกมาเตรียมการไว้พร้อมคอยรับเสด็จ พระเจ้างี่เต้ทรงรถออกมาจากพระนคร ฝูงราษฎรต่างคนร้องสรรเสริญพระคุณว่า แต่พระองค์มาอยู่เมืองแพเสียไม่มีโจรผู้ร้าย คนทั้งปวงค่อยได้ความสุข ครั้งนี้เสด็จไปแล้วเมื่อไรจะได้เห็นพระองค์เล่า

พระเจ้างี่เต้ได้ฟังฝูงราษฎรทั้งปวงยิ่งมีความอาลัยนัก จึงว่า ท่านทั้งหลายจงค่อยอยู่เป็นสุข เราจะลาไปเมืองปินจิว ตรัสแล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่งสั่งให้ใช้ใบออกจากท่า พอปลาวาฬขาวตัวใหญ่ผุดขึ้นขวางหน้าเรือพระที่นั่งไว้ เผอิญเกิดลมพายุกล้าคลื่นใหญ่ เสากระโดงหักลมหวนพัดเรือซัดเข้าฝั่งให้ทอดสมอลงไว้ พอเวลายามเศษพระเจ้างี่เต้บรรทมหลับทรงพระสุบินว่า เห็นรัศมีห้าอย่างจับลำเรือแลหอมกลิ่นจวงจันทน์กฤษณาดอกไม้ ได้ยินเสียงกระจับปี่สีซอขับร้องบนอากาศ มีเทพยดาซิกมีตง มีนางเทพยดาซึ่งแห่งกูลถือธงหงส์คู่เข้าไปในเรือพระที่นั่ง จึงว่าแก่พระเจ้างี่เต้ขอเชิญเสด็จไปนิเวศวังพญานาค พระเจ้างี่เต้ว่าเราจะไปเมืองปินจิว ซึ่งสำนักพญานาคใช่ที่อยู่ของเราไม่ควรจะไป เทพยดาจึงว่า บัดนี้เซี่ยงเต้ให้ข้าพเจ้าลงมาเชิญท่านไป แต่บรรดาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยเตรียมจะเฝ้าพร้อมอยู่แล้ว เซี่ยงเต้สั่งมาว่า พระองค์มีบุญญาธิการด้วยวาสนาถึงกำหนดจะได้เป็นกษัตริย์ในเมืองนาคพิภพ ขอเชิญพระองค์เสด็จไปตามคำเซี่ยงเต้ อันเมืองมนุษย์นี้เซี่ยงเต้ประสาทให้เจ้าสีม่วงลงมา มีบุญญาธิการมาก จะได้ปราบข้าศึกศัตรูให้ราบคาบทุกทิศ ในพระสุบินพระเจ้างี่เต้ว่า เสด็จออกมาเห็นนํ้าเป็นคลื่นจะหยั่งพระบาทลงนํ้า พอบรรทมตื่นรู้สึกว่าทรงสุบิน พอเสียงฆ้องย่ำยามสาม จึงให้หาโหรเข้ามาแล้วเล่าความฝัน โหรจึงทูลว่าเมื่อพระองค์ออกเรือพระที่นั่งมาปลาวาฬขาวขวางหน้าไว้ แล้วเกิดพายุใหญ่เสากระโดงหักเห็นเหตุเป็นลางประหลาด ทรงพระสุบินก็วิปริต ข้อซึ่งเห็นรัศมีครอบเรือพระที่นั่ง เห็นจะมีผู้มีบุญมาครอบครองราชสมบัติสืบวงศ์ต่อไป ข้อซึ่งหอมธูปเทียนดอกไม้แลได้ยินเสียงกระจับปี่สีซอแลขับร้องนั้น ชะรอยเทพยดาเจ้ามาซ้องสาธุการ ด้วยพระองค์ครองสมบัติอยู่ในยุติธรรม ข้อซึ่งมีคนทั้งสองมาเชื้อเชิญเสด็จพอก้าวพระบาทลงถึงน้ำเห็นอันตรายจะมีแก่พระองค์ ขอเชิญเสด็จกลับเข้าเมืองยับยั้งอยู่ก่อนกว่าจะสิ้นพระเคราะห์ พระเจ้างี่เต้ได้ทรงฟัง จึงว่า ประเพณีกษัตริย์สุดแต่วาจาเป็นสิทธิ์ จะกลัวความตายมากกว่าความสัตย์นั้นไม่ควร ซึ่งท่านจะให้กลับคืนไปเมืองก็จะมีความนินทาว่าเราเป็นกษัตริย์ตรัสหาจริงไม่ ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้างี่เต้สั่งให้ใช้ใบแล่นไป

ฝ่ายหยินโป้หงอยอยจงหงอนายทหารทั้งสาม เห็นเรือพระเจ้างี่เต้มาก็แล่นออกสกัดหน้าไว้ หยินโป้จึงว่าข้าพเจ้าสามนายมาคอยรับเสด็จ แล้วเคียงเรือเข้าใกล้สั่งให้ยึดเรือพระที่นั่งไว้ ทูลว่า พระเจ้าไซฌ้อปาอ๋องใช้ให้ข้าพเจ้ามาเอาตราหยกแลเครื่องสำหรับกษัตริย์ที่พระองค์ พระเจ้างี่เต้ได้ฟังก็ทรงพระโกรธร้องด่าว่า มึงเป็นบ่าวห้างอี๋ทำทีเหมือนพวกติวอ๋องคนพาลองอาจผิดประเพณี แกล้งออกขวางหน้าไว้ ตัวเป็นข้าไม่รู้จักเจ้าหรือ นายทหารทั้งสามได้ฟังก็โกรธ ถอดกระบี่ปีนขึ้นเรือพระที่นั่ง พวกทหารก็โจนขึ้นไปพร้อมกันไล่ฆ่าฟันคนในลำเรือตายหลายคน ที่ตกใจก็โจนลงจมนํ้าตายเป็นอันมาก พระเจ้างี่เต้ผินพระพักตร์ไปข้างตะวันตกเฉียงเหนือ ชี้พระหัตถ์แล้วร้องประกาศว่า เราครองราชสมบัติอยู่ในยุติธรรม ห้างอี๋เป็นคนพาลอกตัญญู ใช้ทหารมาทำอันตรายแก่เราถึงจะได้ดีประการใดขอเทพยเจ้าจงเป็นทิพยพยาน เราก็เป็นกษัตริย์อันประเสริฐซึ่งจะตายด้วยมือทหารหาควรไม่ ตรัสแล้วก็รวบชายเสื้อขึ้นเหน็บให้แน่น โจนลงไปในพระมหาสมุทรคลื่นซัดพระเจ้างี่เต้จมนํ้าสิ้นพระชนม์ คนซึ่งหลบหนีอยู่ในท้องเรือนั้น ทหารหยินโป้ไล่ฆ่าฟันเสียสิ้น แล้วหยินโป้หยิบเอาตราหยกแลเครื่องลำหรับกษัตริย์มาเรียกกันลงเรือ

ฝ่ายอาณาประชาราษฎร์ชาวเมืองปินจิว ซึ่งมาคอยรับเสด็จพระเจ้างี่เต้อยู่บนตลิ่ง เห็นก็ชวนกันร้องด่าหยินโป้ว่าอ้ายขโมย ห้างอี๋ใช้มึงมาฆ่าพระเจ้างี่เต้เสียชิงเอาแผ่นดินมึงก็หาอยู่ได้นานไม่ เราทั้งปวงจะพินาศ แต่บรรดาอาณาประชาราษฎร์แลหัวเมืองทั้งปวง จะหาคนที่มีสติปัญญาตั้งขึ้นเป็นใหญ่จะแก้แค้นสนองพระคุณพระเจ้างี่เต้กำจัดคนอกตัญญูต่อแผ่นดินเสีย หยินโป้ได้ฟังดังนั้นก็โกรธให้บ่ายหัวเรือเข้าไปริมฝั่งจะขึ้นบกไล่ฆ่าคนซึ่งร้องด่านั้นเสีย พอลมพัดกล้าเรือเข้าไม่ได้ก็รีบไปเมืองแพเสีย

ขณะนั้นมีผู้เฒ่าคนหนึ่งชื่อตังก๋งอายุได้แปดสิบปี เป็นคนมีสติปัญญาได้เรียนรู้ตำราโบราณลึกซึ้ง จึงชักชวนอาณาประชาราษฎร์มาคอยรับเสด็จพระเจ้างี่เต้ ครั้นเห็นหยินโป้ทำอันตรายพระเจ้างี่เต้แล้วกลับไป จึงชวนคนทั้งปวงลงเรือไปเที่ยวหาศพไม่พบพอเดือนขึ้นส่องแสงสว่าง ตังก๋งกับคนทั้งปวงพายเรือเลียบไปชายหาดเห็นศพคลื่นซัดขึ้นมา เอาคบเพลิงเข้าส่องดูเห็นสำคัญด้วยกำไลหยก ชวนกันเชิญพระศพใส่เรือ แล้วพายมาถึงบ้านทำหีบใส่ฝังไว้นอกเมืองปีนจิวประสายาก

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ