๕๓

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเวลาสามยามเศษ ตื่นขึ้นเห็นผู้คนเงียบสงัด จึงลุกเดินออกไปประตูค่าย แลดูทหารเบาบางลงก็ตกใจยืนนิ่งอยู่ ควั่นฌ้อกับจี๋วลันเห็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็คุกเข่าลงคำนับ แล้วร้องไห้ทูลว่า เมื่อเวลายามเศษฮั่นสินทำกลอุบายเป่าปี่อยู่บนภูเขา ทหารในกองทัพเราได้ยินเสียงปี่พากันหนีไปสิ้น ยังแต่ข้าพเจ้าสองคนกับทหารเลวแปดร้อย คอยเชิญพระองค์ให้แหกกองทัพฮั่นอ๋องออกไป อันครั้งนี้ที่จะนิ่งนอนใจไม่ได้ เกลือกฮั่นอ๋องจะยกทหารมาล้อมค่ายเข้าอีก ทหารเราก็ยังมีอยู่น้อยนักที่ไหนจะฝ่าฟันออกไปได้ จงตระเตรียมพระองค์รีบตีออกไปแต่ในเวลาค่ำนี้เถิด

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้แจ้งดังนั้นก็คิดเสียใจนัก ยืนกอดอกทอดใจใหญ่แล้วคิดว่า ครั้งนี้แผ่นดินจะได้แก่ฮั่นอ๋องจริงแล้ว ที่ไหนเราจะเอาชัยชนะได้เล่า พระเจ้าฌ้อปาอ๋องคิดอยู่ดังนั้น ก็มิได้ตรัสแก่ควั่นฌ้อแลจี๋วลันประการใด กลับเข้าไปหานางหงอกี๋ในค่ายจึงบอกแก่นางหงอกี๋ว่า ครั้งนี้เทพยดาไม่เลี้ยงเราแล้ว พระเจ้าฌ้อปาอ๋องแลดูหน้านางหงอกี๋ก็ยิ่งมีความอาลัยนัก ไม่เจรจาต่อไปได้แต่เมินหน้าร้องไห้อยู่ นางหงอกี๋จึงถามพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า เหตุใดพระองค์จึงมาร้องไห้อยู่ฉะนี้ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงบอกว่าบัดนี้ทหารในกองทัพเรามันหนีไปสิ้นแล้ว ยังแต่ควั่นฌ้อกับจี๋วลันทหารเลวแปดร้อย ข้าคิดว่าจะลาเจ้าแหกกองทัพฮั่นอ๋องออกไปจึงมาบอกเจ้าให้รู้ ครั้นข้าเข้ามาเห็นเจ้าให้คิดสงสารนักด้วยได้เคยเป็นเพื่อนยากมาด้วยกันช้านานแล้ว เราก็ยังไม่เคยห่างกันสักเวลาหนึ่งเลย ถึงข้าจะไปกระทำศึกที่ไหนก็พาเจ้าไปด้วยทุกครั้ง จนเข้ารบพุ่งข้าศึกห้อมล้อมไว้ก็อุตส่าห์เอาเจ้ามาได้ ครั้งนี้ที่ไหนเราจะได้เป็นเพื่อนยากเห็นหน้ากันสืบไปเล่า พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าดังนั้นแล้วก็ร้องไห้ นางหงอกี๋ได้ฟังพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าดังนั้น ก็กลิ้งลงกับพระบาทพระเจ้าฌ้อปาอ๋องร้องไห้จนสิ้นเสียง หาสติมิได้ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องกอดนางหงอกี๋เข้าไว้ แล้วพูดจาปลอบโยนเอาใจต่าง ๆ นางหงอกี๋ได้สติขึ้น จึงกราบลงกับเท้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแล้วว่า พระองค์เลี้ยงข้าพเจ้ามาแต่น้อยจนใหญ่ถึงเพียงนี้ ความกรุณาแก่ข้าพเจ้าจะให้มีความขัดเคืองแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งก็หามิได้ ถึงข้าพเจ้าจะอยู่กับบิดามารดาก็ไม่ได้ความสุขเหมือนอย่างนี้ อันพระคุณหาที่สุดมิได้ ทุกวันนี้ข้าพเจ้าจะคิดว่าพระองค์ เป็นบิดาบังเกิดเกล้าทีเดียว หมายจะพึ่งบารมีไปจนข้าพเจ้าจะหาชีวิตไม่ ครั้งนี้ก็เป็นกรรมของข้าพเจ้าแล้ว พระองค์จึงทิ้งข้าพเจ้าเสียไม่คิดกรุณาเหมือนแต่ก่อน เมื่อพระองค์จะไม่คิดกรุณาให้ข้าพเจ้าตามไปด้วย จะทิ้งเสียในท่ามกลางศึกแล้ว จงเอากระบี่ประหารชีวิตข้าพเจ้าเสียก่อนเถิด อย่าให้ข้าพเจ้าอยู่ได้ความเวทนาสืบไปเลย นางหงอกี๋ว่าแล้วก็ก้มหน้าร้องไห้อยู่ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นนางหงอกี๋โศกเศร้านัก ก็ยิ่งมีความสงสารคิดสลดใจ เหมือนจะสู้เสียตัวอยู่ในท่ามกลางศึกไม่จากนางหงอกี๋ได้ จึงให้ยกโต๊ะเข้ามาตั้งแล้วชวนนางหงอกี๋ว่า เจ้ากับข้ามาเสพสุราด้วยกันเสียแต่เวลาเดียวนี้เถิด ตั้งแต่วันนี้ไปเราจะได้กินด้วยกันอีกนั้นหามิได้แล้ว นางหงอกี๋กับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็กินโต๊ะเสพสุราด้วยกัน พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเสพสุราตึงตัวก็ทำเพลงว่า เรามีกำลังดังจะถอนภูเขาได้ แต่ในแผ่นดินหามีผู้ใดเสมอเราไม่ ครั้งนี้เราก็สิ้นความคิดอยู่แล้ว นางหงอกี๋จึงทำเพลงว่า แต่บรรดาคนในแผ่นดินนี้ก็เป็นพวกพลของฮั่นอ๋องสิ้น ครั้งนี้ที่ไหนข้าพเจ้าจะได้มีชีวิตไปอีกเล่า พระเจ้าฌ้อปาอ๋องกับนางหงอกี๋เสพสุราอยู่ด้วยกันจนเวลาจะใกล้รุ่ง ควั่นฌ้อกับจี๋วลันจึงเข้าไปเตือนพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า เวลาจะสว่างแล้วเชิญแต่งพระองค์เถิด

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังดังนั้นก็ทอดใจใหญ่ จึงว่าแก่นางหงอกี๋ว่าเจ้าจงอยู่ดีเถิดข้าจะลาแล้ว นางหงอกี๋ก็ยึดเอาชายเสื้อพระเจ้าฌ้อปาอ๋องไว้แล้วว่า พระองค์ทิ้งข้าพเจ้าเสียจะให้ข้าพเจ้าไปพึ่งผู้ใดเล่า พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงว่าใช่ข้าจะไม่มีความกรุณาแก่เจ้าแล้วแกล้งทิ้งเสียหามิได้ ครั้นจะพาเจ้าฝ่ากองทัพออกไป ก็เห็นว่าทหารเราน้อยเกลือกจะรักษาเจ้าไปมิได้ ข้าจึงคิดว่ารูปเจ้าก็งามเป็นที่เจริญใจคนอยู่ ถึงมาตรว่าเจ้าจะตกไปกับฮั่นอ๋อง ๆ ก็จะเลี้ยงเจ้าเป็นใหญ่มีความสุข เหมือนข้าเลี้ยงเจ้าฉะนี้ เจ้าอย่าไปเลยจงอยู่ฝากตัวแก่ฮั่นอ๋องเถิด ซึ่งจะติดตามไปด้วยนั้นกลัวเจ้าจะเป็นอันตรายเสียในท่ามกลางศึก เสียดายรูปร่างแลอายุเจ้ายังหาควรที่จะให้ตัวตายเสียไม่ นางหงอกี๋ได้ฟังพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าดังนั้นก็ร้องไห้ จึงว่าข้าพเจ้าจะขอตามพระองค์ไปด้วย ถ้าไม่ฝ่ากองทัพฮั่นอ๋องออกไปได้ ข้าพเจ้าก็จะขอตายอยู่กับเท้าม้าโอจือแบ๊นั้น ซึ่งจะมีชีวิตอยู่ให้ผู้ใดเห็นหน้าสืบไปอีกหามิได้แล้ว

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงว่าแกนางหงอกี๋ว่า ทหารฮั่นอ๋องห้อมล้อมอยู่มากมายนักถึงมาตรว่า ผู้ชายที่มีกำลังแลจะหักหาญออกไป ก็เห็นจะหาใคร่พ้นข้าศึกไม่ ตัวเจ้าเป็นผู้หญิงขี่ม้าก็ไม่แข็ง ข้อลำก็ไม่มั่นคงเหมือนผู้ชาย ถ้าทหารข้าศึกเห็นก็จะชวนกันรุมรบไว้ ที่ไหนเจ้าจะขืนหักโหมออกไปได้ นางหงอกี๋จึงว่าข้าพเจ้าจะแต่งตัวเป็นผู้ชาย ยืมกระบี่ของพระองค์ถือขึ้นม้าตามหลังออกไป เห็นทหารทั้งปวงจะหาทันสังเกตไม่ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังนางหงอกี๋ว่าดังนั้นก็ให้คิดสงสาร ครั้นจะห้ามไว้ก็มิฟัง

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงแต่งตัวขึ้นม้า แล้วส่งกระบี่ให้นางหงอกี๋ ๆ รับเอากระบี่แล้วร้องไห้ จึงกราบพระเจ้าฌ้อปาอ๋องลงแล้วว่า พระองค์เลี้ยงข้าพเจ้ามาพระคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าก็ยังหาได้ทำสิ่งใดสนองพระคุณไม่ ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอตายเสีย อย่าให้พระองค์กระทำศึกเป็นกังวลอยู่เลย นางหงอกี๋ว่าดังนั้นแล้วก็เอากระบี่เชือดคอตายอยู่ตรงหน้า พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นดังนั้น ก็โดดลงจากหลังม้าวิ่งเข้าไปมิทัน นางหงอกี๋ก็ขาดใจตาย พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็เข้ากอดศพนางหงอกี๋ไว้ร้องไห้เป็นอันมาก

ฝ่ายหงอจูกี๋ครั้นเห็นนางหงอกี๋ตาย ก็เอาศีรษะเข้าชนเหลี่ยมศิลาแตกตายเคียงศพนางหงอกี๋อยู่ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ยิ่งเศร้าเสียใจ ร้องไห้รักนางหงอกี๋กับหงอจูกี๋อยู่จนเวลาจวนสว่าง ควั่นฌ้อกับจี๋วลันจึงทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า อันหงอจูกี๋แลนางหงอกี๋นั้นก็หาชีวิตไม่แล้ว ถึงพระองค์จะมีความอาลัยร้องไห้รักอยู่ฉะนี้ ท่านทั้งสองก็หาชีวิตกลับคืนเป็นมาอีกไม่ เชิญเร่งดำริการที่จะตีออกไปให้พ้นจากข้าศึกเถิด พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็มิใคร่จะจากศพนางหงอกี๋ได้ ควั่นฌ้อกับจี๋วลันเตือน พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเป็นหลายครั้ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงขึ้นม้าถือทวนแล้วยืนนี้งอยู่ ควั่นฌ้อจึงทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ครั้งนี้ข้าพเจ้าคิดว่าทหารเลวที่เหลืออยู่แปดร้อยนั้นจะให้เดินไปกลาง ข้าพเจ้ากับจี๋วลันจะลงไปคอยป้องกันข้างหลัง เชิญพระองค์ออกไปหน้าทหารทั้งปวงตีไปก่อน พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็เห็นชอบด้วย จึงขับม้าออกหน้าทหารออกไปข้างด้านกวนหยินนั้น

ฝ่ายกวนหยินขับม้ารำทวนเข้ารบกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้สิบเพลง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเอาทวนแทงกวนหยิน ๆ หลบได้ ก็ขับม้าหนีพระเจ้าฌ้อปาอ๋องไปบอกฮั่นอ๋องแลฮั่นสิน ๆ ก็ยกทัพไล่ติดตามพระเจ้าฌ้อปาอ๋องไป ห้วนโก้ยอยู่บนภูเขาก็โบกธงสำคัญขึ้น กองซุ่มทั้งปวงก็ขับทหารห้อมล้อมพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเข้ามาเป็นอันมาก

ฝ่ายโจฉำเห็นควั่นฌ้อกับจี๋วลันรบหนุนหลังพระเจ้าฌ้อปาอ๋องออกไป ก็เร่งให้ฮูเจียงหนึ่ง เล่าเก๊งหนึ่ง อองซุนหนึ่ง จิวจ๋งหนึ่ง หลีหองหนึ่ง ทั้งห้านายขับทหารตีตัดกลางกองทัพพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเข้าไป แลฆ่าฟันทหารเลวแปดร้อยล้มตายลงเป็นอันมาก แล้วล้อมควั่นฌ้อกับจี๋วลันไว้รอบ ควั่นฌ้อกับจี๋วลันก็ไล่ฆ่าฟันอยู่ท่ามกลางศึกจนสิ้นกำลังลง กลัวทหารฮั่นอ๋องจะจับได้ ควั่นฌ้อกับจี๋วลันทอดใจใหญ่ จึงยกมือขึ้นคำนับตั้งใจต่อพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง แล้วเอากระบี่เชือดคอตายเสียทั้งสองคน

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องกับทหารม้าเหลืออยู่ประมาณร้อยเศษ ก็รีบรบฝ่าออกไปจากที่ล้อมได้ พากันหนีลงไปริมแม่น้ำซุยโห เห็นเรือจอดอยู่ริมตลิ่งลำหนึ่ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็พาทหารลงเรือ ข้ามไปขึ้นฝั่งได้หมายจะหนีไป ณ เมืองกังตั๋ง ครั้นไปประมาณทางห้าสิบเส้นหลงไปทางเมืองกิมเหลง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ยินเสียงม้าล่อแลฆ้องกลองใกล้เข้ามา แลไปดูผงคลีฟุ้งเป็นควันไปทั้งแปดทิศ คิดเฉลียวใจขึ้นก็ชักม้ารออยู่ พอแลไปเห็นชายชาวนาผู้หนึ่งยืนอยู่ริมทาง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงร้องถามชายชาวนาว่าทางจะไปเมืองกังตั๋งนั้นทางไหน ชายชาวนาแลดูพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นใส่เกราะทองคำรูปร่างประหลาดกว่าคนทั้งปวง จึงคิดแต่ในใจว่า นี่ชะรอยจะเป็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแล้ว อันพระเจ้าฌ้อปาอ๋องคนนี้น้ำใจหยาบช้านัก แต่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก็หลายปี จะได้ให้คุณแก่ราษฎรทั้งปวงหามิได้ มีแต่ฆ่าคนเสียเป็นอันมาก ทำให้อาณาประชาราษฎร์ได้ความเดือดร้อนนัก ครั้งนี้เห็นจะหนีฮั่นอ๋องมาเป็นมั่นคง จำเราจะบอกให้ผิดทางได้ความลำบากจึงจะชอบ ชายชาวนาคิดอยู่ดังนั้นมิทันจะบอก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ซ้ำว่าไปอีกว่าเราคือพระเจ้าฌ้อปาอ๋องท่านอย่ากลัวเราเลย ช่วยบอกหนทางให้เราเร็ว ๆ หน่อยเถิด ชายชาวนาจึงบอกแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ทางจะไปเมืองกังตั๋งนั้นอยู่ข้างขวามือ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังดังนั้นก็รีบขับม้าไปตามคำชาวนาบอกไปประมาณสามสิบเส้น ม้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องถลำตกหล่มลงลึกประมาณเพียงศีรษะ แต่ม้าโอจือแบ๊มีกำลังนักก็โดดขึ้นได้ ไปอีกประมาณสามเส้นพบกองทัพตั้งสกัดอยู่ แลนายทหารนั้นชื่อเอียวฮีเป็นทหารเอกฮั่นอ๋อง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงร้องว่าแก่เอียวฮีว่า ครั้งนี้เราสิ้นกำลังแล้ว ม้าเราตกหล่มลงพึ่งขึ้นได้เห็นเราจะสู้ท่านไม่ได้แล้ว ท่านกับเราก็เป็นคนรู้จักกันแต่ก่อน เราก็ได้ทำไมตรีไว้แก่ท่านอยู่บ้าง ท่านจงเห็นแก่ไมตรีของเราช่วยเปิดทางให้เราไปเมืองกังตั๋งได้โดยสะดวกเถิด เอียวฮีจึงว่าแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ซึ่งไต้อ๋องได้ความลำบากทั้งนี้ ก็เพราะไต้อ๋องกระทำทุกข์ใส่ตัวเอง อุตส่าห์ตั้งตัวขึ้นได้เป็นถึงเจ้าแผ่นดินแล้ว แลไม่อยู่ในยุติธรรมเล่า มีแต่ร้ายกาจกระทำให้คนทั้งปวงได้ความเดือดร้อน ผู้ใดที่ซื่อสัตย์มีสติปัญญาเขาเห็นผิดแลชอบจะว่ากล่าวทัดทาน ไต้อ๋องก็มิได้เชื่อถือถ้อยคำเลย คนที่มีสติปัญญาจึงไม่เต็มใจทำราชการด้วย ฮั่นอ๋องนั้นน้ำใจก็โอบอ้อม แล้วพอใจเลี้ยงคนมีสติปัญญา ฮั่นอ๋องจึงคิดกระทำการตั้งตัวได้ อันไต้อ๋องนี้ถึงมาตรว่าจะหนีไปอยู่เมืองกังตั๋งได้ก็ดี ข้าเห็นจะหากลับตั้งตัวได้ไม่ จงคิดอ่านเข้าอ่อนน้อมต่อฮั่นอ๋องเสียเถิด ข้ากับไต้อ๋องก็เป็นคนรู้จักกันมา ข้าจะช่วยว่ากล่าวแก่ฮั่นอ๋องให้ไต้อ๋องได้เป็นเจ้าไปดังเก่า

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังเอียวฮีว่าดังนั้นก็โกรธ มิได้ตอบประการใด ขับม้าตรงเข้าไปเอาทวนแทงเอียวฮี ๆ รับไว้ได้รบกันอยู่ยี่สิบเพลง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องแกล้งชักม้าทำเป็นเสียที เอียวฮีขับม้าไล่กระชั้นเข้ามา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นได้ทีก็เอากระบองเหล็กตีศีรษะเอียวฮี ๆ หลบได้ กระบองถูกบ่าเอียวฮีตกม้าลง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ขับม้าสะอึกเข้าไปจะซ้ำแทงด้วยทวน พอเอียวบู๊หนึ่ง อองเอ๊กหนึ่ง ลีเซงหนึ่ง หลีแบ๊ถองหนึ่ง สี่นายขับม้าถลันเข้าไปช่วยเอียวฮีทัน กั้นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องไว้ได้ เอียวบู๊ก็เข้าพยุงเอียวฮีขึ้นม้าถอยไปอยู่ข้างหลัง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็เข้ารบกับทหารทั้งสี่คนอยู่

ฝ่ายหยินโป้ แพอวด อ๋องหลิน จิวพุนก็ขับทหารล้อมเข้าไล่ฆ่าฟันทหารพระเจ้าฌ้อปาอ๋องล้มตาย เหลืออยู่ประมาณยี่สิบแปดคน พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นเหลือกำลังก็ชักม้าพาทหารหนีไปทางทิศตะวันออก ครั้นพ้นกองทัพออกไปได้พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงพูดกับทหารว่า ครั้งนี้เห็นเราจะไม่พ้นที่ล้อมข้าศึกแล้ว พวกเราก็อดอาหารอิดโรยนักม้าก็มิได้กินน้ำ ครั้นจะหนีหลีกลัดไปเล่าเวลาก็จวนค่ำ หนทางก็เดินยากเป็นป่าชัฏแลภูเขาล้อมอยู่รอบเราจะมิจนเสียหรือ ทหารจึงทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ข้าพเจ้าติดตามพระองค์รบพุ่งแหกกองทัพออกมาได้ก็รอดตายเวลาหนึ่งแล้ว บัดนี้ถึงจะรีบไปในเวลากลางคืนก็เห็นจะหาพ้นที่ล้อมไม่ แล้วประการหนึ่งถึงหนทางเป็นหล่มลุ่มม้าก็จะตกลงอีก ขอให้หยุดพักอยู่ที่นี่สักคืนหนึ่ง ม้าจะได้กินน้ำกินหญ้ามีกำลังขึ้น ถึงกองทัพฮั่นอ๋องจะล้อมไว้แลไล่เข้ามาก็เห็นจะรออยู่ห่างๆ หาอาจเข้ามาจับเราไม่ ข้าพเจ้าจะไปเที่ยวดูเกลือกจะมีบ้านช่องที่นี่บ้าง จะได้หาอาหารกินด้วย

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังทหารว่าดังนั้น ก็ชักม้าหลีกออกไปข้างทาง ค่อยเดินลอดเลาะไปตามชายป่า พอแลเห็นแสงเพลิงดวงหนึ่งอยู่ริมเชิงเขา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องสำคัญว่ามีบ้านอยู่ที่นั่นก็รีบขับม้าตรงเข้าไป ครั้นใกล้ถึง แสงเพลิงนั้นเหลื่อมลับภูเขามืดลง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องแลทหารทั้งปวงก็รอม้าเรรวนอยู่ จึงแลเห็นวัดอยู่ริมเชิงเขาวัดหนึ่ง ทหารทั้งปวงจึงว่าวัดนี้เห็นพอจะอาศัยนอนสักคืนหนึ่งได้ ก็พากันขับม้าเข้าไปในวัดนั้นไม่เห็นผู้คนเงียบสงัดอยู่ ได้ยินแต่เสียงน้ำไหลอยู่ข้างริมวัด ไปดูเห็นห้วยใหญ่อันหนึ่งน้ำใสสะอาด ก็จูงม้าลงไปกินน้ำแลชำระเนื้อตัวทุกคน พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงถอดกระบี่ส่งให้ทหารแล้วว่า วันนี้เราฟันคนนักหนาจนกระบี่ติดโลหิตกรังอยู่ ท่านช่วยล้างให้หมดโลหิตแล้วลับเสียใหม่ เวลาพรุ่งนี้เราจะได้ฟันออกไปอีก ทหารเข้ารับเอากระบี่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องยกมิไหวก็วางเสีย พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงไปกลิ้งเอาก้อนหินใหญ่อันหนึ่งเข้ามาจะลับกระบี่ แลที่ใต้ก้อนหินทับอยู่นั้นมีน้ำพุพุ่งขึ้นมา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็เอากระบี่ลับที่นั่น แลห้วยที่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเอาม้าลงไปกินน้ำนั้นก็มีชื่อสืบมาจนทุกวันนี้ ภาษาจีนเรียกว่าอินแบะจั๋ว แปลเป็นคำไทยว่าสระม้ากินน้ำ แลวัดนั้นชื่อฮินเก่าอี ไกลกับแม่น้ำโอกั๋งทางประมาณสี่ร้อยห้าสิบเส้น ครั้นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องลับกระบี่แล้วก็เดินเข้าไปข้างหลังวัด จึงเห็นคนแก่นั่งล้อมกันอยู่ประมาณเก้าคนสิบคน ทหารจึงเข้าไปถามว่าในวัดนี้เหตุใดจึงหามีผู้คนไม่ คนแก่ทั้งปวงจึงบอกว่า แต่ก่อนคนสำหรับรักษาในวัดนี้มีถึงยี่สิบคน ครั้นรู้ข่าวว่าฮั่นอ๋องกับพระเจ้าฌ้อปาอ๋องรบกัน ก็ทิ้งวัดเสียพากันหนีไปสิ้น แต่เราเหล่านี้เป็นผู้ใหญ่ครั้นจะพลอยทิ้งเสียเล่า ก็กลัวคนจะเก็บเอาสิ่งของในวัดนี้ไปเขาจะติโทษเราได้ จึงอุตส่าห์รักษาอยู่ ท่านทั้งปวงมาเวลาค่ำมีกิจธุระสิ่งไรหรือ ทหารจึงว่าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องหนีฮั่นอ๋องมา จะขออาศัยนอนอยู่ในวัดสักคืนหนึ่ง ท่านทั้งปวงมีข้าวสุกบ้างหรือไม่ ขอถวายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องสักมือหนึ่งเถิด คนแก่ทั้งปวงรู้ว่าพระเจ้าฌ้อปาอ๋องมา ก็ชวนกันออกมาเชิญพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเข้าไปในตึกแต่งที่ให้อยู่ตามสมควร ครั้นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเข้าไปนั่งอยู่ คนแก่ทั้งปวงเข้ามากระทำคำนับ แล้วว่าข้าพเจ้าเป็นชาวป่าหารู้จักขนบธรรมเนียมไม่ ซึ่งมิออกไปเชื้อเชิญไต้อ๋องแต่แรก ข้าพเจ้าขออภัยโทษเสียเถิด พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงถามคนแก่ว่า ท่านทั้งปวงมีข้าวสารบ้างหรือไม่ เราจะยืมสักห้าถังพอได้เลี้ยงทหารที่ตามมานี้ ถ้าเราไปถึงเมืองกังตั๋งเราจะใช้ท่านสักร้อยส่วน คนแก่ผู้หนึ่งได้เรียนหนังสือรู้พูดจาในขนบธรรมเนียมอยู่บ้าง จึงว่าแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ไต้อ๋องก็เป็นใหญ่อยู่ในเมืองแพเสีย แต่บรรดาในแว่นแคว้นอันนี้ก็ขึ้นอยู่แก่ไต้อ๋องสิ้น ข้าพเจ้าทั้งปวงก็ได้พึ่งบุญอยู่เย็นเป็นสุขมา ซึ่งไต้อ๋องจะต้องการข้าวเท่านี้ ยังหาควรกับคุณของท่านที่ได้มีมากับข้าพเจ้าทั้งปวงนี้ไม่ ถึงไต้อ๋องจะต้องการมากกว่านี้ ถ้าข้าพเจ้ามีอยู่เท่าไรก็จะสนองคุณไต้อ๋องให้สิ้น ซึ่งจะหมายให้ใช้สอยนั้นหามิได้ ครั้นว่าดังนั้นแล้วก็ไปเอาข้าวมาให้พระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ทหารก็หุงต้มถวายพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง แล้วก็ชวนกันกินทุกคน

ฝ่ายพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเหนื่อยมาก็นอนหลับอยู่ในตึกนั้น จึงทรงพระสุบินว่าดวงพระอาทิตย์ตกมาลอยอยู่ในกลางพระมหาสมุทร พระเจ้าฌ้อปาอ๋องแลไปเห็นฮั่นอ๋องเดินลอยมาบนอากาศ มีรัศมืออกจากกายห้าอย่าง แลฮั่นอ๋องนั้นหยุดยืนอยู่บนเมฆเข้าอุ้มดวงพระอาทิตย์ประทับไว้กับอก แลเมฆที่รองอยู่เบื้องต่ำนั้นก็มีรัศมีสว่างส่งกายฮั่นอ๋องลอยขึ้นไป พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นฮั่นอ๋องอุ้มเอาดวงพระอาทิตย์ไว้ ก็ลุยแม่น้ำเข้าไปชิงเอาดวงพระอาทิตย์ ฮั่นอ๋องก็เอาเท้าถีบถูกหน้าพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ๆ จมน้ำอยู่ ฮั่นอ๋องก็อุ้มดวงพระอาทิตย์พาไปข้างตะวันตก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องตกใจตื่นขึ้น จึงคิดว่าแผ่นดินจะได้แก่ฮั่นอ๋องเป็นเที่ยงแท้ เราเห็นจะสิ้นวาสนาเสียครั้งนี้เป็นมั่นคง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็คิดสลดลงทอดใจใหญ่อยู่ พอทหารเข้าไปบอกว่าทหารฮั่นอ๋องล้อมเข้ามาใกล้แล้ว พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ลุกขึ้นแต่งตัวใส่เกราะถือทวนขึ้นม้าออกไปจากวัด พอเวลารุ่งสว่างแลเห็นกองทัพล้อมเข้ามาทั้งสี่ด้าน กวนหยินนั้นถืออาวุธควบม้าตรงเข้ามา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ขับม้ารำทวนรบกับกวนหยิน

ฝ่ายเอียวบู๊หนึ่ง ลีเซงหนึ่ง ตันบูหนึ่ง จำเอี๋ยงหนึ่ง สี่นายก็ขับทหารหนุนเนื่องเข้ามา พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็รบพุ่งหักทหารแหกออกไปได้ ทหารฮั่นอ๋องเกรงฝีมือพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็มิอาจเข้าต้านหน้าไว้ได้ แต่ขับกันไล่ติดตามไปข้างหลัง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ขับม้าหนีไปประมาณทางสี่ร้อยเส้น ใกล้แม่น้ำโอกั๋งก็ชักม้ารออยู่ แลดูทหารฮั่นอ๋องล้อมหนุนแน่นเข้ามาอีกเป็นอันมาก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงคิดว่า เวลาคืนนี้เราฝันเห็นก็รู้อยู่ว่าจะไม่รอด แล้วจะขืนหนีไปไยเล่า จะสู้ไปกว่าจะสิ้นชีวิตเถิด พระเจ้าฌ้อปาอ๋องคิดดังนั้นแล้วว่ากับทหารเลวว่า แต่แรกกระทำศึกมาก็นับครั้งมิถ้วน จนได้แผ่นดินเราก็ยังมิได้แพ้แก่ผู้ใด ถึงครั้งนี้เราเข้าอยู่ในที่ล้อมก็คงจะหักออกไปให้ได้ เมื่อเทพยดาจะไม่ช่วยเราแล้ว ถึงมาตรว่าจะตายเราก็จะฝากฝีมือไว้ จะฆ่าทหารเอกฮั่นอ๋องเสียให้ได้ ท่านทั้งปวงจงพากันฟันฝ่าออกไปคอยบรรจบกันที่เขาตังซัวนั้น พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าแล้วก็ขับม้าฝ่าเข้าไปกลางกองทัพ ไล่แทงทหารฮั่นอ๋องไปแต่ผู้เดียว

ฝ่ายเอียวบู๊ครั้นเห็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ให้มีความโกรธแค้นนัก ขับม้าเข้าไปจะรบด้วยพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ๆ ถลึงตาร้องตวาดเอียวบู๊ ม้าเอียวบู๊ตกใจถอยหลังไปหลายก้าว เอียวบู๊เห็นเสียทีก็ขับม้าห่างออกไป แลขณะเมื่อพระเจ้าฌ้อปาอ๋องรบฝ่าอยู่ในกองทัพนั้นว่องไวนัก ทหารฮั่นอ๋องดูมิทันพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง ๆ ฆ่าลิวจี๋วเตาอุ้ยอ่องสานทหารเอกฮั่นอ๋องตายในขณะนั้นสองคน ทหารเลวประมาณหลายร้อย แลทหารพระเจ้าฌ้อปาอ๋องยังเหลืออยู่สองคน

ฝ่ายลีเซ่งเอียวบู๊เห็นทหารล้มตายก็โกรธ จึงว่าห้างอี๋มีทหารอยู่สองคนเท่านั้นยังฆ่าทหารเราเสียเป็นอันมาก ห้างอี๋นี้มีกำลังแลฝีมือเหลือตัวนัก เอียวบู๊ลีเซ่งว่าดังนั้นแล้วก็ขับม้ารำทวนเข้ารบด้วยพระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้สิบเพลง เอียวบู๊ลีเซ่งทานกำลังพระเจ้าฌ้อปาอ๋องมิได้ก็ชักม้าถอยออกไป แลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ไล่ฆ่าฟันทหารเอกตายลงอีกเก้าคน ทหารเลวประมาณพันเศษ พาทหารสองคนแหกออกไปได้ หนีลงริมแม่น้ำโอกั๋ง

ฝ่ายเตงเตียงซึ่งเป็นชาวบ้านจอดเรืออยู่ริมตลิ่งนั้น ครั้นเห็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ให้มีความสงสาร จึงว่าแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า เชิญไต้อ๋องลงเรือข้าพเจ้าข้ามไปอยู่ ณ เมืองกังตั๋งเถิด อันเมืองกังตั๋งนั้นถึงดูเล็กก็จริง แต่แผ่นดินกว้างถึงพันโยชน์เห็นพอจะเอาเป็นที่มั่นตั้งตัวได้ อนึ่งไต้อ๋องก็เป็นคนมีชื่อปรากฏอยู่แล้ว ถึงจะตั้งเกลี้ยกล่อมทแกล้วทหารใหม่ก็เห็นจะได้ทหารอีกเป็นอันมาก อย่าช้าเลยเชิญลงเรือเถิดข้าพเจ้าจะข้ามไปส่ง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังเตงเตียงว่าดังนั้นก็ทอดใจใหญ่ จึงว่าครั้งนี้เทพยดาไม่เลี้ยงเราแล้วเราจะขืนข้ามไปไยเล่า แล้วประการหนึ่งเมื่อแรกเรามานั้น ก็มีรี้พลทแกล้วทหารเป็นอันมาก ครั้งนี้เราก็เสียทีแก่ฮั่นอ๋องพาทหารทั้งปวงตายเสียสิ้น ถ้าเราข้ามไปอยู่เมืองกังตั๋ง แม้นญาติพี่น้องของทหารที่ตายไปนั้น เขาจะเข้ามาไต่ถามถึงญาติพี่น้องของเขา เราจะเอาหน้าที่ไหนไปดูเขาได้ ซึ่งท่านจะให้เราไปเป็นเจ้าอยู่อีก ถึงจะไม่มีผู้ใดว่ากล่าวติเตียนเราก็มีความอดสูนัก จะสู้ตายเสียในท่ามกลางศึกไม่อยู่เป็นคนสืบไปแล้ว เตงเตียงได้ฟังพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าดังนั้นจึงว่า ซึ่งไต้อ๋องจะมามีความวิตกด้วยกระทำสงครามเสียทีแก่ข้าศึกแลเสียทหาร กลัวความอาย จะเอาชีวิตมาทิ้งเสียนั้นไม่ควร อันประเพณีการสงครามก็ย่อมมีแพ้แลชนะ อันจะถือเอาฝ่ายเดียวนั้นไม่ได้ เหมือนเมื่อครั้งฮั่นอ๋องยกมาตีเมืองแพเสียนั้น ไต้อ๋องฆ่าทหารฮั่นอ๋องเสียถึงสามสิบหมื่นเศษ อสุภเป็นสวะจนแม่น้ำโปจุยไม่ไหล ฮั่นอ๋องแตกยับเยินยังแต่ตัวผู้เดียว หนีลงสระปิ้มประหนึ่งจะเอาชีวิตไปไม่รอด ฮั่นอ๋องยังอุตส่าห์พากเพียรกลับไปตั้งตัวได้ ครั้งนี้ไต้อ๋องจงตัดความวิตกทั้งปวงเสียเถิด เชิญลงเรือข้าพเจ้าจะได้รีบถอยออก ทหารฮั่นอ๋องตามเข้ามาใกล้แล้ว

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังเตงเตียงว่าดังนั้น ก็เห็นว่ามีความกรุณาโดยสุจริต จึงว่าแก่เตงเตียงว่าซึ่งท่านว่ากล่าวทั้งนี้เราขอบใจนัก แต่เราได้ออกปากแล้ว ครั้นจะกลับคืนเสียก็ดูหาสมควรไม่ ถ้าท่านมีความกรุณาแก่เราก็ช่วยเอาแต่ม้าข้ามไปเถิด ครั้นจะทิ้งไว้เกลือกทหารฮั่นอ๋องจับเอาไปได้ ครั้นจะฆ่าเสียก็เสียดาย อันม้าตัวนี้มีกำลังนัก เดินทางได้วันละพันโยชน์ แต่เราขี่เข้าสู้สงครามเป็นอันมากก็มีชัยทุกครั้ง แต่บรรดาม้าในแผ่นดินนี้ที่จะหาเสมอม้าเราไม่ได้แล้ว ท่านจงเอาไว้ดูต่างหน้าเราเถิด

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องก็ให้ทหารจูงม้าลงไปในเรือ แลม้านั้นแลดูพระเจ้าฌ้อปาอ๋องแล้วร้องขึ้นเป็นหลายคำมิใคร่จะเดินไปเลย พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นม้าก็ให้มีความสงสารนักกลั้นนํ้าตามิได้ ครั้นม้าลงเรือแล้ว เตงเตียงก็ถอยห่างตลิ่งออกไปประมาณเก้าวาสิบวา ม้าโอจือแบ๊ก็โดดลงน้ำจมหายไป พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นดังนั้นก็ร้องไห้

ฝ่ายทหารฮั่นอ๋องเห็นพระเจ้าฌ้อปาอ๋องยืนอยู่ริมฝั่ง ก็รีบขับกันไล่ล้อมเข้ามาเป็นอันมาก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเห็นข้าศึกล้อมเข้ามาใกล้จึงว่าแก่ทหารทั้งสองว่า ครั้งนี้เราไม่มีม้าขี่แล้วเราจะเอาอาวุธสั้นเข้าสู้รบกับข้าศึก ถึงเราจะตายก็จะฆ่ามันเสียอีกให้จงได้ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าดังนั้นแล้วก็ชักกระบี่ไล่บุกบั่นฟันทหารฮั่นอ๋องไปมิได้คิดชีวิต ทหารฮั่นอ๋องก็เข้ารบพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเป็นสามารถ ฆ่าทหารพระเจ้าฌ้อปาอ๋องเสียทั้งสองคน พระเจ้าฌ้อปาอ๋องถูกทวนเจ็บปวดเป็นหลายแห่ง โลหิตไหลอาบอยู่ก็มิได้หยุดยั้ง กัดฟันเข้าไล่ฆ่าทหารฮั่นอ๋องตายลงอีกประมาณสามร้อยเศษ จนสิ้นกำลังยืนนิ่งอยู่ ทหารฮั่นอ๋องก็มิอาจเข้าจับได้ เกรงฝีมือพระเจ้าฌ้อปาอ๋องนัก พระเจ้าฌ้อปาอ๋องแลไปเห็นหลีแบถองยืนม้าอยู่ จึงร้องว่าท่านกับเราก็เป็นคนรู้จักกันมาแต่ก่อน แลบัดนี้เราจะตายแล้ว ท่านเข้ามาหาเราเถิด เราจะให้ความชอบไว้แก่ท่านสักสิ่งหนึ่ง หลีแบถองได้ฟังพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าดังนั้น ก็คิดเกรงพระเจ้าฌ้อปาอ๋องอยู่มิอาจเข้าไปใกล้ได้ จึงร้องว่าแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า ท่านมีกังวลจะสั่งไว้ประการใดหรือ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงว่าเราได้ยินข่าวว่าฮั่นอ๋องให้ประกาศแก่ทหารทั้งปวงว่า ถ้าผู้ใดได้ศีรษะเราไปให้แก่ฮั่นอ๋อง ๆ จะปูนบำเหน็จทองพันตำลึง ตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ครั้งนี้ท่านจงเอาศีรษะเราไปให้แก่ฮั่นอ๋องเอาความชอบเถิด พระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่าดังนั้นแล้วก็เอากระบี่เชือดคอตายเสียในขณะนั้น เมื่อพระเจ้าฌ้อปาอ๋องตาย ศักราชนับแต่พระเจ้าจี๋นซีฮองเต้มาได้สิบห้าปี พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้เป็นกษัตริย์อยู่ห้าปี เมื่อตายอายุได้สามสิบเอ็ดปี ตายปีกุนเดือนยี่ข้างขึ้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ