๕๕

ฝ่ายกี๋โป้ขณะเมื่อหนีออกจากพระเจ้าฌ้อปาอ๋องที่ภูเขากิวลิสารนั้น ไปอยู่ในเมืองหํ้าเอี๋ยง อาลัยอยู่ ณ บ้านจิวเตียง

ครั้นจิวเตียงได้แจ้งว่าพระเจ้าฮั่นเต้ให้ประกาศดังนั้น ก็กลัวความผิดจึงว่าแก่กี๋โป้ว่า บัดนี้ พระเจ้าฮั่นเต้ให้มีหนังสือมาประกาศจะเอาตัวท่าน ถ้ารู้ว่าเราคบท่านไว้เราก็จะพลอยตายด้วยถึงเจ็ดชั่วโคตร ซึ่งเรากระทำคุณไว้แก่ท่านก็จะป่วยการเสียเปล่า ครั้งนี้ท่านจงเร่งคิดอ่านเอาตัวรอด อย่าให้เราได้ความผิดด้วย กี๋โป้จึงว่าแก่จิวเตียงว่าข้อนั้นท่านอย่าวิตกเลย ข้าจะคิดอ่านหาให้ท่านได้ความผิดไม่ กี๋โป้ว่าดังนั้นก็โกนผมตัดหนวดแปลงชื่อเสีย ลอบหนีไปอยู่ ณ เมืองเล่าก๊ก ขายตัวเป็นทาสอยู่กับจูแก๋ ๆ จำกี๋โป้มิได้ก็ช่วยไว้ อยู่เวลาวันหนึ่งจูแก๋พิเคราะห์ดูกี๋โป้เห็นรูปร่างกิริยาผิดคนยาก จึงคิดอยู่แต่ในใจว่านี่ชะรอยจะเป็นกี๋โป้ที่พระเจ้าฮั่นเต้ให้ป่าวร้องจะเอาตัว จูแก๋คิดดังนั้นจึงถามกี๋โป้ว่าท่านชื่อกี๋โป้หรือ บอกแก่เราแต่ตามจริงเถิด กี๋โป้ก็บอกว่าข้าพเจ้าชื่อกี๋โป้ จูแก๋จึงว่าพระเจ้าฮั่นเต้จะเอาตัวท่านให้มีตราคาดโทษออกมา ถ้าผู้ใดสมคบแลปกปิดไว้ จะเอาตัวผู้นั้นเป็นโทษถึงสิ้นชีวิต บัดนี้ท่านมาอยู่กับเรา ๆ จะนิ่งเนื้อความเสียไม่ได้ จำจะคุมเอาตัวท่านส่งเข้าไปในเมืองหลวงตามรับสั่ง เราจึงจะไม่มีความผิด ตัวท่านจะว่ากล่าวเป็นประการใดเล่า กี๋โป้จึงว่าข้าพเจ้าเปลี่ยนชื่อมา ขายตัวอยู่กับท่าน ๆ ก็เลี้ยงดูข้าพเจ้าให้มีความสุข คุณหาที่สุดมิได้ ข้าพเจ้าทุกวันนี้ก็ยังแต่ตัวผู้เดียว ซึ่งจะทำสิ่งใดสนองคุณท่านก็เห็นเหลือสติปัญญาอยู่แล้ว ครั้งนี้ท่านจะเอาตัวข้าพเจ้าส่งไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้ ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก ด้วยท่านจะได้ความชอบ ข้าพเจ้านึกว่าจะได้แทนคุณท่านครั้งนี้แล้ว

จูแก๋ได้ฟังกี๋โป้ว่าดังนั้นก็หัวเราะ จึงว่าถ้าเราเอาตัวท่านไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ ก็จะฆ่าท่านเสีย ถึงเราจะได้รางวัลมากสักเท่าไรเราก็หามีความยินดีไม่ เราจะไปหาแฮเฮาหยินเป็นเพื่อนรักของเรา ซึ่งทำราชการในเมืองหลวงนั้น คิดช่วยชีวิตท่านไว้ให้รอดดีกว่า

กี๋โป้ได้ฟังจูแก๋ว่าดังนั้นก็คุกเข่าลงคำนับแล้วว่า ถ้าครั้งนี้ท่านกรุณาช่วยชีวิตข้าพเจ้าไว้ได้ ก็เหมือนหนึ่งข้าพเจ้าตายไปแล้วแลกลับเป็นมาใหม่ คุณท่านจะอยู่แก่ข้าพเจ้ายิ่งกว่าบิดามารดาอีก จูแก๋จึงว่าท่านจงซุ่มซ่อนรักษาตัวอยู่ อย่าเพิ่งให้ความแพร่งพรายไป เราจะเข้าไปในเมืองลกเอี๋ยงก่อน จูแก๋ว่าดังนั้นแล้วก็แต่งตัวขึ้นม้าไปหาแฮเฮาหยิน ณ เมืองลกเอี๋ยง แฮเฮาหยินเห็นจูแก๋ก็ออกมารับ เรียกเข้าไปในตึกพูดจากันโดยปกติ แล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงชวนจูแก๋เสพสุรา ขณะเมื่อจูแก๋กับแฮเฮาหยินเสพสุราอยู่ด้วยกัน จูแก๋จึงถามแฮเฮาหยินว่ากี๋โป้กระทำผิดอย่างไร พระเจ้าฮั่นเต้จึงจะสืบเอาตัวให้จงได้ แฮเฮาหยินจึงบอกว่ากี๋โป้กับจงลิมวยพูดจาหยาบช้าต่อพระเจ้าฮั่นเต้เมื่อครั้งรบที่แม่น้ำโปจุยนั้น จูแก๋จึงว่าเมื่อขณะพระเจ้าฮั่นเต้ยังกระทำศึกกับหลอก๋อง กี๋โป้สิเป็นข้าราชการอยู่กับฝ่ายหลอก๋อง ก็ถือว่าพระเจ้าฮั่นเต้มิใช่เจ้านายของตัว จึงบังอาจพูดจาหมายจะให้หลอก๋องรักใคร่ แลกี๋โป้ก็มิได้รู้ว่าพระเจ้าฮั่นเต้จะมีบุญถึงเพียงนี้ จึงหาคิดแผ่เผื่อไว้ข้างหน้าไม่ อันพระเจ้าฮั่นเต้จะมาถือโกรธแค้นคนอย่างนี้ดูไม่สมควรเลย กี๋โป้คนนี้ก็มีสติปัญญาอยู่ ถ้าสิ้นคิดเข้าแล้วหนีไปหาเมืองเหานอกแดนแผ่นดินเรา ไปเข้ากับพวกเหากลับเป็นศัตรูขึ้นพระเจ้าฮั่นเต้จะมิต้องลำบากอีกหรือ ท่านช่วยทูลพระเจ้าฮั่นเต้ให้ยกโทษกี๋โป้เสียเถิด แล้วจักได้คนมีสติปัญญาตั้งเป็นขุนนางไว้สำหรับเมืองอีก

แฮเฮาหยินได้ฟังจูแก๋ว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย ครั้นกินโต๊ะแล้วแฮเฮาหยินก็ให้จูแก๋อยู่บ้าน แฮเฮาหยินก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ ครั้นเห็นได้ทีจึงทูลว่า กี๋โป้ทหารหลอก๋องซึ่งมีรับสั่งให้สืบเอาตัวนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าจะขอให้งดโทษไว้สักครั้งหนึ่งก่อน ด้วยเห็นว่ากี๋โป้คนนี้เป็นคนใจเดียว ถ้าผู้ใดได้มีคุณชุบเลี้ยงแล้วก็ซื่อตรงนัก ซึ่งแต่ก่อนกี๋โป้มิได้คิดเกรงขามกระทำให้ขัดเคืองนั้น เพราะตัวหารู้ว่าไต้อ๋องจะมีบุญถึงเพียงนี้ไม่ ครั้งนี้รู้ว่าตัวได้กระทำผิดเกรงอาญาไต้อ๋องจึงหนีซุกซุนไป บัดนี้คนทั้งปวงก็เห็นว่ากี๋โป้เป็นโทษถึงตายอยู่แล้ว ถึงไต้อ๋องจะจับตัวได้แลเอามาประหารชีวิต ก็หามีผู้ใดครหานินทาไม่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าไต้อ๋องโปรดยกโทษกี๋โป้เสีย แล้วเอามาตั้งขึ้นเป็นขุนนาง เห็นกี๋โป้จะคิดถึงพระคุณนัก คนทั้งปวงก็จะชวนกันสรรเสริญไต้อ๋องเป็นอันมาก แต่บรรดาทหารหลอก๋อง ที่เหลือตาย หนีซุ่มซ่อนอยู่ที่ไหน ก็จะพากันเข้ามาสามิภักดิ์สิ้น ไต้อ๋องก็มีเกียรติยศยิ่งขึ้นไปกว่านี้สักร้อยเท่า

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังแฮเฮาหยินว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงว่าถ้าเราไม่เอาโทษกี๋โป้แล้ว ก็ต้องยกโทษจงลิมวยเสียด้วย เมื่อท่านเห็นดีดังนั้นก็ให้พาตัวคนทั้งสองเข้ามาหาเราเถิด เราจะตั้งให้เป็นขุนนางดังเก่า ถ้ากี๋โป้แลจงลิมวยยังคิดบิดพลิ้วอยู่ จึงจะเอาโทษถึงสิ้นชีวิต

แฮเฮาหยินได้ฟังพระเจ้าฮั่นเต้ว่าดังนั้นก็มีความยินดี กระทำคำนับลาพระเจ้าฮั่นเต้กลับออกมาบ้าน บอกเนื้อความแก่จูแก๋ทุกประการ แล้วแฮเฮาหยินจึงว่า ท่านไปบอกกี๋โป้ให้มาหาเรา ๆ จะพาเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ จูแก๋ได้แจ้งดังนั้น ก็ลาแฮเฮาหยินกลับมาบอกแก่กี๋โป้ ๆ ก็มีความยินดีนัก ครั้นเวลารุ่งขึ้นกี๋โป้ก็มาบ้านแฮเฮาหยิน ครั้นถึงเวลาพระเจ้าฮั่นเต้เสด็จออก แฮเฮาหยินก็พากี๋โป้เข้าเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ เห็นกี๋โป้จึงว่าครั้งนี้ถึงท่านจะแบ่งออกไปเป็นเก้าศีรษะ แลจะไปเที่ยวอยู่ทั้งแปดทิศ ก็ไม่พ้นมือเราเหตุไรจึงไม่เข้ามาหาเราโดยดีเล่า กี๋โป้จึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ข้าพเจ้าเป็นคนเสียบ้านเมืองเจ้านายก็ตาย ข้าพเจ้าไม่ตายด้วยหลอก๋องที่แม่น้ำโอกั๋งได้ จึงให้คิดอดสูแก่คนทั้งปวงแล้วก็เกรงอาญาไต้อ๋องนัก จึงมิอาจเข้ามาเฝ้าได้ พระเจ้าฮั่นเต้จึงว่าครั้งนั้นตัวหยาบช้าต่อเราตัวคิดเป็นประการใด กี๋โป้จึงว่าเมื่อข้าพเจ้าทำราชการอยู่กับหลอก๋อง ก็หมายจะแทนคุณหลอก๋อง จึงทำให้ไต้อ๋องได้ขัดเคือง ทั้งนี้โทษข้าพเจ้าก็ถึงสิ้นชีวิต สุดแต่ไต้อ๋องจะโปรดเถิด

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนันก็เห็นว่าก็โป้เป็นคนซื่อ จึงตั้งกี๋โป้เป็นล่องต๋งที่ขุนนางผู้ใหญ่ กี๋โป้จึงคุกเข่าลงกระทำคำนับพระเจ้าฮั่นเต้แล้วทูลว่า ซึ่งโปรดมาทั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ข้าพเจ้าเป็นคนเสียบ้านเมือง แลแปลงรูปกายเสียไม่ควรที่จะเป็นขุนนางแล้ว ข้าพเจ้าขอเป็นแต่ไพร่ทำราชการ สนองพระคุณตามสติปัญญาเถิด พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังกี๋โป้ว่าดังนั้นจึงว่า ท่านไม่ยอมเป็นขุนนาง เพราะคิดถึงหลอก๋องอยู่หรือ

กี๋โป้ได้ฟังพระเจ้าฮั่นเต้ตรัสดังนั้นก็ตกใจ จึงรับเอาที่ขุนนางแล้วก็กระทำคำนับลาพระเจ้าฮั่นเต้ออกไป ขุนนางทั้งปวงจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า บัดนี้กี๋โป้เข้ามาสามิภักดิ์แล้ว ยังแต่จงลิมวยหารู้ว่าจะไปอยู่แห่งใดไม่ อันจงลิมวยนั้นมีสติปัญญาทัดเทียมฟัมแจ้ง ถ้าไม่เข้ามาสามิภักดิ์ก็เห็นจะเป็นศัตรูขึ้น พระเจ้าฮั่นเต้จึงสั่งขุนนางทั้งปวงให้เที่ยวสืบเสาะเอาตัวจงลิมวยให้จงได้ ขุนนางทั้งปวงก็ออกมาจัดแจงกัน ให้มีหนังสือไปเร่งทุกหัวเมืองทั้งปวงตามรับสั่ง ที่ในเมืองลกเอี๋ยงนั้นก็เที่ยวตรวจทุกบ้านเรือนราษฎรเป็นกวดขัน เวลาวันหนึ่งข้าราชการเที่ยวไปริมเมืองลกเอี๋ยง เดินปรึกษากันไปที่จะคิดอ่านหาตัวจงลิมวย มีผู้หนึ่งใส่เสื้อผ้าใส่เกือกฟางอายุประมาณกลางคน เดินเข้ามาใกล้ข้าราชการแล้วหัวเราะว่า ท่านทั้งปวงจะทำอะไรแกจงลิมวยคนเดียว เรามีเนี้อความข้อใหญ่จะใคร่เข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้กราบทูลให้ทราบ แต่หามีผู้ใดที่จะพาเข้าไปไม่ ข้าราชการทั้งปวงได้ยินผู้นั้น พูดจาประหลาด จึงเอาเนื้อความเข้าไปกราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ จึงรับสั่งให้พาเอาตัวผู้นั้นเข้าไป แล้วถามว่าท่านชื่อไรเป็นแซ่ไหน มีกิจธุระจะว่ากล่าวประการใด ท่านจึงจะเข้ามาหาเรา เหลาเก้งจึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ตัวข้าพเจ้าชื่อเก้งเป็นแซ่เหลา ข้าพเจ้ามีธุระไป ณ เมืองโปต๋งกลับมาถืงเมืองลกเอี๋ยง ได้ยินข่าวว่าไต้อ๋องให้เที่ยวจับตัวจงลิมวยเป็นกวดขัน ข้าพเจ้าจึงคิดว่าทำไมกับจงลิมวย เป็นคนเสียเมืองเหมือนปลาอยู่ในลอบ ซึ่งจะเอามาวิตกเป็นธุระนั้นไม่ควร ที่การใหญ่ยิ่งกว่านั้นสิ ไต้อ๋องมิจัดแจงเสียเล่า ข้าพเจ้าจึงมีความวิตกจะใคร่เข้ามากราบทูลให้ทราบ หมายจะให้ไต้อ๋องครองราชสมบัติเป็นสุขสืบเชื้อสายไปถึงหมื่นชั่วคน บ้านเมืองจะได้มั่นคงเหมือนภูเขา พระเจ้าฮั่นเต้จึงว่าแก่เหลาเก้งว่าท่านจะว่ากล่าวเตือนสติเราประการใดก็ว่าไปเถิด เหลาเก้งจึงว่า เดิมหลอก๋องได้ เมืองจิ้นก็หาตั้งอยู่ไม่ ไปตั้งเมืองหลวงอยู่เมืองแพเสีย แลฟัมแจ้งเป็นคนมีสติปัญญาคิดเห็นการลึกซึ้ง ว่ากล่าวทัดทานหลอก๋อง ๆ ก็หาเชื่อถือถ้อยคำฟัมแจ้งไม่ ฮั่นเสงซึ่งเป็นข้าราชการก็เห็นมิควร ซํ้าทัดทานหลอก๋องอีก หลอก๋องโกรธฆ่าฮั่นเสงเสีย เพราะหลอก๋องกระทำตามอำเภอใจ จึงมิได้มีความสุขเสียแผ่นดินแก่ไต้อ๋อง บัดนี้ไต้อ๋องสำเร็จราชการมาตั้งเมืองหลวงอยู่เมืองลกเอี๋ยง ถ้าจะเอาเมืองแพเสียมาเปรียบ ก็เห็นเมืองลกเอี๋ยงดีกว่าเมืองแพเสียหน่อยหนึ่ง แต่ในดำริไต้อ๋องนี้จะตั้งเมืองลกเอี๋ยงเป็นเมืองหลวงให้ยืดยาวไปถึงแปดร้อยยี่สิบปี เช่นแผ่นดินจิวบู๊อ๋องนั้นหรือ พระเจ้าฮั่นเต้จึงว่าเราคิดว่าจะบำรุงแผ่นดินให้ยืดยาวเหมือนดังนั้น เหลาเก้งจึงว่า อันจิวบู๊อ๋องเป็นเจ้าแผ่นดินครั้งนั้นมีบุญนัก แต่บรรดาหัวเมืองทั้งปวงต่างคนเข้ามาสามิภักดิ์ถวายดอกไม้เงินทองอยู่มิได้ขาด แผ่นดินก็เป็นปกติมาหลายปี จนสืบพระวงศ์มาถึงเสงอ๋องบุตรบู๊อ๋อง เสงอ๋องจึงยกไปตั้งเมืองหลวงอยู่ลกอิบที่กึ่งกลางแผ่นดิน เมื่อเชื้อสายแซ่จิวบู๊อ๋องเสื่อมวาสนาแล้ว หัวเมืองทั้งปวงก็แข็งเมืองขึ้น เสงอ๋องก็ไม่ปราบปรามให้ราบคาบได้ จนสืบมาถืงเชื้อสายขึ้นภายหลังก็ถอยยศศักดิ์ลงสิ้น จนเสียเมืองแก่จีนอ๋อง ครั้งนี้ไต้อ๋องจะมาตั้งเมืองหลวงอยู่เมืองลกเอี๋ยง ข้าพเจ้าก็เห็นจะหายืดยาวไม่ ถ้าไต้อ๋องหาบุญไม่แล้ว ยังแต่เชื้อสายพระวงศ์ไปภายหลังหัวเมืองทั้งปวงก็จะชวนกันแข็งเมืองขึ้น ยกเข้าตั้งอยู่ในเมืองหํ้าเอี๋ยง ก็จะมิเกิดจี๋นซีอ๋องแลห้างอี๋ขึ้นอีกหรือ ครั้งนี้เชิญไต้อ๋องไปตั้งเมืองหลวงอยู่เมืองหํ้าเอี๋ยง ข้าพเจ้าเห็นว่าจะเป็นสุขยืดยาวไปได้ ด้วยเมืองหํ้าเอี๋ยงนั้นภูมิฐานกว้างขวางมั่นคง สมควรเป็นเมืองใหญ่ ข้างภายนอกนั้นมีแม่น้ำล้อมอยู่รอบ ถัดเข้าไปมีภูเขากั้นเป็นชั้น ๆ ถึงมาตรว่าข้าศึกจะยกมากระทำอันตรายก็ยาก ข้าพเจ้าจึงเห็นชอบกลนัก จะใคร่เข้ามากราบทูลให้ทราบด้วยเนื้อความดังนี้

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังเหลาเก้งว่าดังนั้น จึงปรึกษากับขุนนางทั้งปวงว่าเหลาเก้งว่ากล่าวทั้งนี้ ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใดบ้าง ขุนนางทั้งปวงเป็นชาวเมืองซัวต๋งฝ่ายตะวันออกหารู้ว่าการในเมืองหํ้าเอี๋ยงว่าดีแลชั่วประการใดไม่ จึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า ข้าพเจ้าได้ยินแต่คำโบราณเล่าสืบ ๆ กันมาว่า เมื่อครั้งแผ่นดินจิวบู๊อ๋องนั้นก็ตั้งเมืองหลวงอยู่เมืองลกเอี๋ยงนี้ ว่าฝ่ายตะวันออกมืเมืองเสงหองกั้นเป็นด่านเมืองลกเอี๋ยง ฝ่ายตะวันตกมีภูเขากั้นอยู่ข้างเฉียงเหนือมืแม่น้ำกั้นอยู่ด้านหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ยินแต่ผู้ใหญ่เล่าอย่างนี้ ซึ่งจะได้รู้ได้แจ้งว่าภูมิฐานเมืองลกเอี๋ยงแลเมืองหํ้าเอี๋ยง ข้างไหนจะดีกว่ากันนั้นหาทราบแน่ไม่

พระเจ้าฮั่นเต้จึงถามเตียวเหลียงว่า ท่านได้ดูตำราแผนที่เมืองทั้งปวง ท่านเห็นว่าเมืองลกเอี๋ยงกับเมืองหํ้าเอี๋ยงข้างไหนจะดีกว่ากัน เตียวเหลียงจึงทูลว่า เมืองลกเอี๋ยงนี้ก็กว้างขวางมั่นคงอยู่ แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเมืองอยู่กลางแปลง หามีภูเขาแลป่าไม้เป็นที่สำคัญป้องกันไม่ ถ้าข้าศึกมาก็ต้องรับทั้งสี่ด้าน อันเมืองหํ้าเอี๋ยงนั้น ข้างขวามีหำก๊กก๋วนด่านใหญ่เป็นที่มั่นแห่งหนึ่ง ข้างซ้ายมีเมืองโปต๋งกั้นอยู่ ข้างหลังมีภูเขาล้อมเป็นชั้น ๆ หนทางกันดารถึงพันโยชน์ ถ้ามีข้าศึกมาก็คอยรับแต่ด้านเดียวได้ แล้วที่ชัยภูมิเมืองหํ้าเอี๋ยงนั้น อุปมาเหมือนเมืองทองคำแลเมืองเทพยดา ข้าวปลาอาหารก็บริบูรณ์ราษฎรก็มั่งคั่ง ซึ่งเหลาเก้งกราบทูลดังนั้นก็สมควรอยู่แล้ว พระเจ้าฮั่นเต้ก็เห็นชอบด้วยจึงให้รางวัลแก่เหลาเก้งเป็นอันมาก ตั้งเหลาเก้งเป็นฮองซุนก๋วนขุนนางที่ปรึกษาผู้ใหญ่แล้วโปรดให้เหลาเก้งเป็นแซ่เล่าด้วย

ครั้น ณ วันเดือนสามขึ้นปีใหม่ถึงวันฤกษ์ดี พระเจ้าฮั่นเต้ก็ยกออกจากเมืองลกเอี๋ยงไปตั้งเมืองหลวงอยู่เมืองหํ้าเอี๋ยง แล้วให้แจกกฎหมายไปทุกหัวเมืองให้รู้ทั่วกันว่าพระเจ้าฮั่นเต้มาตั้งอยู่ ณ เมืองหํ้าเอี๋ยง แต่บรรดาหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งดังนั้น ก็แต่งดอกไม้ทองเงินมากระทำคำนับพระเจ้าฮั่นเต้ตามธรรมเนียม พระเจ้าฮั่นเต้ก็ครองราชสมบัติบำรุงแผ่นดินโดยยุติธรรม อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงก็อยู่เย็นเป็นสุข ทำมาหากินตามภูมิลำเนา เวลาวันหนึ่งพระเจ้าฮั่นเต้เข้าอยู่ในที่ข้างใน จึงคิดรำพึงว่าเราให้หาตัวจงลิมวยมานานแล้วก็ยังมิได้ข่าวเลย ถ้าจะนิ่งไว้ช้าแม้นจงลิมวยไปเกลี้ยกล่อมผู้คนได้มากเข้า แผ่นดินก็จะเป็นเสี้ยนหนามขึ้น จำจะเร่งคิดอ่านเอาตัวจงลิมวยเสียให้ได้ก่อน ครั้นเวลารุ่งเช้าพระเจ้าฮั่นเต้เสด็จออก ขุนนางทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพร้อมกัน พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า เราให้ท่านทั้งปวงสืบหาตัวจงลิมวยมาช้านานแล้วยังมิได้ยินข่าวคราวเลยหรือ กี๋โป้จึงทูลพระเจ้าฮั่นเต้ว่า เมื่อข้าพเจ้ากับจงลิมวยหนีออกจากหลอก๋องนั้น ข้าพเจ้าถามจงลิมวยว่าจะหนีไปอยู่แห่งใด จงลิมวยบอกแก่ข้าพเจ้าว่าจะหนีไปอยู่กับฮั่นสิน ได้เคยเป็นเพื่อนชอบกันมา แต่บัดนี้จงลิมวยจะอยู่กับฮั่นสินหรือจะหนีไปที่อื่นแล้ว ข้าพเจ้ามิได้แจ้ง

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังกี๋โป้ว่าดังนั้น คิดเฉลียวใจแคลงฮั่นสินก็ยิ่งให้มีความวิตก จึงถามตันแผงว่าฮั่นสินชวนจงลิมวยไว้แล้วจะคิดการใหญ่ดอกกระมัง คิดอย่างไรจึงจะเอาตัวจงลิมวยไว้ ตันแผงจึงทูลว่า ถ้าไต้อ๋องให้ประกาศป่าวร้องจะเอาตัวจงลิมวยให้ได้โดยเร็ว กิตติศัพท์ก็จะอื้ออึงไป แม้นจงลิมวยรู้ตัวเข้าจะคิดหลบหลีกต่อไปอื่น ถ้านิ่งไว้ช้าเล่าก็เหมือนปล่อยเสือผอมไว้ให้มีกำลังขึ้นไป ปลายมือจะกำจัดยาก จำจะคิดเป็นกลอุบายจับตัวจงลิมวยจึงจะได้ แต่ครั้งนี้ขอให้ไต้อ๋องแต่งคนสนิทที่มีสติปัญญาทำเป็นไปราชการอื่นลอบไปสอดแนมดูก่อน ถ้ารู้ว่าจงลิมวยอยู่ที่ฮั่นสินแน่แล้ว จึงจัดคนไปพูดจากับฮั่นสิน ให้ฮั่นสินฆ่าจงลิมวยเสียเองความจึงจะเงียบ พระเจ้าฮั่นเต้ก็เห็นชอบด้วย จึงเรียกซุยโหให้เข้าไปใกล้แล้วกระซิบสั่งว่า ท่านจงทำเป็นไปซ่อมแปลงกุฏิพระเจ้างี่เต้ ณ เมืองลิวจี๋ว แต่เชือนไปทางเมืองฌ้อแวะหาฮั่นสินสืบข่าวจงลิมวย ถ้ารู้ว่าจงลิมวยอยู่กับฮั่นสินแน่แล้ว ท่านจงพูดจาให้ฮั่นสินฆ่าจงลิมวยเสียให้จงได้ ซุยโหรับคำพระเจ้าฮั่นเต้แล้วกระทำคำนับลาออกมา ขึ้นม้ากับคนสนิทประมาณเก้าคนสิบคนรีบไป ณ เมืองฌ้อ ครั้นถึงเข้าไปหาฮั่นสินแล้วบอกว่า พระเจ้าฮั่นเต้ใช้ให้ข้าพเจ้าไปซ่อมแปลงกุฏิพระเจ้างี่เต้ ณ เมืองลิวจี๋ว ข้าพเจ้าได้มาถึงที่นี่แล้วคิดรำลึกถึงท่านจึงแวะเข้ามาเยือนท่านด้วย ฮั่นสินได้ฟังซุยโหว่าดังนั้นก็มิได้คิดสงสัย ต้อนรับพูดจากันโดยปกติ แล้วฮั่นสินสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงเชิญซุยโหให้เสพสุรา ขณะเมื่อซุยโหกับฮั่นสินเสพสุราอยู่ด้วยกัน ฮั่นสินจึงถามซุยโหว่าราชการในเมืองหลวงราบคาบอยู่เป็นปกติอยู่หรือ ซุยโหก็บอกว่าเป็นปกติอยู่ดอก ครั้นซุยโหเห็นว่าคนบางลงจึงค่อยกระซิบบอกกับฮั่นสินว่า บัดนี้มีเนื้อความเกี่ยวข้องมาถึงท่านอยู่ข้อหนึ่งว่า ท่านซ่อนจงลิมวยไว้ช้านานแล้ว เขาเอาเนื้อความอันนี้เข้ากราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ ไม่เชื่อตวาดเอาแก่ขุนนางทั้งปวง แล้วตรัสว่าฮั่นสินเป็นข้าหลวงเดิมของเรา ๆ รักใคร่ชุบเลี้ยงเป็นถึงเจ้าเมือง แล้วฮั่นสินก็มีน้ำใจรักใคร่เราโดยสุจริต อันจะว่าฮั่นสินซ่อนจงลิมวยคนขบถไว้เราไม่เห็นด้วย ขุนนางทั้งปวงก็นิ่งไปสิ้น แต่ข้าพเจ้าได้ยินเขากระซิบกันว่ากี๋โป้ได้ทูลไว้ว่า จงลิมวยบอกแก่กี๋โป้ไว้ว่าจะหนีไปอยู่กับฮั่นสิน เนื้อความทั้งนี้ก็รู้แน่อยู่แล้ว เหตุไรพระเจ้าฮั่นเต้จึงไม่เชื่ออีกเล่า แต่ฟังข้าราชการพูดจากันอยู่อย่างนี้เป็นอันมากรู้ว่าจงลิมวยมาอยู่กับท่านเป็นมั่นคง แต่พระเจ้าฮั่นเต้นั้น ยังหาทราบไม่ ทุกวันนี้เสียวโหก็แต่งคนลอบมาสืบข่าวอยู่ ซึ่งข้าพเจ้าเอาเนื้อความมาบอกท่านทั้งนี้ เพราะข้าพเจ้าคิดถึงท่านว่าได้มีคุณไว้แก่ข้าพเจ้า จึงบอกให้รู้หมายจะให้ท่านคิดอ่านป้องกันคำคนทั้งปวงเสีย เห็นพระเจ้าฮั่นเต้ยังไม่ทราบฉะนี้ ถ้านานไปเนื้อความแพร่งพรายออก เสียแรงท่านกระทำความชอบมาแต่หลังเป็นอันมากก็จะสูญเสียเปล่า ฮั่นสินได้ฟังซุยโหว่าดังนั้นก็ตกใจ นิ่งตะลึงอยู่เป็นช้านาน แล้วจึงค่อยกระซิบว่าแก่ซุยโหว่า ไต้หูกรุณาครั้งนี้คุณหาที่สุดมิได้ เราจะคิดประการใดจึงจะปิดคำคนทั้งปวงเสีย อย่าให้พระเจ้าฮั่นเต้แคลงเราได้ ซุยโหจึงว่าถ้าท่านฆ่าจงลิมวยเสีย ตัดเอาศีรษะไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้ นั่นแหละข้าพเจ้าเห็นพระเจ้าฮั่นเต้จะสิ้นความสงสัยท่าน ฮั่นสินจึงว่าไต้หูว่าดังนี้ก็ชอบอยู่แล้ว แต่จงลิมวยกับเราได้รักกันเป็นอันมาก ยังมิได้มีความโกรธแค้นกันเลย เราจะฆ่าจงลิมวยอย่างไรได้ ซุยโหจึงว่าถ้าท่านเห็นแก่หน้าเพื่อนอยู่แล้ว ก็เหมือนดูหมิ่นอาญาพระมหากษัตริย์ ความผิดก็จะมีมาถึงท่าน ฮั่นสินจึงว่าการทั้งนี้ข้าจะของดตรึกตรองดูก่อน ซุยโหก็ไม่ว่าประการใด ครั้นกินโต๊ะแล้วก็ลาฮั่นสินมาอาศัยอยู่ ณ ตึกรับแขก ฮั่นสินจึงเข้าไปในสวนดอกไม้ เล่าเนื้อความให้จงลิมวยฟังทุกประการ จงลิมวยจึงว่าแก่ฮั่นสินว่าบัดนี้เนื้อความก็เกิดขึ้นแล้ว ท่านจะทำประการใดแก่ข้าเล่า ฮั่นสินจึงว่าเราก็จะกระทำตามอาญากษัตริย์ตัดเอาศีรษะท่านไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้ตามมีรับสั่งมานั้น จงลิมวยจึงว่าชีวิตเราอยู่ตราบใดพระเจ้าฮั่นเต้ก็หาทำอันตรายแก่ท่านไม่ ฮั่นสินได้ฟังจงลิมวยว่าดังนั้นก็นิ่งคิดอยู่เป็นช้านานไม่ฆ่าจงลิมวยลงได้ ก็กลับออกมาจากสวนดอกไม้

ฝ่ายซุยโหคอยฟังฮั่นสินอยู่ถึงห้าวัน ก็มิได้ยินฮั่นสินพูดจาด้วยเนื้อความจงลิมวยประการใดไม่ ซุยโหก็ลาฮั่นสินไป ณ เมืองลิวจี๋ว แล้วเขียนหนังสือลับลอบให้คนถือมาทูลแก่พระเจ้าฮั่นเต้ทุกประการ พระเจ้าฮั่นเต้ได้แจ้งดังนั้นก็โกรธฮั่นสินนัก จึงมีผู้เอาเนื้อความมากราบทูลพระเจ้าฮั่นเต้ กล่าวโทษฮั่นสินเป็นเนื้อความสามข้อ ข้อหนึ่งว่าฮั่นสินเบียดเบียนอาณาประชาราษฎร์ เอาศพบิดามารดาไปฝังไว้ที่นาราษฎร ข้อสองว่าฮั่นสินตั้งซ้อมหัดม้าแลคนอยู่มิได้ขาด ตรวจเตริยมทแกล้วทหารไว้เป็นอันมาก ข้อสามว่าฮั่นสินซ่อนจงลิมวยไว้ช้านานแล้ว หาเอาเนื้อความเข้ามากราบทูลให้ทราบไม่ ซึ่งฮั่นสินกระทำการครั้งนี้ละเมิดพระราชอาชญานัก เห็นฮั่นสินจะคิดการใหญ่อยู่ ขอให้ไต้อ๋องเร่งดำริการกำจัดฮั่นสินเสียโดยเร็วเถิด

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้น จึงให้หาตันแผงแลขุนนางทั้งปวงเข้าไปปรึกษาว่าฮั่นสินถือตัวว่า กระทำความชอบไว้มาก มีน้ำใจกำเริบจะขอไปอยู่เมืองเจ๋ เพราะหมายจะคิดการใหญ่ ครั้นเราขืนให้ไปอยู่เมืองฌ้อก็หาเต็มใจไปไม่ บัดนี้ซ่อนจงลิมวยไว้เราเห็นว่าฮั่นสินจะคิดขบถเป็นมั่นคง ขุนนางทั้งปวงได้ฟังพระเจ้าฮั่นเต้ว่าดังนั้น ต่างคนก็รับอาสาจะไปจับตัวฮั่นสิน ตันแผงจึงว่าแก่ขุนนางทั้งปวงว่า อันฮั่นสินนั้นไม่เหมือนทหารทั้งปวงซึ่งท่านจะหมายสู้รบด้วยกำลังแลฝีมือ เราเห็นหาได้ตัวฮั่นสินไม่ ข้อหนึ่งฮั่นสินก็มีรี้พลมาก ถ้าจะเอาเมืองฌ้อประสมเข้าอีกก็จะได้คนหลายสิบหมื่น ถ้าฮั่นสินเป็นขบถขึ้นจริงแล้ว ที่ไหนท่านทั้งปวงจะเข้าต่อต้านได้ เราเห็นจะยิ่งกว่าศึกหลอก๋องอีก ด้วยหลอก๋งนั้นมีแต่ฝีมือกับกำลังมาก อันจะสู้ฮั่นสินซึ่งมีสติปัญญาไม่ได้ ทหารทั้งปวงถ้ายกไปตีฮั่นสินแล้ว แต่ยังไม่ทันได้ถึงรบพุ่งก็จะพากันแตกยับเยินมาเอง

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังตันแผงว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงว่าท่านกล่าวทั้งนื้ก็ชอบอยู่ เราจะคิดประการใดจึงจะจับฮั่นสินได้เล่า ตันแผงจึงทูลว่า ข้าพเจ้าคิดกลอุบายไว้ได้อย่างหนึ่ง เห็นจะจับตัวฮั่นสินได้โดยสะดวก ไม่ต้องยกพลไปรบพุ่งเลย ถึงฮั่นสินจะมีสติปัญญาก็เห็นหาทันรู้ตัวไม่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงถามว่า อุบายของท่านเป็นประการใด ตันแผงจึงกราบทูลว่า ข้าพเจ้าได้ยินคำโบราณว่ามา อันประเพณีกษัตริย์แต่ก่อนย่อมเสด็จไปเลียบเมืองทั้งสี่ฤดู จะได้เห็นภูมิฐานบ้านเมืองว่าอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงจะทำมาหากินเป็นสุขอยู่หรือประการใด ทุกวันนี้ไต้อ๋องเป็นเจ้าแผ่นดินขึ้นแล้ว ก็ยังมิได้เสด็จไปเลียบเมืองเลย ข้าพเจ้าคิดว่าเชิญเสด็จไปเลียบเมืองตามประเพณีกษัตริย์ จึงให้มีหนังสือประกาศไปทุกหัวเมืองทั้งปวง ให้เจ้าเมืองมาคอยรับเสด็จอยู่ ณ เมืองตั้งซ่ายพร้อมกัน ฮั่นสินก็จะออกมาคอยรับเสด็จ จึงจัดทหารออกไปคอยจับตัวฮั่นสินในขณะนั้นก็เห็นจะได้โดยง่าย

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังตันแผงว่าดังนั้นก็เห็นชอบด้วย จึงให้มีหนังสือกำหนดวันคืนที่จะเสด็จ ประกาศแก่ขุนนางหัวเมืองทั้งปวงตามถ้อยคำตันแผงว่า ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งดังนั้นก็ชวนกันออกมาคอยรับเสด็จอยู่ตามรับสั่ง แต่ฮั่นสินนั้นยังไม่มาด้วยคิดเกรงว่าตัวได้กระทำผิด ฮั่นสินจึงปรึกษาขุนนางว่า ซุยโหมาบอกเราว่าขุนนางในเมืองหลวงฟ้องเราว่าซ่อนจงลิมวยไว้ บัดนี้เราจะออกไปรับเสด็จพระเจ้าฮั่นเต้ ณ เมืองตั้งซ่าย ถ้าพระเจ้าฮั่นเต้รู้ว่าจงลิมวยมาอยู่กับเราก็จะมิเอาโทษเราหรือ จำเราจะฆ่าจงลิมวยเสียตัดเอาศีรษะไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้เราจึงจะพ้นความผิด ขุนนางทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย ฮั่นสินจึงเข้าไปในสวนดอกไม้บอกกับจงลิมวยว่า พระเจ้าฮั่นเต้เสด็จมาเลียบเมือง ให้เราไปคอยรับเสด็จ ณ เมืองตั้งซ่าย บัดนี้พระเจ้าฮั่นเต้รู้ว่าเราซ่อนท่านไว้ คิดแคลงว่าเรากับท่าน จะเป็นขบถ ครั้งนี้ท่านอย่าคิดน้อยใจเลย เราจำจะทำแก่ท่านให้พระเจ้าฮั่นเต้สิ้นความสงสัย

จงลิมวยได้ฟังฮั่นสินว่าดังนั้น จึงว่าเดิมเราดูท่านเห็นว่าเป็นคนมีสติปัญญาลึกซึ้ง บัดนี้เราเห็นท่านเป็นคนโฉดเสียแล้ว ถ้าวันนี้ท่านฆ่าเราเสีย ไม่ช้านักพระเจ้าฮั่นเต้ก็จะฆ่าท่านตายตามเราไป ซึ่งท่านหมายว่าจะได้อยู่เป็นสุขไปนั้นหามิได้ ฮั่นสินจึงว่าเมื่อพระเจ้าฮั่นเต้จะเสียสัตย์ จะฆ่าเราเสียก็ตามเถิด เราก็คงจะฆ่าท่านให้พระเจ้าฮั่นเต้เห็นความจริงของเรา ที่เรากับท่านมิได้เป็นขบถ

จงลิมวยได้ฟังฮั่นสินพูดจาตัดรอนดังนั้นก็โกรธ ลุกขึ้นชี้หน้าด่าฮั่นสินว่าอ้ายทรชน มึงไม่คิดถึงคุณกูเลย เสียดายกูจะตายเสียก่อนจะไม่ได้เห็นเมื่อฮั่นเต้ฆ่ามึง จงลิมวยว่าดังนั้นแสัวก็ชักกระบี่ออกเชือดคอตายเสีย ฮั่นสินก็เข้าตัดเอาศีรษะจงลิมวยออกมาคอยรับเสด็จพระเจ้าฮั่นเต้ อยู่ ณ เมืองตั้งซ่าย

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ