๑๐

ครั้งนั้นยังมีชายผู้หนึ่งอยู่เมืองไฝ่ยิมชื่อฮั่นสิน ถือกระบี่เที่ยวตกเบ็ดเลี้ยงชีวิตอยู่ตามแม่น้ำห้วยเข วันหนึ่งหาปลาไม่ได้อดอาหาร นางเผียวโปเห็นฮั่นสินหน้าซีดก็ให้ข้าวสุกกินมื้อหนึ่ง ฮั่นสินได้กินอาหารมีใจยินดี จึงว่าสืบไปภายหน้าข้าพเจ้าได้ดีจะสนองคุณท่าน นางเผียวโปจึงว่า ท่านนี้เป็นชายแต่จะหาข้าวกินมื้อหนึ่งก็ยังยาก ยังแค่นว่าได้ดีจะแทนคุณเราอีกเล่า ถ้าเรากับท่านเป็นมารดากับบุตรเหมือนหนึ่งมารดาหองสุนอดข้าวให้ลูกกิน จนลูกชายได้มีบุญด้วยกันก็ควรอยู่ เราให้ข้าวท่านวันนี้ก็นึกว่าให้ทานเอาบุญมิใช่เราจะเอาคุณแก่ท่าน ว่าแล้วนางเผียวโปกลับไปเรือน วันหนึ่งฮั่นสินไปขายปลากลางตลาด มีชายคนหนึ่งชื่ออักเชียวเลียนเป็นคนขี้เมาเดินมาเห็นฮั่นสิน จึงเยาะว่าท่านมีกระบี่จะแทงเราได้หรือมิได้ ถ้าแทงเราไม่ได้ก็มาลอดใต้ขาเรา จึงจะไม่ทำให้ลำบากตัวต่อไปฮั่นสินคิดว่าตัวแรงน้อย แล้วมาพบคนพาลครั้นไม่ทำตามก็จะเจ็บตัว จึงก้มศีรษะ ลอดขาอักเชียวเลียนไป ชาวตลาดพากันหัวเราะเยาะอื้ออึง ยังมีชายผู้หนึ่งชื่อตอฮูได้เรียนวิชาดูลักษณะ เดินแวะเข้ามาเห็นฮั่นสินได้ลักษณะต้องตำรา จึงว่าท่านนี้นานไปจะได้เป็นแม่ทัพใหญ่บังคับทหารทั้งปวง จะมียศศักดิ์ศฤงคารเป็นอันมาก ฮั่นสินได้ฟังมีใจกำเริบจึงไปเที่ยวเรียนวิชา ครั้นอยู่มาได้ยินข่าวห้างเหลียงยกหลานเจ้าเมืองฌ้อเป็นไฝ่อ๋องเกลี้ยกล่อมผู้คนแต่งตั้งขุนนางบำรุงทหารเป็นอันมาก ฮั่นสินคิดว่าหมอดูเราว่านานไปจะได้ดี จำจะเข้าเกลี้ยกล่อมทำราชการ คิดแล้วก็รีบมาหาห้างเหลียงว่า ข้าพเจ้าจะขออยู่ด้วยท่านเป็นทหาร

ฝ่ายห้างเหลียงเห็นฮั่นสินซีดผอมหากำลังมิได้ จึงปรึกษาฟัมแจ้งจะให้ขับเสียจากค่าย ฟัมแจ้งจึงว่า ท่านเห็นฮั่นสินหิวโหยกำลังน้อย แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าคนผู้นี้จะมีสติปัญญา เราก็จะหาคนอยู่จะจำรับไว้ ห้างเหลียงจึงให้ฮั่นสินเป็นจิบเก๊กหนึงสำหรับถือทวนตามหลัง ฮั่นสินไม่สมคะเนเสียนํ้าใจต้องไปทำตามตำแหน่ง

ฝ่ายห้างเหลียงตั้งมั่นอยู่แม่นํ้าซุยโหไกลเมืองอิหยี ผู้คนเข้าหามากขึ้นทุกวันยังคิดรวมกองทัพอยู่

ฝ่ายเตียวโก๋ครั้นแจ้งว่า ห้างเหลียงเชิญเชื้อเจ้าเมืองฌ้อมาเป็นไฝ่อ๋อง ตั้งซ่องสุมรวบรวมทหารได้เป็นอันมาก เล่าปังก็ยกกองทัพมาเข้าด้วย แลหัวเมืองใหญ่หกเมืองซึ่งเคยมาขึ้นก็แข็งเมือง มิได้มาตามธรรมเนียม จึงให้หาเจียงหำเข้ามาปรึกษาว่า ครั้งนี้พวกโจรมีใจกำเริบ หัวเมืองทั้งปวงคบคิดกันแข็งเมือง การสงครามเป็นพนักงานของท่าน จงจัดทหารไปปราบปรามให้ราบคาบอย่าให้กำเริบต่อไปได้ เจียงหำจึงว่าเหตุซึ่งเกิดครั้งนี้รู้อยู่แล้ว จะมาปรึกษาท่านยกไปตีหัวเมืองซึ่งแข็งเมืองนั้นให้จงได้ ว่าแล้วก็ออกมาจัดตั้งอี้หนึ่ง สุมาหืนหนึ่ง หลีหยีวหนึ่ง สามนายกับทหารสามสิบหมื่นพร้อมแล้ว เจียงหำก็ยกกองทัพไปทางด่านหำก๊กก๋วนทิศตะวันออก จะไปตีเมืองงุยก่อนแล้วจะไปตีเมืองฌ้อ

ฝ่ายเจ้าเมืองงุยครั้นแจ้งว่ากองทัพเมืองหลวงยกมา เห็นว่าจะต้านทานกองทัพเมืองหลวงมิได้ จึงให้กวาดต้อนครอบครัวแลเสบียงอาหารเข้าไว้ในเมือง ให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทิน แล้วให้ม้าใช้ถือหนังสือไปถึงเจ้าเมืองฌ้อเจ้าเมืองเจ๋ ขอกองทัพให้มาช่วย คนใช้ทั้งสองได้หนังสือแล้วก็คำนับลาต่างคนขึ้นม้าแยกทางกันรีบไป ม้าใช้คนหนึ่งถึงเมืองเจ๋ก็เข้าไปแจ้งความ แล้วส่งหนังสือให้แก่เทียมต๋ำเจ้าเมืองเจ๋

ฝ่ายเทียมต๋ำรู้ว่าศึกมาติดเมืองงุย ก็เกณฑ์กองทัพยกออกจากเมืองไป

ฝ่ายม้าใช้ซึ่งไปถึงเมืองฌ้อ ก็คำนับแล้วแจ้งความแก่ไฝ่อ๋อง ไฝ่อ๋องฉีกผนึกออกดูรู้ความในหนังสือแล้ว สั่งให้ห้างเหมงขุนนางเก่าในเมืองฌ้อคุมทหารสามหมื่นยกไปช่วยเมืองงุย ห้างเหมงคำนับลามาจัดทหารพร้อมแล้ว ก็ยกออกจากเมืองฌ้อไปตามไฝ่อ๋องสั่ง

ฝ่ายเจียงหำครั้นยกมาถึงปลายด่านเมืองงุย พอทหารเอาความมาบอกว่า กองทัพเมืองฌ้อแลกองทัพเมืองเจ๋มาตั้งประจำด่านเมืองงุยอยู่ถึงสองทัพ เจียงหำจึงแต่งให้สุมาหืนเป็นแม่ทัพคุมทหารหมื่นหนึ่งไปรับทัพเมืองเจ๋ ให้ตั้งอี้เป็นแม่ทัพคุมทหารหมื่นหนึ่งไปตีกองทหารเมืองฌ้อ แล้วเจียงหำสั่งตั้งอี้สุมาหืนว่า เราจะเป็นกองกลาง ถ้ากองใดย่อย่นเราจะช่วยระดมตี ตั้งอี้สุมาหืนคำนับลาพาทหารกองละหมื่นยกไป

ฝ่ายสุมาหืนยกกองทัพไปถึงตำบลหนึ่งเป็นทางช่องแคบ จึงจัดทหารเกาทัณฑ์ตั้งกองซุ่มอยู่สองข้างทาง แล้วสั่งนายทหารเกาทัณฑ์ทั้งสองกองว่าเราจะยกไปรบล่อ ถ้าเจ๋อ๋องยกทหารรุกรบไล่ ติดตามเข้ามาถึงที่ช่องแคบนี้ ท่านทั้งสองกองจึงตีม้าล่อขึ้นเป็นสำคัญ ให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ แล้วตีล้อมสกัดตัดหลังไว้ กองทัพเราจะรบต้านหน้ารีบให้แตกฉานยับเยิน ครั้นสุมาหืนกำชับสั่งกองซุ่มเสร็จแล้วยกตามทางไป พอกองทัพเจ๋อ๋องยกมาปะทะทัพสุมาหืนเข้ากลางทาง เจ๋อ๋องรู้ว่ากองทัพเมืองห้ำเอี๋ยงก็ขับทหารเข้ารบกับทหารสุมาหืน

ฝ่ายสุมาหืนก็ให้ทหารทั้งปวงรบล่อถอยหลังมา เจ๋อ๋องเห็นได้ท่วงทีก็ขับทหารไล่ติดตาม กองทัพสุมาหืนไปถึงทางช่องแคบ

ฝ่ายนายกองทหารเกาทัณฑ์ซึ่งตั้งกองซุ่มอยู่สองฟากทางเห็นเจ๋อ๋องขับทหารไล่รบติดตามสุมาหืนมาถึงที่ซุ่มทัพ นายทหารกองซุ่มจึงตีกลองรบขึ้น ทหารเกาทัณฑ์ทั้งปวงก็ออกสกัดตัดหลัง ระดมยิงเกาทัณฑ์เป็นห่าฝน ถูกทหารเจ๋อ๋องป่วยเจ็บล้มตาย

ฝ่ายสุมาหืนก็ขับทหารเข้าต่อรบไล่ตีทหารเจ๋อ๋อง ๆ เห็นทหารชาวเมืองห้ำเอี๋ยงยิงเกาทัณฑ์สกัดหน้ากระหนาบข้าง ตกใจจึงให้ทหารรบป้องกันไว้ทั้งสี่ด้าน

ฝ่ายทหารสุมาหืนก็ระดมไล่พุ่งอาวุธสาดเข้าไป ทหารเจ๋อ๋องถูกอาวุธแลเกาทัณฑ์ป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก ตัวเจ๋อ๋องต้องเกาทัณฑ์ตกม้าลง

ฝ่ายสุมาหืนไล่ไปทันฟันด้วยง้าวถูกเจ๋อ๋องคอขาดตาย ทหารเจ๋อ๋องก็แตกหนีกระจัดกระจายไป

ฝ่ายตั้งอี้ครั้นยกกองทัพรีบมาทหารอิดโรยอยู่ แลไปข้างหน้าเห็นกองทัพข้าศึกยกมาจะตั้งค่ายรับก็ไม่ทัน จึงให้หยุดทัพวางเป็นหมวดเป็นกองไว้

ฝ่ายห้างเหมงเห็นกองทัพเมืองห้ำเอี๋ยงยกมา ตัวห้างเหมงก็ขับม้าเข้ารบกับตั้งอี้ได้ยี่สิบเพลง ตั้งอี้เสียทีด้วยอิดโรยก็ชักม้าพาทหารหนี ห้างเหมงเห็นก็รีบติดตามไป พอคนใช้เอาความมาแจ้งแก่เจียงหำว่า กองทัพตั้งอี้เสียทีแก่ทหารเมืองฌ้อ เจียงหำจึงสั่งให้หลีหยีวออกไปช่วย หลีหยีวก็ขึ้นม้าถือทวนคุมทหารออกไปช่วยตั้งอี้ ทหารห้างเหมงซึ่งไล่ฆ่าฟันทหารตั้งอี้นั้นเสียขบวนมา

ฝ่ายหลีหยีวได้ทีขับทหารไล่ฆ่าฟันทหารห้างเหมง ๆ รบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ ห้างเหมงเข้าสู้รบกับหลีหยีวได้สามเพลง หลีหยีวเอาทวนแทงถูกห้างเหมงตายตกม้าลง ทหารหลีหยีวก็ไล่ฆ่าฟันทหารห้างเหมงล้มตายเป็นอันมาก

ฝ่ายงุยอ๋องแจ้งความว่า กองทัพเมืองฌ้อแลเมืองเจ๋แตกหนี กองทัพเมืองห้ำเอี๋ยงรุกไล่จะใกล้ถึงเมือง งุยอ๋องจึงชวนงุยป่าพาครอบครัวออกจากเมืองทางประตูทิศตะวันตกหนีไปเมืองฌ้อ

ฝ่ายเจียงหำครั้นมีชัยชนะรู้ว่างุยอ๋องงุยป่าหนีไปจากเมืองงุย ก็ยกกองทัพเข้าอยู่ในเมือง บำรุงทหารแล้วยกจากเมืองงุยจะไปตีเมืองฌ้อ ครั้นถึงเมืองตงอ๋อก็เข้าไปอยู่ในเมือง

ฝ่ายคนในกองทัพห้างเหมงแตกหนีไปแจ้งความแก่ไฝ่อ๋องว่า ห้างเหมงตายเสียทัพมา เจียงหำได้เมืองงุยแล้วยกมาตั้งเมืองตงอ๋อ จะมาตีเมืองฌ้อเป็นมั่นคง ไฝ่อ๋องครั้นแจ้งว่าห้างเหมงตายคิดเสียดายนัก จึงปรึกษาห้างเหลียงว่า ข้าศึกยกมาครั้งนี้ท่านจะคิดประการใดก็สุดแต่ท่าน ห้างเหลียงจึงว่า เจียงหำคนนี้เป็นทหารดีในเมืองห้ำเอี๋ยง ข้าพเจ้ากับห้างอี๋เล่าปังจะจัดแจงทหารยี่สิบหมื่นยกไปตี ถ้าจับเจียงหำได้แล้วถึงจะยกไปตีเมืองห้ำเอี๋ยงก็จะไม่หนักมือนัก ห้างเหลียงก็ออกมาจัดเอานายทหารที่มีสติปัญญาฝีมือกล้าแข็งพันหนึ่ง กับรี้พลยี่สิบหมื่นครบเครื่องศัสตราวุธพร้อม แล้วยกกองทัพไปใกล้เมืองตงอ๋อ ทางประมาณสามร้อยเส้นตั้งค่ายมั่นลงไว้ จึงให้ห้างอี๋คุมทหารเข้าไปประชิดเมืองตงอ๋อ ห้างอี๋ขึ้นม้าพาทหารยกไปใกล้เชิงกำแพงเมือง แล้วให้ทหารร้องเรียกเจียงหำเข้าไปให้เร่งออกมาต่อสู้ดูกำลังฝีมือกัน

เจียงหำได้ฟังดังนั้น ก็ขึ้นม้าพาทหารเปิดประตูเมืองออกมายืนม้าอยู่หน้าทหารทั้งปวง ห้างอี๋จึงร้องว่ากับเจียงหำว่า ตัวท่านเป็นนายทหารอยู่ในเมืองห้ำเอี๋ยง บัดนี้พระเจ้ายี่ซีฮองเต้เชื่อฟังคำเตียวโก๋ ไม่ทำตามโบราณราชประเพณีกษัตริย์ซึ่งครองธรรมแผ่นดินจึงเป็นจลาจลได้ความเดือนร้อน ทุกหัวเมืองคิดพร้อมใจกันไปจะจับพระเจ้ายี่ซีฮองเต้กับเตียวโก๋ฆ่าเสีย ตัวท่านไม่รู้จักความตายหรือจึงพาทหารจะมาตีเมืองฌ้อ เหมือนจะเอาเลือดคอมาล้างคมอาวุธเสียครั้งนี้

เจียงหำได้ฟังจึงตอบห้างอี๋ว่า อันเมืองฌ้อเป็นเชลยย่อมไปคำนับเมืองห้ำเอี๋ยง ซึ่งกลับตั้งเจ้าขึ้นเป็นไฝ่อ๋องมิได้ไปคำนับ จึงมีรับสั่งให้เรามาฆ่าเจ้าเมืองฌ้อ แล้วให้ปราบหัวเมืองให้ราบคาบ ตัวท่านดังตั๊กแตนจะแล่นเข้าเพลิง ไม่ควรที่จะเอาชีวิตมาตายเสียเปล่า จงกลับไปอยู่ตามสบายดีกว่า ห้างอี๋ได้ฟังเจียงหำว่าก็โกรธ จึงขับม้ามังกรดำรำทวนเข้ารบกับเจียงหำ ต่างคนก็ตัวดีถ้อยทีป้องปัดอาวุธกันถึงสามสิบเพลงมิได้เพลี่ยงพลํ้า

ฝ่ายเจียงหำกำลังน้อยชักม้าพาทหารถอยหนี ห้างอี๋ก็ขับม้าพาทหารไล่ หลีหยีวเห็นเจียงหำเสียทีมาก็ขับม้าพาทหารเข้าป้องกัน ห้างอี๋เห็นดังนั้นก็ร้องตวาดด้วยเสียงอันดังดุจฟ้าผ่าภูเขา ม้าหลีหยีวตกใจโดดกระเด็นออกไปประมาณยี่สิบย่าง ห้างอี๋ได้ทีกระทืบม้าเข้าใกล้จะแทงหลีหยีวด้วยทวน พอสุมาหืนกับตั้งอี้ขับม้ามาทันเข้าป้องกันหลีหยีว ห้างอี๋ก็เข้ารบกับตั้งอี้สุมาหืนสองนาย ตั้งอี้สุมาหืนจะต้านทานกำลังห้างอี๋มิได้ก็ขับม้าหนี

ฝ่ายห้างอี๋ทหารเมืองฌ้อ เห็นทหารเมืองห้ำเอี๋ยงเสียทีก็รุกไล่ติดตามไป

ฝ่ายเจียงหำจะเข้าเมืองมิได้ ก็ขับม้าพาทหารหนีมาทางประมาณห้าร้อยเส้นจึงตั้งค่ายมั่นลงไว้รวบรวมผู้คนซึ่งแตกหนี

ฝ่ายห้างเหลียงแจ้งว่าห้างอี๋ตีทัพเจียงหำแตกหนีไป จึงคิดว่าห้างอี๋เป็นคนใจเบาโทโสมาก เกลือกเจียงหำจะแต่งคนซุ่มทัพไว้จะเสียที ห้างเหลียงจึงให้ควั่นฌ้อหนึ่ง อิหยินหนึ่ง หยินโป้หนึ่ง สามนายคุมทหารสามพันเป็นกองหนุน

ฝ่ายห้างอี๋ไล่ติดพันตีทัพตั้งอี้สุมาหืนไปจนถึงค่าย แล้วกลับมาพบสามนายซึ่งหนุนไปครั้งหลัง ก็พากันมาหาห้างเหลียงเล่าความซึ่งได้รบกับเจียงหำสิ้นทุกประการ แล้วว่าพรุ่งนี้จะขอจัดทัพเป็นสามกอง ยกไปล้อมค่ายจับเจียงหำฆ่าเสียให้จงได้ ห้างเหลียงจึงตอบว่า อันเจียงหำเป็นคนเก่าเคยรบพุ่งมาแต่ก่อน ความคิดดีมีสติปัญญามาก ครั้งนี้แก่ชราหลงลืมถอยกำลังแล้วเห็นจะสู้ฝีมือทหารเรามิได้ พอเวลาเย็นยกโต๊ะมาเลี้ยงพร้อมกันกินสุราเป็นผาสุก ครั้นรุ่งเช้าห้างเหลียงแบ่งทหารเป็นสามทัพ ให้เล่าปังห้างอี๋หยินโป้ยกไปตีเจียงหำ เล่าปังห้างอี๋หยินโป้ก็พาทหารออกจากค่ายยกไป ครั้นถึงค่ายเจียงหำแล้วห้างอี๋โอบไปด้านหลัง เล่าปังแซงด้านตะวันออก หยินโป้เข้าด้านตะวันตก ทหารทั้งสามกองตีกลองรบยกหนุนแน่นกันเข้าตีค่าย พุ่งศัสตราวุธเข้าไปดังห่าฝน ทหารเจียงหำสู้ทนรบอยู่เป็นสามารถ

ฝ่ายเจียงหำเห็นกำลังศึกกล้า ก็ขึ้นม้าพังค่ายด้านหน้าออกไป ทหารสามกองก็ติดพันก้าวสกัด ไล่ฆ่าฟันทหารเจียงหำแตกกระจัดพลัดพรายไป เจียงหำก็พาทหารหนีไปเมืองเต่งโถ

ฝ่ายหยินโป้ขับม้าพาทหารไล่ติดพันไปล้อมเมืองเต่งโถไว้ แต่หลีหยีวนั้นขับม้าหนีไปตามเมืองยงฉีว ห้างอี๋ก็ตามไป

ฝ่ายหลีหยีวเห็นจะไปไม่พ้น ก็ชักม้ารำทวนกลับเข้าสู้กับห้างอี๋ได้สามเพลง ห้างอี๋แทงด้วยทวนถูกหลีหยีวตายตกม้าลง แต่ตั้งอี้สุมาหืนขับม้าหนีไปทางเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายเล่าปังก็ขับม้าพาทหารตามไป เสียวโหจึงห้ามไว้ว่าเรามาคืนหนึ่งแล้วหาทันตั้งอี้สุมาหืนไม่ ครั้นจะตามต่อไปเป็นเวลากลางคืนเกลือกตั้งอี้สุมาหืนจะซุ่มทัพ ทหารเรามิรู้ตัวจะตกใจแตกตื่น ขอท่านตั้งค่ายลงไว้คอยดูท่วงทีก่อน เล่าปังฟังเสียวโหว่าเห็นชอบ ก็สั่งให้ตั้งค่ายหยุดพักแต่งทหารสำรองไปสอดแนมดู

ฝ่ายห้างเหลียงเมื่อเจียงหำเสียค่าย หยินโป้ตามรบไปนั้น ห้างเหลียงก็ยกกองทัพหนุนตามหยินโป้ไปถึงเมืองเต่งโถ หยินโป้เข้าล้อมเมืองอยู่ จึงหาตัวหยินโป้มาว่า เจียงหำหนีมาอาศัยเมืองเต่งโถเป็นเมืองน้อยเท่านี้ เหตุไรไม่ตีเสียให้แตกฉานเสียโดยเร็วยังตั้งทัพหน่วงไว้ ถ้ารู้ไปถึงเมืองห้ำเอี๋ยงจะยกทัพเพิ่มเติมมาจะมิเสียท่าแก่ข้าศึกหรือ หยินโป้ได้ฟังจึงว่า เจียงหำแตกมาครั้งนี้รี้พลยังมากให้รักษาหน้าที่เชิงเทินมั่นคงอยู่ ที่จะหักเอาโดยเร็วยังมิได้ จึงให้ทหารเข้าล้อมค่าย กองทัพท่านหนุนมาจึงจะตี ห้างเหลียงได้ฟังก็โกรธ จึงว่าตัวท่านจะเป็นนายทหารนั้นมิได้ แต่เมืองเล็กเท่านี้ยังไม่คิดตีเสียให้ได้ ที่ไหนจะเป็นแม่ทัพไปตีเมืองห้ำเอี๋ยงกับเราได้ หยินโป้ได้ฟังห้างเหลียงว่ากล่าวติเตียนมีความน้อยใจนั่งนิ่งอยู่ ห้างเหลียงก็ให้ตั้งค่ายประชิดเมืองเต่งโถ ครั้นจวนรุ่งก็ขับทหารให้เอาบันไดเข้าพาดปีนกำแพงเมืองทั้งสี่ด้าน

ฝ่ายเจียงหำเห็นทหารเมืองฌ้อหักเข้ามา จึงให้ทหารรักษาหน้าที่เชิงเทินทุ่มทิ้งก้อนศิลาแลคั่วกรวดทรายเทลงไป ให้ทหารบนหอรบยิงเกาทัณฑ์พุ่งศัสตราวุธเป็นสามารถ ถูกรี้พลซึ่งปีนกำแพงเมืองกับทหารนอกค่ายในค่ายล้มตายเป็นอันมาก ห้างเหลียงเห็นคนล้มตายนับพัน จึงให้ทำบีหลั่นพอบังตัวทหารเข้าไปจะให้ปีนกำแพง

ฝ่ายเจียงหำให้เผาสายโซ่เหล็กแดง ทิ้งลงมาถูกบีหลั่นหักยับระยำไป บ้างก็ไหม้เป็นเพลิงลุก ห้างเหลียงเห็นเป็นเวลาพลบค่ำแล้วทหารเหนื่อยพักอิดโรยก็ให้ถอยรวบรวมอยู่ในค่าย พากันกินอยู่หลับนอนเป็นปกติมิได้สั่งให้ตรวจตรารักษาค่าย ฮั่นสินเห็นผิดทำนองศึก จึงเข้าไปว่าแก่ห้างเหลียงว่า ท่านมาตั้งประชิดเมืองอยู่ฉะนี้ มิได้สั่งให้ตรวจตรารักษาค่ายแล้วก็เป็นเวลาค่ำ ถ้าเจียงหำออกมาปล้นจะมิเสียค่ายหรือ ห้างเหลียงได้ฟังก็โกรธจึงตอบฮั่นสินว่า เราเป็นถึงเจ้าเมืองก้วยกี่ เป็นแม่ทัพมารบตีค่ายเจียงหำแตกจนตามล้อมไว้ ยังแต่ตัวจะตาย ที่ไหนเจียงหำจะคิดมาปล้นค่ายเราได้ ซึ่งตัวว่าทั้งนี้จะทำให้ทหารเราเสียใจ อันสง่ากองทัพเราครั้งนี้ยกไปถึงไหนย่อมจะกลัวถึงนั่น แล้วขับฮั่นสินให้ไปเสียจากค่าย ซองงีได้ฟังจึงห้ามห้างเหลียงว่าท่านอย่าเพ่อโกรธฮั่นสิน ซึ่งฮั่นสินว่ากล่าวเตือนสติท่านจะให้ระวังตัว มิใช่จะแกล้งมาว่าให้ทหารเสียใจด้วยถ้อยคำนั้นมิได้ ห้างเหลียงก็ไม่เชื่อฟัง นั่งกินสุราจนเมาเหลือกำลังตั้งตัวมิได้ ก็ชวนกันนอนหลับสิ้นทั้งค่าย

ฝ่ายเจียงหำครั้นเวลาดึกประมาณสองยามเศษ ขึ้นไปบนหอคอยเห็นเงียบสงัดอยู่ ดูกองเพลิงก็ดับทั้งทหารตรวจตราก็มิได้ยินเสียง ได้ท่วงทีก็แต่งตัวขึ้นม้าพาซุ่นเซงกับทหารยกเป็นสองกอง เปิดประตูเมืองออกไปเข้าปล้นค่ายห้างเหลียง ทหารเจียงหำฟันค่ายเข้าไปได้ไล่ฆ่าฟันทหารเมืองฌ้อ ห้างเหลียงตกใจตื่นคว้าอาวุธ พอซุ่นเชงถึงเอาทวนแทงถูกห้างเหลียงตาย ทหารห้างเหลียงแตกหนีออกจากค่าย ทหารเจียงหำไล่ฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก ครั้นเวลารุ่งเช้าเจียงหำก็ให้เก็บเอาเครื่องศัสตราวุธแลเสบียงอาหารได้แล้วให้ยกกองทัพออกจากเมืองเต่งโถรีบไปเมืองตันหลิว แล้วข้ามแม่น้ำไปตั้งอยู่เมืองตันหยีใกล้เมืองเตียว เตียวอ๋องแต่งกองทัพออกมารบกับเจียงหำ ๆ ตีกองทัพเตียวอ๋องแตกกลับเข้าไปอยู่ในเมือง แล้วแต่งคนไปขอกองทัพเมืองฌ้อมาช่วย คนใช้คำนับแล้วลาไปตามเตียวอ๋องสั่ง

ขณะเมื่อห้างเหลียงยกไปล้อมเมืองเต่งโถอยู่นั้น ม้าใช้ไปบอกแก่เล่าปัง ณ แดนเมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายเล่าปังรู้ความแล้ว ออกจากค่ายจะไปช่วยห้างเหลียง ครั้นเดินทัพมาจวนถึงเต่งโถ พบหยินโป้ซองงีตั้งค่ายรวบรวมทหารทั้งปวงซึ่งแตกหนีมานั้น หยินโป้แจ้งความแก่เล่าปังทุกประการ เล่าปังได้แจ้งความก็พาซองงีมาตั้งอยู่ ณ เมืองเต่งโถ จัดแจงศพห้างเหลียงไว้ท่าห้างอี๋ ให้หยินโป้ไปบอกความห้างอี๋ ณ เมืองยงฉีว หยินโป้ก็ไปแจ้งความแก่ห้างอี๋ว่า ห้างเหลียงตามเจียงหำไป ณ เมืองเต่งโถ เจียงหำออกปล้นค่ายฆ่าห้างเหลียงตาย ห้างอี๋ครั้นแจ้งก็ร้องไห้รักห้างเหลียง ครั้นได้สมประดีจึงว่า อันห้างเหลียงซึ่งเป็นอาเรา เมื่อบิดามารดาตายห้างเหลียงเลี้ยงเรามาแต่น้อยคุ้มใหญ่ ครั้งหนึ่งเราประมาทใจแต่ผู้เดียว จะกำจัดพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ห้างเหลียงก็ได้ทัดทาน ครั้นได้ดีมีทหารทำสงครามแล้วมาตายเสียฉะนี้ ห้างอี๋บอกความพลางร้องไห้พลาง ฟัมแจ้งจึงเข้าไปปลอบห้างอี๋ว่าท่านจะมาร้องไห้ดังเด็ก แล้วทำใจเป็นสตรีคนทั้งปวงจะเสียใจ ด้วยหัวเมืองทั้งปวงก็มาขึ้นกับเราเป็นอันมาก รวมทหารสองทัพได้ถึงห้าสิบหมื่น ท่านจงยกไปตีเมืองเต่งโถพร้อมทัพกับเล่าปัง ซองงี คิดฝังศพสนองคุณห้างเหลียงชื่อท่านก็จะปรากฏไปด้วยมีกตัญญู ท่านจงว่าที่ห้างเหลียง จึงจะได้คิดอ่านกันไปตีเมืองห้ำเอี๋ยงเห็นจะได้โดยสะดวก ห้างอี๋ได้ฟังฟัมแจ้งว่าเห็นชอบจึงคำนับว่า ข้าพเจ้าฟังคำท่านสั่งสอน แล้วห้างอี๋ให้ยกกองทัพออกจากเมืองยงฉีวไปเมืองเต่งโถ เล่าปังซองงีออกไปรับห้างอี๋เข้ามาในเมือง ห้างอี๋จึงจัดแจงการฝังศพห้างเหลียง บรรดาทหารทั้งปวงให้นุ่งขาวห่มขาว คำนับศพสามวันตามธรรมเนียม ด้วยการศึกยังติดพันกันอยู่ ครั้นสิ้นธุระจากการศพแล้ว ห้างอี๋เล่าปังก็ยกกองทัพไปตามเจียงหำเมืองตันหลีว มีผู้มาบอกว่าเจียงหำยกข้ามแม่น้ำเจียงหอจะไปล้อมเมืองเตียว

ฝ่ายเตียวอ๋องแต่งกองทัพออกไปรบก็เสียที บัดนี้รักษาเมืองไว้ใช้คนไปขอกองทัพเมืองฌ้อ ห้างอี๋เล่าปังปรึกษากันว่าเมืองเตียวขอกองทัพ ถ้าไฝ่อ่องรับจะช่วยเราทั้งสองชวนกันขออาสาไป แล้วให้หาฟัมแจ้งซองงีเข้ามา ห้างอี๋กับเล่าปังปรึกษาว่าเจียงหำยกไปตีเมืองเตียวใกล้เมืองอีหยีว ไฝ่อ่องยังเยาว์ทหารก็น้อย เราจะคิดกลับไปเชิญไฝ่อ่องให้ยกครอบครัวไปตั้งอยู่ ณ เมืองแพเสีย จัดแจงบ้านเมืองให้มั่นคง แล้วจึงจะยกมากระทำการกับเจียงหำท่านจะเห็นประการใด ฟัมแจ้งซองงีได้ฟังเห็นชอบ ห้างอี๋เล่าปังเลิกทัพกลับไปถึงเมืองอีหยีว ห้างอี๋เล่าปังกับทหารพากันเข้าไปเฝ้าไฝ่อ่อง แจ้งความซึ่งได้รบกับเจียงหำจนเสียห้างเหลียง บัดนี้เจียงหำก็ยกทัพไปตีเมืองเตียว ถ้าได้เมืองเตียวแล้วจะยกมาเมืองเรา เห็นว่าเมืองอีหยีวนี้ไม่มั่นคง คิดจะถ่ายครอบครัวไปเมืองแพเสีย ทางที่จะเข้าออกนั้นเป็นช่องแคบเห็นพอจะรับกองทัพใหญ่ได้ ไฝ่อ่องได้แจ้งว่าห้างเหลียงตายมีความเสียดายนัก จึงตรัสเอาใจห้างอี๋ว่า ท่านไปทำศึกมาเป็นความชอบซึ่งท่านทั้งสองเห็นว่าเมืองแพเสียดีจะทั้งเป็นเมืองหลวงได้ จะให้เราไปอยู่ก็ตามแต่ใจท่าน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ