๓๒

ขณะเมื่อพระเจ้าฮั่นอ๋องยกมาตั้งอยู่เมืองห้ำเอี๋ยงนั้น ได้ทหารแลหัวเมืองทั้งปวงเป็นอันมาก มีพระทัยกำเริบจะยกไปกระทำแก่ฌ้อปาอ๋อง จึงให้หาขุนนางที่ปรึกษาทั้งปวงเข้ามาพร้อม ตรัสปรึกษาว่า เรามีทหารเอกแลทหารเลวถึงห้าสิบหมื่น คิดจะยกไปประชุมทัพ ณ เมืองลกเอี๋ยง รวมทหารพร้อมแล้วจะยกไปกำจัดฌ้อปาอ๋อง ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด บรรดาขุนนางแลนายทหารซึ่งทำราชการอยู่ในพระเจ้าฮั่นอ๋องนั้นญาติพี่น้องแลบ้านอยู่ ณ เมืองฝ่ายตะวันออกเป็นอันมาก ต่างคนต่างก็คิดจะใคร่ไปเห็นบ้านเยี่ยมเยือนพรรคพวกของตัว ครั้นได้ยินดังนั้นก็รับอาสาพร้อมกัน เตียวเหลียงจึงทูลว่า ครั้งนี้ทแกล้วทหารก็พร้อมมูลรื่นเริงอยู่ แต่ซึ่งจะยกกองทัพไปกระทำแก่ฌ้อปาอ๋องนั้นข้าพเจ้าดูฤกษ์บนปีนี้ยังไม่บริสุทธิ์ ซึ่งจะยกทัพใหญ่ไปกระทำการศึกจะเอาชัยชนะยากนัก ขอให้ตั้งมั่นอยู่เมืองนี้ก่อน ซ้อมหัดม้าแลคนไว้ให้ชำนิชำนาญ ขึ้นปีใหม่ฤกษ์บนบริสุทธิ์แล้ว จึงยกไปกำจัดฌ้อปาอ๋องเห็นจะเอาชนะได้โดยง่าย พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงว่า แต่เรามาตั้งทัพอยู่เมืองนี้ก็คิดแต่ที่จะยกไปกำจัดฌ้อปาอ๋อง ซึ่งท่านจะให้ตั้งมั่นคอยท่าฤกษ์ต่อขึ้นปีใหม่นั้นที่ไหนจะมีความสุข จำจะยกไปกำจัดฌ้อปาอ๋องเสียในปีนี้ ท่านอย่าได้ทัดทานเราเลย แล้วพระเจ้าฮั่นอ๋องจึงสั่งให้ตรวจเตรียมกองทัพทั้งปวง ได้ทหารเลวสิบหมื่นเศษทหารเอกสองร้อยคน แล้วใช้คนถือหนังสือไปถึงฮั่นสิน ให้ฮั่นสินยกทัพมาบรรจบกับทัพหลวงเมืองลกเอี๋ยง พอเวลาเช้าพระเจ้าฮั่นอ๋องทรงม้าเชิญพระบิดาขึ้นรถไปพร้อมทั้งสนม ยกทัพออกจากเมืองห้ำเอี๋ยงไปทางเมืองลกเอี๋ยง ครั้นถึงเมืองโฮหลำก็หยุดกองทัพอยู่ เซงเอี๋ยงเจ้าเมืองลกเอี๋ยงรู้ว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องยกกองทัพมาก็พาขุนนางทั้งปวงออกไปรับ พระเจ้าฮั่นอ๋องนำเสด็จเข้าเมือง พระเจ้าฮั่นอ๋องทรงม้าไปตามทางตรัสชมว่าเมืองลกเอี๋ยงภูมิฐานราษฎรอยู่ควรจะเป็นสุข เซงเอี๋ยงจึงทูลว่า แดนเมืองข้าพเจ้าข้างขวาจดถึงแดนเมืองเซงโก๋ ข้างซ้ายก็ตลอดถึงไอ๊ตี มีสระใหญ่ขวางหน้าตลอดจนส่งโก่คือป่าสน ข้างหลังก็จดถึงไก่ไต้โหแม่น้ำใหญ่ ข้างตะวันออกก็ถึงเขาเงาสาร ข้างตะวันตกก็ถึงแดนตั้งจี๋ง พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงคิดว่า ซึ่งมีคำโบราณว่าเมืองลกเอี๋ยงเป็นเมืองใหญ่อยู่กลางแผ่นดินนั้นสมควรนัก แล้วขับม้าเดินชมภูเขาแลป่าไม้ ณ บ้านรายทางมา 

ขณะนั้นผู้เฒ่าคนหนึ่ง ชื่อตั้งก๋อง กับผู้เฒ่าเก้าคนซึ่งได้เชิญศพพระเจ้างี่เต้ฝังไว้นั้น ครั้นแจ้งว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จมาเมืองลกเอี๋ยงก็พากันรีบมา พอใกล้คุกเข่าลงคำนับแล้วยืนอยู่ริมทาง พระเจ้าฮั่นอ๋องเห็นผู้เฒ่าสิบคนรูปร่างสะอาด ดูทีประหนึ่งจะแจ้งความจึงตรัสถามว่าท่านมาทั้งนี้มีกิจธุระสิ่งใด ตั้งก๋องจึงทูลว่า ประเพณีสืบๆ กันมาว่าผู้ใดมีความกตัญญูต่อท่านผู้มีคุณแล้วก็จะมีความเจริญขึ้นทุกวัน ถึงเป็นผู้น้อยก็จะได้เป็นผู้ใหญ่ ผู้ใดอกตัญญูมิได้รู้จักคุณท่านผู้นั้นก็หาความจำเริญมิได้ ถึงมาตรว่าจะมียศศักดิ์สมบัติประการใดก็พลันฉิบหาย อนึ่งถ้าผู้ใดจะทำสงครามนั้นเร่งคิดกลอุบายให้ลือชื่อไว้เกียรติยศปรากฏแก่คนทั้งปวงจงได้ แล้วให้หยิบข้อผิดขึ้นชี้แจงแก่หัวเมืองทั้งปวงจึงกระทำการศึกสำเร็จได้ ถ้ามิคิดการให้ปรากฏดังนั้น จะทำการสงครามก็เหมือนหนึ่งทัพโจรด้วยหาความคิดมิได้ ซึ่งข้าพเจ้าว่าทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าแจ้งว่าเมื่อครั้งจี๋นซีฮองเต้นั้นมิได้อยู่ในยุติธรรม ราษฎรทั้งปวงจึงได้ความเดือดร้อน ครั้งเมื่อไต้อ๋องกับห้างอี๋ซึ่งเป็นฌ้อปาอ๋อง ยกบีซิมอันเป็นเชื้อกษัตริย์แต่ก่อนมาตั้งขึ้นเป็นพระเจ้างี่เต้นั้น อาณาประชาราษฎร์แลหัวเมืองทั้งปวงก็มีความยินดีสรรเสริญว่ามีน้ำใจสัตย์ซื่อแลกตัญญูต่อกษัตริย์สืบมา จึงตีเอาเมืองห้ำเอี๋ยงได้โดยง่าย ครั้นได้เมืองห้ำเอี๋ยงแล้วห้างอี๋มีใจกำเริบฆ่าพระเจ้างี่เต้เสียตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวงได้ความเดือดร้อนคิดแค้นห้างอี๋อยู่ไม่ขาด แลไต้อ๋องจะยกทัพไปกำจัดห้างอี๋ซึ่งเป็นคนอกตัญญูนั้น ข้าพเจ้าแลชาวเมืองทั้งปวงยินดีนัก แต่กิตติศัพท์ยังไม่ปรากฏไปแก่หัวเมืองทั้งปวง อันศพพระเจ้างี่เต้ข้าพเจ้ากับชาวบ้านชวนกันเอาไปฝังไว้ ณ เมืองปินจิวตามประสายาก ถ้าพระองค์ได้ขุดขึ้นทำการฝังเสียใหม่ ตามเยี่ยงอย่างพระศพกษัตริย์แต่ก่อน แล้วมีหนังสือไปประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่าจะทำการพระศพสนองคุณพระเจ้างี่เต้ แล้วจะไปกำจัดห้างอี๋อันเป็นคนทรยศ ผู้ใดจะสนองคุณพระเจ้างี่เต้ก็ให้ยกกองทัพมาช่วย หัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้วผู้มีกตัญญูก็มาสามิภักดิ์ การซึ่งคิดไว้ก็จะสำเร็จ อนึ่งเมื่อไต้อ๋องเข้าเมืองห้ำเอี๋ยง ให้แปลงกฎหมายของพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ซึ่งทำผิดไว้มิได้ต้องด้วยอย่างธรรมเนียม ราษฎรทั้งปวงก็ชื่นชม เหมือนไต้อ๋องได้บำรุงแผ่นดินให้เป็นสุขไว้ครั้งหนึ่งแล้ว พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังตั้งก๋องแลผู้เฒ่าว่ากล่าวต้องขนบธรรมเนียมเห็นว่ามีสติปัญญาคิดจะใคร่ได้ไว้ จึงตรัสว่าท่านเตือนสตินี้ชอบควรเราจะทำตาม แล้วถามผู้เฒ่าทั้งสิบคนว่า ผู้ใดจะทำราชการด้วยเราบ้าง ผู้เฒ่าคนหนึ่งจึงทูลว่า ข้าพเจ้าเป็นคนชรานักจะขอเอาบารมีเป็นที่พึ่งแต่พอได้ความสุขไปกว่าจะตาย ผู้เฒ่าคนหนึ่งพิเคราะห์ดูลักษณะพระเจ้าฮั่นอ๋องผู้มีบุญจะทำนุบำรุงแผ่นดินได้ มีน้ำใจรักจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะขอทำราชการอยู่ด้วยไต้อ๋องกว่าจะสิ้นชีวิต พระเจ้าฮั่นอ๋องก็ประทานสิ่งของเสื้อผ้าแก่ผู้สามิภักดิ์แล้วเอาตัวไว้ เก้าคนนั้นให้ข้าวคนละถังแพรคนละพับ ผู้เฒ่าเก้าคนก็ลากลับไป

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องก็เสด็จเข้าอยู่ในเมือง ครั้นเวลาเช้าออกว่าราชการสั่งให้จัดสิ่งของเป็นอันมาก ให้ขุนนางซึ่งมีสติปัญญาคุมไปแต่งการศพพระเจ้างี่เต้ ณ เมืองปินจิวแล้วให้ป่าวร้องคนในกองทัพแลชาวเมืองทั้งปวงให้นุ่งขาว พระเจ้าฮั่นอ๋องก็ทรงขาวคำนับพระศพสามวัน แล้วให้แต่งหนังสือไปประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่า พระเจ้างี่เต้เป็นกษัตริย์ทรงธรรม ห้างอี๋เป็นคนพาลใช้ทหารไปฆ่าเสีย อาณาประชาราษฎร์จึงได้ความเดือดร้อนยิ่งกว่าครั้งพระเจ้าจี๋นซีฮองเต้ บัดนี้เราคิดถึงคุณ ให้ขุนนางมาเชิญพระศพขึ้นฝังใหม่แล้วจะยกไปกำจัดห้างอี๋ ถ้าผู้ใดมีกตัญญูจงนุ่งขาวห่มขาวคำนับพระศพ แล้วยกกองทัพมาช่วยตีเมืองแพเสีย หัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งหนังสือดังนั้น ที่น้ำใจกตัญญูก็สามิภักดิ์ต่อพระเจ้าฮั่นอ๋องเป็นอันมาก พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ทหารครั้งนั้นอีกสิบหกหมื่น

ฝ่ายฮั่นสินครั้นแจ้งว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องยกมาถึงเมืองลกเอี๋ยงแล้วก็รีบยกกองทัพออกจากเมืองหัวไหล มาถึงเมืองลกเอี๋ยงก็เข้าไปคำนับแจ้งราชการเมืองหัวไหลให้พระเจ้าฮั่นอ๋องฟังทุกประการ พระเจ้าฮั่นอ๋องก็มีความยินดีนัก จึงตรัสแก่ฮั่นสินว่าหัวเมืองทั้งปวงก็มาเข้าด้วยเราเป็นอันมาก ทหารในกองทัพถึงห้าสิบหมื่น เราคิดว่าจะไปกระทำแก่ฌ้อปาอ๋องท่านจะเห็นประการใด ฮั่นสินจึงทูลว่าซึ่งทหารในกองทัพมากขึ้นพร้อมมูลกันก็จริงอยู่ แต่การซึ่งจะยกไปก็จะไม่มีชัยชนะโดยสะดวก ทแกล้วทหารทั้งปวงก็จะเป็นอันตรายไป ครั้งนี้ข้าพเจ้าดูบนอากาศก็ไม่มีฤกษ์ ทั้งดาวซึ่งประจำไต้อ๋องนั้นรัศมีก็ยังอ่อนอยู่ ดาวซึ่งประจำตัวฌ้อปาอ๋องนั้นมีรัศมีผ่องแผ้วรุ่งเรืองนัก ทั้งดาวประจำปีก็ยังขึ้นด้านหน้า ซึ่งจะยกไปกำจัดฌ้อปาอ๋องนั้นเห็นจะเอาชัยชนะมิได้ ขอให้ตั้งทัพมั่นอยู่เมืองลกเอี๋ยงบำรุงทหารไว้พร้อมก่อน ต่อขึ้นปีใหม่ประกอบด้วยฤกษ์ดาวประจำตัวฌ้อปาอ๋องนั้นเคลื่อนจากราศีไปแล้วรัศมีก็จะอ่อนลง ดาวซึ่งประจำตัวไต้อ๋องก็จะมีรัศมีรุ่งเรืองขึ้น ดาวประจำปีก็จะเคลื่อนไปอยู่เบื้องหลัง ซึ่งจะยกไปกระทำแก่ฌ้อปาอ๋องนั้นก็จะมีชนะฝ่ายเดียว พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังฮั่นสินว่าดังนั้นจึงว่า เมื่อขณะท่านเข้าไปหาเรา ณ เมืองโปต๋งนั้น ทหารในกองทัพเราเบาบางอยู่ท่านเร่งให้ยกกองทัพ ครั้นเรายกออกมาก็ได้หัวเมืองขึ้นของฌ้อปาอ๋องกึ่งหนึ่ง ครั้งนี้ทหารในกองทัพเราก็ยังมีมากเห็นจะเอาชัยชนะฌ้อปาอ๋องได้ แล้วท่านกลับทัดทานเราอีกเล่า ฮั่นสินจึงทูลว่าเมื่อไต้อ๋องยกจากเมืองโปต๋งนั้นเป็นต้นปี มีฤกษ์ดาวเลี่ยงหน้าอยู่จึงได้โดยง่าย ทุกวันนี้เป็นปลายปีฤกษ์ขัดจึงทัดทานไว้ ทั้งนี้เพราะจะทำศึกใหญ่กับฌ้อปาอ๋องข้าพเจ้ามิวางใจ บัดนี้เมืองเจ๋เมืองเหลียงเมืองเตียวเมืองเอี๋ยน สี่หัวเมืองนี้ก็แข็งเมืองขึ้น ฌ้อปาอ๋องยกไปปราบ แต่ว่าพึ่งยกไปยังหารบติดพันกันไม่ ทหารในกองทัพฌ้อปาอ๋องก็ยังรื่นเริงอยู่ ข้าพเจ้าคิดว่าให้ฌ้อปาอ๋องทำศึกกับหัวเมืองเหล่านี้อ่อนกำลังลงก่อน จึงค่อยยกไปซํ้าเติมรบพุ่งเอาชัยชนะก็จะไม่หนักมือทหารทั้งปวงนัก พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังฮั่นสินจึงตรัสว่า ซึ่งฌ้อปาอ๋องทิ้งเมืองแพเสียยกไปทำแก่เมืองเจ๋นั้น เราเห็นว่าได้ทีอีก เหตุไฉนท่านมาทัดทานเราเล่า ซึ่งท่านกับเราคิดการทั้งนี้หาต้องกันไม่ ครั้นเราจะฟังคำท่าน ถ้าฌ้อปาอ๋องปราบหัวเมืองราบคาบแล้วกลับมารักษาอยู่ เห็นจะหักเอามิได้จะเสียทีที่เราคิดไว้ เมื่อท่านไม่เห็นด้วยแล้ว ท่านจงไปรักษาเมืองสามจีนไว้เถิด เราจะยกไปกระทำแก่ฌ้อปาอ๋องในปีนี้ให้จงได้ ถ้ารู้ว่าเพลี่ยงพล้ำประการใดท่านจึงค่อยยกหนุนไปช่วย ฮั่นสินเห็นสุดที่จะทัดทานจึงว่า เมื่อไม่ฟังคำข้าพเจ้าจะขืนยกไปกระทำแก่ฌ้อปาอ๋อง แต่ฌ้อปาอ๋องนั้นมีฝีมือกล้าหาญเข้มแข็งหาผู้เสมอมิได้ อย่าดูหมิ่นจงดำริการให้รอบคอบ หลีเสงจึงว่าแก่ฮั่นสินว่าท่านสิคาดการถูกต้องอยู่ทุกอย่างแล้ว เหตุใดจึงมิไปด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋องเล่า ฮั่นสินจึงตอบหลีเสงว่า เรายกมาตีหัวเมืองเหล่านี้ไว้ได้แต่ราษฎรยังไม่ราบคาบ ถ้าเราไปด้วยพระเจ้าฮั่นอ๋องแล้วหัวเมืองทั้งปวงก็จะกลับใจกระด้างกระเดื่องไป ผู้ใดจะปราบปรามเล่า เราจึงจะต้องอยู่รักษาเมืองเหล่านี้อยู่ ถ้าฉุกเฉินประการใดก็จะได้เป็นกำลังถนัด แล้วฮั่นสินก็เอาตราสำหรับแม่ทัพส่งคืนให้พระเจ้าฮั่นอ๋อง ฮั่นสินจึงทูลลายกทหารประมาณสามพันไปเมืองสามจีน ตั้งแต่จะหมายทำศึกกับฌ้อปาอ๋องคิดทำรถรบเตรียมไว้

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋องก็สั่งให้ตรวจเตรียมทแกล้วทหารทั้งปวงพร้อมแล้ว ก็ยกออกจากเมืองลกเอี๋ยงจะไปเมืองแพเสีย แลบรรดาหัวเมืองรายทางซึ่งขึ้นแก่พระเจ้าฌ้อปาอ๋องอยู่นั้น ครั้นพระเจ้าฮั่นอ๋องยกมาถึงตำบลใด ผู้รักษาเมืองก็ออกมาสามิภักดิ์แก่พระเจ้าฮั่นอ๋องสิ้น พระเจ้าฮั่นอ๋องมีใจกำเริบ รีบยกทัพมาหมายใจจะตีเอาเมืองแพเสียให้ได้ครั้นมาใกล้เมืองตันหลิว เตียวเหลียงจึงทูลว่า แต่ข้าพเจ้ามาทำราชการอยู่ในไต้อ๋องจนไปส่งถึงทางจั๋นโต๋ อยู่ภายหลังฌ้อปาอ๋องโกรธหันอ๋องว่าให้ข้าพเจ้าไปอยู่กับไต้อ๋อง จึงให้หาตัวหันอ๋องไปฆ่าเสีย ตั้งคนสนิทของฌ้อปาอ๋องให้เป็นเจ้าเมืองหัน บัดนี้กีสินหลานหันอ๋องช่วยทำนุบำรุงกีของบุตรหันอ๋องอยู่ ขอไต้อ๋องจงตั้งกีสินเป็นเจ้าเมืองหัน ให้กีของเป็นฮูหลิวกุ๋นช่วยราชการเมืองหัน จึงจะเป็นกำแพงกั้นเขตแดนของไต้อ๋อง

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังจึงคิดว่า จำจะให้เตียวเหลียงไปคิดการเมืองหันจึงจะเป็นของเรา แล้วแต่งหนังสือปิดตราให้เตียวเหลียงไปตั้งกีสินเป็นเจ้าเมืองหันให้กีของเป็นผู้ช่วยราชการ แล้วพระเจ้าฮั่นอ๋องสั่งกำชับเตียวเหลียงว่า ท่านอย่าอยู่ช้านักเราไม่มีผู้ใดจะปรึกษาราชการ เตียวเหลียงก็รับคำฮั่นอ๋องว่าถ้าเสร็จราชการแล้วข้าพเจ้าจึงจะพากีสินคุมทหารรีบตามไป ประการหนึ่งถ้าไต้อ๋องดำริการสงคราม จึงปรึกษานายทหารแลขุนนางทั้งปวง แล้วเตียวเหลียงก็ทูลลาไป ณ เมืองหันคิดกับกีสินกีของอยู่

ฝ่ายคนในเมืองหันเห็นเตียวเหลียง รู้ว่ากองทัพพระเจ้าฮั่นอ๋องยกมามีใจกำเริบมาเข้ากับกีสินเป็นอันมาก

ฝ่ายหันอ๋องรู้ก็ตกใจหนีไปเมืองแพเสีย พระเจ้าฮั่นอ๋องก็ยกกองทัพไปถึงแม่น้ำปักโห ทหารในกองทัพก็ลงเรือพากันข้ามฟากเสียงอื้ออึง ต่างคนต่างจะรีบไปก่อน สับสนกันไปทั้งกองทัพ ผู้ใดจะห้ามก็หาฟังไม่ ครั้นข้ามไปถึงฟากแล้วพระเจ้าฮั่นอ๋องก็ให้หาเล็กแกกับหลีเสงมาปรึกษาว่าทหารเราวุ่นวายนักเพราะไม่มีใครบังคับบัญชา คิดว่าจะจัดหาผู้มีสติปัญญาสักคนหนึ่งเป็นแม่ทัพบังคับทหารทั้งปวง ครั้นพิเคราะห์ดูทหารแลหัวเมืองแต่บรรดาสามิภักดิ์หาเห็นผู้ใดไม่ เห็นแต่งุยป่า เราคิดจะตั้งให้เป็นแม่ทัพเพราะงุยป่าคนนี้เป็นหลานงุยอ๋อง ซึ่งเป็นเจ้าเมืองงุยมาแต่ก่อน ชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวงก็นับถืองุยป่าเรียกชื่อว่าห้วนไทก๋อง เห็นว่าจะบังคับบัญชากิจราชการในกองทัพได้ เราจะมอบตราแม่ทัพให้งุยป่าท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด เล็กแกจึงทูลว่าซึ่งจะตั้งให้งุยป่าเป็นแม่ทัพข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะงุยป่าเป็นคนพูดมากนักยกตนข่มท่าน เห็นจะบังคับทหารไปไม่ได้ หลีเสงก็ว่า งุยป่าคนนี้เตียวเหลียงก็ติเตียนอยู่ ทหารแลขุนนางทั้งปวงไม่มีใครรัก ซึ่งจะตั้งเป็นแม่ทัพเห็นจะแก่งแย่งกันไป ตันแผงจึงว่าซึ่งเล็กแกกับหลีเสงว่านี้ข้าพเจ้าก็เห็นชอบด้วย อันงุยป่านั้นพูดเกินกับที่ตัวรู้ ที่ไหนจะทำการใหญ่ได้ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงว่างุยป่าเป็นเชื้อสายทหารมาถึงห้าชั่วแล้วเราเห็นจะดีกว่าฮั่นสินอึก ฮั่นสินนั้นเชื้อสายก็มิได้เป็นขุนนางมาแต่ก่อน เหตุไฉนจึงเป็นแม่ทัพได้เล่า พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงให้หางุยป่าเข้ามามอบตราให้เป็นแม่ทัพใหญ่ งุยป่าก็คำนับรับตราแล้วออกมาจัดกองทัพรีบยกไป ครั้นล่วงเข้าแดนเมืองแพเสีย คนซึ่งพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ไปสอดแนมสืบราชการกลับมาแจ้งว่าฌ้อปาอ๋องยกไปตีเมืองเจ๋เมืองเหลียง แล้วตั้งแพอวดให้อยู่รักษาเมืองแพเสียเห็นผู้คนก็เบาบาง พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงคิดว่าถ้าทำไมตรีกับแพอวดเห็นจะได้เมืองแพเสียโดยง่าย จึงแต่งหนังสือให้เล็กแกถือไปให้แพอวด ๆ รับหนังสือมาฉีกผนึกออกดูแจ้งความว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องให้มาถึงแพอวดจงกุ๋น ซึ่งเป็นนายทหารผู้ใหญ่อยู่รักษาเมืองแพเสีย ด้วยฌ้อปาอ๋องเป็นคนทรยศไม่มีกตัญญู ฆ่าพระเจ้างี่เต้เสียตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า อาณาประชาราษฎร์ก็ได้ความเดือดร้อน แต่ตัวเรากับท่านแต่ก่อนนั้นก็ได้ทำราชการอยู่ในพระเจ้างี่เต้มาด้วยกัน บัดนี้เราคิดถึงคุณพระเจ้างี่เต้นัก จึงยกกองทัพมาหวังจะกำจัดฌ้อปาอ๋องซึ่งเป็นคนทรยศเสีย ให้อาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข เมื่อขณะเราจะยกกองทัพมานี้ ได้มีหนังสือไปประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่าผู้ใดคิดถึงคุณพระเจ้างี่เต้ก็ให้ยกทัพมาประชุมพร้อมกัน ณ เมืองแพเสีย หัวเมืองทั้งปวงก็ยกมาช่วยเราเป็นอันมากทั้งแผ่นดินเห็นว่าฌ้อปาอ๋องเป็นคนชั่ว ซึ่งท่านมาหลงทำราชการอยู่ด้วยฌ้อปาอ๋องอันเป็นคนทรยศ เราคิดดูเห็นหาสมควรไม่ ท่านจงคิดกลับใจเสียใหม่มาช่วยเราทำราชการกำจัดฌ้อปาอ๋องจึงจะชอบ คนทั้งปวงก็จะสรรเสริญท่านว่ามีกตัญญูต่อพระเจ้างี่เต้ ชื่อแลเกียรติยศก็จะปรากฏอยู่ชั่วพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งเราว่าทั้งนี้ท่านจงดำริดู ถึงจะสู้รบที่ไหนจะรับทหารซึ่งมาครั้งนี้ได้ แพอวดได้แจ้งในหนังสือเห็นชอบด้วยทุกประการ จึงคิดว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องนี้มีใจโอบอ้อมอารีแก่ราษฎรทั้งปวงนักนานไปจะได้เป็นใหญ่ ควรเราจะเอาเป็นที่พึ่งจึงจะชอบ แพอวดจึงว่าแก่เล็กแกว่าท่านจงไปทูลแก่พระเจ้าฮั่นอ๋องให้ยกกองทัพเข้ามาเถิด เราจะยอมสามิภักดิ์เปิดประตูเมืองรับ เล็กแกก็ลาแพอวดกลับมา ณ ค่าย แล้วทูลความทั้งปวงซึ่งแพอวดสั่งมาทุกประการ พระเจ้าฮั่นอ๋องก็มีความยินดีนัก

ฝ่ายหงอจูกี๋น้องนางหงอกี๋ ซึ่งเป็นฮองเฮาพระเจ้าฌ้อปาอ๋อง รู้ว่าแพอวดยอมเข้าด้วยจะรับฮั่นอ๋องเข้ามาในเมือง ก็เข้าไปรับนางหงอกี๋กับสมัครพรรคพวกของตัวหนีไปทางประตูทิศเหนือรีบไปหาฌ้อปาอ๋อง แลบุตรภรรยานายทัพนายกองทั้งปวงก็ลอบหนีไปได้บ้าง

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นอ๋อง ครั้นเวลารุ่งเช้าก็ยกกองทัพเข้าเมืองแพเสีย แพอวดก็ออกไปเปิดประตูรับเชิญพระเจ้าฮั่นอ๋องเข้าไปในเมือง พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงสรรเสริญแพอวดว่าท่านนี้มีกตัญญูต่อพระเจ้างี่เต้ยิ่งนัก ขุนนางแลที่ปรึกษาทั้งปวงก็พลอยชมแพอวดสิ้น แล้วพระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสสั่งให้เจ้าพนักงานแต่งโต๊ะเลี้ยงขุนนางแลทแกล้วทหารทั้งปวง ครั้นขุนนางกินโต๊ะแล้ว พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสสั่งงุยป่าให้จัดแจงกองทัพตั้งรักษาเมืองแพเสียไว้ให้มั่น ถ้าฌ้อปาอ๋องยกมาอย่าให้หักเข้ามาได้แล้วเสด็จเข้าในวัง สั่งให้เก็บเอาพัสดุเงินทองของฌ้อปาอ๋องมารวบรวมไว้ แลบรรดาสตรีรูปร่างงามซึ่งเป็นห้ามของฌ้อปาอ๋องนั้นก็ให้เอามาเป็นห้ามพระเจ้าฮั่นอ๋องสิ้น

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ