๒๔

ฝ่ายฮั่นสินเมื่อพระเจ้าฮั่นอ๋องตั้งให้เป็นแม่ทัพ ยังไม่ทันได้ฝึกหัดทหาร ฮั่นสินจึงเขียนหนังสือถวายเป็นใจความว่า พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ครองเมืองโปต๋งเป็นเก้าฤดูลม พอครบปีหนึ่งมีรับสั่ง ตั้งข้าพเจ้าฮั่นสินเป็นไต้เจียงกุ๋นแม่ทัพจะให้ยกไปปราบเมืองฌ้อข้าพเจ้าขอกราบทูลให้ทราบ ด้วยไต้อ๋องยกเข้าเมืองโปต๋งโดยง่ายไม่ต้องรบพุ่ง เพราะบารมีซึ่งเมตตาแก่สัตว์พระปัญญาเป็นที่ยิ่ง แต่เห็นว่าเป็นเมืองกันดารคับแค้นพระทัยนักจึงจะยกไปทางตะวันออก ครั้งนี้เป็นประเพณีซึ่งจะบำรุงแผ่นดิน ควรจะคัดแจงเสบียงอาหารตั้งยุ้งฉางให้บริบูรณ์ไว้ แลฝึกหัดทหารให้ชำนิชำนาญในเพลงอาวุธ พร้อมแล้วถึงจะยกไปกระทำศึกเห็นจะไม่ต้องระวังหลัง ห้างอี๋เล่าก็เหมือนลูกหลานจี๋นซีฮองเต้ จะคิดการสิ่งใดก็ผิดเยี่ยงอย่างกษัตริย์ถือดีแต่ตัวเองว่ามีสติปัญญาเข้มแข็ง เที่ยวตีหัวเมืองทั้งปวงให้ไพร่บ้านพลเมืองได้ความเดือดร้อน กำจัดพระเจ้างี่เต้ซึ่งเป็นเจ้าของตัวไปจากเมือง แล้วแต่งทหารไปฆ่าเสียชิงเอาทรัพย์สมบัติเข้าไปอยู่ในเมืองแพเสีย ตั้งตัวเป็นไซฌ้อปาอ๋องยกตัวเองว่าเป็นกษัตริย์อันประเสริฐไม่มีผู้ใดเสมอ แล้วฆ่าจูหยินซึ่งหาผิดมิได้ กับทหารเจียงหำยี่สิบหมื่นก็ตายสิ้น ไพร่บ้านพลเมืองก็สะท้านท้อใจ ไม่เป็นอันทำมาหากินร้อนทั้งเทพยดาแลมนุษย์ บัดนี้ผู้มีบุญจะมาโปรดช่วยดับร้อนทั้งแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยมีความเมตตาแก่สัตว์ตั้งอยู่ในยุติธรรมจะยกไปปราบเสี้ยนศัตรู ไพร่บ้านพลเมืองก็จะเข้ามาสามิภักดิ์ด้วย ถ้าได้ด่านสามจีนแล้วหกเมืองใหญ่ก็จะไม่ต้องรบเห็นจะได้โดยง่าย แม้นพระองค์จะกระทำเหมือนพระเจ้าบุนอ๋องครั้งแผ่นดินตั้วคังจิวแล้วฌ้อปาอ๋องที่เข้มแข็งนั้นตกพนักงานข้าพเจ้า จะต่อสู้โดยฝีมือแลสติปัญญาจับฌ้อปาอ๋องมาถวายให้จงได้

พระเจ้าฮั่นอ๋องทอดพระเนตรหนังสือข้อความแล้วก็มีพระทัยยินดี จึงตรัสว่าตัวท่านรักแผ่นดินโดยสุจริต เราคิดจะไปตีเมืองหลวงก็ยังหากำหนดที่จะยกทัพออกไปจากเมืองโปต๋งวันใดไม่ ฮั่นสินจึงทูลว่า ฌ้อปาอ๋องไม่ตั้งอยู่เมืองห้ำเอี๋ยงยกไปอยู่เมืองแพเสียหลายเดือนมาแล้ว เห็นจะทะนงตัวว่าหัวเมืองทั้งปวงราบคาบ จึงมิได้เกณฑ์กองทัพไปตีหัวเมือง ถ้าไต้อ๋องยกทัพไปครั้งนี้ฌ้อปาอ๋องแลหัวเมืองรายทางก็จะไม่สังเกต ข้าพเจ้าจะฝึกหัดทหารให้ชำนาญจัดเจนแล้วเมื่อใด จึงจะเชิญเสด็จยกกองทัพไปกำจัดฌ้อปาอ๋องเสียให้ได้ พระเจ้าฮั่นอ๋องตรัสว่าซึ่งจะฝึกหัดทหารนั้นตามใจท่านจะจัดแจงเถิด แต่เอาห้วนโก้ยเป็นทัพหน้าไปด้วย โจฉำเป็นคนเก่าเราจะให้กำกับถือกฎหมายอาชญาศึก อุ้นก้ายจะให้ตรวจตัวทหารซึ่งจะมาฝึกหัด ฮั่นสินก็คำนับลาออกมาสู่ที่ท้องสนาม ดูนายทหารเก่าฝึกสอนทหารทั้งปวงยังไม่ถูกต้องตามกระบวนศึกซึ่งเรียนรู้ จึงให้หาหลีเสงมาว่า ทหารซึ่งหัดไว้อย่างนี้จะได้แต่รักษาเมือง ซึ่งจะไปสู้รบตีเมืองเขาโดยแยบคายนั้นยังไม่ได้ ท่านจงจัดเสมียนมาเขียนหนังสือสี่สิบคนเราจะบอกกลการศึกฝึกทหารไว้ หลีเสงก็จัดคนเขียนหนังสือให้ตามแม่ทัพสั่ง ฮั่นสินจึงบอกให้เขียนร่างแล้วถ่ายตัวดีได้สี่สิบฉบับ ส่งให้หลีเสงเอาไปแจกแก่นายทหารฝึกกันเดือนหนึ่งให้ชำนาญ ถ้าหมู่ใดทำไม่เหมือนจดหมายจะเอาโทษแก่นายทัพนายกอง หลีเสงคำนับรับหนังสือ แล้วชมว่าท่านรู้ตำรับโบราณกลการศึกลึกซึ้งดังนี้ไม่มีผู้ใดเปรียบท่านได้ หลีเสงก็คำนับเอาหนังสือออกไปแจกให้ตัวนายยี่สิบกองฝึกหัดกันไป อยู่มาวันหนึ่งฮั่นสินไปท้องสนาม จึงให้หาทหารเข้ามาแล้วสอนตามแผนที่ให้เดินทัพตั้งค่ายจะออกรบ ทั้งซุ่มพลแลปล้นค่ายทลายค่าย บอกชี้แจงฝึกหัดยี่สิบวันได้จัดเจนทุกหมวดทุกกอง ทั้งขบวนรบแลถอยทัพล่าทัพก็เป็นกลดีกว่าหัดไว้แต่ก่อน ฮั่นสินจึงสั่งให้ปลูกพลับพลาเตรียมรับเสด็จพระเจ้าฮั่นอ๋อง แล้วเข้าไปเฝ้าทูลว่าทหารฝึกหัดได้จัดเจนทุกหมวดทุกกองขอเชิญเสด็จออกไปทอดพระเนตร

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังจึงเสด็จโดยขบวนแห่ออกไปท้องสนามขึ้นสู่พลับพลา ฮั่นสินจึงแต่งตัวใส่เกราะขึ้นม้าพาทหารออกซ้อมหัดถวายฝีมือเสร็จแล้วเข้ามาเฝ้า พระเจ้าฮั่นอ๋องทอดพระเนตรเห็นฮั่นสินแผลงวิชาการให้ทหารซ้อมหัดถวายตัวชอบพระทัยนัก จึงตรัสแก่ฮั่นสินว่า ท่านรู้กลอุบายในขบวนศึก ควรจะเป็นแม่ทัพไปตีเมืองฝ่ายตะวันออกได้โดยแท้ ฮั่นสินทูลว่าซึ่งทหารรำเพลงอาวุธเป็นขบวนถวายฝีมือครั้งนี้ยังหาถึงตำรับไม่ แม้นซ้ำอีกเดือนหนึ่งจึงจะดี แต่ยังไม่มีกฎหมายสำหรับทัพสิบเจ็ดประการ ขอประทานเป็นข้อรับสั่งจดหมายไว้ที่ท้องสนามหัด ถ้าใครทำผิดซึ่งห้าม จะเอาโทษถึงตายตามอาชญาศึก พระเจ้าฮั่นอ๋องให้หลีเสงเข้ามาเขียนกฎหมายถ่ายเอาวิชาฮั่นสิน หลีเสงจึงเขียนข้อรับสั่งเป็นใจความว่า พระเจ้างี่เต้ให้พระเจ้าฮั่นอ๋องกับห้างอี๋มาตีเมืองห้ำเอี๋ยง ถ้าผู้ใดตีได้ให้ผู้นั้นครองเมือง พระเจ้าฮั่นอ๋องมาตีเมืองได้ก่อน ห้างอี๋มาภายหลัง ตั้งตัวเป็นไซฌ้อปาอ๋องครองสมบัติในเมืองหลวง แล้วให้ทหารไปฆ่าพระเจ้างี่เต้เสีย เป็นคนอกตัญญูไม่อยู่ในยุติธรรม เสียความสัตย์ทำให้ผิดประเพณีต่างๆ ราษฎรร้อนรนนัก พระเจ้าฮั่นอ๋องมาครองเมืองโปต๋งปลงพระทัยจะบำรุงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุข จึงให้ฮั่นสินเป็นแม่ทัพใหญ่ฝึกหัดทหารชำนาญแล้วจะยกไปทำศึกกับฌ้อปาอ๋อง ให้มีกฎหมายสำหรับทหารไว้ คำรบหนึ่งว่าได้ยินเสียงกลองไม่ไป ได้ยินเสิยงม้าล่อไม่หยุด ถือธงไม่ตรงล้มธงไม่ราบ คำรบสองว่าเรียกชื่อไม่ขาน ถึงวันกำหนดไม่มาตามนัด ถึงวันหัดไม่มาซ้อมมือ คำรบสามผู้จะนั่งยามตามเพลิง ถึงโมงยามไม่ตีกลองพวกประโคมไม่ประโคมรับ คำรบสี่ทำเกียจคร้านไม่ไปตามบังคับบัญชา กล่าวคำติเตียนแม่ทัพ ถืออาวุธสิ่งไรไม่ทำให้ชำนิชำนาญละเสียให้ลืมเพลง คำรบห้ามาสู่ที่ท้องสนาม พูดจาตลกคะนองชักชวนให้ทหารป่วยการหัดเพลงอาวุธ แลเดินกรายไปนั่งอยู่ตามหมวดตามกอง คำรบหกสรรพวุธสิ่งไรผู้ถือไม่ขัดลับให้คม แลเกาทัณฑ์ไม่ทำสายสำรองไว้ ลูกเกาทัณฑ์ไม่มีขนนก ผู้ถือธงทำให้ขาด คำรบเจ็ดกล่าวอัปมงคลหลอกลวงให้ทหารขลาดตื่นตกใจ คำรบแปดพูดจาส่อเสียดยุยงให้นายทัพนายกองวิวาทกัน คำรบเก้าหยุดกองทัพบ้านใดตำบลใด เที่ยวทำย่ำยีให้ราษฎรซึ่งทำมาหากินสะดุ้งสะเทือนเดือดร้อน คำรบสิบทหารจับตัวข้าศึกแลได้ศีรษะข้าศึกมา คนซึ่งมิได้ทำไปช่วงชิงมาสอพลอเอาความชอบ คำรบสิบเอ็ดแม่ทัพแลนายทัพนายกองปรึกษาการศึกลักลอบแอบแฝงไปฟัง คำรบสิบสองแม่ทัพแลนายทัพนายกองสั่งกิจการอันใดจำเอาไปแพร่งพรายหลายหู คำรบสิบสามสั่งกิจการสิ่งไรก้มหน้านิ่งเสียไม่ทำตามสั่ง คำรบสิบสี่เมื่อซุ่มทัพไม่ควรจะพูดจาให้อื้ออึงขึ้นพูดด้วยเสียงอันดัง คำรบสิบห้าเมื่อจะออกรบแกล้งทำเจ็บป่วยหลบหลีกเสีย คำรบสิบหกแม่ทัพแจกเงินแลสิ่งของให้แก่ทหารแลนายทัพนายกอง ผู้แจกเบียดบังไว้ไม่ให้เสมอกัน คำรบสิบเจ็ดใช้ให้สืบราชการทัพไปไม่ถึงข้าศึก ดูการไม่แน่กลับเอาเท็จมาบอก ถ้าผู้ใดมิฟังทำความชั่วต้องกับกฎหมายสิบเจ็ดประการนี้จะลงโทษถึงสิ้นชีวิต หลีเสงจดหมายตามคำฮั่นสิน แล้วอาลักษณ์อ่านประกาศหน้าที่นั่งให้ทหารทั้งปวงรู้ทั่วกัน จึงจำลองเป็นสองฉบับปิดไว้ที่ท้องสนามฉบับหนึ่ง มอบให้โจฉำรักษาไว้ฉบับหนึ่ง พระเจ้าฮั่นอ๋องเสด็จกลับเข้าวัง ฮั่นสินกำชับนายกองให้ซ้อมหัดทหารจนสิ้นเวลาแล้วกลับไปบ้าน

อยู่วันหนึ่งฮั่นสินออกไปท้องสนาม ไม่เห็นอุ้นก้ายผู้กำกับก็มิได้ไต่ถามประการใด สั่งให้ทหารฝึกหัดเพลงอาวุธไป ครั้นเวลาบ่ายหน่อยหนึ่งอุ้นก้ายจึงมาถึงประตูสนามจะเข้าไป นายประตูจึงห้ามไว้แล้วบอกอุ้นก้ายว่า ท่านจะเข้าไปเวลานี้ข้าพเจ้าจะไปบอกแก่คนถือธงให้แจ้งความแก่นายทหาร แม้เรียนถึงท่านแม่ทัพมีคนออกมารับท่านจึงเข้าไป อุ้นก้ายได้ฟังแค้นเคืองนัก จึงว่าคนทุคตะมีวาสนาขึ้นทำจองหอง เอ็งจงเร่งไปบอกว่าเราจะเข้าไป นายประตูก็เข้าไปบอกคนถือธง ๆ ก็เข้าไปแจ้งแก่นายทัพนายกองให้เรียนแม่ทัพว่าอุ้นก้ายผู้กำกับจะเข้ามา ฮั่นสินให้คนใช้ออกมารับ อุ้นก้ายเข้ามาถึงกำลังแค้นยืนคำนับไม่คุกเข่าลงทำอาการมิได้เกรงกลัว ฮั่นสินจึงถามอุ้นก้ายว่าท่านก็รู้กฎหมายข้อรับสั่งอยู่เหตุใดจึงมาต่อป่านนี้ ทำล่วงเกินพระราชอาญา แล้วฮั่นสินจึงถามผู้ประจำนาฬิกาว่าบ่ายแล้วหรือ คนคอยโมงบอกว่าบ่ายโมงเศษแล้ว อุ้นก้ายได้ฟังดังนั้นเห็นว่าตัวผิด จึงแจ้งความแก่แม่ทัพว่าซึ่งข้าพเจ้ามาไม่ทันตรวจนั้น เพราะเพื่อนมาหาจึงช้าอยู่ ขอท่านจงงดโทษข้าพเจ้าไว้สักครั้งหนึ่งเถิด ฮั่นสินก็สั่งทหารให้มัดอุ้นก้ายเข้าไว้แล้วถามว่าตัวท่านพระเจ้าฮั่นอ๋องก็ชุบเลี้ยงเป็นนายทหารรู้ขนบธรรมเนียมแต่ก่อน ซึ่งจะเอาธุระข้อความบุตรภรรยาญาติพี่น้องแลมิตรสหายมา แก้ไขราชการศึกแลข้อรับสั่งยังจะได้หรือ จงให้โจฉำเชิญกฎหมายออกมาดูว่าโทษจะมีประการใด โจฉำว่าอุ้นก้ายองอาจไม่กลัวเกรงล่วงเกินพระราชกำหนด โทษให้ตัดศีรษะเสียบประจานไว้หน้าท้องสนาม อย่าให้ทหารทั้งปวงดูเยี่ยงอย่างต่อไป ฮั่นสินก็ส่งให้เอาตัวอุ้นก้ายไปฆ่าเสีย อุ้นก้ายตกใจหน้าซีดแลดูห้วนโก้ย ห้วนโก้ยก็แลดูอุ้นก้ายไม่รู้ที่จะช่วยประการใด ครั้นจะลุกจากที่ก็กลัวเกรงอาญาแม่ทัพ มีผู้นำความไปทูลแก่พระเจ้าฮั่นอ๋องว่าอุ้นก้ายไปสนามหัดต่อบ่าย ฮั่นสินจะให้ตัดศีรษะเสียบประจาน แต่ทหารมัดอุ้นก้ายไว้ยังมิได้ฆ่า

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังดังนั้นจึงให้หาเสียวโหเข้ามาบอกว่า เราให้ฮั่นสินเป็นแม่ทัพ ยังไม่ทันยกออกจากเมืองจะฆ่าอุ้นก้ายเสีย เห็นใจฮั่นสินกำเริบนัก เสียวโหทูลว่ามีรับสั่งตั้งกฎหมายทหารทั้งปวงก็รู้ทั่วกัน ทั้งการซึ่งจะไปปราบแผ่นดินก็เป็นการใหญ่ อุ้นก้ายทำล่วงพระราชอาญาดังนี้ ฮั่นสินจะไม่เอาโทษถึงตายตามกฎหมายข้อรับสั่งของไต้อ๋องจะมิเสียไปหรือ พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่าอุ้นก้ายก็เป็นญาติของเรา ผิดครั้งเดียวชอบแต่จะทำพอเข็ดหลาบ แล้วดำริว่าครั้นจะงดไว้ช้าเกลือกฮั่นสินจะฆ่าเสีย จึงสั่งหลีเสงให้รีบไปบอกฮั่นสินว่า อุ้นก้ายผิดฮั่นสินจะเอาโทษนั้นก็ควรอยู่ แต่ว่าอุ้นก้ายเป็นคนเก่าตามมาแต่เมืองไภก้วน ซึ่งจะฆ่านั้นงดไว้ก่อน สิ้นเวลาหัดทหารแล้วจึงให้ฮั่นสินเข้ามาพูดกัน หลีเสงคำนับลาขึ้นม้ารีบไปที่ประตูสนาม เห็นทหารเตรียมจะฟันอุ้นก้าย หลีเสงจึงร้องว่าอย่าเพ่อฆ่าอุ้นก้ายก่อนมีรับสั่งให้เรามาห้ามไว้ ทหารได้ฟังหลีเสงว่าเป็นข้อรับสั่งก็หยุดอยู่ หลีเสงเข้าไปในท้องสนามหัดมีผู้ห้ามก็ไม่ฟัง ทหารรักษาประตูก็ยึดม้าคว้าเอาเข็มขัดที่เอวหลีเสงไว้พากันเข้าไปหาแม่ทัพบอกว่า หลีเสงถือรับสั่งขี่ม้าพาบ่าวเข้ามาในท้องสนาม ห้ามก็ไม่หยุด ฮั่นสินได้ฟังดังนั้นจึงว่า หลีเสงก็รู้กฎหมายทำบังอาจล่วงเกินโทษจะเป็นประการใด โจฉำจึงว่าหลีเสงขี่ม้าเข้ามาในท้องสนาม มิได้บอกกล่าวให้ไปรับก่อน ต้องด้วยกฎหมายโทษถึงตาย ฮั่นสินจึงว่าหลีเสงอ้างว่าถือรับสั่งพระเจ้าฮั่นอ๋องแต่ไม่มีหนังสือเป็นสำคัญมา ครั้นจะเอาโทษหลีเสงก็จะเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าฮั่นอ๋อง แต่บ่าวหลีเสงนั้นล่วงกฎหมายมีโทษถึงตาย หลีเสงก็ผิดอยู่ ให้ทหารเอาม้าที่หลีเสงขี่กับบ่าวไปฆ่าเสีย ทหารก็พาบ่าวหลีเสงกับม้าไปฆ่าเสียพร้อมกับอุ้นก้าย แล้วเอาศีรษะเสียบไว้หน้าท้องสนามตามสั่ง บรรดานายทัพนายกองแลทหารทั้งปวงก็เกรงกลัวฮั่นสินนัก

ฝ่ายหลีเสงกลับเข้าไปเฝ้าทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องว่า รับสั่งให้ข้าพเจ้าไปขอโทษอุ้นก้าย ข้าพเจ้าไปถึงสนามหัดมิได้บอกนายประตูพาบ่าวล่วงเกินเข้าไป ฮั่นสินว่าข้าพเจ้าทำเกินกฎหมายโทษถึงตาย แต่ข้าพเจ้าว่าถือรับสั่งมาจึงงดไว้ ให้เอาทหารซึ่งตามหลังกับม้าที่ข้าพเจ้าขี่ไปนั้นฆ่าเสียพร้อมกับอุ้นก้าย พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังเคืองฮั่นสินนัก จึงตรัสว่าฮั่นสินถืออิสริยยศมิได้เกรงกลัว แต่ให้หลีเสงไปขออุ้นก้ายยังว่าล่วงเกิน กลับฆ่าม้าแลบ่าวหลีเสงเสียอีกเล่า เสียวโหจึงทูลว่า ซึ่งฮั่นสินไม่ฆ่าหลีเสง ไว้พระเกียรติยศแลฆ่าคนกับม้าเสีย ครั้งนี้ควรที่ตั้งเป็นแม่ทัพจะได้บังคับทหารกลัวเกรงสิทธิ์ขาด ซึ่งจะยกไปกำจัดฌ้อปาอ๋องก็จะได้ดังใจหมาย เห็นหกหัวเมืองใหญ่คงจะมาสามิภักดิ์ต่อไต้อ๋องโดยแท้ หลีเสงจึงทูลว่า ฮั่นสินมีสติปัญญาฉลาดในการศึกหาผู้เสมอยาก ซึ่งฆ่าคนแลม้าเสียนั้น ข้าพเจ้าไม่มีความน้อยใจ ขอจงมีหนังสือไปชมฮั่นสินจึงจะควร ทหารทั้งปวงจะได้ยำเกรงยิ่งขึ้นไปกว่าแต่ก่อน

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังเสียวโหหลีเสงว่าเห็นชอบ จึงแต่งหนังสือส่งให้จิวหงวนสินแล้วประทานเนื้อแพะแลสุราไปให้ฮั่นสิน จิวหงวนสินรับหนังสือคำนับลานำเอาสิ่งของไปครั้นถึงประตูท้องสนามจึงบอกนายประตูว่า มีรับสั่งให้นำของมาพระราชทานท่านแม่ทัพ ทหารรักษาประตูเข้าไปแจ้งความแก่ฮั่นสิน ๆ ได้ฟังดังนั้นก็จัดแจงเครื่องบูชาออกไปคำนับรับหนังสือข้อรับสั่งเข้ามาอ่านได้ความว่า เป็นแม่ทัพจะไปปราบศัตรู ถ้าไม่ถือกฎหมายอาชญาศึกสิทธิ์ขาดทหารก็ไม่เกรงกลัว ครั้งเมื่อแผ่นดินเลียดก๊กพระเจ้าหงออ๋องตั้งซุนบู๊จู๋เป็นแม่ทัพให้ฝึกหัดเพลงอาวุธทั้งข้างหน้าข้างใน เหงากี๋เป็นสนมเอกของพระเจ้าหงออ๋องซุนบู๊จู๋ตั้งให้เป็นนาย เหงากี๋ถือตัวว่าเป็นคนโปรดไม่ทำตามแม่ทัพสั่ง ซุนบู๊จู๋ฆ่าเหงากี๋เสีย นางสนมทั้งปวงก็เกรงกลัวหัดได้ชำนิชำนาญ กิตติศัพท์เลื่องลือไปนานาประเทศว่าเมืองหงอแต่ผู้หญิงก็รู้การศึก หัวเมืองทั้งนั้นเกรงกลัวมาอ่อนน้อมสามิภักดิ์พระเจ้าหงออ๋องทุกเมือง ซุนบู๊จู๋ก็รู้อยู่ว่าเหงากี๋เป็นคนโปรด แต่ซุนบู๊จู๋ถือกฎหมายอาชญาศึกมั่น เห็นแก่การแผ่นดินโดยสุจริต บัดนี้ท่านฆ่าอุ้นก้ายซึ่งทำความผิดต้องด้วยกฎหมายห้ามนั้น ตัวท่านก็เหมือนซุนบู๊จู๋ เรามีใจยินดีถือว่าท่านรักเราโดยซื่อตรง จึงให้จิวหงวนสินเอาสุราแลเนื้อแพะมาให้ท่าน จงตั้งใจฝึกหัดทหารให้จัดเจนเถิด จะได้ยกไปกำจัดฌ้อปาอ๋องปราบปรามบ้านเมืองเสียให้เรียบร้อยโดยเร็ว ฮั่นสินแจ้งความตามหนังสือแล้วคุกเข่าลงคำนับรับเอาของพระราชทานออกเลี้ยงทหารเป็นที่สบาย ครั้นเวลาเช้าฮั่นสินจึงเข้าไปเฝ้าทูลว่า ซึ่งทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงให้ข้าพเจ้าเป็นแม่ทัพฝึกหัดทหาร แล้วพระราชทานสิ่งของมีรับสั่งไปชมต่อหน้านายทัพนายกองแลทหารทั้งปวง พระคุณหาที่สุดไม่ ข้าพเจ้าจะตั้งใจทำศึกกว่าจะสิ้นชีวิตคิดกำจัดฌ้อปาอ๋องให้จงได้

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังดีพระทัยนัก จึงตรัสว่าการครั้งนี้สุดแต่ท่านจะจัดแจงเกิด ฮั่นสินก็คำนับลาออกไปท้องสนามพร้อมด้วยนายทหาร จึงพูดกับห้วนโก้ยว่า บัดนี้พระเจ้าฮั่นอ๋องจะประชุมพลยกกองทัพออกจากเมืองโปต๋งไปกำจัดศัตรูฝ่ายทิศตะวันออก อันทางจั๋นโต๋นั้นเตียวเหลียงก็เผาเสีย ท่านเป็นทัพหน้าจงเอาจิวพุนตันบูกับทหารหมื่นหนึ่งไปทำทางเดือนหนึ่งให้แล้ว ถ้าไม่แล้วจะเอาโทษ ท่านอย่าคิดเหน็ดเหนื่อยเลยจงเร่งทำทั้งกลางวันกลางคืน ห้วนโก้ยว่าการที่จะลำบากยากเย็นอย่างไรนั้นข้าพเจ้ามิได้คิดดอก แต่ในกำหนดเดือนหนึ่งนั้นเห็นการจะไม่สำเร็จ ด้วยทางจั๋นโต๋เป็นที่กันดารถึงสามพันเส้นเดือนหนึ่งให้แล้ว เหมือนหนึ่งเอาชีวิตไว้ข้าพเจ้าไปแต่ร่างกายเปล่า ข้าพเจ้าก็วางใจเหตุสิ่งใดจะมีมาสุดแต่ท่านแม่ทัพ ฮั่นสินว่าจงอุตส่าห์ทำราชการอย่าหลบหลีก จึงจะนับว่ามีกตัญญูต่อแผ่นดิน ตัวท่านก็เป็นคนมีสติปัญญาอยู่ ครั้งนี้ควรที่ท่านจะหาความชอบใส่ตัว ห้วนโก้ยจิวพุนตันบูได้ฟังก็คำนับลาออกมาจัดทหารหมื่นหนึ่งยกไป ครั้นฮั่นสินใช้ห้วนโก้ยไปแล้วก็ซ้อมหัดทหารให้ดูธงสัญญาณ ถ้าโบกซ้ายให้เดินไปซ้าย ถ้าโบกขวาให้เดินไปขวา ถ้าโบกไปข้างหน้าให้เดินไปข้างหน้า ถ้าโบกไปข้างหลังให้ถอยลงมาเดินหลัง หัดพลสี่กองจะเดินเป็นกองเดียวก็ให้เดินเหมือนงูเลื้อย ที่จะเข้ารบแลถอยล่าก็แบ่งออกเป็นสี่กอง แม้นจะตั้งค่ายมีประตูเข้าออกทั้งสี่ทิศแต่ปิดไว้ใช้ประตูอื่น ทำเป็นประตูลับไว้เข้าออกไม่ให้ศัตรูเห็น ฮั่นสินเห็นทหารทั้งปวงทำได้สันทัดจัดเจนทุกตัวคนแล้ว ครั้นเวลาเช้าจึงเข้าไปเฝ้า ทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องว่า นายทัพนายกองแลทหารพลรบข้าพเจ้าฝึกหัดได้ชำนาญแล้ว ขอเชิญเสด็จไต้อ๋องออกไปทอดพระเนตรอีกสักครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าได้ให้ห้วนโก้ยไปทำทางเดือนหนึ่งให้แล้ว จึงจะเชิญเสด็จยกทัพหลวงไปตีเมืองห้ำเอี๋ยง

พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังยินดีนัก เสด็จออกไปท้องสนามทอดพระเนตรทหารช้อมหัดด้วยวิชาการดีกว่าแต่ก่อน เพลินพระทัยจึงตรัสชมฮั่นสินว่า สติปัญญาฝึกหัดทหารแลพูดจาโดยกลศึกครั้งนี้ ถึงซุนบู๊จู๋ซึ่งว่าดีครั้งแผ่นดินเลียดก๊กจะกลับเป็นขึ้นมาเห็นวิชาจะไม่ถึงท่าน

ขณะนั้นเจ้าพนักงานก็เชิญเครื่องเข้าไปถวายพระเจ้าฮั่นอ๋อง ๆ จัดสิ่งของไว้เสวยแต่ห้าสิ่ง นอกนั้นให้ยกไปพระราชทานแก่ฮั่นสิน ฮั่นสินคุกเข่าลงคำนับรับของพระราชทานมีความยินดีนัก ครั้นพระเจ้าฮั่นอ๋องเสวยแล้วพอเวลาเย็นเสด็จขึ้นรถกลับเข้าพระราชวัง ฮั่นสินก็ชวนนายทหารกินโต๊ะแล้วกลับมาบ้าน จึงคิดว่าอุบายของเราซึ่งคิดไว้ให้ห้วนโก้ยไปทำทางจั๋นโต๋ ห้วนโก้ยก็ยังไม่รู้โดยแยบคาย จึงแต่งหนังสือเร่งให้ทำทางกับข้อความจะให้เอิกเกริกในเมืองโปต๋ง แล้วเรียกเล็กแกเข้ามาส่งหนังสือให้กระซิบสั่งเป็นความลับไปถึงห้วนโก้ยทุกประการ เล็กแกก็คำนับรับหนังสือขึ้นม้าพาบ่าวรีบไป

ฝ่ายห้วนโก้ยกับจิวพุนตันบู คุมคนหมื่นหนึ่งยกไปถึงจั๋นโต๋ สามนายขึ้นไปบนเขาโกฮุนแลดูรอยทางสุดสายตา ทั้งต้นไม้ก็ล้มทับทางเห็นการเหลือกำลัง ห้วนโก้ยจึงว่าทางซึ่งแม่ทัพสั่งให้เราทำเดือนหนึ่งให้สำเร็จ ท่านจงดูเอาเถิดเราเห็นไม่แล้ว ถึงจะมีคนสักสิบหมื่นปีหนึ่งก็ไม่แล้ว คนทั้งปวงสรรเสริญฮั่นสินว่ามีสติปัญญาเราไม่เห็นด้วยที่ไหนจะทำศึกกับฌ้อปาอ๋องได้ แกล้งใช้เรามาทำทางก็เพราะจะกันตัวให้การเนิ่นช้า ทุกวันนี้กฎหมายอาญาแม่ทัพก็กวดขัน พระเจ้าฮั่นอ๋องเชื่อถือฮั่นสินผู้เดียว ครั้นปรึกษากันแล้ว ห้วนโก้ยจึงเกณฑ์ไพร่ให้ตัดไม้ลากไม้ขุดถอนตอแล้วชักลากแผ้วทั้งที่ลุ่มลงเกลี่ยทุบปราบให้เสมอ เร่งรัดกันทำทั้งกลางวันกลางคืน ไพร่พลป่วยเจ็บล้มตายเนืองๆ ห้วนโก้ยเห็นไพร่พลได้ความเหนื่อยยากลำบากนักสุดที่จะผ่อนปรนนั่งทุกข์อยู่ พอเล็กแกมาถึงห้วนโก้ยจึงถามว่ามาธุระประการใด เล็กแกจึงบอกว่าแม่ทัพใช้มาเร่งท่านทำทางให้แล้วโดยเร็วตามกำหนด ห้วนโก้ยว่าเราก็เร่งรัดกันอยู่แต่การเหลือกำลังนัก ถ้าท่านกลับเข้าไปช่วยเบี่ยงบ่ายว่ากล่าวกับแม่ทัพแลทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องด้วย ห้วนโก้ยจึงให้ยกสุราออกมาเชิญเล็กแกกิน เล็กแกกินสุราแล้วกระซิบบอกห้วนโก้ยว่า แม่ทัพสั่งมาให้ท่านมีหนังสือไปทูลพระเจ้าฮั่นอ๋อง ขอคนหัวเมืองมาช่วยทำทางอีก แล้วให้จิวพุนกับตันบูแปลงตัวเป็นนายหมวดชาวบ้านนอกกับไพร่ร้อยหนึ่งหนีไปตามทางน้อย ทำเป็นสามิภักดิ์อยู่ด้วยเจียงแผงเจ้าเมืองด่านซัวก๊วน ถ้าท่านรู้ข่าวว่ากองทัพยกแล้วจงคุมทหารรีบไปเป็นทัพหน้า การที่ทำทางทั้งนี้เป็นอุบายจะให้เจียงหำเจ้าเมืองสามจีนไว้ใจว่าการซึ่งจะยกทัพยังช้าอยู่

ห้วนโก้ยได้ฟังเล็กแกบอกยินดีนัก ออกไปข้างนอกร้องว่าการที่จั๋นโต๋ยากนักทำเมื่อไรจะสำเร็จ เล็กแกจึงร้องว่าให้เร่งทำทางให้ทันกำหนด ถ้าไม่ทันแม่ทัพจะเอาโทษทั้งนายแลไพร่ ห้วนโก้ยจึงเขียนหนังสือฉบับหนึ่งถวายพระเจ้าฮั่นอ๋อง ขอทหารหัวเมืองมาเพิ่มเติมช่วยทำทางอีกส่งให้คนใช้ไปกับเล็กแก คนใช้รับหนังสือคำนับลาไป ณ เมืองโปต๋ง เล็กแกพาคนใช้เฝ้าถวายหนังสือพระเจ้าฮั่นอ๋องแจ้งความแล้ว จึงใช้จิวกี๋ไปหาเจ้าเมืองโภอั๋นให้เก็บคนพันหนึ่งไปช่วยห้วนโก้ย จิวกี๋คำนับลาไปบอกเจ้าเมืองโภอั๋นตามรับสั่ง เจ้าเมืองโภอั๋นจึงจัดคนนับพันหนึ่งมอบให้จิวกี๋ จิวกี๋คำนับลาไปถึงที่ทำทางจึงบอกห้วนโก้ยว่าพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ข้าพเจ้าคุมคนมาช่วยท่าน

ห้วนโก้ยได้ฟังมีความยินดี จัดนายหมวดนายกองให้คุมทหารไปทำหน้าที่ จิวกี๋ก็ลากลับเมืองโปต๋ง ห้วนโก้ยจึงเรียกจิวพุนตันบูเข้ามาที่ลับกระซิบบอกว่า แม่ทัพสั่งมาให้ท่านจัดทหารร้อยหนึ่งหนีไปในเวลากลางคืนเข้าหาเจียงแผง แต่แปลงชื่อแลแซ่เสียทั้งสองคน แต่งตัวให้เหมือนนายหมวดเมืองน้อย จิวพุนนั้นเรียกกันว่าโยหลง ตันบูชื่อกี๋นบู ครั้นเวลาดึกจิวพุนตันบูลาออกมาจัดคนสนิทร้อยหนึ่งผลัดเครื่องสำหรับขุนนางออกเสีย พากันไปเมืองด่านซัวก๊วน

ฝ่ายเจียงแผงรู้ข่าวว่า ฮั่นอ๋องตั้งฮั่นสินเป็นแม่ทัพ ใช้ให้ห้วนโก้ยทำทางจั๋นโต๋จะยกทัพมา จึงใช้คนไปแจ้งความแก่เจียงหำซึ่งเป็นยงอ๋องเจ้าเมืองฮุยขิว ยงอ๋องจึงพูดกับขุนนางทั้งปวงว่าเดิมฮั่นสินอยู่เมืองฌ้อก็เป็นแต่คนใช้ เราไม่รู้ว่ามีวิชาแต่สักสิ่ง ไปอยู่กับฮั่นอ๋องตั้งให้เป็นแม่ทัพ ใช้ทหารมาทำทางจั๋นโต๋ซึ่งแสนยากสักกี่ปีจะได้ยกมา ซึ่งเจียงแผงให้มาบอกจะเป็นแต่คำคนลือ เรายังไม่เห็นจริง ขุนนางจึงว่าแต่ก่อนฟัมแจ้งคิดเกรงฮั่นอ๋องอยู่ จึงมีหนังสือมากำชับให้รักษาด่านโซก๊วน ครั้งนี้ก็มีข่าวมาจำจะให้ทหารไปช่วยรักษาด่านจึงจะควร ยงอ๋องได้ฟังจึงสั่งให้คนใช้ไปบอกเจียงแผงให้ตรวจตราด่านไว้จงกวดขัน ถ้ามีศึกมาเมื่อใดจึงจะให้ยกไปช่วย

ฝ่ายโยหลงกี๋นบูกับคนร้อยหนึ่งมาถึงด่านซัวก๊วน บอกชาวด่านว่าเราเป็นชาวบ้านนอก ต้องเกณฑ์มาทำงานทางจั๋นโต๋ ได้ความเดือดร้อนอดอยากเหลือที่จะทนจึงหนีมา ชาวด่านแจ้งความก็รีบเข้ามาบอกเจียงแผงว่า ชาวเมืองโปต๋งซึ่งฮั่นสินให้ทำทางจั๋นโต๋หนีมาเป็นคนร้อยหนึ่งสมัครจะอยู่ด้วยท่าน เจียงแผงได้ฟังมีความยินดี จึงว่าครั้งนี้เราจะได้ความจริงท่านจงรีบไปรับคนหนีเข้ามา ชาวด่านก็ออกไปบอกแก่โยหลงกี๋นบู ๆ เข้าไปถึง เจียงแผงจึงถามว่าพวกนี้อยู่บ้านเมืองไหนพากันเข้ามาหาที่ตายหรือ คนซึ่งหนีมาจึงบอกว่าข้าพเจ้าเป็นชาวเมืองโภอั๋น ฮั่นอ๋องไปเกณฑ์มาทำทางจั๋นโต๋เดือนหนึ่งจะให้แล้ว งานการเร่งรัดทั้งกลางวันกลางคืน อดอยากเสบียงอาหารอิดโรย ป่วยเจ็บล้มตายหลบหนีเข้าป่าดงไปเนืองๆ ข้าพเจ้าเห็นว่าปีหนึ่งก็ไม่แล้ว จึงชวนกันหนีหมายจะพึ่งท่านแต่พอได้อาหารกินเต็มท้อง ถึงจะใช้สอยสิ่งไรก็ไม่เกียจคร้าน เจียงแผงจึงเรียกสองนายเข้าไปถามว่าท่านชื่อใด ตัวนายซึ่งหนีมาจึงบอกว่า ข้าพเจ้าชื่อโยหลงคนนั้นชื่อกี๋นบูเป็นนายพรานอยู่เมืองโภอั๋น บอกแล้วก็แสร้งทำร้องไห้ เจียงแผงจึงว่าฮั่นอ๋องเห็นวิชาความรู้ฮั่นสินอย่างไรจึงตั้งให้เป็นแม่ทัพ โยหลงกี๋นบูจึงว่าข้าพเจ้าได้ยินเขาพูดกันว่า เสียวโหนับถือฮั่นสินว่าฉลาดทูลเสนอให้ฮั่นอ๋องตั้งเป็นแม่ทัพ นายทหารทั้งปวงไม่พร้อมใจที่จะทำการศึกด้วยฮั่นสิน ฮั่นอ๋องก็เสียใจคิดเคืองฮั่นสินอยู่

เจียงแผงได้ฟังโยหลงกี๋นบูบอกความดังนั้น สมกับคำเล่าลือก็สำคัญว่าจริงจึงให้โยหลง กี๋นบูเป็นนายทหารฝ่ายซ้ายขวา โยหลงกี๋นบูก็อุตส่าห์ทำการไม่ให้เจียงแผงสงสัย อยู่เดือนหนึ่งเจียงแผงจึงตั้งโยหลงกี๋นบูเป็นนายคุมคนถือธง จะมีกิจการสิ่งใดก็เป็นที่ปรึกษา เจียงแผงจึงแต่งหนังสือใช้ให้คนมาแจ้งความแก่ยงอ๋องตามเหตุซึ่งมีมาทุกประการ ยงอ๋องได้ฟังคนใช้มาแจ้งก็มิได้สังเกตว่ากองทัพเมืองโปต๋งจะยกมาโดยเร็ว

ฝ่ายฟัมแจ้งอยู่ ณ เมืองแพเสีย เวลากลางคืนเห็นรัศมีข้างทิศตะวันตกเฉียงใต้พลุ่งขึ้นไปบนอากาศ ทั้งดาวที่ประจำหัวเมืองก็ห่างออกไปจากดาวประจำตัวพระเจ้าฌ้อปาอ๋องจึงคิดว่าฮั่นอ๋องจะยกมาทำศึกเป็นมั่นคง พระเจ้าฌ้อปาอ๋องเล่าตั้งแต่มาอยู่เมืองแพเสียฆ่าคนทุกวันมิได้เว้น หกหัวเมืองก็แข็งเมืองอยู่ไม่มาอ่อนน้อม ถ้าฮั่นอ๋องยกกองทัพมาตีเมื่อใด ก็จะได้โดยเร็วเหมือนผ่าไม้ไผ่สะดวกตลอดลำ ครั้นเช้าฟัมแจ้งเข้าไปเฝ้าทูลพระเจ้าฌ้อปาอ๋องว่า เวลาคืนนี้ข้าพเจ้าสังเกตเห็นอัศจรรย์ ทั้งดาวบริวารก็ห่างจากไต้อ๋อง การครั้งนี้จะต้องระวังทัพทางเมืองโปต๋ง ไต้อ๋องอย่าวางพระทัยให้ทหารไปช่วยสามจีนอ๋องรักษาด่านซัวก๊วนให้มั่นคงเถิด

พระเจ้าฌ้อปาอ๋องได้ฟังจึงสั่งกุยเหลียง กุยหวนคุมทหารสามพันไปช่วยยงอ๋องกำชับกำชาด่านทางให้สามารถ กุยเหลียงกุยหวนคำนับลาออกมาจัดกองทัพพร้อมแล้ว ยกออกจากเมืองแพเสียไปถึงเมืองฮุยขิว สองนายก็เข้าไปคำนับยงอ๋องแล้วแจ้งความว่า ฟัมแจ้งเกรงฮั่นอ๋องจะตั้งให้ฮั่นสินเป็นแม่ทัพรีบยกมา จึงให้ข้าพเจ้าคุมทหารมาช่วยท่านรักษาด่าน ยงอ๋องได้ฟังจึงว่าฟัมแจ้งเกรงทัพเมืองโปต๋ง แต่เราเห็นจะช้าอยู่ด้วยทำทางจั๋นโต๋ยากนัก ถึงจะมีศึกจริงเราสามเมืองจะออกไปรับไม่ให้เหยียบชานเมืองเข้ามาได้ ยงอ๋องก็หยิบหนังสือที่เจียงแผงบอกมา ส่งให้กุยเหลียงกุยหวนดู กุยเหลียงกุยหวนรับมาอ่านแจ้งความแล้วจึงว่า เมื่อฮั่นสินอยู่เมืองฌ้อถ้าแม้นมีสติปัญญารอบคอบ พระเจ้าฌ้อปาอ๋องจะมิชุบเลี้ยงให้เป็นขุนนางหรือ แต่ครั้งนี้ข้าพเจ้าทั้งสองถือรับสั่งมา ท่านจงจัดแจงให้ผู้ใดผู้หนึ่งออกลาดตระเวนรักษาด่านทางไว้จึงจะควร ยงอ๋องจึงว่าการครั้งนี้เรารู้ความเจียงแผงบอกมาให้จัดแจงทหารไประวังด่านซัวก๊วนอยู่แล้ว แต่มีรับสั่งมาจำจะเพิ่มเติมออกไปอีก แล้วสั่งให้ยกโต๊ะมาตั้งเชิญกุยเหลียงกินเสร็จแล้ว แล้วกุยเหลียงกุยหวนก็คำนับลาออกมาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ยงอ๋องจึงให้ทหารไปกำชับเจียงแผงให้รักษาด่านลาดตระเวนต้นทางจั๋นโต๋ไว้อย่ามีความประมาท

ฝ่ายฮั่นสินฝึกทหารพร้อมแล้ว ทำบัญชีได้ทหารมากับพระเจ้าฮั่นอ๋องยี่สิบหมื่น มีรับสั่งให้เสียวโหรวบรวมได้คนในเมืองโปต๋งสิบห้าหมื่นแต่ฮั่นสินเป็นแม่ทัพแต่งกฎหมายให้ประกาศเมืองขึ้นแต่เมืองโปต๋งว่า อย่าให้ผู้ใดเบียดบังคนซึ่งหลบหนีแอบแฝงไว้ ถ้าใจผู้ซึ่งจะรักเป็นทหารให้มาเข้ากระบวนทัพ ตั้งแต่นั้นมาฮั่นสินได้คนอีกสิบหมื่น รวมกันเป็นทหารยี่สิบห้าหมื่น ให้ซุนหินจัดเป็นสี่ทัพ ให้ห้วนโก้ยเป็นทัพหน้า มีนายทหารสิบแปดคน ทหารพลรบห้าหมื่นตั้งเก้ากอง ทัพที่สองนั้นแฮเฮาหยินจัดนายทหารไว้ยี่สิบคนยังน้อยอยู่ ให้แฮเฮาหยินเลือกเอาตามใจอีกสิบคนเป็นสามสิบคน พลม้าห้าหมื่นตั้งเก้ากอง ทัพฮั่นสินที่สามมีนายทหารสี่สิบคนรี้พลสิบห้าหมื่น ตั้งเป็นสิบห้ากอง ทัพพระเจ้าฮั่นอ๋องพร้อมด้วยขุนนางแลนายทหารซึ่งเหลือจากสามทัพ เกณฑ์พลรบไว้ยี่สิบหมื่นให้โปก๋วนจิวเฉียงขุนนางผู้ใหญ่ จัดแจงทหารในกองทัพหลวงจัดไว้ครบทั้งสี่ทัพ แล้วสั่งให้ซุยหินคุมทหารสามพันไปทำงานจั๋นโต๋แทนห้วนโก้ย ยกคนซึ่งเหลือนั้นมาเป็นแม่ทัพหน้าคอยกองทัพอยู่ตำบลตินฉองทางน้อย ถ้าแลลุ่มดอนเป็นคลองขวางหน้าเดินยาก ให้จัดแจงทำสะพานข้ามแล้วทุบปราบให้เสมอ ถ้าไปพบข้าศึกพอจะทำได้ให้ตีเสีย ถ้าแม้นเป็นทัพใหญ่จงตั้งมั่นไว้ใช้คนมาแจ้งการแก่เราก่อน แล้วจึงสั่งแฮเฮาหยินนายทัพที่สองว่า ถ้ากองทัพห้วนโก้ยได้รบจงขับทหารเข้าช่วยระดมตีให้ได้เมืองก่อน กวาดเสบียงอาหารรวบรวมไว้คอยท่าทัพหลวง แล้วท่านจงยกไปตีเมืองฮุยขิว ฮั่นสินจัดกองทัพเสร็จแล้ว จึงพานายทัพนายกองไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นอ๋องทูลว่า ซึ่งจะยกไปปราบเมืองฝ่ายตะวันออกนั้น ข้าพเจ้าก็จัดทหารเสร็จแล้ว จะขอให้กองทัพหน้ายกไปรับห้วนโก้ยทัพหนึ่ง แฮเฮาหยินทัพหนึ่งเป็นสองทัพยกไปก่อน อีกสามวันข้าพเจ้าจึงจะยกไป ทัพหลวงนั้นให้โหรหาฤกษ์ไว้วันใดจึงเสด็จตามข้าพเจ้า แต่วันข้าพเจ้าจะยกนั้น ขอเชิญเสด็จไปทอดพระเนตรพอเป็นชัยมงคลแห่งข้าพเจ้า พระเจ้าฮั่นอ๋องจึงตรัสว่าการซึ่งจะยกทัพครั้งนี้ถึงวันดีเมื่อใดสุดแต่ท่าน ฮั่นสินก็คำนับลาออกมาจัดแจงให้ทัพหน้ากับแฮเฮาหยินเร่งยกไป

ฝ่ายขุนนางซึ่งเฝ้าอยู่นั้นชวนกันทูลว่า ซึ่งฮั่นสินจะเชิญเสด็จยกทัพหลวงไปทางใดก็ไม่ทราบ ข้าพเจ้าสงสัยนักด้วยให้ห้วนโก้ยไปทำทางจั๋นโต๋ก็ยังไม่แล้ว พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังไม่ตรัสประการใด เสด็จเข้าข้างในเรียกเสียวโหเข้าไปสั่งว่า ท่านไปพูดกับฮั่นสินดูให้รู้แน่ว่าจะยกทัพไปทางไหนเรายังฉงนอยู่ เสียวโหก็คำนับลาออกไปในเวลากลางคืนถึงที่อยู่ฮั่นสิน คนใช้เห็นจึงเข้าไปบอกฮั่นสิน ฮั่นสินนอนจวนจะหลับ ครั้นรู้ว่าเสียวโหมาก็ออกมาต้อนรับเชิญเข้าไปให้นั่งที่สมควร เสียวโหจึงกระซิบถามฮั่นสินว่าท่านเข้าไปเฝ้าทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องให้ยกกองทัพ พระเจ้าฮั่นอ๋องสงสัยพระทัยนักว่าจะไปทางใดให้เรามาถามท่าน ฮั่นสินจึงบอกว่าเมื่อขณะเตียวเหลียงเผาจั๋นโต๋เสียนั้น ครั้นข้าพเจ้าพบเตียวเหลียง ๆ บอกข้าพเจ้าว่าท่านก็รู้อยู่ เหตุใดท่านกลับมาถามหนทางอีกเล่า ข้าพเจ้าแสร้งให้ไปทำทางจั๋นโต๋ไว้โดยอุบาย หมายจะให้เจียงหำระวังแต่ทางเดียว อันทางที่ข้าพเจ้าจะเชิญเสด็จพระเจ้าฮั่นอ๋องไปนั้นเป็นทางน้อยตำบลตินฉอง ทางอันนี้มีในแผนที่เตียวเหลียงให้มา ท่านจงทูลให้ทราบอย่าได้ทรงพระวิตกไปเลย ข้าพเจ้าจะตีด่านสามจีนแลเมืองห้ำเอี๋ยงถวายให้ได้โดยง่าย เสียวโหได้ฟังมีความยินดีกลับไปเฝ้ากระซิบทูลพระเจ้าฮั่นอ๋องตามคำฮั่นสินบอกทุกประการ พระเจ้าฮั่นอ๋องได้ฟังก็ดีพระทัยนัก

ฝ่ายฮั่นสินถึงวันฤกษ์ดีแต่งตัวใส่เกราะ ออกมาตรวจทหารเตรียมคอยฤกษ์พร้อมกัน

ขณะนั้นไพร่บ้านพลเมืองรู้ว่าฮั่นสินจะยกทัพ ก็ชวนกันแตกตื่นมาดูอื้ออึงอลหม่าน

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ