๕๙

ฝ่ายฮองเฮาจึงให้เสียวโหแต่งหนังสือไปทูลพระเจ้าฮั่นเต้ กับศีรษะฮั่นสินนั้นให้เอาไปถวายด้วย เสียวโหครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้วก็ให้เล็กแกไป ครั้นเล็กแกมาถึงเมืองกำตั๋น พาเอาศีรษะฮั่นสินกับหนังสือเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ทูลถวายต่อพระหัตถ์ พระเจ้าฮั่นเต้รับเอาไปฉีกผนึกออกอ่านได้ความว่า ไต้ฮั่นสิบเอ็ดปีเดือนเก้า ฮองเฮาลู่ติทำหนังสือมากราบทูลให้ทราบ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ข้าพเจ้ารักษาอยู่เมืองนั้น ข้าพเจ้าก็เอาพระบารมีปกป้องว่ากล่าวกิจราชการ ถืออาชญาสิทธิ์ตามกฎหมาย บัดนี้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยก็เกรงกลัวมิได้กระทำล่วงเกินจากขนบธรรมเนียม แต่ฮั่นสินซึ่งโปรดตั้งให้เป็นห้วยอิ้มเหา คิดองอาจเป็นไส้ศึกให้หนังสือมาถึงตันฮี ให้ยกทัพไปทางน้อยเข้าตีเมืองหลวง ฮั่นสินจะรับทำการในเมือง คนใช้ในเรือนรู้เอาเนื้อความมาฟ้องแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงให้หาเสียวโหเอาตัวฮั่นสินเข้าไปไต่ถามได้ความจริง จึงทำโทษตามอาชญาแผ่นดิน ให้ตัดศีรษะฮั่นสินเสียที่บี่ยังเก๋ง แล้วจับพวกพ้องทั้งสามชั่วมาฆ่าเสียด้วย จึงให้นำเอาศีรษะฮั่นสินกับหนังสือนี้มาถวาย หมายจะให้ชาวเมืองทิศเหนือแลตันฮีรู้จะได้คิดสะดุ้งตกใจ ถ้าทัพหลวงยกไปครั้งนี้ก็จะมีชัยชนะโดยง่าย

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ทราบในหนังสือว่าฮั่นสินตายสมพระทัยหมาย มีความยินดีอยู่แต่คิดถึงความชอบฮั่นสินซึ่งปราบเมืองฌ้อ มีความอาลัยจึงตรัสกับทหารทั้งปวงว่า เมื่อแรกฮั่นสินมาอยู่กับเรา เสียวโหก็ช่วยว่ากล่าวหลายครั้งให้เราตั้งเป็นแม่ทัพ อันความชอบแลความดีของฮั่นสิน ถึงคนที่มีสติปัญญาแต่โบราณก็ไม่เสมอ เรารักใคร่ยิ่งนัก แต่เสื้อใส่อยู่ก็ยังถอดให้ จะกินของสิ่งใดถ้ามีรสก็อุตส่าห์แบ่งให้กิน เราก็ชุบเลี้ยงถึงขนาดแล้ว เพราะไม่ซื่อตรงต่อเราจึงถอดออกเสียจากที่ฌ้ออ๋อง ก็คิดอยู่ถ้านานไปจะกลับตั้งให้ครองเมือง แต่ครั้งนื้มาคิดขบถกับตันฮีทำโทษใส่ตัวเอง จนฮองเฮาฆ่าเสีย ถึงกระนั้นเราก็มีความอาลัยอยู่ ตรัสพลางทางทรงพระกันแสง บรรดานายทหารที่ฮั่นสินได้สั่งสอนให้รู้ในขบวนพิชัยสงครามนั้น ต่างคนคิดถึงร้องไห้รักฮั่นสิน พระเจ้าฮั่นเต้จึงให้เอาศีรษะฮั่นสินไปร้องประกาศทุกหมวดทุกกองว่า ฮั่นสินเป็นขบถคบคิดกับตันฮี ฮองเฮารู้จึงจับตัวฆ่าเสียที่บี่ยังเก๋งตัดศีรษะส่งออกมา นายทัพนายกองทั้งปวงจะทำราชการต่อไปอยู่ดูเยี่ยงอย่างฮั่นสิน

ฝ่ายตันฮีครั้นได้หนังสือลับที่ฮั่นสินให้ไป ก็ให้ตรวจเตรียมทหารจะยกไปตีเมืองหลวง ขณะนั้นมีผู้เข้าไปบอกกับตันฮีว่าฮั่นสินทำให้เนื้อความแพร่งพรายออก ฮองเฮารู้จับตัวฆ่าเสีย แล้วแต่งให้เล็กแกถือหนังสือกับศีรษะฮั่นสินมาถวายพระเจ้าฮั่นเต้ ตันฮีได้ฟังก็ตกใจร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังล้มลงกับที่ ทหารเข้าพยุงแก้ไขค่อยฟื้นสติขึ้น ตันฮีจึงว่าฮั่นสินได้มีคุณแก่เราเป็นอันมาก ครั้งนี้ฮั่นสินมาตายด้วยคมอาวุธเรามีความอาลัยนัก การที่คิดไว้ก็เห็นจะไม่สำเร็จ เราจะทำประการใดดี นายทหารจึงว่าฮั่นสินตายแล้ว และจะคิดย่อท้อแก่การสงครามนั้นไม่ควร พวกข้าพเจ้าทั้งปวงก็คงจะพร้อมใจกัน ยกไปเมืองกำตั๋นสู้กับฮั่นเต้ให้ถึงแพ้แลชนะ ตันฮีจึงว่าเราอย่ายกไปเลย อีกวันหนึ่งสองวันฮั่นเต้ก็จะยกทัพมา เราคอยรบที่นี่ดีกว่า แต่ครั้งนี้ท่านทั้งปวงอย่าทำเหมือนครั้งก่อน ยังไม่ทันได้รบถึงอับจนก็พากันหนีไปสิ้น บรรดานายทหารจึงว่า ครั้งนี้ท่านอย่าตั้งค่ายเลย จงจัดกันเป็นปีกซ้ายขวาหน้าหลัง ถ้าทัพเราได้ทีก็จะระดมกันเข้าตีกระหนาบ เอาชัยชนะให้จงได้ ตันฮีเห็นชอบ จึงให้ตรวจเตรียมทหารไว้พร้อม

ฝ่ายพระเจ้าฮั่นเต้ตั้งทัพอยู่ ณ เมืองกำตั๋น ครั้นกองทัพหัวเมืองมาพร้อม ก็ยกมาตั้งอยู่แดนเมืองเอี๋ยง ทางไกลเมืองสามร้อยเส้น แล้วสั่งให้ห้วนโก้ยกับอ๋องหลินคุมทหารสองหมื่นออกไป ซุ่มอยู่ทิศเหนือ ถ้าตันฮีแตกไปจงรีบตีกระหนาบเข้าจับตัวตันฮีให้ได้ จิวพุนกับจิวเชียงให้คุมทหารไปซุ่มอยู่หลังค่ายตันฮี ถ้าจะมีกองทัพยกมาช่วยตันฮีก็ให้จิวพุนกับจิวเชียงออกตีต้านหน้าไว้ กวนหยินนั้นให้ไปคอยรบกับตันฮี ถ้าตันฮีกับกวนหยินรบกันอยู่ บรรดานายทหารทั้งปวงจึงระดมกันเข้าล้อมตันฮีไว้ ครั้นจัดแจงเสร็จแล้ว นายทหารทั้งปวงก็กะเกณฑ์กันไปซุ่มอยู่ตามสั่ง พระเจ้าฮั่นเต้ก็ยกไปตั้งอยู่หน้าค่ายตันฮี กวนหยินจึงขับม้าเข้าไปชวนตันฮีรบ ตันฮีก็ขึ้นม้าพาทหารออกมายืนหน้าค่าย แล้วร้องว่าพวกกองทัพเหล่านี้วันก่อนแตกไปทีหนึ่งแล้วยังไม่มาสามิภักดิ์อีกเล่า บัดนี้ยกมาจะลองคมอาวุธกันหรือ กวนหยินจึงตอบว่า มึงเป็นคนทรยศขบถต่อพระเจ้าฮั่นเต้ซึ่งเป็นเจ้านายของตัว มึงไม่รู้จักวันตายกลับมาพูดจาจองหองอีกเล่า กวนหยินก็ขับม้าเข้าไปเงื้อง้าวจะฟันตันฮี ตันฮีรับด้วยทวนรบกันอยู่ยี่สิบเพลง พวกทหารตันฮีก็ระดมเข้ามาจะช่วยตันฮีรบ จิวพุนกับจิวเชียงเห็นดังนั้นก็ขับทหารตีกระหนาบหลังตันฮีเข้ามา ตันฮีเห็นเหลือกำลังที่จะสู้รบก็ชักม้าหนีไปตามทางทิศเหนือ พวกทหารเห็นตันฮีเสียทีก็ไม่เป็นใจที่จะสู้รบ ต่างคนหนีเอาตัวรอดแตกกระจัดกระจายไป จิวพุนจิวเชียงก็ไล่ฆ่าฟันเล่าบู๊นายทหารตันฮีตาย ตันฮีหนีไปตามทางได้ยินเสียงประทัด แลดูเห็นห้วนโก้ยกับอ๋องหลินขับทหารสกัดออกมาทั้งสองด้าน ตันฮีอ่อนกำลังไม่รู้ว่าจะหลีกไปทางใดชักม้าวนเวียนอยู่ ห้วนโก้ยก็ขับม้าสะอึกเข้าไปเอาทวนแทงถูกตันฮีตกม้าตาย แล้วตัดเอาศีรษะเข้ามาถวายพระเจ้าฮั่นเต้ พระเจ้าฮั่นเต้เห็นดังนั้นมีพระทัยยินดี จึงให้เอาศีรษะตันฮีไปเสียบไว้ที่แดนเมือง เตียวกับเมืองไต้จี๋วต่อกัน บรรดาคนที่อยู่ในแดนเมืองไต้จี๋วเป็นพวกเข้าด้วยตันฮี ครั้นรู้ว่าตันฮีตาย ก็ชวนกันมาสามิภักดิ์ตอพระเจ้าฮั่นเต้สิ้น พระเจ้าฮั่นเต้ก็สั่งให้เลิกทัพกลับมาเมืองหลวงครั้นเสด็จเข้าในพระราชวัง ฮองเฮาจึงทูลความที่ฮั่นสินขบถให้ทราบทุกประการ ขณะเมื่อทหารพาตัวฮั่นสินไปถึงที่บี่ยังเก๋งนั้น ฮั่นสินทูลว่า เพราะเราไม่เชื่อคำกวยถอง จึงมาตายด้วยความคิดสตรี

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังคิดสงสัยพระทัย ครั้นเวลาเสด็จออกจึงตรัสถามขุนนาง ซึ่งกวยถองคนนี้อยู่แห่งใด ขณะนั้นตันแผงเฝ้าอยู่ด้วย จึงทูลว่ากวยถองผู้นี้เป็นที่ปรึกษาเอี๋ยนอ๋องเจ้าเมืองเอี๋ยน ฮั่นสินไปตีเมืองเอี๋ยนได้ รู้ว่ากวยถองมีสติปัญญาก็เอาไว้เป็นที่ปรึกษา ถ้าฮั่นสินจะทำศึกเมื่อใดก็เอากวยถองไปด้วย เมื่อฮั่นสินอยู่เมืองเจ๋ กวยถองยุให้ฮั่นสินแข็งเมืองฮั่นสินไม่ฟังคำ กวยถองจึงทำเป็นบ้าเที่ยวอยู่กลางตลาดเมืองเจ๋ ถ้าจะคิดเอาตัวกวยถอง แม้นจับด้วยอาญาก็เห็นจะเป็นบ้าอยู่จนตาย พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่าผู้ใดจะอาสาไปจับตัวกวยถองมาให้เราได้ เล็กแกจึงทูลว่าข้าพเจ้าจะรับอาสาไปเอาตัวกวยถองมาให้จงได้ เล็กแกคำนับลาออกมาจัดคนสนิทไปสิบคน ก็พากันขึ้นม้ารีบไป ณ เมืองเจ๋ ครั้นถึงจึงเข้าไปหาหลีเตียนเจ้าเมืองเจ๋ ถามว่ากวยถองซึ่ง วิกลจริตไปอยู่แห่งใด หลีเตียนจึงบอกว่า กวยถองเที่ยวทำเพลงอยู่ตามกลางตลาดทุกวัน แต่ข้าพเจ้าแกล้งทูลชักชวนจะให้เข้ามาทำราชการหลายครั้งแล้วกวยถองไม่เข้ามา พระเจ้าฮั่นเต้จะต้องประสงค์สิ่งใดกับคนบ้า เล็กแกจึงว่าท่านรู้แต่การเบาหารู้การลึกซึ้งไม่ ซึ่งกวยถองเป็นบ้านั้นแกล้งทำ ท่านจงใช้คนที่ฉลาดพูดทำเป็นขี้เมาไปเข้าพวกเสพสุรากับกวยถอง แล้วคิดพูดตามคำของเรา จะให้กวยถองร้องไห้เข้ามาไม่ให้เป็นบ้าได้ จึงจะพาไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ หลีเตียนจึงจัดคนที่ช่างพูดได้สองคนมอบให้เล็กแก เล็กแกจึงให้เงินทองไปซื้อเหล้าชวนกวยถองกินพูดความลับ แล้วสั่งให้คนสอดแนมดู ถ้าเห็นกวยถองร้องไห้เมื่อใดท่านกลับมาบอกเรา คนทั้งสองก็ลาเล็กแกไปถึงตลาด พบกวยถองผมยุ่งหัวเราะร้องรำทำเพลงว่าหกหัวเมืองถ่ายเทเข้าไปรวมอยู่ในเมืองหํ้าเอี๋ยง แต่ไม่มีคนดีเลยจึงไม่ยืดยาวไปได้ เสียดายฌ้อปาอ๋อง ๆ ไม่รู้รวบรวมรักษาแผ่นดินจึงเสียแก่พระเจ้าฮั่นเต้ เมื่อจับฌ้อปาอ๋องได้ที่แม่น้ำโอกั๋งความคิดของใคร เสียแรงมีความชอบใหญ่ถึงสิบครั้ง เขาถอดตัวเสียจากที่ แต่แรกเราก็ได้เตือนสติก็ไม่เชื่อฟัง เรากลัวความผิดจึงทำเป็นบ้า เห็นจะคิดว่าคน ถือตัวว่าดี กวยถองร้องเพลงแล้วก็เดินไปตามทางทิศใต้ คนซึ่งเล็กแกใช้ตามกวยถองไปครั้นทันจึงจับมือกวยถองเข้าแล้วทำหัวเราะพูดว่า ตัวข้าพเจ้าเจ็บป่วยในใจให้พลุ่งพล่านไม่มีความสบายเลย เชิญท่านไปเสพสุราด้วยกันที่ร้าน

กวยถองได้ฟังก็มีความยินดีเดินตามไปถึงร้านสุรา คนทั้งสองก็ซื้อเหล้าสู่กวยถองกิน แล้วทำเป็นพูดว่า ตัวข้าพเจ้าไม่อยู่แล้ว ด้วยนํ้าใจคิดจะใคร่ไปเที่ยวอยู่นอกเขตเมืองตามสบาย ไม่รักทำราชการหาลาภยศศักดิ์ให้เป็นธุระติดตัว

กวยถองได้ฟังคนทั้งสองพูดดังนี้ก็ชอบใจ จึงว่าเราก็คิดเหมือนกับท่าน ผู้นั้นว่าข้าพเจ้าจะเป็นบ้าก็หาไม่ แต่จะพูดให้ปกติกลัวเจ้านายจะเบียดเบียนใช้ กวยถองได้ฟังผู้นั้นพูดประหลาดจึงถามว่า ท่านทั้งสองเป็นชาวเมืองไหน ผู้นั้นจึงบอกว่า เดิมข้าพเจ้าอยู่เมืองเตียว ได้ยินคนสรรเสริญว่าฮั่นสินนี้สติปัญญาดี ข้าพเจ้าจึงอุตส่าห์ติดตามไปอยู่ด้วยฮั่นสิน ณ เมืองฌ้อ ครั้นฮั่นสินเป็นโทษต้องถอดจากที่ ตกเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง ข้าพเจ้าก็ตามเข้ามาอยู่ด้วย บัดนี้ฮั่นสินคิดกระทำการประมาทมิได้ตรึกตรองให้รอบคอบ คนในเรือนไปฟ้องฮองเฮาลวงฮั่นสินเข้าไปในวัง จับตัวฆ่าเสียถึงสามชั่วโคตร แต่เมื่อขณะฮั่นสินตายนั้น ได้ยินพูดว่าเพราะไม่เชื่อคำกวยถองจึงเป็นดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าฮั่นสินสรรเสริญนับถือท่านนัก จึงหนีออกจากเมืองหลวงมาหมายจะขอรู้จักตัวท่าน จะได้แจ้งความในอกข้าพเจ้า สงสารฮั่นสินเสียแรงทำความชอบไว้เป็นอันมาก ตัวก็มีสติปัญญามาแพ้รู้ตายด้วยอุบายสตรี ดูสังเวชนัก เมื่อขณะอยู่เมืองเจ๋มีสง่าราศี คนทั้งปวงก็ยำเกรงเป็นอันมาก บัดนี้เอาร่างกายไปทิ้งไว้ที่บี่ยังเก๋งเป็นผีหาญาติมิได้ ดุจคนเขียนขนมเปียปิดกับฝาตึก คนทั้งสองว่าแล้วก็ร้องไห้ กวยถองเห็นดังนั้นก็เอามือตบอกของตัวเข้ากระทืบเท้าลง แล้วร้องไห้ว่า แต่ก่อนฮั่นสินไม่คิดรักษาตัวเลย ทำประมาทอยู่จนเขาฆ่าเสีย พลอยให้ตัวเราไม่มีนายด้วยเล่า เราจะอยู่ไปไย

ขณะเมื่อกวยถองร้องไห้อยู่นั้น เล็กแกเข้าไปยืนอยู่ข้างหลังยุดเอาแขนแล้วว่า แต่ตัวทำบ้ามาช้านานแล้วเราพึ่งรู้ในความคิดของตัววันนี้ กวยถองตกใจหน้าซีดลง จึงถามว่าท่านมาทำไม เล็กแกจึงบอกว่า เราถือรับสั่งพระเจ้าฮั่นเต้มาจับตัวท่าน ขณะนั้นพอหลีเตียนมาทัน จึงให้ทหารมัดกวยถองพาตัวมา ณ ตึกที่ว่าราชการ เล็กแกก็ตามมาจึงให้แก้มัดกวยถอง เล็กแกกระทำคำนับแล้วเอาเสื้อแลกางเกงให้กวยถองผลัดใหม่ กวยถองก็มิใคร่จะรับ เล็กแกจึงว่า บัดนี้แผ่นดินก็เป็นของพระเจ้าฮั่นเต้พระองค์เดียว ถึงท่านจะไม่ยอมทำราชการ จะทำเป็นวิกลจริตเที่ยวอยู่ไหนก็คงเป็นข้าในแผ่นดินท่าน ทุกวันนี้ถ้าผู้ใดเป็นพวกฮั่นสินก็จะตายเสียเปล่า ท่านเป็นคนมีสติปัญญา ควรจะเข้าเป็นขุนนางครองยศศักดิ์ อันพระเจ้าฮั่นเต้นั้นไม่พยาบาทเป็นกษัตริย์โดยแท้ แต่เตียวเหลียงเป็นเชื้อขุนนางมาถึงห้าร้อยชั่วแล้ว ยังเข้ามาสามิภักดิ์ทำราชการในพระเจ้าฮั่นเต้ ท่านจงตรึกตรองดูเถิด กวยถองจึงว่า แต่เราทำเป็นเสียจริตมาช้านาน ไม่มีผู้ใดล่วงรู้น้ำใจเรา ท่านมีสติปัญญามาก ควรเราจะกระทำตามคำท่าน เล็กแกก็พาตัวกวยถองมา ณ เมืองหลวงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ กวยถองเข้าไปถึงคุกเข่าลงคำนับแล้วก้มหน้าอยู่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสถามว่าผู้นี้ชื่อไร เล็กแกจึงทูลว่า ชื่อกวยถองเป็นชาวเมืองเอี๋ยน

พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า กวยถองผู้นี้หรือที่ยุยงฮั่นสินให้ประทุษร้ายต่อเรา กวยถองจึงทูลว่า ข้าพเจ้าได้สั่งสอนให้ฮั่นสินคิดแบ่งเมือง ซึ่งโทษข้าพเจ้าก็ถึงตาย ด้วยข้าพเจ้ารู้จักแต่ฮั่นสินผู้เป็นนาย มิได้รู้จักไต้อ๋อง อุปมาดังครั้งหนึ่งพระเจ้าเงียวเต้เสด็จออกเลียบเมือง มีสุนัขตัวหนึ่งตามเห่าพระเจ้าเงียวเต้ ๆ จึงถามขุนนางว่า ตัวเราเป็นบรมกษัตริย์ คนทั้งแผ่นดินย่อมกลัวเกรง เหตุไฉนสุนัขตัวนี้จึงมาเห่าไม่มีความกลัว ขุนนางจึงทูลว่า อันเพศสุนัขรู้จักกลัวเกรงก็แต่เจ้าของผู้เลี้ยง มิได้รู้จักพระองค์เป็นเจ้าแผ่นดินจึงเห่าอยู่ฉะนี้ พระเจ้าเงียวเต้ก็ทรงพระสรวลหายสงสัยพระทัย อันสุนัขนั้นเปรียบเหมือนตัวข้าพเจ้าอยู่กับฮั่นสิน ซึ่งพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์อันประเสริฐ ข้าพเจ้าก็ยังมิได้รู้จัก ถ้าฮั่นสินฟังคำข้าพเจ้าแล้วที่ไหนจะตาย ด้วยเมืองห้ำเอี๋ยงนี้อุปมาเหมือนกวางอยู่กลางทุ่ง ผู้ใดหมายจะไล่จับ ถ้าผู้ใดเท้าเร็วมือไวก็จับได้ก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าบารมีของพระองค์มากจึงได้เมืองห้ำเอี๋ยง ฮั่นสินก็ตายแล้ว ได้ตัวข้าพเจ้ามาจะฆ่าเสียอีกก็คงจะตาย ถึงไม่ฆ่าข้าพเจ้า ๆ ก็คิดถึงคุณฮั่นสินไม่ขออยู่จะสู้ตายตามไป พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังก็ทรงพระสรวล แล้วตรัสกับขุนนางทั้งปวงว่า กวยถองว่าดังนี้ก็เป็นพระเพณีขุนนางมีกตัญญูต่อเจ้านายของตัว จึงตรัสกับกวยถองว่า ซึ่งโทษท่านผิดแต่ก่อนเราจะยกเสีย จะตั้งให้เป็นขุนนางท่านจะคิดประการใด กวยถองจึงทูลว่า ซึ่งโปรดจะตั้งข้าพเจ้าเป็นขุนนางนั้นพระคุณหาที่สุดไม่ แต่ใจข้าพเจ้ายังไม่รับเป็นขุนนางได้ ด้วยมีความเวทนาแต่ศพฮั่นสินนัก ถ้าทรงพระเมตตา ข้าพเจ้าจะขอพระราชทานศพฮั่นสินไปฝังไว้ ณ บ้านไผอิ้ม ด้วยฮั่นสินมีความชอบมาแต่หนหลัง ครั้งนี้กระทำผิดตัวก็ตาย แต่เสียดายพระเกียรติยศของไต้อ๋องจะใคร่ให้ลือทั้งแผ่นดิน ขอพระราชทานชื่อฮั่นสินให้เป็นฌ้ออ๋องปรากฏไปดังเก่า ตัวข้าพเจ้าก็จะกราบถวายบังคับลาไปอยู่เฝ้ากุฎีที่ฝังศพฮั่นสิน แม้นโปรดดังนี้ข้าพเจ้ามีความยินดีนัก ยิ่งกว่าพระราชทานเงินทองแลยศศักดิ์ให้ข้าพเจ้า

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ยินกวยถองทูลดังนั้น จึงทรงพระดำริว่า กวยถองผู้นี้เป็นคนถือสัตย์โดยแท้ จึงสั่งให้มีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองฌ้อ ให้ก่อกุฎีแลแต่งการศพฮั่นสินตามประเพณี ให้มีศิลาจาริกชื่อว่าฌ้ออ๋อง ซึ่งตัวกวยถองนั้นไม่ยอมอยู่ทำราชการแล้วก็ให้ปล่อยไปตามสบาย ตรัสแล้วก็เสด็จเข้าข้างใน ครั้นเวลาเช้าเสด็จออก จึงพระราชทานบำเหน็จแก่ทหาร ซึ่งตามเสด็จไปรบกับตันฮีนั้น ตามความชอบมากแลน้อย แล้วสั่งให้แต่งโต๊ะเลี้ยงพร้อมกัน

ฝ่ายไทป๊กซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมพระเจ้าฮั่นเต้ ไปอยู่กับแพอวด ณ เมืองไต้เหลียง วันหนึ่งเสพสุราเมาพูดว่า พระเจ้าฮั่นเต้เลี้ยงขุนนางไม่ยั่งยืน เมื่อทำศึกอยู่ล้วนว่ามีความชอบ ครั้นสิ้นศึกแล้วคิดแต่ละฆ่าคนดีเสียสิ้น เราจะทำราชการไปนั้นไม่ได้ ไทป๊กได้ยินแพอวดพูดผิดจึงว่ากล่าวห้ามปราม แพอวดโกรธว่าไทป๊กเป็นข้อหยาบช้าต่าง ๆ ไทป๊กมีความพยาบาทหนีมาเมืองหลวงบอกแก่ทหารผู้รักษาประตูว่า ข้าพเจ้าชื่อไทป๊กเป็นข้าหลวงเดิม จะขอเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ทูลความลับให้ทราบ ขณะนั้นพระเจ้าฮั่นเต้เสด็จออกว่าราชการขุนนางเฝ้าพร้อม ทหารรักษาประตูเอาเนื้อความเข้าไปแจ้งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ให้กราบทูลตามถ้อยคำไทป๊กว่า พระเจ้าฮั่นเต้ได้ทราบจึงตรัสว่า ศึกตันฮีพึ่งสงบลงกลับมายังไม่ทันหายเหนื่อย จะมีเหตุสิ่งใดอีกจึงมีผู้มาบอกความเล่า จึงรับสั่งให้ พาตัวไป ครั้นไทป๊กเข้าไปถึงคุกเข่าลงกระทำคำนับแล้วลุกขึ้นยืนอยู่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสถามว่า เอ็งเข้ามาหาเราด้วยธุระประการใด ไทป๊กจึงทูลว่า ซึ่งโปรดให้ข้าพเจ้าไปช่วยราชการอยู่ ณ เมืองไต้เหลียงนั้น บัดนี้ไต้เหลียงอ๋องพูดจาหยาบช้าต่อพระองค์ว่าเลี้ยงทหารไม่ยั่งยืน คิดจะทำโทษแก่ผู้ทำความชอบ ไต้เหลียงอ๋องไม่ยอมทำราชการด้วย คิดซ่องสุมผู้คนแข็งเมือง ข้อหนึ่งมีรับสั่งให้เกณฑ์กองทัพไปจับตันฮีนั้นก็แกล้งไม่ไปบอกป่วยเสีย ข้อหนึ่งรู้ว่าฮั่นสินตายแล้ว ให้จัดกองทัพจะยกมาตีเมืองหลวง ข้าพเจ้ารู้ความว่าแพอวดคิดทรยศต่อพระองค์จึงหนีมากราบทูลให้ทราบ

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นจึงตรัสแก่ตันแผงว่า แพอวดเราก็เลี้ยงเป็นถึงเจ้าเมืองไต้เหลียง เหตุใดยังคิดทรยศต่อเรา ตันแผงจึงทูลว่า แพอวดรู้ว่าพระองค์ฆ่าฮั่นสินเสียแล้ว เห็นว่าทหารในเมืองจะสู้ฝีมือมิได้คิดขบถ ขอให้พระองค์ให้คนมีสติปัญญาไปหาตัวมา ถ้าแพอวดมิได้คิดประทุษร้ายก็จะมาเฝ้าโดยดี แม้นยังแคลงพระทัยอยู่จึงถอดออกเสียจากที่ไต้เหลียงอ๋อง ถ้าไม่มาจึงยกกองทัพไปตี พระเจ้าฮั่นเต้เห็นชอบด้วยจึงสั่งให้เล็กแกไปหาตัวแพอวด เล็กแกก็ลาออกไปจัดบ่าวไพร่ได้พร้อมขึ้นม้าไป ณ เมืองไต้เหลียง ครั้นถึงเข้าไปหาแพอวด ๆ เห็นก็ออกมาต้อนรับเชิญเล็กแกนั่งที่สมควร แล้วถามว่าท่านมาด้วยธุระประการใด เล็กแกจึงบอกว่า ไทป๊กไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ทูลกล่าวโทษว่าท่านคิดประทุษร้าย แต่ทรงพระดำริเห็นว่าความไม่เป็นเรื่องราว ชะรอยไทป๊กวิวาทกับท่านจึงแกล้งไปกล่าวโทษ รับสั่งให้เอาตัวไทป๊กไปจำไว้ ให้ข้าพเจ้ามาหาตัวท่านไปชำระว่ากล่าวกัน แพอวดได้ฟังจึงว่า ไทป๊กเกียจคร้านไม่เอาใจใส่ราชการ เราว่ากล่าวตักเตือนไทป๊กกลับโกรธหนี เข้าไปกล่าวโทษผู้มีกตัญญูอีกเล่า เมื่อมีรับสั่งให้หาเราก็จะเข้าไปเฝ้าจะได้เห็นเท็จแลจริง เล็กแกจึงว่า ท่านว่าดังนี้ชอบนักสมควรเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แพอวดจึงสั่งให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงเล็กแก ครั้นกินโต๊ะแล้วแพอวดจึงว่า ท่านหยุดพักอยู่สักคืนหนึ่งพรุ่งนี้จึงไป เล็กแกก็ลาแพอวดออกไปอาศัยนอนอยู่ ณ ตึกรับแขก เวลาเช้าแพอวดก็จัดแจงผู้คนเข้าไปเมืองหลวง

ฝ่ายยงเทียดซึ่งเป็นไต้หูขุนนางอยู่ในแพอวด รู้ความจึงเข้าไปว่ากับแพอวดว่า ซึ่งท่านจะเข้าไปครั้งนี้ข้าพเจ้าเห็นจะมีเหตุเป็นมั่นคง เมื่อจับฮั่นสินนั้นก็แต่งอุบายดังนี้ อันพระทัยพระเจ้าฮั่นเต้รักคนดีแต่เมื่อมีศึก ถ้าสิ้นศึกแล้วคงไม่คิดถึงความชอบผู้ใด แม้นท่านขืนเข้าไปก็จะเป็นเหตุเหมือนฮั่นสิน แพอวดจึงว่า ฮั่นสินมีโทษตัวเราหาความผิดมิได้ ถ้าไม่เข้าไปก็จะสมคำไทป๊กกล่าวโทษ ยงเทียดจึงว่า ท่านมีฝีมือเข้มแข็งในการศึก ทั้งทแกล้วทหารก็มากกว่าหัวเมืองทั้งปวง พระเจ้าฮั่นเต้จึงคิดสงสัย ถึงจะไม่เป็นขบถจริงก็กริ่งพระทัยหาความผิดทำอันตรายแก่ท่าน แพอวดจึงว่า ความคิดยงเทียดว่าดังนี้จะแก้ตัวได้ก็แต่ขณะเดียว ถ้านานไปพระเจ้าฮั่นเต้ยกกองทัพออกมาตี ฝีมือทหารเรากับพวกตันฮีจะเป็นอย่างไรกัน ตันฮีมีทหารถึงห้าสิบหมื่น แล้วได้เมืองเตืยวเมืองไต้จี๋วไว้เป็นที่มั่นยังสู้พระเจ้าฮั่นเต้ไม่ได้ ทำไมกับเมืองไต้เหลียงนิดหนึ่ง ถ้าเสด็จออกมาแล้ว หัวเมืองก็จะเข้าสามิภักดิ์สิ้น เราก็จะอยู่แต่ผู้เดียวเหมือนทำกรรมให้แก่ราษฎรชาวเมืองไต้เหลียง ยงเทียดได้ฟังแพอวดว่าดังนั้นก็นิ่งอยู่ แพอวดก็จัดแจงบ่าวไพร่ชวนเล็กแกมา บรรดาผู้ใหญ่ชาวเมืองก็ตามมาส่งแพอวดเป็นอันมาก ยงเทียดจึงออกไปสกัดอยู่ประตูเมือง เห็นแพอวดเดินเข้าไปใกล้ ยงเทียดขึ้นไปบนซุ้มประตู เอาเชือกผูกข้อเท้าของตัวห้อยศีรษะลงมากั้นหน้าแพอวดไว้ แพอวดเห็นยงเทียดทำดังนั้นคิดสงสัยนัก จึงให้คนใช้ไปแก้ยงเทียดลงมาแล้วถามว่า เหตุใดท่านจึงทำดังนี้ ยงเทียดจึงว่า ซึ่งข้าพเจ้าได้ความลำบากอยู่ ท่านเห็นก็ช่วยแก้ให้หายเวทนา แต่นานไปท่านจะได้ความทุกข์ ยังไม่รู้ว่าผู้ใดจะช่วยแก้ท่าน ฮั่นสินเมื่อจวนจะตายจึงคิดถึงกวยถอง ตัวท่านนานไปก็จะคิดถึงข้าพเจ้า แพอวดจึงว่า ซึ่งท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่ แต่เราจะใคร่ไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ทูลให้เห็นความจริงก่อน ยงเทียดได้ฟังดังนั้นก็ร้องไห้กลับไปบ้านจัดบ่าวไพร่ตามแพอวดไป ขณะนั้นพระเจ้าฮั่นเต้เสด็จมาเลียบเมืองตั้งประทับอยู่ ณ เมืองลกเอี๋ยง

ฝ่ายเล็กแกกับแพอวด ครั้นมาถึงก็พากันเข้าไปเฝ้า พระเจ้าฮั่นเต้เห็นแพอวดมาเคืองพระทัยนัก จึงตรัสว่า เมื่อเรามีหนังสือสั่งให้ตัวยกไปจับตันฮีเหตุใดจึงไม่ไป แพอวดจึงทูลว่า ข้าพเจ้าจะขัดรับสั่งหามิได้ ขณะเมื่อหนังสือไปนั้นข้าพเจ้าไม่อยู่ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า บัดนี้ไทป๊กมาบอกเราว่าตัวคิดขบถจะว่ากล่าวประการใดเล่า แพอวดจึงทูลว่า ไทป๊กละเมิดราชการ ข้าพเจ้าว่ากล่าวตักเตือนไทป๊กโกรธ จึงแกล้งเอาความเท็จมาทูลหมายจะให้พระองค์ประหารชีวิตข้าพเจ้าเสีย พระองค์ทรงพระปัญญาคิดเห็นทางไกลออกไปอีกหมื่นเส้น ครั้งนี้เชิญทรงพระดำริให้เห็นเท็จแลจริงก่อน พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังแพอวดทูลดังนั้น จึงรับสั่งให้งูซู้ชำระข้อความแพอวดกับไทป๊ก

ขณะนั้นยงเทียดเข้าไปบอกนายประตูว่า ข้าพเจ้ามีธุระเป็นข้อใหญ่จะขอเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ นายประตูก็เข้าไปแจ้งแก่ขุนนางผู้ใหญ่ให้กราบทูลตามถ้อยคำยงเทียดว่า พระเจ้าฮั่นเต้ก็สั่งให้พาตัวเข้าไป จึงตรัสถามว่าเอ็งชื่ออะไร ซึ่งจะเข้ามาหาเรานี้ด้วยธุระประการใดหรือ ยงเทียดจึงทูลว่า ข้าพเจ้าชื่อยงเทียด เป็นขุนนางอยู่ในเมืองไต้เหลียง รู้ข่าวว่ามีผู้มากล่าวโทษแพอวดว่าเป็นขบถ เกลือกพระองค์เชื่อฟังคำคนยุยงก็จะฆ่าแพอวดเสีย ด้วยเห็นว่าเมื่อพระองค์เข้าที่ล้อมอยู่ ณ เมืองเอ็กเอี๋ยงนั้น ถ้าไม่ได้แพอวดตัดกองลำเลียงฌ้อปาอ๋องก็จะเสียทีแก่ข้าศึก ซึ่งจะกระทำโทษแก่แพอวดผู้มีความชอบเป็นอันมากนั้น คนทั้งปวงก็จะคิดตกใจแตกตื่นกันไป พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟัง ทรงพระดำริอยู่ช้านานค่อยคลายทรงพระโกรธ จึงตรัสว่า แพอวดทำความชอบไว้ก็จริง แต่ภายหลังคิดทรยศแก่เรา ครั้งนี้เราจะงดโทษไว้ไม่ประหารชีวิต แต่จะถอดเสียจากที่เจ้าเมืองจะให้ไปอยู่เมืองเสฉวนตามตำแหน่งผู้กระทำผิด ถ้านานไปแพอวดอุตส่าห์ทำราชการโดยสุจริตเราจึงจะตั้งให้เป็นขุนนางขึ้นดังเก่า แล้วตรัสแก่ยงเทียดว่า ตัวเอ็งก็กลับไปเป็นขุนนางอยู่เมืองไต้เหลียงเถิด ยงเทียดจึงทูลว่า แพอวดนายข้าพเจ้าต้องถอดออกจากที่แล้ว ข้าพเจ้าจะกลับไปอยู่เมืองไต้เหลียงอีกก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉาน คนจะนินทาว่าหาความกตัญญูมิได้ จะขอถวายบังคมลาออกนอกราชการ ไปอยู่บ้านเดิมข้าพเจ้า ทำมาหากินตามประเพณี พระเจ้าฮั่นเต้ก็โปรดให้ตามคำยงเทียดทูล แพอวดก็ออกมาจัดบ่าวไพร่ของตัวจะไปเมืองเสฉวน ครั้นมาถึงด่านต๋งก๋วนก็หยุดพัก

ฝ่ายนางฮองเฮาอยู่ ณ เมืองเตียงอั๋น คิดถึงพระเจ้าฮั่นเต้ก็มาตามเสด็จ ณ เมืองลกเอี๋ยง แพอวดเห็นก็เข้าไปคุกเข่าลงคำนับแล้วร้องไห้ทูลว่า ข้าพเจ้าหาความผิดมิได้ บัดนี้ไทป๊กมากล่าวโทษเปล่า ๆ พระเจ้าฮั่นเต้ทรงพระโกรธ ถอดข้าพเจ้าออกจากที่แล้วให้ไปอยู่เมืองเสฉวน ครั้งนี้ขอท่านได้โปรดช่วยเพ็ดทูลให้ข้าพเจ้าพ้นโทษด้วย ฮองเฮาจึงว่าท่านจงตามเราไป ถ้าได้ช่องจะทูลแก้ไขให้ท่าน แพอวดมีความยินดีก็ตามฮองเฮาไป ครั้นฮองเฮามาถึงเมืองลกเอี๋ยงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าฮั่นเต้ แล้วทูลว่า แพอวดเป็นคนเข้มแข็งบัดนี้ก็ได้หาตัวมาว่ากล่าวจนถอดเสียจากที่ เหมือนตีอสรพิษให้บอบชํ้าก็จะมีความโกรธ พระองค์ไม่เลี้ยงแล้วจงลงโทษประหารชีวิตเสีย จะปล่อยให้ไปอยู่เมืองเสฉวนดุจหนึ่งปล่อยเสือเข้าป่า ถ้านานไปจะเป็นศัตรูขึ้น ข้าพเจ้าพบที่กลางทาง แพอวดอ้อนวอนให้ข้าพเจ้าทูลขอโทษ บัดนี้กลับตามมาด้วย จงแต่งคนให้ฟ้องขึ้นว่าแพอวดเป็นขบถแล้วฆ่า เสีย จึงจะสิ้นเสี้ยนศัตรูต่อไป พระเจ้าฮั่นเต้เห็นชอบจึงตรัสว่า สุดแต่เจ้าจะคิดอ่านเถิด ฮองเฮาจึงมาแต่งคนสนิทเมืองแพอวดเป็นใจความว่า ซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้ถอดแพอวดออกเสียจากที่ไต้เหลียงอ๋อง ให้ไปอยู่เมืองเสฉวนนั้น แพอวดโกรธไม่ยอมไปจึงแกล้งไปหาฮองเฮา หมายจะกลับเข้ามาเกลี้ยกล่อมคิดขบถขึ้นในเมือง คนสนิทฮองเฮาก็ไปทำเรื่องราวให้ขุนนางผู้ใหญ่ทูลพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ จึงให้หาตัวแพอวดเข้าไป แล้วสั่งให้เตียวชังเป็นตุลาการ เตียวชังก็คำนับลาพาตัวแพอวดไปที่ตำแหน่งว่าราชการ แล้วถามว่าตันฮีเป็นขบถพระเจ้าฮั่นเต้รับสั่งใช้ให้ตัวยกทัพไปรบตันฮี ตัวก็เชื่อฟังคำฮั่นสินแกล้งบอกป่วยเสียไม่ไป ครั้งนั้นโทษก็ถึงตายอยู่แล้ว แต่พระเจ้าฮั่นเต้ทรงพระเมตตาเห็นว่า ตัวมีความชอบอยู่บ้างจึงพระราชทานชีวิตไว้ เป็นแต่ถอดจากที่ให้ไปอยู่เมืองเสฉวน ครั้งนี้ท่านละเมิดจากรับสั่งมิได้เกรงพระราชอาชญา กลับตามฮองเฮาเข้ามาอยู่ในเมืองอีก หมายจะคิดกระทำการประทุษร้ายต่อพระเจ้าฮั่นเต้ ตัวเร่งให้การไปแต่ตามจริง พระเจ้าฮั่นเต้คิดสงสัยไม่เลี้ยงท่านต่อไปแล้ว

แพอวดได้ฟังเตียวชังว่าดังนั้นก็ถอนใจใหญ่ แล้วว่าถึงเราจะให้การไปตามจริงก็ไม่พ้นความตาย ครั้งนี้สุดแต่พระเจ้าฮั่นเต้จะโปรด ที่มีกล่าวโทษว่าเราคิดขบถประการใดนั้นจริงทุกข้อแล้ว แต่คิดน้อยใจนักที่เราไม่ฟังคำคนที่มีสติปัญญาทัดทาน เตียวชังก็เขียนเอาคำที่แพอวดรับสารภาพนั้นเข้าไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ ได้ทราบจึงตรัสแก่ฮองเฮาว่า แพอวดทำผิดดังนี้จะลงโทษให้เหมือนฮั่นสิน ฮองเฮาจึงทูลว่า ฮั่นสินเป็นขบถฆ่าเสียแล้ว พระองค์กลับพระราชทานให้แต่งการศพ บรรดาหัวเมืองเห็นว่าน้ำพระทัยอ่อนนัก จึงดูหมิ่นไม่กลัวพระอาชญา ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอให้สับศพจงละเอียดแล้วไปแจกหัวเมืองทั้งปวง ประกาศกำชับว่าอย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่างต่อไปได้ พระเจ้าฮั่นเต้เห็นชอบ จึงรับสั่งให้เอาแพอวดไปฆ่าเสีย แล้วตัดศีรษะไปเสียบไว้ที่ประตูเมืองลกเอี๋ยง ท่อนตัวนั้นให้สับละเอียดเอาไปแจกหัวเมืองทั้งปวง แต่บรรดาญาติพี่น้องแพอวดก็จับมาฆ่าเสียสิ้นทั้งสามชั่วโคตร ทหารก็ออกไปทำตามสั่งทุกประการ เมื่อขณะฆ่าแพอวดเสียแล้ว มีผู้หนึ่งใส่เสื้อป่านใส่หมวกขาว เอาเชือกปอคาดเอว ออกมากอดศีรษะแพอวดร้องไห้ ทหารก็เข้าไปจับตัวมาถวาย พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสถามว่าเอ็งชื่ออะไร เป็นญาติพี่น้องกันหรือจึงมาร้องไห้รักอ้ายคนขบถ ผู้นั้นจึงทูลว่าข้าพเจ้าชื่อลวนโป้เป็นชาวเมืองเชียงอิบ บัดนี้มาเป็นไตหูที่ปรึกษาราชการเมืองไต้เหลียง ข้าพเจ้าจะได้เป็นญาติพี่น้องแพอวดหามิได้ แต่เห็นว่าแพอวดตายด้วยความเท็จ คิดสงสารจึงร้องไห้ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า แพอวดเป็นขบถไต่ถามรับเป็นสัตย์แล้วเราจึงให้ฆ่าเสีย ลวนโป้จึงทูลว่า แพอวดสู้อุตส่าห์กระทำศึก เมื่อครั้งทหารฌ้อปาอ๋องสี่สิบหมื่นล้อมพระองค์อยู่เมืองเอ๊กเอี๋ยง พระองค์มีหนังสือไปหาฮั่นสิน ๆ ก็ไม่มา ถ้าแพอวดไม่ซื่อตรงไปเข้าด้วยฌ้อปาอ๋อง พระองค์ก็จะไม่ได้เสวยราชสมบัติเป็นสุขดังนี้ ครั้งนั้นข้าพเจ้าก็มีหนังสือไปถึงแพอวดให้คอยตัดลำเลียง จึงได้ข้าวปลา อาหารมาถวายหลายสิบหมื่น พระองค์กระทำศึกกับฌ้อปาอ๋องห้าปี แพอวดกระทำราชการมิได้คิดชีวิต หมายใจว่าเสร็จศึกแล้วจะได้พี่งพระบารมีเป็นสุขไปจนชั่วบุตรแลหลาน บัดนี้พระองค์มาเชื่อฟังคำคนยุยงฆ่าแพอวดเสียแล้ว เอาอสุภสับจนละเอียดทำอาชญายิ่งกว่าแผ่นดินอื่น ซึ่งพระองค์ให้ทำกฏหมายไว้ ก็ไม่ประชุมขุนนางปรึกษาโทษลงอาญาแพอวดตามพระราชกำหนด ขุนนางผู้ใหญ่เล่าก็ไม่ทูลทัดทานบ้าง ข้าพเจ้าเห็นว่าราชประเพณีจะเสื่อมสูญเสียแล้ว บรรดาคนที่มีความชอบก็จะเอาใจออกหากสิ้น ข้าพเจ้าไม่กลัวความตายเข้ามาทูลดังนี้ ลวนโป้ว่าแล้วก็ร้องไห้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้นก็กลั้นนํ้าตามิได้ พระเจ้าฮั่นเต้ก็นิ่งดำริไปเป็นช้านาน จึงตรัสว่า ท่านเป็นคนมีสติปัญญา รู้การผิดแลชอบสมควรเป็นขุนนางได้ เราจะตั้งให้ท่านเป็นโตอ้วย ลวนโป้จึงทูลว่า ซึ่ง โปรดมาทั้งนี้พระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ตัวข้าพเจ้าจวนชราแล้วสติปัญญาก็หลงลืม จะเป็นขุนนางทำราชการไปมิได้ ถ้าทรงพระเมตตาอยู่แล้ว จะขอพระราชทานแต่ศีรษะแพอวดไปก่อกุฎีฝังไว้ ณ เมืองไต้เหลียง แต่ตัวข้าพเจ้าก็จะไปอยู่บ้านเดิมทำมาหากินตามสติกำลัง พระเจ้าฮั่นเต้ก็พระราชทานศีรษะแพอวดให้ลวนโป้ ลวนโป้ก็คำนับลาเอาศีรษะแพอวดห่อผ้าไป 

ฝ่ายหยินโป้เวลาวันหนึ่งเสพสุราอยู่กับขุนนาง พอข้าหลวงเอาเนื้อแพอวดไปให้ หยินโป้ลุกขึ้นคำนับแล้วถามว่าเนื้อสับละเอียดนี้เป็นเนื้ออะไร ข้าหลวงเห็นหยินโป้เมา คะนองปากบอกว่าเนื้อกวาง หยินโป้มีความยินดีจึงหยิบเนื้อนั้นกินเข้าไปให้แน่นอกจะราก จึงเอนตัวออกไปที่หน้าต่าง อาเจียนออกมาเป็นปูตัวน้อย ๆ คลานตามกันไปเป็นอันมาก หยินโป้จึงถามข้าหลวงว่าท่านบอกเราตามจริงเถิดนี่เนื้ออะไร ผู้นั้นเห็นหยินโป้ตึงอยู่ จึงบอกว่านี่เนื้อแพอวด พระเจ้าฮั่นเต้ให้เอามาพระราชทาน หยินโป้ได้ฟังโกรธนักชักกระบี่ออกฟันข้าหลวงคอขาดตาย แล้วสั่งให้ตรวจเตรียมกองทัพคนยี่สิบหมื่น ออกมาตั้งค่ายอยู่นอกเมืองห้วยหลำ เก็บรวบรวมผู้คนอีก อยู่วันหนึ่งลวนโป้ไปหาหยินโป้แล้วบอกความซึ่งพระเจ้าฮั่นเต้ทำแก่แพอวดทุกประการ แล้วลวนโป้ว่าพระเจ้าฮั่นเต้ถ้าไมได้แพอวดฮั่นสินแลตัวท่านสามคนนื้แล้ว ที่ไหนจะปราบฌ้อปาอ๋องได้ บัดนี้เป็นสุขแล้วไม่คิดถึง ความชอบของเขากลับฆ่าเสียสิ้น ยังอยู่แต่ตัวท่านผู้เดียวจงระวังตัวให้ดี หยินโป้จึงว่าเราฆ่าคนที่เอาเนื้อแพอวดมาให้เสียแล้ว จึงยกออกมาตั้งอยู่ที่นี่ ไม่ช้าเราก็จะยกไป ท่านมาครั้งนี้เรามีความยินดีนักจะได้ช่วยกันคิดการศึกรบกับฮั่นเต้ ฮุยเซียซึ่งเป็นขุนนางที่ปรึกษาหยินโป้ จึงว่าท่านจะคิดทำการศึกไม่หาที่ชัยภูมิเสียก่อนเล่า ครั้งนี้จงให้มีหนังสือไปชิงเอาที่เมืองเอี๋ยนเมืองเตียว ซึ่งเป็นแดนเมืองซัวตั๋งเป็นที่มั่นของท่าน จึงจะเอาชัยชนะได้ ถ้าถือแต่ใจไว หาญยกไปทำศึกกับฮั่นเต้ ๆ มีที่ปรึกษาคือเตียวเหลียงตันแผงเป็นคนที่มีสติปัญญาลึกซึ้ง นายทหารที่มีฝีมือคือห้วนโก้ยกวนหยิน ทั้งรี้พลก็มากถึงร้อยหมื่น ถ้าจะรีบยกไปเป็นจะเสียทีเป็นมั่นคง หยินโป้ได้ฟังฮุยเซียว่าดังนั้นก็โกรธ จึงว่าเหตุใดท่านมาทูลดังนี้ จะให้ทหารของเราท้อใจหรือ ทำไมกับฮั่นเต้ชราแล้ว ฮั่นสินแพอวดก็ตาย เราจะเกรงกลัวผู้ใดอีกเล่า หยินโป้ก็ขับฮุยเซียออกไปเสีย แล้วให้ยกกองทัพไปทางทิศตะวันตก ตีเอาเมืองเซี่ยงไซ้ริมแดนเมืองฌ้อ รบกับฌ้ออ๋องเล่าเก๋าเล่าแก๋ หยินโป้ฆ่าเล่าแก๋ตาย จับเล่าเก๋าได้ รวบรวมทหารได้มากขึ้นอีก กิตติศัพท์ลือไปถึงเมืองหํ้าเอี๋ยง ซึ่งผลัดชื่อว่าเมืองเตียงอั๋น พระเจ้าฮั่นเต้รู้ตกพระทัย จึงให้หาขุนนางเข้าไปปรึกษาว่าหยินโป้แข็งเมืองเป็นขบถขึ้น เราจะทำประการใด ขุนนางจึงทูลว่า หยินโป้เป็นคนหยาบช้าไม่มีความคิดจะทำไม่ได้ ถ้าเสด็จยกออกไปจับตัวฆ่าเสียก็จะได้โดยง่าย แฮเฮาหยินจึงทูลว่าบ่าวข้าพเจ้าคนหนึ่งชื่อสิก๋ง แต่ก่อนเป็นกรมการอยู่เมืองฌ้อ ผู้นี้มีสติปัญญาได้ยินข่าวว่า หยินโป้เป็นขบถก็หัวเราะ แล้วว่าหยินโป้ทำศึกครั้งนี้ คงจะไม่เป็นการ ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูสิก๋งพูดจาเห็นจะมีอุบายเป็นมั่นคง พระเจ้าฮั่นเต้จึงให้หาตัวสิก๋งเข้าไปเฝ้าแล้วถามว่า ท่านมีอุบายจะสู้รบกับหยินโป้ประการใดบ้าง สิก๋งจึงทูลว่าหยินโป้คิดขบถครั้งนื้จะแพ้ชนะก็ในลักษณะสามประการ ถ้ารู้อุบายอย่างสูงแดนเมืองซัวตั๋งก็คงจะเป็นของหยินโป้ ถ้าทำเพียงอุบายอย่างกลางจะสู้รบพอก้ำกึ่งไม่รู้ว่าจะชนะแลแพ้ ถ้าทำเป็นอุบายอย่างต่ำ หยินโป้ก็จะเสียทีโดยง่าย พระเจ้าฮั่นเต้จึงถามว่า ซึ่งท่านว่าอุบายสามประการนั้นเรายังไม่เข้าใจ ว่าไปให้เห็นความจะแจ้งก่อน สิก๋งจึงทูลว่าอุบายอย่างสูงนั้น ถ้าหยินโป้ตีเมืองหงอทิศตะวันออก แล้วตีเมืองฌ้อทิศตะวันตก มาตั้งอยู่เมืองเจ๋เมืองเอี๋ยนเมืองเตียวแต่ให้หนังสือไปก็จะเข้าด้วยหยินโป้สิ้น ถ้าทำถูกที่ดังนี้แดนเมืองซัวตั๋งก็จะเป็นของหยินโป้ อุบายอย่างกลางนั้น แม้นหยินโป้ไปตีเมืองหงอเมืองฌ้อเมืองหันเมืองงุย ได้ชัยภูมิที่ฉางข้าว ปิดทางเมืองเซงโก๋ไว้จึงต้องลักษณะอุบายอย่างกลาง ถ้าหยินโป้ไปตีเมืองเมืองหงอทิศตะวันออก แล้วกลับมาตีเมืองเซี่ยงไซ้แดนเมืองฌ้อ ถอยไปตั้งอยู่เมืองอวด ถ้าทำดังนี้เรียกว่าอุบายอย่างต่ำ พระองค์เสด็จไปถึงเมื่อใดก็จะได้ชัยชนะเมื่อนั้น

พระเจ้าฮั่นเต้จึงถามว่า ครั้งนี้ท่านหมายว่าหยินโป้จะทำประการใด สิก๋งจึงทูลว่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูเห็นว่า หยินโป้ไปตีได้แต่เมืองหงอเมืองฌ้อแล้วกลับมาตั้งอยู่เมืองอวด ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าต้องลักษณะอุบายอย่างต่ำ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่าเหตุใดท่านจึงรู้ สิก๋งจึงทูลว่าหยินโป้เป็นชาวเลสาร เป็นคนหยาบช้าไม่สู้มีความคิด พระองค์ตั้งให้เป็นใหญ่ถือตัวว่าองอาจทำการไม่ตรึกตรองหน้าหลัง ข้าพเจ้าคะเนการเห็นดังนี้ พระเจ้าฮั่นเต้ได้ทรงฟังสิก๋งทูลดังนั้นชอบพระทัย จึงตั้งสิก๋งให้เป็นเซียงเหาสำหรับปรึกษาราชการศึก ให้เงินทองเสื้อผ้าตามสมควร แล้วสั่งให้ตระเตรียมทแกล้วทหารเข้ากระบวนพยุหสงคราม ตรัสสั่งให้เสียวโหอยู่รักษาเมือง ครั้นถึงวันฤกษ์ตี พระเจ้าฮั่นเต้ก็ยกทหารออกจากเมืองไปทางทิศตะวันออก ขณะนั้นไต้ฮั่นสิบสองปีเดือนสิบฤดูหนาว พระเจ้าฮั่นเต้ ไปตั้งค่ายอยู่ตำบลทำสาย ใช้คนไปสืบการในกองทัพหยินโป้มิได้ขาด

เวลาวันหนึ่งพระเจ้าฮั่นเต้เสด็จออก เสียวเกี่ยวเข้าไปทูลว่า เห็นกองทัพหยินโป้ยกข้ามแม่นํ้าห้วยโหไปทางทิศตะวันออกเข้าตีเมืองหงอ สู้เจี้ยงเจ้าเมืองหงอกลัวหยินโป้เปิดประตูเมืองออกมาเข้าด้วย แล้วหยินโป้ยกไปทางกังแฮ ข้ามแม่น้ำไปตีเมืองเซี่ยงไซ้ บัดนี้ยกมาตั้งอยู่เชิงเขาอ้างสัว ไกลค่ายนี้ทางประมาณห้าร้อยเส้น

พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า หยินโป้ทำทั้งนี้เหมือนคำสิก๋งบอกเรา จึงสั่งให้อ๋องหลินเป็นกองโจรอ้อมไปทางหลังเขาอ้างสัว ให้จิวพุนกวนหยินคุมทหารเป็นกองหนุน อ๋องหลินคอยสกัดตีกองทัพหยินโป้ นายทหารทั้งสามก็คำนับลาออกมาจัดทหารให้พร้อมยกไปซุ่มอยู่ตามรับสั่ง

ฝ่ายหยินโป้รู้ว่าพระเจ้าฮั่นเต้ยกกองทัพมาตั้งอยู่ จึงยกทหารออกมาจากค่ายเดินอ้อมไปข้างหลังเขาอ้างสัว หมายจะลอบตีค่ายพระเจ้าฮั่นเต้ หยินโป้ยกมาพอพบกองทัพอ๋องหลิน ๆ แลเห็นหยินโป้ จึงร้องว่าตัวเจ้าเป็นชาวเลสาร พระเจ้าฮั่นเต้โปรดตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ยังไม่มีกตัญญูกลับมาคิดประทุษร้ายอีกเล่า หยินโป้จึงตอบว่าตัวเจ้าก็เป็นแต่คนขี้เมาอยู่เมืองไภก้วน ถ้าเราไม่ช่วยที่ไหนจะสำเร็จการเมืองฌ้อ ความชอบฮั่นสินแพอวดกับเราก็เหมือนกัน บัดนี้ฆ่าฮั่นสินแพอวดเสียแล้วไม่ช้าก็จะถึงตัวเรา จึงต้องคิดรักษาชีวิต ครั้งนี้ถ้าเจ้ายังหลงเป็นพวกพระเจ้าฮั่นเต้ อยู่ก็จะพลอยตายเสียเปล่า อ๋องหลินได้ฟังหยินโป้ว่าก็โกรธ ขับม้าเข้าไปเอาง้าวฟันหยินโป้ ๆ รับด้วยขวาน รบกันอยู่ยี่สิบสี่เพลง อ๋องหลินอ่อนกำลัง พอจิวพุนกวนหยินมาทันเข้าช่วยอ๋องหลินรบกับหยินโป้

ฝ่ายลวนโป้เห็นดังนี้ก็ข้บม้าเข้าช่วยรบกับหยินโป้ รี้พลทั้งสองฝ่ายรบพุ่งกันเป็นสามารถ พระเจ้าฮั่นเต้ยกทัพหลวงหนุนเข้าไป รี้พลหยินโป้เกรงพระบารมีพระเจ้าฮั่นเต้ก็ถอยย่อย่นแตกตื่นไม่เป็นขบวน หยินโป้เห็นจะต้านทานมิได้ก็ขับม้าพาทหารหนีไปข้างหลังเขา พระเจ้าฮั่นเต้ทรงม้าพระที่นั่งมังกรขาวเร่งให้ทหารไล่ติดตามหยินโป้ แต่ลวนโป้หนีแอบอยู่ซอกเขาริมทางเห็นพระเจ้าฮั่นเต้ขี่ม้าขับทหารมา ลวนโป้มีความแค้นด้วยฆ่าแพอวดเสีย จึงขึ้นเกาทัณฑ์ยิงไปถูกไหล่ขวาพระเจ้าฮั่นเต้ตกลงจากหลังม้า ทหารซ้ายขวาก็วิ่งเข้าพยุงพระเจ้าฮั่นเต้ขึ้นม้าประคองพระองค์ได้ บรรดาทหารกองหน้ารู้ว่าพระเจ้าฮั่นเต้ถูกเกาทัณฑ์ พะว้าพะวังอยู่ไม่เป็นใจสู้รบ กลับมาตั้งค่ายมั่นอยู่ หาแพทย์พยาบาลพระเจ้าฮั่นเต้ ๆ คลายขึ้นจึงตรัสแก่ขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้หยินโป้รู้ว่าเราถูก เกาทัณฑ์เห็นจะมีใจกำเริบไม่ระวังตัว ท่านทั้งปวงจงยกไปตีค่ายในขณะนี้ก็จะได้ชัยชนะโดยง่าย ตันแผงจึงทูลว่าของดไว้ให้หลายวันก่อน หยินโป้จะสำคัญว่าพระองค์ต้องเกาทัณฑ์ประชวรหนักอยู่คงจะกลับมาชวนรบ ถ้าหยินโป้ยกมาก็เห็นจะระวังแต่ด้านหน้าไม่ระวังด้านหลัง จงแต่งทหารให้คอยจับเห็นจะได้โดยง่าย พระเจ้าฮั่นเต้ได้ฟังดังนั้นจึงให้โจฉำคุมคนสามหมื่นไป ณ ตำบลเตียงสา คอยตัดกองลำเลียงหยินโป้ แล้วให้กวนหยินคุมคนสองหมื่นไปเมืองเล็กอั๋น จับครอบครัวหยินโป้ไว้ กีถองนั้นให้คุมทหารสองหมื่นไปคอยซุ่มอยู่หลังค่ายหยินโป้ ถ้าเห็นหยินโป้ออกจากค่ายแล้วก็ให้เข้าตีเอาค่ายให้จงได้ แล้วให้จิวพุนคุมทหารไปคอยอยู่ที่ปากอ่าวท่าข้าม ห้วนโก้ยนั้นให้เตรียมทหารไว้คอยตีตัดทัพหยินโป้ นายทัพนายกองทั้งปวงก็คำนับลาออกมาจัดแจงรี้พลตามรับสั่งทุกประการ

ฝ่ายลวนโป้ครั้นไปถึงค่ายจึงบอกแก่หยินโป้ว่า เมื่อขณะท่านหนีออกมานั้นข้าพเจ้าแอบอยู่ซอกเขา พระเจ้าฮั่นเต้ตามมาข้าพเจ้ายิงด้วยเกาทัณฑ์ถูกไหล่ขวาตกม้าลง หยินโป้ได้แจ้งดังนั้น มีความยินดีจึงว่า เห็นพระเจ้าฮั่นเต้จะเจ็บมากอยู่จึงไม่ยกทัพมา หยินโป้ตั้งรวบรวมทหารอยู่หลายวัน สำคัญว่าพระเจ้าฮั่นเต้ประชวรอยู่ เห็นจะได้ทีจึงจัดแจงทหารยกออกจากค่าย ลวนโป้จึงว่า พระเจ้าฮั่นเต้สงบอยู่หลายวัน เกลือกจะทำอุบายได้ประการใด ท่านจงคิดระวังตัวให้ตี หยินโป้เห็นชอบจึงแบ่งทหารเป็นสองกองยกไปตีหน้าค่ายพระเจ้าฮั่นเต้ ตั้งประชิดคอยจะรบอยู่ถึงสองวัน ก็ไม่เห็นทหารผู้ใดออกไปรบ หยินโป้มีใจประมาทสำคัญว่าพระเจ้าฮั่นเต้ประชวรหนักอยู่ไม่มีผู้ใดจะจัดแจงทหาร จึงสั่งให้ตรวจเตรียมทหารเวลาค่ำจะเข้าปล้นค่าย ลวนโป้จึงว่าตันแผงมีกลอุบายเป็นอันมาก ท่านจงคิดระวังตัวให้กวดขัน หยินโป้ได้ฟังดังนั้นจึงว่ามีผู้ทัดทานแล้วจำจะสงบทัพไว้ก่อน

ฝ่ายกีถองซึ่งคุมคนสองหมื่นซุ่มคอยอยู่หลังค่ายหยินโป้นั้น ครั้นเห็นได้ทีก็ขับทหารเข้าตีชิงเอาค่ายหยินโป้ได้ แล้วร้องประกาศว่าพระเจ้าฮั่นเต้แต่งกองทัพไปจับครอบครัวแลก้าวสกัดทางอยู่ทุกแห่ง

ฝ่ายทหารซึ่งอยู่รักษาค่ายหนีมาบอกหยินโป้ว่าทหารพระเจ้าฮั่นเต้เข้าชิงเอาค่ายได้แล้ว เห็นจิวพุนไปซุ่มคอยสกัดอยู่ที่ท่าข้ามแม่น้ำห้วยโห กวนหยินไปจับครอบครัวของท่าน ณ เมืองเล็กอั๋น โจฉำไปตีตัดกองลำเลียง หยินโป้ได้ฟังก็สะดุ้งตกใจพารี้พลจะไปตั้งค่ายอยู่หลังเขา พอจะถอยมา เห็นห้วนโก้ยพาทหารออกมาจากค่าย ร้องว่าหยินโป้รีบลงจากหลังม้าวางอาวุธเสีย เข้ามาหาเรา ๆ จะช่วยทูลขอชีวิตไว้ให้พ้นความตาย หยินโป้ได้ฟังก็โกรธชักม้าเข้ารบกับห้วนโก้ยได้ห้าสิบเพลง กองทัพพระเจ้าฮั่นเต้ระดมตีหนุนแน่นเข้ามาอีกเป็นอันมาก หยินโป้เห็นจะสู้รบมิได้ก็ชักม้าหนีไปตามทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระเจ้าฮั่นเต้ทราบดังนั้นก็สั่งให้ทหารรบติดตามไป หยินโป้หนีไปถึงริมแม่น้ำห้วยโห จิวพุนก็พาทหารออกไล่ฆ่าฟันทหารหยินโป้แตกกระจัดกระจายไป เหลือแต่คนสนิทร้อยสิบ คน หยินโป้หนีข้ามแม่น้ำไปได้ พระเจ้าฮั่นเต้ก็ให้ทหารตามไปถึงริมแม่นํ้าแล้วให้ตั้งค่ายไว้ ใช้ให้คนไปสืบดูว่าหยินโป้จะหนีไปทางไหน

ฝ่ายหยินโป้ขึ้นจากฝังน้ำหนีไปหาหงอหยวยเจ้าเมืองหงอ หงอหยวยไปเที่ยวป่าอยู่แต่หงอเสงหลานหงอหยวย หงอเสงนี้ครั้งก่อนหยินโป้ด่าคิดพยาบาทอยู่ ครั้นเห็นหยินโป้เข้าไปหาจึงคิดว่า หยินโป้อยู่เมืองห้วยหลำทำองอาจข่มเหงผู้คนนัก บัดนี้คิดขบถกลับไปรบกับพระเจ้าฮั่นเต้ หยินโป้เสียทีมา ถ้าเรารับไว้ก็จะพลอยมีความผิดด้วย หงอหยวยอาเราไม่อยู่ เราจะคิดฆ่าหยินโป้เสีย ตัดเอาศีรษะไปถวายพระเจ้าฮั่นเต้เอาความชอบดีกว่า หงอเสงคิดดังนั้นแล้วก็ออกมารับหยินโป้เข้าไป เชิญให้นั่งที่สมควร แล้วให้ยกโต๊ะมาเลี้ยงหยินโป้ ๆ จึงถามว่าหงอหยวยอาท่านไปไหน หงอเสงจึงบอกว่าราชการว่างอยู่เวลาเช้าออกไปป่า บางทีสามวันบ้างห้าวันบ้างจึงกลับมา บัดนี้ ท่านมาข้าพเจ้าไม่รู้จึงมิได้ออกไปรับแต่ไกล ข้าพเจ้าขอสมาโทษท่าน หยินโป้จึงว่าเมื่อเรายกทัพมา ครั้งก่อนขอบใจอาท่านมีความกรุณาแกเรา จึงข้ามแม่นํ้าไปตีเมืองเซี่ยงไซ้ได้จนถึงตำบลทำสาย บัดนี้เรารบกับพระเจ้าฮั่นเต้เสียทีแตกทัพมา จะอยู่คอยท่าอาท่านจะได้ช่วยกันคิดรวบรวมรี้พลขึ้นอีก ทำศึกกับพระเจ้าฮั่นเต้ต่อไปใหม่ ถ้าสำเร็จราชการแล้วจะได้อยู่เย็นเป็นสุขด้วยกัน หงอเสงทำเป็นรับคำโดยดี เอาสุรามาให้หยินโป้กินจนเวลาเย็น หยินโป้เมาหนักแล้วให้ทหารพยุงเข้านอนที่เก๋งก๋วน ครั้นเวลาประมาณสองยามหงอเสงจัดทหารที่มีฝีมือสิบคน ถืออาวุธไปข้างหลังเก๋งก๋วน ปีนผนังตึกขึ้นไปถึงห้องที่หยินโป้นอน หยินโป้นอนหลับได้ยินเสียงกรนดุจหนึ่งฟ้าลั่น หงอเสงถือกระบี่เดินตรงเข้าไปฟันหยินโป้คอขาดตาย ทหารหยินโป้นอนอยู่ภายนอกได้ยินเสียงอื้ออึงจึงชวนกันลุกเข้าไปดูหยินโป้ ทหารหงอเสงสี่สิบคนก็เข้าฆ่าฟันทหารหยินโป้ตาย แล้วหงอเสงก็พาศีรษะหยินโป้ไป ณ ค่ายพระเจ้าฮั่นเต้ ครั้นถึงจึงบอกแก่ทหารผู้กำกับประตูว่า เราชื่อหงอเสงตัดศีรษะมาจะเข้าไปถวาย นายประตูก็นำความเข้าไปทูลทุกประการ พระเจ้าฮั่นเต้ได้ทราบมีพระทัยยินดีนัก จึงสั่งให้ไปบอกหงอเสงพาศีรษะหยินโป้เข้ามาหาเราจะดู ตันแผงจึงทูลว่าหยินโป้หยาบคายมีผู้ลอบ ฆ่ามิได้รู้ตัว เห็นจะมีใจคุมแค้นผูกพยาบาทอยู่ ซึ่งพระองค์จะให้เอาศีรษะมาทอดพระเนตรนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าอสุรกายหยินโป้จะเป็นรังควานติดพระองค์ พระเจ้าฮั่นเต้จึงตรัสว่า แต่เราออกจากเมืองไภก้วนทำศึกมาหลายสิบครั้งได้ดูศีรษะข้าศึกหลายหมื่น ทำไมกับศีรษะหยินโป้ผู้เดียว ตรัสแล้วให้หาหงอเสงเอาศีรษะหยินโป้เข้ามา หงอเสงก็เอาไปถวาย แล้วทูลความซึ่งลวงจับหยินโป้ฆ่าเสียนั้นทุกประการ

พระเจ้าฮั่นเต้เห็นศีรษะหยินโป้ทรงพระโกรธ จึงตรัสว่าอ้ายขโมยไม่คิดถึงตัวกลับทรยศต่อกูผู้มีคุณ บัดนี้เหตุใดจึงไม่ฮึกไปอีกเล่า ตรัสยังไม่ทันขาดพระโอษฐ์ เห็นศีรษะหยินโป้ตาเหลือก ค้อนหนวดชันขนพอง อสุรกายซึ่งประจำศพหยินโป้เป่าลมออกมาถูกพระเจ้าฮั่นเต้ตกจากพระที่นั่งนิ่งไป บรรดาขุนนางเห็นดังนั้นตกใจนัก ก็พยุงเข้าไปที่ข้างในรบให้หาแพทย์มาพยาบาลทำตามตำรากันภูตปีศาจ ประกอบพระโอสถถวายหลายวันจึงค่อยบรรเทาขึ้น พระเจ้าฮั่นเต้จึงให้หาหงอเสงเข้ามา ตรัสว่าท่านทำการครั้งนี้มีความชอบยิ่งนัก เห็นว่าน้ำใจท่านมีกตัญญูโดยแท้ แล้วพระราชทานบำเหน็จเป็นอันมาก ตั้งหงอเสงเป็นจงเยเหาเจ้าเมืองหงอ จึงแต่งหนังสือให้หงอเสงซึ่งเป็นจงเยเหาถือไปถึงหงอหยวย ให้หงอหยวยไปเป็นเจ้าเมืองกังแฮ ให้เล่าปิดบุตรเล่าต๋งเป็นหงออ๋องไปอยู่เมืองกังตั้ง จัดแจงเสร็จแล้วพระเจ้าฮั่นเต้ก็ยกทัพกลับมาเมืองโลก๋วนที่บ้านของจูกิด มีตึกใหญ่ใส่รูปของจูกิดซึ่งเป็นครูหนังสือมาแต่ก่อน พระเจ้าฮั่นเต้ก็พาขุนนางทั้งปวงเข้าไปกระทำคำนับของจู๊ แล้วพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าให้แก่บุตรแลหลานของจู๊ โปรดเสียไม่ใช้ราชการ ให้ศึกษาในการหนังสือ จะได้บอกกล่าวให้คนเล่าเรียนสืบไป แล้วพระเจ้าฮั่นเต้ยกทัพมาถึงเมืองไภก้วนสั่งให้เจ้าพนักงานแต่งโต๊ะเป็นอันมาก แล้วให้หาผู้ใหญ่ในเมืองไภก้วนมากินโต๊ะเสพสุรา จัดเอาเด็กชายที่รูปดีสองคนสอนให้รำแล้วร้องเพลง พระเจ้าฮั่นเต้ก็เสวยสุราสบายพระทัย จึงตีระฆังเป็นจังหวะให้เด็กรำ แล้วทรงร้องเพลงว่าลมพายุพัดหนักเมฆจึงลอยขึ้นบนท้องฟ้า เปรียบเหมือนตัวเราเพราะมีบุญจึงได้เป็นกษัตริย์ เกียรติยศลือไปทั่วทิศปราบคนที่เข้มแข็งได้ แล้วสอนให้เด็กร้อง เด็กก็ร้องไปตามรับสั่ง

สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

แชร์ชวนกันอ่าน

แจ้งคำสะกดผิดและข้อผิดพลาด หรือคำแนะนำต่างๆ ได้ ที่นี่ค่ะ